หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

งามไส้ นักกิจกรรมชื่อดัง โดนแฉล่วงละเมิด นักกิจกรรมรุ่นลูก เจ้าตัวโพสต์ขอโทษ ที่คิดเป็นเองว่าอีกฝ่ายยินยอม น้อมรับโทษทัณฑ์ ด้านคอลัมนิสต์ดังโผล่เม้นต์ ยังมีเหยื่ออีกเพียบ ต้องขอโทษทุกคน

จากกรณีคุณ A นักกิจกรรมสาววัย 20 ต้นๆ ให้สัมภาษณ์ผ่านเพจ socialgaze. ว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ จากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอาวุโสที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง สมัยที่เธอออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และถูกอีกฝ่ายใช้ประสบการณ์และอุดมการณ์ พูดจาหวาดล้อม จนกระทั่งถูกล่วงละเมิดอย่างไม่เต็มใจ

ต่อมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวการเมืองชื่อดัง ออกมาโพสต์ชี้แจงหลังสังคมพุ่งเป้ามาที่ตัวเองว่า ผมขอโทษคุณ A ที่ผมเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม แต่ไม่ใช่ดังที่คุณ A ได้เล่าให้ฟัง หลังจากการกระทำหลายครั้ง

คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกัน คิดว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นไปได้ด้วยดีในเรื่องความรัก คุณ A อายุ 25 ปี ผมอายุ 64 ปี มีความแตกต่างทางอายุ แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน 2 ปี ปีแรกยังคงประคับประคองไปด้วยกันได้ แต่ปีที่สองความสัมพันธ์เริ่มแปลกแยกต่อกัน

ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน คุณ A ต้องการปกปิดความสันพันธ์ที่อยู่ด้วยกัน และผมก็ร่วมปกปิดไปด้วย เราอยู่ด้วยกันมีการทะเลาะกัน และมีปากเสียงรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกรากัน

ขอโทษคุณ A อีกครั้ง ขอโทษทุกท่านที่ทำให้ขุ่นเคือง กับการกระทำผิดพลาดครั้งนี้ จึงขอรับโทษทัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง

ต่อมา นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ คอลัมนิสต์และนักวิชาการอิสระ ได้เข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ของนายสมยศ ว่า แล้วพี่จะไม่พูดถึงการละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ที่พี่กระทำต่อเพื่อนนักกิจกรรมในอดีต โดยเฉพาะคนที่เป็นรุ่นน้องหรือรุ่นลูกของพี่ ด้วยหรือครับ

ผมว่ามีนะ เห็นมีคนอื่นพูดถึงหลายกรณีมาก แต่ถ้าพี่มองว่ามันไม่เป็นการคุกคามทางเพศก็แล้วไปครับ ผมคิดว่ามันไม่น่าจะจบแค่เคสคุณ A นะครับ ผมว่าเคลียร์ให้หมด ขอโทษให้หมด และสัญญาให้เต็มที่ว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก

นายสมยศ ได้เข้ามาตอบว่า ได้ครับ ผมขอโทษทุกกรณี และสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก

แต่ นายพิภพ ได้เข้ามาคอมเมนต์อีกครั้งว่า พี่ต้องเขียนไปขอโทษน้องๆ ทุกคนที่พี่ละเมิด และต้องทำจนกว่าเขาจะพอใจครับ ตามหลักการเยียวยา และหลักสิทธิมนุษยชนครับ ต้องมีความพึงพอใจและหลักประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำอีก พูดกว้างๆ แบบนี้ ไม่ถูกต้องครับ ด้วยความเคารพ

ขอบคุณ ข้อมูลจาก เพจ NormalYukhon

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

สาวโพสต์เล่าเหตุการณ์ช่วยงานมูลนิธิ ถูกละเมิด สมบัติ บุญงามอนงค์ ชี้แจง

สาวโพสต์เล่าเหตุการณ์ช่วยงานมูลนิธิ ถูกละเมิด สมบัติ บุญงามอนงค์ ชี้แจง
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ว่า “เรื่องเล่าจากอดีต เมื่ออุดมการณ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกใช้คน เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกมาเล่าถึงบาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดโดย “นักอุดมการณ์” มันทำให้อดีตฉายภาพซ้ำทับซ้อนขึ้นมา แทบจะเป็นภาพคัดลอกเดียวกัน ต่างกันแค่ช่วงเวลา และผู้กระทำที่เป็น “คนดัง” อีกคน

ย้อนกลับไปในปี 2549 ตอนนั้นเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 20 ที่หอบหัวใจเปี่ยมอุดมการณ์ ลงจากดอยนางนอน เชียงราย มาร่วมประท้วงการยึดอำนาจที่สนามหลวงเพียงลำพัง ไม่รู้จักใครเลยบนพื้นที่แห่งนั้น นอกจากคนดังคนหนึ่งที่เคยพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ด coup19.org(ถ้าจำไม่ผิดนะ)

ด้วยความปลาบปลื้มในตัวเขา ก็ติดต่อกันผ่าน MSN จนเริ่มคุ้นเคย และไม่นานเหตุการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของฉันไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น

วันนั้น ฉันเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานมูลนิธิแถวซอยรางน้ำแบบฟรี ๆ ด้วยใจที่อยากขับเคลื่อนขบวนการ เมื่อเสร็จงาน ชายคนนั้นชวนออกไปข้างนอกและอาสาจะไปส่งที่พัก เขาพาฉันเดินขึ้นสถานี BTS แต่ปลายทางกลับไม่ใช่การนั่งรถไฟกลับ เขาพาฉันเลี้ยวเข้าโรงแรมข้างสถานีแทน

ด้วยความเด็กและไม่ประสีประสา ฉันเก้ ๆ กัง ๆ ทำอะไรไม่ถูก แม้นั่นจะไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิต แต่มันคือความช็อกที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จากคนที่หลอกล่อเรามาด้วยความ “ไว้เนื้อเชื่อใจ”

สิ่งที่ทำให้รู้สึกถูกลดทอนคุณค่าที่สุด คือก่อนกลับ เขายื่นเงินให้ฉัน ประหนึ่งว่าเศษเงินนั้นจะสามารถปิดปาก หรือเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำเป็นการซื้อขายได้ แน่นอนว่าฉันปฏิเสธ

ตอนนั้นยอมรับว่าแอบมีความรู้สึกดี ๆ ให้เขา แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้เลยก็คือ เขามีภรรยาอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่คนในสำนักงานรู้กันหมด แต่เขาแค่ไม่แสดงตัว มีเพียงฉันคนเดียวที่หน้ามืดตามัว และไม่รู้เรื่องอะไรเลย สรุป คือ ฉันโดนหลอกเต็ม ๆ โดนหลอกให้ไปช่วยงานฟรี โดนหลอกฟันฟรี และสูญเสียความเคารพศรัทธาที่มีต่อคนดังคนนี้ไปจนหมดสิ้น

ภายนอกฉันอาจดูเหมือนคนมูฟออนไว เรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้สร้างบาดแผลทางใจไปมากกว่าความรู้สึกสมเพชตัวเอง แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ฉัน “เลือกที่จะเงียบ” เป็นเพราะฉันกลัวว่าขบวนการประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาจะพังทลายลง อีกทั้งในโครงสร้างสังคมแบบนี้ พูดไปเหยื่อก็คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่า “สมยอม”

เรื่องเล่าที่ว่ามีนักอุดมการณ์หลอกกินฟรี มันมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาตลอด แต่ไม่เคยมีใครกล้าออกมายอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองคือหนึ่งในเหยื่อ วันนี้ฉันนี่แหละคือ “ใบเสร็จ” ที่เขาตามหากัน

ที่ตัดสินใจออกมาพูด เพราะไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อุดมการณ์อันบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงอีก คนที่พร่ำเพ้อเรียกร้องหาความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้สังคม กลับเอาอุดมการณ์มาบังหน้าเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทาง “กาม” ให้ตัวเอง

ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนคนนี้ในทีวี หรือบนเวทีเสวนา นั่งพูดจาสวยหรูเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม มันทำให้ฉันสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะอาเจียน “แมงดาแห่งประชาธิปไตย” ที่เล่นกับไฟอุดมการณ์ของผู้คน ไม่ควรมีที่ยืนอีกต่อไป ไม่ว่าเรื่องในวันนั้นจะดำเนินคดีได้หรือไม่ แต่วันนี้ฉันขอเป็นส่วนหนึ่งที่กระชากหน้ากากคนจอมปลอมพวกนี้ออกมา เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครต้องมาแตกสลายเพราะคนแบบนี้อีกต่อไป”

หลังจากนั้น หญิงคนดังกล่าวโพสต์อีก โดยระบุว่าเป็นข้อความที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ส่งมา ข้อความว่า พี่เห็นข้อความที่…เขียนถึงความสัมพันธ์ของเราสองคนในช่วงปลายปี 49 และเห็นข้อความที่ถามว่าพี่มีอะไรจะพูดไหม?

