หมวดหมู่
คดีปริศนา

คดีต่างๆที่ทนายตั้มเคยก่อเหตุไว้ ทั้งแพ่งและอาญา

ตามหาคนหาย… ปกติชอบตั้งโต๊ะแถลงข่าว เดี๋ยวนี้หลอกนักข่าวให้รอ และหนีไปอีกทาง จะใช้มุกเงียบหายไปอีกเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ครั้งนี้คนเขารู้ทัน

รวมวีรกรรม :

  • ขอ 71 ล้านจากพี่อ้อย อ้างว่าเขาให้โดยเสน่หา แต่ทางพี่อ้อยมี พยาน หลักฐาน สัญญาว่าจ้างลงทุน และพฤติการณ์คดี ถ้าเป็นแค่การปลอมแปลงเอกสารของทนายตั้มเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีจริง คงไม่ต้องพาพี่อ้อยไปเจออนุทินที่ฮ่องกงเพื่ออวดว่าสนิทจนนั่งกินโต๊ะเดียวกับระดับรัฐมนตรีได้ และอ้างชื่อนักการเมืองคนอื่นๆ เพื่อให้เหยื่อศรัทธา สร้างความน่าเชื่อถือให้โอนเงิน ขยายผลจนถึง คดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ
  • สูบพี่อ้อยอีก 39 ล้าน จากเรื่องค่าจ้างศิลปิน 2 ล้าน แล้วอ้างว่าบัญชีที่รับเงินพี่อ้อยนั้นทำให้เกิดปัญหา โดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดเงินหายไป จนพี่อ้อยต้องช่วยไปอีก 39 ล้าน, อมเงินค่ารถเบนซ์ราคาจริง 8 ล้านแต่บอก 13 ล้าน และให้จีนเทาเช่ารถ, ฟันค่าออกแบบโรงแรม 9 ล้าน, เงินเดือน 3 แสนค่าทนายของตัวเอง แต่กลับเลี่ยงให้โอนเข้าบัญชีญาติ, นักบุญทุนคนอื่น พี่อ้อยบริจาครถ Ambulance 2.3 ล้าน มีชื่อเขาข้างรถ แต่ออกใบในนามทนายตั้มกับพ่อ เพื่อเอาหน้าและได้ลดภาษี, เสนอให้พี่อ้อยมัดจำที่ดิน 17 ล้าน และ ยุให้ซื้อเรือยอร์ชอีก 300 ล้าน แต่ 2 กรรมนี้พี่อ้อยไม่เอาด้วยแล้ว, เสนอให้ลูกตัวเองเป็นลูกบุญธรรมพี่อ้อย แต่ไม่สำเร็จ, เสนอให้หลานเป็นสะใภ้พี่อ้อย แต่ไม่สำเร็จเพราะลูกพี่อ้อยเขามีเมียแล้ว
  • ช่วงหวย 30 ล้านแรกๆ ก่อนเปิดตัวลูกเมีย ปี 61 พยายามตีสนิทครูเปียโนหลอกว่าโสดมาแล้ว 2 ปี บิดเบือนอ้างว่าครูเปียโนเป็นฝ่ายเข้าหา แต่ความจริงเป็นฝ่ายไปหาเขา ไปขอเรียนถึงที่บ้าน คารมการจีบไม่ธรรมดา แต่งานนี้ไม่เขาหลงกล ยื้อแรงและดึงมือกลับ รอดมาได้
  • ชูวิทย์แฉทนายตั้มเก็บค่าแถลงข่าว 3 แสน จากความพยายามขัดหาเรื่องว่าในถุงกระดาษมีเงิน 3 ล้าน ที่มาการเริ่มโดนเพจขุดความรวยชุดใหญ่แบบถึงแก่นโลก จนต้องหายหน้าไปเป็นปี และต้องเลิกถมแบรนด์เนมใส่ตัว
  • มีคดีพรากผู้เยาว์ แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง และล้างประวัติ ชื่อจริง ณัฐวุฒิ เบี้ยวบังเกิด แต่เปลี่ยนชื่อเป็น ษิทรา และเปลี่ยนนามสกุลจาก “เบี้ยว”บังเกิด เป็น “เบี้ย”บังเกิด
  • กับออยศรีที่เป็นทีมงานช่วยคดีหวย 30 ล้าน พอมีปัญหากัน อ้างว่าเขามาชอบตัวเอง ให้แฟนคลับสมัยนั้นรุมด่า ครอบครัวออยศรีเครียดจนสูญเสียคุณแม่ เกิดเป็นคู่กรณีกันหลายคดีจนปัจจุบัน
  • ให้ของขวัญข้าราชการอย่างบิ๊กโจ๊กเกิน 3 พัน ร่วมช่วยงานหลายเรื่อง ตั้งแต่โจ๊กโดนลอบยิงรถที่ตาตุ่ม ถึงยุครุ่งเรืองภายใต้นายบิ๊กป้อม จนมีคลิปร้องเพลงกับเจ้าแม่เว็บพนันมินนี่ มีเส้นทางเงินถึงโจ๊กเอี่ยวเว็บพนัน
  • แม่เด็ก 8 ขวบแฉทนายดัง ช่วยมือยีงลูกรอดคดี จนรู้ความจริงว่าผู้กระทำ คือพวกค้ายา
  • พยายามเปลี่ยนผู้ค้าเป็นผู้เสพ คดีเอมี่ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเป็นผู้ค้าโดนจำคุก 33 ปี
  • นอกจากอ้างปลอมเอกสารให้พี่อ้อยหลีกเลี่ยงภาษี ยังมีคดี ปลอมแปลงเอกสารยาเสพติด 100/2
  • พยายามเปลี่ยนคดีน้องหญิงตกรถให้เป็นแค่อุบัติเหตุ รอดในศาลชั้นต้น แต่สุดท้ายฎีกาให้ความยุติธรรมน้อง เพราะตรวจพบรอยช้ำหลายจุด จากการโดนตีหัว ด้วยของแข็ง จนลูกความทนายตั้มโดนพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
  • ขอให้คนบนเรือรอตัวเองก่อนแนะนำให้โยนความผิดให้แซนคนเดียว เพื่อที่เหลือทั้งหมดจะได้รอดคดี
  • ฟัน 10 ล้านคดีหย่าหนึ่งบางปู อ้างลูกพี่บิ๊กตำรวจสั่งย้ายได้
  • ขอแจมช่วยคดีลุงพล ฟันธงว่าบริสุทธิ์ สุดท้ายทิ้งคดี และมีปัญหาเรื่องเงิน
  • โกงค่าปรึกษาเหยื่อพลอยแดง 20 นาที จ่าย 1,500 ได้คุยจริง 2 นาที และผู้ร้องเรียนเคสอื่นๆ เช่น 30 นาทีจ่าย 3,000 แต่เจอจริงไม่ถึง 10 นาที
  • ทิ้งลูกความ คดีหลานรัฐมนตรีข่มขืน เปลี่ยนให้ทนายอีกคนทำ ทนายอีกคนก็โยนต่อให้ทนายอีกคน จนลูกความไม่รู้ต้องคุยกับใคร สู้คดีได้ไม่เต็มที่ สำนวนอ่อน สุดท้ายแพ้คดี จนเป็นซึมเศร้า

etc.

