หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏนายสิบ

หลังการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
และเสด็จไปประทับยังประเทศอังกฤษ
เมื่อนายทหารชั้นประทวนในกองพันต่าง ๆ
นำโดย สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด
ได้รวมตัวกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง
โดยหมายจะสังหารนายทหาร
และบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในกองทัพบกและรัฐบาลหลายคน
โดยเฉพาะหลวงประดิษฐมนูธรรม
(นายปรีดี พนมยงค์) ให้จับตายเท่านั้น
และเมื่อลงมือจริงต้องสามารถจับ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี
และ พันโทหลวงพิบูลสงคราม (จอมพลป. พิบูลสงคราม – ยศในขณะนั้น)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นตัวประกันไว้ให้ได้
โดยมีแผนการจะยึดที่ทำการกระทรวงกลาโหม
เป็นฐานบัญชาการ
และปล่อยตัวนักโทษการเมืองต่าง ๆ
เพื่อใช้เป็นกองกำลังด้วย
จากนั้นจะอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นิวัติคืนสู่พระนคร
และเสด็จขึ้นครองราชย์อีกครั้ง

แต่รัฐบาลล่วงรู้แผนการไว้ได้ก่อน
จึงสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้
ในวันที่ 3 สิงหาคมพ.ศ. 2478 เวลา 12.00 น.
ต่อมาได้มีการตั้งศาลพิเศษชำระคดี
หัวหน้าฝ่ายกบฏ ส.อ.สวัสดิ์ มหะมัด
ถูกตัดสินประหารชีวิต
โดยศาลนี้ไม่มีทนาย ไม่มีอุทธรณ์
ไม่มีฎีกาและยังสามารถตั้งผู้พิพากษาได้
ตามใจอีกต่างหาก
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้พิพากษาที่ผ่านคดีต่าง ๆ
มาแล้วอย่างมากเช่นศาลคดีตามปกติ

แนวคิดในการก่อกบฏครั้งนี้
เกิดขึ้นในกองพันทหารราบที่ 2
ในบังคับบัญชาของ พันตรีหลวงประหารริปู
ซึ่งตั้งอยู่ในวังจันทรเกษม
(กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน)

ผู้เริ่มต้นแนวคิดนี้ คือนายสิบจำนวน 8 คน
(ผู้ต้องหาไม่ยอมซัดทอดว่ามีนายทหารหรือใครที่ใหญ่กว่านี้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะเชื่อว่าน่าจะมี โดยเฉพาะพยายามให้ซัดทอดพระยาทรงสุรเดชมากที่สุด แต่ไม่เป็นผล)

ผู้ที่เป็นต้นคิดของเหล่าสิบกองพันนี้ก็คือ
สิบเอกถม เกตุอำไพ
ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายวงไปยังกองพันทหารราบที่ 3 และนายทหารอีก 7 คน
ที่เป็นจุดเริ่มของกบฏครั้งนี้
คือ สิบเอกแช่ม บัวปลื้ม, สิบเอกตะเข็บ สายสุวรรณ, สิบเอกเท้ง แซ่ซิ้ม, สิบเอกกวย สินธุวงศ์, สิบเอกเข็ม เฉลยทิศ, สิบโทหม่อมหลวงทวีวงศ์ วัชรีวงศ์, สิบโทแผ้ว แสงส่งสูง

ซึ่งทั้ง 8 คนนี้เป็นนายสิบอาวุโสของกองพัน
เป็นผู้ที่คุมคลังอาวุธของกองพัน
และเป็นทหารที่ใกล้ชิดกับเหล่าพลทหาร
ที่เป็นกำลังหลักของแต่ละกองพัน
ซึ่งเหล่านายสิบนี้คาดว่าจะนำกำลังเหล่านี้ออกปฏิบัติการในวันก่อการ

ส่วนกองพันทหารราบที่ 3 ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามนั้น
มี จ่านายสิบสาคร ภูมิทัต
กับ สิบเอกสวัสดิ์ มหะหมัด เป็นหัวแรงสำคัญ
การพบปะพูดคุยกันก็ใช้ร้านค้าร้านอาหาร
ที่สังสรรค์ของระดับชั้นประทวน

