หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ไทย กับเผด็จการ

การรัฐประหารของสฤษดิ์ได้สร้างความดีใจแก่วังเป็นที่สุด
เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันมา 25 ปี คนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง 2475 คือ นายปรีดีและจอมพลป.พิบูลสงคราม
มีอันต้องกระเด็นออกจากประเทศโดยไม่เคยได้กลับมาอีก

ยุคสมัยของพวกคณะราษฎรได้ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง
สถาบันกษัตริย์ได้หวลกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางให้กษัตริย์สนับสนุน
สฤษดิ์รู้ดีว่าการรับรองจากกษัตริย์มีความจำเป็นสำหรับการยึดอำนาจ
เพราะแม้แต่ทูตสหรัฐฯก็ยังต้องรีบเข้าวังเพื่อให้ได้คำยืนยันที่ชัดเจนว่า
คณะรัฐประหารยังคงอยู่กับฝ่ายอเมริกาในสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์

การรัฐประหารของสฤษดิ์ทำให้รัชกาลที่ 9 ได้ข้อสรุปสำคัญ
สองประการ

คือไม่มีการฝันถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว

และพวกเจ้าต้องเลิกต่อสู้กับรัฐบาลทหารโดยเปลี่ยนเป็นอ้าแขนรับ
พวกเผด็จการทหารแทน

ในอีกหลายสิบปีต่อมาที่ภูมิพลทรงอุ่นพระทัยมากที่สุดกับเผด็จการทหาร
ที่ส่วนใหญ่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารที่พระองค์ทรงให้การรับรองเอง

ที่สำคัญคือราชวงศ์ก็ทรงหมดความสนใจในระบอบประชาธิปไตย
แบบตะวันตกมานานแล้ว พวกเจ้าเคยให้ความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ
และรัฐสภา

แต่หลังจากปี 2500 เป็นต้นมาพวกเจ้าสรุปว่า
ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่สำคัญและกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อ
อำนาจของกษัตริย์ ราชวงศ์ให้การสนับสนุนสฤษดิ์
เพราะสฤษดิ์ได้ทำการยกเลิกทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
หลังจากที่สฤษด์ยึดอำนาจจากจอมพลป.แล้ว

สฤษดิ์ยอมเอาใจพวกนักวิจารณ์ด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ
และกำหนดการเลือกตั้ง โดยเลือกคนที่ดูกลางๆที่สุด คือ นายพจน์ สารสิน
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ
ซึ่งนายพจน์ยอมรับตำแหน่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าในหลวงเห็นชอบ
กับการรัฐประหารการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ทำให้สฤษดิ์ได้กุมอำนาจที่แท้จริงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สภาเต็มไปด้วยคนของสฤษดิ์และกำลังเสริมจากพรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาจัดการกวาดล้างคนของจอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่าอย่างรวดเร็ว
ตัดงบและลดอาวุธของตชด.และตำรวจ ซึ่งเป็นขุมกำลังของพล.ต.อ.เผ่า

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว สฤษดิ์ก็เดินทางไปสหรัฐ
เพื่อรักษาโรคตับอักเสบ ก่อนเดินทาง ภูมิพลได้พระราชทานดอกไม้ช่อใหญู่
และทรงอวยพรให้สฤษดิ์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งได้รับการประโคม
เป็นข่าวใหญ่
โดยที่ในหลวงไม่เคยแสดงพระท่าทียกย่องชื่นชมนักการเมืองอย่างเปิดเผย
ต่อสาธารณะเช่นนี้มาก่อนเลย

หลายสัปดาห์ต่อมา ภูมิพลทรงกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มของสฤษดิ์
ด้วยการโปรดเกล้าฯเลื่อนยศนายทหารฝ่ายสฤษดิ์กว่า 50 นาย
ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานยศพลเอกแก่พลโทถนอม
เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับเหล่านายทหาร

สฤษดิ์เดินทางกลับไทยหลังจากสุขภาพดีขึ้นแล้วในเดือนตุลาคม 2501
และทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยทางวังไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ภูมิพลคงรับทราบเรื่องการทำรัฐประหารของสฤษดิ์
และทรงให้ความเห็นชอบเนื่องจากไม่นานก็มีการลงพระปรมาภิไธย
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
ซึ่งเป็นการล้มล้างทั้งอำนาจการเมืองและตัวระบบการเมือง

สฤษดิ์ยกเลิกสภานิติบัญญัติและประกาศใช้กฎอัยการศึก
รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวและปกครองโดยผ่านทางสภาปฏิวัติ
ที่นำโดยทหาร ปิดปากนักวิจารณ์ด้วยการจับกุมปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์
นักการเมืองเด่นๆ ไปกว่า 100 คน

สฤษดิ์หันไปใช้ความคิดแบบโบราณดั้งเดิมเพื่ออ้างความชอบธรรม
โดยอ้างความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอันเป็นผลมาจากความคิดแบบตะวันตก
ซึ่งมีจอมพลป.และนายปรีดีเป็นตัวแทน ประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้นใช้ไม่ได้
เพราะประชาชนขาดวินัยและความเคารพ
ความระส่ำระสายไม่มั่นคงและการเติบโตของคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม
โดยตรงต่อชาติ ศาสนา และกษัตริย์
สงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์กลายมาเป็นฐานอำนาจของสถาบันกษัตริย์
ขุนทหารก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนกับราชบัลลังก์
ภูมิพลเริ่มกล่าวเตือนถึงภัยคอมมิวนิสต์

สฤษดิ์ได้สั่งจับกุมคุมขังผู้ต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคนตั้งแต่นักศึกษา
นักการเมืองเสรีนิยม ไปจนถึงพระนักกิจกรรม ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์
และบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์

ภูมิพลให้การรับรองแผนนี้ในดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2500
ด้วยอาการตะกุกตะกักอันเป็นเอกลักษณ์ประจำองค์ว่า
“รัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์
ต่อชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการต่างๆ
ตามแผนด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ชาติจึงจะได้ประโยชน์
เราหวังว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องเหล่านี้ในอนาคต”

ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์สั่งย้ายวันชาติไปเป็นวันที่ 5 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันเกิดของภูมิพล

พิธีกรรมบวงสรวงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ประจำปี ได้รับการขยับขยาย
ให้กษัตริย์เข้ามาสู่พระราชพิธีแรกนาขวัญ พฤศจิกายน 2502

รัฐบาลสฤษดิ์รื้อฟื้นพิธีเห่เรือเสด็จกฐินหลวงในแม่น้ำเจ้าพระยา
พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทกษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทย
จากปกติที่ทหารถวายสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์
โดยเพิ่มพิธีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้ากษัตริย์ หรือพระบรมฉายาลักษณ์
พร้อมทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาและผู้รับเครื่องราชย์พร้อมครอบครัว

ปี 2502 ภูมิพลประทานธงชัยเฉลิมพลที่บรรจุเส้นผมของพระองค์
(ที่ปลายด้ามธง)แก่ทหารกรมกองต่างๆเรียกว่าราชวัลลภ
หรือทหารรักษาพระองค์อันเป็นเครื่องหมายแสดงความผูกพันระหว่าง
กษัตริย์แลเผด็จการทหาร พร้อมการโฆษณาเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพ
เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ยุทธหัตถีสมเด็จนเรศวรมหาราชดอนเจดีย์
ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ในวันกองทัพไทย ปี 2502 จนถึงปี 2513
เป็นอย่างน้อยที่เสด็จเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรในค่ายทหารต่างๆ
ในวันกองทัพของทุกปี

จอมพลสฤษดิ์เพิ่มงบประมาณให้วังอีกเกือบ 28 ล้านบาทในปี 2501
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นช่วยหนุนเสริมการเงินของวังให้มั่นคงขึ้น
และสนับสนุนการปรับปรุงพระตำหนักสวนจิตรดา ในเดือนมกราคม 2502
จอมพลสฤษดิ์ได้ยกเลิกกฎหมายการปฏิรูปที่ดินปี 2497 ของจอมพลป.
ทำให้ชนชั้นสูงไม่ต้องสูญเสียการถือครองที่ดิน
ในสมัยยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์
ไม่มีใครกล้าต่อต้านการยกเลิกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเลย

การรื้อฟื้นราชาศัพท์ อันเป็นภาษาในพระราชวังที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง
อันสูงส่งเลอเลิศสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การกระทำและกระทั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
โดยมีรากมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ราชาศัพท์ถือเป็นตัวชี้วัด
ความใกล้ชิดกับวัง

ซึ่งหลังจากการปฏิวัติ 2475 ราชาศัพท์ก็กลายเป็นเรื่องดัดจริต
ที่พ้นยุคสมัยไปแล้ว มีแต่พวกเจ้าเก่าๆ กับข้าราชบริพารเก่าแก่เท่านั้น
ที่ยังจำได้

สิ่งสำคัญที่เกิดผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของราชาศัพท์คือการใช้คำว่า
พระ กำกับตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งเลิศหรูอลังการและศักดิ์สิทธิ์
อีกด้วย เพราะคำว่า พระ เป็นคำเรียกปกติสำหรับพระสงฆ์หรือนักบวช
เช่นเดียวกับบรรดาศักดิ์ขุนนาง เมื่อนำหน้าคำอื่น แปลได้ว่า ประเสริฐ
และยังมีความหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์ อีกด้วย เมื่อคำว่าพระ รวมกับคำว่า เจ้า
ก็กลายเป็นคำเรียกทั้งพระเจ้าแผ่นดินและพระเจ้า

คำว่าพระถูกใช้กับราชาศัพท์เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งการกระทำ
และการเคลื่อนไหวของพระมหากษัตริย์ ทำให้เต็มไปด้วยความขลัง
และยังเป็นคำสำคัญในชื่อเรียกทางการของกษัตริย์ด้วย
เช่น พระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่า ราชานักรบผู้ยิ่งใหญ่และประเสริฐ/ศักดิ์สิทธิ์
หรือเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือพระเจ้าที่อยู่บนหัว

ความสูงต่ำนี้จะถูกเน้นย้ำมากเป็นพิเศษในการเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
ฝ่ายเจ้าจะพูดด้วยภาษาธรรมดาในชีวิตประจำวัน
ขณะที่สามัญชนต้องพูดกับพวกเจ้าด้วยราชาศัพท์
ความแตกต่างทางชนชั้นนี้เห็นได้ชัดในสรรพนามเมื่อพูดกับกษัตริย์
ผู้พูดจะแทนตัวเองว่า ข้าพระพุทธเจ้า แล้วเรียกพระมหากษัตริย์ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปลว่า“เท้าอันประเสริฐของพระเจ้า(ท่าน)
อยู่เหนือหัว(ของฉัน)”

เมื่อประกอบด้วยการหมอบกราบ มันบ่งบอกสำนึกของความต่ำต้อยอย่างที่สุด
แต่ก็เป็นเกียรติสูงส่งที่ได้เอาอวัยวะสูงที่สุดในร่างกายของผู้พูดไปวางไว้
แทบอวัยวะที่ต่ำที่สุดของพระมหากษัตริย์

คำขึ้นต้นและลงท้ายในการกล่าวต่อพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการยิ่ง
เลยเถิดเกินจริงและยิ่งเป็นภาพที่ชัดมากขึ้นเป็นคำว่า
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมแปลว่า
ขออำนาจละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของท่านปกป้องศีรษะและกระหม่อม
ของข้าพเจ้า ความหมายของมันไม่เพียงแต่การวางศีรษะผู้พูด ไว้ใต้ฝ่าเท้า
ของกษัตริย์เท่านั้น
แต่ยังลงลึกไปอีกว่าวางกระหม่อมของผู้พูดไปไว้ใต้ละอองของฝุ่น
ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกษัตริย์อีกที พิลึกมากที่ถ้อยทำนี้ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้น
จดหมายฉบับแรกที่คณะราษฎรเขียนไปถึงรัชกาลที่ 7

ที่ฟื้นชีพมาพร้อมกับราชาศัพท์นี้ก็คือการหมอบกราบ
ซึ่งการบังคับให้หมอบกราบพระราชวงศ์นั้นได้ถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังคงถือปฏิบัติตามความเคยชินเรื่อยมาจนกระทั่ง
จอมพลป.ขึ้นมามีอำนาจ คำให้การที่ใช้ปรักปรำในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
ก็คือนายปรีดีและราชเลขาธิการ นายเฉลียว ปทุมรสต่างถูกกล่าวหาว่า
ไม่เคารพในหลวงอานันท์เนื่องจากไม่คำนับกษัตริย์

ครั้นถึงทศวรรษ 2500 การหมอบกราบก็หวนกลับมาเป็นที่ยอมรับกัน
ถ้าพระโอรสพระธิดาและคนรับใช้ของพระเจ้าอยู่ต้องหมอบคลานต่อพระองค์
ในที่สาธารณะ และถ้านักการเมืองหัวแถวต้องทำแบบเดียวกัน
ดังนั้นทุกคนก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน ผลของการฟื้นวัฒนธรรมเจ้านี้
เป็นการเมืองอย่างที่สุด อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้ว่า
ระบบภาษาหรือราชาศัพท์ที่เรียกร้องความต่ำต้อยอย่างที่สุด
ในส่วนของพสกนิกรและทึกทักยกความสูงส่งราวพระพุทธเจ้าให้แก่
ผู้ปกครองนี้ทำงานได้ผลที่สุดในสังคมพุทธภายใต้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสังคมไทยก็กำลังเลื่อนถอยกลับไป
ในทิศทางนั้น

เมื่อสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคตับในเดือนธันวาคม 2506
โทรทัศน์ได้แพร่ภาพภูมิพลใช้มือแตะหน้าผากของสฤษดิ์
ก่อนอสัญกรรม คล้ายพระพุทธเจ้ากำลังทรงอำนวยพร
ภาพนี้ ได้รับการเผยแพร่ราวกับเป็นภาพบูชาทางศาสนาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
สฤษดิ์ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเพียงใด
ภูมิพลทรงประกาศไว้ทุกข์ในราชสำนักเป็นเวลา 21 วัน
อันไม่เคยปรากฏมาก่อน และศพของสฤษดิ์อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าภาพ
ของสำนักพระราชวังเป็นเวลา 100 วัน บรรจุในโกศทองคำภายใต้ฉัตร
พระราชทานห้าชั้น

ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ในวันที่ 17 มีนาคม 2507 พระยาศรีวิสารวาจาได้กล่าวในภายหลังว่า
ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกษัตริย์มากเท่า
สฤษดิ์เลย

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังสฤษดิ์อสัญกรรม
มีการเปิดเผยว่าสฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท
กับที่ดินอีก 20,000 ไร่ โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือ
จากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
ซึ่งได้ต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินมรดกเป็นข่าวอื้อฉาว

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คำประกาศคณะราษฏร์๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕(ฉบับเต็ม)