โทษดวง โทษโชคชะตา แต่ไม่โทษสันดานตัวเอง

#จากฮ่องกงสู่ห้องกรง #เหลี่ยมทุกดอกบอกทำเพื่อประชาชน

#พ่อพระหรือนักต้มตุ๋น

#ทนายตั้ม #รวยฟ้าผ่าไร้ที่มา

ที่มา: เพจ CSI la
หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

ด้วยจงรักและภักดี ‘เจ้าจอมสดับ’ ในรัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

#พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสปราศรัยกับ ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ ในวันเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516 #วันนี้เมื่อ51ปีที่แล้ว

2. ‘เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ’ พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้มั่นคงในรักเดียวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ หญิงสาวราชนิกูล ผู้มีสิริโฉมงดงามผู้นี้ ได้เข้าถวายตัวในตำแหน่งของเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449 ขณะมีอายุเพียง 16 ปี ซึ่งในวันนั้นนับเป็นวันที่ท่านมีความสุขมากที่สุด เนื่องด้วยคุณหญิงสดับ (ฐานะก่อนสถาปนา) ได้รับพระราชทาน #กำไลมาศ จากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อันเป็นกำไลทองคำแท้หนักสี่บาท ทำเป็นรูปตะปูสองดอกไขว้กัน อันหมายถึง “…ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย…” (ความตอนหนึ่งในบทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ตลอดระยะเวลาในการเป็นข้าทูลละอองพระบาท คุณหญิงสดับได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ และไม่นานล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระสนมเอก’ อันเป็นตำแหน่งที่เจ้าจอมมารดาหลาย ๆ ท่านที่รับราชการมาช้านานก็ยังไม่ได้เป็น

3. ด้วยความที่เจ้าจอมสดับ เป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการเป็นเจ้าจอม กลับได้รับพระราชทานตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ จึงก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาจากบรรดาเจ้าจอมทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ได้เล่าถึงความรู้สึกในครั้งนั้นว่า…

“…เหลียวไปไหนพบแต่ศัตรู คุณจอมท่านนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมท่านนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน…”

ภายหลังได้รับรับการสถาปนาขึ้นเป็นพระสนมเอก ท่านก็มักจะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีไปต่าง ๆ นานาอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นท่านก็มิเคยที่จะปริปากเพ็ดทูลสิ่งใด ๆ ให้เป็นที่หนักพระทัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เลย

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านเป็นเจ้าจอมที่รัชกาลที่ 5 โปรดมากที่สุดในเวลานั้น เจ้าจอมสดับได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เคยทูลขอพระราชทานทรัพย์สินมีค่าแต่อย่างใดเลยสักครั้ง  และด้วยอุปนิสัยค่อนข้างจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อย จึงเป็นที่สนิทเสน่หามากขึ้นไปอีกถึงกับพระราชทานสิ่งของมีค่าให้อยู่เนือง ๆ แม้ท่านจะมิเคยเอ่ยปากขอเลยก็ตาม

ครั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ซึ่งในขณะนั้นเจ้าจอมสดับมีอายุแค่เพียง 20 ปี ท่านจึงตัดสินใจสละสมบัติของมีค่าทุกอย่างที่เคยได้รับพระราชทานถวายคืนแด่ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ เพื่อมิให้เกิดการครหาว่าท่านจะนำสมบัติไปปรนเปรอชายอื่น มีเพียง ‘กำไลมาศ’ สิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านขอติดตัวไปด้วย

ต่อมาท่านได้ตัดสินใจหลบหลีกความวุ่นวายในราชสำนัก และหาความสงบให้แก่จิตใจโดยการบวชชีจำวัดอยู่ที่วัดเขาบางทราย จ.ชลบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัว ชายผู้เป็นที่รักของตน

4. เจ้าจอมสดับได้ปฏิญาณตนอย่างแน่วแน่ว่าจะครองตนเป็นหม้ายโสด เพื่อรักษาเกียรติยศแห่งการเป็นพระสนมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตลอดชีวิต

และตลอดชีวิตของท่าน นับตั้งแต่ได้รับพระราชทานกำไลมาศมา ท่านมิเคยถอดกำไลนี้ออกจากข้อมือเลยจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

เจ้าจอมสดับ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2526 สิริอายุได้ 93 ปี ซึ่งหม่อมหลวงพูนแสง สูตะบุตร ผู้เป็นหลานสาว ได้เป็นผู้ถอดกำไลมาศออกให้ และได้นำถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าจอมสดับนั้นเอง

5. “…กำไลมาศชาตินพคุณแท้
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที
จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก
ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย…”

(บทกลอนพระราชนิพนธ์ที่สลักอยู่บนกำไลมาศ)

ที่มา: เว็บไซต์ Sanook

หมวดหมู่
คดีแดง

บิ๊กนายพลและภรรยาและน้องคนสนิทกับคดีฟอกเงินเว็บพนันออนไลน์BNKมาสเตอร์ และ คดีซุกบ้านที่อังกฤษ ใกล้จะลอยนวล เพราะ ป.ป.ช.นิ่งมาก ความยุติธรรม2มาตราฐาน

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล บิ๊กต่อ (ผบ.ตร.) และ คุณนิภาพรรณ สุขวิมล คุณนายกุ๊กไก่ (นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ) พร้อมลูกน้องคนสนิท เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์บีเอ็นเคมาสเตอร์ พัวพันเส้นทางการเงิน32เส้นทาง จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าของคดีทั้งที่ใกล้เกษียณอายุราชการแล้วอย่างนี้จะไม่ให้คิดว่าเป็นคดี 2 มาตรฐานได้อย่างไรโดยที่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีก็ยังไม่มาให้การกับทาง ป.ป.ช. ประชาชนส่วนใหญ่เห็นการกระทำแบบนี้แล้วไม่สบายใจ

ซึ่งเป็นคดีที่สังคมส่วนใหญ่สนใจและต้องการรู้คำตอบโดยเร็วที่สุดแต่ทางหน่วยงานรัฐและป.ป.ช.ก็ยังยื้อประวิงเวลาให้ทั้งผบ.ตร. และ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ตะลอนร่อนไปตามงานเกษียณทั่วประเทศเลี้ยงฉลองใหญ่โต เฉพาะพวกพ้องตัวเอง ส่วนคดีก็เลื่อนไปได้เรื่อยๆจนประชาชนลืมกันเองแล้วก็ไม่มีใครตรวจสอบอีกต่อไป!!!