พี่ตัดสินใจเขียนมาคุยส่วนตัว เพราะเชื่อว่า นี่เป็นเรื่องส่วนตัว จึงเลือกสื่อสารผ่านกล่องข้อความแทน

ประเด็นที่พี่อยากทบทวนข้อเท็จจริง คือ ความสัมพันธ์ชู้สาวของเราทั้งสองเมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ได้เกิดขึ้นที่โรงแรมแถว BTS และไม่ใช่อย่างที่นางเอเขียนถึงความคลุมเคลือ ในเรื่องความเห็นชอบ วันนั้นพี่ส่ง MSN ไป ชวน…ออกมาข้างนอกตอนที่…อยู่ที่เชียงราย และเราคุยกันเรื่องที่จะมีความสัมพันธ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนที่พี่จะขับรถไปรับ…ที่บ้าน นั่นคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

พี่ไม่ได้พา…มาโรงแรมแล้วปลุกปล้ำ ไม่มีอะไรที่เป็นลักษณะที่คลุมเคลือหรือไม่ เต็มใจมาก่อน แต่ถ้าข้อเท็จจริงพี่ผิดไป…โต้แย้งได้เลย ส่วนเรื่องที่พี่ให้เงิน…นั้น พี่มั่นใจว่าตอนที่เรามีความสัมพันธ์กันครั้งแรกพี่ไม่ได้ทำสิ่งนั้นแน่นอน ส่วนจะมีช่วงไหนที่พี่ให้เงิน…ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่กทม.นั้น พี่ไม่มีเจตนาดูแคลนความสัมพันธ์ และมองว่าเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินทองใด ๆ แต่ถ้าทำให้…รู้สึกด้อยค่าพี่ขอโทษ

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ที่จบลง ไม่ใช่ความผิดของ…เลยแม้แต่น้อยในเรื่องนี้ เป็นความผิดของพี่เองที่ทำให้…ผิดหวังจนถึงทุกวันนี้ และพี่ขอบคุณที่…เดินมาคุยด้วยทุกครั้งที่เราเจอกันในที่สาธารณะ แม้ว่า
ครั้งแรกพี่จะจำ…ไม่ได้เพราะ…ป่วย แต่ครั้งล่าสุดที่เจอกันพี่ได้ขอโทษที่จำ…ไม่ได้ และได้ไถ่ถามเรื่องอาการเจ็บป่วย จึงเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และถ้าเราได้เจอกันอีกพี่ยังเหมือนเดิม ยังคงยินดีที่จะพูดคุยกันเหมือนก่อนที่จะเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น รักษาสุขภาพครับ

หญิงคนดังกล่าวได้โพสต์อีกว่า ขอบคุณที่ชี้แจงมา ถึงแม้จะถามหน้าไมค์ตอบหลังไมค์ก็เถอะ ถ้าเรื่องจะเจอกันอีก คงทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะไม่อาจจะคดโกงต่อความรู้สึกของตัวเองได้อีกแล้ว ขอบคุณที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้กับชีวิต และขออโหสิกรรมให้กับเรื่องที่เกิด ขออย่าให้ใครต้องมาเจอแบบนี้อีกเลย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.matichon.co.th/local/news_5858520

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตร “เครือข่ายเฉิน จื้อ” ผู้นำกลุ่มฉ้อโกงข้ามชาติ ยึดอสังหาฯ กลางลอนดอนกว่า 137ล้านปอนด์ หลังใช้ฟอกเงินจากแรงงานทาสยุคใหม่

ลอนดอน– 15 ตุลาคม 2025

รัฐบาลสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้ประกาศดำเนินการร่วมครั้งใหญ่ เพื่อปราบปราม “เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ดำเนินกิจการหลอกลวงออนไลน์ (Scam Centres) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์เป็นเครื่องมือในการสร้างผลกำไรมหาศาลจากผู้เสียหายทั่วโลก

 เครือข่ายหลอกลวงระดับอุตสาหกรรม โดยใช้เหยื่อแรงงานต่างชาติภายใต้การทรมาน

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า เครือข่ายฉ้อโกงเหล่านี้ดำเนินการในประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้แผนหลอกลวงอย่างแยบยล เช่น การสร้าง “ความสัมพันธ์หลอกออนไลน์” (Romance Scam) เพื่อชักจูงให้เหยื่อโอนเงินลงทุนในโครงการปลอม โดยเฉพาะใน คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมถึงในสหราชอาณาจักรเอง

รายงานยังระบุว่า ผู้ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงจำนวนมากเป็นแรงงานต่างชาติที่ถูกล่อลวงด้วยโฆษณางานปลอม และถูกกักขังในสถานที่คล้ายค่ายแรงงาน ถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงออนไลน์ ภายใต้การข่มขู่และการทรมานทางร่างกาย

 ยึดคฤหาสน์ 12 ล้านปอนด์ ใน “ถนนคนรวยที่สุดของลอนดอน”

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การอายัดคฤหาสน์มูลค่า 12 ล้านปอนด์ (ราว 500 ล้านบาท) ตั้งอยู่บนถนน Avenue Road ในเขต St John’s Wood ทางตอนเหนือของลอนดอน ซึ่งถือเป็นย่านที่มีราคาอสังหาริมทรัพย์สูงที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร

ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของ นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) ประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ผู้นำเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่มีการใช้แรงงานบังคับในการดำเนินกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์

นายเฉินและกลุ่มผู้ร่วมขบวนการได้จดทะเบียนบริษัทผ่าน หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) และลงทุนในสหราชอาณาจักร อาทิ

 อสังหาริมทรัพย์ที่ถูกอายัด (รวมมูลค่ากว่า £137 ล้าน หรือราว 6 พันล้านบาท)

1. คฤหาสน์มูลค่า £12 ล้าน (ประมาณ 550 ล้านบาท)

 Primrose Hill / Avenue Road, North London
• อยู่ในย่านสุดหรู St John’s Wood ใกล้ Regent’s Park
• ถูกระบุโดย UK Foreign Office ว่าเป็นทรัพย์สินของ Chen Zhi
• มี 7 ห้องนอน, สระว่ายน้ำ, โรงภาพยนตร์, โรงยิม และลิฟต์ในบ้าน
• ซื้อผ่านบริษัทนอกอาณาเขต (British Virgin Islands) ตั้งแต่ปี 2019

2. อาคารสำนักงานมูลค่า £95–£100 ล้าน (ประมาณ 4,600 ล้านบาท)

 10 Fenchurch Street, City of London
• อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ใจกลางย่านการเงินลอนดอน
• ซื้อในปี 2020 ผ่านหนึ่งในบริษัทลูกของ Prince Holding Group
• ใช้เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงออนไลน์และคริปโต

3. อพาร์ตเมนต์หรู 17 ยูนิต (รวมมูลค่าประมาณ £25 ล้าน หรือกว่า 1,150 ล้านบาท)

 New Oxford Street (โซน 1 กลางลอนดอน) และ Nine Elms (โซน 1–2 ทางใต้ของลอนดอน)

• อยู่ในพื้นที่พัฒนาใหม่ เช่น Embassy Gardens และ Damac Tower
• ถูกใช้เป็นทรัพย์สินแฝงในการลงทุนและฟอกเงิน
• รายงาน Daily Mail ยืนยันว่า Chen Zhi “มีอสังหาฯ อย่างน้อย 19 แห่งในลอนดอน” ที่ถูกอายัดทั้งหมด

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการสืบสวนจาก กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร (FCDO) และ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐฯ (OFAC) เพื่อขจัดเงินที่ได้มาจากอาชญากรรมทางออนไลน์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ออกจากระบบเศรษฐกิจ

里 รายชื่อบริษัทและเครือข่ายที่ถูกคว่ำบาตร

การคว่ำบาตรพุ่งเป้าไปที่กลุ่มหลักและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้แก่:

• Prince Group และประธาน Chen Zhi – กลุ่มทุนขนาดมหึมาที่ดำเนินกิจการหลากหลายทั่วกัมพูชาและภูมิภาค ถูกกล่าวหาว่าสร้างคาสิโนและศูนย์หลอกลวง (scam compounds) และฟอกเงินผ่านบริษัทในเครือ

• Jin Bei Group – ธุรกิจบันเทิงและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสีหนุวิลล์ของกัมพูชา เชื่อมโยงกับ Prince Group และมีอาคารหลายแห่งถูกใช้เป็นศูนย์หลอกลวง

• Golden Fortune Resorts World Ltd. – บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง “ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่” นอกกรุงพนมเปญ ซึ่งแฝงตัวเป็น “อุทยานเทคโนโลยี”

• Byex Exchange – แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซีที่มีความเชื่อมโยงกับเครือ Jin Bei และ Prince Group

 จุดสิ้นสุดของ “เครือข่ายฟอกเงินยุคใหม่”?

ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ในกัมพูชา เมียนมา และประเทศใกล้เคียง ใช้โฆษณางานปลอมเพื่อหลอกแรงงานต่างชาติให้มาทำงาน ก่อนจะถูกกักขังและบังคับให้ดำเนินการหลอกลวงออนไลน์

เงินที่ได้จากการฉ้อโกงจะถูกฟอกผ่านระบบการเงินที่ซับซ้อน โดยใช้บริษัทบังหน้าและเว็บไซต์การพนันออนไลน์เป็นช่องทางหมุนเวียนเงิน

เรียบเรียงโดย แอมไทย UK 

#แอมไทย #Amthai #เฉินจื้อ #PrinceGroup #อายัดทรัพย์ #ข่าวอังกฤษ #กัมพูชา #ลอนดอน #ฟอกเงิน #ค้ามนุษย์ #แรงงานบังคับ #แก๊งสแกมเมอร์

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112

“ท่านอ้น” คุณวัชเรศร วิวัชรวงศ์ โอรสคนที่ 2 ใน ร.10 ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ร่วมชมนิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112 ที่ Leroy Neiman Gallery มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ที่จัดโดย รศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย ท้าทายทุกอิทธิพลมืด ใครสั่งเก็บ ‘แคล้ว ธนิกุล


วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2534 ที่ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ข่าวใหญ่ก็เกิดขึ้น นักข่าวอาชญากรรมในกรุงเทพ ต่างได้ยินเสียงวอวิทยุแจ้งข่าว เหตุ 241 อาวุธปืน (เป็นรหัสวิทยุ หมายความว่า เกิดเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้เสียชีวิต ด้วยอาวุธปืน) กินเวลาไม่นาน พวกเขาก็รู้ว่า ผู้เสียชีวิต อายุ 56 ปี ชื่อ แคล้ว ธนิกุล ชาย ผู้มีฉายาว่า เจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย
.
แคล้ว เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เขามีฝาแฝดที่คลอดมาแล้ว เสียชีวิต จึงถูกตั้งชื่อว่าแคล้ว มีที่มาจาก แคล้วคลาดจากอันตราย
.
เด็กหนุ่มแคล้ว เดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อมาพักกับพี่สาวที่ย่านสวนมะลิ ก่อนจะรู้จักกับรุ่นพี่นักมวย แล้วไต่เต้าขึ้นมา ด้วยการสะสมอิทธิพล บารมี ในฐานะนักเลง คนจริง ผู้ไม่กลัวใคร กินเวลา ไม่นานเขาก็ได้รับฉายาว่า เหลา สวนมะลิ หรือเฮียเหลา ผู้กว้างขวาง มีลูกน้องไปทั่ว
.
จนได้รับฉายาว่า เจ้าพ่อนครบาล
.
แคล้วเปิดค่ายมวยของตัวเอง มีเอี่ยวในทุกธุรกิจสีเทาของกรุงเทพ โดยเฉพาะบ่อนการพนัน ร่ำลือว่า ใครจะเปิดบ่อน แต่เสียค่าเปิดให้กับเฮียเหลา แต่ในยุคเจ้าพ่อ แคล้วก็ต้องมีเขตจำกัดไม่ไปล่วงเกินดินแดนฝั่งอื่น ที่มีเจ้าพ่อด้วยกันเอง แต่เพราะลูกน้องมาก จึงมีการกระทบกระทั่งกับเจ้าพ่อคนอื่นอยู่เรื่อย เป็นยุคเถื่อนที่ตัดสินชีวิตกันด้วยคมกระสุน
.
เจ้าพ่อนครบาลรายนี้ เฉียดถูกฆ่า ถูกลอบสังหารมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย จนคนในวงการร่ำลือว่า แคล้ว ธนิกุล แข็งแกร่งมีเครื่องรางของขลัง อยู่ยงคงกระพัน
.
แต่แล้วในปี 2534 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน ในช่วงเวลานั้น แคล้วต้องการฟอกตัวเองจากเจ้าพ่อ เข้าสู่วงการการเมือง เพื่อทำให้ตัวเองปลอดภัยจากเส้นทางกระสุนลอบฆ่าของเจ้าพ่อ กฎเถื่อนอาญาทมิฬ มาสู่กฎหมายแบบมีอารยะ
.
อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว คนมีสีก็ติดตามรถแคล้ว และไปยิงถล่มเจ้าพ่อนครบาลจนร่างพรุน แม้อมพระในปาก ก็ไม่รอด ปิดตำนานเจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย โดยไม่มีใครกล้า สานต่อบังลังก์นี้อีกต่อไป
.
ทุกวันนี้ กลุ่มบุคคลที่สังหารแคล้ว ธนิกุล ยังไม่เคยถูกจับได้ มีเพียงคำร่ำลือกระซิบกระซาบ ว่าเป็นใครเท่านั้น เหลือทิ้งไว้เพียงอาญาทมิฬที่มอบให้กับแคล้ว ธนิกุล ปิดฉากชีวิตสุดโลดโผน ด้วยคมกระสุนสุดโหดเหี้ยม

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำนานนักเลงเบอร์1นครบาลราชาม้าเก็งเอ๋า


ตำนานบทใหม่ที่ใครหลายคนยังไม่เคยสัมผัส
ตั้งแต่ย่านสะพานดำ-วรจักร-พลับพลาไชย-ย้อนเข้าวัดเทพศิรินทร์-สถานรับเลียงเด็ก-มหานาค-
สะพานขาว-นางเลิ้งจรดประตูผีอันเป็นเขตสถานีตำรวจนครบาลเช่นส.นสำราญราษฎร์,ส.น นางเลิ้ง ,ส.นชนะสงคราม,ส.น พระราชวัง
ส.นจักรวรรดิ์หรือส.นพลับพลาชัยล้วนเป็นเขต
อาณาจักรนักเลงยุคมืดเผ่าครองเมือง นาม
เก๊า ม้าเก็ง นักเลงสายเลือดมังกรพลัดถิ่นที่มีอุปนิสัยบ้าดีเดือดละเลงเลือดเป็นกิจวัติในยคุอันธพาลผยองหรือ
อันพาลครองเมือง
แล้วแต่จะสรรหาว่ากล่าวตามความนิยมชมชอบ
ของแต่ละคน
พฤติกรรมต่างลุงเปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตย์เคยลงในเรื่องราวเป็นตัวหนังสือเป็นที่นิยมจากวรรณกรรมสะท้อนสังคมอ้อยหวานก็เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงผลงานเขียนบุคคลท่านนี้
เข้ามาที่ตัวละครกันต่อวีรกรรมแรกที่ทำให้ชื่อเก๊าม้าเก็งเป็นที่รับรู้เกิดที่สโมสรเวียงฟ้าข้างโรงหนังควีนส์ ชั้น3เหตุเกิดจาก พัน หลังวังดาวดังแห่งยุคโก๋ หลังวังหักหน้าหยามเกีรยติสร้างความอัปยศหมดศักดิ์ศรีนักเลงเพราะควงเด็กในอานัตเขาออกงานซึ่งหมายถึงเป็นข่มบารมีในดงนักเลงยุคนั้นเก๊าบุกเดี่ยว หักไม้คิวของพันหลังเป็นวัดเชิงนักเลงครั้งที่พัน หลังพานพบพาน
วีรกรรมต่อมาเขาอาจหาญใช้ตีนตบหน้า พี่คล้อยนักเลงรุ่นใหญ่ที่ถือว่าเป็นมิควรยิ่งแต่เก๊า ม้าเก็งหาได้ประหวั่นถึงผลตามมาแต่ประการใด
แววนักเลงอาชญากรอุบัตขึ้นปลายปี2499
เมื่อเก๊า ม้าเก็งรับงานยิงคนเป็นครั้งแรก เสี่ยปิง
เจ้าของโรงฝิ่นย่สนฝั่งธนที่งานนี้ขนาดนักฆ่าหน้าหยกอย่างโอวตี๋ แซ่โค้วที่ดับชีพคนดังมานักต่อนักยังบอกปัดก่อนบุกแหลกเข้าเรียกเก็บค่าคุ้มครองทั่วนครบาลและธนบุรีเช่นบ่อนของนักบู้
รุ่นเดียวกันเหลา 1.สวนมะลิ-หมึกตรอกทวาย
2บ่อนโอเล้ง,ตี๋น้อย,เล่าถิ,เกียย้งนักบู้เลือดมังกร
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสหายโดนเก็บเรียบไม่มียกเว้น
3.ฝังวงเวียน22กรกฎาและเยาวราชของล้อ วงเวียนและก่งก๊กนาม ซา หลัก เก๊า ล้วนใดรับอานิสสงโดยระรานข้ามถิ่นเหยียบแผ่นเยาวราช
ที่ไม่เคยปรากฎนักบู้นามใดหาญกล้าท้ามัจจุราช
เช่นนักเลงเก๊า ม้าเก็งนามนี้สร้างบารมีขึ้นตำแหน่งเบอร์หนึ่งนักเลงชนิดไร้คู่ต่อกรท้าบัลลัง
กระทั้งการเลี่ยนแปลงผู้นำชาติจากอำนาจมืดยุค
จอมพลเผด็จการที่ให้อำนาจตำรวจจัดการบ้านเมืองรูปแบบสร้างฆาตรกร,นักเลงขึ้นใว้ประดับชาติบ้านเมืองยุคอัศวินแหวนเพชรครองอำนาจ
ตำนานตำรวจเก็บส่วยที่กลายทำเนียบปฎิบัติใน
เวลาต่อมาหมดอำนาจโดนนายพลผ้าคะม้าแดงทำการปฏิวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์(เจ้าของธนาคารเอเชียที่โดนนักเลงสามล้าน สนอง ยืนยง
ลูบ อ้อยหวานจะนำเสนอในเพจหน้า)
ราชาม้า เก็งเอ๋าที่เคยเป็นนักล่ากลับเป็นฝ่ายถูกล่าจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจนต้องหนีกบดานยังสระบุรีเพราะผู้นำชาติคนใหม่บัญญัติข้อหาครอบจักรวาลขังไร้กำหนดในข้อหาประพฤติตัวเป็นบุคคลอันธพาลทำให้เขาหายไปจากยุทธภพร่วมปี เพราะรัฐเริ่มหันมาสร้างโจรล้างโจร
ใช้นักเลงฆ่านักเลงเช่นนี้ กลุ่มนักเลงเก้ายอดที่ต่อมาหลายใด้ดิบใด้ดี แต่ศักดิ์ศรีนักเลงที่เคยมี
ถูกลบไปเพราะลอบกัดนักเลงด้วยกัน
หลังเป็นดั่งมือเท้าของรัฐ
บทเรียนของเก๊าที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่าพอกลับมาหาได้นึกเปลี่ยนนิสัยอันใดแต่กลับทวีความกร้าวร้ายความกร้าวร้าวมากขึ้นทวีคูณจนทางการนำพาสู่ตะรางหมดอิสระภาพในคุกบางขวางแมนที่จะสำนึกด้วยเก๊า ม้าเก็ง
บุคคลที่สะกดคำว่าก้มหัวไม่เป็น สร้างวีรกรรมใด้
ขนาดอยู่ในดงแคบๆที่แวดล้อมไปด้วยสัตว์คราบมนุษย์ในคุกบางเขนนี้ ดาวดัง,นักฆ่า,หรือว่าเจ้าพ่อ เขาลุยมาหมดเช่น กังวาน วีระนนท์ เจ้าพ่อบางนกแขวก,นักฆ่าหน้าหยก1ใน4นักฆ่าพญายม
แห่งเยาวราช,พระเอกนักบู้เลือดนักเลง ลือชัย นฤนาท,หรือนักฆ่าสี่คิงอย่างเสืออบ(ตี๋ ขยันกิจล้วนแต่ถูก เก๊า ม้าเก็งฝากความอัปยศให้ใว้แทบทุกนามจุดจบชีวิตอ้อยหวานเสนอเรื่องราวในเรื่องโปรดติดตาม
มังกรซ่อนพยัคฆ์หักพญาอินทรีย์

