
สาวโพสต์เล่าเหตุการณ์ช่วยงานมูลนิธิ ถูกละเมิด สมบัติ บุญงามอนงค์ ชี้แจง
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ว่า “เรื่องเล่าจากอดีต เมื่ออุดมการณ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกใช้คน เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงบาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดโดย “นักอุดมการณ์” มันทำให้อดีตฉายภาพซ้ำทับซ้อนขึ้นมา แทบจะเป็นภาพคัดลอกเดียวกัน ต่างกันแค่ช่วงเวลา และผู้กระทำที่เป็น “คนดัง” อีกคน
ย้อนกลับไปในปี 2549 ตอนนั้นเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 20 ที่หอบหัวใจเปี่ยมอุดมการณ์ ลงจากดอยนางนอน เชียงราย มาร่วมประท้วงการยึดอำนาจที่สนามหลวงเพียงลำพัง ไม่รู้จักใครเลยบนพื้นที่แห่งนั้น นอกจากคนดังคนหนึ่งที่เคยพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ด coup19.org(ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ด้วยความปลาบปลื้มในตัวเขา ก็ติดต่อกันผ่าน MSN จนเริ่มคุ้นเคย และไม่นานเหตุการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของฉันไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น
วันนั้น ฉันเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานมูลนิธิแถวซอยรางน้ำแบบฟรี ๆ ด้วยใจที่อยากขับเคลื่อนขบวนการ เมื่อเสร็จงาน ชายคนนั้นชวนออกไปข้างนอกและอาสาจะไปส่งที่พัก เขาพาฉันเดินขึ้นสถานี BTS แต่ปลายทางกลับไม่ใช่การนั่งรถไฟกลับ เขาพาฉันเลี้ยวเข้าโรงแรมข้างสถานีแทน
ด้วยความเด็กและไม่ประสีประสา ฉันเก้ ๆ กัง ๆ ทำอะไรไม่ถูก แม้นั่นจะไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต แต่มันคือความช็อกที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จากคนที่หลอกล่อเรามาด้วยความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ”
สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกลดทอนคุณค่าที่สุด คือก่อนกลับ เขายื่นเงินให้ฉัน ประหนึ่งว่าเศษเงินนั้นจะสามารถปิดปาก หรือเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำเป็นการซื้อขายได้ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธ
ตอนนั้นยอมรับว่าแอบมีความรู้สึกดี ๆ ให้เขา แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้เลยก็คือ เขามีภรรยาอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่คนในสำนักงานรู้กันหมด แต่เขาแค่ไม่แสดงตัว มีเพียงฉันคนเดียวที่หน้ามืดตามัว และไม่รู้เรื่องอะไรเลย สรุป คือ ฉันโดนหลอกเต็ม ๆ โดนหลอกให้ไปช่วยงานฟรี โดนหลอกฟันฟรี และสูญเสียความเคารพศรัทธาที่มีต่อคนดังคนนี้ไปจนหมดสิ้น
ภายนอกฉันอาจดูเหมือนคนมูฟออนไว เรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้สร้างบาดแผลทางใจไปมากกว่าความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ฉัน “เลือกที่จะเงียบ” เป็นเพราะฉันกลัวว่าขบวนการประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาจะพังทลายลง อีกทั้งในโครงสร้างสังคมแบบนี้ พูดไปเหยื่อก็คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่า “สมยอม”
เรื่องเล่าที่ว่ามีนักอุดมการณ์หลอกกินฟรี มันมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาตลอด แต่ไม่เคยมีใครกล้าออกมายอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองคือหนึ่งในเหยื่อ วันนี้ฉันนี่แหละคือ “ใบเสร็จ” ที่เขาตามหากัน
ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อุดมการณ์อันบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงอีก คนที่พร่ำเพ้อเรียกร้องหาความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้สังคม กลับเอาอุดมการณ์มาบังหน้าเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทาง “กาม” ให้ตัวเอง
ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนคนนี้ในทีวี หรือบนเวทีเสวนา นั่งพูดจาสวยหรูเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม มันทำให้ฉันสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน “แมงดาแห่งประชาธิปไตย” ที่เล่นกับไฟอุดมการณ์ของผู้คน ไม่ควรมีที่ยืนอีกต่อไป ไม่ว่าเรื่องในวันนั้นจะดำเนินคดีได้หรือไม่ แต่วันนี้ฉันขอเป็นส่วนหนึ่งที่กระชากหน้ากากคนจอมปลอมพวกนี้ออกมา เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครต้องมาแตกสลายเพราะคนแบบนี้อีกต่อไป”
หลังจากนั้น หญิงคนดังกล่าวโพสต์อีก โดยระบุว่าเป็นข้อความที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ส่งมา ข้อความว่า พี่เห็นข้อความที่…เขียนถึงความสัมพันธ์ของเราสองคนในช่วงปลายปี 49 และเห็นข้อความที่ถามว่าพี่มีอะไรจะพูดไหม?