สงสัยจะเป็นจริงอย่างที่ลูกน้องกล่าวไว้ว่าไม่มีใครแตะต้องนายของตนได้ความผิดมูลผิดต่างๆก็จะลอยหายไปในกลีบเมฆ

นี่คงจะเป็นมาตรฐานสังคมไทยและระบบความยุติธรรมที่ 2 มาตรฐาน

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช. แจ้ง บิ๊กต่อ-ภรรยา รับทราบข้อกล่าวหา ปมซุกบ้านที่อังกฤษจริง

“บิ๊กต่อ” และภรรยา เบี้ยวพบคณะอนุฯ ป.ป.ช.รับทราบข้อกล่าวหาซุกบ้านมูลค่า 20 ล้านบาท ที่ประเทศอังกฤษ

https://www.sanook.com/news/9583806/gallery/
หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

บุรุษที่ “มั่งคั่ง” ที่สุดในประวัติศาสตร์

ลืมอีลอน มัสค์ หรือวอเรน บัฟเฟตต์ไปได้เลย
หากเปรียบเทียบคนที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราที่ผ่านมา
มานซา มูซา กษัตริย์ในตำนานแห่งจักรวรรดิมาลีโบราณ ยืนหยัดในฐานะบุคคลผู้มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ความมั่งคั่งของเขาเหมือนดั่งพรมที่ทอจากทองคำ เกลือ และการอุปถัมภ์ทางวัฒนธรรม
แต่เขาเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงหรือไม่?

ลองย้อนเวลาเพื่อเจาะลึกลงไปในทรายแห่งกาลเวลา

ตำนานแห่งทองคำ
มานซา มูซา หรือที่รู้จักกันในชื่อ มูซาที่ 1 แห่งมาลี เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรมาลีโบราณในแอฟริกาตะวันตก โลกเริ่มรู้จักชื่อของมานซา มูซา จากการเดินทางเพื่อแสวงบุญไปยังเมกกะ ซึ่งเขาได้แจกจ่ายทองคำให้กับคนยากจนและผู้อื่นตลอดการเดินทาง ทำให้โลกตกตะลึง สุลต่านแห่งอียิปต์เองก็ประหลาดใจกับความมั่งคั่งของกษัตริย์มาลีผู้นี้

มานซา (หมายถึงกษัตรย์) มูซา ขึ้นสู่อำนาจในปี 1312 หลังจากที่อาบู บักร์ ผู้ปกครองคนก่อน หายตัวไปในทะเลขณะสำรวจมหาสมุทรแอตแลนติก และไม่เคยกลับมาอีกเลย และทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 9 แห่งจักรวรรดิมาลี การเปิดเส้นทางการค้าใหม่ๆ ทำให้มาลีกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทองคำ งาช้าง และเกลือ

ในปี 1324 มานซา มูซาได้เดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งเป็นการแสวงบุญทางศาสนาไปยังนครเมกกะ พระองค์ทรงเดินทางไปพร้อมกับคาราวานประมาณ 60,000 คน รวมทั้งทหาร คนรับใช้ และทาส คาราวานถูกประดับด้วยทองคำและผ้าไหมเนื้อดี ส่วนมานซา มูซาซึ่งขี่ม้าอยู่นั้นนำหน้าด้วยทาส 500 คน แต่ละคนถือไม้เท้าประดับด้วยทองคำ นอกจากนี้ เขามีขบวนบรรทุกสัมภาระซึ่งมีอูฐ 80 ตัว แต่ละตัวบรรทุกทองคำหนัก 300 ปอนด์

ความมีน้ำใจและความศรัทธาของ มานซา มูซาในระหว่างการแสวงบุญทำให้เกิดความประทับใจไม่รู้ลืม ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนเขาก็แจกทองคำให้คนยากจนและสร้างมัสยิด
การใช้ทองคำอย่างฟุ่มเฟือยในเมืองต่างๆ ที่เขาเดินทางผ่าน โดยเฉพาะในกรุงไคโร ถึงกับทำให้ “ราคาทองคำในภูมิภาคลดลง” ชั่วคราว

การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ชื่อเสียงของ มานซา มูซาแข็งแกร่งขึ้นในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาและมีน้ำใจเท่านั้น แต่ยังนำความมั่งคั่งของมาลีไปสู่ความสนใจของโลกอีกด้วย การเดินทางแสวงบุญของเขาทำให้แอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะมาลี ปรากฏบนแผนที่ ทั้งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ

เทียบชั้นความมั่งคั่ง
ปัจจุบันโลกรับรู้ว่าอีลอน มัสก์คือบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด ด้วยความมั่งคั่งสุทธิของเขาที่ 199.4 พันล้านดอลลาร์
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์

จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัท แสตนดาร์ด ออยล์ และเป็นมหาเศรษฐีอย่างเป็นทางการคนแรกของโลก ความมั่งคั่งของเขาอยู่ที่ 341 พันล้านดอลลาร์
แอนดรูว์ คาร์เนกี้ เศรษฐีที่ร่ำรวยจากธุรกิจเหล็กและผู้ใจบุญ 372 พันล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งของเขาเทียบได้กับจักรพรรดิเลยทีเดียว

มีคนคำนวณความมั่งคั่งสุทธิของ มานซา มูซา ด้วยตัวเลขปัจจุบันพบว่าเขาน่าจะมีความมั่งคั่งอยู่ที่ประมาณ 1000 พันล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งของเขาไหลมาจากเหมืองทองคำของเขาที่มาลีซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับเขาอย่างไม่รู้จบสิ้น

มรดกที่เหนือกว่าทองคำ:
ความมั่งคั่งของ มานซา มูซาไม่ใช่แค่วัตถุเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรม สติปัญญา และจิตวิญญาณให้กับคนอีกมากมาย
เขาเปลี่ยน ทิมบักตู (เมืองโบราณในประเทศมาลี) ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ที่ซึ่งนักวิชาการมารวมตัวกันราวกับผีเสื้อกลางคืนจนกลายเป็นเปลวเพลิงแห่งสวรรค์

มงกุฎแห่งความร่ำรวย
แล้ว มานซา มูซารวยที่สุดหรือเปล่า?
ในทองคำ “อาจจะ” ใช่
แต่ถ้ารวมถึง “มรดก” ด้านวัฒนธรรม ความรู้และอื่นๆที่เขาตกทอดให้คนรุ่นหลัง
มานซา มูซาเป็นคนที่ “ใช่” อย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องราวของมานซา มูซาเป็นการผสมผสานที่น่าทึ่งระหว่างการอุทิศตนทางศาสนา ความมั่งคั่งมหาศาล และผลกระทบที่กว้างขวางจากการกระทำของเขาบนเวทีระดับโลก

ชื่อของเขาสะท้อนผ่านกาลเวลา ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงจุดบรรจบกันของความมั่งคั่งและสติปัญญา
ในภาพโมเสคอันยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ มานซา มูซาสวมมงกุฎแห่งความร่ำรวยได้อย่างงามสง่า

Cr: wealth lab
หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

บทความของศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร E-International Relationsได้รับการแปลเป็น 6 ภาษา นอกจากอังกฤษ คือฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน รัสเซีย เกาหลีและอารบิค ตามนี่้เลยค่ะ
My article on the future of monarchies in Southeast Asia, originally published in E-International Relations has now been translated into 6 languages. Aside from English, it is now available in Korean, Russian, Spanish, German, Arabic and French. Enjoy reading!
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2512 –> English
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2550 –> Korean
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2541 –> Russian
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2534 –> Spanish
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2513 –> German
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2526 –> Arabic
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2545 –> French