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติ
สืบต่อจากพระเชษฐานั้น
ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า
กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น
แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่
กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม
ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอ
ไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ
ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร
ปล่อยให้ข้าราชการ
ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต
มีการรับสินบนในการก่อสร้าง
และการซื้อของใช้ในราชการ
หากำไรในการเปลี่ยนเงิน
ผลาญเงินของประเทศ
ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร
กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา
ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม
ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจ
และความฝืดเคืองในการทำมาหากิน
ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์
มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร
ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส
(ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง)
เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์
เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร
กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร
จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่ง
เป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ
กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย
เลือดตาแทบกระเด็น
ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ
ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์
หรือใช้งานโยธา
แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข
ไม่มีประเทศใดในโลก
จะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้
นอกจากพระเจ้าซาร์
และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน
ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครอง
อย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร
มีเป็นต้นว่า.. หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากิน
อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป
หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎร
ผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน
ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้
เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้
ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน
ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น
เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้
ไม่ให้เรียนเต็มที่
เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา
ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้
และคงจะไม่ยอมให้เจ้า
ทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า
ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง
บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้
ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก
พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ
และกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน
เงินเหล่านี้เอามาจากไหน?
ก็เอามาจากราษฎร
เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง
บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง
ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา
เพราะทำนาไม่ได้ผลรัฐบาลไม่บำรุง
รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด
นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้ว
และทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ
จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม
เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน
เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ
ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้า
กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง
ให้คนมีงานทำ
จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎร
ซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน
แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่
คงสูบเลือดกันเรื่อยไป
เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ
คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม
ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ
ทหาร และพลเรือน
ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้าย
ของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว
จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น
และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว
คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้
ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ
ความคิดดีกว่าความคิดเดียว
ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น
คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้
ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญ
การปกครองแผ่นดิน
จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้
นอกจากด้วยความเห็นชอบ
ของสภาผู้แทนราษฎร
คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้
ให้กษัตริย์ทราบแล้ว
เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ
ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบ
ภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตน
ว่าจะถูกลดอำนาจลงมา
ก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ
และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศ
จะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย
กล่าวคือ ประมุขของประเทศ
จะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎร
ได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา
ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎร
จะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด
ทุกๆ คนจะมีงานทำ
เพราะประเทศของเรา
เป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ
เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้
จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน
มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว
ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น
การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ
จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา
ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด
เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว
เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย
เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล
ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์
ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางาน
ให้ราษฎรทุกคนทำ
จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ
ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
(ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร
เช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ
มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกัน
ช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจ
อันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ
คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือ
เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์
เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ
และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ
อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร
การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้
เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร
บุตร หลาน เหลน ของตนเอง
ประเทศจะมีความเป็นเอกราช
อย่างพร้อมบริบูรณ์
ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย
ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย
ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน
และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่
เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า
หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร
สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ
ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ
ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น
ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2  ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นิยายอิงประวัติศาสตร์ แข่งกับจันดารา

กษัตริย์ ต้นราชวงค์จักรีได้ขึ้นบัลลังค์ดว้ยการฆ่าเจ้าตากสินมหาราช
ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าแล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์
ตากสินมาจากสามัญชนเชื้อจีน

ก่อน ร 1 จะวางศิลาเลิกสร้างกรุงเทพได้ให้โหราจารย์หาฤกษ์ให้
โหรบอก 2 ฤกษ์ กษัตริย์เลือกเอาระหว่างความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร
แต่ราชวงค์จะสิ้นสุดภายไม่กี่องค์

หรือความยืนยาวของราชวงค์ถึง 9 กษัตริย์ แต่ราษฎรจะทุกข์ยากลำเค็ญ

ร. 1 เลือกเอาประการหลัง

บัดนั้นก็ถึง ร. 9 ตามคำทำนายแล้ว

ดัง ที่ทราบกันดีในแง่ของปรัชญานั้น ชนชั้นกดขี่ขูดรีดเป็นพวกจิตนิยมอัตวิสัย
ยิ่งพวกศักดินาด้วยแล้วก็ยิ่งสูงจัด พวกนี้เชื่อโชคเชื่อลางทำตามคำทำนาย
ของหมอดูที่ตนเชื่อถือและมีหมอดูจำนวน หนึ่งหากินอยู่กับพวกนี้จนมั่งคั่ง
ร่ำรวยในจำนวนนี้มีพระระดับสูงอยู่ด้วย

ก่อนที่จะชักนำเอาประภาสเข้ามา เมื่อ 17 สิงหาคม 2519
ครอบครัวกษัติย์ได้ไปให้พระหมอดูทำนายอนาคต
พระบอกว่าถ้าจะให้มี ร. 10 ต่อไปแล้วกษัตริย์ต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทางการเมืองภายในเดือนสิงหาคมเป็นการเริ่มต้น
หลังจากนั้นต้องฆ่าประชาชนทิ้งสัก 30,000 คน นั่นแหละจึงจะสัมฤทธิ์ผล
เดือนที่มีโอกาสเหมาะทีสุดคือเดือน กันยายน-ตุลาคม
ทั้งนี้ต้องมีขุนศึกรับอาสาจัดการให้
แล้วกษัตริย์ก็สมคบกับนายพลกลุ่มหนึ่งดำเนินไปตามนั้น

จาก เหตุผลทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรมและคดีฆาตรกรรมพี่ชาย
ทำให้กษัตริย์ภูมิพลจำต้องต่อสู้เพื่อรักษา บัลลังค์ของตนเอาไว้ให้นานที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ลูกชายที่ไม่ฉลาดนัก
ได้ขึ้นนั่งบัลลังค์สืบต่อไป

แม้การสมรสของลูกชายกับญาติใกล้ชิดที่ฉลาดพอกันหรือน้อยกว่านั้น
ก็ทำไปตามคำ ทำนายของหมอดูที่ว่า ต้องจัดการกับประชาชนที่ต่อสู้
เพื่อความเป็นธรรมในสังคมให้สำเร็จเสียก่อน

การรัฐประหารโหดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ในทรรศนะของชนชั้นกดขี่ขูดรีด
เช่นพวกศักดินาถือว่าได้กำจัดประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้แล้ว
อนิจา เป็นการมองด้วยสายตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวจริงๆ

ในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างหนักเช่นสังคมไทยนี้ ลูกหลาน
เหลน โหลนของประชาชนกลับมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นแสนสาหัส
ยิ่งขึ้นทุกที เมื่อเทียบกับลูกหลานของชนชั้นปกครอง

แล้วการที่กษัตริย์ประกาศต่อสู้กับประชาชนผู้ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลี้ยงดูกษัตริย์มาหลายชั่วโคตร์นั้น
จะให้หมายความว่าอย่างไร นี่คือธาตุแท้ของกษัตริย์ฆาตกร

ประเทศ ต่างๆในโลกสมัยโบราณล้วนแต่เคยมีกษัตริย์ปกครอง
มาด้วยกันทั้งสิ้น บัดนี้ยังหลงเหลือกันอยู่ไม่กี่ประเทศ
ดูเอาเถอะ บาบิโลน เมโสโปเตเมีย โรม กรีช อินเดีย อินโดเนเซีย
ฟิลลิปปินส์ แน่ละ รัสเซีย จีนพะม่า เวียตนาม เขมร ลาว เป็นอาทิ

ปัจจุบัน ราชินีอังกฤษ กษัตริย์ สวีเด็น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร
ที่ยังคงอยู่ได้ก็เพราะพวกเขายอมไปตามกงล้อประวัติศาสตร์
ของมนุษย์ชาติแต่ โดยดี

แม้แต่อาร์คิมีดิส นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง
ยังไม่สามารถหาที่ยืนนอกโลกเพื่องัดโลกให้เป็นไปตามความประสงค์ได้
กษัตริย์ภูมิพลซึ่งสืบพันธ์มาจากภายในแวดวงศักดินาหลายชั่วคนมาแล้วนั้น
จะ เป็นอาร์คิมีดิสคนที่สองที่ประสบความสำเร็จกระนั้นหรือ

วิญญาณนเรศวรที่ตายด้วยไข้ฝีดาษไป 300 ปี แล้ว นั้น
ยังจะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตเป็นหนุ่ม
ขี่ ช้างตกมันออกไปรบกับพม่าตัวต่อตัว
แล้วฆ่าแม่ทัพพม่าตามประวัติศาสตร์ที่พวกศักดินาเขียนขึ้นเองได้ละหรือ

แล้ววิญญาณวีรชน 14 ตุลาคม 2516 และ ที่เพิ่งสดๆร้อนๆมา
เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ตั้งหลายร้อยคนนั้นเล่าพวกเขาได้พลีชีพเพื่อเอกราช
ของชาติจากแอกของจักร วรรดิ์นิยมอเมริกา
เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน และเพื่อความเป็นธรรมของสังคม
อย่างแท้จริงพวกเขาตายในสนามรบเมื่อยังเป็น
หนุ่มสาวที่เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่ง วิญญาณของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัว
ให้ใครเห็น และไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องเสกสรรปั้นแต่งเรื่องไร้สติเช่นนั้น

เพราะวิญญาณแห่งการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนที่ยังมีชีวิต
อยู่นี่แหละที่ เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนของเขาถูกฆ่าตาย
ไปต่อหน้าต่อตา การยกเอาวิญญาณนเรศวรขึ้นมาอ้างสะท้อน
ให้เห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวของ กษัตริย์ในการต่อสู้และดูถูกเหยียดหยาม
แม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า ติดตามตนไม่ทัน ไม่เอาการเอางาน
ดีแต่คอยหวังแก่งแย่งแข่งขันกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
และทางการเมือง คือคอยเป็นหอกข้างแคร่ของบัลลังค์กษัตริย์นั้นเอง
เป็นความรู้สึกที่ถูกต้องแล้ว