แผนที่เหล่านายสิบกลุ่มนี้คิดขึ้น
คือ จะมีการนำเอารถถังออกมาข่มขวัญ
สักจำนวนหนึ่ง
และแบ่งสายทหารราบเข้าประชิด
ตัวบรรดาสมาชิกของคณะราษฎร
โดยเฉพาะสายของหลวงพิบูลสงคราม
เช่น หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ
พันตำรวจเอกหลวงอดุลเดชจำรัส
และ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา

แต่ว่าแผนการทั้งหมดได้เกิดแตกเสียก่อน
เมื่อสิบเอกผู้หนึ่งในกรมรถรบ
ที่ร่วมรู้ในแผนได้นำไปบอกกับทางรัฐบาล

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏ ร.ศ. 130 หรือ กบฏเก็กเหม็ง หรือ กบฏน้ำลาย

เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2455 (ร.ศ. 130)
ก่อนการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475
สองทศวรรษในสมัยรัชกาลที่ 6
เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง
วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์พระราชทานรัฐธรรมนูญให้
และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่แผนการแตกเสียก่อน
จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการหลายคนไว้ได้ 91 คน
คณะตุลาการศาลทหารมีการพิจารณาตัดสินลงโทษให้จำคุกและประหารชีวิต โดยให้ประหารชีวิตหัวหน้าผู้ก่อการ
จำนวน 3 คน คือ ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์
ร.ท.จรูญ ณ บางช้างและ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์
ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 20 คน
จำคุกยี่สิบปี 32 คน จำคุกสิบสองปี 30 คน และจำคุกสิบห้าปี 6 คน
แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวินิจฉัย
และได้มีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษ
ละเว้นโทษประหารชีวิต
ด้วยทรงเห็นว่า ทรงไม่มีจิตพยาบาทต่อผู้คิดประทุษร้ายแก่พระองค์

คณะผู้ก่อการได้รวมตัวกันเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2455
(นับเวลาแบบสากล คือ เริ่มปี พ.ศ. 2455 วันที่ 1 มกราคม แต่บางตำราจะเขียนเป็น 13 มกราคม พ.ศ. 2454
เพราะนับเวลาแบบสยามในครั้งนั้นที่
เริ่มปีใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน)
ประกอบด้วยผู้ร่วมคณะเริ่มแรกจำนวน 7 คน คือ
ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) เป็นหัวหน้า
ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ จาก กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
ร.ต.จรูญ ษตะเมษ จากกองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.เนตร์ พูนวิวัฒน์ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.ปลั่ง บูรณโชติ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร จาก โรงเรียนนายสิบ
ร.ต.เขียน อุทัยกุล จาก โรงเรียนนายสิบ
คณะผู้ก่อการวางแผนจะก่อการในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันขึ้นปีใหม่ ผู้ที่จับฉลากว่าต้องเป็นคนลงมือลอบปลงพระชนม์ คือ ร.อ.ยุทธ คงอยู่ (หลวงสินาดโยธารักษ์) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนำความไปแจ้งหม่อมเจ้าพันธุ์ประวัติ ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ และพากันนำความไปแจ้ง สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ความทราบไปถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประทับอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม คณะทั้งหมดจึงถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถูกส่งตัวไปคุมขังที่คุกกองมหันตโทษ ที่สร้างขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานอภัยโทษในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ครบรอบปีที่ 15 ของการครองราชย์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

13 กบฏ

เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ที่ถูกเผด็จการครอบครัวทรราช
จอมพลถนอม ณรงค์ ประภาส
ประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญมา 10 ปี 6 เดือน
ถนอมเป็นพ่อณรงค์
ณรงค์เป็นลูกเขยประภาส

13​ รายนามกบฏรัฐธรรมนูญ​

ก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไขแสง สุกใส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ทวี หมื่นนิกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธัญญา ชุนชฎาธาร นักศึกษา ปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขานุการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นพพร สุวรรณพานิช นักหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์
บัณฑิต เฮงนิลรัตน์ นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บุญส่ง ชเลธร นักศึกษาปี 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ
ปรีดี บุญซื่อ นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มนตรี จึงศิริอารักษ์ นักศึกษาปี 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักหนังสือพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์
วิสา คัญทัพ นักศึกษาปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
วันสำคัญ

