หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เกิดอะไรใน “14 ตุลา” ก่อนมาสู่ชัยชนะสำคัญของประชาชนลุกฮือต้าน “คณาธิปไตย”

เหตุการณ์ที่รู้จักกันในนามสั้นๆ ว่า “14 ตุลา” นั้น เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา ได้ร่วมกับประชาชนจํานวนแสนเรียกร้องให้รัฐบาลคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ปลดปล่อยนิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักการเมือง 13 คนที่ถูกจับกุมฐานเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูก รัฐบาลตั้งข้อหาว่ากระทําการผิดกฎหมาย มั่วสุม ชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองในที่สาธารณะเกินกว่า 5 คน บ่อนทําลายความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏภายในพระราชอาณาจักร และมีการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์

ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชน ชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 13 ประชามหาชนเดินขบวนสําแดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่ดูประหนึ่งว่ากระแสคลื่นมนุษย์จักท่วมท้นถนนราชดําเนิน ในวันที่ 14-15 ถัดมาก็เกิดความรุนแรง เยาวชนคนหนุ่มสาวถูกปราบปรามด้วยอาวุธร้าย เป็นผลให้เกิดการลุกฮือขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และแล้วเผด็จการก็ล้มลง ผู้นำคณาธิปไตย ถนอม-ประพาส-ณรงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

นับแต่นั้นมาเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาปีแล้วปีเล่า มีการขนานนามเหตุการณ์นี้ต่าง ๆ นานา เช่น วันมหาวิปโยค วันมหาปิติ การปฏิวัติตุลาคม การปฏิวัติของนักศึกษา ความยิ่งใหญ่และผลกระทบของเหตุการณ์ต่อการเมืองการปกครองของไทย ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ก่อนหน้านั้น เช่น การปฏิวัติ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 หรือกับเหตุการณ์ที่ตามมาภายหลัง เช่น พฤษภา-มหาโหด พุทธศักราช 2535 เป็นต้น

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มหากวีรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า

และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว
อันอาจขุ่นอาจข้นหม่นมัว
แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน

พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย

(เพียงความเคลื่อนไหว ประชาชาติ 5 ตุลาคม 2517)

นักเรียนนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 กลายเป็น ‘เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่’ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจไทย คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่การพัฒนานั้นก็นำมาซึ่งปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม

เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ตั้งคำถามต่อความไม่พัฒนาของการเมืองการปกครองไทยที่มีการสืบทอดอำนาจกันอยู่ในหมู่ของคณาธิปไตย จากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่จอมพลถนอม กิตติขจร และทำท่าจะสืบทอดไปยังจอมพลประพาส จารุเสถียร ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ ในขณะเดียวกันเยาวชนเหล่านั้นก็ตั้งคำถามต่อระบบการเมืองของโลกในยุคสงครามเย็นที่มีการแบ่งออกเป็น 2 ค่าย มีการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต มีการต่อต้านและปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีของสงครามอินโดจีน ประเทศไทยถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง กลายเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ที่จะใช้ทิ้งระเบิดทางอากาศยานโจมตีเวียดนาม กัมพูชา ลาว

ช่วงปีพุทธศักราช 2512-2515 เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเพื่อสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เข้าร่วมสังเกตุการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในปีพุทธศักราช 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท วิพากษ์วิจารณ์สังคม มีบทบาทเป็นพลังผลักดันให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่อต้านการครอบงําทางเศรษฐกิจโดยต่างประเทศ ต่อต้านความหรูหราฟุ่มเฟือย กังวลและห่วงใยการขาดดุลการชําระเงิน รวมไปจนกระทั่งการเสนอแนวทางในการรักษาทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ศิลปะและวรรณกรรมเพื่อชีวิต

เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ รวมตัวกันต่อต้าน ‘ภัยขาว-ภัยเหลือง-และภัยเขียว’ รวมตัวกันเป็นกลุ่มอิสระตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับวิทยาลัยการศึกษาหรือวิทยาลัยครูเรื่อยลงไปจนถึงระดับโรงเรียนมัธยม และก็เกิดองค์กร เช่น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2513) ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

ระหว่างปีพุทธศักราช 2514-2516 ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงบทการเมืองระดับโลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของความเย็น การเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าของ 2 ค่าย กลายเป็นการเมือง 3 เส้า สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน ส่วนการเมืองภายในของไทยที่ดูว่าจะ ก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง กล่าวคือ มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2511 และมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรก ในรอบทศวรรษในปีพุทธศักราช 2512 ก็ตาม แต่ก็ปิดฉากลงอีกด้วยวงจรอุบาทว์ของการยึดอํานาจรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ‘ปฏิวัติตนเอง’ ในปีพุทธศักราช 2514

เมื่อถึงจุดนี้พฤติกรรมของคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส ณรงค์ ก็กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถจะยอมรับต่อไปอีกได้ การปิดกันเสรีภาพผนวกกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง ข้าวสารขึ้นราคา การใช้อภิสิทธิ์ การเล่นพรรคเล่นพวก ในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ ดูเหมือนจะมีพลังของนิสิตนักศึกษาเท่านั้น ที่สามารถจะเป็นหัวหอกเคลื่อนไหว คัดค้าน และผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ในบ้านเมือง

ปีพุทธศักราช 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลายเป็นศูนย์รวมของการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ ต่อการผูกขาดอํานาจของเผด็จการคณาธิปไตย เดินขบวนประท้วงสินค้าญี่ปุ่นในปลายปี 2515 ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปล่าสัตว์ ณ ทุ่งใหญ่ คัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง 9 คนออกในกลางปี 2516

ผลสุดท้าย เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ก็ได้ข้อสรุปว่า ปราศจากเสียซึ่งสิทธิเสรีภาพและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ยาก จากบทสรุปของการชุมนุมกรณี ‘รามคําแหง 9’ เมื่อ 21-22 มิถุนายน 2516 ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ก็นํามาซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

กวีนักศึกษาในนามของรวี โดมพระจันทร์ สะท้อนความรู้สึกของยุคสมัยออกมาว่า

ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าผืน
หอกดาบกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

(“เศษสาตร์” เฉลิมฉลองวาระเปิดตึกเรียนใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. 2515)

ศุกร์ 5 ตุลาคม 2516
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิกประมาณ 10 คน เปิดแถลงข่าวที่บริเวณสนามหญ้าท้องสนามหลวงด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสา โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

  1. เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว
  2. จัดหลักสูตรสอนอบรมรัฐธรรมนูญสําหรับประชาชน
  3. กระตุ้นประชาชนให้สํานึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

ธีรยุทธ บุญมี นํารายชื่อผู้ลงนามเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คนแรก ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ มาเปิดเผย เช่น พล.ต.ต.สง่า กิตติขจร, นายเลียง ไชยกาล, นายพิชัย รัตตกุล, นายไขแสง สุกใส, นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น ดร.เขียน ธีระวิทย์, ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน, ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ, ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, อาจารย์ทวี หมื่นนิกร เป็นต้น รวมทั้งจดหมายเรียกร้องจากนักเรียนไทยในนิวยอร์ก

ทันทีที่ข่าวนี้ออกมา พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร รองเลขาธิการ ก.ต.ป. (คณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติราชการ) บุตรชายของจอมพลถนอม กิตติขจร และบุตรเขยของจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคน กําลังดําเนินการให้นิสิตนักศึกษาเดินขบวน และหากมีการเดินขบวนแล้วไม่ผิดกฎหมายอีก ก็จะนําทหารมาเดินขบวนบ้างเพราะทหารก็ไม่อยากจะไปรบเหมือนกัน

เสาร์ 5 ตุลาคม 2516
สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 20 คน เดินแจกใบปลิวและหนังสือ ซึ่งอัญเชิญพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้บนปก

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

ผู้เรียกร้องถือป้ายโปสเตอร์ 10 กว่าแผ่น มีใจความเช่น ‘น้ำตาเราตกใน เมื่อเราไร้รัฐธรรมนูญ’ ‘จงคืนอํานาจแก่ปวงชนชาวไทย’ ‘จงปลดปล่อยประชาชน ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ‘ เป็นต้น กลุ่มเรียกร้องออกเดินจากบริเวณตลาดนัดสนามหลวงไปบางลําภู ผ่านสยามสแควร์ และเมื่อถึงประตูน้ำ เวลาประมาณ 14.00 น. ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจนครบาลและสันติบาลจับกุมไปทั้งหมด 11 คน ซึ่งมีทั้งอาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ และนักการเมือง ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา ‘มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง’ ผิดประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ที่ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน ผู้ต้องหาถูกนําไปไว้ที่กองบังคับการตํารวจสันติบาลกอง 2 จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืนจึงย้ายไปคุมขังไว้ที่โรงเรียนตํารวจนครบาล บางเขน ทางตํารวจปฏิเสธไม่ยอมให้เยี่ยมและห้ามประกัน

อาทิตย์ 7 ตุลาคม 2526
ตลอดช่วงบ่ายและค่ำของวันที่ 6 ถึงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการตรวจค้นสํานักงานตลอดจนบ้านพักของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้อง และได้จับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหงเพิ่มขึ้นอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ พยายามวิ่ง เต้นที่จะเข้าเยี่ยมและประกันเพื่อนของตน

13.00 น. ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ มีใจความตอนหนึ่งว่า “จากการกระทําของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เป็นการดําเนินการโดยเปิดเผยและสันติวิธี เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้สั่งจับบุคคลกลุ่มนี้แล้วสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อยัดเยียดข้อหาร้ายแรงแก่ประชาชนกลุ่มนี้ เป็นการส่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อตนจะได้ครองอํานาจไปตลอดกาล และไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกที่จะปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ นอกจากรัฐบาลของพวกเผด็จการฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์เท่านั้น”

ในขณะเดียวกันองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ. ก็มีการเคลื่อนไหวเรียกประชุมด่วน มีมติให้ศึกษาสถานการณ์ ติดโปสเตอร์ชี้แจงข้อเท็จจริง

จันทร์ 8 ตุลาคม 2516
ตอนเช้า วันแรกของการสอบประจําภาคของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโปสเตอร์โจมตีรัฐบาลปิดทั่วบริเวณ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร นักศึกษาชุมนุมอภิปรายโจมตีรัฐบาล เรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ให้รัฐบาลชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน พร้อม ๆ กันนี้นักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ก็เข้าชื่อถึงนายกรัฐมนตรี ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกจับกุม

วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.ชัย สุวรรณศร ผู้บังคับการตํารวจสันติบาล ได้ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีตนักการเมือง ในข้อหาว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ส่วนจอมพล ประภาส จารุเสถียร ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรักษาการอธิบดีกรมตํารวจ ให้ สัมภาษณ์ด้วยข้อความที่เสมือนระเบิดลูกใหญ่ตกว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญมีแผนจะล้มรัฐบาล และกล่าวว่ามีการค้นพบเอกสารคอมมิวนิสต์ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษเป็นจํานวนมาก

อนึ่ง จากบันทึกรายงานการประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 28/2516 วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีจอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีความเห็นว่า ทางราชการอาจจะทําการปราบปรามผู้เรียกร้อง ทั้งยัง “เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว 2 เปอร์เซ็นต์ จากจํานวนเป็นแสนคน” โดยอ้างว่า “จําต้องเสียสละ เพื่อความอยู่ รอดของบ้านเมือง”

บ่ายวันนั้น นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอภิปรายที่หน้าหอประชุมใหญ่ และขึ้นรถไปเยี่ยมเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนตํารวจนครบาลบางเขน ต่อมาคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่งตัวแทนประมาณ 60 คน ไปเยี่ยมอาจารย์ทวี หมื่นนิกร 1 ใน 12 ผู้ต้องหา แต่ถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม อาจารย์ทั้งหมดจึงลงชื่อพร้อมเขียนข้อความไว้ว่า “We Shall Overcome”

ค่ำวันนั้น อมธ.ประชุมลับ และมีมติให้เลื่อนการสอบไล่โดยไม่มีกําหนด นักศึกษากิจกรรมแยกย้ายกันเอาโซ่ล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบ ตัดสายไฟฟ้าเพื่อให้ลิฟต์ใช้การไม่ได้

อังคาร 9 ตุลาคม 2516
เช้าตรู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรากฏธงดําครึ่งเสา เหนือยอดโดม ประตูทางเข้ามีประกาศงดสอบ ด้านท่าพระจันทร์มีผ้าผืนใหญ่ข้อความว่า “เอาประชาชนคืนมา” ส่วนอีกผืนว่า “เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏหรือ” นักศึกษาเมื่อเข้าห้องสอบไม่ได้ต่างทยอยไปชุมนุมและฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ณ บริเวณลานโพธิ์ ซึ่งนําโดยสองนักศึกษาชายหญิง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ มีนักศึกษาแพทย์ศิริราชค่อย ๆ ข้ามฟากมาสมทบ

ส่วนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรชุมนุมเป็นวันที่สอง ออกแถลงการณ์ให้ปล่อยผู้ต้องหาภาย ในวันที่ 15 ตุลาคม และให้ประกาศรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง นักศึกษาเริ่มชุมนุมอภิปราย เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้มหาวิทยาลัยเลื่อนการสอบ

บ่ายวันนั้น ฝนตกโปรยปราย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประชุมฉุกเฉิน มีมติให้ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ให้อธิการบดีเลื่อนการสอบออกไป ให้ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา ประท้วงตลอดวันตลอดคืน หากไม่ได้ผลให้ใช้วิธีรุนแรง บ่ายวันเดียวกันนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 205 คน ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ “พิจารณาปล่อยบุคคลเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์ลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น”

รัฐบาลตอบโต้ด้วยการที่จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้มาตรา 12 แห่งธรรมนูญการปกครองกับผู้ต้องหา ซึ่งให้อํานาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายแต่อย่างใด พร้อมกันนั้นทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐก็ประกาศสําทับให้นิสิตนักศึกษาปฏิบัติตามกําหนดการสอบอย่างเคร่งครัด

