หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เรื่องนี้ อุบลรัตน์เป็นคน approach ทักษิณก่อน คือหลังจากลองมาหลายบทบาท ทั้งทำงานชาริตี้ ทั้งเล่นหนัง ร้องเพลง เป็นสาวสังคม ล่าสุด อุบลรัตน์อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว สำหรับดิชั้น การเสนอตัวของอุบลรัตน์นี่ทุเรศมาก อยากจะเป็นนายก แต่ตัวเองยังตัดไม่ขาดกับราชวงศ์ อยากจะส่งเสริมประชาธิปไตย แต่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าระบอบกษัตริย์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ บอกตรงๆ เหม็นเบื่อ อันนี้ต้องประนามทักษิณในจุดหนึ่งที่ตบหน้าคนดู โดยการส่งชื่ออุบลรัตน์เข้าประกวด เอาละ ถ้าจะอ้างว่าต้องการลากสถาบันกษัตริย์มาสู่การเมืองเพื่อให้พังมากไปอีก แต่ทักษิณก็ไม่อาจหนีข้อวิจารณ์เรื่องการเอาสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่เคยมี commitment ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย มาเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักษาชาติ ที่สำคัญ คนในพรรครักษาชาติเองไม่รู้เรื่องนี้จนมีการประกาศชื่ออุบลรัตน์อย่างเป็นทางการ…อุบลรัตน์มาขอทักษิณ ทักษิณบอกให้ไปถามวชิราลงกรณ์ก่อน เพราะมิบังอาจทำการอะไรเช่นนี้โดยไม่ได้รับไฟเขียวจากวชิราลงกรณ์ หลายอาทิตย์ต่อมา อุบลรัตน์กลับมาบอกทักษิณว่า ไปขอน้องชายแล้ว น้องชายบอกว่าได้ (อันนี้มีการตีความหลังจากเหตุการณ์นี้ว่า วชิราลงกรณ์คิดว่าพี่สาวพูดเล่น ไม่ซีเรียส เลยให้อนุญาตไปอย่างนั้น เท็จจริงประการใด ไม่อาจรู้ได้) เมื่ออุบลรัตน์เคลมว่า น้องชายยอมแล้ว ทักษิณจึงเดินหน้าประกาศให้อุบลรัตน์เป็นผู้แทนพรรคชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คิดดูว่ามันป่วยแค่ไหน หากเป็นจริง เรามีวชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์ มีอุบลรัตน์เป็นนายก มาจากครอบครัวเดียวกัน แค่ฟังก็ป่วยแล้ว….หลังจากข่าวสะพัดออกไป มีปฏิกิริยาตอบสนองสองแบบ ฝ่ายเสื้อแดงดีใจ อาจจะดีใจแบบสะใจ ที่เอาอุบลรัตน์มาเป็นพวกได้ ยิ่งทำให้ราชวงศ์แปดเปื้อนมากไปอีก หรือดีใจแบบไร้เดียงสาว่า อุบลรัตน์คือนารีขี่มาขาว จะอย่างไรก็ตาม ฝ่ายแดงเตรียมฉลองกันแล้ว แต่ฝ่ายเหลืองหรือสลิ่มนี่สิ ที่เป็นตัวแปรสำคัญ ออกมาต่อต้านเต็มที่ ด่าทออุบลรัตน์ ประหนึ่งว่าอุบลรัตน์ไม่ใช่ลูกภูมิพล ส่วนคนเสื้อแดงก็สวนกลับแบบบ้าคลั่ง บอกว่าจะฟ้อง 112 คนด่าอุบลรัตน์ เน่ามากค่ะ….วชิราลงกรณ์มองเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด และตระหนักว่า อุบลรัตน์คือมันร้อน (hot potato) ที่ต้องกำจัด เรื่องนี้วชิราลงกรณ์คิดอย่างแยบยลมาก รู้ตัวว่า เสื้อเหลืองสลิ่มไม่ได้ชอบตัวเองมากนัก หากตัวเองไม่ทำอะไรเลย ยิ่งทำให้พวกนั้นไม่ชอบตัวเองมากขึ้น เพราะพวกนั้นยังเป็นฐานเสียงของเจ้าที่สำคัญ ทั้งยังมีอำนาจ เป็นอีลีทและชนชั้นกลางกรุงเทพ เรื่องอะไรจะยอมเสียฐานเสียงตรงนี้ไป ในทางตรงข้าม หากตัวเองออกมาด่าทักษิณและพี่สาว ก็จะได้ใจสลิ่มเสื้อเหลือง “ดูสิ วชิราลงกรณ์อยู่ข้างเรานะ” และการตีความแบบนี้ก็นำไปสู่การที่วชิราลงกรณ์ตัดสินใจแทรกแซงโดยการสั่งห้ามการลงรับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองของอุบลรัตน์ แถมออกแถลงการณ์ที่ด่าทักษิณอย่างรุนแรงว่าลากสถาบันกษัตริย์มาสู่การเมือง ดิชั้นอ่านแล้วขำ เพราะสถาบันกษัตริย์มันยุ่งการเมืองมานานแล้ว….การลงโทษทักษิณและพี่สาวนำไปสู่คำสั่งยุบพรรค อีกครั้งหนึ่งที่เห็นความร่วมมือระหว่างสถาบันกษัตริย์-ศาล-และชนชั้นกลางกรุงเทพในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ผลนำไปสู่การยุบพรรค การสั่งห้ามกรรมการบริหารพรรคเล่นการเมือง 10 ปี แม้ว่าทักษิณจะมีส่วนสร้างความรำคาญใจต่อวชิราลงกรณ์ แต่ผลกระทบมันก็รุนแรงมาก เพราะทักษิณเสียฐานเสียงไปมากพอสมควร ส่งผลต่อการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย และอาจเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงได้เสียงมากกว่าที่หลายคนคาดไว้….แต่ไทยรักษาชาติไม่ใช่แค่เหยื่อพรรคเดียว แผนของวชิราลงกรณ์ในจัดการกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านยังรวมไปถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วย ตอนหน้ามาเล่าต่อว่า ฝ่ายเจ้าทำอะไรบ้างกับพรรคผัวเก่าดิชั้นบ้าง