Cr: FB: ภาพเก่าในอดีต

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำนานซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายอสูร และศึกชิงสมบัติวังอัศวิน

จากข่าวเฒ่าตัณหากลับพีโดไฟล์ อายุ 50 กว่า มีเมียเด็กวัย 13-14
อุ๊ย อย่าหาทำนะคะ เพราะจกกีก็มีแรงกว่านี้อีก


ตอนที่ 1 ตำนานพ่อลูกผู้ใคร่เด็ก

  1. ตำนานเรื่องที่จะกล่าวถึงนั้นก็คือตำนานของเสด็จพระองค์ชายใหญ่ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล (ทวดแท้ๆ ของพระองค์ภา) ตาแก่อายุ 61 ทำทีเปิดกล้องละคร ให้เด็กสาวสมัครเข้ามาออดิชั่น ห้องนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับโรงเชือดดี ๆ นี่แหละ ยัยแอ๊ดลูกสาวแม่ค้านั่งตลาดที่นครชัยศรี วัย 15 ปี ผ่านมาแถวนั้นพอดี ก็ถูกเรียกตัวเข้าห้องไปเผด็จศึก จนเกิดเป็นตำนานรักซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายสุดสยองของเมืองไทย ภาค 1 ตอน หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา
  2. พระโอรสองค์โตของเสด็จฯ หรือ ท่านกบ หม่อมเจ้าฐิติพันธุ์ ยุคล ก็วัดรอยเท้าพ่อได้ไม่แพ้กัน เรื่องเกิดจากพระกนิษฐา (ท่านหญิงอ๋อย หม่อมเจ้ารังษีนภดล ยุคล) ไปเจอยัยลูกปลา เด็กกำพร้า เลยเอาเข้าวังมาเลี้ยงตั้งแต่ลูกปลาจำความได้ เรียกท่านหญิงอ๋อยว่าแม่ เรียกท่านชายกบว่าพ่อ สุดท้ายโดยอีกบนี่บุกเข้าห้องมาเอาเป็นเมียตั้งแต่ลูกปลาอายุ 12 แล้วรอจนบรรลุนิติภาวะก็จัดงานเสกสมรส เกิดเป็นตำนานซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายสุดสยอง ภาค 2 ตอน หม่อมชลาศัย ยุคล ณ อยุธยา

ศึกสายเลือด พ่อลูกชิงสมบัติกันเอง

  1. เรื่องนี้กลายมาเป็นมหากาพย์ด้วยการเกิดดราม่าที่พ่อลูกต้องแย่งสมบัติกันเอง เพราะพ่อมีเมียใหม่จดทะเบียนคือหม่อมไฉไล ซึ่งนางก็จะหวังสมบัติให้โอรสธิดาของตน ทางโอรสธิดา ๆ ของเมียเอกคนเก่า (ม.ล.สร้อยระย้า สนิทวงศ์) ก็ไม่ยอมสิคะ เพราะทรัพย์สมบัติที่เป็นประเด็นนั้นมีทั้งวังอัศวิน ทั้งเพชรพลอยเครื่องประดับ โบราณวัตถุเก่าแก่ที่ตกทอดมาจากพระวิมาดาเธอฯ สายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ชื่อสร้อยก็บอกว่าพระชายาเจ้าองค์โปรดของพ่อหยู่หัวจุฬาลงกรณ์ ได้ทรัพยศฤงคารมามากขนาดไหนคงไม่ต้องสาธยายเยอะ
  2. ก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับไฉไลวัย 16 ปี เสด็จพระองค์ชายใหญ่ก็ได้ทำสัญญาปากเปล่าไว้กับหม่อมหลวงสร้อยระย้า ว่าทรัพย์สมบัติจะมอบให้ลูก ๆ เมียเอกและเมียรองที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันแบบทรีซั่มมาเนิ่นนาน แต่ปรากฏว่าถึงเวลาจริงหม่อมหลวงสร้อยระย้าถึงแก่อนิจกรรมก่อน ส่วนพระองค์ชายใหญ่ทรงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไฉไลจนชราภาพ เริ่มมีอาการเลอะเลือน
  3. ลองคิดตามสิคะว่าใครจะได้เปรียบ ระหว่างลูกเมียเอก (ท่านหญิงปิ๋ม-พันธุ์สวลี แม่องค์โสม / ท่านกบ / ท่านหญิงอ๋อย) และลูกเมียรอง (ท่านชายเป๋อ) ฝ่ายหนึ่ง กับ เมียปัจจุบันและลูกๆ (ไฉไล ท่านชายปีใหม่ ท่านหญิงหญิง) เมื่อยังไม่มีพินัยกรรมตายตัว และสัญญาที่ให้ไว้เป็นสัญญาปากเปล่าทั้งหมด มันก็แน่นอนอยู่แล้วว่าฝ่ายที่ได้เปรียบก็คือฝ่ายที่มีทะเบียนสมรส ดังนั้นพอฝ่ายลูก ๆ ม.ล.สร้อยระย้า ตั้งทนายมาสู้จะฟ้องบังคับให้ทำตามคำมั่นที่เสด็จพ่อได้ให้ไว้กับหม่อมหลวงสร้อยระย้า ฝ่ายไฉไลก็ตั้งทนายสู้ทันทีว่าไม่ได้นะ สมบัติอย่างน้อยครึ่งนึงต้องเป็นของฉันเพราะถือว่านี่คือสิทธิของตนในฐานะชายาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือก็ค่อยหารให้ลูก ๆ ทุกคน รวมลูกฉันด้วยอีก 2 เริดมั้ยละ
  4. หลังจากนั้นก็เป็นดราม่าการต่อรองทรัพย์สมบัติกัน เสด็จพระองค์ชายใหญ่นอนพะงาบ ๆ ดู ลูกเมียแย่งสมบัติกัน ซึ่งคุณขา ขอบอกว่าช่วงนั้นวงสังคม เม้ามอยกันไม่เว้นแต่ละวัน สนุกมาก เท่าที่จำได้ก็คือสมบัติในส่วนของท่านหญิงทั้งสองคือหญิงปิ๋ม หญิงอ๋อยเนี่ย ส่วนมากเป็นเพชรพลอยเครื่องประดับซึ่งเป็นของส่วนตัว มันเลยตกลงกันง่าย เลยยอมความกันจบไปอย่างรวดเร็ว
  5. แต่ที่เป็นประเด็นที่สุดคือวังอัศวินและสมบัติล้ำค่ามากมายที่อยู่ในการครอบครองของท่านชายกบ ขอบอกว่าตอนนั้นวังแทบแตก ไฉไลแบกหน้าบุกมาเจรจาถึงวังอัศวิน แต่เจอท่านกบไล่ตะเพิดไป นังลูกแม่ค้านั่งตลาด กล้าดีอย่างไรมาประพฤติตัวเยี่ยงนี้ในวังที่ประทับของเจ้าเยี่ยงข้า
  6. เมื่อไม่เป็นผล ไฉไลก็เลยเอาเรื่องเข้ากระบวนการตามกฎหมาย แต่อีกฝ่ายก็ดิ้นสิ เนื่องจากหากชึ้นศาล มันก็จะฉาวเพราะมันต้องเปิดเผยรายละเอียดแก่สาธารณะ แถมใช้อำนาจเจรจายาก เพราะหลักฐานอะไรก็เป็นรองไฉไลทั้งหมด ก็เลยเดินเกมด้วยการเอาคนไปจับพระหัตถ์พระองค์ชายใหญ่ที่กำลังนอนพะงาบ ๆ ให้เซ็นยินยอมแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ ขึ้นมาเป็นผู้วินิจฉัยแทนการขึ้นศาล (โดยสังเขป อนุญาโตตุลาการก็คือกระบวนการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่มีผลผูกพัน บังคับคดีได้ แต่คู่ความในคดีจะเป็นฝ่ายแต่งตั้งผู้วินิจฉัยคดีกันเอง มันจะเจรจาง่ายกว่าการไปศาลที่ไม่รู้จะเจอใคร)

