หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

อภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก นับเป็นชัยชนะชั่วคราวของฝ่ายเจ้า แต่ก็เกิดปัญหารุมเร้า 2 ประการ เรื่องแรกคือสงครามกับกัมพูชา ในช่วงที่พันธมิตรพยายามเอาเรื่องเขาพระวิหารมาล้มสมัครนั้น พรรคประชาธิปัคย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร ดังนั้น เมื่ออภิสิทธิ์เป็นนายก ทันทีทันใด ก็ได้สร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา นายกฮุนเซนใชคำพูดรุนแรงหลายครั้ง ถากถางเยาะเย้ยอภิสิทธิ์ อาทิ แช่งให้อภิสิทธิ์ตกเครื่องบินตาย หรือการที่ปล่อยให้เมียฮุนเซน ชื่อ บุณรานี ออกมาแสดความใจทักษิณที่ถูกอีลีทไทยกลั่นแกล้ง โดยบอกว่าจะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ในกัมพูชา นอกจากนี้ มันยังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือการที่กัมพูชาท้าทายฝ่ายเจ้าโดยการสนับสนุนกิจกรรมเสื้อแดงอย่างออกหน้า เช่น มีการแข่งฟุตบอลที่ทักษิรเข่าร่วม ฮุนเซนเองก็ลงในทีมเขมรที่ใส่เสื้อแดง แถมเปิดพรมแดนให้คนเสื้อแดงจากอีสานเข้าไปเชียร์บอลในเขมร และจัดงานสงกรานต์ให้ทักษิณเจอคนเสื้อแดงในกัมพูชาด้วย ในที่สุด ก็เกิดสงครามสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 และมาพีคในปี 2554 ที่อาเซียนต้องเข้าแทรกแซง…อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การท้าทายจากคนเสื้อแดง นับตั้งแต่อภิสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งนายก คนเสื้อแดงก็ปฏิเสธมาตลอด เค้าโกรธ เค้าเกลียดอภิสิทธิ์ เพราะรัฐบาลที่เค้าเลือก ถูกกำจัดมาตลอด ตั้งแต่ทักษิณ สมัครและสมชาย จึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งแจะจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอม สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งมันไปสัมพันธ์กับสุขภาพของภูมิพลที่แย่ลงทุกวัน ในช่วงที่เป็นขาลงของภูมิพล มันคือขาขึ้นของสิริกิติ์ สิริกิติ์ได้ใช้ฐานพลังของตัวเองใน queen’s guard หรือบูรพาพยัคฆ์ เป็นตัวขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งผู้ที่ดูแลบูรพาพยัคฆ์ก็คือประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โตมาในสำนักสิริกิติ์….เมื่อคนเสื้อแดงมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งจากการตั้งเป็นขบวนการภายใต้ นปช และการสนับสนุนจากทักษิณจากต่างประเทศ เลยไปถึงการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในอีสานที่มีธงแดงเป็นสัญลักษณ์กำเนิดของเสื้อแดงยิ่งสร้างความตระหนกให้เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อมีการรวมตัวประท้วงอภิสิทธิ์ในปี 2553 ทางฝ่ายรัฐบาลและบูรพาพยัคฆ์จึงไม่ลังเลที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายชุมนุม ยิงกบาลผู้ประท้วงกลางย่านช้อปปิ้งกรุงเทพ แถมท้ายด้วยการบิดเบือนสถานการณ์โดยการสั่งเผาเซ็นทรัลเวิร์ด เพื่อเป็นข้อกล่าวหาคนเสื้อแดง ที่จะใช้กลบเกลื่อนการสังหารโหด บิดเบือนความสำคัญของการสังหารโหด และการสร้างความชอบธรรมให้การสังคม กลายมาเป็นตราบาปคนเสื้อแดงหลายปี ที่แม้แต่จุฬาภรณ์เองก็เอามาใช้ป้ายสีเสื้อแดงว่าการ “เผาบ้านเผาเมือง” คือต้นตอของการล้มป่วยยิ่งไปอีกของภูมิพล….ถามว่าทำไมรอบนี้ภูมิพลถึงไม่แทรกแซงเพื่อยุติความรุนแรงและความขัดแย้ง ก่อนอื่นขอตั้งข้อสังเกตว่า การเข้าแทรกแซงของภูมิพลในอดีตเพื่อยุติความขัดแย้ง ภูมิพลจะต้องรอให้เกิดการรุนแรงก่อน เพื่อที่จะใช้สร้างภาพของการเป็นผู้เข้ามายุติความรุนแรง (stop the bloodshed) เช่น ในเหตุการณ์เดือนตุลาและเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่รอบนี้ ภูมิพลไม่ออกมาแทรกแซง เป็นเพราะ 1) ป่วยหนัก และสำคัญกว่านั้น 2) สถาบันกษัตริย์สูญเสียภาพลักษณ์ความเป็นกลางไปแล้ว ตั้งแต่ออกมาสนับสนันพันธมิตร ตั้งแต่การที่สิริกิติ์ไปงานศพน้องโบว์ จนเกิดวันตาสว่าง ดังนั้น หากภูมิพลออกมา มีแนวโน้มว่าคนเสื้อแดงจะปฏิเสธภูมิพล ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าได้ แต่ทั้งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสังหารคนเสื้อแดงนั้น ทางวังมีส่วนรู้เห็นอย่างแน่นอน เพราะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกองทัพ บูรพาพยัคฆ์ และสิริกิติ์ อาจกล่าวในว่า ในช่วงเวลานั้น สิริกิติ์คือผู้กุมบังเหียนที่แท้จริง ก่อนที่จะล้มป่วยในปี 2555ในตอนหน้า จะกล่าวถึงบทบาทของสิริกิติ์และประยุทธ์ และการเตรียมพร้อมในการรับมือกับฝ่ายชินวัตร รวมถึงการเตรียมการเปลี่ยนรัชสมัย ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารในปี 2557