รัชกาลที่ 1 ยังเล่าเรื่องโกหกให้เจ้าเวียงจันทร์กับพระยานครศรีธรรมราช
ฟังในวัดพระแก้ว ให้คนได้ยินกันหลายคนว่าเคยมีซินแส
หรือหมอดูจีนหัวร่อ ทำนายว่า พระยาจักรีกับพระยาตากสินจะได้เป็นกษัตริย์ทั้งคู่
เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า พระองค์มีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ
มีบุญญาอภินิหารกว่าใครในแผ่นดินรวมทั้งพระเจ้าตากสินด้วย
และหาเหตุผลมาสนับสนุนการล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากสิน

กรมพระราชวังบวรฯ ( บุญมา ) น้องชายรัชกาลที่ 1 เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 60 ที
เพราะคลานเข้าถึงตัวพระเจ้าตากสินขณะที่พระองค์ทรงนั่งกรรมฐานอยู่ที่ตำหนักแพ
ส่วนพระยาจักรี ก็เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 2 ครั้ง เ
พราะพระยาจักรี รบกับเจ้าพระฝางด้วยความย่อหย่อนจึงถูกโบย 30 ที
และถูกโบยอีก 50 ที เพราะบกพร่องในการทำเมรุเผาพระชนนี(แม่)

พระยาจักรี ได้ถวายบุตรสาวเป็นสนมของพระเจ้าตากสิน
ซึ่งสนมพระเจ้าตากสินผู้หนึ่งที่ถูกประหารชีวิตเพราะมีชู้
น่าจะเป็นบุตรสาวของรัชกาลที่ 1 ทำให้รัชกาลที่ 1 เคียดแค้นพระเจ้าตากสินมาก
และหาเรื่องประณามพระเจ้าตากว่าเต็มไปด้วย โมหะ โลภะ
ทั้งๆที่ พระเจ้าตากสินเป็นผู้นำในการรวบรวมผู้คน ในภาวะสงคราม
จนปราบพวกพม่าและชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ จึงทรงเป็นผู้นำ ที่รักชาติ
กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เป็นศูนย์รวมของชาวไทย กอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ
ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว

ส่วน​ ร.10​ รอดูกันว่าจะลงแบบใหน..!!?

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
1 ธ.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

“พระ” ในประเทศญี่ปุ่นอาชีพ หน้าที่ สิ่งที่รัก และกฎหมาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

สังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ชาวญี่ปุ่นมองศาสนาเป็นเพียงเทศกาลและพิธีกรรม ไม่ได้มีความสำคัญในแง่การนำศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอีกต่อไป มีการสำรวจพบว่าชาวญี่ปุ่นปัจจุบันนับถือศาสนาน้อยลงมากและคำตอบที่มักพบคือ “ฉันเป็นคนไม่มีศาสนา”

การดำรงอยู่ของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่เป็นระบบสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น นั่นหมายความว่าพระต้องแต่งงานและมีลูกเพื่อธำรงไว้ซึ่งวัดของตน (การสืบทอดเปลี่ยนมือได้เมื่อเปลี่ยนเจ้าอาวาสหรือผู้สืบทอดวัดเช่นกัน) ข้อดีของประเทศญี่ปุ่นคือมีการเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางอาชีพรวมถึงการไม่กดดันคาดหวังกับการเป็นปัจเจกชนอย่างพระ พระในมุมมองของคนรุ่นใหม่จึงเป็นเพียงอาชีพที่ใช้เลี้ยงปากท้องไม่ใช่วรรณะ ตัวพระเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็ตระหนักรู้ว่าคนเราสามารถสวมใส่บทบาทได้หลากหลายเช่นกัน

แม้ชาวญี่ปุ่นจะยอมรับการมีอยู่ของศาสนารวมถึงให้ความเคารพบุคคลในสายอาชีพต่าง ๆ ในทางกลับกันการยอมรับ LGBTQ+โดยผ่านออกมาเป็นกฎหมายยังเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันต่อไป ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศเดียวในกลุ่มมหาอำนาจ G7 ที่ไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิ์ให้คนกลุ่มนี้ ความล้าหลังทางกฎหมายนี้ก็ดูจะไม่ต่างกับประเทศสารขัณฑ์เท่าไรนัก ประชาชนเองก็ได้แต่ภาวนาว่าสักวันกฎหมายที่กุมไว้โดยกลุ่มอนุรักษนิยมจะเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยและความหลากหลายของผู้คนในยุคปัจจุบันเสียที เพราะไม่ว่าอย่างไรความจริงก็คือเราทุกคนเป็นคนเท่ากันกฎหมายต่างห่างที่สร้างสิทธิ์ให้คนบางกลุ่มอยู่เหนือคนกลุ่มอื่นแค่นั้นเอง

อ่านต่อได้ที่ https://www.thairightsnow.org/th/article/monk-in-japan

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

บทสัมภาษณ์ รัชกาลที่ 9 ภูมิพล กรณีการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8

ผู้สื่อข่าวบีบีซีสัมภาษณ์ รัชกาลที่ 9 ภูมิพล กรณีการ
เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ภายในห้องทรงงาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

อ่านบันทึกลับอันสุดเศร้าของประเทศไทย
บทความจาก : Andrew MacGregor Marshall
ใต้โพสต์ 👇👇👇

BBC 1980

ความลับอันสุดเศร้าของประเทศไทย

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

Systemic Racism คืออะไรทำไมจึงมีความสำคัญ?

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now


ในปี 2020 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเหยียดสีผิวในประเทศสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ การเสียชีวิตของ George Floyd โดยตำรวจเมือง Minneapolis และผลกระทบจากโควิด-19 ต่อชุมชนคนผิวสีและชุมชนละติน กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้ยุติความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมในสังคม ตลอดจนความไม่เท่าเทียมในระบบสาธารณะสุข โดยข้อเรียกร้องนั้นไม่เพียงแค่เป็นการมองที่ตัวเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดหรือแค่การแก้ปัญหาโรคระบาดเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง ซึ่งประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้กล่าวว่าการเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญ

Systemic racism คือการที่นโยบาย ข้อปฏิบัติ และสถาบันต่างๆ ในสังคม ส่งผลทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมหยั่งลึกในสังคมต่อคนหมู่น้อย โดยเฉพาะชาวอเมริกันผิวสี นักวิชาการสืบค้นที่มาของคำว่า Systemic racism ซึ่งได้มาจากหนังสือชื่อ “Black Power: The Politics of Liberation” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1967 โดย Kwame Ture หรือที่รู้จักกันในนาม Stokely Carmichael และ Charles V. Hamilton ผู้เขียนตีความประเภทของการเหยียดสีผิวไว้เป็น 2 ประเภท คือ
การเหยียดสีผิวแบบเปิดเผย (Overt racism) คือการแสดงออกซึ่งความเกลียดชังและอคติ อันนำไปสู่การทำร้ายร่างกายหรือกระทั่งเสียชีวิต

การเหยียดสีผิวแบบซ่อนเร้น (Covert racism) คือการแสดงออกถึงการเหยียดสีผิวอย่างไม่เปิดเผย แต่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่น้อยไปกว่าการแสดงออกอย่างเปิดเผย

Systemic racism ยังหมายรวมถึงกระบวนการเหยียดสีผิวเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นการให้ความหมายที่มุ่งเน้นไปยังบทบาทขององค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนทำให้ภาวะการเลือกปฏิบัตินี้คงอยู่ในสังคมมายาวนาน

อ่านต่อได้ที่ https://www.thairightsnow.org/th/article/what-is-systemic-racism-why-important