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112

“ท่านอ้น” คุณวัชเรศร วิวัชรวงศ์ โอรสคนที่ 2 ใน ร.10 ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ร่วมชมนิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112 ที่ Leroy Neiman Gallery มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ที่จัดโดย รศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เมื่อกิจกรรมแสนสุขกลายเป็นเรื่องทุกข์ของ ‘โอรสแห่งสวรรค์’ เพราะมันคือภารกิจเพื่อ ‘การมีทายาทสืบทอดราชวงศ์’


SEX แห่งจักรพรรดิชิง กฎระเบียบที่ ‘ขัดกับความเป็นมนุษย์’
จากคราวที่แล้ว ผมบรรยายถึงเรื่องของขันทีจีน อารยธรรมที่ส่งต่อข้ามศตวรรษ จนกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลทางวัฒนธรรมของแผนดีนจีนอยู่พักใหญ่ ทีนี้มาดูถึงฝ่ายในที่ขันทีพวกนี้ทำงานอยู่บางกันดีกว่า
แน่นอนพวกเราหลายคนคงเคยดูหนังจีนย้อนยุค (ใช้คำว่าหนังจีนนี่แหละ ดูย้อนยุคดี) จะเห็นว่าฝ่ายในนั้นจะมีนางสนมของฮ่องเต้ เป็นร้อย เป็นพัน ทั้งจากคัดเลือกของฝ่ายในเพื่อถวายฮ่องเต้โดยเฉพาะจากมเหสีหรือจากนางกำนัลของรัชกาลก่อน ทั้งจากบรรดาขุนนางฝ่ายหน้าที่หวังจะก้าวหน้าจึงเอาลูก เอาหลาน
เอาญาติมาถวาย บ้างก็ผ่านการคัดสรรมาจากแดนไกลเพื่อมาหมั้นหมายสร้างสัมพันธไมตรี ความเยอะแยะมากมายแบบนี้แหละที่ได้สร้างตำนานหงส์เหนือมังกรขึ้นมา สุดท้ายก็พาลทำให้หลายราชวงศ์ของจีนถึงกาลล่มสลาย อย่างราชวงศ์ชิงนี่ก็ถึงกาลอวสานด้วยความหลงอำนาจ นำพาจีนให้กลายเป็นดินแดนอ่อนแอด้วยน้ำมือของพญาหงส์อย่างพระนางซูสีไทเฮา
ทีนี้อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงคิดกันว่าถ้าได้เป็นฮ่องเต้ต้องสำราญเป็นแน่แท้ เพราะสนมนางในมีมากมายก่ายกอง ต้องได้ลองรักลองเลิฟกันสนุกสนาน แต่จากการศึกษาเรื่องราวตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ผมบอกได้เลยว่า น่ากระอักกระอ่วน อึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง
รันทดระคนสงสาร พาลเลิกจินตนาการเรื่องความหวาบหวามกันไปเลยทีเดียว เพราะมันมีการควบคุมเรื่องอย่างว่าสำหรับ ‘ฮ่องเต้ชิง’ กันอย่างเข้มงวด เพราะมันคือภารกิจสำคัญ ภารกิจเพื่อ ‘การมีทายาทสืบทอดราชวงศ์’ และเพิ่มโอกาสที่จะได้โอรส ‘เพศชาย’ มาสืบทอดบัลลังก์มากขึ้นนั่นเอง
Sex ที่อยู่ภายใต้การควบคุมมันเป็นอย่างไร? ปุถุชนแบบเราคงจะนึกภาพกันไม่ออก แต่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ ‘ชิง’ ราชวงศ์สุดท้ายของแผ่นดินจีน ทรงรู้รสชาติของมันเป็นอย่างดี จากชนเผ่านอกด่าน สู่การกุมอำนาจราชสำนัก จักรพรรดิชิงได้รับเอาขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของราชวงศ์ ‘หมิง’ ซึ่งเป็นชาวฮั่นมาใช้พร้อมกับพัฒนาระบบเฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรม ‘บนเตียง’ ในวังหลวง ถือว่าพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ถ้าเราเคยชมภาพยนตร์ไทยอย่าง ‘สุริโยทัย’ จะเห็นภาพการถวายงานแบบนั่ง ‘พับเป็ด’ ทาเครื่องประทินผิวทั่วตัว เปลือยสรีระสำคัญ
แต่ข้อห้ามที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ‘ห้ามเท้า’ ซึ่งเป็นของต่ำถูกพระวรกายขององค์ขุนหลวง นี่ว่าลำบากแล้วนะ แต่นั่นก็ยังน่าจะยังลำบากไม่เท่าการถวายงานแก่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ซึ่งมันค่อนข้าง ‘ขัดกับความเป็นมนุษย์’ ซึ่งแปลจากภาษาจีนที่เรียกว่า ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’
ก่อนจะไปรู้ว่า ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’ เป็นอย่างไร ? เรามาลองอ่านลำดับชั้นของฝ่ายในกันก่อน สำหรับฝ่ายในสมัย ‘ราชวงศ์ชิง’ นั้นจะมีลำดับอยู่ 3 ชั้น คือ

