ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ”สหายภูชนะ”
ไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง”สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เกิดวันที่ 24 ธันวาคม พ. ศ. 2485 ที่ตำบลท่าพระยาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมือง มีอาชีพซ่อมวิทยุและโทรทัศน์มาก่อน ต่อมา สุรชัยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเมือง หลังช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม จากการเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เคลื่อนไหวแบบยุทธวิธีกองโจรในป่า จากนั้น สุรชัยได้เข้าร่วมการเมืองในระบบรัฐสภา ด้วยการเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ จากการชักชวนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้สมัครพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง นอกจากนี้ สุรชัย ได้เคยเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ คมช. ที่สนามหลวง และต่อมาได้แยกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มแดงสยามร่วมกับจักรภพ เพ็ญแข โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่ม นปช. อีกต่อไป…ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 สุรชัย ถูกตำรวจจับตามหมายศาลอาญาเลขที่ 27/2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากปราศัยบริเวณท้องสนามหลวง ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน หลังปล่อยตัวออกจากเรือนจำ สุรชัยก็เคลื่อนไหวทางการเมืองน้อยลง มีเพียงการนำสิ่งของ สัญลักษณ์ การต่อสู้ทางการเมือง เช่น หมวก เสื้อยึด ไปจำหน่ายตามที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สุรชัย ก็ตัดสินใจลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศลาว จนศาลทหารได้ออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.….ผ่านมาจนถึงปี 2561 สุรชัยและผู้ติดตามรวมสามคนหายตัวจากที่พักในลาวในวันที่ 12 ธันวาคม ข่าวความคืบหน้า มีเพียงการพบศพสองศพที่ริมแม่น้ำโขง จากการตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาตรงกับ ‘สหายกาสะลอง’ และ ‘สหายภูชนะ’ สองผู้ติดตามที่หายตัวไปพร้อมกับสุรชัย ย้อนหลังกลับไปในวันที่ 12 ธ.ค. วันนั้น ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นวันที่สุรชัย จะได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วันถัดมา เพื่อนผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งอยู่ในลาวจะเดินทางไปหาเขาที่บ้านพัก และพบว่าสุรชัย พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนคือไม่อยู่ที่บ้าน กระทั่ง 10 วันให้หลัง เพื่อนผู้ลี้ภัยอีกคนได้เดินทางไปหาพวกเขาที่บ้านพักอีกครั้ง ก็ได้สังเกตพบว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้านเช่นเดิม นอกจากนี้ยังพบว่า บ้านพักไม่ได้ล็อคกุญแจ ส่วนรถตู้ที่เคยใช้งานประจำก็ยังจอดอยู่ และเครื่องใช้ส่วนตัวก็ไม่ได้หายไป พบแต่เบาะแสของการดื่มกิน คือมีเบียร์ที่เปิดไว้หลายขวด และอาหารที่ยังเหลือบนโต๊ะ คาดว่า การอุ้มหายอาจจะมาจากนกต่อ เช่นเดียวกับในกรณีของเบียร์ หรือดีเจซุนโฮ….ไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ในช่วงที่สุรชัยและผู้ติดตามหายตัวไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเดินทางไปเยือนนครเวียงจันทร์ของประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่รู้กันในหมู่ผู้ลี้ภัยว่า ช่วงเวลานี้จะต้องหลบจากที่อยู่เดิมสักพักหนึ่งก่อน ทว่าสุรชัยเลือกที่จะไม่หลบไปไหน และเลือกที่จะอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปไหน….ข่าวคราวของสุรชัยและผู้ติดตามทั้งสองคน เงียบหายไปเกือบครึ่งเดือน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม และสื่อหลักอย่างข่าวสด และสำนักข่าวไทย เผยแพร่ข่าวการก่ออาชญากรรมโหด ฆ่าผ่าท้องควักไส้ออก และนำแท่งปูนยัดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำไปทิ้งถ่วงลงแม่น้ำโขง สภาพศพถูกมัดแขนและขา รัดคอ ถูกทุบจนใบหน้าเละ เนื้อหาในข่าวช่วงนั้นระบุว่ามีการพบศพทั้งหมด 3 ครั้ง การรายงานข่าววันแรกคือวันที่ 26 ธ.