จุดพีคของมหากาพย์

  1. ต้นปี พ.ศ. 2538 พระองค์ชายใหญ่ที่ประชวรมาหลายปีแล้วก็สิ้นพระชนม์ลง ความได้เปรียบเทกลับมาเป็นของฝ่ายลูก ๆ หม่อมหลวงสร้อยระย้าทันที ทรัพย์สมบัติกำลังจะมาหาท่านกบโดยสมบูรณ์แบบ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ท่านกบก็เพิ่งเสกสมรสกับหม่อมลูกปลา โดนตอนแรกก็ทำพินัยกรรมไว้ว่าจะมอบสมบัติให้ลูก ๆ กับหญิงเป๋อ แต่พอเสกสมรสกับหม่อมลูกปลาได้ไม่ทันไรก็เริ่มคิดจะทำพินัยกรรมฉบับใหม่ ยกทรัพย์สมบัติให้ลูกปลาด้วย
  2. กลางปี พ.ศ. 2538 ปรากฏว่าเช้าวันหนึ่งท่านชายกบสิ้นชีพิตักษัย จากการโดนลอบวางยาในกาแฟ โดยหม่อมลูกปลาเป็นคนไปพบศพ เกิดเป็นมหากาพย์ซ้อนในมหากาพย์ที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับนานนับเดือน
  3. สืบไปสืบมาไม่มีอะไรคืบหน้า แต่แล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ หม่อมลูกปลาก็สารภาพว่าเป็นคนทำเอง เพราะชอบหนีเที่ยว แล้วท่านกบดุ หม่อมลูกปลาเลยแค้นแล้ววางยาเสีย หม่อมลูกปลาถูกศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก แต่สังคมทั่วไปก็ตั้งคำถามมากมายว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะหม่อมลูกปลากำลังจะได้มีส่วนร่วมในสมบัติ แถมตอนนั้นหม่อมลูกปลาก็ตั้งครรภ์ (แท้งภายหลังจากความเครียด) จะทำไปเพื่ออะไรในเมื่อหากมีลูกก็จะได้ทรัพย์สมบัติเข้าไปอีก ผุ้ต้องสงสัยจึงเป็นบุคคลรอบข้างที่มีส่วนได้เสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหม่อมเดิมของท่านชาย หญิงอ๋อย และ….ไฉไล!
  4. ไฉไลมีส่วนได้เสียจากการตายของท่านกบ เนื่องจากกลับไปข้อ 9 ที่บอกว่าฝ่ายท่านกบกำลังได้เปรียบ เพราะแนวทางการแบ่งมรดกที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตอนนั้นปรากฏว่าวังอัศวินจะเป็นของท่านกบ ส่วนไฉไลได้ที่ดินนอกเมืองกับให้เอาพวกวัตถุโบราณไปขาย แล้วต้องแบ่งผลประโยชน์จากการขายเอามาให้ท่านกบด้วยอีกหลายสิบล้านบาท ไฉไลเดินหน้าด้วยการยื่นเรื่องต่อศาล ฟ้องให้การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะทันที
  5. ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาหม่อมลูกปลา หลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากคำสารภาพไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีหลักฐานอื่นใดประกอบ ไม่มีเหตุจูงใจ ศาลไม่เชื่อว่าคำสารภาพของลูกปลานั้นมีน้ำหนัก และลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็มีช่องโหว่มากมาย ส่วนหม่อมลูกปลาเองแม้จะลาออกจากวังอัศวินไปแล้ว แต่หญิงอ๋อยก็เอื้ออาทรกันเป็นแม่-ลูกเหมือนเดิม หากลูกปลาฆ่าพระเชษฐาจริง ทำไมหญิงอ๋อยถึงยังเอ็นดูลูกปลาล่ะ? หรือหญิงอ๋อยจะรู้ว่าใครเป็นคนฆ่า? หรือหญิงอ๋อยเป็นคนวางยาเองแล้วต้องการขออโหสิจากลูกปลาที่ต้องรับกรรมแทนตน?

ตัดฉากจบด้วยปมปริศนาที่ไม่มีวันคลาย

  1. ศาลฎีกาพิพากษากลับคำตัดสินอุทธรณ์อีกที ให้หม่อมลูกปลาจำคุก ส่วนหม่อมไฉไลแพ้ในคดีอนุญาโตตุลาการ ต้องโอนวังอัศวินให้ทายาทของท่านกบ
  2. หม่อมไฉไลเกิดเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากเสด็จพระองค์ชายใหญ่โป๊ะแตก ว่าไปกู้เงินธนาคารเอาไว้วงเงินปีละล้าน ทุกปี ใช้เต็มวงเงิน แต่ไม่เคยจ่าย กู้กันแบบลับ ๆ กะจะไม่ให้ใครรู้ ทั้งดอกทั้งต้นรวมกันหลายสิบล้าน แต่ยังโชคดีที่ด้วยเครดิตความเป็นเจ้า ธนาคารก็เกรงใจให้กู้แบบไม่มีหลักฐานรายปี พอพระองค์ชายไม่จ่ายคืนซักปี ศาลเลยบอกว่าให้นับถึงเฉพาะปีที่พระองค์ชายจ่ายปีสุดท้าย ส่วนปีหลังจากนั้นไม่ต้องเพราะถือว่าไม่มีหลักฐาน 5555 จากที่ธนาคารฟ้อง 50 ล้าน เลยได้คืนแค่ราว 5 ล้าน
  3. ปัจจุบันไฉไลเป็นเจ้าของธุรกิจมากมาย ห้างทองไฉไล (ไม่รู้เจ๊งยัง) รีสอร์ทคุ้มไฉไล เริด ๆ รวมทรัพย์สินมูลค่านับพันล้านบาท
  4. ส่วนโอรสหม่อมไฉไล ท่านชายปีใหม่ เห็นติสต์ๆ แต่ก็เกิดติสต์แตกจนไปเมาบนเครื่องบินแล้วเกิดคดี….แอร์โฮสเตส ต้องส่งคนไปเคลียร์กันวุ่นวายแบบว่าสนามบินเกือบแตก แต่ก็รอดมาได้มิมีมลทินมัวหมองอะค่ะ ด้วยความเป็นอภิสิทธิ์ชนอะเนอะ ไม่รู้เคลียร์กันเป็นตัวเลขเท่าไหร่ แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ
  5. ทางด้านธิดา ท่านหญิงหญิงนี่ก็แซ่บไม่แพ้กัน วิญญาณผีพนันเข้าสิง นั่งรถตู้แอบลักลอบออกนอกประเทศไปถลุงทรัพย์ในบ่อนที่ปอยเปต ปรากฏขากลับโดนจับได้ที่ชายแดน ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีบัตรประชาชน พอนางบอกว่าเป็นหม่อมเจ้าปุ๊บ ต.ม. ก็ไม่เชื่อ แล้วนักข่าวก็เอาลงพาดหัวทั่วประเทศว่ามีหญิงสาวอ้างตัวเป็นหม่อมเจ้า 555 ปรากฏเป็นหม่อมเจ้าจริง ลบข่าวกันแทบไม่ทัน
  6. ส่วนลูกปลาปัจจุบันตกงานบ้าง ขายก๋วยเตี๋ยวบ้าง เป็นกระเป๋ารถทัวร์บ้าง ใช้ชีวิตตามอัตภาพอย่างขัดสน แต่ก็มีชีวิตอยู่ด้วยพลังจากความรักของสามีใหม่และลูก ๆ ของเธอ
หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุใดคนเสื้อแดงจึงต้องเผายางรถยนต์ก่อนสลายการชุมนุม

คืนที่เสธแดงถูกยิงผมไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากทหารสไนเปอร์ที่ประจำการบนตึกสูงเริ่มยิงประชาชน คืนนั้นมีคนถูกยิงนำตัวส่งโรงพยาบาลหลายราย เช้าวันถัดมาผมออกจากพื้นที่ชุมนุมทางฝั่งสวนลุมพินีนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยความอิดโรย

บ่ายวันถัดมาคือวันที่ 14 พค. 2553 ผมกลับไปชุมนุมกับคนเสื้อแดงอีกแต่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปที่เวทีปราศัยได้เพราะทหารเริ่มปิดถนน จุดที่ผมไปได้ไกล้ที่สุดคือสี่แยกบ่อนไก่ซึ่งห่างจากเวทีราชประสงค์หลายกิโล บ่อนไก่เป็นพื้นที่ๆคนเสื้อแดงถูกยิงตายมากที่สุดก่อนจะมีการสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นบอกต่อๆกันว่ามีกลุ่มอันธพาลการเมืองที่นิยมฟาสซิสต์แอบอยู่ตึกสูงฝั่งตรงข้ามยิงคนเสื้อแดงตายไปหลายคน หลังพระอาทิตย์ตกทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด ไม่มีแสงไฟบนท้องถนน ไม่มีแสงไฟบนตึกสูงหรือร้านค้า ไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟในบ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยในบริเวณนั้น

