หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากพีคของคุณพลเมื่อเกิดพฤษภาทมิฬ ครอบครัวคุณพลต้องประสบปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งยามเองที่ต้องลดบทบาท เพราะดันไปสังหารชนชั้นกลางที่ออกมาชุมนุม รวมถึงการเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยพังย่อยยับ อย่าลืมว่า คุณพลเป็นประธานที่รวยที่สุดในโลก และสำนักงานทรัพย์สินส่วนประธานก็เป็นบริษัทที่รวยที่สุดในประเทศ ดังนั้น จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องเอาเงินออกมาช่วยบริษัทของคุณพล และชาวบ้านตาดำๆ ก็ไม่รู้เรื่องว่า เงินภาษีของตัวเองเอาไปค้ำจุนบริษัทส่วนตัวของท่านประธาน….วิกฤตต้มยำกุ้งยังไม่หนักใจ ลูกชายคนเดียว คุณโอเลี้ยงก่อเรื่องใหญ่ เพราะไปติดนักร้องค้าเฟ่ อีอ๊อด จนนำไปสู่การเลิกลากับปอร์เช่ แม้ว่าจะมีลูกด้วยกันถึง 5 คนก็ตาม โดยความเบื่อหน่ายมันเป็นเหตุผลหลัก แม้ว่าปอร์เช่จะพยายามหาผู้หญิงมาให้ผัวกินถึงบ้าน ส่วนใหญ่เป็นดารารุ่นน้องทั้งนั้น บางคนถึงขนาดถูกเอามาขังในบ้านถึงเดือนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่ของผัว เมื่อมีนายตำรวจคนหนึ่งเอาอีอ๊อดมาเสนอ คุณโอเลี้ยงก็รับไว้ สมัยนั้นก็มีฮาเร็มแล้ว และปอร์เช่นี่แหละที่เป็นคนดูแลฮาเร็ม แต่อ๊อดมันเก่ง เอาใจโอเลี้ยงได้ดี จนทำให้โอเลี้ยงพยายามถีบปอร์เช่ออกไป โดยการใส่ร้ายว่า ค้ายาเสพติด ส่วนเรื่องที่ปอร์เช่มีชู้กับยามแก่นั้น เป็นเรื่องจริง จึงกลายมาเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมในการถึงปอร์เช่ออกไป….วิธีก็ป่าเถื่อน เอาเสื้อผ้าปอร์เช่มาเผาหน้าบ้าน ส่งแฟ็กซ์ไปสถานที่ราชการ เพื่อประนามปอร์เช่ ทีนี้เมื่อรู้ตัวว่าต้องหนี อีปอร์เช่ก็ร้าย ขนเครื่องเพชรของอีแม่ผัวปากแดงไปด้วย หนึ่งในนั้นมีเพชรสีน้ำเงินที่น่าจะมาจากซาอุ เพื่อเอาไปขายไว้เลี้ยงลูกและตัวเอง ก่อนหน้าที่จะหนีไป อีปอร์เช่ถูกคุณป้าปากแดงเรียกไปด่าสาดเสียเทเสีย ว่าเป็นตัวกาลกิณี ทำให้ครอบครัวของนางต้องพัง แถมยังด่าลามไปถึงลูกๆ ผู้ชายอีก 4 คนด้วย ในที่สุดก็หนีไปอังกฤษ แต่ด้วยความที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของพ่อที่ดี คุณโอเลี้ยงเลยแอบย่องไปอังกฤษ เพื่อไปลักลูกสาวคนสุดท้องมา ชื่อน้องกบ ดิชั้นตามคุณโอเลี้ยงไปอังกฤษด้วย และเป็นคนจูงน้องกบกลับมาไทยค่ะ จากนั้น ก็ถึงคิวของอีอ๊อดที่ได้ยกขึ้นเป็นเมียหลวง….ในขณะเดียวกับ ชีวิตน้องถั่วก็ถึงจุดเปลี่ยนผ่าน พอเลิกกับผัว ก็หันไปคว้าหมอมาเป็นผัวคนใหม่ เค้าไปเจอกับตอนทำบุญที่วัดหลวงตามมหาโลตัส จากนั้น คุณเชี่ยวชาญก็กลายมาเป็นผัวคู่ใจ ไปไหนไปกัน คอยจูงมือน้องถั่วเพราะนางเจ็บกระเสาะกระแสะ แต่คู่นี้ก็อยู่กันไม่นานค่ะ เดี๋ยวเย็นมาเล่าต่อว่าจะลงเอยอย่างไร ทางด้านพี่สาวคนโต ก็หลงไปอยู่ในแสงสี ความเป็นเซเลป ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีความสามารถห่าอะไร เล่นหนังไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เต้นไม่เป็น ทำอาหารก็หมาไม่แดก ทำโครงการอิชิบังก็มีข่าวการคอร์รัปชั่น พังๆๆๆ….