คืนนั้นฝนตกหนาเม็ด ผู้ร่วมชุมนุมหาถอยหนีไม่ บ้างกางร่มบ้างเอาหนังสือพิมพ์คลุมหัว ฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาลสลับกับการแสดงละครเสียดสีการเมือง เกือบเที่ยงคืนฝนตกหนัก อากาศหนาว ผู้ร่วมชุมนุมจึงย้ายจากลานโพธิ์เข้าไปในหอประชุมใหญ่

พุธ 10 ตุลาคม 2516
สายวันนั้น ฝนหยุดตก นักศึกษาทยอยกลับมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ พร้อมกับนําคําแถลงการณ์มาอ่านเผยแพร่ เช่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยรามคําแหงคัดค้านการกระทําของรัฐบาล อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอให้รัฐบาลรอบคอบ สภาอาจารย์ธรรมศาสตร์เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ เพื่อประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม เป็นสิทธิขั้นมูลฐานของประชาชนทุกคนในอารยประเทศ สโมสรเนติบัณฑิตแถลงว่าการกล่าวหาบุคคลทั้ง 13 “เป็นการจงใจใส่ความอันเป็นเท็จ” สโมสรนักศึกษามหา วิทยาลัยมหิดลแถลงว่า “บุคคลใดที่ทําการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจแห่งปวงชนแล้ว ถือว่ากลุ่มบุคคลนั้นได้กระทําเพื่อชาติ เพื่อประชาชน”

ส่วนทางองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จะดําเนินการประท้วงจนกว่าจะประสบผลสําเร็จ ในขณะเดียวกันศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ก็ก้าวเข้ามารับช่วงงานชุมนุมอย่างเป็นทางการจาก อมธ. พร้อมทั้งออกแถลงการณ์วิงวอนให้ประชาชนร่วมต่อสู้ มิฉะนั้นแล้ว “ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในโลกมืดของอํานาจอธรรม ไม่มีทางที่จะเห็นแสงสว่างแห่งคุณธรรมไปได้เลย”

วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม ลานโพธิ์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการชุมนุม นับแต่เที่ยงวัน นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และวิทยาลัยครูธนบุรี ประมาณ 1 พันคน ก็มาถึง ติดตามมาด้วยนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ในช่วงบ่าย พร้อมทั้งมีข่าวว่าวิทยาลัยวิชาการศึกษา 8 แห่งทั่วประเทศจะหยุดเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่สําคัญก็คือ นักเรียนมัธยมและนักเรียนอาชีวะ ทั้งจากวิทยาลัยและสถาบันในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ต่างก็ส่งตัวแทนขึ้นมาประกาศงดสอบ งดเรียน ผู้แทนนักเรียนอาชีวะประกาศร่วมต่อสู้ นักเรียนช่างกลคนหนึ่งตะโกนว่า “ถ้าต้องการเครื่องทุ่นแรง ก็ขอให้บอกมา” วันนั้นการชุมนุมแน่นขนัดเป็นหมื่น เต็มล้นลานโพธิ์และระเบียงคณะศิลปศาสตร์ จนต้องมีมติให้ย้ายการชุมนุมไปยังสนามฟุตบอล

ในวันเดียวกันนี้รัฐบาลได้เพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ขึ้น โดยที่จอมพลถนอม กิตติขจรให้สัมภาษณ์ว่าพบหลักฐานฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงตั้งข้อหาคอมมิวนิสต์อีกกระทงหนึ่ง

พฤหัสบดี 11 ตุลาคม 2516
เช้าตรู่วันที่ 11 ตุลาคม นิสิตนักศึกษานิมนต์พระสงฆ์ ประมาณ 200 รูป ทําบุญตักบาตรในบริเวณสนามฟุตบอล แล้วอภิปรายโจมตีรัฐบาลต่อ ตั้งแต่ช่วงเช้า นักเรียนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ทยอยเข้าเป็นทิวแถวอย่างมีระเบียบ นิสิตเกษตรฯ งดสอบ เช่ารถ 70 คัน ประมาณ 4 พันคนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทรเกษมตามมาสมทบอีก 33 คัน นักเรียนช่างกล นักศึกษารามคําแหง นักศึกษาวิทยาลัยครูต่าง ๆ มาถึงในเวลาต่อมา จนทําให้มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 5 หมื่นคน โฆษกบนเวทีด้านตึก อมธ. ด้านแท็งก์น้ำกล่าวว่า พรุ่งนี้นักเรียนอนุบาลจะมาร่วมชุมนุมด้วย

ตอนสายวันนั้น จอมพลประภาส จารุเสถียร เริ่มเจรจาด้วยการให้นายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและคณะเข้าพบ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายนิสิตนักศึกษายืนยันให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน แต่รัฐบาลยืนกรานจะดําเนินการด้วยมาตรา 17 ในคืนนั้นก็มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน ตั้งศูนย์ปราบปรามจลาจลขึ้นที่สวนรื่นฤดี มีจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อํานวยการ

คืนวันนั้นเช่นกัน การชุมนุมดําเนินไปอย่างเผ็ดร้อนและแน่นขนัด นักเรียนนิสิตนักศึกษาได้รับความสนับสนุนจากหลายทิศหลายทาง มีทั้งเงินบริจาคหลายแสนบาท มีทั้งอาหารและผลไม้หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย นักเรียนไทยจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และออสเตรเลีย ส่งจดหมายมาสนับสนุนการต่อสู้ พร้อมส่งเงินบริจาคสมทบ

ศุกร์ 12 ตุลาคม 2516
หลังการชุมนุมติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืนเต็ม ถนนทุกสายของผู้ฝักใฝ่หาเสรีภาพและประชาธิปไตยก็มุ่งสู่ธรรมศาสตร์ การจราจรบนถนนในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสายที่จะไปธรรมศาสตร์ติดขัดขนาดหนัก คลาคล่ำไปด้วยขบวนนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ถือป้ายและโปสเตอร์เดินมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ขบวนแล้วขบวนเล่า มีทั้งจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่ระดับประถมไปจนสูงกว่าปริญญาตรี จากภาครัฐ และภาคเอกชน ยิ่งสายคนก็ยิ่งแน่น ในสนามฟุตบอลมีคนร่วมชุมนุมเป็นจํานวนแสน

12.00 น. ของวันนั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ยื่นคําขาดว่า “ให้รัฐบาลปลดปล่อยบุคคลเหล่านั้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2516 เป็นต้นไป หากในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยังมิได้รับคําตอบอันเป็นที่พอใจ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจะได้พิจารณาใช้มาตรการในขั้นเด็ดขาดต่อไป”

ตอนบ่าย พลตรีประกอบ จารุมณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เรียกผู้แทนหนังสือพิมพ์เข้าไปกําชับเกี่ยวกับการรายงานข่าว ปรามมิให้ใช้คําว่า “หวั่นจะนองเลือด” ไม่ให้ใช้คําว่า คนมาชุมนุมเป็น “แสน” บ้าง ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่หนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น ประชาธิปไตย ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ ตลอดจน The Nation และ Bangkok Post ได้ติดตามรายงานข่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้การเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นที่รับรู้ในคนหมู่มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทั่วประเทศ ทําให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาของสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัด มีการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงสอดคล้องกันไปกับปรากฏการณ์ในกรุงเทพฯ เช่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากการชุมนุมที่เข้มแข็งและจํานวนมากมายมหาศาลหลายแสนนี้ ทําให้รัฐบาลจําต้องยอมให้มีการประกันตัวผู้ต้องหา มีผู้เสนอประกันตัวให้ แต่ผู้ต้องหาทั้ง 13 ไม่ยอมรับการประกัน เนื่องจากไม่รู้จักผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ แถลงว่า การที่รัฐบาลยอมให้ประกันตัวและดูเหมือนจะอุปโลกน์ผู้ค้ำประกันนั้น เป็นการบ่ายเบี่ยงเจตนารมณ์ ศูนย์ยืนยันที่จะให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข

คืนนั้นการชุมนุมประท้วงดําเนินต่อไป คลื่นมนุษย์เบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่กว่า 2 แสนคน คืนนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งนําตัวแทนนักศึกษา 2 คนเข้าไปรายงาน ณ พระตําหนักจิตรลดา เพื่อขอให้นําความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบสถานการณ์และการกระทําของนิสิตนักศึกษาต่อไป ในคืนวันนั้นเช่นกัน วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองมิให้ปล่อยลูกหลานมาร่วมชุมนุม โดยอ้างว่ามีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่งเตรียมการที่จะใช้อาวุธ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข่าวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้รับข่าวว่ามีการเสริมกําลังทหารอย่างแน่นหนาบริเวณสวนรื่นฤดี บางแห่งมีการนํารถหุ้มเกราะ รถดับเพลิงทหาร รถถัง ออกมาตั้ง ทางตํารวจโรงพักชนะสงคราม มีตํารวจหนาแน่น มีการจ่ายอาวุธ และกระสุนเต็มอัตรา และได้ร่วมกับตํารวจสายตรวจนครบาล ทั้งทหารและตํารวจต่างก็มีแผนในการปราบปรามจลาจล โดยจะใช้ทหารราบ 11 รักษาพระองค์ ทหารพลร่มจากศูนย์สงครามพิเศษ และรถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 มีกําลังหนุนจากกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และทหารจากกองพล ปตอ. ส่วนทางด้านตํารวจนั้นจะใช้กําลังจากศูนย์ปราบปรามพิเศษนครบาลบางเขน

เสาร์ 13 ตุลาคม 2516
วันนี้เป็นวันแห่งคําขาดของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นวันที่ทุกคนรอคอยด้วยใจระทึก การประท้วง ชุมนุม อภิปราย สลับการร้องเพลง การแสดงละคร การอ่านบท กวีดําเนินไปตลอดคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อเวลาประมาณตี 5 นายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ พร้อมด้วยกรรมการศูนย์ได้นําการร้อง เพลงชาติและกล่าวสาบานต่อที่ชุมนุมที่จะเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ เช้าวันนั้น นักเรียนนิสิตนัก ศึกษา และประชาชนแน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งล้นทะลักออกไปบริเวณรอบนอก ทุกคนต่างรอคอยเวลา 12.00 น.

และแล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นํานักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจเป็นหัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน ก็ประกาศว่า “พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย เราได้ให้โอกาสรัฐบาลมานานแล้ว 5 วัน 5 คืน ที่เราได้นั่งอดตาหลับขับตานอน ตากแดดตากน้ำค้าง เพื่อเรียกร้องสิทธิของเรา ได้รับการเพิกเฉย ความไม่แยแสจากรัฐบาล 24 ชั่วโมงที่เรายื่นคําขาดใกล้จะมาถึงแล้วท่านพร้อมแล้วใช่ไหม? ที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับสองตระกูลกินเมืองเหล่านั้น”

“ในที่สุด… เที่ยงตรงของวัน (เสาร์) ที่ 13 ตุลาคม… ทุกคนยืนขึ้นพร้อมจะออกไปเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น… กรรมการศูนย์นํามวลชนสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องอย่างสนั่นหวั่นไหว”

“รูปขบวนซึ่งได้รับการเตรียมไว้อย่างดี… ก็เริ่มทะลักออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน่วยคอมมานโดทะลวงฝ่าฝูงชนเป็นรูปหัวหอก ตามด้วยทัพธง ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงล้วน…”

(สมาน เลือดวงหัด วันมหาปิติ)

12.30 น. รถบัญชาการ “เริ่มตีวงกลับ… กองอาสาสมัครหญิงถือธงไตรรงค์จัดแถว และเริ่มเดินออก ติดตามด้วยแถวอาสาสมัครหญิงถือธงธรรมจักร และอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ หน่วยหมีและหน่วยกล้าตายชายรวมพล… มีกระสอบข้าวและพริกไทยไว้สู้กับสุนัขตํารวจ มีตะขอและเชือกพลาสติกไว้จัดการ กับเครื่องกีดขวาง… ท้ายขบวนมีรถบรรทุกน้ำและถุงพลาสติก กระดาษเช็ดหน้าไว้ป้องกันแก๊สน้ำตา”

(ภูมิสัน โรจน์เลิศจรรยา วันมหาปิติ)

ตอนนี้รถบัญชาการขยับตัวออกมา หน่วยกนก 50 ออกมาอารักขา มวลชนก็ทะลักตามมาจากสนามฟุตบอล ผู้คนระบายออกจากสนามฟุตบอลทีละข้าง ระหว่างแถบซ้ายของทางลอดใต้ตึกโดมกับแถบขวาสลับกัน ประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ฝูงชนยังออกไม่ถึงครึ่งสนาม คลื่นมนุษย์ไหลมาอย่างกับน้ำป่าไหลท่วมธรรมศาสตร์ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากสนามฟุตบอลมาออกันอยู่เต็มปากทางลอดตึกโดม แล้วก็ไหลลอดตึกโดยเลี้ยวขวาไปตามถนนเป็นแนวยาวเหยียด ระลอกแล้วระลอกเล่าจาก 12.30 น. จนถึง 15.30 น. ลอดใต้ตึกห้องสมุดทางด้านประตูท่าพระอาทิตย์ เลียบเชิงสะพานปิ่นเกล้า แล้วเข้าถนนพระราชดําเนิน ข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ประมาณกันว่าวันนั้น มีนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมเดินขบวนถึงกว่า 5 แสนคน และมีการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ทางช่อง 4 และช่อง 7 การจัดรูปขบวนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาในวันนั้นจัดเป็นแถวรูปหน้ากระดาน 5 ขบวนอย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่นํามาใช้ในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีขบวนรถบรรทุกขนาดเล็กจํานวน 13 คัน ที่มี ศูนย์กลางอยู่ที่รถบัญชาการ ตามมาด้วยรถพยาบาล รถสวัสดิการ รถเสบียง รถพัสดุแสงเสียงและไฟฟ้า และรถระวังหลัง

การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่นี้มีการเตรียมการป้องกันรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพราะกระแสข่าวว่า อาจจะมีการปราบปรามจากทหารและตํารวจเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ๆ ดังนั้น นักเรียนอาชีวะที่ประกอบกันเข้าเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยจึงกระจายออกเป็นถึง 10 หน่วยด้วยกัน คือ หน่วย คอมมานโด หน่วยหมี หน่วยเฟืองป่า หน่วยฟันเฟือง หน่วยเซฟ หน่วยกนก 50 หน่วยวิษณุ หน่วยช้าง หน่วยเสือเหลือง และหน่วยจ๊อด

วันนั้นตลอดวันของเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ในขณะที่การเดินขบวนคลาคล่ำถนนราชดําเนิน ตัวแทนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้เข้าพบเจรจาขั้นสุดท้ายกับจอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อได้รับคําตอบว่าจะปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คน และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1 ปี จากนั้นตัวแทนของศูนย์ก็ได้เข้า เฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเวลา 16.20-17.20 น.