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ประธานบริษัท” ในคราบผู้นำเผด็จการ : ธุรกิจแหล่งทุนอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย มีภาพเป็นผู้นำเผด็จการที่คนไทยรู้จักดี แต่หากลบภาพผู้นำประเทศ ละตำแหน่งทางราชการเอาไว้ จอมพลสฤษดิ์ยังเป็นทั้ง ประธานบริษัท นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการจำนวนมากมาย
.
การดำเนินการของจอมพลสฤษดิ์ในธุรกิจเหล่านี้ก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันใช้เป็นฐานส่งเสริมและค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตนและพรรคพวก ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศได้
.
จอมพลสฤษดิ์มีธุรกิจจำนวนมากและหลากหลายประเภท แม้จอมพลสฤษดิ์จะไม่ได้เป็น “ประธานบริษัท” หรือเข้าไปบริหารงานด้วยตนเองโดยตรงทุกองค์กร แต่ส่วนมากก็จะเข้าไปถือหุ้น และให้คนใกล้ชิดดำเนินกิจการแทน บางธุรกิจแม้ไม่มีชื่อของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเครือข่ายอำนาจทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ สะท้อนการประสานผลประโยชน์ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ คนใกล้ชิด และนักธุรกิจ
.
ในภาคการเงิน จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งในปีนั้นนอกจากจะเป็นประธานบริหารธนาคารแล้ว ก็ยังแต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้จัดการธนาคารอีกด้วย คือ นายโชติ คุณะเกษม ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก โดยจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้ธนาคารทหารไทยเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาในทางมิชอบจากหน่วยราชการต่าง ๆ
.
นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก เช่น พ.ศ. 2495 เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารเอเชีย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุนและใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาใช้ในการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของตน ส่วนธนาคารสหธนาคาร ก็เป็นธนาคารที่คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บริหาร ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาก่อตั้งธุรกิจเช่นกัน อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (แรกตั้งชื่อว่า บริษัท ประกันภัยเอเชียติ๊ก จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รัชตประกันภัย จำกัด ตามลำดับ) และบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด
.
ในภาคอุตสาหกรรม จอมพลสฤษดิ์มีส่วนร่วมก่อตั้งหลายบริษัท อาทิ บริษัท เหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2503, บริษัท ยางไฟร์สโตน จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2505 และในภาคการค้าและบริการ อาทิ บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2492 และบริษัท บางกอกสากลการค้า จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นต้น
.
รายชื่อธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์บางส่วนมีดังนี้ (บางส่วนเป็นการลงทุนร่วมโดยมีจอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นด้วย) ธนาคารเอเชีย, ธนาคารแหลมทอง, บริษัท ทิพยประกันภัย, ธนาคารทหารไทย, บริษัท ไทยเซฟวิ่งทรัสต์, บริษัท ไทยทำ, บริษัท วิจิตรก่อสร้าง, บริษัท รัชตศิลา, บริษัท บางกอกเดินเรือและการค้า, บริษัท ธนะการพิมพ์, บริษัท ถ่านและน้ำมันไทย, บริษัท แสนสุรัตน์, บริษัท ชลประทานซีเมนต์, บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์, บริษัท สหสามัคคีเดินเรือ, บริษัท เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ, บริษัท บางกอกเบียร์, บริษัท บางกอกกระสอบ, บริษัท กรุงเทพไหมไทย, บริษัท โรงงานกลั่นน้ำมันไทย, บริษัท ยางไฟร์สโตน, บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัท ผดุงสินพาณิชย์, บริษัท ทหารอยุธยา, บริษัท ธัญญะไทย, บริษัท บางกอกสากลการค้า, บริษัท สหพาณิชย์สามัคคี, บริษัทการค้าสามัคคี เป็นต้น
.
นอกจากการที่จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกแล้ว จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือกลไกอำนาจรัฐบางอย่าง เพื่ออำนวยและประสานผลประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การก่อตั้งบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ดังจะแสดงรายละเอียดต่อไปนี้
.
สืบเนื่องจากมีเงินก้อนหนึ่งราว 14 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินขององค์การบริหารวิเทศธนกิจ (ICA) ของสหรัฐอเมริกา คงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2503 พิจารณาว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายอย่างไร
.
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คนใกล้ชิดก่อตั้ง บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด มีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ เป็นประธานบริษัท ในการประชุมพิจารณาผู้ถือหุ้นนั้น ที่ประชุมมอบหุ้นให้จอมพลสฤษดิ์ 14,000 หุ้น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ 3,000 หุ้น และที่เหลือเป็นหุ้นของคนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์
.
เมื่อตั้งบริษัทแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเงินจำนวน 14 ล้านบาทดังกล่าวนั้น นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ จึงเสนอว่าเงินจำนวนดังกล่าวควรให้บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด กู้ยืม
.
โดยบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่าจะเรียกค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท คือก่อนที่จะมีการกู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จะต้องเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นได้แล้วเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ กองสลากกินแบ่งรัฐบาล 10 ล้านบาท (จอมพลสฤษดิ์เป็นประธานกองสลากฯ) และธนาคารสหธนาคาร จำกัด 30 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองล้วนแต่เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของจอมพลสฤษดิ์ทั้งสิ้น
.
ต่อมา ธนาคารสหธนาคารซึ่งมีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ ได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 30 ล้านบาท แล้วสั่งจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด 7 คน เมื่อแต่ละคนได้รับเงินแล้วจึงโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคารสหธนาคารก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด สามารถทำได้ตามคำมั่นต่อรัฐบาล (มีค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท) จึงได้ทำสัญญากู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จากนั้นบริษัทจึงคืนเงิน 30 ล้านบาท ให้กับธนาคารสหธนาคาร
.
กรณีนี้จะเห็นได้ว่า การดำเนินธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์และพรรคพวก นอกจากจะไม่มีเงินทุนแล้วยังใช้อำนาจจากตำแหน่งหน้าที่ของตนกดดันให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ตนเสนอ โดยมีพรรคพวกทั้งคนใกล้ชิดที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ และคนใกล้ชิดนอกวงข่ายราชการหรือพวกนักธุรกิจเป็นแขนขาอีกทอดหนึ่ง
.
จอมพลสฤษดิ์ใช้กลไกประสานผลประโยชน์กับบรรดานายทุนและนักธุรกิจ ด้วยการใช้อำนาจจากการดำรงตำแหน่งหน้าที่ของตน โดยเป็นผู้ผลักดันทางด้านนโยบายจากรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษในการลงทุน รวมทั้งกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการ และในบางครั้งได้ใช้อำนาจผลักดันส่วนราชการต่าง ๆ ในการอนุมัติโครงการให้บริษัทของตนและพวกพ้องได้รับการดำเนินงานเสมอ
.
.
.
อ้างอิง :
รัตพงษ์ สอนสุภาพ. (2539). ทุนขุนนางไทย (พ.ศ. 2500-2516), วิทยานิพนธ์ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