กลายเป็นว่า ลูกสาวนักจดกลับเป็นที่คาดหวังไว้มากที่สุด หลังจากมีการเปลี่ยนกฎให้ลูกสาวสามารถขึ้นเป็นประธานได้ มันก็สร้างความหวังให้ชนชั้นกลางกะลา ออกมาหนุนนักจดมาก เพราะชนชั้นนี้มันเกลียดโอเลี้ยง มันคิดว่าตัวมันเองเป็นคนดีมีจริยธรรม แล้วคุณโอเลี้ยงไร้ซึ่งจริยธรรม เอาจริงๆ เย็นขอด่าตรงๆ เย็ดแม่ พวกชนชั้นกลางนี่แหละค่ะ เหี้ยพอกัน ทีนี้ฝ่ายตรงข้ามนักจดก็ไม่ยอม เอาเรื่องส่วนตัวนางมาปูด มาปูดว่า นางเป็นเลสเบี้ยน และมีคู่ขาสองคน หนหนึ่งเป็นพี่สาวนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตนายก อีกคนเป็นเจ้าของโรงพิมพ์หนังสือชื่อดังที่เชียงใหม่ แต่เรื่องนี้คนรู้ไม่มาก นางยังเก็บความลับได้เป็นอย่างดี…ส่วนหนึ่งที่คุณพลหวังมากจากลูกนักจดคือ การส่งนักจดไปเป็นทูตพิเศษเพื่อปูทางกับจีน แม้ท่านประธานจะเกิดที่สหรัฐและจะเป็นพันธมิตรสำคัญช่วงสงครามเย็น แต่คุณพลก็เห็นความสำคัญของจีน จึงส่งลูกสาวคนสุดที่รักไปเจริญสัมพันธไมตรี โดยนักจดต้องไปเรียนภาษาจีน เรียกการเชียนอักษรจีน ร้องเพลงจีน ซึ่งทั้งหมด ในที่สุดก็ทำไม่ได้ดี แต่ทำไมคุณพลถึงเห็นความสำคัญของการภักดีจีน นั่นเพราะว่า อำนาจส่วนหนึ่งของคุณพลมาจากนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ที่ครอบงำโดยกลุ่มไทย-จีน อาทิ PC เป็นต้น จึงจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์นี้ไว้ เพราะคุณพลรู้ว่า นักจดจะทำได้ดีกว่าคุณโอเลี้ยง เพราะคนนั้นเค้าไม่สนอะไรนอกจากหี….ในขณะที่เกิดความวุ่นวายในบ้าน ทางการเมือง ก็มีนักการเมืองหน้าเหลี่ยมเริ่มหาเสียงอย่างหนักหน่วง แรกๆ ไอ้หน้าเหลี่ยมก็เป็นมิตรดีกับคุณพล อย่าเข้าใจผิดว่าเค้าเกลียดกันแต่แรก จริงๆ ตอนแรกรักกันด้วยซ้ำ เพราะคิดว่า หน้าเหลี่ยมจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ท่านประธาน ที่แน่ๆ ตอนนั้น หน้าเหลี่ยมก็ใช้เงินซื้อคุณโอเลี้ยงแล้ว โดยช่วยจ่ายค่าซ่อมบ้านให้ รวมถึงจ่ายค่าขนมให้บัวหลวงด้วย ทั้งนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่า สักวัน ไอ้หน้าเหลี่ยมมันจะทำสถานะของท่านประธานพังฉิบหาย….มาต่อตอนหน้าค่ะ ปล: ภาพนี้เย็นถ่ายที่ลอนดอนตอนไปขโมยน้องกบกลับไทยค่ะ

หมวดหมู่
ทักษิณ

#ทักษิณ ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ตั้งแต่เช้า ข่าวลือเรื่องรัฐประหารหนาหูมาก ดิชั้นยังเป็นนักการทูต อยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ได้รับคำสั่งให้จับตามมองสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีรัฐประหารจริง ต้องรายงานต่อรัฐบาลสิงคโปร์และสื่อสิงคโปร์อย่างไร ข่าวที่มันมาจากกระทรวงต่างประเทศส่วนใหญ่จริงทั้งหมด เพราะความที่คนกระทรวงมีความใกล้ชิดกันสถาบันกษัตริย์ เมื่อมันมีสัญญาณมาเด่นชัดอย่างนั้น ดิชั้นแน่ใจว่า มันต้องเกิดขึ้นแน่ และระหว่างทานข้าวตอนค่ำ ดิชั้นดูทีวีไปด้วย รัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้ว ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคุณทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006….