หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 5

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว ป กุ้งเผาเครียดแค้นใจที่ต้องพ่ายแพ้ต่ออีกลุ่มประธานบริษัท จนต้องถูกถีบออกมา จึงได้ขอให้คนใกล้ชิดติดต่อปรีดา เพื่อนที่ทั้งรักและเกลียด เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้งในการล้มอีประธาน โดยมองว่า วิธีเดียวที่จะล้มได้ก็คือ การต้องขุดเรื่องการตายของคุณนนท์กลับคืนมา ในเบื้องต้น ปรีดาเห็นดีด้วย แต่ได้บอกว่า ขอให้ ป กุ้งเผาเดินหน้าไปก่อน และตัวเองจะตามไป ทั้งคู่เตรียมตัวที่จะกลับเมืองไทย

…กลับมาที่กรุงเทพ ดิชั้นยังเป็นคนใช้บ้านคุณพลอยู่ ค่ำวันหนึ่ง คุณพลเรียกที่ปรึกษามาคุย เพราะรู้ว่า ป กุ้งเผาอาจจะกลับมารื้อฟื้นเรื่องคดีคุณนนท์ จึงต้องวางแผนทั้งรุกและรับ ในด้านแผนรุกนั้น ได้มีการติดต่อไปยังบริษัทอเมริกันที่อยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ ตอนนั้น อเมริกามีอิทธิพลมาก และได้ร่วมมือกับบริษัทของคุณพลในการต่อสู้กับบริษัทของเวียดนาม กัมพูชา และลาว เมื่อคุณพลบอกว่า ป กุ้งเผากำลังคิดไม่ดีกับบริษัท ไอ้กันก็ยินดีช่วยทันที เพราะผลประโยชน์ของอเมริกาอยู่ในตัวลุงพล การที่ ป กุ้งเผาหนีไปญี่ปุ่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะญี่ปุ่นคือพันธมิตรของอเมริกา หลังจากที่อเมริกาเอาปรมาณูไปทิ้งที่บริษัทญี่ปุ่น 2 แห่งที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จนทำให้ประธานของญี่ปุ่นต้องแพ้ราบคาบ จากนั้น ญี่ปุ่นก็อยู่ในอาณัติอเมริกา ที่เย็นได้ยินแต่ไม่ถนัดนั้น คือคุณพลขอให้อเมริกาจัดการ ป กุ้งเผา เพื่อไม่ให้กลับมาไทยได้ แต่ด้วยวิธีใด ตอนนั้นดิชั้นยังไม่ทราบ

…ใน่อีกส่วนหนึ่ง คุณพลขอให้จ้างนักเขียนชาวอังกฤษ แต่งนิยายขึ้นหนึ่งเล่ม ให้ชื่อว่า กงจักรดอกบัว (รูปที่แนบมานี้) เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่า คุณนนท์ฆ่าตัวตาย เพราะความรักไม่สมหวัง คือคุณนนท์มีแฟนเป็นชาวสวิส ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ไม่สามารถแต่งงานกันได้ แต่ทฤษฎีฆ่าตัวตายนั้นมันอ่อน อย่างไรก็ตาม การสั่งให้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1964 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ป กุ้งเผาตาย แสดงว่า จนเวลาล่วงเลยมาถึง 18 ปี หลังจากที่คุณนนท์เสียชีวิต คุณพลยังไม่อาจนอนหลับตาสนิทได้ เพราะกลัวเรื่องที่ตัวเองเป็นคนฆ่าพี่ชาย จะกลับมาหลอกหลอนอีก

…เช้าวันนั้น วันที่ 11 มิถุนายน ปี 1964 ป กุ้งเผายังมีสุขภาพดีทุกอย่าง กินข้าวได้ ออกกำลังกาย ไปจ่ายตลาดได้ บ้านคุณ ป กุ้งเผาอยู่เมือง Sagamihara ชานเมืองโตเกียว เย็นเคยได้แวะไปหาข้อมูล และได้มีโอกาสไปคุยกับเพื่อนบ้านคุณ ป กุ้งเผา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างคนบอกว่า ป กุ้งเผาเป็นคนมีมิตรไมตรีดี และเช้าวันที่เสียชีวิตก็ยังสุขภาพดีอยู่เลย จากนั้น ดิชั้นสังเกตว่า จากบ้านคุณ ป กุ้งเผา เดินไปไม่ถึง 10 นาที ก็เป็นฐานทัพบริษัทอเมริกัน จึงผูกเรื่องได้ว่า การให้ ป กุ้งเผาไปอยู่ที่นั่น ก็เพื่อให้อยู่ในสายตาของบริษัทอเมริกัน ดังนั้น ข่าวที่ว่า ป กุ้งเผาจะร่วมมือกับปรีดา ในการขุดคุ้ยคดีคุณนนท์ก็อาจจะมาจากตรงนี้