  1. จักรพรรดินี คือ ‘มเหสีเอก’ หรือ ‘อัครมเหสี’ ภรรยาทางการขององค์จักรพรรดิ คือหญิงที่ได้รับการยกย่อง เคารพนับถือสูงสุดในจีน เป็นรองก็เพียง องค์จักรพรรดิ และพระมารดาของจักรพรรดิ
  2. พระมเหสี คือ ‘มเหสีรอง’ มักจะเป็นหญิงสาวที่จักรพรรดิถูกใจ ได้รับแต่งตั้งไว้ในระดับที่สำคัญแต่ไม่ที่สุด ยกเว้นเมื่อเกิดกรณีที่ ‘มเหสีเอก’ ไม่มีทายาทเป็นชาย แต่ ‘มเหสีรอง’ กลับมีทายาทเป็นชาย ทีนี้สถานะก็จะกลับกลายไปเป็นเสมอได้ ในสมัยราชวงศ์ชิงมีตำแหน่ง ‘พระมเหสีถึง 4 ตำแหน่ง’ ด้วยกัน
  3. นางสนม ลำดับมีมากที่สุด ตามบันทึกแบ่งเป็น 8 ลำดับขั้น คือ พระสนมเอก พระสนม นางสนมกำนัล นางกำนัล กุลสตรี นางกำนัลขานรับ และเจ้าพนักงานหญิง ซึ่งรวมแล้ว อาจจะมี 50 – 80 คน หรือมากกว่านั้น โดยใน 8 ลำดับขั้นนั้นต้องผ่านการคัดเลือกจากหญิงสาวร่วม 5,000 คน ซึ่งการคัดเลือกแต่ละครั้งจะมี ‘ขันที’ เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ เอาล่ะ! เริ่มกระบวนการ ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’
    เริ่มต้นการเลือกนางสนมแห่งค่ำคืนนั้น ด้วยการนำป้ายชื่อของนางสนมแต่ละคนมาวางลงบนถาด แล้วนำมาให้ ‘องค์ฮ่องเต้’ พิจารณาเลือก ระหว่างรอเชฟหลวงทำอาหารเพลิน ๆ กับรอทีมพิสูจน์อาหารทดสอบยาพิษ ก็เลือกหยิบเอาไว้ว่าคืนนี้จะขึ้นเตียงกับใคร ซึ่งเรื่องนี้ถ้าพิจารณาดูก็จะเห็นว่า เป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นในราชสำนักฝ่ายในได้
    โดยเฉพาะกับพวกขันที เพราะถ้าเซ่นขันทีถูก รับรองสบาย เพราะต่อให้ถาดใหญ่แค่ไหน ไม่มีทางใส่ป้ายชื่อของนางสนมได้หมด นางสนมบางคนที่อยากจะได้ใกล้ชิดฮ่องเต้ในค่ำคืนนั้น ก็ต้องติดสินบนขันที
    เพื่อให้นำป้ายชื่อของตนเองไปไว้บนถาดดังกล่าว โดยใส่รายละเอียดแบบเป๊ะ เพื่อการถูกเลือก ทั้งตำแหน่งในการวาง วางตรงไหน ฝั่งไหน ได้ระดับสายตาไหมเลือกมือไหน มองทางไหนก่อน หยุดตรงไหนนาน ไม่ต้องแปลกใจ เพราะขันทีผู้ดำเนินการ ถือถาดมาให้ฮ่องเต้เลือกนางสนมเกือบทุกวัน แม้จะมีการเปลี่ยนเวรก็เถอะ แต่ก็จะวนปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ไม่กี่คน
    และแน่นอนด้วยความเป็นข้ารับใช้ที่ใกล้ชิด ก็ย่อมล่วงรู้ถึงพระนิสัย รู้พระทัยของฮ่องเต้ เป็นอย่างดี แบบนี้ก็พาลให้นึกไปว่า อย่างพระนางซูสีไทเฮา ก็ไม่รู้ว่าพระนาง ฯ ได้เซ่นขันทีไปไหม ? หรือขันทีมองพระนาง ฯ เป็นโอกาสไหม ? ที่ทำให้เส้นทางของพระองค์ได้ถูกเลือกขึ้นมาจากถาดใบนั้น
    ทำไมต้องเน้นขนาดนี้ ? เพราะว่า 1. ในเขตพระราชฐานชั้นในมีแค่ฮ่องเต้เป็นบุรุษเพศแค่พระองค์เดียว นางสนมก็เหงาเป็น หนาวเป็น อยากได้ไออุ่นเหมือนชาวบ้านทั่วไป 2. หากสนมคนใดตั้งครรภ์และคลอดองค์ชายออกมาเรียกได้ว่าสุขสบายทั้งชาติ มั่งมีทั้งตระกูล และอาจได้รับการยกระดับ
    หลังจากฮ่องเต้ท่านเลือกป้ายชื่อนางสนมได้แล้ว ทีมขันทีก็จะไปเตรียมการ ระหว่างนั้นฮ่องเต้ก็จะทรงดื่มด่ำกับอาหารค่ำไป ซึ่งธรรมเนียมตรงนี้ มีบันทึกเขียนเอาไว้ว่า “หากสนมนางใดถูกเลือก จะถูกนำตัวไปอาบน้ำ พาเข้าพระตำหนักแบบเปลือยเปล่า และนำผ้านวมสีแดงพันตัว อุ้มเข้าไปรอที่ห้องบรรทม” ซึ่งขั้นตอนนี้ นอกจากจะช่วยชำระเนื้อตัวให้หอมสะอาดแล้ว ยังเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝัน อย่างเช่นการซุกซ่อนอาวุธหรือยาพิษใด ๆ ที่อาจทำอันตรายต่อองค์จักรพรรดิได้
    ขั้นต่อมาถ้าเป็นสามัญชนอย่างเรา ๆ ก็คง “ลุยกันเลย!” แต่ช้าก่อน !!!!! สำหรับองค์จักรพรรดิ ยังต้องทำตามกฎแห่งวังหลวง คือ ‘จักรพรรดิ’ จะต้องนอนรออยู่บนพระแท่น ห่มผ้า แล้วเปิดส่วนพระบาท เอาไว้ ให้สนมเปลือยกาย “มุดจากด้านล่าง” ขึ้นมา ซึ่งเป็นแบบแผนชัดเจน ว่าการสังวาสนางสนมนั้น พวกนาง “ต้องมาจากเบื้องต่ำ” หรือ “เบื้องล่าง”
    ซี่งเอกสารโบราณเขียนไว้แบบนี้จริง ๆ นึกภาพนางสนมจะต้องเลื้อยจากบริเวณปลายเท้าขององค์ฮ่องเต้ขึ้นมาแนบพระวรกาย เอาล่ะแต่จากตรงนี้จะเป็นช่วง “ฟรีสไตล์” อยากจัดยังไง ก็จัดไป ตามอัธยาศัย แต่อย่าคิดว่าจะ “ฟรีไทม์” นะ ซึ่งนี่คือเรื่องตลกร้าย เพราะ Sex แห่งองค์จักรพรรดิ “มีเวลาจำกัด” !!!!
    แย่แล้ว !!! เป็นถึงจักรพรรดิจะมี Sex กับนางสนม ยังมีการจับเวลา ท่านลองนึกตามผมนะ สำหรับท่านผู้ชายเวลาไปอาบน้ำตามสถานที่อโคจรมันจะมีกำหนดเวลา อาจจะ 1 ชั่วโมงบ้าง ชั่วโมงครึ่งบ้าง แล้วพอครบเวลาเสียงกริ่งก็ดังเหมือนเลิกเรียน อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงอดขำไม่ได้ แต่นี่คือเรื่องจริงในประวัติศาสตร์จีน โดยทีมควบคุมนี้ ดำเนินการโดยทีมขันที แผนกเรื่องบนเตียง ซึ่งจะรอฮ่องเต้อยู่นอกห้องบรรทม
    เพื่อคอยสังเกตความผิดปกติ หากท่านเล่นรักกับนางสนมนานเกินไป ใน “ครั้งแรก” ขันทีจะตะโกนเข้าไปบอกว่า “ได้เวลาแล้ว” หากท่านไม่ตอบรับครบ 2 ครั้ง (คือต้องมีสมาธิฟังเสียงตะโกนของขันทีด้วย) พอถึงครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ไม่ต้องตอบรับ เพราะแก๊งขันทีจะเปิดเข้าไปในห้องบรรทม และแบกนางสนมคนนั้นกลับไปห้องของนางทันที โดยไม่สนว่าองค์จักรพรรดิจะสำเร็จกิจหรือไม่ (คือเสร็จไม่เสร็จไม่รู้พวกข้าพเจ้าจะอุ้มไปแล้วนะ)
    ซึ่งถ้าถามว่าฮ่องเต้ขัดขืนได้ไหม ? ก็ยังไม่อยากเลิก ถูกใจนางสนมคนนี้ จะขอค้างคืนเลยได้ไหมคำตอบคือ “ไม่ได้” อำนาจยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่กฎย่อมต้องเป็นกฎ อยากขัดขืนก็ทำได้นะ แต่จะต้องมีเรื่องกับผู้ทรงอิทธิพลคนรองจากพระองค์ นั่นก็คือ ‘จักรพรรดินี’ หรือ ‘มเหสีเอก’ ของพระองค์เอง เพราะเรื่องบนเตียงในวังหลวง ทั้งหมด ไม่ว่าจักรพรรดิจะไปร่วมหลับนอนกับใคร แต่สุดท้ายต้องกลับไปเตียงหลักของพระองค์ เตียงของผู้ที่ใหญ่ที่สุด เตียงของเมียเอก
    หรือเมียหลวงขององค์จักรพรรดินั่นเอง มันเป็นกฎที่บรรพชนเขียนเอาไว้ ฮ่องเต้มีสิทธิค้างคืนกับฮองเฮาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ดังนั้นการจัดดวลเดือดกับองค์ฮองเฮาเลยทำได้ง่ายหน่อย ไม่ลำบากเหมือนกับนางสนม ไม่งั้นนอกจากปัญหากับกฏและองค์จักรพรรดินีแล้ว พระองค์จะมีปัญหาต่อเนื่องไปถึงพระมารดาของพระองค์ด้วย
    เคยมีบันทึกถึงเหตุการณ์ที่ องค์ฮ่องเต้ ‘หลงใหลนางสนม’ แล้วไม่ยอมออกจากห้องตามกฎ ก็เลยถูกองค์ฮองเฮาลงโทษด้วยการนำป้ายคำสั่งบรรพชน มาอ่านออกเสียงดังๆ หน้าห้องบรรทมนั้น พร้อมกับสั่งลงโทษนางสนมคนดังกล่าว ซึ่งคนจีนเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษเป็นที่สุด เจอแบบนี้เข้าไป ฮ่องเต้เอง ก็ลำบาก ไปไม่เป็นเหมือนกัน ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
    ทีนี้ในกรณีฮ่องเต้ เมื่อร่วมหลับนอนกับนางสนมเรียบร้อยแล้ว กฎระเบียบที่ต้องทำตามข้อต่อไปคือ ต้องคิดว่าถ้าหากนางสนมท้อง ฮ่องเต้จะต้องเลือกว่า จะ ‘เก็บ’ เด็กในท้องเอาไว้ไหม ? คือสันนิษฐานเอาไว้ก่อนเลยว่า การร่วมรักครั้งนี้จะเกิดการตั้งครรภ์ ถ้าฮ่องเต้ ‘พอใจ’ ก็จะอนุมัติให้เก็บเด็กไว้
    เพื่อที่กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายต่อไป แต่ถ้าองค์ฮ่องเต้บอกว่า ‘ไม่เก็บ’ ทีมขันทีจะจัดการพานางสนมไปทำการคุมกำเนิด จัดการล้างช่องคลอด จะด้วยวิธีใดก็จินตนาการกันเอาเองเถิดแต่ก็นับว่าโหดร้ายกับฝ่ายหญิงพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม กรณีการ ‘ไม่เก็บ’ นี้ถือว่าเกิดน้อยมาก
    ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้? คำตอบคือ เพราะฮองเฮาในราชวงศ์ชิง เกือบทั้งหมดเป็นคน “เชื้อสายแมนจู” เหมือนฮ่องเต้โอกาสจะทรยศ ล้มล้างเหมือนที่ ‘ชาวฮั่น’ จ้องอยู่มีน้อยกว่า นางสนมบางคนเป็นคนเชื้อสายฮั่นการค้างคืนกับฮ่องเต้ จะเพิ่มความเสี่ยง และเหตุผลอีกข้อคือ
    การมุ่งทำให้ชาวแมนจูมีความเป็นอารยะมากขึ้น การมีกฎเกณฑ์มีธรรมเนียม เป็นเรื่องราวของชนชั้นสูง ควรค่าต่อการปกครองใต้หล้า และข้อสำคัญคือ ไม่ต้องการให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงหมกมุ่นกับเรื่องเพศมากจนเกินไป เพราะ ‘ฮ่องเต้’ มีศักดิ์เป็น ‘โอรสแห่งสวรรค์’ ทุกคำพูด และการกระทำต้องถูกบันทึกเอาไว้หมดและมีผลต่อลิขิตฟ้าชะตาแผ่นดิน
    ดังนั้น Sex ของ ‘จักรพรรดิชิง’ จึงมีไว้เพื่อสืบราชวงศ์ให้ดำรงต่อไป ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกสนานในเมื่อสวรรค์เลือกท่านลงมาปกครองแล้ว ก็ย่อมต้องยอมทำตามระเบียบปฏิบัติให้ความสำคัญกับการว่าราชการบ้านเมืองมาก่อน ส่วนเรื่อง Sex เป็นเรื่องรอง ต้องอยู่ในกรอบ มี Sex ได้ แต่ต้องมีขอบเขตด้วยประการฉะนี้แล
    เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager
    ที่มา ; THE STATES TIMES