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

การจัดโครงสร้างอำนาจใหม่ในวัง การทำความสะอาดบ้าน การสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ และการโอนกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของความต้องการคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจนำ (royal hegemony) ของวชิราลงกรณ์ ในส่วนต่อไปที่วชิราลงกรณ์ทำนั้น คือการเข้าแทรกแซงทางการเมือง และการเริ่ม “ลงทุน” ในระบอบการเลือกตั้ง เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ฝ่ายเจ้าและทหารไทยไม่เคยให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ควบคุมลำบาก และแข่งทีไรก็แพ้ แพ้ทั้งทักษิณและธนาธร เพราะตัวเองไม่สามารถสร้างนโยบายที่ดึงดูดประชาชน และเพราะในความเป็นจริง ก็ไม่ได้ต้องการสร้างการพัฒนาที่แท้จริงให้ชาวบ้าน….วิธีที่วชิราลงกรณ์ใช้ก็คือ การให้การสนับสนุนการตั้งพรรคใหม่ นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ จริงอยู่ แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวชิราลงกรณ์อยู่เบื้องหลังจากจัดตั้งพรรคนี้ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า วชิราลงกรณ์ให้การสนับสนุน เพราะบุคลากรในพรรคนั้นเกือบทั้งหมดคือรอยัลลิสต์ที่มีผลประโยชน์ในการทำนุบำรุงสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ เมื่อพรรคนี้ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แน่นอน วชิราลงกรณ์มีส่วนในการเห็นชอบ/รับรอง ให้ประยุทธ์กลับเข้ามาเป็นนายกอีกครั้งหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า ประยุทธ์ยังใช้นโยบายรอยัลลิสต์เสมอ อาทิ การพูดก่อนหน้านี้ว่า ในรัฐสมัยใหม่ต้องไม่มีการประท้วง การสนับสนุนพรรคการเมืองแบบนี้คือนิมิตรหมายใหม่ (แม้จะไม่ใหม่มาก เพราะเจ้าก็เคยหนุนพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน) เพราะมันเกิดในช่วงที่ประชาชนโหยหาประชาธิปไตยในระบอบการเลือกตั้ง และมันเกิดในช่วงที่คู่แข่งทางการเมือง ทั้งทักษิณและพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ หาประโยชน์จากการเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนช่วงชิงอำนาจการเมือง…กระบวนการสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่นี้มันเกิดหลังจากที่วชิราลงกรณ์แทรกแซงการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติไปแล้ว นี่มันคือการทำผิดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ วชิราลงกรณ์ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการให้กษัตริย์เดินทางไปพำนักต่างประเทศนานๆ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ โดยปกติ การเดินทางของกษัตริย์ไปต่างประเทศจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ ซึ่งปกติก็จะเป็นประธานองคมนตรี (เปรม) แต่แล้วก็ขอให้มีการแก้ไข ให้สามารถไปอยู่เยอรมันได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งใคร โดยยังสามารถ “ปกครองไทย” โดยใช้ “รีโมทคอนโทรล” คือไม่ว่าวชิราลงกรณ์จะอยู่ไหน ก็ยังปกครองไทยได้เสมอ นอกจากนี้ ยังเป็นการจำกัดอำนาจของประธานองคมนตรี ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นการล้างแค้นเปรม (ให้อยู่ในตำแหน่งแต่ไม่ให้อำนาจ)….เมื่อร่วมมือกับพรรครัฐบาลแล้ว ภารกิจต่อไปคือการกำจัดพรรคฝ่ายค้าน เริ่มจากพรรคไทยรักษาชาติ เรื่องนี้พิลึกกึกกือมาก คือในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทักษิณเองก็รู้ถึงโอกาสที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน แม้จะมั่นใจว่า พรรคยังสามารถชนะการเลือกตั้งได้ เลยคิดว่าจะมีการแยกพรรคของเป็นสองส่วน เผื่อว่าหากมีการยุบพรรคแล้ว ตัวแทนของทักษิณยังสามารถอยู่ในการเลือกตั้งได้ จึงเป็นการถือกำเนิดพรรคไทยรักษาชาติ ข้อมูลที่ได้จากนี้ ดิชั้นได้จากการสัมภาษณ์นักการเมืองสำคัญคนหนึ่ง แต่ขอไม่ระบุว่าเป็นใครค่ะ….อุบลรัตน์มีความสนิทสนมกับทักษิณอย่างมาก hang out กันบ่อย และจะคอยรับรองอำนวยความสะดวกทุกครั้งที่อุบลรัตน์เดินทางมาเที่ยวที่ยุโรป ความสนิมสนมนี้ตีความได้ 2 แบบ คือ 1) ความต้องการใช้อุบลรัตน์เป็นสะพานไปสู่ราชวงศ์ เพราะอย่าลืมว่า ชินวัตรต้องการที่จะปรองดองเสมอไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และ 2) อาจใช้ความสนิทกับอุบลรัตน์เป็นการตบหน้าราชวงศ์ในเวลาเดียวกัน สร้างความแตกแยกให้กับฝ่ายเจ้า ซึ่งคิดว่าประการที่ 2 สำเร็จได้ดีกว่า (การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นนายก ดิชั้นเห็นว่าเป็นแผนที่เยี่ยมยอดชองทักษิณในการชี้ถึงการยุ่งเกี่ยวทางการเมืองของเจ้า ซึ่งมีผลในการทำลายความศรัทธาของเจ้าในระยะยาว) แต่ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าทักษิณจะเข้าใจหรือไม่ว่า อุบลรัตน์ไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ ในกระบวนการตัดสินใจของวังทั้งสิ้น นอกจากนี้ ตัวอุบลรัตน์เองก็ยังไม่สามารถหลุดออกมาเป็นสามัญชนได้อย่างที่ปากพูด เพราะทุกวันนี้ ยังได้รับการดูแลจากรัฐบาล อยู่บนเงินภาษีประชาชน และยังต้องการการปฏิบัติเยี่ยงเจ้าหญิง…ตอนหน้าเรามาดูว่า ทักษิณและอุบลรัตน์พลาดได้อย่างไรในกรณีไทยรักษาชาติ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจาก “ทำความสะอาดบ้าน” แล้ว วชิราลงกรณ์ก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ อย่าลืมว่า ในช่วงภูมิพลที่ยาวนาน ภูมิพลเป็นบุคคลที่กำกับความสัมพันธ์วัง-กองทัพ แต่เพียงผู้เดียว ถือว่าเป็นการผลักวชิราลงกรณ์ออกไป มิหนำซ้ำ การจัดตั้งราชวัลลภยังทำให้กองทัพไม่พอใจ เพราะไม่มีประเทศใดที่ไม่อยากเห็นเอกภาพของกองทัพ ในส่วนของราชวัลลภเองนั้นก็ไม่เป็นที่นิยม เพราะนอกจากจะมีการฝึกที่โหดเหี้ยมแล้ว มันไม่ได้เป็นสถาบันบ่มเพาะผู้นำทหาร ใครที่คิดว่าจะได้ดีในกองทัพก็จะไม่เข้ามาอยู่ในราชวัลลภ มองอีกแง่หนึ่ง ราชวัลลภก็เหมือนเสือป่าสมัยวชิราวุธที่มีความเป็นเอกเทศออกจากกองทัพ….เมื่อค้นพบว่าตัวเองไม่เคยสร้างความสัมพันธ์กับทหารเลย ก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะสร้างความสัมพันธ์ในช่วงก่อนขึ้นครองราชย์ วชิราลงกรณ์มีสองตัวเลือก คือ จะเลือกสร้างสัมพันธ์กับรัฐบาลประชาธิปไตยหรือกองทัพ แน่นอน เค้าเลือกกองทัพ นั่นเป็นเพราะพื้นฐานการทหารของเค้าและส่วนหนึ่งเค้าชอบเรื่องการจัดวินัยทางทหาร ดังปรากฏให้เห็นกฏต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า หน้าผม ยกอกอิ๊บ อะไรแบบนั้น ดังนั้น การวางแผนการทำรัฐประหารเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นจึงได้รับความเห็นชอบจากวชิราลงกรณ์ เป็นที่น่าเสียดายที่การเริ่มต้นรัชกาลใหม่ต้องทำภายใต้รัฐบาลทหาร ซึ่งเอาจริงๆ เป็นเรื่องที่วชิราลงกรณ์ไม่แคร์เลย…ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่าน วชิราลงกรณ์เริ่มเข้ามามีบทบาททางการจัดการภารกิจทางทหารมากขึ้น โดยการแต่งตั้งให้อภิรัชต์เป็น ผบ ทบ ที่มาจาก king’s guard หรือวงศ์เทวัญ เป็นสัญลักษณ์ของการกลับมาของวงศ์เทวัญที่มาแทนที่บูรพาพยัคฆ์ ขณะเดียวกัน แม้การแข่งขันระหว่างวงศ์เทวัญกับบูรพาพยัคฆ์ยังมีอยู่ แต่ทั้งสองฝ่ายพร้อมใจให้การสนับสนุนต่อวชิราลงกรณ์ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการคงไว้ซึ่งปณิธานของสิริกิติ์ที่ต้องการให้กองทัพสนับสนุนลูก ส่วนหนึ่งเพราะบรรยากาศของความหวาดกลัวที่เริ่มมีมากขึ้นภายใต้วชิราลงกรณ์ และส่วนหนึ่งคือผลประโยชน์ของกองทัพเองที่ขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์…เสร็จจากความร่วมมือกับกองทัพ วชิราลงกรณ์ปรับสภาองคมนตรี แม้ไม่มีการเปลี่ยนตัวเปรม แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนตัวองคมนตรีอื่นๆ ที่เอาทหารที่ได้รับความไว่วางใจเข้าไปแทนที่ ชี้อีกครั้งถึงสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับกองทัพ นอกจากนี้ ยังเริ่มกระบวนการถ่ายโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ชื่อของวชิราลงกรณ์แต่เพียงผู้เดียว ในสมัยภูมิพล ยังมีความพยายามในการทำให้ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อึมครึม เพื่อเป็นการปิดบัง หลบซ่อนทรัพย์สินของเจ้า ในสมัยนั้นเราเข้าใจกันว่า ทรัพย์สินนี้มี 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นของสถาบัน (ของรัฐ) และส่วนที่เป็นส่วนตัวของราชวงศ์ แต่ในการโอนกรรมสิทธิ์นี้ทำให้เราเข้าใจอย่างกระจ่างว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มันเป็นของส่วนบุคคลมานานแล้ว และตอนนี้มันอยู่ภานใต้กรรมสิทธิ์ของวชิราลงกรณ์แต่เพียงผู้เดียว ที่ไม่มีใครรู้แน่ว่ามีมูลค่าเท่าใด แต่อาจประมาณได้ว่าอยู่ระหว่าง 3-6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในปัจจุบัน ทั้งวชิราลงกรณ์และสิรินธรก็แข่งขันในการทำธุรกิจภายใต้ สนง นี้ อาทิ การร่วมลงทุนกับราชวงศ์บาห์เรนในกิจการโรงแรม หรือการทำธุรกิจที่ดินในหลายแห่งในกรุงเทพ เป็นต้น