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ครอบงำการเมืองไทยอย่างประสบความสำเร็จเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยผ่านทั้งความร่วมมือจากภาครัฐ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อทั้งผ่านสื่อและการศึกษา หากผู้นำพลเรือนคนใดต้องการท้าทายเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ก็มักจะถูกกำจัดโดยการทำรัฐประหาร แต่การเข้าสู่การเมืองของทักษิณมันต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอาศัยนโยบายประชานิยมในการเอาใจคนรากหญ้า คนที่ถูกคนกรุงมองข้ามมาตลอด ทำให้คนเหล่านั้น ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเสียงข้างมากทางการเมือง ผันความจงรักภักดีจากภูมิพลมาสู่นักการเมือง ทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปลี่ยนความศรัทธาทางการเมืองที่ขึ้นกับตัวบุคคล มาสู่การขึ้นกับพรรคการเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย เค้าก็จะเลือก เพราะเค้ารู้ว่า เค้าจะได้รับการตอบแทนไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ การได้รับถุงพระราชทานที่มีปลากระป่อง ยาสีฟัน สบู่ มาสู่ถุงประชานิยมของทักษิณที่มีสมารต์โฟน ไอแพ๊ด และอื่นๆ ทำให้ไม่มีใครอยากกลับไปรับถุงพระราชทานอีก นี่เป็นประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นที่เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ต้องการกำจัดทักษิณ โดยเฉพาะหลังจากพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งสองอย่างถล่มทลาย ทำให้เป็นนักการเมืองคนแรกของไทยที่อยู่ครบเทอม 4 ปี….จากนั้นก็คือการตั้งขบวนการล้มทักษิณ โดยม็อบเสื้อเหลืองที่เรารู้จักกันอยู่ โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทักษิณล้มเจ้า แค่การล้มเจ้าก็เพียงพอที่จะผลักดันให้รอยัลลิสต์ชนชั้นกลางในกรุงเทพออกมาโจมตีรัฐบาล โดยใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการล้มทักษิณ ทั้งเสื้อเหลือง ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ และการทำป้าย “รักในหลวง ต่อต้านทักษิณ” นี่เป็นการเอาสถาบันกษัตริย์มาสร้างเงื่อนไขทางการเมือง คือคุณต้องเลือก ไม่มีสายกลาง ถ้าคุณเอาทักษิณ นั่นคือคุณล้มเจ้า ถ้าคุณรักเจ้า คุณต้องกำจัดทักษิณ เรื่องทั้งหมดนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ การไม่ออกมาปฏิเสธนั่นคือการยอมรับการให้พันธมิตรใช้ชื่อสถาบันในการล้มทักษิณนั่นเอง….พันธมิตรทำสำเร็จ ล้มทักษิณได้ แต่การล้มทักษิณคือการตบหน้าคนเสื้อแดง มันมีคคำเปรียบเปรยบ่อยๆ คนต่างจังหวัดเลือกนายก แต่ถูกล้มโดยคนกรุง พอกันที เค้าจึงตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร จนกลายมาเป็นเสื้อแดงอย่างที่เรารู้ หลังรัฐประหาร ฝ่ายเจ้าคิดว่าล้มทักษิณได้แล้ว จึงยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งในปีถัดไป แต่เค้าก็คาดไม่ถึงว่า ถึงตอนนั้น อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมันฝังรากลึก คนเสื้อแดงที่ปรากฏตัวก้เป็นฐานเสียงให้ทักษิณ ผนวกกับภูมิพลเองก็เริ่มป่วย เข้ารักษาตัวที่ศิริราช เข้าๆ ออกๆ ตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งทักษิณใช้สมัครเป็นนอมินี จึงประสบความสำเร็จอีกแล้ว เหยียบหน้าผู้ดีกรุงเทพผ่านกล่องเลือกตั้ง พอสมัครขึ้นเป็นนายก ก็จุดผีพันธมิตร และใช้ทุกวิถีทางในการล้มสมัคร โดยจุดประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร….เราแพ้คดีเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 ที่ศาลโลก แต่เราไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ยังคงใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ทีนี้ กลางปี 2551 กัมพูชาต้องการเอาเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกของ UNESCO ไทยเองเห็นว่า การให้การสนับสนุนเขมรจะเป็นเรื่องดีหลายประการ ถ้าเขาพระวิหารได้รับสถานะนั้น ก็จะมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ไทยจะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วอย่าลืมว่า ไทยมีเรื่องกับเขมรจนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทยที่พนมเปญ เมื่อปี 2546 สมัครจึงเป็นว่า การสนับสนุนเขมรรอบนี้จะช่วยปรับความสัมพันธ์ แต่พันธมิตรตีข่าวเรื่องการสนับสนุนเขมรคือการที่สมัครยกพื้นที่รอบๆ เขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ให้เขมรไป เพื่อสร้างกระแสชาตนิยมล้มรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น นพดล ปัทมะ ทนายของทักษิณ ที่ดำรงตำแหน่ง รมต ต่างประเทศต้องถูกบังคับให้ลาออก แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาสมัครออกได้ จึงหันไปใช้ข้อกล่าวหาอื่น นั่นคือ การที่สมัครยังมีรายการทำอาหารเป็นของตัวเองในระหว่างดำรงตำแหน่งนายก ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง และวินิจฉัยให้สมัครลงจากตำแหน่ง ถือเป็นกรณีแรกๆ ของตุลาการภิวัฒน์ หรือ judicial coup ซึ่งสะท้อนอีกครั้งว่า ศาลไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเครื่องมือของสถาบันกษัตริย์ เมื่อสมัครลงจากตำแหน่ง ทักษิณไม่ยอมแพ้ ส่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผัวเจ๊แดง น้องเขย เป็นนายกแทน ยิ่งทำให้พันธมิตรเกรี้ยวกราด เลยใช้การปิดสนามบินเพื่อกดดันรัฐบาล จนเกิดวาทกรรม อาหารดี ดนตรีเพราะโดยนายกษิต ภิรมย์ แต่แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดสมชายได้ จนศาลรัฐธรรมนูญต้องออกมาทำตุลาการภิวัฒน์รอบสอง สั่งยุบพรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่ากรรมการพรรคท่านนึงโกงเลือกตั้ง การยุบพรรคครั้งนั้นทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ซึ่งกองทัพและวัง ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย (แทนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง) ซึ่งการเข้ามาของอภิสิทธิ์คือจุดด่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การทำสงครามกับเขมรเรื่องเขาพระวิหาร และการสังหารคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ที่จะกล่าวในตอนต่อไป

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แต่กลุ่มที่สนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์ยังคงปฏิเสธอาณัติทางการเมืองของประชาชนในชนบท ขณะเดียวกัน แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นล่างที่มีคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงใหญ่ แต่ยิ่งลักษณ์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะประนีประนอม จนนำไปสู่ความเชื่อในกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนหนึ่งว่า ยิ่งลักษณ์กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่จะสามารถร่วมมือทำงานกันได้ (working relationship) กับกองทัพ ซึ่งอาจมีข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนความต้องการของกลุ่มเครือข่ายพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ต้องการให้ทักษิณ “กลับบ้าน” เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไรก็ดี ณ ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่า “เวลา” ยังอยู่ข้างทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทักษิณยังคงได้แต้มต่อทางการเมืองเพราะมีฐานเสียงกว้าง ส่วนกลุ่มรักเจ้า/รอยัลลิสต์และกลุ่มที่โหยหาต่อระบอบราชาธิปไตยได้ “ลงทุน” ทางด้านการเมืองไว้กับกษัตริย์ภูมิพลอย่างล้นเอ่อ ทั้งในรูปของความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันกษัตริย์ จนมองข้ามไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถส่งผ่านต่อไปยังกษัตริย์องค์ใหม่ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป หรือพูดง่ายๆ คือ ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้แต่บุคคลรอบข้างสถาบันกษัตริย์ก็เข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้นนี้ ทว่ากลับเลือกที่จะใช้มาตราการแตกหักที่โง่เขลาในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเพื่อซ่อนเร้นความกังวลใจของตัวสถาบันเอง มาตรการที่เด่นชัดที่สุดคือ การใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในการกำจัดกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือนับรวมถึงมาตรการใช้กำลังทหารปราบปราบกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย ณ แยกราชประสงค์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553การใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น แม้จะนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไทยทั่วๆ ไปได้บ้าง แต่กลับสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมหาศาลต่อกลุ่มรอยัลลิสต์เอง อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า กลุ่มรอยัลลิสต์จะยังไม่ลดละท่าทีและความคิดในการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับผู้เห็นต่างเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเมืองและสังคมของตนเอง ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่การใช้ความรุนแรงอาจจะยังคงเกิดขึ้นอีก (โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการชุมนุมอย่างกว้างขวาง) ทั้งนี้ เพราะบารมีของกษัตริย์ภูมิพล ผนวกกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องของรัฐไทยถึงคุณสมบัติพิเศษของกษัตริย์ภูมิพลที่ไม่อาจมีผู้เทียบเคียงได้ในจักรวาลแห่งนี้ ยิ่งจะทำให้โอกาสของความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ลดน้อยลงมากยิ่งขึ้นไปอีก วชิราลงกรณ์กำลังประสบกับปัญหา “ความขาดแคลน” ของอำนาจที่ตั้งบนความชอบธรรมของกษัตริย์ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างเดียวของสถาบันกษัตริย์คือต้องร่วมมือกับประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ตามที่ปรากฏ นั่นไม่ใช่สิ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการ กระนั้นก็ตาม สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลและอารยะ ถึงอนาคตการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์ในยุคที่ไม่มีกษัตริย์ภูมิพลต่อไปอีกแล้วทั้งหมดนี้นำไปสู่สภาวะของความวิตกกังวลและเสียจริตของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรอยัลลิสต์ ถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในยุคหลังรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล แต่สำหรับตัวทักษิณเอง คงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะคาดเดาอย่างเชื่อมั่นได้ว่า อิทธิพลทางการเมืองของทั้งสถาบันกษัตริย์และกลุ่มชนชั้นนำรอยัลลิสต์กำลังถูกท้าทาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสูญญากาศทางอำนาจที่ทักษิณหรือบริวารปรารถนาที่จะเติมให้เต็มด้วยการเมืองแบบใหม่ที่ตั้งบนหลักสปิริตของการเลือกตั้ง บั้นปลายจึงน่าจะมีอยู่ 2 ทาง คือ การล่มสลายของระเบียบทางการเมืองที่กำหนดโดยสถาบันกษัตริย์มาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หรือการปะทะกันด้วยความรุนแรงจากกลุ่มรอยัลลิสต์และกองทัพที่บดขยี้กลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างมิอาจพรรณาได้แต่ทั้งหมดนี้ มันดันเกิดตัวแปรใหม่ๆ ขึ้นมาก การทำรัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ การกลับมาของรัฐบาลทหาร การสวรรคตของภมิพล ลัทธิการสร้างความหวาดกลัวภายใต้วชิราลงกรณ์ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ การระบาดของโควิด และการฟื้นตัวของพลังนักศึกษาทั่วประเทศ เราจะค่อยๆ ไปทีละประเด็นหลังจากนี้…..