วันที่ 6 ตุลาคม “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล”

เครือข่ายองค์กรนักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ รวมทั้งหมด 71 องค์กร ขอแสดงจุดยืนเคียงข้างองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้วันที่ 6 ตุลาคม เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” เพื่อต่อต้านอำนาจนิยมทุกรูปแบบในหลายประเทศทั่วโลก

แถลงการณ์ร่วมสนับสนุนข้อเสนอของ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “ วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล (The International Day for the Protection of Students ‘Freedom of Expression)

เพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์ในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการสังหารหมู่นิสิต นักเรียน นักศึกษาและประชาชน แสดงถึงการใช้ความรุนแรงเป็นบ่อนทำลายการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกก็ยังมีการทำลายสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนนักศึกษากันอยู่

“ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก”

“With respect for human dignity and fellow human beings around the world”

7 ตุลาคม 2564

45ปี6ตุลา

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์…ตอนที่1

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
(2 เมษายน พ.ศ. 2420-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายาม
ยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร
เมื่อ พ.ศ. 2476

นามสกุลคุ้นหูกันใหมล่ะ
ถ้าไม่คุ้นก็ไปถาม อีตั้น ดูนะ

ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง
ชอบดูถูกคนอื่น และ เหยียดหยามลูกน้อง
ด้วยตัวเองถือยศถาบรรดาศักดิ์
‘บวรเดช’ ผู้ที่ศึกษาเรื่องประชาธิปไตย
จึงถูกมองข้ามจากคณะราษฏร์

ประกอบกับความแค้นฝั่งหุ่น
จึงได้พยายามก่อการยึดอำนาจ
จากคณะราษฏร์
ทว่าโดยนิสัยส่วนตัวแล้ว
ผู้ไต้บังคับบัญชาจึงไม่ให้ความเคารพนับถือ
นำความเข้ารายงานฝ่ายคณะราษฏร์
การก่อการครั้งนั้นจึงเป็นกบฏ
จนต้องลี้ภัยไป กัมพูชา, เวียดนามฯ..

สรุป..บวรเดช การการรัฐประหาร
รัฐบาลที่มาจากคณะราษฏร์
แต่กระทำการไม่สำเร็จ
จึงผิดอาญาแผ่นดินโทษฐานกบฏ

แต่ก็ที่ไม่มีการกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์
คือ คนที่เป็นแบ็คอัพในการนี้
การรัฐประหารต้องใช้ทั้งกำลังคน
และกำลังทรัพย์เป็นอย่างมาก
“บวรเดช” ได้รับพระราชทาน
เงินทุน 1 ล้านบาทจาก ร.7(บางบทว่า1แสน)​
(โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาเจ้านาย
ที่สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างได)
เพื่อทวงอำนาจคืนจากคณะราษฏร์
กลับไปปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังเดิม

สาระทันข่าว….
หลายคนแปลกใจว่าทำไมมีการพยายาม
กล่าวถึงและเชิดชู “กบฏบวรเดช”
บางหน่วยทหาร ถึงกลับมีหัอง”บวรเดช”
เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ

นั่นเพราะสิ่งที่”บวรเดช”ก่อการในครั้งนั้น
คือปฐมบทในการทวงคืนอำนาจ
ที่ ร.7 ทรงประทานให้ประชาชน
ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฏร์
ที่ให้ราษฏรมีสิทธิเสรีภาพ
และทุกคนต้องอยู่ภายไต้กฏหมายเดียวกัน
ทำให้เหล่าผู้มีอำนาจเก่า
ขาดความสะดวกสะบายแบบก่อนเก่า
รวมถึงผลประโยชน์จากที่เคยได้รับ
จากการกดขี่เหยียบย้ำประชาชน
ตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 4

แจ้งจ้าวนายว่าเราแพ้แล้ว.. ร​ 7
(ทรงพระเผ่นกันรนราน)