.blockdit.com

#เพจภาพและเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

< หัวหน้าของ “ผู้การทางหลวง” คือ “ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง” >


จากกรณีอื้อฉาว “ส่วยทางหลวง” ทำให้หลายคนได้รู้ว่า “ตำรวจทางหลวง” นั้นเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับ “ตำรวจสอบสวนกลาง” ซึ่งว่ากันว่าเป็นหน่วยงานระดับ “กองบัญชาการ” ที่ทรงอำนาจที่สุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะคุมหน่วยงานระดับกองบังคับการสำคัญไว้เกือบหมดนอกจาก ตำรวจทางหลวง แล้วก็ยังมี ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจคอมมานโด(ปฏิบัติการพิเศษ) ตำรวจคดีอาญชากรรมเทคโนโลยี ตำรวจคดีอาชญากรรมเศรษฐกิจ ตำรวจปราบปรามทุจริตฯ ตำรวจปราบปรามค้ามนุษย์ ตำรวจคดีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตำรวจคดีคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจรถไฟ และ ตำรวจน้ำ ซึ่งทำให้มีอำนาจการสืบสวนสอบสวนครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร

แถมถ้าไปดู ทำเนียบรายชื่อ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็จะพบว่าตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมา ผบ.สอบสวนกลาง ต่างเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับแวดวงอำนาจระดับสูงทั้งสิ้น เช่น