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กษัตริย์ภูมิพลนับเป็นกษัตริย์ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากษัตริย์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทการเมืองไทย กษัตริย์ภูมิพลมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำความเจริญ ทันสมัย ศิวิไลซ์มาสู่สยาม หรือตามที่นักประวัติศาสตร์อนุรักษนิยมได้กล่าวว่า มีส่วนทำให้สยามสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคอาณานิคมกษัตริย์ภูมิพลก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แบบ “อุบัติเหตุ” เมื่อปี 2489ในยุคที่สถาบันกษัตริย์ตกต่ำอย่างมาก กษัตริย์ภูมิพลสามารถปรับสถานะของสถาบันกษัตริย์จากที่อยู่ในสภาพเกือบจะ “สูญพันธุ์” พลิกไปสู่การเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเมืองไทยมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ โดยผ่านการสร้างบารมีส่วนตัว ไหวพริบ และการใช้เครือข่ายในการคงสถานะสำคัญทางการเมืองไว้ จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันกษัตริย์ในยุคนี้สามารถครอบงำระบอบและผู้นำทางการเมืองไว้ได้อย่างทรงพลังและมีประสิทธิภาพแต่เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต้องการปรับโครงสร้างและภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ ทำให้นำไปสู่การท้าทายเครือข่ายพระมหากษัตริย์[1] ที่ดำรงอยู่มาหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ โดยทักษิณใช้ประโยชน์จากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยในชนบทผ่านนโยบายประชานิยมที่ประสบความสำเร็จและระบบการเลือกตั้ง เปลี่ยนความภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์ไปสู่ความภักดีต่อระบบการเมืองที่ตั้งอยู่บนสิทธิการเลือกผู้แทนฯ ทักษิณได้อาศัยระบบอุปถัมภ์สร้างเครือข่ายอำนาจของตัวเองเฉกเช่นเดียวกับเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ เมื่อความนิยมในตัวทักษิณสูงมากขึ้น และไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งติดต่อกันถึงสองครั้ง ทักษิณกลายเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดนับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทำให้สถาบันกษัตริย์เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น (insecure) ต่อเกมการเมืองแบบใหม่ที่อาณัติของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สถานการณ์ของความหวาดหวั่นเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การก่อรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งสาธารณชนไทยเชื่อว่า มีบุคคลสำคัญในเครือข่ายพระมหากษัตริย์เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังหลังจากรัฐประหาร การเมืองไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง เกิดการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์กับกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย (ในกลุ่มหลังมีกลุ่มที่ยังคงให้การสนับสนุนต่อทักษิณประกอบอยู่ด้วย) กลุ่มเคลื่อนไหวเสื้อเหลืองไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนันจากชนชั้นนำชาวกรุงเทพฯ แต่พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของตนยังได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกบางคนของราชวงศ์จักรี [2] ทว่าในความเป็นจริง คนเสื้อแดงและฝ่ายทักษิณยังคงสามารถควบคุมการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสำคัญของการเลือกตั้ง และนี่คือเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวทักษิณ) และพรรคพวก ยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหนือพรรคการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554[1] “เครือข่ายพระมหากษัตริย์” (network monarchy) ในที่นี้มีความหมายกว้างกว่าองค์พระมหากษัตริย์ ดู Duncan McCargo, “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” The Pacific Review Vol. 18,No. 4 (December 2005): 499–519.
[2] ระหว่างการชุมนุมก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยาไม่นาน แกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใส่ “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่มีข้อความ “902…74…12 สิงหาคม 2549…แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งภายหลังคำนูญ สิทธิสมานได้บันทึกเล่าว่า “ท่านผู้ปรารถนาดี” คนหนึ่งมอบให้ นอกจากนี้ยังมี “สุภาพสตรีสูงศักดิ์” และ “ผู้ใหญ่ที่ท่าน [สุภาพสตรีสูงศักดิ์] เคารพ” มอบเงินจำนวน 2.5 แสนบาทให้แก่พันธมิตรฯ ด้วย ต่อมาในเดือน ส.ค. 2550 สนธิ ลิ้มทองกุลได้กล่าวที่สหรัฐฯ ว่า เขาเคยได้รับ “ของขวัญชิ้นหนึ่งมาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี” และได้กล่าวบนเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนของพันธมิตรฯ ในเดือน มิ.ย. 2551 ว่า “ผ้าพันคอ [สีฟ้า] นี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืน [ก่อนเกิดรัฐประหาร] นั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน” หลังจากนั้นในการชุมนุมของพันธมิตรฯ เดือนต่อมา สนธิได้นำเทปบันทึกเสียงส่วนพระองค์ของพระราชินีมาเปิดให้ผู้ชุมนุมฟัง แล้วตีความในลักษณะที่สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และต่อมาในวันที่ 13 ต.ค. ปีเดียวกัน พระราชินีได้เสด็จไปพระราชทานเพลิงศพให้ “น้องโบว์” ซึ่งบิดาของน้องโบว์ได้เปิดเผยแกสื่อมวลชนว่าพระองค์มีรับสั่งว่า “[น้องโบว์] เป็นคนดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์… ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระองค์ด้วย… เป็นห่วงพันธมิตรฯ ทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตรฯ” ดู หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ,กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, และอีกหลายฉบับของวันที่ 14 ต.ค. 2551; คำนูญ สิทธิสมาน, ปรากฏการณ์สนธิ:จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า (กรุงเทพฯ: บ้านพระอาทิตย์, 2549); และดูเพิ่มเติมบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 2 ชิ้น เรื่อง “พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร,” ประชาไท, 12 สิงหาคม2551, http://www.prachatai.com/journal/2008/08/17688; และ “ปัจฉิมลิขิต บทความ ‘พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร’,” ประชาไท, 12 สิงหาคม 2553, http://prachatai.com/journal/2010/08/30680.