ค. ที่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน แต่กลับมีข่าวต่อมาว่า ศพดังกล่าวได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำแม้จะมีเชือกขนาดใหญ่ผูกที่ศพ ถัดมาอีกวัน 27 ธ.ค. มีการพบศพที่หน้าวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม และวันที่ 29 ธ.ค. ที่ บ้านท่าสำราญ ต.อาจสามารถ มีการพบศพอีก 2 ศพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ศพที่พบในสองวันหลังเป็นหนึ่งในศพที่ถูกอ้างว่าหลุดลอยไปกลับกระแสน้ำ กระทั่งวันที่ 21 ม.ค. 2562 ผลการพิจสูจน์ DNA ได้ยืนยันชัดเจนว่า ศพทั้งสองที่ถูกพบนั้นคือสหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ขณะที่สุรชัย ยังไม่ใครพบว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว และหากเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่มีใครพบว่าศพของเขาอยู่ที่ใด….การเคลื่อนไหวทางการเมืองของสุรชัย ในช่วงที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศลาวนั้น เขาได้จัดรายการวิทยุลงใน You Tube หรือที่เรียกในหมู่ผู้ฟังว่า “วิทยุใต้ดิน” นำเสนอเนื้อหาที่พิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย รัฐบาลเผด็จการ และสถาบันกษัตริย์ กระนั้นก็ตามต้องบอกก่อนว่าในกลุ่มผู้ลี้ภัยเองแม้จะมีจุดร่วมกันที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมือง แต่กรอบมุมมองต่อสถานการณ์ และแนวทางการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ทางการเมืองจากนอกประเทศก็แตกต่างกันไป และการเคลื่อนไหวของสุรชัยเองก็เป็นคนละส่วนกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่ม “สหพันธรัฐไท”….มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การหายตัวไปของสุรชัย และการพบศพผู้ติดตามทั้งสองคนซึ่งลอยมาติดตลิ่งแม่น้ำโขงนั้น อาจมีเป็นผลจากปฏิกิริยาโต้กลับจากเหตุการณ์ที่กลุ่มสหพันธรัฐไท ได้เชิญชวนให้คนที่ติดตามวิทยุของกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวโดยใส่ชุดดำ และติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่มซึ่งมีลักษณะคล้ายธงชาติไทย แต่เป็นธงที่มีเพียงสีขาวและสีแดง ไม่มีสีน้ำเงิน ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร เช่นบริเวณสกายวอล์คเชื่อมห้างมาบุญครอง และต่างจังหวัด จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่ถูกจำกุมดำเนินคดีไปหลายราย….ทางด้านป้าน้อย หรือปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สุรชัยเสียชีวิตแล้วจริงๆ โดยศพ 1 ใน 3 ที่พบเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.61 ที่ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมนั้น เป็นศพของสุรชัย เพราะดูจากสภาพศพและขาขวาที่งอเพราะเคยโดนรถชน อีกทั้งเป็นศพที่หายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปพิสูจน์พลิกศพ จึงเหลืออยู่แค่ 2 ศพ จึงเชื่อว่า เป็นการทำลายหลักฐาน และน่าจะมีการนำศพไปฝังไว้ในที่ใดที่หนึ่ง คงไม่ใช่นำไปเผาเพราะศพเปียกทำลายยาก มีการสันนิษฐานว่าสุรชัย และพวกอีก 2 คน อาจจะถูกนำตัวออกมาจากฝั่งลาวแล้วนำตัวมาสังหารอย่างโหดเหี้ยมในฝั่งไทย เพราะหากสังหารในฝั่งลาวแล้วโยนศพลงแม่น้ำโขง ศพคงไม่ลอยมาไกลถึงฝั่งไทยและลอยขึ้นในสถานที่ที่ใกล้เคียงกันแบบนี้…. สุรชัยเคยบอกว่า หากตัวเองเสียชีวิตแต่ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ขออย่าเพิ่งเผาศพ แต่ให้แห่ไปทุกจังหวัด มาวันนี้ ศพที่จะแห่ยังไม่มีให้เห็น…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องการสังหารคนทั้งสาม ที่มีวิชาไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวพันด้วย