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วชิราลงกรณ์น่าจะเป็นไบโพล่าร์ ส่วนหนึ่งต้องการสร้างภาพลักษณ์ตัวเอง แต่ในที่สุด อย่างอื่นก็มาทำลายภาพลักษณ์นั้น จะจัดงาน Bike for Mom เพื่อสร้างภาพ แต่มีคนตายจากงาน จัดงานฉลองเมียน้อยยิ่งใหญ่ แต่สามเดือนต่อมาจับเมียน้อยขังคุก นี่คือความผิดปกติทางสมอง ดิชั้นเคยสัมภาษณ์นักการเมืองสำคัญคนหนึ่ง เค้าบอกดิชั้นว่า อย่าไปพยายามเข้าใจวชิราลงกรณ์ เพราะเค้าเป็นบ้า แม้วชิราลงกรณ์เองจะทำเรื่องผิดกฏหมายหรือจริยธรรมากมาย แต่ตัวเองจะไม่ยอมให้ใครทำผิดกฏหมายหรือจริยธรรมเป็นอันขาด และโทษจะร้ายแรงมากเพื่อพิสูจน์ว่า ตัวเองเป็นผู้รักษาจริยธรรม…ความโหดร้ายและป่าเถื่อนเป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่หนุ่ม อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่อังกฤษ วชิราลงกรณ์เองถูกเพื่อนร่วมกันด่าว่าเป็นคนบูลลี่และไม่มีใครคบ เมื่อย้ายไปอยู่ดันทรูนที่ออสเตรเลีย มันเป็นช่วงเวลาหล่อหลอมความโหดร้าย กล่าวคือ แม้ดันทรูนจะเป็นวิทยาลัยทหารที่มีชื่อของออสเตรเลีย แต่มันก็มีเรปูเทชั่นของความโหดร้าย อาทิ มีวิธีการซ่อมที่โหด มีการล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อปีที่แล้ว ดิชั้นได้มีโอกาสไปลงพื้นที่ทำวิจัยที่ดันทรูน และได้พบว่า แม้วชิราลงกรณ์จะไม่ร่วมอยู่ในความป่าเถื่อนเหล่านั้น แต่วชิราลงกรณ์ได้เห็นการกระทำที่ป่าเถื่อน ซึ่งกลายเป็นนิสัยติดตัวมาจากบัดนั้น อาจารย์ออสเตรเลียคนหนึ่งถึงพูดกันดิชั้นว่า ดันทรูนต้องรับผิดชอบต่อการผลิตกษัตริย์บ้าคลั่งของไทย…วชิราลงกรณ์เกิดและโตในช่วงสงครามเย็น และได้มีโอกาสติดตามพ่อและแม่ไปพื้นที่ที่เป็นเขตต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ด้วยการที่รักวิชาทหาร วชิราลงกรณ์อินมากกันการสังหารคอมมิวนิสต์ การปกป้องสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อมีการล้อเลียนภาพที่หน้าตาเหมือนเค้าในช่วงเดือนตุลา มันจึงกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมที่มีความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าและคอมมิวนิสต์ จากนั้น ชื่อเสียงของวชิราลงกรณ์ในด้านการใช้ความรุนแรงก็มีมากขึ้น การหายตัวของศิรินทิพย์ ศิริวรรณ เพราะไม่พอใจที่เอาเรื่องของยุวธิดาไปเม้าท์ในร้านทำผม ข่าวนั้นแพร่ไปทั่วและมีการเม้าท์กันอย่างกว้างขวางว่าถูกโยนให้จระเข้กินบ้าง ถูกฆ่าฝังคอนกรีตบ้าง ถูกถีบลงจากฮาบ้าง เอาจริงๆ ศิรินทิพย์คือบุคคลแรกที่ถูกอุ้มหายของไทย….การเลิกกับเมียทุกครั้งมันมีความป่าเถื่อน เลิกกันโสมสวลีก็มีการฟ้องร้องวุ่นวาย เพราะโสมไม่ยอมหย่า จึงทำให้วชิราลงกรณ์ต้องใช้ข้ออ้างว่าโสมไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเพศได้ การเลิกกับยุวธิดาก็ป่าเถื่อนยิ่งกว่า มีการใช้ประเด็นการมีชู้ การขนเฮโรอีน การขับไล่ออกนอกประเทศพร้อมลูกในไส้ การส่งแฟ๊กซ์ไปทั่วเมืองเพื่อประจานเมีย และการเผาเสื้อผ้าของใช้ของยุวธิดาในที่สาธารณะ การเลิกกับศรีรัศมิ์คือการทำให้เค้าตกนรกทั้งเป็น โดยเฉพาะการตัดขาดแม่ลูก และสุดท้ายคือการเลิกกับสินีนาฏ ที่ข้ามกระบวนการทางกฏหมายไปเช่นเคย ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าก้อยอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอยู่หรือไม่….นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นๆ อาทิ ฟ้ารุ่ง ชารีรัตน์ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเรื่องลงเอยอย่างไร ตามข่าวนั้น ฟ้ารุ่งฆ่าตัวตายที่แอลเอ แต่หลายปีก่อน เมื่อดิชั้นเดินทางไปเยอรมัน และได้มีโอกาสเข้าไปหารือกับเจ้าหน้าที่ที่นั่น ได้มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่ฟ้ารุ่งอาจจะถูกวางยาในเยอรมัน แต่ไปเสียชีวิตที่แอลเอ ซึ่งทางเยอรมันสนใจที่จะสืบสวนคดีนี้ต่อ ดิชั้นไม่ได้ตามเรื่องและไม่แน่ใจว่าจะสรุปเรื่องนี้อย่างไร คือข่าวบอกว่า ฟ้ารุ่งเป็นคนแพร่เชื้อเอดส์ให้วชิราลงกรณ์ ดิชั้นไม่เชื่อ 100% ค่ะ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