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนจบ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สงครามสุดท้าย

เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา วิกตอเรียก็ได้สูญเสียลูกชายไปหนึ่งคน ลูกชายที่มีความเหมือนกับอัลเบิร์ตในหลายๆ ด้าน ส่วนลูกชายที่เหลือนั้นก็เข้าสู่วัยกลางคน อาเธอร์เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพอังกฤษในบอมเบย์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวิกตอเรีย สำหรับเบอร์ตี้ วิกตอเรียยังมองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง ส่วนแอฟฟี่นั้นยังคงเป็น “แกะดำ” สำหรับแม่ ใน ค.ศ.1893 แอฟฟี่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากทางครอบครัวของอัลเบิร์ต แอฟฟี่ย้ายเข้าไปอยู่ที่วังโรเซเนา สถานที่ที่อัลเบิร์ตกำเนิดขึ้นเมื่อ 74 ปีก่อนหน้านี้ ทว่านี่ไม่ใช่การ “คืนสู่เหย้า” ที่น่าจะมีความสุข คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดและสะท้อนถึงความผิดหวังในชีวิตของเขา ชีวิตของแอฟฟี่นั้นเต็มไปด้วยความโลดโผน แต่สุดท้ายกลับมาจบลงในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีสำคัญในเยอรมนี ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตแอฟฟี่ ก่อนหน้านี้แอฟฟี่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดด้วยการเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ แต่เมื่อตัดสินใจรับตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์ก เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเรือ

วิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยมีความฝันที่จะเห็นยุโรปบูรณาการเป็นปึกแผ่นเดียวกันบนสันติภาพและความปรองดองโดยมีราชวงศ์อังกฤษเป็นศูนย์กลาง แต่ขณะนี้แอฟฟี่มองตัวเองเป็นเสมือน “ของโบราณ” ที่ตกค้างมาจากความล้าสมัยของระบบกษัตริย์ กลายเป็นเจ้าชายอังกฤษที่ติดอยู่ในเยอรมนีซึ่งเพิ่งผ่านการรวมประเทศมาหมาดๆ ต้องก้มหัวให้กับผู้มีศักดิ์เป็นหลานของตัว กษัตริย์ไคเซอร์ วิลเฮลม รู้สึกหมดอาลัยกับชีวิตเพราะหย่าร้างกับภรรยาและกลายเป็นคนติดสุรา แอฟฟี่เสียชีวิตใน ค.ศ.1900 ด้วยโรคมะเร็ง เมื่ออายุ 55 ปี

หกเดือนหลังจากนั้น ครอบครัวทั้งหมดได้มาพบกันพร้อมหน้าที่บ้านออสบอร์นเพื่อดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ในบรรดาลูกทั้ง 9 คน 3 คนได้เสียชีวิตไปแล้ว (วิกกี้เสียชีวิตในกรุงเบอร์ลินจากโรคมะเร็งเช่นกัน) สำหรับลูกๆ ชีวิตคือการต่อสู้เพื่อให้ตนเองอยู่รอดจากความโหดร้ายของผู้เป็นแม่ ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่า วิกตอเรียรักลูกๆ ของเธอหรือไม่หรือไม่ เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วคงมีความรักให้ต่อกัน เพียงแต่น่าสงสัยว่า ความรักนี้อยู่ในรูปแบบใด มีหลายครั้งที่ลูกทั้ง 9 คนมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ความรักของวิกตอเรียเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว แต่ในที่สุด ลูกทุกคนก็ผ่านพ้นมาและภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางด้านอารมณ์ได้ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นราชนิกุลผู้ไร้ความสมบูรณ์แบบเมื่อเทียบกับผู้เป็นพ่อ จนเมื่อวิกตอเรียได้เสียชีวิตลง ลูกที่เหลือจึงเริ่มใช้ชีวิตของตนเอง

ไม่มีใครต้องเผชิญกับความผิดหวังของแม่มากเท่ากับเบอร์ตี้ ก่อนวิกตอเรียเสียชีวิต เธอได้ขอร้องให้เบอร์ตี้จูบลาเธอ น้ำตาเบอร์ตี้พลันไหลออกจากสองตา นับว่าเป็นการคืนดีกันในที่สุด วิกตอเรียเสียชีวิตในวันถัดมา วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1901 และได้มีการจัดงานศพโดยวางร่างของเธออยู่ใต้รูปภาพของอัลเบิร์ตผู้ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 40 ปีก่อนหน้า มีการจัดงานศพของวิกตอเรียอย่างมโหฬาร คู่ควรกับราชินีผู้ปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เปรียบเสมือนเป็น “คุณย่า” แห่งยุโรป กษัตริย์จากยุโรปอีกห้าประเทศและเจ้าชายระดับสูงอีกเจ็ดคนเดินนำร่างไร้วิญญาณของวิกตอเรียไปสู่หลุมฝัง ราชนิกุลเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับวิกตอเรียทางสายเลือด แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 14 ปี คนเหล่านี้ต่างประกาศสงครามต่อกัน เครือข่ายครอบครัวที่เกิดจากวิกตอเรียซึ่งเคยยึดโยงทวีปยุโรปเอาไว้ กลับนำยุโรปไปสู่สงครามและการปฏิวัติ และในบรรดาราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป มีเพียงแต่ราชวงศ์อังกฤษเท่านั้นที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาได้ และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลูกชายของวิกตอเรีย — เบอร์ตี้ — ผู้ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งครองราชย์อยู่เพียง 9 ปี แต่ปกครองด้วยไหวพริบ เสน่ห์ และวิธีทางการทูต

เรื่องราวของเบอร์ตี้นั้นน่าสนใจ หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว เบอร์ตี้ได้กลายเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้ว่าจะอยู่ในอำนาจไม่นานนัก เป็นกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยเชื่อว่า กษัตริย์ต้องปกครองด้วยศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในหมู่เจ้าชายที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก เบอร์ตี้ได้ชี้ให้เห็นถึงทางเลือกอื่น ทางเลือกที่กษัตริย์พร้อมจะยึดติดกับความรื่นเริง การให้ลำดับความสำคัญกับชีวิตประชาชนมากกว่าความเป็นไปภายในรั้วราชวัง และในอีกหนึ่งศตวรรษต่อจากนั้นจนถึงยุคปัจจุบัน วิสัยทัศน์ของเบอร์ตี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทางเลือกแบบของเขาต่างหากที่ชี้นำสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
_
****ในรูปคืองานศพของวิกตอเรีย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 22