เวลาประมาณสองทุ่มผมพบรถกระบะ 2 คันจอดอยู่ริมถนน เมื่อเดินเข้าไปไกล้จึงพบว่าเป็นรถของชาวบ้านในละแวกนั้นที่ช่วยกันนำอาหารสำเร็จรูป เสบียง น้ำดื่มไปมอบให้กับเวทีราชประสงค์เพื่อดูแลผู้ชุมนุมอีกนับหมื่นที่ยังปักหลักชุมนุมที่ราชประสงค์ เมื่อทราบดังนั้นผมจึงไปช่วยพวกเขาขนเสบียงขึ้นรถ และเมื่อสอบถามเจ้าของรถซึ่งเป็นชายร่างท้วมว่ามีคนนั่งไปเป็นเพื่อนหรือไม่เขาบอกไม่มี ผมจึงอาสานั่งรถไปเป็นเพื่อนเขา

รถขนเสบียงไปมอบให้กับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ที่ผมเห็นคืนนั้นเป็นรถกระบะสองคัน คันที่ผมนั่งไปด้วยวิ่งนำเป็นคันแรก คนขับต้องปิดไฟหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเห็น วิ่งช้าๆฝ่าแนวยิงของทหารจากบ่อนไก่ไปยังถนนพระรามสี่ เลี้ยวขวาลัดเลาะเข้าไปในย่านชุมชนซอยร่วมฤดี บางขณะต้องวิ่งลัดเลาะไปด้านข้างสวนลุมพีนีมองเห็นทหารยืนถือปืนประจำการในความมืด ค่อยๆ วิ่งเช่นนี้ราว 20 นาทีจนไปถึงหลังเวทีปราศรัยซึ่งเป็นเตนท์เสบียง ผมช่วยขนเสบียง 3 รอบตั้งแต่เวลา 20.00-24.00 น. จากนั้นจึงไปฟังปราศรัยร่วมกับผู้ชุมนุม (หลายปีต่อมาผมได้มีโอกาสพบกับชายเจ้าของรถที่ผมนั่งไปกับเขา เขาเป็นนักธุรกิจเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ และได้มาร่วมทำกิจกรรมกับผมหลายครั้ง ผมและเพื่อนๆเรียกเขาว่าเฮียอ้วน)

หลังจากวันนั้นอีก 1-2 วันผมยังสามารถไปฟังการปราศัยที่ราชประสงค์ได้ผ่านถนนซอยที่มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งส่งผู้โดยสาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น ทหารเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ประชาชนถูกยิงตายทุกวัน ผู้ที่ถูกยิงมีทั้งผู้ชุมนุมที่เป็นคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป เริ่มมีการโต้ตอบจากฝ่ายผู้ชุมนุม ใต้ทางด่วนแถวบ่อนไก่ผมเห็นผู้ชุมนุมบางคนรวบรวมขวดเครื่องดื่มชูกำลังประเภทกระทิงแดงที่อยู่แถวนั้นมาทำระเบิดเพลิงไว้ปาใส่แนวทหาร พวกเขาซื้อนำมันเบนซินใส่แกลลอนเล็กๆและมาแบ่งใส่ขวดราวครึ่งหนึ่ง เจาะฝาให้เป็นรู ตัดผ้าชิ้นเล็กๆพันเป็นเกลียวแล้วแหย่เข้าไป นั่นคือการทำระเบิดเพลิง (หรือที่เรียกว่า Molotov) ผมไปยืนดูร่วมกับประชาชนแถวนั้นที่มาให้กำลังใจ ไม่มีใครขัดขวางเขา ผมเห็นเขาตัดเศษผ้าทำชนวน กรอกน้ำมันเบนซินลงขวดเล็กๆ เมื่อเขาทำเสร็จราว 10-12 ขวดก็รวบรวมทั้งหมดใส่กระเป๋าและเดินจากไป

ไม่นานนักสถานการณ์ของผู้ชุมนุมก็แย่ลง การตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์เริ่มได้ผลมากขึ้น จำนวนผู้ชุมนุมเริ่มลดลด แต่หน้าเวทียังแน่นขนัดไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน พวกเขาทนหิว ทนร้อน ทนตากแดด นั่งฟังแกนนำปราศรัยบนท้องถนนที่ร้อนระอุแม้ในยามค่ำคืน สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของผู้ชุมนุมไม่ใช่ปัญหาเรื่องเสบียงหรือความกลัวทหารแต่คือการเข้าห้องน้ำ โชคดีอยู่บ้างที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่อยู่หน้าเวทีราชประสงค์ใช้ไฟสำรองและเปิดห้องน้ำที่อยู่บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุม

คืนสุดท้ายที่ผมเข้าไปฟังได้ปราศรัยคือวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลาราว 23.00 น. ผมจำได้ว่าเดินไปเข้าห้องน้ำของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างเดินออกจากห้างผมพบชายสองคนนั่งอยู่ข้างทาง เมื่อสังเกตดูพบว่าชายคนหนึ่งร้องไห้ อีกคนกำลังปลอบโยน เมื่อหยุดฟังจับใจความได้ว่าชายที่ร้องไห้คือคนเสื้อแดงที่ถูกทหารยิงด้วยกระสุนยางที่เบ้าตาเมื่อวันที่ 10 เมย. 2553 เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอควักดวงตาของเขาข้างนั้นออกและพันแผลให้เขาพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าเมื่อดูทีวีพบว่ามีการตัดน้ำตัดไฟเขาจึงหนีออกมาและเดินทางมาราชประสงค์เพื่อร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงต่อ ระหว่างนั้นมีผู้คนมามุงดูจำนวนมาก และเมื่อทราบเหตุการณ์หลายคนได้มอบเงินช่วยเหลือ ผมจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งอายุไม่เกิน 40 ปีแต่งกายดีเป็นนักธุรกิจเทเงินทั้งหมดที่มีในกระเป๋านับหมื่นบาทให้ ชายผู้นั้นยกมือไหว้ขอบคุณและเดินจากไป เหตุการณ์นี้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีทุกอย่างก็กลายเป็นปกติ

ราววันที่ 17 พค.ผมก็ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่เวทีราชประสงค์ได้อีก ไม่แม้กระทั่งพื้นที่บ่อนไก่ จุดที่ไกล้ที่สุดที่ผมไปได้คือคลองเตย ที่นั่นมีแกนนำชาวบ้านคือครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะได้ตั้งเวทีช่วยเหลือประชาชน ผมเห็นเริ่มมีการเขียนป้ายผ้าเพื่อติดในพื้นที่ชุมนุม ข้อความว่า “ตำรวจเป็นมิตรและปกป้องประชาชน” ฯลฯ ผมไปอาสาช่วยเขียนป้ายผ้า และพยายามเขียนให้ดีที่สุดที่จะทำได้ ในวันนั้นสื่อมวลชนเริ่มลงข่าวว่าคนเสื้อแดงนำยางรถยนต์มาเผาในหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าจะเผาไปเพื่ออะไร

วันสุดท้ายที่ผมไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงคือวันที่ 18 พค. 2553 บริเวณใต้ทางด่วนคลองเตย ผมเห็นมีประชาชนจำนวนมากช่วยกันเผายางรถยนต์ มีรถกระบะที่วิ่งขนยางรถยนต์จากที่อื่นมาวางซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นใคร บนพื้นมีใบปลิวกระจายเต็มไปหมด ผมหยิบใบปลิวมาอ่าน มีข้อความที่บอกว่าเป็นคู่มือของประชาชนในการปกป้องชีวิตไม่ให้ถูกสไนเปอร์ยิง เช่น ให้ผู้ชุมนุมสวมหมวกนิรภัย ให้เผายางรถยนต์เพื่อให้เกิดม่านควันสีดำ ม่านควันนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้ทหารสไนเปอร์มองเห็น ฯลฯ

ในขณะนั้นผมไม่ทราบว่าใบปลิวจำนวนมากนี้ปลิวว่อนอยู่บนท้องถนนได้อย่างไร แต่ผมเห็นประชาชนจำนวนมากช่วยกันคนละไม้คนละมือเผายางรถยนต์อย่างขะมักเขม้น เมื่อหมดแล้วก็ช่วยกันขับรถไปขอรับบริจาคหรือไปบรรทุกมาจากปั้มน้ำมันละแวกนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความเชื่อจริงๆว่าเปลวควันที่ลุกโขมงบนท้องฟ้าจะช่วยปกป้องชีวิตพวกเขาจะสไนเปอร์ที่ยิงมาจากตึกสูงได้

ผมใช้เวลานานหลังจากออกมาทำกิจกรรมกว่าจะเข้าใจว่าใบปลิวดังกล่าวเป็นฝีมือของทหารหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่นำไปโปรยบริเวณพื้นที่ชุมนุม เป้าหมายเพื่อลวงให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าการเผายางรถยนต์ให้เกิดม่านควันเป็นวิธีในการป้องกันตัวและเอาชีวิตรอดจากสไนเปอร์ ไม่มีใครมองออกว่านั่นคือแผนการของทหารที่สร้างให้ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นพวก “เผาบ้านเผาเมือง” ตามวลีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นย้ำกับสื่อมวลชนบ่อยๆ สำหรับผมมันเป็นบทสคริปที่เขียนขึ้นให้คนกรุงเทพหวาดกลัวคนเสื้อแดง สร้างให้พวกเขากลายเป็นผู้ร้ายของคนกรุงและชาวโลก

และเมื่อสถานการณ์สุกงอม ทหารก็ก้าวออกมา …

………………………….