…ตอนเย็น คุณ ป กุ้งเผาทานอาหารปกติ เป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหมูทอด ทานเสร็จไม่นาน เวลา 2 ทุ่มกว่าๆ คุณ ป กุ้งเผาเสียชีวิตกระทันหัน คาดว่าน่าจะมาจากการถูกลอบวางยาพิษ ซึ่งเย็นคอนเฟิร์มได้ว่า บ้านคุณพลเก่งเรื่องการวางยาพิษ เพราะหลายปีต่อจากนั้น ชู้ของป้าปากแดงก็ตายด้วยยาพิษเหมือนกัน บรื๊อออ เมื่อคุณ ป กุ้งเผาตาย ทำให้คุณปรีดายกเลิกแผนการกลับไทย และล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์ แต่ได้ทิ้งจดหมายลึกลับให้เปิดได้ในปี 2024 เย็นอยากรู้จังว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณพลหรือไม่

….กลับมาไทยอีกครั้ง ตอนนี้ ทางสู่อำนาจของคุณพลโล่งแจ้ง ไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัวอีกแล้ว ตอนนี้ ยอมทั้งหลายก็เค้ามาเป็นพันธมิตรกับคุณพล แถมยังได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาด้วย จากนี้ คุณพลเดินทางสานสัมพันธ์กับยามต่อ เพราะมันสำคัญต่อความมั่นคงทางอำนาจของคุณพล ขณะเดียวกัน ก็เริ่มการเดินทางเยือนลูกจ้างตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นฐานเสียง ที่ใครบอกว่าไอ้ผู้จัดการหน้าเหลี่ยมมันใช้นโยบายประชานิยมซื้อลูกจ้างจริงๆ แล้ว ลุงพลทำมาก่อนทั้งสิ้น

….ในช่วงนี้ ลุงพลกับเมียจึงเริ่มเดินทางหาเสียงในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับอเมริกาทั้งสิ้น โดยไปเยือนบริษัทเวียดนามใต้เป็นแห่งแรกในปี 1959 ในปีต่อมาก็ไปหลายแห่ง อินโนนีเซีย พม่า เยอรมันตะวัตกและหลายประเทศในยุโรป รวมถึงอังกฤษที่ก่อนหน้านี้ ประธานคนเก่าไม่ต้อนรับคุณพล เพราะเชื่อว่าคุณพลคือฆาตกรฆ่าพี่ชาย แต่ทริปที่สำคัญที่สุดคือไปอเมริกา ที่ได้รับการต้อนรับดังดาราฮอลลีวู้ด ได้ไปพบเอลวิส เพรสลีย์ จนอเมริกันชนปลื้มในคู่ผัวเมีย เย็นติดตามคณะไปด้วย ต้องยอมรับว่า การต้อนรับโอ่อ่าจริงๆ