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ระหว่างการเดินทางกลับสู่อังกฤษของเบอร์ตี้ วิกตอเรียก็ช่วงชิงความสนใจจากความสำเร็จของการเดินทางไปเยือนอินเดียของเบอร์ตี้ โดยตอบรับตำแหน่งใหม่ที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรีคนโปรด — ดิสราเอลิ — นั่นคือการเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย และวิกตอเรียเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากเบอร์ตี้ผู้ซึ่งต่อมาได้ทราบเรื่องจากหนังสือพิมพ์และโกรธมาก เบอร์ตี้ปรารภว่า “ในประเทศอื่นๆ ในโลกคงไม่มีรัชทายาทคนไหนได้รับการปฏิบัติที่แย่เช่นนี้” ราวกับว่าวิกตอเรียยึดติดกับธรรมเนียมโบราณแบบฮาโนเวอเรียน ที่มัก ”ลอบกัด“ ผู้สืบทอดอำนาจจากตนเอง ทำเหมือนประหนึ่งเป็นศัตรู แต่เบอร์ตี้ไม่เคยตอบโต้ตามวิธีฮาโนเวอเรียน ไม่เคยคิดแค้นแก้เผ็ด แต่กลับเป็นผู้ที่เข้าใจว่าการเมืองกำลังเปลี่ยนไป วิกตอเรียต่างห่างที่ปฏิเสธที่จะปรับตัว ซึ่งเรื่องนี้นากยรัฐมนตรีแกลดสโตนมองเห็นคุณค่าของเบอร์ตี้มากกว่าใครๆดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เบอร์นี้น่าจะเป็นกษัตริย์ได้ดีกว่าวิกตอเรีย เข้าใจการเมืองและรู้จักปรับตัวได้ดีกว่าแม่ เบอร์ตี้มองภาพจากทั้งสองด้านและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกัน แต่จะไม่เคยครอบงำหรือบงการใดๆ ทว่าความเห็นของวิกตอเรียต่อเบอร์ตี้ยังไม่เปลี่ยนจุดยืน “ฉันภาวนานะ ขอให้เขาเสียชีวิตก่อนฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (หากเขาขึ้นเป็นกษัตริย์ – ผู้แปล)” ขณะเดียวกันเธอก็ยังคงปิดบังงานราชการจากเบอร์ตี้จบจากเรื่องเบอร์ตี้ กลับมาสู่กรณีของลีโอโปลที่ยังคงพยายามหาทางหนีออกจากอ้อมกอดของวิกตอเรีย ใน ค.ศ.1882 ลีโอโปลสมรสกับเจ้าหญิงเฮเลนแห่งวาลเดคของเยอรมนี วิกตอเรียยอมรับคู่แต่งงานคู่นี้ แต่รู้สึก “อาย” เมื่อลีโอโปลต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินเข้าสู่พิธีวิวาห์ วิกตอเรียกล่าวว่า “น่าสลดที่เห็นลีโอโปลต้องเดินด้วยไม้เท้า ฉันคิดว่าทุกคนคงช็อคต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และน่าเห็นใจผู้เป็นภรรยา แต่ดูเหมือนเธอจะรักใคร่เขาดีอยู่” หลังจากแต่งงานไม่นานเฮเลนก็ตั้งครรภ์ และลีโอโปลได้ขออาสาไปรับตำแหน่งผู้ว่ารัฐวิกตอเรียที่ออสเตรเลีย เพื่อไปให้ไกลที่สุดจากผู้เป็นแม่เท่าที่จะไกลได้ แต่วิกตอเรียไม่อนุญาต ทำให้ลีโอโปลต้องขอร้องอ้อนวอนแม่โดยอ้างว่า “พี่ชายได้รับภารกิจสำคัญต่างๆ นานา แต่ตัวผมเองไม่เคยได้รับหน้าที่ใดๆ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการขอร้องแม่” ความกดดันเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของลีโอโปล ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายและใจที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเลือดไหลไม่หยุดได้ อันที่จริงทุกครั้งที่ลีโอโปลมีปัญหากับวิกตอเรียก็จะกระทบต่อสุขภาพของเขาจริงๆในระหว่างการเดินทางไปพักผ่อนทางใต้ของฝรั่งเศส วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1884 ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อหัวเข่าของลีโอโปลกระทบกับบันไดระหว่างปีนขึ้นเรือยอชท์ที่เมืองคานส์ ทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดอย่างรุนแรงจนต้องอุ้มกลับโรงแรมที่พัก เขาเขียนจดหมายซึ่งน่าเศร้าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งถึงภรรยา “ที่รัก ผมได้รับบาดเจ็บจากแผลนี้ เจ็บเหลือเกิน เจ็บจนไม่สามารถเขียนจดหมายนี้ได้อีกต่อไป” ลายมือชื่อบรรทัดสุดท้ายที่บิดเบี้ยวในจดหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลีโอโปลคงไม่อยู่ในสภาพที่จะเขียนได้อีก นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของเขาลีโอโปลเสียชีวิตกลางดึกจากอาการเลือดไหลไม่หยุดในวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น ชีวิตแสนสั้นของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการต่อสู้กับมารดาที่ต้องการกำกับบงการชีวิตของเขา วิกตอเรียไว้ทุกข์ให้ลีโอโปล แต่กล่าวโทษลีโอโปลว่าควรจะหยุดกิจกรรมทุกอย่าง การฝ่าฝืนก็นำมาซึ่งชีวิตของเขาเอง***ในรูปคือลีโอโปล
***พรุ่งนี้ตอนจบค่ะ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 21