#สฤษดิ์ธนะรัชต์ #จอมพลสฤษดิ์ #ประวัติศาสตร์ #ธุรกิจภูมิพล
.
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย มีภาพเป็นผู้นำเผด็จการที่คนไทยรู้จักดี แต่หากลบภาพผู้นำประเทศ ละตำแหน่งทางราชการเอาไว้ จอมพลสฤษดิ์ยังเป็นทั้ง ประธานบริษัท นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการจำนวนมากมาย
.
การดำเนินการของจอมพลสฤษดิ์ในธุรกิจเหล่านี้ก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันใช้เป็นฐานส่งเสริมและค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตนและพรรคพวก ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศได้
.
จอมพลสฤษดิ์มีธุรกิจจำนวนมากและหลากหลายประเภท แม้จอมพลสฤษดิ์จะไม่ได้เป็น “ประธานบริษัท” หรือเข้าไปบริหารงานด้วยตนเองโดยตรงทุกองค์กร แต่ส่วนมากก็จะเข้าไปถือหุ้น และให้คนใกล้ชิดดำเนินกิจการแทน บางธุรกิจแม้ไม่มีชื่อของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเครือข่ายอำนาจทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ สะท้อนการประสานผลประโยชน์ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ คนใกล้ชิด และนักธุรกิจ
.
ในภาคการเงิน จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งในปีนั้นนอกจากจะเป็นประธานบริหารธนาคารแล้ว ก็ยังแต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้จัดการธนาคารอีกด้วย คือ นายโชติ คุณะเกษม ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก โดยจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้ธนาคารทหารไทยเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาในทางมิชอบจากหน่วยราชการต่าง ๆ
.
นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก เช่น พ.ศ. 2495 เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารเอเชีย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุนและใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาใช้ในการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของตน ส่วนธนาคารสหธนาคาร ก็เป็นธนาคารที่คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บริหาร ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาก่อตั้งธุรกิจเช่นกัน อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (แรกตั้งชื่อว่า บริษัท ประกันภัยเอเชียติ๊ก จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รัชตประกันภัย จำกัด ตามลำดับ) และบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด
.
ในภาคอุตสาหกรรม จอมพลสฤษดิ์มีส่วนร่วมก่อตั้งหลายบริษัท อาทิ บริษัท เหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2503, บริษัท ยางไฟร์สโตน จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2505 และในภาคการค้าและบริการ อาทิ บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2492 และบริษัท บางกอกสากลการค้า จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นต้น
.
รายชื่อธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์บางส่วนมีดังนี้ (บางส่วนเป็นการลงทุนร่วมโดยมีจอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นด้วย) ธนาคารเอเชีย, ธนาคารแหลมทอง, บริษัท ทิพยประกันภัย, ธนาคารทหารไทย, บริษัท ไทยเซฟวิ่งทรัสต์, บริษัท ไทยทำ, บริษัท วิจิตรก่อสร้าง, บริษัท รัชตศิลา, บริษัท บางกอกเดินเรือและการค้า, บริษัท ธนะการพิมพ์, บริษัท ถ่านและน้ำมันไทย, บริษัท แสนสุรัตน์, บริษัท ชลประทานซีเมนต์, บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์, บริษัท สหสามัคคีเดินเรือ, บริษัท เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ, บริษัท บางกอกเบียร์, บริษัท บางกอกกระสอบ, บริษัท กรุงเทพไหมไทย, บริษัท โรงงานกลั่นน้ำมันไทย, บริษัท ยางไฟร์สโตน, บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัท ผดุงสินพาณิชย์, บริษัท ทหารอยุธยา, บริษัท ธัญญะไทย, บริษัท บางกอกสากลการค้า, บริษัท สหพาณิชย์สามัคคี, บริษัทการค้าสามัคคี เป็นต้น
.
นอกจากการที่จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกแล้ว จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือกลไกอำนาจรัฐบางอย่าง เพื่ออำนวยและประสานผลประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การก่อตั้งบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ดังจะแสดงรายละเอียดต่อไปนี้
.
สืบเนื่องจากมีเงินก้อนหนึ่งราว 14 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินขององค์การบริหารวิเทศธนกิจ (ICA) ของสหรัฐอเมริกา คงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2503 พิจารณาว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายอย่างไร
.
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คนใกล้ชิดก่อตั้ง บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด มีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ เป็นประธานบริษัท ในการประชุมพิจารณาผู้ถือหุ้นนั้น ที่ประชุมมอบหุ้นให้จอมพลสฤษดิ์ 14,000 หุ้น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ 3,000 หุ้น และที่เหลือเป็นหุ้นของคนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์
.
เมื่อตั้งบริษัทแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเงินจำนวน 14 ล้านบาทดังกล่าวนั้น นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ จึงเสนอว่าเงินจำนวนดังกล่าวควรให้บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด กู้ยืม
.
โดยบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่าจะเรียกค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท คือก่อนที่จะมีการกู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จะต้องเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นได้แล้วเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ กองสลากกินแบ่งรัฐบาล 10 ล้านบาท (จอมพลสฤษดิ์เป็นประธาน)

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ในหลวงภูมิพลสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับทูตฝรั่งเศส เรื่อง “6 ตุลา”เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519

ในหลวงภูมิพลสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับทูตฝรั่งเศส เรื่อง “6 ตุลา”
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519 (1)

………………………………………………………………..

กรุงเทพ, วันที่ 21 ตุลาคม 1976

ได้รับวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 10.48 น.

ที่ 1332/1340

เรื่อง สนทนากับกษัตริย์

ผมได้เข้าเฝ้ากษัตริย์และราชินีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถือเป็นการเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผมได้ทำเรื่องขอเข้าเฝ้าฯ ตามข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนักตั้งแต่เกือบสามเดือนก่อน แต่ไม่ได้รับอนุมัติเพราะองค์อธิปัตย์ทั้งสองเสด็จฯ ออกนอกกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม

ก่อนหน้านี้ ผมเคยสนทนาแต่เรื่องทั่วไปกับพระองค์ แต่การสนทนาครั้งนี้ พระองค์จงใจให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นหลัก พระองค์ทรงสาธยายที่มาของการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการเล่าสถานการณ์ของประเทศอันมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกวัน กล่าวคือ พวกคอมมิวนิสต์ใช้ประโยชน์จากการสมรู้ร่วมคิดของคนพวกหนึ่ง ความเพิกเฉยและความไร้ความสามารถของคนอีกพวกหนึ่ง แทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง พวกเขาปลุกปั่นให้รัฐแตกสลายเพื่อที่จะยึดอำนาจรัฐ

การเคลื่อนไหวของเหล่านักศึกษาเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญยิ่ง เมื่อสามปีที่แล้วพวกเขาเคลื่อนไหวด้วยความมุ่งหวังที่จะทำเพื่อส่วนรวม บทบาทของพวกเขาสำคัญ อีกทั้งผลลัพธ์จากบทบาทนั้นก็เป็นที่ยอมรับ แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ถูกกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายครอบงำและชักใย คนพวกนี้ฉกฉวยประโยชน์จากความไร้ประสบการณ์และความไม่ประสาของนักศึกษา และผลักดันพวกเขาอย่างต่อเนื่องโดยไม่เห็นอกเห็นใจ นักศึกษาจึงต้องกระทำกิจที่ไม่สามารถทำและไม่มีวันที่นักศึกษาเองจะมีความสามารถที่จะทำได้

พวกแอคติวิสต์เป็นเพียงส่วนน้อยในสังคม หลักฐานคือพวกเขาไม่มีผลงานในเชิงรูปธรรม ความเห็นของสาธารณะไม่ได้สนับสนุนพวกเขา อีกทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็แสดงให้เห็นผลลัพธ์นี้อย่างชัดเจน การปลุกปั่นทั้งหลายนั้นมิได้มีผลใดๆ แต่เป็นไปเพื่อสร้างความปั่นป่วนและยุยงให้เกิดการปะทะรุนแรงเท่านั้น

ภายในรัฐบาลเองก็มีบางพวกที่จงใจฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เพื่อทำให้รัฐสั่นสะเทือนและทำให้การงานของสถาบันต่างๆ ที่ประชาชนชาวไทยผูกพันอย่างลึกซึ้งเป็นอัมพาต ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติสถานการณ์ดังกล่าว การปฏิบัติภารกิจของทหารนั้นเป็นไปอย่างไม่เสียเลือดเนื้อ แม้ว่าจะต้องมีการจับกุมก็ตาม หากนี่เป็นประเทศอื่น จะต้องมีการประหัตประหารชีวิตคนจำนวนมากจึงจะสถาปนาและรักษาอำนาจไว้ได้ การแสดงออกของต่างประเทศแสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจผิด อารมณ์ความรู้สึกมากมายที่เกิดจากเหตุการณ์อันน่าสลดในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นมักบดบังความเป็นจริง กษัตริย์ทรงหวังว่าต่างประเทศจะติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ด้วยความเป็นกลางและตัดสินทุกการกระทำด้วยความเห็นอกเห็นใจ

พระองค์ทรงเน้นย้ำหนักแน่นเรื่องคุณลักษณะทางสติปัญญาและศีลธรรมของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า “เป็นนักสังคมนิยมที่แท้และที่ดี” (un vrai, un bon socialiste) กษัตริย์ตรัสเช่นนี้ พระราชินีก็รับรอง (พระราชินีมีส่วนร่วมน้อยในการสนทนา) ในความนึกคิดขององค์อธิปัตย์ ถ้อยคำยกย่องคุณลักษณะที่กล่าวมานี้หมายความชัดเจนว่า นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นบุคคลที่ใส่ใจกับประเด็นทางสังคมและปรารถนาจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เขาจะต่อสู้กับการโกงกินและความเห็นแก่ตัวทางเศรษฐกิจ พระองค์แสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง “พ่อค้า” อย่างจริงจังว่าเอาแต่จะทำนาบนหลังของกรรมกรและผู้ผลิต คนทั้งสองกลุ่มหลังนี้ควรได้รับการปกป้องและสนับสนุน เพราะพวกเขาคือร่างกายของชาติ เป็นผู้ทำให้ชาติเข้มแข็งและมีสมดุล คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ยึดติดกับที่ดินทำกินของตนและสถาบันต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติและถูกต้องที่อำนาจจะถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้

ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีแต่เจตนาที่เป็นมิตรและรักสันติ แต่ประเทศไทยจะไม่ทนต่อการที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน และจะไม่ยอมรับทัศนคติที่ก้าวร้าวหรือคุกคามของประเทศเพื่อนบ้าน พวกหลังนี้จะต้องรับผิดชอบต่อการผลิกผันของสถานการณ์

รายงานนี้มาจากบทสนทนา มีการถามคำถามและตอบคำถาม

ข้อคิดเห็นของผมมุ่งเน้นสองประเด็น

ประเด็นแรก ผมเน้นย้ำว่าความเคารพและความเห็นอกเห็นใจจากประเทศฝรั่งเศส และประเทศตะวันตกโดยรวมที่มีต่อรัฐบาลไทยนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญคือการปราบปรามที่พอเหมาะ ในเมื่อความสงบเรียบร้อยได้กลับมาและรักษาไว้ได้แล้ว พวกเราก็หวังว่าผู้มีอำนาจจะมีทัศนคติเอื้ออารี ด้วยเหตุผลทางการเมืองและศีลธรรม จะต้องไม่มีการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดผู้เสียสละ (martyr) และเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสร้างฉันทามติของชาติ แทนที่จะเน้นย้ำชัยชนะของคนกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าชัยชนะนั้นจะเป็นของคนกลุ่มใหญ่เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ตาม

ประเด็นที่สอง ผมกล่าวว่ารัฐบาลฝรั่งเศสยินดีที่จะตอบรับประกาศจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินของไทยเรื่องนโยบายการต่างประเทศ และเรื่องความมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับทุกชาติ ไม่ว่าชาติเหล่านั้นจะปกครองด้วยระบอบใดก็ตาม ผมทบทวนความทรงจำว่าพวกเราถือว่าการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม รวมถึงการเริ่มต้นสงบศึกระหว่างไทยกับลาวเป็นสิ่งที่ดีต่อสถานการณ์ระหว่างประเทศ ผมหวังว่าการอดทนอดกลั้นของทั้งสองฝ่ายจะช่วยหลีกเลี่ยงการแตกแยกและการปะทะกัน

กษัตริย์ไม่ได้โต้แย้งผม แต่พระองค์ค่อนข้างจะทรงสงสัยในเรื่องเจตนาของประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อประเทศของพระองค์ อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงสนใจจุดยืนของพวกเราในประเด็นที่ว่าการสงบศึกนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องละทิ้งความระมัดระวัง และละเลยการพัฒนาระบบป้องกันตนเองอย่างจริงจัง หากแต่ต้องเป็นไปในทางกลับกัน

ตลอดการสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสเกือบหนึ่งชั่วโมง กษัตริย์ดูจะมีใจจดจ่อที่จะเน้นย้ำเรื่องความชอบธรรมของการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้นสู่อำนาจ นอกจากนี้ พระองค์ทรงคาดการณ์ด้วยว่าทัศนะของต่างประเทศซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่เห็นด้วยนั้น จะเป็นผลเสียต่อประเทศไทย พระองค์ทรงเชื่อในจุดยืนนี้ที่ตรัสถึงจริงๆ และพยายามจะโน้มน้าวให้ผมเชื่อด้วย

กษัตริย์ทรงสนทนาลักษณะเดียวกันกับเอกอัครราชทูตสวีเดนและออสเตรียซึ่งเข้าเฝ้าในวันเดียวกันนี้ จึงชัดเจนว่าการเข้าเฝ้า “ตามธรรมเนียม” นี้เกิดขึ้นเพื่อสนองจุดประสงค์ทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการชี้แจงสารแก่รัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะถ่ายทอดสารที่ว่านี้แก่พันธมิตรของพวกเขาอีกต่อหนึ่ง กษัตริย์ทรงขอร้องให้ผมช่วย “ทำให้พวกเขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้” โดยให้ผมไปบอกกับผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป 9 ประเทศ (Les Neuf)

นอกจากนี้ การสนทนาครั้งนี้มีการเผยแพร่ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ ผู้ชมคงไม่คาดคิดว่าจะได้ชมการสนทนานี้ (พวกเราเองได้รับแจ้งเพียงแค่ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า) ในด้านหนึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำการใช้อำนาจในฐานะประมุขของรัฐเพื่อมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ และในอีกด้านหนึ่ง การถ่ายทอดการสนทนานี้ก็เป็นการดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยภายใต้ระบอบใหม่

พรุ่งนี้หัวหน้าคณะทูตทั้งหลายได้รับเชิญไปฟังบรรยายสถานการณ์จากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งก็คงจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

อองเดร (Gérard André)

ดิน บัวแดง แปล, วณิ(ชช)พก เรียบเรียง

(1)
https://t.co/q8uxIeYxaM https://t.co/dfIGpVw0Ai

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

พระเจ้าตากสิน ถูกสั่งประหารคาผ้าเหลือง

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าตากสิน ได้นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2310 แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น
แล้วชิงบัลลังก์​ขึ้นครองราชย์
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งประหารชีวิต
เพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดขุดรากถอนโคนเชื้อสาย
พระเจ้าตากสินอีกหลายครั้ง

ชนวนมาจากความวุ่นวายทางการเมืองในเวียตนามที่องค์เชียงชุน
และองค์เชียงสือพ่ายหนีพวกกบฏไตเซิน(หรือราชวงศ์เล้)ต้องถอยร่น
ลงมาทางใต้ หวังจะได้กำลังจากเขมร จึงเข้าไปคุมการเมืองในเขมร
ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินได้ทรงแต่งตั้งนักองค์นนเป็นกษัตริย์กัมพูชา
แต่ถูกเจ้าฟ้าทะละหะ (มู) จับประหารในพ.ศ. 2322แล้วถวายราชสมบัติ
ให้นักองค์เองพระชนม์ 7 พรรษาโดยตนเป็นมหาอุปราช

ฝ่ายกรุงธนบุรีไม่ไว้ใจ จึงสั่งให้พระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา)
กรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสเป็นทัพหลวงยกทัพไป
เมื่อรบชนะแล้วให้ตั้งกรมขุนอินทรพิทักษ์ครองกรุงกัมพูชาต่อไป
ทัพหลวงพยายามจะรุดหน้าไป แต่ทัพรองชลอฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี

ฝ่ายญวนได้ลอบแต่งทูตมาแอบเจรจากับแม่ทัพรองฝ่ายไทย
แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ
อย่างแน่นหนา มิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนพวกตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรี
โดยด่วน

ทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ปลุกปั่นยุยง และชักชวนทำการกบฏ รวบรวมคนตั้งเป็น
กองรบเข้าทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ยิงเข้าพระนคร
โดยมีพวกกบฏในกรุงธนบุรี ก่อการจลาจลรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในตอนแรก พวกกบฏให้พระสงฆ์ไปทูลขอพระเจ้าตากสินผนวชเพื่อ
สะเดาะเคราะห์เมือง 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล
เพราะเห็นว่ากำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันและราษฎรก็ถูกปลุกปั่น
ให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าตากสินทรงมีสติวิปลาส จึงต้องยอมบวชไปก่อนที่วัดแจ้ง
ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงผนวช 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
หลานเจ้าพระยาจักรี ยกทัพมาจากนครราชสีมา ร่วมกับพวกกบฏ

พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี รีบเดินทัพใหญ่มาถึงพระนคร
มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นพวกของพระยาจักรี
ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ ก็ยืนยันว่าควรไปกราบทูลให้ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ
บริหารราชการแผ่นดินโดยด่วน หรือไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาท
ของพระองค์แทน