พี่ตัดสินใจเขียนมาคุยส่วนตัว เพราะเชื่อว่า นี่เป็นเรื่องส่วนตัว จึงเลือกสื่อสารผ่านกล่องข้อความแทน
ประเด็นที่พี่อยากทบทวนข้อเท็จจริง คือ ความสัมพันธ์ชู้สาวของเราทั้งสองเมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงแรมแถว BTS และไม่ใช่อย่างที่นางเอเขียนถึงความคลุมเคลือ ในเรื่องความเห็นชอบ วันนั้นพี่ส่ง MSN ไป ชวน…ออกมาข้างนอกตอนที่…อยู่ที่เชียงราย และเราคุยกันเรื่องที่จะมีความสัมพันธ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนที่พี่จะขับรถไปรับ…ที่บ้าน นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
พี่ไม่ได้พา…มาโรงแรมแล้วปลุกปล้ำ ไม่มีอะไรที่เป็นลักษณะที่คลุมเคลือหรือไม่ เต็มใจมาก่อน แต่ถ้าข้อเท็จจริงพี่ผิดไป…โต้แย้งได้เลย ส่วนเรื่องที่พี่ให้เงิน…นั้น พี่มั่นใจว่าตอนที่เรามีความสัมพันธ์กันครั้งแรกพี่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นแน่นอน ส่วนจะมีช่วงไหนที่พี่ให้เงิน…ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กทม.นั้น พี่ไม่มีเจตนาดูแคลนความสัมพันธ์ และมองว่าเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินทองใด ๆ แต่ถ้าทำให้…รู้สึกด้อยค่าพี่ขอโทษ
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ที่จบลง ไม่ใช่ความผิดของ…เลยแม้แต่น้อยในเรื่องนี้ เป็นความผิดของพี่เองที่ทำให้…ผิดหวังจนถึงทุกวันนี้ และพี่ขอบคุณที่…เดินมาคุยด้วยทุกครั้งที่เราเจอกันในที่สาธารณะ แม้ว่า
ครั้งแรกพี่จะจำ…ไม่ได้เพราะ…ป่วย แต่ครั้งล่าสุดที่เจอกันพี่ได้ขอโทษที่จำ…ไม่ได้ และได้ไถ่ถามเรื่องอาการเจ็บป่วย จึงเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และถ้าเราได้เจอกันอีกพี่ยังเหมือนเดิม ยังคงยินดีที่จะพูดคุยกันเหมือนก่อนที่จะเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น รักษาสุขภาพครับ
หญิงคนดังกล่าวได้โพสต์อีกว่า ขอบคุณที่ชี้แจงมา ถึงแม้จะถามหน้าไมค์ตอบหลังไมค์ก็เถอะ ถ้าเรื่องจะเจอกันอีก คงทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะไม่อาจจะคดโกงต่อความรู้สึกของตัวเองได้อีกแล้ว ขอบคุณที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้กับชีวิต และขออโหสิกรรมให้กับเรื่องที่เกิด ขออย่าให้ใครต้องมาเจอแบบนี้อีกเลย
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.matichon.co.th/local/news_5858520