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์และแล้วความขัดแย้งระหว่างวิกตอเรียกับลูกชายคนเล็กก็มาถึงจุดแตกหัก ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1870 ลีโอโปลวางแผนหนีออกจากวังโดยเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ลีโอโปลเป็นเด็กฉลาดและสนใจใคร่รู้ เขาปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตดังต้องการและไม่อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป อ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นสถานที่ที่ลีโอโปลรู้สึกปลอดโปร่งใจ และไม่เคยต้องกังวลใจกับสุขภาพที่อ่อนแอ แต่อุปสรรคยังมีอยู่ วิกตอเรียไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของลีโอโปลและตัดขาดจากลูกชายนานถึง 7 เดือน เธอบ่นว่า “ทำไมลูกไม่ทำตัวให้พอใจกับการอยู่บ้าน อ่านหนังสือที่บ้าน เล่นเปียโนที่บ้านกับพี่สาว” และมักอ้างเรื่องสุขภาพเพื่อผูกลูกไว้กับตัวเอง แต่ลีโอโปลไม่ยอมแพ้ ในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยินยอมแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม และได้ปรามว่า การไปอยู่ที่อ๊อกฟอร์ดนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน และได้จัดที่พักไว้ให้ทางตอนเหนือของอ๊อกฟอร์ดพร้อมบริวารที่ไว้ใจจำนวนหนึ่ง ทั้งยังให้คบได้แต่กับเพื่อนชายไม่กี่คนเท่านั้นและจะต้องได้รับการเห็นชอบจากวิกตอเรีย โดยต้องเป็นผู้มาจากชาติตระกูลที่ดี เป็นเด็กเงียบและเรียบร้อย วิกตอเรียยื่นคำขาดว่า “แม้ลูกจะอยู่อ๊อกฟอร์ด แต่แม่ยังควบคุมชีวิตลูกอยู่ ลูกจะใช้ชีวิตในอ๊อกฟอร์ดได้เท่าที่แม่อนุญาต การเดินทางไปเข้าเรียนครั้งนี้ แม่ไม่ต้องการให้ลูกมัวแต่หลงระเริงสนุกสนาน”แต่ในความเป็นจริง ลีโอโปลได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานที่นั่น อ๊อกฟอร์ดเป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง และในระหว่างนี้ลีโอโปลได้ใกล้ชิดกับครอบครัวลิดแดลอย่างมาก ลูกสาวของตระกูลนี้คือ อลิซ ลิดแดล ผู้ที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนยุคนั้น คือ ลูอิส แครอล เขียนหนังสือเรื่อง อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) อลิซเป็นหญิงสาวน่ารักและมีข่าวลือว่าลีโอโปลตกหลุมรักเธอ ใน ค.ศ.1876 ลีโอโปลสำเร็จการศึกษาจากอ๊อกฟอร์ดโดยมีอายุเพียง 23 ปี และยังคงค้นหาบทบาทที่จะมาเติมเต็มชีวิตพร้อมกับอยู่ห่างจากแม่ให้ไกลที่สุดกลับมาที่เบอร์ตี้ซึ่งเวลานั้นเข้าสู่ช่วงวัย 30 กว่าปี แม้จะเที่ยวเตร่เสเพลแต่เขาก็ยังหวังให้วิกตอเรียมองว่าตนเป็นผู้ใหญ่ เพราะที่ผ่านมาแม่มักจะมองเบอร์ตี้เป็นเด็กเสมอ ไม่เปิดโอกาสให้เขาเติบโต และมักวิพากษ์วิจารณ์เขาเรื่องการขาดความรับผิดชอบ ไม่ทำงานอย่างจริงจัง ทั้งที่จริงแล้ววิกตอเรียต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกรับผิดชอบเรื่องใดๆ เลย ครั้งหนึ่งเบอร์ตี้เคยเรียกร้องให้วิกตอเรียมอบกุญแจอีกดอกหนึ่งที่เก็บเอกสารทางราชการ เพื่อที่จะสามารถแบ่งเบาภาระได้บ้างและได้เรียนรู้งานของการเป็นกษัตริย์ แต่ก็ถูกวิกตอเรียปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เบอร์ตี้ไม่สามารถเก็บความลับได้ “เบอร์ตี้ ถ้าแม่บอกความลับกับเธอ เธอก็เอาไปบอกกับทุกคนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำ ความลับก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป”เบอร์ตี้โกรธมากกับคำตอบของวิกตอเรีย โกรธที่ถูกตัดออกจาก “ราชกิจของครอบครัว” และย้ำว่าตัวเองรู้ว่าอะไรคือความลับและจะไม่ยอมทรยศต่อความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และบ่นว่าตนจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในรั้ววังก็จากการบอกเล่าของคนรอบตัวหรือจากหนังสือพิมพ์มากกว่าจากคนในครอบครัวเสียอีก ใน ค.ศ.1875 เบอร์ตี้ตัดสินใจแสดงความเป็นผู้นำโดยได้จัดการเยือนอินเดีย — อาณานิคมที่มั่งคั่งที่สุดของอังกฤษ — ด้วยตัวเอง แม้ว่าวิกตอเรียต้องการเห็นลูกเล่นบทบาทเอกอัครราชทูต แต่กลับไม่พอใจที่เบอร์ตี้ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาตน ก้นบึ้งของความไม่พอใจเกิดจากความหวาดกลัวว่าเบอร์ตี้จะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในระหว่างอยู่อินเดีย “ฉันกลัวว่าเขาจะปีนรั้วฮาเร็ม” วิกตอเรียกล่าวไว้เบอร์ตี้ทำให้แม่ประหลาดใจ เบอร์ตี้ทำให้แขกต่างชาติประทับใจ สามารถจำชื่อและตำแหน่งของแขกระดับสูงได้ทั้งหมด และแสดงบทบาทของมกุฎราชกุมารที่สมบูรณ์แบบได้อย่างเยี่ยมยอด เบอร์ตี้ออกล่าสัตว์ในอินเดีย เดินทางร่วมกับเหล่ามหาราชาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบทเจ้าชายที่ทรงศักดิ์ เบอร์ตี้รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไรให้ถูกกาลเทศะ รู้จักที่จะ “ขาย” ภาพลักษณ์ของตัวเอง ทั้งหมดเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทราชนิกุล บุคคลระดับสูงของอินเดียได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงานสังสรรค์ ภาพเจ้าชายผู้น่าเกรงขามได้สร้างความรู้สึกจงรักภักดีขึ้นในหมู่เจ้าของอินเดียต่อจักรวรรดิอังกฤษ อินเดียนับเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับการเล่นบทมกุฎราชกุมาร การออกปฏิบัติราชการในอินเดียที่ประสบความสำเร็จนี้กลายมาเป็นแบบอย่างให้แก่กษัตริย์รุ่นหลังในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับสถาบันกษัตริย์และการยอมรับจากนานาประเทศเบอร์ตี้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนมี “ปัญญา” มากกว่าเจ้าหน้าที่ปกครองอาณานิคมหลายๆ คน เขาเคยพูดกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่า “เพียงเพราะเรามีใบหน้าสีดำ มีศาสนาที่ต่างกัน ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เราจะปฏิบัติกับเขาในทางที่เลวร้าย” วิกตอเรียผู้ซึ่งมีความรักต่ออินเดียและชาวอินเดีย เห็นชอบกับคำกล่าวข้างต้นของเบอร์ตี้ แต่ลึกๆ แล้ววิกตอเรียอิจฉาต่อบทบาทใหม่ของเบอร์ตี้ ดังที่เธอได้กล่าวถึงจดหมายของเบอร์ตี้ซึ่งเขียนมาเล่าเรื่องภารกิจของเขาในอินเดียว่า “เป็นเรื่องน่าเบื่อ เล่าเรื่องซ้ำไปมา เรื่องขี่ช้าง เรื่องความงามของเครื่องประดับท้องถิ่น เรื่องดอกไม้ไฟของอินเดีย” สำหรับวิกตอเรีย ความสำคัญยังอยู่ที่ความเป็นราชินีของเธอ ไม่ใช่เรื่องผจญภัยไร้สาระที่เกิดขึ้นในอีกฟากหนึ่งของโลก**รูปคือเบอร์ตี้ หรือกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 20