16 ตุลาคม
เครื่องบินฝ่ายกบฏบินมาทิ้งใบปลิวที่วังไกลกังวล
เพื่อทูลว่าการยึดอำนาจล้มเหลว
ในค่ำวันต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จประปกเกล้าฯทราบว่าทหารเพชรบุรียอมจำนนต่อรัฐบาลแล้ว
และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
กำลังเดินทางลงมาเข้าเฝ้า
ก็ทรงตื่นตระหนกรีบเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรวรุณ
ซึ่งเป็นเรือยนต์ลำเล็กอย่างกะทันหัน
พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ
หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล
หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร
หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์
หม่อมเจ้าเศรษฐพันธ์ จักรพันธุ์
พร้อมทหารรักษาวังอีก 6-7 นาย
มุ่งหน้าจังหวัดสงขลา

เนื่องจากเรือไม่พอนั่ง
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท
และเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่
ต้องนำทหารรักษาวังบางส่วนขึ้น
ไปยึดขบวนรถไฟจากสถานีวังก์พงในช่วงบ่าย
เจ้ากาวิละวงศ์เป็นพนักงานขับรถ
ขบวนรถไฟพิเศษนี้ออกจากหัวหินเวลาตีหนึ่ง
ของวันที่ 18 ตุลาคม
มีผู้โดยสารประกอบด้วย:
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล
หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล
หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พร้อมพระธิดา
กรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์
พลโทพระยาวิชิตวุฒิไกร
พระยาอิศราธิราชเสวี
และทหารรักษาวังสองกองร้อย

เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์
อธิบดีกรมรถไฟทราบข่าว
จึงรีบส่งโทรเลขแจ้งสถานีรายทางล่วงหน้า
ว่า ทหารหลวงลักขบวนรถจักรออกจากวังก์พง
ให้ทำการสกัดกั้น
พนักงานกรมรถไฟจึงไปถอดรางรถไฟ
ช่วงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ขบวนรถไฟพิเศษไปต่อไม่ได้
ต้องหยุดระหว่างทาง
ทหารหลวงต้องช่วยกันถอดราง
ที่วิ่งที่ผ่านมาแล้วมาต่อเพื่อให้รถไฟเดินต่อไปได้ เมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ก็ถูกกักรถไม่ให้เดินทางต่อจนเกือบจะยิงกัน
สมุหราชองครักษ์จึงโทรเลข
ไปยังรัฐมนตรีมหาดไทย
พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์
รีบนำความเข้าแจ้งนายกรัฐมนตรี
พระยาพหลพลหยุหเสนา
สั่งการอนุญาตให้รถไฟเดินได้ตลอดสายทาง

ทางด้านเรือพระที่นั่งศรวรุณน้ำมันหมดที่ชุมพร
ต้องขึ้นฝั่งรอจนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 19 ตุลาคม
จึงได้พบกับได้พบกับเรือวลัย
ของบริษัทอิสต์เอเชียติก
กัปตันเรือวลัยชาวเดนมาร์ก
เชิญคณะของในหลวงขึ้นเรือวลัย
และพ่วงเรือพระที่นั่งศรวรุณไปยังสงขลา
ตกเย็นวันเดียวกันนั้น
ขบวนรถไฟก็ไปถึงสงขลา
พระบรมวงศ์ส่วนหน้ารีบไปจัดแจง
สถานที่ในพระตำหนักเขาน้อยเตรียมรับในหลวง
เรือวลัยเดินทางมาถึงอ่าวสงขลาในเช้าวันถัดมา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

14 ตุลาคม วันตามไล่ล่าล้างกบฏ กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 3

รุกคืบเข้ามาปะทะทหารฝ่ายกบฏ
ที่ยึดสถานีรถไฟบางเขน
โดยใช้หัวรถจักรหุ้มเกราะ
ดันหลังรถข.ต.บรรทุกรถถัง
เคลื่อนที่เข้าหาพร้อมกันทั้ง 2 ราง
นอกจากนี้แล้วยังมีเหล่าทหารราบ
อยู่ในรถพ่วงคันหลังอีกจำนวนหนึ่ง
ผลจากการปะทะในช่วงเช้า
ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลสูญเสีย
พันตรีหลวงอำนวยสงคราม
ผู้บังคับกองพันที่มีความสำคัญมากไป
หลวงพิบูลสงครามจึงรีบแก้สถานการณ์
ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำทันที
โดยสั่งการให้ไปนำรถสายพาน
ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ QF 2-pounder
จากประเทศอังกฤษ
ที่เพิ่งผ่านการตรวจรับมาแล้วจำนวน 2 คัน
มาเข้าสู่สนามรบจริงทันที