นับตั้งแต่วันที่ทักษิณก้าวย่างมาสู่การเมืองไทย คุณทักษิณก็ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยสิ้นเชิง คุณจะชอบหรือเกลียดทักษิณ แต่คุณไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทักษิณคือ game changer หรือผู้เปลี่ยนแปลงเกมทางการเมือง คุณทักษิณอยู่ในแวดวงทางการเมืองมานาน เคยเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรม และเคยร่วมหัวจมท้ายกับจำลอง ศรีเมือง ในปี 1994 เป้นปีที่ดิชั้นรับราชการเป็นนักการทูตในปีแรก คุณทักษิณได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ พอเค้าเข้ามา เค้าก็ช้อคที่กระทรวงที่มีบุคลากรที่เก่งมาก แต่ต้องจมอยู่กับเทคโนโลยีโบราณ จะของซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ก็ยากเย็นแสนเข็น แต่งบเลี้ยงเจ้านี่อนุมัติเร็วมาก ฮาฮา ทีนี้ พอคุณทักษิณทำธุรกิจด้านเทเลคอม และอึดอันแทนนักการทูต ก็เลยซื้อคอมใหม่ให้ข้าราชการใช้ด้วยเงินตัวเอง มันเลยกลายเป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณทักษิณอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่นาน…จากนั้น เส้นทางทางการเมืองของคุณทักษิณก็มีแต่ขึ้นกับขึ้น ด้วยเหตุที่เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 1997 อันเป็นผลมาจากพฤษภาทมิฬที่กระตุ้นให้มีการผลักดันกระบวนการประชาธิปไตย เลยทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นคลอดออกมาได้ และเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด คุณทักษิณใช้รัฐธรรมนูญอันนั้น เป็นประตูไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ท้าทายกลุ่มอำนาจเก่า ความคิดง่ายๆ ของคึณทักษิณก็คือ คนอิสานและคนเหนือถูกละเลยทางการเมืองมานานมาก แต่เผอิญที่คนสองภูมิภาคนี้ เมื่อเอาประชากรที่มีสิทธิในการเลือกตั้งมารวมกัน กลายมาเป็นคนกลุ่มมากในระบอบประชาธิปไตยทีมีการเลือกตั้งเป็นกลไกหลัก ดังนั้น หากคุณทักษิณสามารถชนะใจคนสองภูมิภาคนี้ คุณทักษิณก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแคร์คนกรุงเทพคือคนใต้ (ประชาธิปัตย์ครองภาคใต้อยู่แล้ว จึงยากที่ทักษิณจะเจาะตลาดใต้) แต่ทักษิณพลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือการสะบัดบ๊อบใส่คนกรุงเทพ แม้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะน้อย แต่อย่าลืมว่า กรุงเทพเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองมายาวนาน สิ่งที่ทักษิณทำคือการตบหน้าคนกรุง ซึ่งต่อมา ทักษิณต้องพ่ายแพ้ก็เพราะคนกรุง แม้จะชนะใจคนในต่างจังหวัดก็ตาม…กลยุทธตรงนี้คือการผลิตนโยบายที่ตอบสยองต่อคนสองภูมิภาค ผลลัพธ์ก็คือการทำนโยบายประชานิยม เอาของถูกเข้าล่อกลุ่มคนเหล่านั้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเลวเสมอไป เราจะสามารถไปตำหนิคนต่างจังหวัดได้อย่างไร