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดลีโอโปลก็ก้าวมาถึงวัยที่วิกตอเรียหวั่นเกรงที่สุด วัยที่เซ็กซ์เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต วิกตอเรียรู้สึกว่า การเป็นโรคโลหิตไม่แข็งตัวทำให้ลีโอโปลมีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป แต่ลีโอโปลไม่อยากดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความระมัดระวังมีแต่ความจืดชืด และต้องตายไปทั้งแบบนั้น ในจดหมายที่ลีโอโปลเขียนถึงเพื่อนได้ระบายความโกรธว่า “การใช้ชีวิตในวังเป็นเรื่องที่ผมทนไม่ได้อีกต่อไป ทุกตารางนิ้วของเสรีภาพถูกพรากจากผม ทุกคนเฝ้าจับตามองผม ทุกสิ่งที่ผมทำถูกรายงานให้ราชินีทราบ ผมอยากจะหนีออกจากบ้านน่าขนลุกหลังนี้เต็มทน ผมเฝ้ารอวันที่ผมจะสามารถแหกกรงขังและโบยบินออกไปได้”การต่อสู้ทางอารมณ์ระหว่างราชินีวิกตอเรียและมกุฎราชกุมารเบอร์ตี้ยังคงเข้มข้น เบอร์ตี้ทำทุกสิ่งที่วิกตอเรียไม่เห็นด้วย วิกตอเรียไม่ต้องการให้เบอร์ตี้สูบซิการ์ แต่เบอร์ตี้ก็ขัดขืน เธอไม่เห็นด้วยกับการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำในกลุ่มชนชั้นสูง แต่เบอร์ตี้ก็จัดงานประเภทนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ นี่คือการ “ปฏิวัติ” ต่อค่านิยมที่วิกตอเรียยึดถือ ในเวลานั้นเบอร์ตี้อยู่ในวัย 20 ปีปลายๆ และมีทายาทแล้วถึง 3 คน การเข้าสังคมของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นการแสวงหาความสุขอย่างสุดขั้ว เบอร์ตี้ “ตะกละ” ในการค้นหาความสุขให้แก่ชีวิต เขามองหาการเติมเต็มทางอารมณ์ผ่านการแสวงหาความสุขทางกายเหล่านี้ยิ่งรอบเอวของเบอร์ตี้ขยายออกมากเท่าใด ภาพอัศวินผู้กล้าหาญและสูงส่งก็ดูจะยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น เบอร์ตี้มีทัศนคติแบบชนชั้นสูงหัวโบราณที่มองการมีเพศสัมพันธ์ว่ายิ่งมีมากครั้งเท่าใดก็ยิ่งดี และจะกับใครก็ได้ การซื้อขายทางเพศเป็นเรื่องปกติ เบอร์ตี้ตกอยู่ในโลกของความเย้ายวนใจอย่างแท้จริง เขามักแวะไปหาความสุขในสถานบริการทางเพศบ่อยๆ มีคนรักที่เป็นสตรีชั้นสูงหลายคน พฤติกรรมเหล่านี้อาจมาจากอดีตที่ขาดความสุข และการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับโสเภณีก็อาจเพื่อแก้แค้นแม่ของตน ส่วนอเล็ก ภรรยาของเขา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนพฤติกรรมเสเพลของสามีต่อมาใน ค.ศ. 1870 ชีวิตอื้อฉาวส่วนตัวของเบอร์ตี้ก็เปิดเผยออกสู่สายตาของสาธารณชนอังกฤษ เมื่อมีชื่อของเขาเข้าไปข้องเกี่ยวในคดีฟ้องหย่าของบุคคลระดับสูง เรื่องนี้สร้างความตื่นตระหนกและความอับอายให้แก่ราชวงศ์ และท้าทายต่อภาพราชวงศ์ที่สูงส่งของวิกตอเรีย แต่เมื่อเบอร์ตี้ปรากฏตัวในศาล เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นเมื่อเขาถูกซักเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมมีใครบางคนชักใยเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตเช่นนี้ วิกตอเรียจะยืนอยู่ข้างเบอร์ตี้เสมอ และสิ่งนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของเบอร์ตี้ในกรณีฟ้องร้องนี้ เป็นที่แน่ชัดว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยมือที่สาม ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบถามเบอร์ตี้มากนัก ไม่ต้องวินิฉัยลึกไปกว่านั้น เพราะได้มีการกำหนดคำพิพากษาไว้แล้วว่า เบอร์ตี้เป็นผู้บริสุทธิ์แม่ลูกยังคงงัดข้อกันอย่างรุนแรง และเมื่อถึง ค.ศ. 1870 วิกตอเรียก็มีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์กำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลม ยิ่งไปกว่านั้นตัววิกตอเรียเองก็ยังไว้ทุกข์ให้สามีนานเกือบทศวรรษ ตัดขาดตัวเองจากสังคม และความเห็นอกเห็นใจที่ได้รับจากชาวอังกฤษก็เริ่มจางหาย นายกรัฐมนตรีแกลดสโตนเริ่มกังวลว่า สถาบันกษัตริย์อาจมาถึงยุคเสื่อม และต้องการให้ราชินีออกมามีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนมากขึ้น ขณะนั้นกระแสการก่อตั้งสาธารณรัฐเริ่มมีพลัง จึงเป็นโอกาสหาได้ยากที่เบอร์ตี้จะ “อบรม” แม่ของตัวเองให้ออกมาพบเจอกับโลกภายนอกบ้าง อาทิ “ถ้าแม่ได้มีโอกาสเดินทางจากวินเซอร์เข้าลอนดอนก็น่าจะขับรถผ่านสวนสาธารณะ เพื่อให้ราษฎรได้พบเห็นและชื่นใจที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับกษัตริย์ของพวกเขา กษัตริย์จะอยู่รอดได้ก็ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน” วิกตอเรียยังคงดื้อดึง ไม่รับฟังคำแนะนำ และเบอร์ตี้กับน้องๆ ทุกก็คนเข้าใจว่าการเผชิญหน้ากับแม่ในเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ และนี่คือวิกฤตสำคัญที่สุดในของยุควิกตอเรียต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1871 เบอร์ตี้ล้มป่วยลง ณ บ้านพักหลังใหม่ “ซานดริงแฮม” ที่เมืองนอร์ฟอล์ก ด้วยโรคไทฟอยด์ โรคเดียวกับที่หลายคนคิดว่าได้คร่าชีวิตอัลเบิร์ตไปเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า วิกตอเรียมาเยี่ยมลูกที่ซานดริงแฮม และต้องเจอกับสภาพที่น่าละอายเมื่อเบอร์ตี้มีอาการละเมอเพ้อคลั่ง เอ่ยชื่อคนรักจำนวนนับไม่ถ้วนต่อหน้าภรรยาของตัวเอง หลายฝ่ายจับตามองอาการป่วยของเบอร์ตี้ที่รุนแรงมากขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเบิร์ต แต่แล้วเขาก็กลับฟืนตัวราวปาฏิหาริย์และหายเป็นปกติ สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบแบบหน้ามือเป็นหลังมือในแง่ของภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์สองสามเดือนต่อมา ฝูงชนกลุ่มใหญ่รวมตัวอยู่หน้าโบสถ์เซนต์พอล ณ กรุงลอนดอน (ในรูป) เพื่อร่วมฉลองวันขอบคุณพระเจ้า (thanksgiving) หลังจากรอดพ้นความตายมาได้ เบอร์ตี้ก็ราวกับได้สร้างความผูกพันขึ้นกับประชาชน พฤติกรรมนอกลู่นอกทางของเขาดูจะไม่ได้ก่อให้เกิดอุปสรรคใดๆ อย่างที่วิกตอเรียกลัว วิกตอเรียเองก็ออกมาร่วมงานดังกล่าวและการได้รับการต้อนรับอย่างยินดีจากประชาชน แล้วภัยคุกคามต่อสถาบันก็ราวกับจะสูญสลายไปในทันทีนั้น

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

กษัตริย์ภูมิพลให้การสนับสนุนรัฐประหารหลายครั้ง

ในครั้งที่ไม่สนับสนุน นั่นเป็นเพราะรัฐประหารครั้งนั้นไม่ได้เอื้อต่อสถาบันกษัตริย์ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ในวิกิลีค์ที่เขียนโดยทูตสหรัฐ Ralph Boyle วันที่ 21 กย 2006 (2549) เขียนชัดเจนว่า การที่ในหลวงและราชินี เปิดให้กลุ่มที่ทำรัฐประหารเข้าเฝ้า นั่นคือการส่งสัญญาณว่า สถาบันกษตริย์สนับสนุนรัฐประหารให้ล้มรัฐบางทักษิณ นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ภูมิพลเองได้มีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งคณะรัฐประหารเพื่อบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นการ “เซ็นรับรอง” การทำรัฐประหารหลายครั้งในอดีตhttps://wikileaks.org/plusd/cables/06BANGKOK5836_a.html