The Democracy Movement in Thailand : An Activist’s True Story ( Chapter 3 ) เบื้องหลังของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

Cr: FB ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำรวจกราดยิง คาดเมายา เครียดต้องขึ้นศาล ปืนก่อเหตุซื้อเองถูกกฎหมาย

สถานีตำรวจภูธรนาวัง
สรุปผลการจับกุม ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ ผบ.หมู่(ป) สภ.นาวัง คดีครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต

ประวัติโดยย่อ : ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน 2531 บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.ยานนาวา ต่อมา ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.นาวัง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ตามคำสั่ง ภ.4 ที่ 1338/2562 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2562

เมื่อย้ายมาที่ สภ.นาวัง เริ่มมีปัญหาทะเลาะกับแฟน เนื่องจากแฟนไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และเริ่มมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนร่างกายซูบผอม มีอารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่งเพื่อนข้าราชการตำรวจต่างทราบดีและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

เมื่อออกปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยธนาคารออมสิน ส.ต.อ.ปัญญาฯ ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ กลับไปนอนอยู่ในรถ ซึ่งจอดไว้หน้าธนาคาร เมื่อผู้จัดการธนาคารออมสิน ได้ขอความช่วยเหลือโดยให้คุ้มกันการเคลื่อนย้ายนำเงินเข้าเครื่อง ATM กลับแสดงอาการไม่พอใจ ทำท่าจะชักปืนขู่ ทำให้ผู้จัดการต้องโทรศัพท์แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้เริ่มคบกับ น.ส.หญิง ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งทำงานเป็นพนักงานร้านคาราโอเกะ (ปัจจุบันปิดกิจการเนื่องจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ) จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.หญิงฯ เคยเป็นแฟนกับ นายเดย์ (ไม่ทราบนามสกุล) ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ซึ่งขณะนี้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดหนองบัวลำภู

เมื่อคบกับ น.ส.หญิงฯ มักพาเพื่อนมามั่วสุมดื่มสุรา และส่งเสียงดัง ที่ห้องพักข้าราชการตำรวจเป็นประจำ เป็นที่เดือดร้อนรำคาญ แก่ข้าราชการตำรวจ และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเมื่อเมาสุราแล้ว ส.ต.อ.ปัญญาฯ จะชอบนำอาวุธปืนมายิง ทำให้ไม่มีคนกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเคยนำอาวุธปืนไปยิงสุนัขของประชาชน จนต้องมีข้าราชการตำรวจไปไกล่เกลี่ยให้ไม่ดำเนินคดี

เมื่อเดือน กรกฏาคม 2564 ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้มั่วสุมดื่มสุราในห้องพัก และส่งเสียงดังรบกวน และได้มีเพื่อนข้าราชการตำรวจไปตักเตือนให้หยุด แต่ ส.ต.อ.ปัญญาฯ กลับด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และเข้ามาทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกัน และผู้บังคับบัญชาได้เรียกตัวมาทำทัณฑ์บนไว้

พ.ต.อ.สุวัฒชัย มะลิทอง ผกก.สภ.นาวัง ในขณะนั้น ได้เรียกเจ้าตัวมาสอบถาม และเจ้าตัวได้ยอมรับว่าได้เสพสารเสพติดตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว และรับปากกับผู้บังคับบัญชาว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงได้ทำการยึดอาวุธปืนประจำกาย ของ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ไว้ เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายต่างๆ

สภ.นาวัง ได้ดำเนินการตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ตามโครงการตำรวจสีขาว ไม่ไห้ข้าราชการตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ยังได้รับรายงานว่า ส.ต.อ.ปัญญาฯ ยังมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.หนองบัวลำภู ได้เข้าตรวจค้นจับกุม ปรากฏหลักฐานตามบันทึกจับกุม ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ส.ต.อ.ปัญญาฯ ให้การรับสารภาพ

เมื่อถูกจับกุมได้ซักถาม ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้ให้ถ้อยคำว่า “สูบยาบ้ามาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนมียาบ้าเป็นร้อยๆ เม็ดไม่เห็นมีใครมาจับกุม” อย่างไรก็ตาม ส.ต.อ.ปัญญาฯ รับสารภาพว่า ยาบ้าของกลางที่ชุดจับกุมพบ เป็นของตนเอง โดยได้รับมาจากอดีตตำรวจนายหนึ่ง ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการแล้ว

เมื่อ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้ถูกจับกุมและย้ายออกจากบ้านพักแล้ว ข้าราชการตำรวจ สภ.นาวัง รู้สึกผ่อนคลาย และทำงานโดยไม่มีความหวาดระแวงต่อเพื่อนร่วมงาน

#กรรมกรข่าว


#สรุปข้อเท็จจริงทางคดีเบื้องต้นได้ดังนี้

   ▪ สาเหตุล่าสุดคาดว่า เครียด ต้องขึ้นศาลเรื่องยาเสพติดวันพรุ่งนี้ บวกกับเมายา

   ▪ ดูจากจุดเกิดเหตุแล้ว มีอาการคลุ้มคลั่ง ใช้มีดเป็นหลักในการก่อเหตุ

   ▪ หลังออกจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แล้วพบเห็นใครก็ใช้ปืนและมีดทำร้าย

   ▪ จากนั้นเข้าไปในบ้าน ตำรวจปิดล้อม และพบว่าเสียชีวิตแล้วพร้อมภรรยาและลูก

   ▪ ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นปืน 9 มม. ซื้อส่วนตัว ถูกต้องตามกฎหมาย

   ▪ ตำรวจเตรียมถอดบทเรียนเรื่องนี้ โดยเฉพาะการปิดล้อมคนร้ายและระงับเหตุให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   ▪ เบื้องต้นขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่บ้านของผู้ก่อเหตุอยู่ใกล้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ และเด็กไม่มีอาวุธในการต่อสู้

   ▪ ยอมรับว่าเขาเป็นอดีตตำรวจ แต่เราให้ออกไปแล้ว ถือว่าไม่ใช่ตำรวจแล้ว แต่เรายอมรับว่าเป็นอดีตตำรวจจริงๆ แต่จะเอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อมี
มาตรการป้องกันต่อไป

   ▪ เบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่ามีประวัติเรื่องยาเสพติดก่อนเข้ารับราชการตำรวจ

   ▪ จากนี้จะตรวจเลือดว่ามีปริมาณสารเสพติดในร่างกายเท่าไร

ขณะที่ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เผยว่า ช่วงเกิดเหตุอยู่ในห้องทำงาน ได้ยินเสียงดังด้านนอก คิดว่าใครมาจุดประทัด ก่อนจะเห็นคนร้ายใช้ปืนยิงครูที่อยู่ด้านนอก จากนั้นก็เดินไป

ครูที่เห็นจึงรีบไปล็อกประตูในศูนย์ แต่คนร้ายใช้ปืนยิงใส่ประตู พวกตนและเพื่อนครูจึงโทรศัพท์ และปีนกำแพงไปเรียกคนมาช่วย

ส่วนเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะนอนหลับอยู่ รวม 24 คน รอดชีวิต 1 คน

“ผู้ก่อเหตุเคยมาส่งลูกชายที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แต่ลูกชายไม่ได้มาเรียน 1 เดือนแล้ว วันนี้เห็นมาก็คิดว่าจะมารับนม ไม่คิดว่าจะมาก่อเหตุแบบนี้”

#กราดยิงหนองบัวลําภู #TheStandardNews

8-9 ก.พ. 2563 : ทหารคลั่งกราดยิงโคราช
24 มิ.ย. 2564 : ทหารคลั่งกราดยิงโรงพยาบาลสนาม
13 ก.ย. 2565 : ทหารคลั่งยิงเพื่อนในค่ายทหาร
6 ต.ค. 2565 : อดีตตำรวจคลั่งกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก

องค์กรเหล่านี้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูปหน่วยงานแต่ทำไมถึงได้มีเหตุสลดซ้ำ ๆ เกิดขึ้นทุกปี? นี่เป็นคำถามจากประชาชนที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของความบ้าคลั่ง และเราต้องการการปฏิรูปอย่างจริงจังไม่ใช่คำสัญญาโป้ปดมดเท็จ

ทุกองค์กรล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่องค์กรของพวกท่านมีปืนอยู่ในมือ มันจึงไม่ควรมีคนเลวอย่างเด็ดขาด! ปัญหายาเสพติด ส่วยใต้โต๊ะ โกงเงิน หักหัวคิว การกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา ควรจะหมดไปจากระบบราชการ ในเมื่อคนที่ควรจะปกป้องประชาชนกลายเป็นคนที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง มันก็คงไม่ต่างอะไรจากโจรในเครื่องแบบ

ไม่มีใครรู้ปัญหาในองค์กรได้ดีเท่าคนที่อยู่ในองค์กรนั้เอง อยู่ที่ว่าพวกท่านจะปฏิรูปแก้ไข ล้างบางอย่างจริงจัง หรือซุกปัญหานั้นไว้ใต้พรมปล่อยไปเลยตามเลยเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แล้วรอให้มีคนคลั่งออกมาก่อเหตุซ้ำอีกหน ซึ่งคราวหน้าอาจเป็นคนใกล้ตัวท่านหรือว่าตัวท่านเองก็ได้