อำนาจการยิงของปืนกล
ต่อต้านอากาศยานขนาด 40 มม.
อัตรายิง 115 นัดต่อนาที
เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
กระสุนปืนทำให้รังปืนกล
ของฝ่ายกบฏเกิดรูขนาดใหญ่
รวมทั้งปืนก็ยิงได้เร็วและรุนแรงต่อเนื่อง
ทหารกบฏทั้งหมด
ไม่เคยเจออาวุธทันสมัยแบบนี้มาก่อน
จึงพากันหนีตายทิ้งที่มั่นวิ่งหนีเอาตัวรอด
กลับไปยังหลักสี่ ทหารราบจากฝ่ายรัฐบาล
จึงสามารถเข้ายืดพื้นที่ทุ่งบางเขนไว้ได้โดยละม่อม

ขบวนรถไฟฝ่ายกบฏของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย กองพันทหารราบที่ 17 อุบลราชธานี
เดินทางมาถึงดอนเมืองในช่วงค่ำ
ได้ข่าวว่าสถานการณ์ฝ่ายกบฎ
กำลังเพลี่ยงพล้ำจึงไม่ยอมจอด
ขบวนรถไฟที่สถานีดอนเมือง
ให้ขบวนรถไฟขับเลยสถานีดอนเมืองไป
ประมาณสามกิโลเมตรแล้วใส่เกียร์ถอยหลัง
กลับไปที่เมืองโคราช ระหว่างทาง
ได้แวะรื้อทางรถไฟแถวปากช่องออก
เพื่อทำคุณไถ่โทษ

15–24 ตุลาคม “กบฏแตกพ่าย”
15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลัง
พร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ
มีทั้งรถเกราะและปืนกล
รุกไล่ฝ่ายกบฏจนเกือบประชิดแนวหน้า
ฝ่ายกบฏที่สถานีหลักสี่
นอกจากนี้ ฝ่ายกบฏขาดกำลังเสริมมาสมทบ
เพราะทหารเพชรบุรีที่ร่วมก่อการ
ถูกหน่วยทหารราชบุรีตรึงกำลังไว้
ทหารจากนครสวรรค์และพิษณุโลก
ก็ถูกขัดขวางจากหน่วยทหารลพบุรี
และหน่วยทหารปราจีนบุรี
บวรเดชเห็นว่าสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้แล้ว
จึงสั่งให้ถอนกำลังกลับไปตั้งรับโคราช
และมอบหมายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
เป็นผู้บัญชาการรบหน่วยระวังหลัง
ค่อยๆถอยร่อนจากหลักสี่มาดอนเมือง

16 ตุลาคม เวลาตีสาม
ทหารกบฏเริ่มถอนกำลังออกจากดอนเมือง
ส่วนหน้าทัพกบฏเดินทางถึงสถานีปากช่อง
(กม.180)ในเวลาบ่ายโมง
ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากทางรถไฟขาด
ต้องใช้เวลาซ่อมแซม กองพันทหารราบที่ 4
ฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ดอนเมือง
ในเวลาบ่ายสอง
นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยคุมเรือสุริยมณฑล
ไปยึดเมืองอยุธยาไว้ได้
ส่วนทหารกบฎทางเพชรบุรีก็ถอยร่น
กลับเข้าเมืองเพชรบุรียึดเป็นที่มั่นเอาไว้

17 ตุลาคม เวลาเช้ามืด
กบฎคนสำคัญในโคราช
ตัวปล่อยตัวพันตำรวจเอกพระขจัดทารุณกรรม
ผู้บังคับการตำรวจโคราชและพวกจากที่คุมขัง
บอกให้รีบหนีไปก่อนที่ทัพกบฏจะมาถึงเมือง
ผู้บังคับการตำรวจโคราชใช้โอกาสนี้
นำกำลังเข้ายึดเมืองจากพวกกบฏทันทีอย่างง่ายดาย