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 19

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดเบอร์ตี้กับอเล็กซ์ก็ทำพิธีสมรส ณ พระราชวังวินเซอร์ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1863 ขณะนั้นวิกตอเรียยังคงสวมชุดไว้ทุกข์ให้อัลเบิร์ตอยู่ หลังจากพิธีสิ้นสุดลงก็ได้จัดให้มีการถ่ายภาพร่วมกับราชินีผู้โศกเศร้าและไร้ความสนใจในคู่บ่าวสาว เอาแต่จ้องมองรูปปั้นของสามีผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นวิกตอเรียได้มอบตำหนัก “มาร์ลเบอเรอห์” ซึ่งอยู่ห่างจากวังบักกิ้งแฮมเพียงไม่กี่ร้อยหลาให้แก่เบอร์ตี้และอเล็กซ์เป็นที่พักอาศัย การอยู่ใกล้วิกตอเรียชี้ว่า ผู้เป็นแม่ยังคงต้องการครอบงำชีวิตลูกแม้จะแต่งงานออกไปแล้ว ทำเสมือนว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่ อาทิ การควบคุมเวลาออกนอกบ้านของสามีภรรยาคู่ใหม่ ห้ามมิให้อเล็กซ์ขี่ม้าในสวนภายในราชวัง ส่งบ่าวไพร่ไปคอยสืบเรื่องราวความเป็นไปในครอบครัวของเบอร์ตี้ รวมถึงขอข้อมูลจากนายแพทย์เกี่ยวกับรอบเดือนของอเล็กซ์ วิกตอเรียเชื่อว่า ในฐานะราชินีเธอมีสิทธิที่จะทำเช่นนี้ ที่น่าสนใจก็คือ เบอร์ตี้ยอมเล่นเกมนี้กับวิกตอเรีย และไม่เคยปริปากบ่นไม่นานนัก เบอร์ตี้และอเล็กซ์หาทางสร้างสังคมของตนขึ้นภายในตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ ไม่ช้าเขาก็สามารถกำจัดคนของราชินีออกไปได้ และเผยให้เห็นคุณสมบัติหนึ่งของเขาซึ่งไม่มีในตัววิกตอเรีย นั่นคือ ความสามารถในการเป็นที่รักของคนรอบข้าง มาร์ลเบอเรอห์กลายเป็นสถานที่ตรงกันข้ามกับที่พำนักอันมืดมนของวิกตอเรีย ที่นี่เปิดกว้าง เป็นมิตรและหรูหรา สะท้อนความเป็นกันเองของเบอร์ตี้ และที่สำคัญ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของมุมมองที่หลายคนมีต่อสถาบันกษัตริย์ มุมมองที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรมหรือความบริสุทธิ์ด้านชีวิตรัก แต่เน้นเรื่องการละครและการแสดง ทว่าวิกตอเรียกลับมองเห็นแต่ภัยร้ายจากวิถีการใช้ชีวิตของเบอร์ตี้และสหายของเขา โดยเทียบเคียงกับการกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยในยุคก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งอาจทำให้ชาวอังกฤษไม่พอใจ วิกตอเรียพยายามป้องกันมิให้ลูกคนอื่นๆ เข้าใกล้ตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ซึ่งกลายเป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มชนชั้นสูงของอังกฤษวิกตอเรียยังมียุทธศาสตร์ที่กว้างไกลและอาจส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ เช่น การส่งลูกชายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาณานิคมเหล่านั้นกับเมืองแม่ แต่สำหรับแอฟฟี่ บทบาทนี้อาจไม่ตรงกับความประสงค์ของเขา แอฟฟี่เบื่อหน่ายกับบทนักการทูต ขณะเดียวกันก็ขาดพรสวรรค์ในด้านอื่นๆ ความสามารถในการเล่นไวโอลินไม่ได้พัฒนาขึ้นนัก แต่สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการกินดื่ม เที่ยวเตร่หาความสำราญทางเพศ แอฟฟี่จึงกลายเป็นตัวตายตัวแทนของเบอร์ตี้ ไม่หลักแหลม ไม่น่าสนใจ และเที่ยวมีความสัมพันธ์ทางเพศไปทั่ว ใน ค.ศ. 1867 แอฟฟี่ถูกส่งไปออสเตรเลียซึ่งยิ่งทำให้ความไร้ความสามารถของเขายิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัด ดังที่ปรากฏ แอฟฟี่เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำออสเตรเลียที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด ไม่มีความเป็นนักการทูต ขาดไหวพริบ และมักเพิกเฉยต่อบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่เขาไม่อยากเสวนาด้วย มีเพียงกิจกรรมเดียวที่แอฟฟี่ชอบเป็นพิเศษนั่นคือ การล่าสัตว์ แอฟฟี่ออกล่าพอสซัม วอมแบ็ท และไม่เคยแสดงความปรานีต่อการสังหารชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมากแต่แล้ววันหนึ่ง การล่าสัตว์ที่เป็นงานอดิเรกก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1868 ระหว่างปิกนิกที่เมืองซิดนีย์ แอฟฟี่ตกเป็น “สัตว์” ที่ถูกล่าเสียเอง เมื่อกลุ่มนักล่าสัตว์ยิงปืนพลาดมาโดนแอฟฟี่ในระยะเผาขน อันที่จริงกระสุนลูกนี้อาจสังหารแอฟฟี่ได้อย่างง่ายดาย แต่โชคดีที่กระสุนปืนยิงไม่ถูกไขสันหลัง เพียงทะลุผ่านปอดและไปฝังตัวอยู่ในซี่โครงด้านหน้าเท่านั้น เนื่องจากบาดแผลไม่รุนแรงเท่าใด แอฟฟี่จึงมีอาการดีขี้นในเวลารวดเร็ว เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูวิกตอเรีย เธอไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด ได้แต่แสดงความเห็นว่า “พระเจ้าปรานีเธอแล้วที่ไว้ชีวิตเขา”เจ้าชายอาเธอร์ ลูกชายคนโปรดของวิกตอเรีย ประสบความสำเร็จมากกว่าในการเป็นเอกอัครราชทูตของอังกฤษ ทำให้แม่ได้ชื่นใจ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศของเขาให้ได้ยิน วิกตอเรียถึงกับเอ่ยปากชมว่า อาเธอร์เป็นตัวแทนของพ่อและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ส่วนลูกชายคนสุดท้าย ลีโอโปล รู้สึกอิจฉาที่เห็นพี่ชายเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพราะตัวเองต้องจับเจ่าอยู่ในรั้วราชวังเนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ การต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเลือดไหลไม่หยุด ทำให้ลีโอโปลเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นที่เฉลียวฉลาด ช่างคิด และเป็นนักเปียโนมากพรสวรรค์ เขาอยากหลบหนีจากวังที่น่าอึดอัดนี้แต่ก็ไม่ได้รับมอบหมายบทบาทใดๆ ให้ทำ วิกตอเรียยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่คิดว่าเขาจะสามารถปฏิบัติภารกิจใดๆ ได้ ควรต้องถูกจับตามองทุกฝีก้าว และประสงค์ที่จะเก็บเขาเอาไว้แต่ในวัง วิกตอเรียจัดการให้เขาอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงชื่อ อาร์ชี่ บราวน์ ซึ่งเป็นน้องชายของจอห์น บราวน์ ผู้ที่วิกตอเรียส่งเข้าไปดูแลความเป็นไปและล้วงความลับของลูกสาว แต่สิ่งที่วิกตอเรียทำนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะอาร์ชี่มีนิสัยชอบกลั่นแกล้ง ลีโอโปลเคยเขียนในบันทึกว่า “เขาทำร้ายผม บางครั้งเขาจะเอาช้อนตบหน้าผมด้วย ผมอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ ผมเกลียดเขา” ผู้คนรอบข้างต่างเข้าใจสถานการณ์และพยายามเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียเปลี่ยนพี่เลี้ยงคนใหม่ แต่วิกตอเรียเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องเหล่านี้และยังคงจ้างอาร์ชี่อีกหลายปีต่อจากนั้น***ในรูปคือ family tree ของวิกตอเรีย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น