ในเมื่อตลอดชีวิตของเค้าที่ผ่านมา เค้าไม่เคยได้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจเลย เพราะมันถูกครอบงำโดยคนกรุง เมื่อมีคนอย่างทักษิณมาเปิดประตูทางเศรษฐกิจตรงนี้ คนต่างจังหวัดเหล่านั้นรู้สึกเหมือนเกิดใหม่ ส่วนใครที่ด่าว่าทักษิณใช้ประชานิยมซื้อชาวบ้าน ทักษิณไม่ใช่คนแรกที่ทำ แตภูมิพลทำมาก่อนหลายทศวรรษด้วยซ้ำ…ไอ้นโยบายประชานิยมที่เน้นการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจมันได้ผล ไอ้บัตรสุขภาพ 30 บาท โครงการ OTOP โครงการให้ทุนหมู่บ้านตามขนาด S M L โครงการครัวไทยสู่โลก (หรือ Kitchen of the world) โครงการ Detroit of Asia โครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น ถามจริงๆ เถอะ มีใครที่เคยเสนอสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนบ้าง นี่มันเป็นการพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจอย่างมาก อย่างที่กลุ่มอำมาตย์ไม่กล้าทำ ไม่อยากทำ ไม่มีความสามารถที่จะทำ แต่ท้ายที่สุด มันเป็นความพยายามของคนกรุงที่จะเหยียบชนต่างจังหวัดไว้ใต้ตีน ไม่ให้โตขึ้นมาแข่งกับตัวเอง นี่คือทัศนคติของคนกรุงเทพที่ดูถูกชาวบ้าน เพราะจริงๆ กลัวคนเหล่านั้นจะปีนบันไดสังคมขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางเหมือนตัวเอง ทำให้มันอึดอัดหรือที่เรียกว่า crowded แล้วไอ้การเหยียบคนเหล่านี้ไว้ ยังถูกกดทับด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่คนกรุงชื่นชมหนักหนา แม้ว่าพวกคนกรุงเหล่านั้นแม่งไม่เคยพอเพียงห่าอะไร….ทักษิณเปิดประตูทางเศรษฐกิจ สร้างแนวคิดบริโภคนิยม ซึ่งขัดกับหลักความพอเพียงของภูมิพล แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ ทักษิณยังเปิดประตูทางการเมืองด้วย โดยสร้างความรู้เป็นว่าตัวเองมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนต่างจังหวัด โดยผ่านการเลือกตั้ง หมายความว่า ทักษิณทำให้ชาวบ้านรู้ว่า คุณมีสิทธิกำหนดชีวิตคุณเองถ้าคุณเลือกพรรคการเมืองที่ยินดีต่อสู้เพื่อคุณ นี่เป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองเสนออุดมการณ์เป็นจุดขาย มากกว่าแค่ขายบารมีของผู้นำ ชาวบ้านเริ่มรู้ว่า ถ้าเลือกไทยรักไทย ตัวเองจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ในทางหนึ่ง มันไปลดการซื้อขายเสียงด้วย ส่วนนี้ คนกรุงยิ่งกลัวมากขึ้น ทั้งทหารและเจ้าก็กลัว เพราะที่ผ่านมา คนเหล่านี้ไม่เคยลงทุนในเรื่องการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าควบคุมผลลัพธ์มันไม่ได้ แต่จะใช้ทางลัดในการแข่งขัน นั่นคือ การใช้รัฐประหารล้มรัฐบาลที่เป็นภัย จนคนต่างจังหวัดเบื่อหน่าย จนมีคำพูดที่ว่า คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาลแต่คนกรุงเป็นคนล้ม…. และในที่สุด ก็ล้มทักษิณได้ ในวันนี้ เมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา…เดี๋ยวมาต่อค่ะ

Create your own website, free on WordPress.com.Create your own website.
Start free