17.3-0 น. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน สั่งเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อม ๆ กับการที่กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกลับเข้าพบจอมพลประภาส จารุเสถียร อีกครั้งหนึ่งระหว่าง 17.40-18.30 น. เพื่อทําหนังสือสัญญาตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

20.00 น. วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ยอมปล่อยผู้ต้องหา และจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ในปีต่อไป ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาและผู้แทนพระองค์พยายามดําเนินการให้มีการสลายตัวของฝูงชนที่ยังคงชุมนุมอยู่เป็นเรือนแสน บรรยากาศ ทั่วไปเต็มไปด้วยปัญหาการติดต่อประสานงาน ความตึงเครียด และข่าวลือต่าง ๆ นานาในทางร้ายต่อผู้นํานิสิตนักศึกษา กรมประชาสัมพันธ์ออกแถลงการณ์ว่า “ได้มีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่ง เตรียมการที่จะใช้อาวุธร้ายแรงต่าง ๆ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516” และเมื่อ 22.00 น. ก็มีแถลงการณ์อีกว่า “บัดนี้ ปรากฏว่าได้มีบุคคลบางคนที่มิใช่นักศึกษา ถือโอกาสอภิปรายโจมตีรัฐบาลและยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายต่อไป”

23.30 น. พีรพล ตรียะเกษม นายก อมธ. กระซิบกับเสกสรรค์ว่า บัดนี้กรรมการศูนย์ที่ไปเข้าเฝ้าชะตาขาดหมดแล้ว ทําให้เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สั่งเคลื่อนขบวนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังสวนจิตรลดา เพื่อหวังเอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เมื่อเวลาใกล้จะเที่ยงคืน

อาทิตย์ 14 ตุลาคม 2516
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดํารัสผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อเวลา 19.15 น. ความตอนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค… เกิดการปะทะกัน และมีคนได้รับบาดเจ็บ ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั้งพระนคร ถึงขั้นจลาจล… มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิต”

นับแต่หลังเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุมประท้วงกันมาหลายวันหลายคืน ก็มารวมกันอยู่บริเวณหน้าสวนจิตรลดาอย่างแน่นขนัด เวลาประมาณตี 5 ขณะที่มีการเริ่มสลายตัวของฝูงชน ก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ นักหนังสือพิมพ์ที่ทั้งเห็นเหตุการณ์วิกฤตและสูญเสียดวงตาไปหนึ่งดวงในวันนั้น เล่าเป็นประจักษ์พยานว่า

ที่บริเวณหน้าสวนจิตรลดา ช่วงถนนพระราม 5 ใกล้กับถนนราชวิถี พ.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ผู้แทนพระองค์ “ได้อ่านพระบรมราโชวาทให้ฝูงชนฟังจบแล้วฝูงชนก็เริ่มสลายตัวตามพระราชประสงค์… กลุ่มนักเรียนอาชีวะถือว่าเป็นหน่วยกล้าตายที่มีอาวุธพวกไม้ แป๊ปน้ำกันเกือบทุกคน ต่างได้ทิ้งอาวุธพร้อมกับทําลายระเบิดขวด ฝูงชนที่จะกลับทางถนนราชวิถี (กลับ) ถูกสกัดกั้นด้วยตํารวจคอมมานโด… ตํารวจเหล่านี้มีไม้พลอง โล่ หวาย และปืนยิงแก๊สน้ำตา… ภายใต้การบัญชาการ ของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น (ผู้ช่วยอธิบดีกรมตํารวจ) และ พล.ต.ต.ณรงค์ มหานนท์ ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล)

ฝูงชน… เมื่อรู้แน่ว่าไม่ได้รับการอนุญาตให้ผ่านออกไป… ก็เริ่มมีปฏิกิริยาด้วยการใช้ข้าวห่อขว้างปาใส่ตํารวจ… ฝูงชนที่ถูกสกัดกันรายหนึ่งได้ใช้ท่อนไม้ขว้างใส่ถูกตํารวจได้รับบาดเจ็บนายหนึ่ง… หลังจากนั้นให้หลังไม่ถึงสิบนาที รถตํารวจที่ใช้ปราบจลาจลติดไซเรนสองคัน ก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มฝูงชนโดยมีตํารวจคอมมานโดสวมหมวกกันน็อก ทั้งนครบาลและกองปราบพร้อมด้วยสองนายตํารวจผู้อื้อฉาวจากคดีทุ่งใหญ่… ก็ตามเข้าไปใช้กระบองหวดเข้าฝูงชนทันที ไม่ว่าเด็กหรือผู้หญิง การนองเลือดได้เริ่มจากจุดนี้… สร้างความเคียดแค้นให้ฝูงชนมากขึ้น เมื่อเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกเบียดตกคลอง… และเด็กนัก เรียนหญิงอีกคนหนึ่งถูกแก๊สน้ำตาจนล้มฟุบ…

ฝูงชนที่หนีได้ก็ปืนป้ายกําแพงเข้าไปในสวนสัตว์ และใช้ก้อนหินขว้างปาใส่ตํารวจ อีกส่วนหนึ่งก็กรูกันเข้าวังสวนจิตรฯ โดยมีมหาดเล็กเป็นคนเปิดให้เข้าไป การปะทะใช้เวลาประมาณ 15 นาที คือเริ่มตั้งแต่เวลา 6.30 ถึง 6.45 น.”

(เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ ฟ้าสางที่ข้างสวนจิตรฯ วันมหาปิติ)

จากจุดปะทะเล็ก ๆ ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดา เหตุการณ์ก็บานปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ รัฐบาลใช้กําลังทหารและตํารวจปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ในขณะที่นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชนตอบโต้ด้วยการก่อความวุ่นวาย บุกเข้ายึดและทําลายสถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอํานาจเผด็จการคณาธิปไตย พยายามยึดกรมประชาสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนตลอดจนสถานีตํารวจ

นับแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เป็นระยะ ๆ กล่าวหาว่ามีกลุ่มนักเรียนบุกรุกเข้าไปในพระราชฐานสวนจิตรลดา และก่อวินาศกรรม ในขณะเดียวกันก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่า นักศึกษาหญิงที่ถือธงไตรรงค์ในวันเดินขบวนถูกตํารวจตีตาย เด็กผู้ชายถูกถีบเตะตกคูน้ำจนตาย สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้ร่วมชุมนุมเป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์รุนแรงหนักขึ้น

รัฐบาลส่งทหารและตํารวจออกปราบ มีทั้งรถถังและเฮลิคอปเตอร์ จุดปะทะและนองเลือดมีตลอดสายถนนราชดําเนิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางลําภู เป็นเวลาถึง 10 ชั่วโมง พร้อม ๆ กับมีคําสั่งห้ามประชาชนออกนอกบ้านระหว่าง 22.00 น.-05.30 น. ประกาศปิดโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในกรุง เทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และกําหนดให้บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศิลปากรเป็นเขตอันตราย เตรียมพร้อมที่จะทําการกวาดล้างใหญ่

14.00 น. สํานักงานกองสลากกินแบ่ง และตึก ก.ต.ป. ถูกไฟเผา นักเรียนและประชาชนต่อสู้อย่างทรหด ยึดรถเมล์ใช้วิ่งชนรถถัง แต่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บถูกหามเข้าส่งโรงพยาบาลศิริราชตลอดเวลา

18.10 น. จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี

19.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดํารัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ทรงขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง และทรงแต่งตั้งศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องคมนตรี และนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

23.00 น. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดํารัสทางโทรทัศน์แสดงความห่วงใย และ

23.30 น. ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ปราศรัยทางโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายคืนสู่ความสงบ และประกาศจะใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม 24.00 น. ของคืนวันนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ในตําแหน่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังคงออกแถลงการณ์ว่ามีผู้ที่ “พยายามนําลัทธิการปกครองอื่นที่เลวร้ายมาล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย” จึงขอให้เจ้าหน้าที่ “ปฏิบัติหน้าที่จนสุดความสามารถ” ซึ่งก็คือการปราบปรามนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนก็ยังคงดําเนินไป

ตลอดคืนนั้นมีการต่อสู้ระหว่างนักเรียน ประชาชน และตํารวจ ที่กองบัญชาการตํารวจนครบาลผ่านฟ้า ฝ่ายนักเรียนและประชาชนปักหลักสู้จากตึกบริษัทเดินอากาศไทย และป้อมพระกาฬ ส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีการชุมนุมอยู่อีกเป็นจํานวนหมื่น ผู้นําศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ขาดการติดต่อ ซ้ำมีข่าวลือว่าบางคนเสียชีวิต เช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ จึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์ปวงชนชาวไทย” ขึ้นชั่วคราว เพื่อประสานงานและคลี่คลายสถานการณ์ มีจิระนันท์ พิตรปรีชา เป็นหนึ่งในผู้ก่อการจัดตั้งนี้ คืนนั้นเสียงปืนยังดังประปราย ท้องฟ้าแถบถนนราชดําเนินเป็นสีแดง มีไฟควันพวยพุ่งอยู่เป็นหย่อม ๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยดําเนินไปตลอดคืน

จันทร์ 15 ตุลาคม 2516
ตลอดคืนที่ผ่านมา นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนยังคงยืนหยัดชุมนุมกันหนาแน่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คําประกาศเตือนและขู่ของรัฐบาลหาเป็นผลไม่ กลับมีคนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุมไม่ขาดระยะ รัฐบาลมีประกาศหยุดราชการในวันนี้เป็นกรณีพิเศษ และมีประกาศปิดธนาคารทุกแห่ง ในขณะเดียวกัน นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ยืนหยัดต่อสู้อย่างเด็ดเดียว มีการลุกฮือเป็นจุด ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร และในบางท้องที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่กองบัญชาการตํารวจนครบาลผ่านฟ้า และสถานีตํารวจนางเลิ้ง นักเรียนและประชาชนพยายามต่อสู้บุกเข้ายึดและเผาตลอดคืนจนรุ่งเช้า

จากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จอมพลถนอม กิตติขจร จะลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ และก็ยังปรากฏว่า การปราบปรามนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนยังดําเนินอยู่ต่อไป พร้อมกับมีแถลงการณ์ว่า มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ส่งพลพรรคมีอาวุธร้าย แรงสวมรอยเข้ามา ยิ่งทําให้เห็นว่าเป็นการสร้างความเท็จ สร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังยิ่งขึ้น ทําให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนเกิดพลังในการต่อสู้ต่อไปแม้จะบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมากก็ตาม

จากการปราบปรามอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม ใช้ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ อาวุธสงครามหนัก ทหารและตํารวจจํานวนร้อย ทําให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาลอย่างหนัก มีทหารและตํารวจที่ไม่เห็นด้วย พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก เองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรุนแรงนี้ ทางด้านทหารอากาศและ ทหารเรือก็เห็นด้วยกับทางฝ่ายของผู้บัญชาการทหารบก กลายเป็นแรงผลักดันให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตําแหน่ง และท้ายที่สุด คณาธิปไตยทั้งสาม ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไป เหตุการณ์ทั้งหมดจึงสงบลงโดยพลันทันที่ที่มีการประกาศว่าบุคคล ทั้ง 3 ได้เดินทางออกนอกประเทศ แล้วเมื่อ 18.40 น.

เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายคนออกจากบ้านไปร่วมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลายคนไม่ได้กลับบ้านอีกเลย บางคนกลับไปด้วยร่างกายพิการ บางคนกลับไปด้วยความรู้สึกใหม่ เหตุการณ์ 14-15 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 71 คน บาดเจ็บ 857 คน

วันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 วีรชนคนหนุ่มสาวเดินออกจากบ้าน และเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ และตํานานที่จะต้องจดจํากันไว้ในแผ่นดินนี้ชั่วกาลนาน

คุณจําได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม

คุณจําได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน วีรชนคนหนุ่มสาวของเราได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่าขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ ณ บัดนี้ ขอให้พวกเราจงหยุดนิ่ง และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และจะได้เป็นกําลังใจสําหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป

จงบินไปเถิดคนกล้า ความฝันสูงค่ากว่าใด
เจ้าบินไปจากรวงรัง ข้างหลังเขายังอาลัย
กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าคือวิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย
เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด

(วินัย อุกฤษณ์ “นกสีเหลือง”)

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_40175

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อำนาจพลิกขั้ว “จอมพลถนอม” จึงถูกรัฐบาลใหม่ยึดทรัพย์

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
เป็นจุด “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ทางการเมือง
เมื่อขบวนการนักศึกษา ประชาชน
สามารถโค่นล้มผู้นำทหาร
ที่ปกครองการเมืองไทยมายาวนาน
ตั้งแต่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร
ยึดอำนาจ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปี 2500

กว่า 14 ปีภายใต้การปกครอง
ของจอมพลสฤษดิ์ ผ่องถ่ายอำนาจ
สู่ยุค 3 ผู้ยิ่งใหญ่ จอมพลถนอม กิตติขจร
-จอมพลประภาส จารุเสถียร
และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

ทว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา
เมื่อเกมอำนาจพลิกขั้ว “จอมพลถนอม”
จึงถูกรัฐบาลใหม่ยึดทรัพย์
โดยการลงนามของนายกรัฐมนตรี
ชื่อ “สัญญา ธรรมศักดิ์”

อาศัยธรรมนูญมาตรา 17 ออกคำสั่ง
คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สรล.40/2516
ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2516
ให้ทรัพย์สินของ จอมพลถนอม
และ ภริยา จอมพลประภาส
และภริยา พ.อ.ณรงค์ และภริยา
ทั้งหมดตกเป็นของรัฐทันทีในวันที่ออกคำสั่งนี้

ว่ากันว่า ทรัพย์สมบัติ
ของจอมพลถนอม-จอมพลประภาส
-พ.อ.ณรงค์ ที่ถูกอายัด
รวมกันกว่า 470 ล้านบาท

หากนับเฉพาะทรัพย์สินของ “จอมพลถนอม”
และคุณหญิงจงกล ตามคณะกรรมการ
ตรวจสอบการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ที่มีนายบุญมา วงศ์สวรรค์ เป็นประธาน
ได้อายัดไว้ มีอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง
อาทิ บ้านเลขที่ 99 ถนนระนอง 2 ดุสิต กทม.
โฉนดที่ดินเลขที่ 5890 แขวงนครไชยศรี
เขตดุสิต กทม. เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน
เป็นเงิน 5 ล้านบาท ประกอบด้วย

สิ่งปลูกสร้างเป็นตึกอาศัย 2 ชั้น
600,000 บาท เรือนไม้ชั้นเดียว 60,000 บาท เรือนไทย 500,000 บาท
ตึกใหญ่ 2.5 ล้านบาท ตึก 2 ชั้น
ติดต่อกับตึกใหญ่ 1.3 ล้านบาท
สระว่ายน้ำ 400,000 บาท
อาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น
เรือนครัวและห้องพัก 400,000 บาท
เรือนไม้ 2 ชั้น 60,000 บาท
เรือนไม้ชั้นเดียว 40,000 บาท
รั้วและถนน 200,000 บาท

ศาลาที่พักยาม 80,000 บาท
ประตูรั้วและป้อมยาม 50,000 บาท
การถมดิน ปลูกต้นไม้จัดสวน
ทำน้ำพุ 100,000 บาท

บ้านเลขที่ 89, 89/1
และ 89/2 ถนนระนอง 2 ดุสิต
โฉนดที่ 8758 แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสิต กทม. เนื้อที่ 2 ไร่ เป็นเงิน 4 ล้านบาท
ประกอบด้วย สิ่งปลูกสร้าง
ตึกหลังใหญ่ 400,000 บาท
เรือนไม้ 2 ชั้น 80,000 บาท
ตึก 2 ชั้น 250,000 บาท
ตึก 2 ชั้น 300,000 บาท
เรือนไม้ชั้นเดียว 50,000 บาท

อาคารถกลสุข โฉนดที่ 5891, 14518,
14519 และ 8989 แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสิต กทม. เนื้อที่ทั้ง 4 โฉนด
รวม 1,207 ตารางวา เป็นเงิน 6,035,000 บาท

ที่ดินดอนเมือง เนื้อที่ 54 ไร่
1 งาน 96 ตารางวา ราคาไร่ละ 50,000 บาท
รวม 2,724,500 บาท
ที่ดินซอยอุดมสุข เนื้อที่ 265 ตารางวา
ตารางวาละ 2,500 บาท
เป็นเงิน 1,325,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีบ้านที่ปากเกร็ด
เนื้อที่ 3 แปลง 4 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา
เป็นเงิน 2,673,000 บาท

บ้านที่พัทยา เนื้อที่ 3 ไร่
2 งาน 44 ตารางวา ตารางวาละ 800 บาท
เป็นเงิน 1,155,200 บาท
ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง อาทิ ตึกใหญ่ 2,800,000 บาท อาคารที่พักอาศัย 189,000 บาท
ศาลาริมทะเล 70,000 บาท
หาดอู่ทองหัวหิน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา หรือ 788 ตารางวา ตารางวาละ 500 บาท
เป็นเงิน 394,000 บาท
ที่ดินชะอำ เนื้อที่ 42 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา
รวม 850,000 บาท

และยังมีที่ดินบ้านหัวแหลม อยุธยา
บ้านเมืองตาก ตำบลหนองหลวง
อำเภอเมือง จ.ตาก
ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจอมพลถนอม
ราคา 120,000 บาท ก็ยังถูกอายัด

ขณะที่สังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบ้านทุกหลัง
ก็ถูกอายัด เช่น ในบ้านเลขที่ 99
ถนนระนอง 2 ดุสิต กทม.
สิ่งที่ถูกอายัดส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป
โดยพระพุทธรูปที่มีมูลค่าสูงสุด
คือพระพุทธรูปปางลีลา สูง 36 นิ้ว 1 องค์
ราคา 400,000 บาท
พระพุทธรูปปางสะดุ้งมารสัมฤทธิ์
หน้าตัก 22 นิ้ว 1 องค์ ราคา 200,000 บาท
ของตกแต่งภายในบ้าน
อาทิ ทีวีสียี่ห้อ METZ 24 นิ้วราคา 28,000 บาท
โต๊ะไม้ประดับมุก ต่อ 3 ท่อน 1 ตัว 80,000 บาท

ส่วนหุ้นที่จอมพลถนอมมีอยู่ในบริษัทต่าง ๆ
อาทิ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด
สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด
บริษัทชลประทานซีเมนต์ รวมกว่า 12,000 หุ้น
และหุ้นของคุณหญิงจงกล 407 หุ้น
รถยนต์ที่มีในบัญชี 8 คัน ถูกอายัดทั้งหมด
โดยรถที่แพงที่สุดคือ
รถเบนท์ลีย์ ทะเบียน กทม. ฆ 9555 รุ่นบี 69
ราคา 800,000 บาท

ดังนั้น มูลค่าทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์
และอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน
และบริษัทหลายแห่ง ที่ได้รับการปันผล
โบนัสกรรมการ เบี้ยประชุมกรรมการ
รวมถึงเงินฝากในธนาคาร
ประเภทกระแสรายวัน ออมทรัพย์
และฝากประจำ ที่จอมพลถนอม
และคุณหญิงจงกลมีอยู่ในมือ
กว่า 84,905489.86 บาท

อย่างไรก็ตาม การเมืองหลัง 6 ตุลา 2519
พลิกขั้วสลับข้างอีกครั้ง
อำนาจการปกครองกลับไปอยู่ในมือของทหาร
เป็นช่องทางให้จอมพลถนอม
ร้องขอต่อคณะกรรมการ
ที่มี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เป็นประธาน ให้พิจารณาคืนทรัพย์สิน
โดยจอมพลถนอมได้ทำบัญชี
ขอคืนยาวเป็นหางว่าว ทั้งบ้านที่ จ.ตาก
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ปากเกร็ด
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่สามเสน
การถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ

แต่ที่ทางการคืนให้เพียง 5 รายการ
ประกอบด้วย ที่ดินแขวงลาดยาว เขตดุสิต
เนื้อที่ 2 ไร่ 16 ตารางวา
แต่ไม่รวมอาคารสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน
ที่ดิน จ.พระนครศรีอยุธยา
เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา
เบี้ยกรรมการบริหาร ของสำนักงาน
สลากกินแบ่งรัฐบาล 7,000 บาท

เงินโบนัส องค์การเชื้อเพลิง 120,000 บาท
รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก.ท.ก.4919
และเงินฝากตามบัญชี
ของพันตรีหลวงจบ กระบวนยุทธ
ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
จำนวน 2 ใน 3 เป็นเงิน 137,819.79 บาท

แต่ยังไม่เป็นที่พอใจของจอมพลถนอมและภริยา
จึงมีการฟ้องร้องต่อศาลหลายครั้ง
กระทั่งในรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ที่เคยเป็นลูกน้องของจอมพลถนอม
มีความคิดที่จะคืนทรัพย์สิน
ให้จอมพลถนอมบางส่วน
เช่น ทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดที่ จ.ตาก
แต่มีปัญหาตรงที่วิธีการคืน

ทางเลือกหนึ่งคือการให้รัฐบาล
เสนอร่างพระราชบัญญัติ
คืนทรัพย์สินเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เพื่อออกเป็นกฎหมาย
แต่ทว่า พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ออกอาการแข็งข้อ-คัดค้าน
เพราะเกรงกระแสสังคมตีกลับ
จึงให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ขณะนั้นว่า

“ถ้ารัฐบาลเสนอร่างกฎหมายคืนทรัพย์สิน
ถนอม ประภาส ณรงค์ เข้าสภา
จะไม่ยอมรับพิจารณา
แต่จะหารือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายก่อนว่า
อำนาจบริหารของฝ่ายรัฐบาล
ก้าวก่ายอำนาจตุลาการหรือไม่
ถ้ารัฐบาลเสนอมาก็คิดว่าตนเองไม่มีหน้าที่รับ
เพราะอำนาจทั้ง 3 ไม่ควรก้าวก่ายกัน”

ผ่านไปกว่า 40 ปี “พ.อ.ณรงค์”
บุตรชายจอมพลถนอมที่ร่วมชะตากรรม
ถูกยึดทรัพย์
ยังต้องเช่าบ้านตัวเองที่ถูกยึดไป
จากกรมธนารักษ์ โดยจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี
เช่นเดียวกับ “คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี”
ซึ่งเป็นลูกสาวจอมพลถนอม
แม้ปัจจุบันเป็น สนช. แต่ในชั้น
แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
ก็ไม่ปรากฏว่ามีที่ดินหรือบ้านแต่อย่างใด
เพราะคุณหญิงทรงสุดาและลูก-หลาน
ของจอมพลถนอม ยังอาศัยอยู่ในบ้าน
ซอยระนอง 2 ที่ถูกอายัดไป

พ.อ.ณรงค์ย้อนเหตุการณ์-ระบายความในใจ
ออกมาว่า “ผมไม่ได้หาประโยชน์อะไรเลย

ตอนยึดทรัพย์บัญชีเงินฝากในธนาคาร
ยังไม่มีเลย บ้านผมปลูกมา
มีหลักฐานซื้อขายถูกต้องก็ยึดไป
ยังไม่ได้คืน บ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้
คุณแม่ผมซื้อวาละ 35 บาท
ตอนสืบสวนกับเจ้าของที่เขาก็ยังไม่ฟัง
ทรัพย์สินเรา ที่ดินเมียผมซื้อมาวาละ 140 บาท
ก็ถูกยึดไป ต้องเช่าอยู่หมด”

“เขายึดหมดทุกอย่าง รถรา เงินส่วนตัว
บ้านที่คุณพ่อเกิดที่จังหวัดตาก
อยู่ตั้งแต่แบเบาะ ยังยึดเลย
ตอนนี้เอาเป็นห้องสมุดประชาชน
บ้านเกิดคุณแม่ผม ที่ดินที่อยุธยา
ที่ดินนี้มีมาแต่คุณแม่ผมเกิด
ทรัพย์สินที่ใช้อยู่เกือบไม่มีอะไรเป็นชื่อเรา
เวลานี้ผมเป็นผู้อาศัย ผู้อาศัยบ้านตัวเอง”

“ผมไม่หวังแล้วนะ ตั้งกรรมการสอบสวน
ตั้งแต่ก่อนสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เป็นนายกรัฐมนตรี พอมา พล.อ.เปรม
ก็ตั้งกรรมการ กรรมการเขาลงมติให้คืน
ก็ไม่คืน เขาก็เก็บหลักฐานต่าง ๆ
ที่สำนักนายกฯ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
กลัวคนฮือขึ้นมาอีก ยึด
หากต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกรัฐบาลยึด
ต้องออกเป็นกฎหมาย
ต้องเข้าสภาผู้แทนฯ เรื่องใหญ่
ทีนี้รัฐบาลไหนเขาจะตั้งเรื่อง
มันไม่ใช่เรื่องของเขา”

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ผ่านมาร่วม 48 ปีแต่ทรัพย์สินของจอมพลถนอม
ก็ได้รับการคืนแค่บางส่วนเท่านั้น
และไม่มีรัฐบาลไหนกล้าคืน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วันมหาวิปโยค วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ 48 ปีเต็ม

14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

รัฐบาลใช้กำลังทหารและตำรวจ ปราบปรามประชาชนผู้ชุมุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน บาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 12

วันมหาวิปโยค วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ 48 ปีเต็ม ที่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การเรียกร้องประชาธิปไตยของมวลชนนักศึกษาและเหล่าประชาชนยังคงเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ แต่คงมีหลายคนที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ถึงวันนี้วันแห่งประวัติศาสตร์เวียนมาอีกครั้ง สำหรับใครที่เกิดไม่ทัน มาย้อนอดีตไปพร้อมๆกันครับ

เหตุการณ์ความกล้าหาญของเหล่าวีรชนที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกทั้ง จอมพลประภาส จารุเสถียร ต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน รวมถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม พบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ที่ถูกล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจ และเกิดคำถามในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก และมีการร่วมกันก่อตั้ง ” กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ”

จากนั้นเมื่อวันที่ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกตำรวจสันติบาลและนครบาลเข้าจับกุมกลุ่มเรียกร้องได้ 11 คน ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน” และจับอดีต ส.ส.อีก 2 คน รวมทั้งหมดเป็น 13 คน ซึ่งถูกเรียกว่า 13 ขบถรัฐธรรมนูญ
วันที่ 9 ตุลาคม นิสิตนักศึกษาหลายสถาบันเริ่มชุมนุม มีมติให้ยื่นหนังสือถึงจอมพล ถนอมให้ปล่อย 13 กบฏ และประกาศประท้วงถึงที่สุด เวลา 20.00 น.