  • ปี 2553-2557 พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์
    อดีต ผบ.สอบสวนกลาง ที่ว่ากันว่าตอนนั้นทรงอำนาจยิ่งกว่า ผบ.ตร. พงศ์พัฒน์เป็นน้าชายแท้ๆ ของพระวรชายาของพระบรมโอรสาธิราช (ในขณะนั้น) แต่เมื่อเกิด”ฟ้าเปลี่ยน” พงศ์พัฒน์ก็ร่วงจากฟ้า ถูกเปิดโปงว่า กระทำการ”อ้างเบื้องสูง”หากินโดยมิชอบ รับสารพัดส่วยจนร่ำรวยเป็นพันล้าน สุดท้ายโดนตัดสินจำคุกรวมกันหลายสิบปี
  • ปี 2557-2561 ฐิติราช หนองหารพิทักษ์
    จากเดิมเป็นลูกน้องพงศ์พัฒน์ในสอบสวนกลาง แต่เมื่อฟ้าเปลี่ยนก็ได้กลายเป็นหัวหน้าทีมทลาย “เครือข่ายพงศ์พัฒน์” และขึ้นเป็น ผบ.สอบสวนกลาง คนต่อมา ฐิติราชเป็นน้องเขยของ พล.อ.จักรภพ ภูริเดช ผบ.ทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ และ พี่เขยของ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผบ.สอบสวนกลาง คนปัจจุบัน หลังเกษียณฐิติราชได้รับการโอนย้ายไปเป็นข้าราชการทหารในพระองค์ มียศเป็นนายพลทหารบก ล่าสุดมีตำแหน่งเป็น รองผบ.ทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ
  • ปี 2563-2564 ต่อศักดิ์ สุขวิมล
    น้องชายแท้ๆของ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์และเลขาธิการพระราชวัง ต่อศักดิ์จบป.ตรีจากรัฐศาสตร์ มธ. ไม่ได้ผ่านโรงเรียนนายร้อย หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานเป็นเซลบริษัทน้ำมันต่างชาติสักระยะ ถือว่าเริ่มอาชีพตำรวจค่อนข้างช้า แต่ในช่วง 10 ปีหลัง เติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นตัวเต็ง ผบ.ตร. คนต่อไป ซึ่งอาจทำให้เป็น “สิงห์แดง” คนแรกที่ได้ตำแหน่ง ผบ.ตร.
  • ปี 2564-ปัจจุบัน จิรภพ ภูริเดช
    ผบ.สอบสวนกลางคนปัจจุบัน ขึ้นเป็น ผบช.ก.ตอนอายุ 46 ปี ถือเป็น ผบช.ก. ที่มีอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งหน่วยงานมา จิรภพเป็นน้องชายแท้ๆของ จักรภพ ภูริเดช ผบ.ทหารมหาเล็กฯ และ เป็นน้องเขยของ ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ บีบีซีไทยวิเคราะห์ว่า ด้วยความที่เป็นผู้บัญชาการตั้งแต่อายุยังน้อย จิรภพจะได้เป็นผบ.ตร.แน่ๆ เนื่องจากเหลืออายุราชการอีกยาวถึงปี 2579

Cr: FB พูติกาล ศายษีมา

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย ท้าทายทุกอิทธิพลมืด ใครสั่งเก็บ ‘แคล้ว ธนิกุล


วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2534 ที่ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ข่าวใหญ่ก็เกิดขึ้น นักข่าวอาชญากรรมในกรุงเทพ ต่างได้ยินเสียงวอวิทยุแจ้งข่าว เหตุ 241 อาวุธปืน (เป็นรหัสวิทยุ หมายความว่า เกิดเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้เสียชีวิต ด้วยอาวุธปืน) กินเวลาไม่นาน พวกเขาก็รู้ว่า ผู้เสียชีวิต อายุ 56 ปี ชื่อ แคล้ว ธนิกุล ชาย ผู้มีฉายาว่า เจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย
.
แคล้ว เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เขามีฝาแฝดที่คลอดมาแล้ว เสียชีวิต จึงถูกตั้งชื่อว่าแคล้ว มีที่มาจาก แคล้วคลาดจากอันตราย
.
เด็กหนุ่มแคล้ว เดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อมาพักกับพี่สาวที่ย่านสวนมะลิ ก่อนจะรู้จักกับรุ่นพี่นักมวย แล้วไต่เต้าขึ้นมา ด้วยการสะสมอิทธิพล บารมี ในฐานะนักเลง คนจริง ผู้ไม่กลัวใคร กินเวลา ไม่นานเขาก็ได้รับฉายาว่า เหลา สวนมะลิ หรือเฮียเหลา ผู้กว้างขวาง มีลูกน้องไปทั่ว
.
จนได้รับฉายาว่า เจ้าพ่อนครบาล
.
แคล้วเปิดค่ายมวยของตัวเอง มีเอี่ยวในทุกธุรกิจสีเทาของกรุงเทพ โดยเฉพาะบ่อนการพนัน ร่ำลือว่า ใครจะเปิดบ่อน แต่เสียค่าเปิดให้กับเฮียเหลา แต่ในยุคเจ้าพ่อ แคล้วก็ต้องมีเขตจำกัดไม่ไปล่วงเกินดินแดนฝั่งอื่น ที่มีเจ้าพ่อด้วยกันเอง แต่เพราะลูกน้องมาก จึงมีการกระทบกระทั่งกับเจ้าพ่อคนอื่นอยู่เรื่อย เป็นยุคเถื่อนที่ตัดสินชีวิตกันด้วยคมกระสุน
.
เจ้าพ่อนครบาลรายนี้ เฉียดถูกฆ่า ถูกลอบสังหารมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย จนคนในวงการร่ำลือว่า แคล้ว ธนิกุล แข็งแกร่งมีเครื่องรางของขลัง อยู่ยงคงกระพัน
.
แต่แล้วในปี 2534 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน ในช่วงเวลานั้น แคล้วต้องการฟอกตัวเองจากเจ้าพ่อ เข้าสู่วงการการเมือง เพื่อทำให้ตัวเองปลอดภัยจากเส้นทางกระสุนลอบฆ่าของเจ้าพ่อ กฎเถื่อนอาญาทมิฬ มาสู่กฎหมายแบบมีอารยะ
.
อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว คนมีสีก็ติดตามรถแคล้ว และไปยิงถล่มเจ้าพ่อนครบาลจนร่างพรุน แม้อมพระในปาก ก็ไม่รอด ปิดตำนานเจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย โดยไม่มีใครกล้า สานต่อบังลังก์นี้อีกต่อไป
.
ทุกวันนี้ กลุ่มบุคคลที่สังหารแคล้ว ธนิกุล ยังไม่เคยถูกจับได้ มีเพียงคำร่ำลือกระซิบกระซาบ ว่าเป็นใครเท่านั้น เหลือทิ้งไว้เพียงอาญาทมิฬที่มอบให้กับแคล้ว ธนิกุล ปิดฉากชีวิตสุดโลดโผน ด้วยคมกระสุนสุดโหดเหี้ยม

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำนานนักเลงเบอร์1นครบาลราชาม้าเก็งเอ๋า