ต่อมาเวลาสิบนาฬิกา
ชาวโคราชต่างตื่นตกใจ
เมื่อมีขบวนรถไฟบรรทุกทหาร
ของพันตรีหลวงพลเดชวิสัยเคลื่อนเข้ามา
พันตรีหลวงพลเดชวิสัยมอบตัว
ต่อพระขจัดทารุณกรรม
อ้างว่าถูกหลอกให้ร่วมก่อการกบฏ
ขณะนี้พวกกบฏกำลังถอยร่นมายังโคราช
เมื่อผู้การตำรวจโคราช
ได้หารือกับหลวงพลเดชวิสัยแล้ว
เห็นว่ากำลังที่มีอยู่คงจะต้านทานทัพกบฏไม่ไหว ควรถอนกำลังออกจากโคราช
ไปรวมกับกำลังใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เมืองอุบล
ส่วนทางด้านกรุงเทพ
รัฐบาลส่งกองพันทหารราบที่ 6
ขึ้นมาสมทบกองพันทหารราบที่ 4 ที่ดอนเมือง
และเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทัพกบฏต่อไป
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของจังหวัดขอนแก่นได้รับทราบข่าวจากแถลงการณ์รัฐบาล
ว่าฝ่ายกบฏแตกพ่ายไปทางโคราช
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
จึงทำลายทางรถไฟเพื่อขัดขวาง
การลำเลียงทหารมาสู่ขอนแก่น

18 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีชุมทางภาชี(กม.90)
ในเวลาบ่ายสี่โมง
บวรเดชถอยไปอยู่สระบุรี
กองกำลังรักษาเมืองโคราช
ของพระขจัดทารุณกรรมและหลวงพลเดชวิสัยต้านทานกบฏไม่ไหวจริงตามคาด
จึงถอนกำลังออกไปยังเมืองอุบล
บวรเดชแค้นที่พันตรีหลวงพลเดชวิสัยทรยศ
จึงให้พลตรีพระเสนาสงครามคุมกำลัง 400 นาย
ไปยึดเมืองบุรีรัมย์เพื่อใช้ตีเมืองอุบลต่อไป

19 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสระบุรีไว้ได้
แนวหลังของทหารกบฏถอยไปรวมกันสถานีแก่งคอย(กม.125)
ขบวนรถไฟของพระองค์เจ้าบวรเดช
เดินทางถึงเมืองโคราช
พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการหน่วยระวังหลัง
เร่งถอดรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งและแคบใกล้กับสถานีหินลับ
ให้ทหารตั้งรังปืนกลบนหน้าผาเป็นระยะ

20 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีแก่งคอย(กม.125)
แนวหลังของทหารกบฏ
ถอยไปรวมกันที่สถานีชุมทางบัวใหญ่(กม.375) ทหารรัฐบาลจากจังหวัดอุดรธานีเจ็ดสิบนาย
เดินทางมาถึงขอนแก่นและเคลื่อนกำลังพล
ไปรักษาสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำชี
เพื่อไม่ให้ทหารกบฏเดินเท้าข้ามมา
ยังเมืองขอนแก่นได้

21 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลรุกคืบได้ทีละเล็กน้อย
แนวหลังของทหารกบฎถอยไปรวมกัน
ที่ปากช่อง(กม.180)
ทางบวรเดชเมื่อทราบว่าทหารขอนแก่น
กับอุดรธานีเข้ากับฝ่ายรัฐบาล
จึงส่งร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
นำกำลังไปยึดเมืองขอนแก่น

22 ตุลาคม
ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ถูกเรียกตัวกลับมานครราชสีมา
เพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาล
รุกคืบเข้ามาแล้ว
หลวงโหมรอนราญเสนอให้ทหาร
ยึดอำนาจจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนในโคราช
แต่บวรเดช​ บอกว่า “เวลานี้ใครๆ
ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น
จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง
เราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม
โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”
บวรเดชเริ่มวางแผนเสด็จลี้ภัย
ไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกบฏ
ก็วางแผนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ
ตามความถนัด
พระยาศรีสิทธิสงครามไม่ทราบความจริง
จึงปักหลักที่ผาเสด็จต่อไป
ในค่ำวันนั้น กองส่วนหน้าฝ่ายรัฐบาล
เริ่มเคลื่อนพลถึงหลักกิโลเมตรที่ 140