การจัดแคมเปญ Bike for Mom เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ของวชิราลงกรณ์โอกาสก่อนขึ้นครองราชย์ เมื่อไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์อัจฉริยะแบบพ่อได้ ลูกก็เลยใช้ธีมนักกีฬาแทน ให้เห็นว่าเป็นกษัตริย์ที่ยังฟิตและมีพลานามัย โครงการนี้ วชิราลงกรณ์ได้มอบหมายให้บุคคลทั้ง 3 เป็นผู้ดูแล ได้แก่ พิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ซึ่งทั้งสามได้ abuse อำนาจของวชิราลงกรณ์ ทำตัวเหนือตำแหน่ง มีโอกาสเข้าถึงประยุทธ และบุคคลสำคัญทางการเมืองอื่นๆ รวมถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณและการเรี่ยไรเงินในการทำแคมเปญนี้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า แม้แต่คนรอบข้างของวชิราลงกรณ์ก็มีการแตกออกเป็นหลายฝ่าย ฝ่ายหมอหยองไม่ถูกกับจักรภพ ภูริเดช อย่างที่เขียนไปแล้ว เมื่อหมอหยองพลาด จึงทำให้ค้อกลงมือได้ทันที การตายแบบปริศนาของทั้งสามคนแทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการสั่งการ และการสั่งการแบบนี้ ที่ให้มีโทษถึงตายต้องมาจากเบื้องสูงจริงๆ… ในการไล่ล่ากลุ่มของหมอหยอง ยังมีหลายคนที่โดนด้วย บางส่วนหนีรอดไปอยู่ต่างประเทศ คนเหล่านี้ได้เล่าเรื่องวิปริตที่เกิดขึ้นในรั้ววัง โดยเฉพาะในส่วนของการลงโทษผู้ทำให้เคืองเบื้องยุคลบาท แน่นอน เราไม่สามารถตรวจสอบหาความจริงได้ แต่ข่าวเหล่านี้ล้วนมาจากบุคคลใกล้ชิด หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งนั้น….ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของคนทั้งสาม มีการเล่าไปต่างๆ นานา อาทิ การถูกต้มในกระทะ การถูกเฆี่ยนตีจนบอบช้ำ การถูกบังคับให้นอนกอดศพหลายคืน โดยกระบวนการเหล่านี้มันพิกลพิการตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวหาคนเหล่านี้ พวกเขาไม่มีโอกาสต่อสู้ทางกฎหมาย การลงโทษเป็นไปอย่างลับๆ แม้แต่การเสียชีวิตก็อึมครึม มักลงเอยด้วยการบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ในกรณีของหมอหยองนั้น ทำการฌาปนกิจในทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก…ภายในวังทวีวัฒนา มีผู้มาเล่าให้ดิชั้นฟังมากมาย จนดิชั้นนำเอาไปเขียนเป็นบทความตีพิมพ์ใน นสพ The Japan Times <_ http://www.japantimes.co.jp=”www.japantimes.co.jp&#8221; opinion=”opinion” _2017=”_2017″ _06=”_06″ _02=”_02″ commentary=”commentary” world-commentary=”world-commentary” dhaveevatthana-prison-hell-earth-thailand=”dhaveevatthana-prison-hell-earth-thailand” _=”_”> ทวีวัฒนาคือวังของวชิราลงกรณ์ ต่อมา พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือนจำ และได้รับการอนุมัติโดยรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ไม่มีใครเคยเห็นคุกดังกล่าว แต่ผู้ที่ถูกกักขังได้ออกมาเล่าให้ฟังว่า บางส่วนมีลักษณะเหมือนคุกขี้ไก่ สกปรก และไม่อาจนับจำนวนนักโทษได้ เพราะการเข้าออกของนักโทษมีตลอดเวลา โดยเฉพาะพลทหารที่ทำผิดวินัย มีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อต้องไปเข้าเฝ้าที่วังทวีวัฒนาในตอนค่ำ ผู้คนต่างยืนรอหน้าวัง แต่ได้เห็นเหมือนมีบุคคลผู้หนึ่งกำลังวิ่งอยู่รอบสนามบอลที่ติดอยู่กันวัง สักพัก บุคคลผู้นั้นก็วิ่งมาถึงหน้าตึก แล้วทุกคนก็ตกใจว่า เค้าเป็นทหารหญิง ตัดผมสั้น ถูกสั่งลงโทษให้วิ่งรอบสนาม แต่งกายเหมือนก้อยคือชุดสั้นๆ เหมือนมีแค่เสื้อในกับกางเกงใน ที่ทุกคนตกใจก็คือ เธอถูกบังคับให้เอาหนอน ไส้เดือนยัดไว้ในกางเกงในในระหว่างวิ่งด้วย