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ถอดเทปคำปราศัย”วัฒน์ วรรลยางกูร(สหายร้อย)” เวที14ปี19กันยาฯ

ตาสว่างทั้งแผ่นดิน ณ ลานรีพับบลิค ปารีส
(**เนื่องจากเป็นช่วงท้ายเวที แบตเตอรี่ลำโพงใกล้หมดติดๆดับๆ เนื้อหาจึงอาจไม่ต่อเนื่องบางส่วน ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่ทันได้ฟังเพลงฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกับเพลงจากลานโพธิ์ถึงภูพานที่พี่วัฒน์ได้เตรียมมาร้อง)


…ก็คิดถึงไฟเย็นเพราะว่าก่อนมาเนี่ยผมก็นั่งเขียนหนังสือ 7years in exiles.(“ต้องเนรเทศ”) ก็ใกล้จะเสร็จแล้วนะครับ คุยได้แล้วล่ะ แล้วก็คิดถึงว่าวงดนตรีแบบไฟเย็นเนี่ยเป็นวงดนตรีที่มาในช่วงประวัติศาสตร์ที่จะต้องทด…(ไมค์ตัด)

…ก็ขอบคุณกำลังใจ วันนี้ขออนุญาตส่งเสียงจากปารีสลานรีพับบลิคไปถึงสนามหลวงประเทศไทย เป็นกำลังใจให้พวกคุณลูกหลาน
…ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีวันนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย ขอสารภาพตามตรงว่า 7ปีนะครับ 7ปีที่ผมลี้ภัยออกมาจากประเทศไทย ปีหลังๆค่อนข้างไร้ความหวัง แต่ปรากฎว่าการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษาในวันนี้ ก็ได้มาต่อความหวังของคนรุ่นลุงอย่างผม ก็ขอส่งเสียงจากกรุงปารีสไปถึงสนามหลวงประเทศไทยจากลานรีพับบลิคถึงสนามหลวงประเทศไทยซึ่งมันก็เป็นความหมายเดียวกันนั่นแหล่ะ

…สนามหลวงไม่ได้แปลว่าสนามของกษัตริย์นะครับ หลวงก็คือความกว้าง ความใหญ่ ความหลวง ex. บ้านหลวง เมืองหลวง คุกหลวง สนามหลวง…(ไมค์ตัด)

…กษัตริย์รัชกาลที่10 วชิราลงกรณ์ ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา วันที่ 3 และ 4 ตุลาประมาณนั้นนะครับ รัชกาลที่10ได้ไปใช้โทรโข่งพูดกับลูกเสือชาวบ้านเมื่อปี2519 มีหลักฐานอยู่ในหนังสือพิมพ์ดาวสยามหน้า1 ว่ารัชกาลที่10เป็นส่วนหนึ่งในฆาตกร6ตุลา รัชกาลที่9 ภูมิพลเป็นผู้วางแผนฆ่าพวกผมเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

“…นี่คือความจริง ให้ผมไปพูดบนสวรรค์ ในนรก หรือบนโลกมนุษย์ ผมจะพูดอย่างนี้ตลอดไป รัชกาลที่9เข่นฆ่านักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 รัชกาลที่10เป็นจำเลยที่4 ราชินีเป็นจำเลยที่2”
นี่คือความจริงครับ ใครจะมาเถียงผมเชิญนัดมาก่อน..(ไมค์ตัด)

…แบตมันน้อยเลยต้องพูดความจริงไม่อ้อมละ สมัยไปกับวงไฟเย็นที่กรุงเทพก่อนรัฐประหาร2557เนี่ย พูดอ้อมแม่งเขาวงกต 8 รอบ แค่จะบอกว่ากษัตริย์อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร เล่าเรื่องอะไรนะ”พระราชาหัวปุ่ม” จำได้มั้ยช่อ(หันไปถามช่อไฟเย็น) เราไปขึ้นเวทีที่ไหนนะ? ปปช. ผมจะต้องเล่านิทานเรื่องพระราชาหัวปุ่ม เพื่อสรุปว่า”พระราชาประหารรัฐ” เล่าครึ่งชั่วโมงครับ

…แต่รุ่นของเพนกวิ้น อานนท์ น้องรุ้ง ฯลฯ เขาพูดตรงๆว่า กษัตริย์… กษัตริย์… (ไมค์ตัด)

…รุ่นลูกรุ่นหลานเขาพูดโดยตรงเลยว่ากษัตริย์วางแผนรัฐประหาร อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐประหาร กษัตริย์ก็สั่งให้ทหารไปเข่นฆ่าประชาชน ผมโกหกตรงไหนมั้ย? ผมไม่ได้โกหก ผมพูดความจริงจากหัวใจ และนี่เป็นเหตุผลทำไมผมจึงต้องมาอยู่ฝรั่งเศส ผมจึงต้องทิ้งบ้านท่าเสาที่ผมรักที่สุด ผมมีบ้านที่สวยงาม น่าอยู่ สงบ..(ไมค์ตัด)

…อาชีพผมเป็นนักเขียน ผมเขียนหนังสืออยู่ที่ท่าเสาสบายดีแล้วครับ เขียนลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ไม่ต้องไปทำงานออฟฟิศ ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เขียนแล้วก็ส่งลงไปสบายตายห่า

..ถ้ามาทำตัวดีๆน่ารักได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ได้เดือนละ2หมื่นบาท แต่มันเป็นเรื่องกระจอกสำหรับผมนะครับไอ้ชีวิตแบบนั้น ถ้าหากว่าเราเขียนหนังสือแล้วไม่สามารถเขียนควมมจริงออกมาได้ ผม…(ไมค์ตัด)

(ใช้เวลาพักใหญ่ไมค์จึงติดขึ้นอีกครั้ง)
…รักแท้ย่อมมีอุปสรรค์ เดี๋ยวปีหน้าจะมาไฮด์ปาร์คเป็นภาษาฝรั่ง ขี้คุย ฮ่ะๆๆ
…เอ้อเขากล่าวหาว่าน้องๆในเมืองไทยที่จัดชุมนุมยึดสนามหลวงนะครับว่ามีอเมริกาหนุนหลัง ผมขอบอกว่า ถ้าเป็นรวามจริงอย่างนั้นผมดีใจอย่างยิ่งถ้าอเมริกาจะมาหนุนหลังรุ่นลูกรุ่นหลาน ถ้าอเมริกาจะมาสนับสนุน(ไมค์ตัด) …คือถ้าหากว่าอเมริกา(ไมค์ตัด)

…เขาบอกว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังนักศึกษา ความจริงคือมันไม่เป็นความจริงหรอก ถ้าเป็นจริงผมก็ยินดีด้วยเพราะว่าผมต้องการให้อเมริกาเนี่ย มหาอำนาจพี่เบิ้มของโลกเนี่ย ได้มาล้างบาปการเมืองไทยสักที

…ช่วยมาล้างบาป ล้างบาง ล้างความคิดที่ผิดที่อเมริกาได้ร่วมกับรัชกาลที่9สร้างความคิดที่โง่เขลาเบาปัญญา ด้วยการโปรปากานดามาตลอด70ปีของรัชกาลที่9

…ในสมัยยุคของประธานาธิบดีโอบาม่านะครับ ปธน.โอบาม่าได้จัดหน่วยเก็บกู้ระเบิด เข้าไปปฏิบัติการในประเทศลาว เพราะว่าอเมริการู้สึกเป็นผิดบาปที่ได้มาทิ้งระเบิด ใช้ประเทศไทยนี่ล่ะครับเป็นฐานทัพ ฐานทัพสัตหีบ อุบลฯ อุดรฯ ต่างๆ โคราช.. ไปทิ้งระเบิดในอินโดจีน ลาว เวียดนาม

…จำนวนระเบิดที่ทิ้งน่ะมากยิ่งกว่าการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่2เสียอีก อเมริกาในยุคของโอบาม่าก็เลยรู้สึกผิดบาป ก็จึงจัดตั้งหน่วยไปเก็บกู้ระเบิดในประเทศลาว

…เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกา คนอเมริกา ช่วยกันมาเก็บกู้ระเบิดที่ทิ้งฝังไว้ในหัวสมองของคนไทยให้โง่เขลาเบาปัญญา โง่เขลาอยู่กับการเชื่อในโฆษณาชวนเชื่อของกษัตริย์ เชื่อเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้น้องๆพูดไปแล้ว เชื่อกระทั่งว่ากษัตริย์นี้มีบุญญาบารมีถึงขั้นว่าจะเอาน้ำทะเลมากลั่นเป็นน้ำมันได้

…ก็พวกเราก็เป็นคนรุ่นเก่าแล้วนะครับถ้าเทียบกับรุ่นหลังที่เขาลักขึ้นมมต่อสู้ ตั้งแต่รุ่นพี่จรัลนะครับซึ่งพวกเราร่วมต่อสธ้กันมาตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 , 6 ตุลา 2519 และก็สู้กันมมจนถึงทุกวันนี้ 2563 และก็ยังต้องร่วมกันสู้ต่อไปครับ

วัฒน์ วรรลยางกูร
19 กันยายน 2563
ณ ลานรีพับบลิค ปารีส

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น