พวกข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
สมเด็จพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ในวันนั้น ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง
(วัดอรุณราชวราราม) หลังจากทรงผนวช 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ขณะที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ
เมื่อมีพระชนม์ 48 พรรษา

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราช
ไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า “
( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย
เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ
เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว
ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ
ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร
จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง
ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์(ริมแม่น้ำเจ้าพระยาปากคลองบางกอกใหญ่
ที่ตั้งกองทัพเรือติดวัดอรุณหรือพระราชวังสมัยกรุงธนบุรี) ก็ประหารชีวิต
ตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้”

แล้วเชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู
(เวลานั้นเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์
เช่น เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์
(สกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (สกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก
(ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) กว่า 50 นาย ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพพระเจ้าตากสิน

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายที่โตแล้ว
ก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ยังเป็นเด็ก ส่วนเจ้าหญิงก็ถูกถอดพระยศออก
แล้วเรียกว่าหม่อม แม้แต่สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศาเสนาบดีฝ่ายกลาโหม
ขณะบัญชาการทัพใกล้เมืองถลาง ก็ฆ่าตัวตายตามพระเจ้าตากสิน
และไทยต้องช่วยองค์เชียงสือรบกับพวกราชวงศ์เล้หรือกบฎไตเซิน 2 ครั้ง
ต้องช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ตามข้อตกลงลับที่ได้ช่วยกันล้มราชบัลลังก์
ของพระเจ้าตากสิน

และไทยก็ต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวนเมื่อญวนตั้งราชวงศ์องเชียงสือ
สำเร็จมีอำนาจมากขึ้น

พระเจ้าตากมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่มีแม้แต่ปราสาทราชวังหลังเดียวใน
สมัยกรุงธนบุรี มีแต่เพียงท้องพระโรงพระราชวังเดิมที่คล้ายโบสถ์หลังหนึ่งเท่านั้น
สมัยพระเจ้าตากสินได้มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาหลังภาวะสงครามครั้งใหญ่
ทรงส่งเสริมการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พระสงฆ์จึงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
แต่รัชกาลที่ 1 ต้องการควบคุมพุทธศาสนา โดยกล่าวหาคณะสงฆ์ไทยว่า
ไม่รักษาศีล ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อหาเรื่องเข้าไปควบคุมศาสนจักร
ให้รับใช้ราชวงศ์ใหม่

ถึงกับให้ตำรวจวังไปเอาสมเด็จพระวันรัต(ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่
พระอาจารย์วิปัสสนาของพระเจ้าตากสินให้สึกออกแล้วลงพระราชอาญา
เฆี่ยน 100 ที และให้ประหารชีวิต เพราะแค้นที่พระเคยทูลให้พระเจ้าตากสิน
ลงโทษพระองค์ แต่ฟ้าฉิมทรงทูลขอให้ไว้ชีวิตอาจารย์ของตนไว้

รัชกาลที่1 ให้กรมสังฆการีปกครองสงฆ์และแต่งตั้งสมณะศักดิ์
และตัดสินปัญหาที่พระสงฆ์ต้องอธิกรณ์(ถูกลงโทษ)
มีการตั้งกรมหลวงรักษ์รณเรศ โอรสของรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นพวกลักเพศ
ชอบมั่วสุมกับเด็กหนุ่มๆ ให้บังคับบัญชากรมสังฆการี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 พ.ย.64

หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.4 จุดจบของอาบอบนวด

.
ทุกๆ ธุรกิจมีขึ้นมีลง ตามไลฟ์ ไซเคิล (Life Cycle) เมื่อถึงจุดสูงสุด เส้นกราฟก็หันหัวทิ่มลงไปตามกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ไม่สามารถต้านทานได้

.
ธุรกิจอาบอบนวดก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ในฐานะที่ผมอยู่ในยุครุ่งเรืองมาตลอด เป็นเจ้าพ่ออาบอบนวด พอสรุปยุคตกตำ่หลังโควิดได้ดังนี้

.

  1. เชียร์แขก มาม่าซัง จะหายไปในยุคสมัยของเด็กรุ่นใหม่ ที่ธุรกิจเพศพาณิชย์ไม่ต้องการ “คนกลาง” อีกต่อไป เฉกเช่นธุรกิจออนไลน์ ผู้ซื้อพบผู้ขายโดยตรง

.
เดี๋ยวนี้บรรดาเด็กขายบริการ เช่าห้องตามอพาร์ทเม้นต์ไว้รอรับแขก ติดต่อผ่านไลน์ ผ่านแชท ผ่านเว็บไซต์ซื้อขายกลางเหมือน Shopee Lazada

.

  1. ไม่มีใครอยากเสียค่าหัวคิว โน่นนี่นั่นของบรรดาเชียร์แขก มาม่าซัง ที่ทำตัวเป็น “นิ้วทองคำ” ชี้ใครก็ได้งาน เด็กใครเด็กมัน

.
ถึงวันเกิดพี่ๆ ก็ต้องจัดเงินใส่ซอง หรือทองต้องหนัก 1 บาท ไม่งั้นเน่าแน่ หรือไม่ก็ต้องให้ค่าเรียนลูก ต่อเติมหลังบ้าน สารพัดมาบรรยายให้ฟังทุกวี่ทุกวัน

.
ที่สำคัญ มันหมดยุคนั่งตู้ มือถือและไลน์ในยุคนี้มันง่าย สาวไทยจึงอยากเป็น “ไซด์ไลน์” กันหมด

.
หากมีแขกก็โทรมาเรียก ไลน์มาบอก หากไม่มีแขกใครจะไปนั่งรอให้เสียเวลา เสียความรู้สึก

.

  1. เด็กสามารถเลือกแขกได้ ไม่ไปก็ได้ หรือทุ่มสุดตัวหากแขกโปรไฟล์ดี ดูได้ที่ “อินสตาแกรม”

.
พ่อรวย ขับรถซุปเปอร์คาร์ เที่ยวเมืองนอก ใส่ของแบรนด์เนม

.
อย่างนี้ น้องต้องทำตัวหรูถึงจะดูเหมาะสม เด็กก็ต้อง “อัพเกรด” เหมือนกัน

.
แต่ก่อนตอนทำอาบอบนวด เรียกกัน “อีเปิ้ล” แต่พอได้เป็นไซด์ไลน์ ใช้ชื่อจัดตั้งกลายเป็น “แอ๊ปเปิ้ล”

.
อาบอบนวด จึงกลายเป็นธุรกิจโบราณ ทั้งเด็ก ทั้งแขก เริ่มหายากขึ้นทุกวัน เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ต้องเข้าไปสถานที่อโคจรให้ใครเขานินทาว่า “บ้ากาม”

.
ยิ่งที ยิ่งปิดไปคนละที่สองที่

.
เมื่อเด็กกลายเป็น “ผู้เลือก” แทนที่แต่ก่อนเคยถูก “แขกเลือก” โลกของอาบอบนวดจึงกลับตาลปัตรไปตามกระแสเชี่ยวกรากของยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค

.
แถมสถานบริการอาบอบนวดต้องจ่าย “ค่าเก๋าเจี๊ยะ” ตั้งแต่ล่างยันบน ห้ามขาดตกบกพร่อง หากมีนโยบายมาก็ต้องจับอีก และข้อหาก็หนักไม่ใช่ล้อเล่น “ค้ามนุษย์” แล้วตามด้วย “ฟอกเงิน” เป็นสูตรตายตัว

.
วันนี้จึงได้เห็นอาบอบนวดปิดกันเป็นทิวแถว

.
อีกไม่นาน เด็กเจน Z คงได้แต่ย้อนอ่านเรื่องเล่าของผมว่า “อ้อ อาบอบนวดเป็นแบบนี้หรือ?”

.
เป็นแค่ภาพประวัติศาสตร์ เหมือนคนรุ่นเก่าที่ได้เห็น “โคมแดง โคมเขียว” แขวนไว้หน้าซ่อง เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน แถวโรงน้ำชาย่านเยาวราช แล้วพัฒนามาถึงยุค “บางขุนพรหม” จนมาถึงยุค “สุทธิสาร”

.
อนิจจัง สังขารไม่เที่ยง ยุบหนอ พองหนอ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น