…เรื่องเล่าอื่นๆ ยังมีอีกมากมาย อาทิ เมื่อพลทหารถูกจับได้ว่าไปข่มขืนชาวบ้าน การลงโทษคือการไปเอาศพหญิงนิรนามมาให้พลทหารคนนั้นข่มขืน หรือกรณีอื่นๆ เช่น การลงโทษโดยการให้พลทหารแต่งชุกลิเก แล้วคลานรอบๆ พลทหารคนอื่นๆ คนเหล่านั้นจะถุยน้ำลายใส่พลทหารคนนั้น ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเพื่อต้องการลดทอนความเป็นมนุษย์ และการทำทุกครั้งจะมีการบันทึกเทปไว้ให้วชิราลงกรณ์ชมด้วย…การกำจัดหมอหยองแบบนั้น การลงโทษศรีรัศมิ์แบบนั้น เป็นการ bypass หรือมองข้ามกฏหมายที่มีอยู่ นี่คือการพิสูจน์ว่า กษัตริย์ไทยนั้น ความเป็นจริงคือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และดูเหมือนว่า วชิราลงกรณ์ไม่แคร์ว่าภาพลักษณ์ความโหดร้ายที่จะบั่นทอนตัวเองเท่าใด ชี้ให้เห็นถึง paradox ของวชิราลงกรณ์เอง คือในแง่หนึ่งต้องการสร้างภาพจาก Bike for Mom ส่วนอีกด้าน ก็ไม่เกรงว่าการลงโทษหมอหยองแบบนั้นมันจะทำให้พังพินาศเพียงไร…ตอนต่อไปจะมาเล่าเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในวัง ในกองทัพ และในภาคการเมืองของวชิราลงกรณ์ ต้องการแสดงให้เห็นว่า ใครที่บอกว่าวชิราลงกรณ์ไม่สนการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมหันต์

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมือง

ผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกัน

แต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้น

เย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !

จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….

เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!

โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการ

ดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังรัฐประหารปุ๊ป กระบวนการกำจัดคนเห็นต่างก็ปรากฏ โดยการเรียกตัวปรับทัศนคติบุคคล…หลายวงการ ทั้งนักการเมือง นักกิจกรรมการเมืองและนักวิชาการ อย่างที่รู้ ดิชั้นก็พลอยโดนไปด้วย นี่เป็นก้าวย่างหนึ่งที่สำคัญในการจัดการการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยให้ปลอดจากกลุ่มวิจารณ์เจ้า คืออย่างน้อย ก็ผลักพวกนี้ให้ออกไปอยู่ต่างประเทศ หรือถ้าอยากอยู่ ก็ต้องสงบปากสงบคำ (อย่างอาจารย์วรเจตน์) ซึ่งเค้าคิดว่าได้ผล แต่ไม่รู้เลยว่า ในโลกแห่งโซเชียลมีเดีย ผู้ลี้ภัยต่างประเทศยังสามารถมีตัวตนและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เช่นกัน….อะไรคือความเคลื่อนไหวของวชิราลงกรณ์ ความเคลื่อนไหวแรกคือการจัดระเบียบวังและเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ โดยวชิราลงกรณ์สั่งปลดบุคคลที่เคยทำงานให้ภูมิพล แล้วเอาคนของตัวเองไปแทนที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนภูมิพลจะเสียชีวิตด้วยซ้ำ ตั้งแต่การเลิกใช้เปรมให้เป็นตัวแทนของเครือข่ายพระมหากษัตริย์ คือยังให้คงตำแหน่งประธานองคมนตรี แต่ไม่ให้อำนาจอีกแล้ว ถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง แต่การลงโทษที่แสบไปกว่านั้นคือการลงโทษตระกูลวัชโรทัย ตระกูลนี้รับใช้ภูมิพลมานาน ผ่านฝาแฝดอภินิหาร ขวัญแก้ว-แก้วขวัญ ซึ่งลูกของคนตระกูลนี้ที่สำคัญคือดิสธร วัชโรทัย ที่เป็นมือขวาภูมิพล เป็นคนที่เข็นรถให้ในหลวงออกสื่อ ในหลวงถึงขนาดเรียกดิสธรว่าเป็น “บุรุษไปรษณีย์ส่วนตัว” ตอนภูมิพลยังไม่ป่วย ดิสธรใช้อำนาจล้นฟ้า เป็นที่หมั่นไส้ของวชิราลงกรณ์อย่างมาก ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนผ่าน วชิราลงกรณ์ถึงเล่นตระกูลนี้อย่างหนัก จับปลดทุกตำแหน่ง แล้วแถมส่งเข้าคอร์สฝึกทหารที่ทวีวัฒนา แล้วแกล้งปล่อยรูปออกสื่อเพื่อสร้างความอับอายอย่างมาก มีนักการเมืองท่านหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ในโอกาสการเข้าเฝ้าวชิราลงกรณ์ที่ไทย ระหว่างรอวชิราลงกรณ์ มีคนใช้เอาน้ำชามาเสิร์ฟ คนใช้คนนั้นคือดิสธรนั่นเอง….การปรับโครงสร้างนี้ ยังรวมถึงการ “ทำความสะอาดบ้าน” เพื่อเตรียมพร้อมกับรัชกาลใหม่ เริ่มด้วยการกำจัดศรีรัศมิ์ ซึ่งเกิดมาจากความเบื่อหน่ายในตัวศรีรัศมิ์ และการที่ตัวเองก็ไปมีเมียใหม่ นั้นคือสุทิดา จนเกิดอาการหึงหวง มีเรื่องราวตบตีกันในต่างประเทศ จนทำให้วชิราลงกรณ์บันดาลโทสะ จับปลดศรีรัศมิ์ ตัดขาดไม่ให้พบลูก จับขังในบ้านราชบุรี ให้จมอยู่ในความทุกข์ทรมาน แถมส่งคนไปทำลายข้าวของในบ้าน ตัดต้นไม้ให้ระเกะระกะ เอาตัวเหี้ยไปปล่อยในบริเวณบ้าน ขุดส้วมหลุมหน้าบ้าน แล้วปิดตายส้วมในบ้าน เอาป้าย “กูบอกให้มึงอยู่อย่างเพียงพอ” เพื่อที่จะล้อปรัญชาพอเพียงของพ่อตัวเอง หลังจากเหตุการณ์ที่รูปรั่วออกมา ทำให้มีคนตกเป็นเป้าหลายคน (ที่ปล่อยรูป) เอาไว้มีโอกาสจะเล่าให้ฟังอีกที นอกจากศรีรัศมิ์ถูกถอด ครอบครัวยังโดนด้วยทั้งหมด ด้วยข้อหาการขายน้ำพริกในชื่อวชิราลงกรณ์ (ขำ) พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่เป็นญาติศรีรัศมิ์ก็โดนด้วย เรื่องนี้ภูมิพลให้ท้าย เพราะการหย่าร้าง มันเป็นการทำลายภาพลักษณ์สถาบันกษัตริน์อย่างซ้ำซาก ทั้งนี้ ศรีรัศมิ์ไม่ใช่เป็นแค่เมียเก่า แต่ยังเป็นแม่ของหลานในหลวง จึงทำให้ภูมิพลต้องออกมาแสดงบทบาทคุณปู่ใจดี มอบเงินค่าทำขวัญเป็นเงิน 200 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงศรีรัศมิ์ไม่เคยได้ การมอบเงินทำขวัญจากภูมิพลเป็นแค่เกมตบตา เพราะภูมิพลก็ยังปล่อยให้วชิราลงกรณ์กักขังเมียเก่าต่อไป…ทำไมต้องลงโทษเมียทุกคน (ยกเว้นโสม) ด้วยความป่าเถื่อน นี่เป็นเพราะวชิราลงกรณ์ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับการหย่าร้าง เห็นมั๊ย เมียชั้นมันเลว โครตเหง้ามันก็เลว ชั้นไม่ใช่คนผิด แต่เมียชั้นคือคนผิด ยิ่งลงโทษหนัก วชิราลงกรณ์ยิ่งคิดว่ามันทำให้เค้าขาวสะอาดมากขึ้น แต่การลงโทษศรีรัศมิ์ยังเปรียบไม่ได้กับการลงโทษลูกน้องใกล้ชิดอื่นๆ ในกรณีนี้ของพูดถึงทีม Bike for Mum ที่ประกอบไปด้วยพิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาช่วยแคมเปญนี้ แต่ทีมหมอยังมันแข่งขันกับทีมจักรภพ ภูริเดชมาตลอด (ค้อก) เมื่อหมอหยองพลาดเรื่องโกงเงิน ทำให้ค้อกได้โอกาสเพ็จทูลให้จัดการ (สังหาร) คนเหล่านี้เสีย มันมีวาระหนึ่งที่หมอหยองไปขอเงินเสียเจริญจัดงานให้วชิราลงกรณ์ โดยไม่ได้แจ้งวชิราลงกรณ์ล่วงหน้า เมื่อเสี่ยเจริญเล่าเรื่องนี้ให้สิรินทนฟัง สิรินทนเอาไปฟ้องพี่ชาย ยิ่งทำให้วชิราลงกรณโกรธมากขึ้น และให้ไฟเขียวในการกำจัดแก๊งค์นี้ทั้งหมด (ปล: พิสิษฐ์ศักดิ์เคยเดทกับองค์ภาในช่วงเวลาหนึ่ง)…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าแก๊งค์ Bike for Mum ต่อค่ะ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

กองทัพทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี คศ 2014 ยิ่งลักษณ์อยู่ในอำนาจได้เพียง 3 ปี การปูทางไปสู่การทำรัฐประหารมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย เพราะเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการให้กองทัพเข้ามากำกับการเปลี่ยนผ่านให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้เพราะเข้าใจว่า วชิราลงกรณ์ไม่เป็นที่นิยม จึงอาจเกิดสิ่งท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่าน การวางตัวผู้นำกองทัพเกิดขึ้นในสมัยที่สิริกิติ์ยังมีอำนาจเต็มที่ (ก่อนป่วย) โดยอาศัยทหารฝ่ายบูรพาพยัคฆ์เป็นตัวขับเคลื่อนการเมืองในครั้งนี้ เมื่อครั้งที่ภูทิพลยังแข็งแรง แน่นอน ทหารฝ่ายกษ้ตริย์หรือที่รู้จักกันว่าเป็นฝ่ายวงศ์เทวัญ มีอำนาจเต็มที่ และอยู่ภายใต้การดูแลของเปรม ซึ่งเป็นทั้งคนสนิทของภูมิพล เป็นทั้งอดีตนายก อดีต ผบ ทบ เป็นประธานองคมนตรี และมีตำแหน่งเป็น “CEO” ของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อภูมิพลป่วย บทบาทของวงศ์เทวัญก็ลดลง เมื่อสิริกิติ์ขึ้นมากุมบังเหียน จึงนำพาเอาบูรพาพยัคฆ์ขึ้นมาด้วย จึงอธิบายได้ว่า ทำไมทหารชุดที่แล้วจึงมีแต่บูรพาพยัคฆ์และอธิบายว่าทำไมประยุทธ์ถึงมาอยู่ตรงนี้ แล้วมันยังอธิบายได้ว่า ตอนนี้วชิราลงกรณ์กุมอำนาจไว้ได้ทั้งหมด จึงได้สถาปนาความสำคัญของวงศ์เทวัญกลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการแต่งตั้งให้อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขึ้นมาเป็น ผบ ทบ และให้ความชอบธรรมในการ “พูดแทนเจ้า” ในหลายโอกาส แม้แต่บดบังบทบาทของประยุทธ์ โดยหลายฝ่ายคาดว่า นี่คือบุคคลที่วชิราลงกรณ์ต้องการให้ขึ้นมาเป็นนายกแทนประยุทธ์ในอนาคตอันใกล้…..ทั้งหมดนี้ชี้ว่า วังกับทหารทำงานอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์มักมองผิดว่า วชิราลงกรณ์ไม่เคยสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ สาเหตุมาจากภูมิพลทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยตัวคนเดียว และวชิราลงกรณ์เองก็สนใจแต่กองทัพราชวัลลภของตัวเอง ในความเป็นจริงอย่างที่ปรากฏ วชิราลงกรณ์มีความสามารถอย่างมากในการเรียกความจงรักภักดีจากกองทัพในปัจจุบันได้ ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งจะกล่าวอีกครั้งหนึ่ง….กลับมาเรื่องรัฐประหารยิ่งลักษณ์ คราวนี้ อีลีทไทยต้องการมั่นใจว่า การขับชินวัตรออกจากการเมืองต้องเป็นการตอกฝาโลงด้วยตะปูตัวสุดท้าย คือต้องกำจัดให้สิ้นซาก ทั้งในแง่การหาเรื่องยิ่งลักษณ์และคนรอบข้าง จนถึงจุดที่มีการส่งสัญญาณว่ายิ่งลักษณ์ต้องหนี ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่อีลีทต้องการ เพราะเอายิ่งลักษณืเข้าคุก ก็จะถูกต่างชาติประนาม แถมอาจก่อให้เกิดจราจลครั้งใหญ่จากผู้สนับสนุนยิ่งลักษณ์ แต่การผลักออกนอกประเทศนั้น คือไม่ได้เป็นการทำร้ายยิ่งลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็กลับบ้านไม่ได้ เพราะอีลีทก็ไม่แคร์ว่ายิ่งลักษณ์จะเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เพราะเค้าก็มองทะลุไส้ผุงของชินวัตรว่าต้องการปรองดองอยู่ แม้ถึงทุกวันนี้…การทำต่อไปคือการเขียนรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานใหม่ให้การกลับมาของชินวัตรลำบากยิ่งขึ้น การสร้างเงื่อนไขให้ระบบบริหารต้องอยู่ในการครอบงำขององค์กรนอกระบอบการเลือกตั้ง อาทิ การให้อำนาจกับวุฒิสภามากขึ้น หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ภักดีกับเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช กสม คณะกรรมการเลือกตั้ง และอีกร้อยแปด ขณะเดียวกัน กองทัพก็ใช้นโยบายกำจัดขบวนการคนเสื้อแดง ทำลายหมู่บ้านเสื้อแดง (อย่างที่เรายังเห็นเร็วๆ นี้ที่อีแรมโบ้อีสานไปรับธงแดงคืนจากพื้นที่อิสาน) ซึ่งกองทัพทำสำเร็จด้วยดี อาจกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ ขบวนการเสื้อแดงหายไปแล้ว ทำให้ฝ่ายตรงข้าม นั่นคือเสื้อเหลือง ที่กลายพันธุ์ไปเป็นสลิ่ม เข้าครอบงำการสร้างวาทกรรมทางการเมืองแบบใหม่รายวัน แม้แต่อดีต นปช อย่างจตุพรยังออกมาแปรพักตร์ ชี้ถึงการซื้ออุดมการณ์จากฝ่ายแดงที่ได้ผล ทางด้านทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เหมือนเดิม เพราะยังมีความหวังที่จะได้รับการปรองดอง รวมถึงความกังวลต่อธุรกิจใจไทยและความเป็นอยู่ของครอบครัวในไทยเช่นกัน….ในตอนหน้าจะพูดเรื่องการก้าวเข้ามาของวชิราลงกรณ์เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ ที่เริ่มตั้งแต่ก่อนภูมิพลเสียชีวิต