วันที่ 10 ตุลาคม นักเรียนอาชีวะ นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพฯ จากหลายสถาบันเริ่มทยอยกันมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นการฉุกเฉินที่ศูนย์ปฏิบัติการทหารบก (ศ.ป.ก.ท.บ.) สวนรื่นฤดี มีมติแต่งตั้งให้จอมพลประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความสงบ

วันที่ 11 ตุลาคม หลังจากชุมนุมโจมตีรัฐบาลมาตลอดทั้งคืน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจากทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงก็ได้ทยอยหลั่งไหลมายังสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทั้งวัน จนทำให้มีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 6 หมื่นคน
ทางด้านฝ่ายเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้สั่งให้ทหาร 3 เหล่าทัพ เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และตำรวจในต่างจังหวัดได้รับคำสั่งให้กักรถที่บรรทุกนักเรียนนักศึกษาต่าง จังหวัดไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ

วันที่ 12 ตุลาคม นาย สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ในขณะนั้น ได้ประกาศ แถลงการณ์ของศูนย์ มีใจความว่า ให้ปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเป็นที่น่าพอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้ประชุมตกลงยอมปล่อยผู้ ต้องหาทั้ง 13 คนได้โดยมีการประกันตัว ส่วนข้อกล่าวหา ว่าเป็นกบฏและคอมมิวนิสต์นั้น ให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล และได้ออกประกาศทางกรมประชาสัมพันธ์

วันที่ 13 ตุลาคม เริ่มต้นเดินขบวนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า (คาดกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับ พลเอกประภาส จารุเสถียรและคณะนายตำรวจระดับผู้ใหญ่ โดยทำสัญญาว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวผู้ต้องขังทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2517 ส่วนทางฝ่ายผู้ชุมนุมก็ต้องหาทางให้ฝูงชนสลายตัวโดยเร็วที่สุดทางด้านนายสมบัติก็แจ้งทางศูนย์ฯเมื่อเวลา 14.45 น.ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดตัวแทนเข้าเฝ้าได้

ปัญหาเกิดขึ้นในตอนนี้ที่ แกนนำที่ไปเจรจาและเข้าเฝ้ายังไม่ได้แจ้งข่าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่นายเสกสรร ดูแลอยู่ทราบอะไร จึงตัดสินใจเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาในเวลา 17.30 น.ระหว่างขบวนกำลังเคลื่อนอยู่นั้น กลุ่มที่ได้ทราบประกาศจากกลุ่มที่เข้าเฝ้าว่าทั้ง 13 คนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และจะได้รัฐธรรมนูญภายใน ตุลาคม 2517

แต่กระนั้นฝูงชนเริ่มเรียกร้องว่าจะเอารัฐธรรมนูญเร็วกว่านั้น
เช้าตรู่วันที่ 14 ตุลาคม จุดเริ่มต้นของจราจลเริ่มก่อต่อขึ้น เมื่อผู้ชุมนุมประท้วงกำลังแยกย้ายกลับและได้ใช้เส้นทางหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน ด้วยความที่ไม่เข้าใจกันจึงเกิดการกระทบกระทั่ง การปะทะกันกลายเป็นการจลาจลฝ่ายกลุ่มคนที่ล่วงหน้ากลับไปยังธรรมศาสตร์ได้ข่าวว่าตำรวจตีประชาชนก็โกรธ แค้น หาว่าหักหลัง จึงเรียกให้กลับไปพร้อมที่ธรรมศาสตร์

เหตุการณ์ได้บานปลายลุกลามออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ ทหารและตำรวจออกปราบฝูงชนโดยใช้ทั้งอาวุธปืน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ มีการต่อสู้ปะทะกันตลอดสายถนนราชดำเนินตั้งแต่ผ่านฟ้าถึงสนามหลวง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ก็เริ่มตอบโต้กลับรุนแรงมากขึ้น มีการยิงและปาระเบิดขวดตอบโต้ทหารตำรวจ ศพวีรชนที่สละชีวิตหลายคนถูกแห่เพื่อเป็นการประจานความทารุณของทหารตำรวจและชักชวนให้ประชาชนไปร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาก็ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลศิริราชทางเรือตลอดเวลา

และในตอนค่ำวันที่ 14 ตุลาคม จอมพลถนอมได้ประกาศลาออก และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกแทน แล้วแต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เพราะประชาชนยังไม่วางใจเพราะจอมพลถนอมยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เหตุการณ์จึงยังไม่สงบโดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้งหลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมง

วันที่ 15 ตุลาคมเวลา 08.15 น. สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้กระจายเสียงประกาศของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้ราชการในกรุงเทพฯ หยุดเป็นเวลา 3 วัน โดยเหตุการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารส่งกำลังเข้ามาเสริมตามจุดต่าง ๆ ที่มีการจลาจล ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วกรุงเทพฯ ไม่ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ แต่ตั้งรับอยู่ในแต่ละสถานีโดยไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ หลายโรงพักถูกปล่อยร้าง
ซึ่งในตอนหัวค่ำ ได้มีประกาศว่า จอมพลประภาส พ.อ. ณรงค์และบริวารได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังไทเป ส่วนจอมพลถนอม และครอบครัว เดินทางไปขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาในคืนถัดมา เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง

วันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 17.30 น. โดยมีมติให้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่

คณะรัฐมนตรี มีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นประเทศไทยก็ได้เปลี่ยนการปกครองจากอำนาจเผด็จการทางทหารที่กินระยะเวลามานานถึง 16 ปี ไปสู่มือนักการเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมา 48 ปีแล้ว ก็ยังสามารถเป็นบทเรียนได้ในสังคมยุคปัจจุบันที่เราก็ยังมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มต่างๆ ซึ่งเรายังจะติดอยู่กับวังวลเดิมๆ หรือ ประชาธิปไตยจะก้าวหน้า คงต้องขึ้นอยู่กับประชาชนชาวไทยทั้งหลายแล้วล่ะว่าเราจะใช้อำนาจที่พึงมีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรต่อประเทศชาติ..!!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เปิดวังเลี้ยงข้าว.. น้ำตากูจิใหล

เย็นวันที่​ 13​ ตุลาม 2516​ เหตุการณ์เริ่ม​คลี่คลาย. ถนอม​ รับข้อเรียกร้องนักศึกษา
ให้มีรัฐธรรมนูญ​ภายใน​ 6​ เดือน
แต่นักศึกษาต้องการการยืนยัน
คณะรัฐบาลจึงนำตัวแทนนศ.เข้าวังสวนจิตร. ภูมิพล​ บอก​ 20​ เดือน​ ถนอมต้องการเวลา​ 3​ ปี
เสกสรรค์​ ประเสริฐ​กุล​ เริ่มมีปากเสียง
กับธีรยุทธ​ บุญมี​ เรื่องกรอบเวลา

ประกอบกับความสับสนเรื่องข่าวในสวนจิตรที่ผู้นำนักศึกษาเข้าไป มีข่าวว่าแกนนำ
ได้ยอมรับทุกเงื่อนไขบ้าง เรื่องเจรจาไม่เป็นผลบ้าง

แต่เนื่องเพราะเวลาพลบค่ำทำให้นักศึกษา
ไม่มีรถเมล์​ที่จะเดินทางกลับ
จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ส่วนหนึ่งต้องค้างคืนอยู่ภายในวงล้อมของเจ้าหน้าที่

รุ่งเช้าวันที่​ 14​ ตุลาฯ​ 16​ นักศึกษา​เริ่มเคลื่อนเข้ามาสมทบนับแสนคน
ทำให้ตำรวจต้องควบคุม​สถานการณ์
หน้าสวนจิตรฯ​โดยพล.ต.ต.มนต์​ชัย​ พันธุ์​คงชื่น. นักศึกษา​พยายามผ่าวงล้อมเข้าไป
ส่วนตำรวจชุดประสานงานจากทางวัง
ก็หายเงียบไป(พล.ต.ต.มนต์ชัย.. สงสัยตายห่าหมด)ต่อมาจึงมีวิทยุออกมาให้ประทะการชุลมุน​เป็นไปด้วยความดุเดือด
เสียงระเบิดแก๊ซน้ำตา​ ดังระงม
เจ้าหน้าที่ใช้กระบองทุบตีนักศึกษา​อย่างบ้าคลั่ง. นักศึกษา​มือเปล่าก็พยายามต่อสู้เต็มกำลัง. แต่ก็สู้กำลังและระเบิดแก๊ส​น้ำตาของเจ้าหน้าทีไม่ได้จึงแตกกระเจิง​ บ้างลงคูน้ำล้อมวังสวนจิตรฯ

ก่อนจะเปิดประตู​วังออกมารับนักศึกษาส่วนหนึ่งเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำตามบันทึกหน้าประวัติศาสตร์

แต่เป็นการเปิดฉาก​ 14​ ตุลาฯ​ มหาวิปโยค

ต่อมานิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่
ถอนกำลังออกไปตั้งหลักที่ธรรมศาสตร์
และทำการโจมตีตอบโต้เจ้าหน้าที่คืนบ้าง
ตั้งแต่บริเวณถนนราชดำเนิน
ระหว่างสี่แยกคอกวัวกับสนามหลวง

ฝ่ายรัฐบาลถนอม​ ส่งทหารจาก ร 11
พร้อมด้วยรถถังเข้าคุมสถานการณ์
กำลังพลและรถถังเคลื่อนมา
ตามถนนจักรพงษ์เข้าเคลียร์พื้นที่
บริเวณหน้าวัดชนะ สงคราม
แล้วเคลื่อนกำลังไปยังหน้ากรมสรรพากร
เกิดการปะทะกันบริเวณหน้ากรมสรรพากร
กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนินกลาง
ไปจนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า

จีระ บุญมาก ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ศพถูกนำไปแห่รอบเมือง

มีเฮลิคอปเตอร์สองลำ
บินวนเหนือบริเวณที่เกิดเหตุ
มีรายงานยืนยันว่า คนบนเฮลิคอปเตอร์
ใช้ปืนกลยิงกราดใส่นักศึกษา
บริเวณสนามหลวง
และมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
นักเรียนและนักศึกษาเข้ายึด กตป.
(คณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ) และเผาอาคาร
พร้อมด้วยอาคารกองสลากฯ
ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว หรือ “ไอ้ก้านยาว”
ถูกยิงหน้าโรงแรมรอแยล
การต่อสู้ดำเนินไปทั้งวัน และตอนกลางคืน
ได้รวมศูนย์อยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ
เป็นการต่อสู้ระหว่างตำรวจนครบาล
กับฝ่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษา

พลบค่ำภูมิพลฯออกโทรทัศน์
ประกาศ​ว่าวันที่​ 14​ ตุลาคม​ 16
ถึอเป็นวันวิปโยค​ จอมพลถนอม​ พร้อมคณะ
ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และได้เดินทางออกนอกประเทศ​แล้ว

10 ปี​ 6​ เดือนที่ค้ำบัลลังก์
ต่อจากจอมพลสฤษดิ์​
จอมพลถนอม​ ณรงค์​ ประภาส
ถูกขอให้เสียสละ​ เดินทางออกนอกประเทศ
และ​ สัญญา​ว่า.. จะทรงรับกลับมาอย่างสมเกียรติ

พ.ศ.2519​ พล.ต.ต.มนต์​ชัย​ พันธุ์​คงชื่น
ได้เลื่อนยศ​ พล.ต.อ.​ และได้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 4

แต่ขณะนั้น “พระเทพกษัตรเจ้า” ประชวรอย่างหนัก สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
จึงทรงตัดสินพระทัยส่ง “พระแก้วฟ้า”
พระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนมไปแทน
แต่เมื่อทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงทราบว่าเจ้าหญิงศรีอโยทธยา
ที่ส่งไปมิใช่ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จึงแต่งทูตนำ “พระแก้วฟ้า”
มาส่งคืนยังราชสำนักศรีอโยทธยา
ใน จ.ศ. 926 ชวดศก (พ.ศ. 2107)
แล้วขอพระราชทาน “พระเทพกษัตรเจ้า” อีกครั้งตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระทัยไว้แต่แรก
พระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์เล่าว่า..

“ศักราช 925 กุนศก…ในปีเดียวนั้น
พระเจ้าล้านชางให้พระราชสาส์น
มาถวายว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้า
แลทรงพระกรุณาพระราชทานแก่
พระเจ้าหล้านช้าง
แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้าทรงพระประชวร
จึงพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระแก้วฟาพระราชบุตรี
ให้แก่พระ (เจ้า) หลานชาง

ศักราช 926 ชวดศก พระเจ้าล้านช้าง
จึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรี
ลงมาส่งยังพระนครษรีอยุทธยา
แลว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้านั้น
แลจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้า
ไปแก่พระเจ้าล้านช้าง
ครั้งนั้นพระเจ้าหงษารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น
จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง
แลออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าได้
ไปถวายแก่พระเจ้าหงษา…”

เชลยศึกศรีอยุทธยาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 เริ่มลืมเลือนเรื่องที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุต (พระเจ้าล้านช้าง)
ส่งทูตมาทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จากสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ไปเสียบ้างแล้วในบางส่วน
จึงเล่าผิดเพี้ยนปนเปกันไปว่า
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงเป็นผู้ส่งพระราชธิดามาถวาย
แด่สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า “พระรัตนมณีเนตร”
เป็นพระนามที่แปลงมาจาก
พระนามของ “พระแก้วฟ้า” อย่างแน่นอน

การที่ “พระมณีรัตนา” มีพระนามคล้ายคลึง
กับ “พระรัตนมณีเนตร” (พระแก้วฟ้า) นั้น
อาจมีนัยยะสำคัญบางประการที่บ่งบอกว่า
พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์
ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่า
ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
มากกว่าที่จะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ
จากราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง)
ด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศ

การที่สมเด็จพระนเรศทรงอภิเษกสมรส
กับพระมณีรัตนาเจ้าหญิงจากราชวงศ์ละโว้
สายสุพรรณภูมิ
อาจมีส่วนในการสร้างเสริมสิทธิธรรม
ในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา
ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
เพิ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่
ภายหลังจากที่พิชิต
กรุงพระนครศรีอโยทธยาได้สำเร็จ
ใน พ.ศ. 2112
ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อการจรรโลงสถาบันกษัตริย์
ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) จากหัวเมืองฝ่ายเหนือให้หยั่งรากมั่นคง