…การเดินทางต่างประเทศมีไปถึงปี 1967 ซึ่งคุณพลกลับไปอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หยุดการเดินทางจนกระทั่งปี 1994 ที่ไปลาวเพื่อไปเปิดสะพานข้ามแม่น้ำของสองบริษัท การไม่เดินทางต่างประเทศอีก เพราะคุณพลต้องการทุ่มเทให้กับการสร้างอำนาจในบริษัทอย่างเต็มที่ ในทศวรรษที่ 1960 นี้ ลูกๆ ของคุณพลเริ่มโตแล้ว คุณพลส่งลูกชายคนเดียว ในบ้านเรียกกันว่า น้องโอเลี้ยง ไปเรียนที่อังกฤษในปี 1966 ก็ไปก่อความวุ่นวายที่นั่น จนในที่สุดต้องส่งไปเรียนที่สุดขอบโลกที่ประเทศจิงโจ้ ส่วนลูกสาวคนโต บัวหลวง ก็ไปเรียนที่อเมริกา ก็ดันไปมีผัวฝรั่งให้พ่อช้ำใจ ตอนหน้า เย็นจะกลับมาเล่าความปวดหัวของลูกๆ คุณพลค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ”สหายภูชนะ”
ไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง”สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เกิดวันที่ 24 ธันวาคม พ. ศ. 2485 ที่ตำบลท่าพระยาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมือง มีอาชีพซ่อมวิทยุและโทรทัศน์มาก่อน ต่อมา สุรชัยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเมือง หลังช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม จากการเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เคลื่อนไหวแบบยุทธวิธีกองโจรในป่า จากนั้น สุรชัยได้เข้าร่วมการเมืองในระบบรัฐสภา ด้วยการเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ จากการชักชวนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้สมัครพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง นอกจากนี้ สุรชัย ได้เคยเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ คมช. ที่สนามหลวง และต่อมาได้แยกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มแดงสยามร่วมกับจักรภพ เพ็ญแข โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่ม นปช. อีกต่อไป…ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 สุรชัย ถูกตำรวจจับตามหมายศาลอาญาเลขที่ 27/2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากปราศัยบริเวณท้องสนามหลวง ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน หลังปล่อยตัวออกจากเรือนจำ สุรชัยก็เคลื่อนไหวทางการเมืองน้อยลง มีเพียงการนำสิ่งของ สัญลักษณ์ การต่อสู้ทางการเมือง เช่น หมวก เสื้อยึด ไปจำหน่ายตามที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สุรชัย ก็ตัดสินใจลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศลาว จนศาลทหารได้ออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.….ผ่านมาจนถึงปี 2561 สุรชัยและผู้ติดตามรวมสามคนหายตัวจากที่พักในลาวในวันที่ 12 ธันวาคม ข่าวความคืบหน้า มีเพียงการพบศพสองศพที่ริมแม่น้ำโขง จากการตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาตรงกับ ‘สหายกาสะลอง’ และ ‘สหายภูชนะ’ สองผู้ติดตามที่หายตัวไปพร้อมกับสุรชัย ย้อนหลังกลับไปในวันที่ 12 ธ.ค. วันนั้น ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นวันที่สุรชัย จะได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วันถัดมา เพื่อนผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งอยู่ในลาวจะเดินทางไปหาเขาที่บ้านพัก และพบว่าสุรชัย พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนคือไม่อยู่ที่บ้าน กระทั่ง 10 วันให้หลัง เพื่อนผู้ลี้ภัยอีกคนได้เดินทางไปหาพวกเขาที่บ้านพักอีกครั้ง ก็ได้สังเกตพบว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้านเช่นเดิม นอกจากนี้ยังพบว่า บ้านพักไม่ได้ล็อคกุญแจ ส่วนรถตู้ที่เคยใช้งานประจำก็ยังจอดอยู่ และเครื่องใช้ส่วนตัวก็ไม่ได้หายไป พบแต่เบาะแสของการดื่มกิน คือมีเบียร์ที่เปิดไว้หลายขวด และอาหารที่ยังเหลือบนโต๊ะ คาดว่า การอุ้มหายอาจจะมาจากนกต่อ เช่นเดียวกับในกรณีของเบียร์ หรือดีเจซุนโฮ….ไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ในช่วงที่สุรชัยและผู้ติดตามหายตัวไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเดินทางไปเยือนนครเวียงจันทร์ของประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่รู้กันในหมู่ผู้ลี้ภัยว่า ช่วงเวลานี้จะต้องหลบจากที่อยู่เดิมสักพักหนึ่งก่อน ทว่าสุรชัยเลือกที่จะไม่หลบไปไหน และเลือกที่จะอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปไหน….ข่าวคราวของสุรชัยและผู้ติดตามทั้งสองคน เงียบหายไปเกือบครึ่งเดือน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม และสื่อหลักอย่างข่าวสด และสำนักข่าวไทย เผยแพร่ข่าวการก่ออาชญากรรมโหด ฆ่าผ่าท้องควักไส้ออก และนำแท่งปูนยัดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำไปทิ้งถ่วงลงแม่น้ำโขง สภาพศพถูกมัดแขนและขา รัดคอ ถูกทุบจนใบหน้าเละ เนื้อหาในข่าวช่วงนั้นระบุว่ามีการพบศพทั้งหมด 3 ครั้ง การรายงานข่าววันแรกคือวันที่ 26 ธ.ค. ที่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน แต่กลับมีข่าวต่อมาว่า ศพดังกล่าวได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำแม้จะมีเชือกขนาดใหญ่ผูกที่ศพ ถัดมาอีกวัน 27 ธ.ค. มีการพบศพที่หน้าวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม และวันที่ 29 ธ.ค. ที่ บ้านท่าสำราญ ต.อาจสามารถ มีการพบศพอีก 2 ศพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ศพที่พบในสองวันหลังเป็นหนึ่งในศพที่ถูกอ้างว่าหลุดลอยไปกลับกระแสน้ำ กระทั่งวันที่ 21 ม.ค. 2562 ผลการพิจสูจน์ DNA ได้ยืนยันชัดเจนว่า ศพทั้งสองที่ถูกพบนั้นคือสหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ขณะที่สุรชัย ยังไม่ใครพบว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว และหากเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่มีใครพบว่าศพของเขาอยู่ที่ใด….การเคลื่อนไหวทางการเมืองของสุรชัย ในช่วงที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศลาวนั้น เขาได้จัดรายการวิทยุลงใน You Tube หรือที่เรียกในหมู่ผู้ฟังว่า “วิทยุใต้ดิน” นำเสนอเนื้อหาที่พิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย รัฐบาลเผด็จการ และสถาบันกษัตริย์ กระนั้นก็ตามต้องบอกก่อนว่าในกลุ่มผู้ลี้ภัยเองแม้จะมีจุดร่วมกันที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมือง แต่กรอบมุมมองต่อสถานการณ์ และแนวทางการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ทางการเมืองจากนอกประเทศก็แตกต่างกันไป และการเคลื่อนไหวของสุรชัยเองก็เป็นคนละส่วนกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่ม “สหพันธรัฐไท”….มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การหายตัวไปของสุรชัย และการพบศพผู้ติดตามทั้งสองคนซึ่งลอยมาติดตลิ่งแม่น้ำโขงนั้น อาจมีเป็นผลจากปฏิกิริยาโต้กลับจากเหตุการณ์ที่กลุ่มสหพันธรัฐไท ได้เชิญชวนให้คนที่ติดตามวิทยุของกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวโดยใส่ชุดดำ และติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่มซึ่งมีลักษณะคล้ายธงชาติไทย แต่เป็นธงที่มีเพียงสีขาวและสีแดง ไม่มีสีน้ำเงิน ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร เช่นบริเวณสกายวอล์คเชื่อมห้างมาบุญครอง และต่างจังหวัด จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่ถูกจำกุมดำเนินคดีไปหลายราย….ทางด้านป้าน้อย หรือปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สุรชัยเสียชีวิตแล้วจริงๆ โดยศพ 1 ใน 3 ที่พบเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.61 ที่ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมนั้น เป็นศพของสุรชัย เพราะดูจากสภาพศพและขาขวาที่งอเพราะเคยโดนรถชน อีกทั้งเป็นศพที่หายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปพิสูจน์พลิกศพ จึงเหลืออยู่แค่ 2 ศพ จึงเชื่อว่า เป็นการทำลายหลักฐาน และน่าจะมีการนำศพไปฝังไว้ในที่ใดที่หนึ่ง คงไม่ใช่นำไปเผาเพราะศพเปียกทำลายยาก มีการสันนิษฐานว่าสุรชัย และพวกอีก 2 คน อาจจะถูกนำตัวออกมาจากฝั่งลาวแล้วนำตัวมาสังหารอย่างโหดเหี้ยมในฝั่งไทย เพราะหากสังหารในฝั่งลาวแล้วโยนศพลงแม่น้ำโขง ศพคงไม่ลอยมาไกลถึงฝั่งไทยและลอยขึ้นในสถานที่ที่ใกล้เคียงกันแบบนี้…. สุรชัยเคยบอกว่า หากตัวเองเสียชีวิตแต่ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ขออย่าเพิ่งเผาศพ แต่ให้แห่ไปทุกจังหวัด มาวันนี้ ศพที่จะแห่ยังไม่มีให้เห็น…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องการสังหารคนทั้งสาม ที่มีวิชาไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวพันด้วย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น