ตำนานบทใหม่ที่ใครหลายคนยังไม่เคยสัมผัส
ตั้งแต่ย่านสะพานดำ-วรจักร-พลับพลาไชย-ย้อนเข้าวัดเทพศิรินทร์-สถานรับเลียงเด็ก-มหานาค-
สะพานขาว-นางเลิ้งจรดประตูผีอันเป็นเขตสถานีตำรวจนครบาลเช่นส.นสำราญราษฎร์,ส.น นางเลิ้ง ,ส.นชนะสงคราม,ส.น พระราชวัง
ส.นจักรวรรดิ์หรือส.นพลับพลาชัยล้วนเป็นเขต
อาณาจักรนักเลงยุคมืดเผ่าครองเมือง นาม
เก๊า ม้าเก็ง นักเลงสายเลือดมังกรพลัดถิ่นที่มีอุปนิสัยบ้าดีเดือดละเลงเลือดเป็นกิจวัติในยคุอันธพาลผยองหรือ
อันพาลครองเมือง
แล้วแต่จะสรรหาว่ากล่าวตามความนิยมชมชอบ
ของแต่ละคน
พฤติกรรมต่างลุงเปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตย์เคยลงในเรื่องราวเป็นตัวหนังสือเป็นที่นิยมจากวรรณกรรมสะท้อนสังคมอ้อยหวานก็เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงผลงานเขียนบุคคลท่านนี้
เข้ามาที่ตัวละครกันต่อวีรกรรมแรกที่ทำให้ชื่อเก๊าม้าเก็งเป็นที่รับรู้เกิดที่สโมสรเวียงฟ้าข้างโรงหนังควีนส์ ชั้น3เหตุเกิดจาก พัน หลังวังดาวดังแห่งยุคโก๋ หลังวังหักหน้าหยามเกีรยติสร้างความอัปยศหมดศักดิ์ศรีนักเลงเพราะควงเด็กในอานัตเขาออกงานซึ่งหมายถึงเป็นข่มบารมีในดงนักเลงยุคนั้นเก๊าบุกเดี่ยว หักไม้คิวของพันหลังเป็นวัดเชิงนักเลงครั้งที่พัน หลังพานพบพาน
วีรกรรมต่อมาเขาอาจหาญใช้ตีนตบหน้า พี่คล้อยนักเลงรุ่นใหญ่ที่ถือว่าเป็นมิควรยิ่งแต่เก๊า ม้าเก็งหาได้ประหวั่นถึงผลตามมาแต่ประการใด
แววนักเลงอาชญากรอุบัตขึ้นปลายปี2499
เมื่อเก๊า ม้าเก็งรับงานยิงคนเป็นครั้งแรก เสี่ยปิง
เจ้าของโรงฝิ่นย่สนฝั่งธนที่งานนี้ขนาดนักฆ่าหน้าหยกอย่างโอวตี๋ แซ่โค้วที่ดับชีพคนดังมานักต่อนักยังบอกปัดก่อนบุกแหลกเข้าเรียกเก็บค่าคุ้มครองทั่วนครบาลและธนบุรีเช่นบ่อนของนักบู้
รุ่นเดียวกันเหลา 1.สวนมะลิ-หมึกตรอกทวาย
2บ่อนโอเล้ง,ตี๋น้อย,เล่าถิ,เกียย้งนักบู้เลือดมังกร
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสหายโดนเก็บเรียบไม่มียกเว้น
3.ฝังวงเวียน22กรกฎาและเยาวราชของล้อ วงเวียนและก่งก๊กนาม ซา หลัก เก๊า ล้วนใดรับอานิสสงโดยระรานข้ามถิ่นเหยียบแผ่นเยาวราช
ที่ไม่เคยปรากฎนักบู้นามใดหาญกล้าท้ามัจจุราช
เช่นนักเลงเก๊า ม้าเก็งนามนี้สร้างบารมีขึ้นตำแหน่งเบอร์หนึ่งนักเลงชนิดไร้คู่ต่อกรท้าบัลลัง
กระทั้งการเลี่ยนแปลงผู้นำชาติจากอำนาจมืดยุค
จอมพลเผด็จการที่ให้อำนาจตำรวจจัดการบ้านเมืองรูปแบบสร้างฆาตรกร,นักเลงขึ้นใว้ประดับชาติบ้านเมืองยุคอัศวินแหวนเพชรครองอำนาจ
ตำนานตำรวจเก็บส่วยที่กลายทำเนียบปฎิบัติใน
เวลาต่อมาหมดอำนาจโดนนายพลผ้าคะม้าแดงทำการปฏิวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์(เจ้าของธนาคารเอเชียที่โดนนักเลงสามล้าน สนอง ยืนยง
ลูบ อ้อยหวานจะนำเสนอในเพจหน้า)
ราชาม้า เก็งเอ๋าที่เคยเป็นนักล่ากลับเป็นฝ่ายถูกล่าจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจนต้องหนีกบดานยังสระบุรีเพราะผู้นำชาติคนใหม่บัญญัติข้อหาครอบจักรวาลขังไร้กำหนดในข้อหาประพฤติตัวเป็นบุคคลอันธพาลทำให้เขาหายไปจากยุทธภพร่วมปี เพราะรัฐเริ่มหันมาสร้างโจรล้างโจร
ใช้นักเลงฆ่านักเลงเช่นนี้ กลุ่มนักเลงเก้ายอดที่ต่อมาหลายใด้ดิบใด้ดี แต่ศักดิ์ศรีนักเลงที่เคยมี
ถูกลบไปเพราะลอบกัดนักเลงด้วยกัน
หลังเป็นดั่งมือเท้าของรัฐ
บทเรียนของเก๊าที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่าพอกลับมาหาได้นึกเปลี่ยนนิสัยอันใดแต่กลับทวีความกร้าวร้ายความกร้าวร้าวมากขึ้นทวีคูณจนทางการนำพาสู่ตะรางหมดอิสระภาพในคุกบางขวางแมนที่จะสำนึกด้วยเก๊า ม้าเก็ง
บุคคลที่สะกดคำว่าก้มหัวไม่เป็น สร้างวีรกรรมใด้
ขนาดอยู่ในดงแคบๆที่แวดล้อมไปด้วยสัตว์คราบมนุษย์ในคุกบางเขนนี้ ดาวดัง,นักฆ่า,หรือว่าเจ้าพ่อ เขาลุยมาหมดเช่น กังวาน วีระนนท์ เจ้าพ่อบางนกแขวก,นักฆ่าหน้าหยก1ใน4นักฆ่าพญายม
แห่งเยาวราช,พระเอกนักบู้เลือดนักเลง ลือชัย นฤนาท,หรือนักฆ่าสี่คิงอย่างเสืออบ(ตี๋ ขยันกิจล้วนแต่ถูก เก๊า ม้าเก็งฝากความอัปยศให้ใว้แทบทุกนามจุดจบชีวิตอ้อยหวานเสนอเรื่องราวในเรื่องโปรดติดตาม
มังกรซ่อนพยัคฆ์หักพญาอินทรีย์

Cr: FB: ภาพเก่าในอดีต

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น