ด้วยความที่ “พระมณีรัตนา”
และ “พระรัตนมณีเนตร”
มีพระนามคล้ายคลึงกันอย่างมาก
จนแทบแยกกันไม่ออก
ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่า “พระมณีรัตนา”
อาจเป็นบุคคลเดียวกับ “พระรัตนมณีเนตร”
คือ “พระแก้วฟ้า” พระขนิษฐาต่างพระมารดา
ของ “พระวิสุทธิกษัตรีย์”
(มีพระนามเดิมว่า “พระสวัสดิราช”)
พระนางจึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา
ของสมเด็จพระนเรศ
และพระนางอาจกินตำแหน่ง
สมเด็จพระอัครมเหสีอีกทางหนึ่งด้วยก็เป็นได้? เพราะไม่พบหลักฐานยืนยันว่า “พระแก้วฟ้า”
ถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
นำตัวไปยังราชสำนักหงสาวดี
เมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ. 2112

มณีจันทร์ ในภาพยนตร์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ภาคยุทธหัตถี (ภาพจากคลิป “ราชาภิเษก ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จาก Youtube : Sahamongkolfilm International Co.,Ltd)
“โยธยามี้พระญา” พระมเหสีอยุทธยา
ของสมเด็จพระนเรศในพงศาวดารพม่า
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094-2124)
ทรงพิชิตเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2101
พระองค์ทรงปล่อยให้เจ้านายเชียงใหม่
ยังคงปกครองบ้านเมืองอยู่ตามเดิม
จนกระทั่งพระนางวิสุทธิเทวีเจ้า
สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2121
การสืบทอดสันตติวงศ์ในเมืองเชียงใหม่
เกิดขาดช่วง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงโปรด
ให้ “อนรธาเมงสอ” พระราชโอรส
เสด็จไปเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่แทน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
เรียกพระองค์ว่า “ฟ้าสาวัตถีนรธามังคอย”

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
(ครองราชย์พ.ศ. 2121-50)
เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
ที่ประสูติแต่ “ราชเทวี” พระมเหสี
ซึ่งมีนามเดิมว่า “สิ่นทวยละ” เป็นพระธิดา
ของจตุคามณิแห่งดีแปยิน
พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองโปรด
ให้พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสออภิเษกสมรส
กับ “เซงพยูเชงเมดอ” (แปลว่ามารดาเจ้าช้างเผือก) พระธิดาของพระเจ้าแปรตะโดธรรมราชา
พระอนุชาของพระองค์

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
มีพระราชโอรสธิดาด้วยมารดาเจ้าช้างเผือก
ทั้งสิ้น 3 พระองค์ด้วยกัน

  1. “เมงตุลอง” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียกพระองค์ว่า พระทุลอง)
    หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
    ทรงสวรรคตใน พ.ศ. 2124
    และพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงพระเชษฐา
    ไม่ทรงพระปรีชาสามารถเยี่ยงพระราชบิดา
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    จึงหันมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักศรีอยุทธยา
    เมื่อสมเด็จพระนเรศเสด็จยกทัพ
    ขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีเป็นครั้งที่ 2
    พระองค์มีพระราชกำหนดให้
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ยกทัพโดยเสด็จไปในราชการสงครามด้วย
    แต่พระองค์ทรงติดขัดเรื่องที่ออกญารามเดโช
    ข้าหลวงศรีอโยทธยาที่ขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองเชียงแสนได้เกลี้ยกล่อมผู้คนไว้เป็นกำลังจำนวนมาก
    ทำให้เจ้าเมืองล้านนาต่างพากันกระด้างกระเดื่อง
    ต่อพระองค์
    จนไม่อาจทิ้งเมืองไปได้
    จึงมีรับสั่งให้เมงตุลองพระราชโอรส
    คุมทัพเชียงใหม่ไปช่วยราชการสงคราม
    แทนพระองค์

หลังเสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ 2
เมงตุลองได้เสด็จลงมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอโยทธยา
และพระองค์ทรงอภิเษกสมรส
กับพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศ
ครั้น “พระมหาเทวี” พระมารดา
ของพระองค์สิ้นพระชนม์
พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
ทรงขอพระราชทานเมงตุลอง
กลับขึ้นไปแต่งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระศพพระมหาเทวียังเมืองเชียงใหม่
แล้วส่ง “พระไชยธิป” พระอนุชา
ของเมงตุลองมาเป็นตัวจำนำแทน

  1. “พระไชยธิป” พระอนุชาของเมงตุลอง
    (พระทุลอง)
    ปรากฏพระนามอยู่ในพระราชพงศาวดารฯ
    ฉบับความพิสดารของไทย
    แต่ไม่ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า
    สันนิษฐานว่าพระองค์น่าจะเป็นพระอนุชา
    ร่วมอุทรของเมงตุลอง
    พระองค์ทรงมาประทับยังพระนครศรีอโยทธยา
    ในฐานะตัวจำนำแทนพระเชษฐา
  2. “โยธยามี้พระญา” พระราชธิดาองค์โต
    ของพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้
    ในคำอธิบายพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ทรงถวายพระราชธิดาให้แก่
    สมเด็จเอกาทศรุทรอีศวร
    ในคราวเดียวกับที่เปลี่ยน
    เอาพระไชยธิปมาเป็นตัวประกันแทนเมงตุลอง
    ภายหลังพระนางได้รับการแต่งตั้ง
    ให้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
    พงศาวดารพม่าจึงมักเรียกพระนางว่า
    โยธยามี้พระญา แปลว่ามเหสีอยุทธยา

เรื่องราวของโยธยามี้พระญา (มเหสีอยุทธยา)
พบมีบันทึกอยู่แต่ในพงศาวดารพม่า
และน่าเสียดายที่เรื่องราวของพระนาง
ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ความสัมพันธ์ไทยและพม่า
ภายหลังจากที่พระนางเสด็จมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ในฐานะพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ

“เจ้าขรัวมเหสีจันทร์” พระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
จดหมายเหตุฟานฟลีต
(The Historical Account of the War of Succession Following the Death of King Pra Interajasia, 22nd King of Ayuthian Dynasty)
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet)
หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออก
ของฮอลันดาประจำพระนครศรีอยุทธยา
เรียบเรียงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1604
(นับอย่างไทยโบราณอยู่ในห้วง พ.ศ. 2182)
ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง
(ครองราชย์ พ.ศ. 2172-99)
ได้กล่าวถึงพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระองค์ดำ)
ไว้ในเหตุการณ์เมื่อครั้งพระอินทราชา
(พระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ พ.ศ. 2154-71)
กริ้วพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
และน้องชาย
(สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชครองราชย์ พ.ศ. 2199) ที่ไปทำร้ายพระยาแรกนาขวัญ

“ขณะนั้นออกญากลาโหม
เพิ่งมียศเป็นพระหมื่นศรีสรรักษ์
และมีอายุประมาณ 18 ปี
วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้
เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย
โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้
เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง 2 คน
ขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน
และได้โจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด
ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนา
และกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดด้วย
ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าต่อสู้ป้องกัน
พระเจ้าแผ่นดินปลอม
ต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม
และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบ
และโถมเข้าสู้อย่างดุเดือด
จนพระยาแรกนาและองครักษ์จำต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวัง
และนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว
ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น
โดยพระหมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลัง
ถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น
พระองค์รับสั่งให้ค้นหาตัวพระหมื่นศรีสรรักษ์
และให้นำมายังพระราชวัง
แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามจับ
จึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์
และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
ในขณะที่ทรงพิโรธหนัก
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สม
กับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้
ออกญาศรีธรรมาธิราช
จำต้องได้รับผลการกระทำนี้
พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขา
ถ้าหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า

พระหมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว
จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้
พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา 3 ทีที่ขาทั้ง 2 ข้าง
จากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า
แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน
รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน
ที่ส่วนทั้ง 5 ของร่างกาย
พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืด
เป็นเวลา 5 เดือน
จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์
(Zian Croa Mady Tjan)
ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ
คือพระ Marit หรือพระองค์ดำ
ได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก”

จดหมายเหตุฟานฟลีตในฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสเรียกพระนามพระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ (พระมะริด)
ว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์” (Zian Croa Mady Tjan)
พึงสังเกตว่าพระนามนี้ดูคล้ายคลึง
กับ “พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ที่ปรากฏอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด
จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นบุคคลเดียวกัน

แต่เมื่อสอบย้อนกลับไปยังต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณพบว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต
จดพระนามพระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศว่า “Tjau Croa Mahadijtjan”
แตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัด
ข้าพเจ้าเห็นควรแปลถ่ายพระนามของพระนาง
เป็นภาษาไทยว่า “เจ้าขรัวมเหสีจันทร์”
มากกว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์”
ตามฉบับแปลภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้เจ้าขรัวมเหสีจันทร์
จึงน่าจะเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศ
คนละพระองค์กับ “พระมณีรัตนา”
ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึงเจ้าขรัวมเหสีจันทร์แค่เพียงครั้งเดียว
โดยมิได้กล่าวถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระนาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ผู้นี้
ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
กับพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
อย่างแน่นอน
เพราะมิเช่นนั้นพระนางผู้เป็น
เจ้านายฝ่ายในชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญ
คงไม่กล้าออกหน้าให้การช่วยเหลือ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ใ
ห้พ้นโทษอย่างแน่นอน
ซึ่งข้อสงสัยนี้ต้องสอบค้นหาความจริงกันต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 3

พญาละแวกได้ฟังดังนั้นยินดีนัก
จึงให้แต่งดอกไม้ทองเงิน
จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก
แล้วแต่งลักษณะราชสาสน์ให้ออกญาวงศาธิบดี
พระเสน่หามนตรี หลวงวรนายก
เป็นทูตานุทูตจำทูลพระราชสาสน์
คุมเครื่องราชบรรณาการมา

ครั้นถึงด่านปราจีนบุรี กรมการก็คุมทูตานุทูต
เข้าไปยังกรุงเทพมหานคร
เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวดำรัส
ให้เบิกทูตเฝ้า ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งมังคลาภิเษก ตรัสพระราชปฏิสันถาร 3 นัดแล้ว
พระศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาสน์
ในลักษณะนั้นว่า
ข้าพระองค์ผู้ครองกรุงอินทปัตถ์กุรุรัฐราชธานี
ขอถวายบังคมมาแทบพระวรบาทบงกชมาศ
สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎราชกรุงทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน
ด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้
รักษาขอบขัณฑเสมาโดยราชประเพณี
กระทำพาลทุจริตมิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน
มาก่อเกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพมหานคร
อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเขาพระสิเนรุราชบรรพต มิดังนั้นดุจมิคชาติตัวน้อยองอาจยุทธนาการ
ด้วยพญาราชสีห์อันมเหศวรศักดานุภาพ
ก็ถึงแก่กาลพินาศจากไอสุริยสวรรยานั้น
ก็เพื่อผลกรรมอันได้กระทำมาแต่ก่อน
แลข้าพระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้
จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมดุจฉัตรแก้วแห่งท้าวมหาพรหม
อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั่วจักรวาล
ข้าพระองค์ขอถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณาการมาโดยราชประเพณี
สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง
ก็มีพระทัยเมตตาแก่พระสุธรรมราชา
พญาละแวกองค์ใหม่เป็นอันมาก
สั่งให้ตอบพระราชสาสน์ไปว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวร
แก่ราชบุตรนัดดานักพระสัฏฐาหามิได้
แลซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนถึงกาลนิราลัยนั้น
ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมา
ให้ผลเห็นประจักษ์
แลให้พญาละแวกองค์ใหม่นี้
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร
โดยยุติธรรมราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด
แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ แล้วพระราชทานเสื้อผ้าเงินตรา
แก่ทูตานุทูตโดยสมควร
อยู่สามวันทูตก็กราบถวายบังคมลา
ไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี”

การพระราชพิธีอาสวยุทธ
ที่กระทำกันใน จ.ศ. 945 ปีมะแมเบญจศก
(พ.ศ. 2126) นั้นน่าจะผิด
เพราะปีศักราชดังกล่าว
ยังคงอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อ
แต่เมื่อสอบกับพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์แล้ว
ควรปรับเป็น จ.ศ. 955 มะเส็งศก (พ.ศ. 2136)
ช้ากว่ากัน 10 ปี
ดังนั้นการต้อนรับทูตกัมพูชาใน จ.ศ. 949
ปีกุ นพศก (พ.ศ. 2130)
ควรปรับปีศักราชให้ช้าตามไปด้วยอีก 10 ปี
เช่นกัน จึงควรเป็น จ.ศ. 959 ปีระกา
นพศก (พ.ศ. 2140) โดยทั้งสองเหตุการณ์
จะอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศทั้งสิ้น
ตรงตามที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)

กฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในรัชกาล
สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า พระองค์ที่ 4
(สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031) เล่าถึงการพระราชพิธีอาสยุชแข่งเรือ (อาสวยุทธ) ไว้ว่า

“เดือน 11 การอาสยุชพิทธี
มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี
เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภค
กลางวันธรงพระสุพรรณมาลา
เอย็นธรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู
สมเด็จพระอรรคมเหสีพระภรรยาธรง
พระสุวรรณมาลา
นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ
พระอรรคชายาธรงพระมาลาราบนุ่งแพร
ดารากรธรงเสื้อ
ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ
พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า
สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือ
สมเดจ์พระอรรคมเหสี
สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเปนเรือเสี่ยงทาย
ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข”

ส่วนพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
ที่ตามมาในกระบวนเสด็จฯ
ทางชลมารคของสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จพระอัครมเหสีนั้น
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์คงเป็นพระราชโอรส
ของสมเด็จพระนเรศที่ประสูติ
แต่สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์เดียวกันนี้เอง พระองค์จึงควรมีฐานันดรศักดิ์
เป็นที่ “สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า”
รัชทายาทผู้มีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา โดยจะเป็นรองก็แต่สมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร (สมเด็จพระเอกาทศรถ ครองราชย์ พ.ศ. 2148-53) ซึ่งสมเด็จพระนเรศทรงยกย่อง
ให้เกียรติพระอนุชาร่วมพระชนนี
ผู้นี้ให้มีฐานะสูงส่งเสมอด้วยพระองค์
ดังพบพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับความพิสดารเรียกสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวรรวมกัน
ว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”

“พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศในคำให้การ
ขุนหลวงหาวัดของพม่า
คำให้การขุนหลวงหาวัด (พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ)
ความจริงเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับคำให้การชาวกรุงเก่า
(พงศาวดารไทยตามฉบับพม่า)
ตามต้นฉบับในหอเมืองร่างกุ้งของพม่า
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงสันนิษฐานว่า
หลังจากกองทัพพม่าตีพระนครศรีอยุทธยาแตก
ใน พ.ศ. 2310
พม่าได้จดคำให้การของเชลยศึก
ที่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยศรีอยุทธยา
โดยอาศัยล่ามมอญที่รู้ภาษาไทย
จดคำให้การเป็นภาษามอญ
แล้วค่อยแปลเป็นภาษาพม่าในภายหลัง
ซึ่งปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วว่า
คำให้การชาวกรุงเก่าเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับโยธยา ยาสะเวง (พงศาวดารอยุทธยา)
ของพม่า
ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบ
ต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระราชบิดาใน จ.ศ. 952 ปีขาลโทศก
(พ.ศ. 2133) ความว่า

“ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุทธยา
ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน
อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง
จึงทำการปราบดาภิเษก
แล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ
จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพ
แล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5
และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง 5
ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน
แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษี
พระนามชื่อพระมณีรัตนา
แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น
แล้วครอบครองราชสมบัติ
เมื่อจุลศักราช 952 ปีขาลโทศก
อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช”

เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
ในกรุงพระนครศรีอยุทธยาใน พ.ศ. 2133
กรมฝ่ายในได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “พระมณีรัตนา”
ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี
พร้อมด้วยพระสนมอีกจำนวนหนึ่ง
ตามทรรศนะของข้าพเจ้าเข้าใจว่า
พระนางคงเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสาย
มาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ
ของสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช (ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2091-2106
และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2110-12)
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
(ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2106-10 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2112)
โดยอาศัยการเทียบเคียง
จากพระนามของ “พระรัตนมณีเนตร”
เจ้านายฝ่ายในสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ที่มีพระนามคล้ายคลึงกัน

คำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าถึง
เรื่องราวของพระรัตนมณีเนตรว่า

“ครั้นต่อมาพระเจ้าล้านช้างได้ทรงทราบว่า
พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง
จึงทรงจัดพระราชธิดามีนามว่ารัตนมณีเนตร
กับเครื่องบรรณาการให้ทูตจำทูลพระราชสาสน์
เจรีญทางพระราชไมตรีเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยา
มีใจความในพระราชสาสน์ทูลขอช้างเผือกด้วย
พระมหาจักรวรรดิ์ก็พระราชทานช้างเผือกพังให้ กิตติศัพท์อันนั้นทราบไปถึงพระเจ้าหงษาวดีๆ
ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา
ไม่อยู่ในยุติธรรม ไปผูกไมตรีกับพระเจ้าล้านช้าง
ให้ช้างเผือกพังไปกับพระเจ้าล้านช้าง
เมื่อทำสัตย์สาบานกับเรานั้นว่า
นอกจากเราแล้วจะไม่ให้แก่ใครเลย
ตรัสแล้วก็ให้พวกพลทหารไปคอยซุ่มสกัดทาง
คอยแย่งชิงช้าง ซึ่งพระมหาจักรวรรดิ์
พระราชทานไปแก่พวกล้านช้าง
เมื่อทูตเมืองล้านช้างนำช้างไปถึงที่พวกหงษาวดี
ซุ่มอยู่
พวกหงษาวดีก็ออกสกัดฆ่าฟันพวกล้านช้าง
แย่งชิงเอาช้างเผือกพังไปได้
นำไปถวายพระเจ้าหงษาวดี…”

เรื่องที่พระเจ้าล้านช้างถวาย “พระรัตนมณีเนตร” พระราชธิดาแด่พระมหาจักรวรรดิ์
พระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยา
เพื่อแลกเปลี่ยนกับช้างเผือกนั้น
แท้ที่จริงมีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวราชาธิราช สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุตทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียก “พระเทพกษัตรีย์”)
พระราชธิดาในที่ประสูติแต่ “พระสุริโยทัย”
พระอัครมเหสีที่สิ้นพระชนม์กับคอช้าง
แทนพระราชสวามีในศึกหงสาวดี จ.ศ. 910 วอกศก (พ.ศ. 2091)
ซึ่งเป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ
สำหรับเป็นที่พระอัครมเหสี (เอกอัครราชกัลยาณี) ของพระองค์เมื่อ จ.ศ. 925 กุนศก (พ.ศ. 2106)

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 2

แม้เรื่องราวของเหตุการณ์
จะไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยามที่เสด็จฯ
ทางชลมารคครั้งนั้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อหรือสมเด็จพระนเรศผู้ลูกกันแน่
แต่เหตุการณ์ในลำดับถัดไป
กลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วย
ในการไขปริศนาในข้อนี้ได้
จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา เล่าต่อไปว่า..

“บรรดาบาทหลวงของนิกายฟรานซิสกันของเรา
ได้มีโอกาสอันหายากยิ่ง
ในการที่ได้เห็นการเสด็จออกรับแขกเมือง
จากกัมพูชา ได้มีการสร้างบ้านพักทันที
สำหรับคณะราชทูต เป็นบ้านพักที่กว้างขวาง
และตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหรา
ใกล้ที่พักนั้นเป็นหอสูงทรงแคบ
ที่พวกเขาได้จารึกชื่อและความเป็นมา
ของคณะราชทูตกัมพูชา
โดยจารเป็นตัวอักษรเขมร
ด้วยพิธีกรรมอันเอิกเกริกตามควรแก่ฐานะ
ของคณะราชทูต
พวกเขาได้กระตุ้นให้ฝูงชนโบกธงทิว
แกว่งไกวหอก ถือคันธนูและธนู
เมื่อการทั้งหลายทั้งปวงเตรียมพร้อมสรรพแล้ว ทหารนักล่า 6,000 คน และทหารธนู 12,000 คน
ได้ตั้งแถวเรียงรายตามชายฝั่งน้ำ
เพื่อต้อนรับการมาถึงของคณะราชทูต
แตรเดี่ยวเล็กและแตรทองเหลืองดังกังวานขึ้น
ในอากาศ เมื่อราชทูตขึ้นบก
ราชทูตมีข้าราชสำนักชั้นสูงติดตาม
ไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประทับ
รอคอยเขาอยู่อย่างสง่างาม”

เมื่อนำเอาเหตุการณ์ในจดหมายเหตุสเปน
มาสอบเทียบเคียงกับพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ของไทย
พบว่ารัชกาลสมเด็จพระนเรศ
มีการกล่าวถึงพระราชพิธีอาสวยุทธ
และการต้อนรับคณะทูตกัมพูชา
ที่เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการ
ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยาม
เสด็จฯ ทางชลมารคและการเสด็จ
ออกรับทูตกัมพูชาในจดหมายเหตุสเปน ความว่า

“ลุศักราช 945 ปีมะแมศกเบญจศก
สมเด็จพระนเรศเป็นเจ้า
ครั้นเสร็จการพระราชพิธีอาสวยุทธแล้ว
มีพระราชบริหารสั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้
และพลฉกรรจ์ลำเครื่องแสนหนึ่ง
ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย
กำหนดเดือนอ้ายจะยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี…

ลุศักราช 949 ปีกุนนพศก
ราชบุตรนักพระสัฏฐาผู้เป็นพญาละแวก
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
เสด็จไปปราบ
ขณะเมื่อทหารข้าหลวงเข้าเมืองละแวก
ในเพลากลางคืนนั้น
ราชบุตรมาอยู่หน้าที่ ครั้นทัพไทยเข้าเมืองได้แล้วความกลัวก็มิได้ไปหาบิดา
หนีออกจากหน้าที่กับบ่าวประมาณ 30 คน
เข้าป่า พากันหนีไปถึงแดนเมืองล้านช้าง
ครั้นรู้ข่าวว่ากองทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาแล้ว
ก็พากันกลับมายังเมืองละแวก
เสนาบดีที่เหลืออยู่กับสมณชีพราหมณ์
อาณาประชาราษฎรจึงพร้อมกัน
ยกพระราชบุตรท่านขึ้นราชาภิเษก
เป็นพญาละแวกครอบครองแผ่นดินแทนบิดา

พญาละแวกครั้นได้ครองสิริสมบัติแล้ว
ก็อุตสาหะบำรุงสมณพราหมณาจารย์โดยยุติธรรมราชประเพณีมาได้เดือนเศษ
จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีกระวีมุขทั้งหลายว่า
แต่ก่อนพระราชบิดาเราไปกระทำเสี้ยนหนาม
ต่อกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา
มิได้เกรงพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
อันทรงอิศวรภาพดุจสุริยเทวบุตรจันทรเทวบุตร
อันมีรัศมีสว่างโลกธาตุ ความพินาศฉิบหาย
จึงถึงพระองค์แลญาติประยูรวงศ์
ในกรุงกัมพูชาธิบดี แลครั้งนี้เราจะทำดุจพระบิดา
นั้นมิได้ ว่าจะอ่อนน้อมขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา
เป็นที่พึ่งที่พำนัก ความสุขสวัสดีจะได้มีแก่เรา ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด เสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ดำรัสนี้ควรนัก
ขอพระราชทานให้แต่งดอกไม้เงินทอง
เครื่องราชบรรณาการ
มีพระราชสาสน์ไปอ่อนน้อม
โดยราชประเพณีเมืองขึ้น
เมืองออกกรุงเทพมหานครแล้ว
ความสิริสวัสดีพิพัฒนมงคล
ก็จะบังเกิดมีไปตราบเท่ากัลปาวสาน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 1

แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา
จะมิได้กล่าวถึง “หลังบ้าน” หรือพระมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศไว้เลย
แต่เรื่องราวของบรรดาพระมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศกลับไปปรากฏ
อยู่ในเอกสารต่างชาติถึง 5 ฉบับด้วยกัน
คือ จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิ
เอรา.. ของสเปน​
จดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
พงศาวดารละแวกของเขมร
คำให้การขุนหลวงหาวัด
และ.. พงศาวดารของพม่า

สมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุสเปน
History of the Philippines and Other Kingdom เป็นจดหมายเหตุสเปนที่บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.)
เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของ
บาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน
ที่เคยพำนักอยู่ในพระนครศรีอยุทธยาระยะหนึ่ง
ซึ่งพรรณนาถึงกรุงพระนครศรีอยุทธยา
ในห้วง พ.ศ. 2125 ปลายรัชกาลสมเด็จ
พระมหาธรรมราชาธิราช
(ครองราชย์ พ.ศ. 2112-33) และตั้งแต่
พ.ศ. 2139 ในต้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศ
(ครองราชย์ พ.ศ. 2133-48)

เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง
กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคข
องพระเจ้าแผ่นดินสยาม
ซึ่งมีสมเด็จพระอัครมเหสี
และพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
โดยเสด็จมาด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่า
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะถ้าหากพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้
หมายถึงสมเด็จพระนเรศแล้ว
ข้อถกเถียงเรื้อรังเกี่ยวกับเรื่องที่
สมเด็จพระนเรศมีพระราชโอรส
หรือไม่นั้นจะยุติลงในฉับพลันทันที
จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เดริบาเดเนอิรา
เล่าว่า..

“…ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน
ได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินประทับในเรือพระที่นั่ง
ที่ตกแต่งประดับประดาแล้ว
ล้วนไปด้วยพระปฏิมากร
เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระอารามแห่งหนึ่ง มีเรือสี่ลำแล่นล่วงหน้าไปก่อนเรือพระที่นั่ง
เพื่อเป็นการค้ำประกันความปลอดภัย
ของพระเจ้าแผ่นดิน
เรือเหล่านี้บรรทุกผู้คนเป่าแตรเงินเล็กๆ
เพื่อป่าวประกาศการเสด็จพระราชดำเนินถึง
บรรดาเรือล้วนมีรูปทรงวิจิตรพิสดารและแกะสลักอย่างน่าพิศวงด้วยรูปปฏิมาประดับประดาอย่างหรูหรา ก่อเกิดความรู้สึกประทับใจถึงโขลงช้างที่ลอยเหนือน่านน้ำ ด้วยเรือเหล่านี้ลอยเลื่อนไปเบื้องหน้าและท้ายเรือโลดทะยาน

เรือสี่ลำเหล่านี้หยุดที่พระอารามแห่งหนึ่ง
บนชายฝั่ง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า
พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนิน
เพื่อทรงเจริญพระพุทธมนต์
และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
ตามติดมาอย่างใกล้ชิดเรือสี่ลำนั้นเป็นเรืออื่นๆ
อีกหลายลำที่ใหญ่กว่านั้น
แต่ละลำบรรทุกผู้คนมากมายที่แต่งกาย
ด้วยเครื่องแบบประเภทต่างๆ
เรือแต่ละลำมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
แห่งราชสำนัก 1 คน
แล้วจากนั้นเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุด
ในพระเจ้าแผ่นดินที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก
ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี
และสาวสรรกำนัลใน
สมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่น
ที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์
และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบ
จนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่าน
จากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้
โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน

สุดท้ายที่มาถึงในกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารคคือองค์พระมหากษัตริย์
ประทับในเรือพระที่นั่งขนาดกว้างใหญ่
ที่ดูแต่ไกลเหมือนนกกระยางตัวมหึมา
ที่แผ่ปีกอันกว้างใหญ่ออกมา
เป็นเรือพระที่นั่งปิดทองทั้งองค์
และโดยที่ฝีพายมีเป็นจำนวนมาก
อิริยาบถในการพายของพวกเขา
จึงดูเหมือนนกตัวใหญ่เหินลม
เหนือท้ายเรือพระที่นั่ง
พระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระราชบัลลังก์
เคียงข้างพระองค์เป็นสาวน้อยผู้เลอโฉมข้างละ 2 คน
คอยถวายอยู่งานโบกพัด
เพื่อให้พระองค์ทรงสดชื่นจากความร้อนระอุ
ของดวงอาทิตย์ ทันทีที่เรือพระที่นั่งหยุดลง
ฝูงชนก็ผลักดันกันไปข้างหนึ่งและหมอบราบลง
และยกมือขึ้นประนมในลักษณาการศิโรราบ
จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดิน
เสด็จพระราชดำเนินผ่านไป
แล้วเรือพระที่นั่งของพระราชกุมารผู้ทรงพระเยาว์
ก็ติดตามมาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูง

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนิน
ถึงพระอาราม
พระองค์ได้รีบเสด็จไปถวายเครื่องราชสักการะ
แด่พระปฏิมากรทั้งหลาย
และหลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จลงสรงสนาน
กลางสระน้ำใสในปริมณฑลของพระอาราม
บรรดาเจ้าพนักงานภูษามาลา
และชาวที่ได้อัญเชิญน้ำสรงปริมาณหนึ่ง
ไว้เพื่อสักการบูชา
และพวกเขาได้อยู่งานถวายพระมูรธาภิเษก
จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนิ
นกลับสู่พระราชวัง”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ถ้าเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 95 พรรษาและทรงเป็นพระประมุขของ 16 ประเทศ 53 รัฐสมาชิกในเครือจักรภพ ด้วยทรงมีความสำคัญต่อนานาประเทศในปกครองของพระองค์และทรงชราภาพมากแล้วจึงทำให้มีการวางแผนและข้อกำหนดเมื่อทรงเสด็จสวรรคตซึ่งโค้ดของการเสด็จสวรรคตนี้เรียกว่า Operation London Bridge โดยแบ่งออกเป็นช่วงแรกและช่วงหลัง ในช่วงแรกก็มีการแบ่งย่อยเป็น 13 วัน นับตั้งแต่วันที่เสด็จสวรรคต แบ่งเป็น D-Day, D+1ไปจนถึง D+12 (Dในที่นี้ย่อมาจาก Day หมายถึงวันที่เสด็จสวรรคต +1 ไปจนถึง +12 วัน หมายถึงจำนวนวันหลังเสด็จสวรรคต) และช่วงหลังคือภายใน 1 ปีหลังเสด็จสวรรคต ซึ่งสามารถแจกแจงได้ดังนี้

**หมายเหตุ หมายการกำหนดการทั้งหมดต่อไปนี้เป็นเพียงแผนเบื้องต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

–ช่วงแรก–

D-Day หรือ Day 0: วันเสด็จสวรรคต เลขาส่วนพระองค์ Sir Edward Young จะโทรหานายกรัฐมนตรีอังกฤษผ่านทางโทรศัพท์(Secured line) โดยใช้โค้ดว่า London Bridge Is Down หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีอังกฤษจะแจ้งไปที่ผู้ปกครองประเทศในเครือจักรภพทั้งหมดด้วยโค้ดเดียวกัน เมื่อแจ้งให้ทุกประเทศรับรู้แล้วจึงการแจ้งให้สำนักข่าวหลักอย่าง BBC วิทยุ หนังสือพิมพ์ นักข่าวเปลี่ยนชุดเป็นสีดำ(มีการจัดเตรียมชุดดำไว้เสมอในสตูดิโอ อีกทั้งผู้สื่อข่าวจะมีการซักซ้อมต่อเหตุการณ์นี้ด้วย) สีของช่องข่าวเปลี่ยนเป็นสีดำ ในขณะเดียวกันก็จะมีการปิดพระราชวังบัคกิ้งแฮมติดป้ายดำเป็นตราสัญลักษณ์ของพระราชวังซึ่งคาดว่าจะมีข้อความสีขาวว่า “The  Announcement we don’t want to make” ลดธงครึ่งเสา และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะปรากฎตัวต่อสาธารณะชนและแจ้งข่าวและประกาศพระองค์จะเป็นกษัตริย์
ในกรณีที่เสด็จสวรรคตต่างประเทศหรือที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลอนดอนจะมีการเครื่องย้ายพระศพกลับลอนดอนในทันที

D+1 ถึง D+4: 
มีการประกาศจำนวนวันของการไว้ทุกข์และให้ลดธงตามจำนวนวัน (คาดการณ์ว่าจะลดธงเพียงวันเดียวเนื่องจากวันที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์ต้องยกธงขึ้นสู่ยอดเสา)
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์และเลือกพระนามของพระองค์ในการครองราชย์ (ซึ่งมีการคาดการว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะไม่เลือกพระนาม King Charles III เนื่องจากในรัชสมัยของ King Charles I และ King Charles II เกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมืองขึ้น ชื่อ King Charles จึงดูเป็นชื่อที่ไม่ค่อยเป็นมงคลต่ออังกฤษเท่าไหร่นัก)
ยิงปืนใหญ่
ปิด Westminster Hall เพื่อทำความสะอาด ตกแต่ง เพื่อเตรียมพิธีการ
สำนักข่าวหลักอย่างBBC ฉายพระราชกรณียกิจ ทั้งนี้ช่องรายการข่าวอื่น ๆ สามารถฉายรายการอื่น ๆ ได้ตามสมควร
อนุญาตให้ประชาชนวางดอกไม้นอกพระราชวัง
ร้านค้าปิดให้บริการแล้วแต่สมัครใจ
ตลาดหุ้นหยุดซื้อขาย 1 วัน

Day+4:
เคลื่อนย้ายพระศพพร้อมสัญลักษณ์ประจำประองค์ (ลูกโลกประดับกางเขน คฑา และมงกุฎ) สู่ Westminster Hall เมื่อพระศพถึง Westminster Hall ระฆังBig Ben จะดังขึ้นเพื่อแจ้งประชาชน อาจมีการอนุญาตให้ประชาเข้าไปวางดอกไม้ต่อหน้าพระศพ

Day+9: มีการทำความสะอาดสัญลักษณ์ประจำประองค์ทั้งสาม มีการห่อลูกระฆัง Big Ben ด้วยหนังเพื่อให้เสียงของระฆังทุ้มขึ้น

Day+10-12: จัดพิธีพระราชบรมศพ ธนาคาร ตลาดหุ้น และสถานที่ราชการหยุดทำการ

Day+12:
เคลื่อนย้ายพระศพไปที่ Westminster Abbey ก่อน 11 นาฬิกา
ทำพิธีพระศพของคนในครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 2,000 คน นักข่าวรอด้านนอก คาดว่าจะไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดสดจากภายในพระราชพิธี
เคลื่อนย้ายพระศพออกด้วยรถม้าแบบที่เคลื่อนย้ายพระศพของพระบิดาไปที่พระราชวังWinsor
ทั้งนี้สื่อต่าง ๆ ยังคงคาดเดาสถานที่สถานที่ฝังศพของพระราชินีนาถฯว่าจะเป็นส่วนไหนของวัง ระหว่าง Royal Vault ตามพระสวามีเจ้าชายฟิลิป หรือจะเป็นที่ King George VI Memorial Chapel  l ตามพระบิดาและพระขนิษฐา

–ช่วงหลัง–

ภายใน 1 ปีหลังสิ้นพระชนม์จะมีการประกาศและเปลี่ยนแปลงดังนี้
สถาปนาเจ้าชายวิลเลี่ยมขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารหรือผู้สืบราชบัลลังก์อันดับที่ 2 ต่อจากพระบิดา และเจ้าชายจอร์จเป็นพระราชทายาทอันดับที่ 3
เปลี่ยนรูปบนธนาบัตร ดวงตราไปรษณียากร หนังสือเดินทาง ชุดข้าราชการทหารตำรวจที่มีตราสัญลักษณ์พระราชินีนาถฯ ให้เป็นรูปและตราสัญลักษณ์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
เปลี่ยนชื่อเพลงชาติและเนื้อร้องจาก God Save The Queen เป็น God Save The King

ทั้งนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตเมื่อไหร่ หมายกำหนดการณ์และกำหนดการต่าง ๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ตามสมัยและตามสถานการณ์อย่างเช่นงานพระศพอันเรียบง่ายและรวดเร็วของเจ้าชายฟิลิปในช่วงโควิดที่ผ่านมา และหากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์ความท้าทายของการเป็นประมุขไม่ได้มีต่อพระองค์เท่านั้นแต่หากเป็นทั้งเครืองจักรภพเมื่อเทียบระดับความนิยมของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในปัจจุบันก็ถือว่ายังห่างชั้นกับสมเด็จพระชนนีอยู่มาก การจะได้มาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาในเวลานี้ของเจ้าฟ้าชายฯดูละเลือนลางเต็มทน ภายใต้การเป็นประมุขของพระราชินีนาถฯ “ความเกรงใจและกลุ่มอนุรักษ์นิยม” ยังมีให้เห็น แต่ในระยะหลังเราเองก็จะเห็นความพยายามผลักดันให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐเด่นชัดขึ้น(ตัวอย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์) ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่พระราชพิธีที่น่าสนใจ แต่ยังคงมีประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมให้เราได้ติดตามดูกันไปยาว ๆ แน่นอน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏนายสิบ

หลังการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
และเสด็จไปประทับยังประเทศอังกฤษ
เมื่อนายทหารชั้นประทวนในกองพันต่าง ๆ
นำโดย สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด
ได้รวมตัวกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง
โดยหมายจะสังหารนายทหาร
และบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในกองทัพบกและรัฐบาลหลายคน
โดยเฉพาะหลวงประดิษฐมนูธรรม
(นายปรีดี พนมยงค์) ให้จับตายเท่านั้น
และเมื่อลงมือจริงต้องสามารถจับ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี
และ พันโทหลวงพิบูลสงคราม (จอมพลป. พิบูลสงคราม – ยศในขณะนั้น)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นตัวประกันไว้ให้ได้
โดยมีแผนการจะยึดที่ทำการกระทรวงกลาโหม
เป็นฐานบัญชาการ
และปล่อยตัวนักโทษการเมืองต่าง ๆ
เพื่อใช้เป็นกองกำลังด้วย
จากนั้นจะอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นิวัติคืนสู่พระนคร
และเสด็จขึ้นครองราชย์อีกครั้ง

แต่รัฐบาลล่วงรู้แผนการไว้ได้ก่อน
จึงสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้
ในวันที่ 3 สิงหาคมพ.ศ. 2478 เวลา 12.00 น.
ต่อมาได้มีการตั้งศาลพิเศษชำระคดี
หัวหน้าฝ่ายกบฏ ส.อ.สวัสดิ์ มหะมัด
ถูกตัดสินประหารชีวิต
โดยศาลนี้ไม่มีทนาย ไม่มีอุทธรณ์
ไม่มีฎีกาและยังสามารถตั้งผู้พิพากษาได้
ตามใจอีกต่างหาก
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้พิพากษาที่ผ่านคดีต่าง ๆ
มาแล้วอย่างมากเช่นศาลคดีตามปกติ

แนวคิดในการก่อกบฏครั้งนี้
เกิดขึ้นในกองพันทหารราบที่ 2
ในบังคับบัญชาของ พันตรีหลวงประหารริปู
ซึ่งตั้งอยู่ในวังจันทรเกษม
(กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน)

ผู้เริ่มต้นแนวคิดนี้ คือนายสิบจำนวน 8 คน
(ผู้ต้องหาไม่ยอมซัดทอดว่ามีนายทหารหรือใครที่ใหญ่กว่านี้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะเชื่อว่าน่าจะมี โดยเฉพาะพยายามให้ซัดทอดพระยาทรงสุรเดชมากที่สุด แต่ไม่เป็นผล)

ผู้ที่เป็นต้นคิดของเหล่าสิบกองพันนี้ก็คือ
สิบเอกถม เกตุอำไพ
ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายวงไปยังกองพันทหารราบที่ 3 และนายทหารอีก 7 คน
ที่เป็นจุดเริ่มของกบฏครั้งนี้
คือ สิบเอกแช่ม บัวปลื้ม, สิบเอกตะเข็บ สายสุวรรณ, สิบเอกเท้ง แซ่ซิ้ม, สิบเอกกวย สินธุวงศ์, สิบเอกเข็ม เฉลยทิศ, สิบโทหม่อมหลวงทวีวงศ์ วัชรีวงศ์, สิบโทแผ้ว แสงส่งสูง

ซึ่งทั้ง 8 คนนี้เป็นนายสิบอาวุโสของกองพัน
เป็นผู้ที่คุมคลังอาวุธของกองพัน
และเป็นทหารที่ใกล้ชิดกับเหล่าพลทหาร
ที่เป็นกำลังหลักของแต่ละกองพัน
ซึ่งเหล่านายสิบนี้คาดว่าจะนำกำลังเหล่านี้ออกปฏิบัติการในวันก่อการ

ส่วนกองพันทหารราบที่ 3 ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามนั้น
มี จ่านายสิบสาคร ภูมิทัต
กับ สิบเอกสวัสดิ์ มหะหมัด เป็นหัวแรงสำคัญ
การพบปะพูดคุยกันก็ใช้ร้านค้าร้านอาหาร
ที่สังสรรค์ของระดับชั้นประทวน

แผนที่เหล่านายสิบกลุ่มนี้คิดขึ้น
คือ จะมีการนำเอารถถังออกมาข่มขวัญ
สักจำนวนหนึ่ง
และแบ่งสายทหารราบเข้าประชิด
ตัวบรรดาสมาชิกของคณะราษฎร
โดยเฉพาะสายของหลวงพิบูลสงคราม
เช่น หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ
พันตำรวจเอกหลวงอดุลเดชจำรัส
และ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา

แต่ว่าแผนการทั้งหมดได้เกิดแตกเสียก่อน
เมื่อสิบเอกผู้หนึ่งในกรมรถรบ
ที่ร่วมรู้ในแผนได้นำไปบอกกับทางรัฐบาล

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น