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากการสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น ซึ่งไม่มีหน่วยงานของรัฐมารับผิดชอบ แถมพยายามโยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม อาทิ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงติดอาวุธ หรือการเผาเซ็นทรัลเวิร์ด อีก 1 ปีต่อมา อภิสิทธิ์ตัดสินใจประกาศให้มีการเลือกตั้ง ตามคาด ทักษิณได้ส่งยิ่งลักษณ์ลงแข่งขันในนามพรรคใหม่ คือพรรคเพื่อไทย ดิชั้นได้มีโอกาสเดียวที่ได้พบกับยิ่งลักษณ์ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งยิ่งลักษณ์เองได้บอกกับดิชั้นว่า อยากขอเข้ามาช่วยให้ความเห็นในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาจากกรณีเขาพระวิหาร จากนั้น เราทราบกันอยู่ว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เป็นสถิติที่ต้องจำว่า ในช่วง 1 ทศวรรษเต็มๆ ที่ตั้งปี คศ 2001-2011 พรรคของทักษิณได้รับชันชนะทุกครั้ง ซึ่งเป็นความหนักใจกับฝ่ายที่ไม่สามารถแข่งขันกับทักษิณได้โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพราะฝ่ายเจ้าไม่เคนสนใจ/ไม่ให้ความไว้วางใจกับการเลือกตั้ง เพราะเป็นสิ่งที่พวกเค้าควบคุมไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ได้ใช้แต่การทำรัฐประหารอย่างเดียวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การเขียนรัฐธรรมนูฐครั้งล่าสุดได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เพราะการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตไม่ได้ง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว….เมื่อยิ่งลักษณ์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล ได้กลายมาเป็นผู้หญิงคนแรกของไทยที่ได้รับตำแหน่งนี้ ทูตานุทูตต่างประเทศเรียงคิวกันเข้าพบยิ่งลักษณ์ ฝ่ายเสื้อแดงดีใจว่า นโยบายเดิมของทักษิณจะได้กลับมา แต่การกลับมาของยิ่งลักษณ์ทำให้ฝ่ายเจ้า ที่มีชนชั้นกลางหนุนหลังไม่พอใจ และหาช่องว่างตลอดในการโจมตีรัฐบาล ปลายปีนั้น น้ำท่วมใหญ่ เลยกลายมาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งเบื้องต้าน ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถแก้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะปริมาณน้ำที่มากจนเกินจะรับได้ แต่ยังขาดความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนฝ่ายเจ้า รวมถึงกองทัพ กระทรวงทบวงกรม และกรุงเทพมหานคร เท่ากับว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเอง….แต่ยิ่งลักษณ์ก็ยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่รอมชอมกับฝ่ายเจ้า ทั้งการพูดถึงราชวงศ์ด้วยความรักและเคารพ ทั้งความพยายามปรองดองกับกองทัพ เป็นยุทธวิธีใหม่ที่ฝ่ายทักษิณต้องการลองใช้ ในยุคทักษิณ เพราะความที่กลัวว่ากองทัพจะทำรัฐประหาร ทักษิณจึงต้องการทำให้กองทัพขาดเอกภาพ โดยการส่งคนของตัวเองไปนั่งในตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้กองทัพ และสำนักองคมนตรีโกรธมาก เพราะเค้าถือว่า กิจการทหารเป็นภารกิจของเค้าที่รัฐบาลพลเรือนห้ามแทรกแซง ผลก็คือ โดยรัฐประหารซะเลย (ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยต่างๆ ของการทำรัฐประหาร) สมัยยิ่งลักษณ์นั้น มีความเป็นมิตรมากขึ้น แต่ก็หนีไม่พ้นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามในการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล อาทิ การเสนอนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป็นผลมาจากการที่ทักษิณได้รับ “สัญญาณที่ผิด” ที่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอาด้วย แต่สุดท้ายก็โดยเท กรณีนี้สร้างความแตกร้าวในหมู่เสื้อแดงมาก โครงการจำนำข้าว กรณ๊โพร์ซีซั่น ทั้งหมดรวมกัน กลายมาเป็นเงื่อนไขจุดชนวนผีพันธมิตรในรูปใหม่ นั่นคือ กปปส…สาเหตุกที่ต้องเกิด กปปส เพราะ ความนิยมของยิ่งลักษณ์มีแต่ขึ้นกับขึ้น อีลีทไทยคนหนึ่งเคยบอกกับดิชั้นว่า ยิ่งลักษณ์มีความอดทนสูง ต่อให้ถูกด่าอย่างไร เป็นกะหรี่ อีโง่ ยิ่งลักษณ์ไม่เคยตอบโต้ เรื่องนี้ทำให้อีลีทไทยยิ่งโกรธ เพราะ “ทำยังไง มันก็ไม่โกรธ” การกลับมาของ กปปส ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ล้มยิ่งลักษณ์ แต่มันมีเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยที่กำลังจะเกิด คนเหล่านี้กลัวว่า ผลประโยชน์ที่พวกเค้าลงทุนในภูมิพล มันจะสูญสลายไปกับความตายของภูมิพล ในใจหนึ่งก็เกลียดวชิราลงกรณ์ แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องรักษาประโยชน์เอาไว้ แล้วเห็นว่า การปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดในสมัยยิ่งลักษณ์ จะทำให้ฝ่ายชินวัตรได้แต้มต่อ โดยเฉพาะข่าวลือถึงความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับทักษิณ จึงเป็นการออกมาชุมนุมเพื่อสร้างเงื่อนไขการทำรัฐประหาร เพื่อให้กองทัพเป็นผู้ดูแลการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย โดยเฉพาะก่อนสิริกิติ์ป่วย ได้มีการตอกย้ำถึงเจตนารมย์ของสิริกิติ์ที่ต้องการให้ลูกชายขึ้นครองราชย์ไม่ว่าจะเกิดอะไรชึ้น บูรพาพยัคฆ์จึงมีหน้าที่สำคัญในการทำให้ภารกิจนี้ลุล่วงด้วยดี….ตอนหน้าจะมาพูดว่า ใครอยู่เบื้องหลัง กปปส เป็นสิรินทรหรือไม่?

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ภูมิพลและสิริกิติ์มอบเงินรักษาพยาบาลให้ผู้ชุมนุม กปปส ปี 2557

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น