23 ตุลาคม
เกิดการสู้รบบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144
ตลอดทั้งวัน เมื่อตกค่ำ
หน่วยของว่าที่ร้อยตรีตุ๊ จารุเสถียร
สามารถสังหารพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม

24 ตุลาคม
พันโทหลวงพิบูลสงคราม
เดินทางถึงแก่งคอยในช่วงสาย
เพื่อรับฟังรายงาน

25 ตุลาคม
บวรเดชขึ้นเครื่องบินจากนครราชสีมา
หนีไปยังเมืองไซ่ง่อน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

11 ตุลาคม “กบฏยึดทุ่งดอนเมือง”กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 2

11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เพียงสิบวัน
หลังหลวงประดิษฐ์มนูธรรม
เดินทางกลับประเทศสยาม
บวรเดชได้นำกำลัง
เข้าแจ้งต่อข้าราชการหัวเมืองว่า
รัฐบาลคณะราษฎรจะเอาระบอบคอมมิวนิสต์
มาใช้และจะไม่มีกษัตริย์จึงต้องนำทหาร
เข้าไปปราบปราม
อย่าได้ทำการขัดขวาง
บวรเดช​ เป็นผู้นำกองกำลังกบฏ
ที่ชื่อว่า คณะกู้บ้านเมือง
ซึ่งประกอบด้วยทหารโคราช
(กองพันทหารราบที่ 15,
กองพันทหารราบที่ 16,
กองพันทหารม้าที่ 4,
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3
และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4)
ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14),
ทหารอุบลราชธานี (กองพันทหารราบที่ 18)

พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
นำกำลัง 2 กองพันทหารช่าง
จากสระบุรีเป็นทัพหน้าลงมายึดทุ่งดอนเมือง
โดยมีกองทหารม้า
ของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญตามลงมาสมทบ
และเข้ายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมือง
เป็นกองบัญชาการ พระยาศรีสิทธิสงคราม
ส่งกองหน้ามายึดสถานีรถไฟหลักสี่
และส่งนาวาเอกพระยาแสงสิทธิการ
ถือหนังสือถึงพระยาพหลฯ
ความว่า “คณะรัฐมนตรีปล่อยให้
คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมา
เพื่อดำเนินการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
จึงขอให้คณะรัฐบาลถวายบังคมลาออก
ภายในหนึ่งชั่วโมง
มิเช่นนั้นจะใช้กำลังบังคับ
และจะเข้ายึดการปกครองชั่วคราว”

คณะรัฐบาลประชุมกันที่วังปารุสก์
แล้วก็ลงความเห็นว่าเหตุผลของฝ่ายกบฏ
ฟังไม่ขึ้น และสมควรปราบปราม เวลาค่ำ
นายกรัฐมนตรีออกประกาศไปยังทั่วประเทศว่า
บวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม
พระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อแผ่นดิน
พยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ขอเลิกรัฐธรรมนูญ
และสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม

“ในพระนครเหตุการณ์เรียบร้อย อย่าฟังคำสั่งผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากข้าพเจ้า พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ”

12 ตุลาคม “กรุงเทพตอบโต้”
เมื่อรัฐบาลทราบว่าทุ่งดอนเมือง
โดนทหารกบฏยึดเป็นที่แน่ชัดแล้ว
จึงประกาศกฎอัยการศึก
ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476
ในพื้นที่จังหวัดใหญ่ทหารบกพระนคร
ในวันเดียวกัน รัฐบาลประกาศแก้กฎอัยการศึก
ขยายพื้นที่บังคับใช้เป็นทั่วมณฑลพระนคร
กับมณฑลอยุธยา

พันเอกพระยาทรงสุรเดชปฏิเสธ
ที่จะเป็นผู้บังคับกองผสม
พันโทหลวงพิบูลสงครามจึงรับอาสา
เป็นผู้บังคับกองผสมปราบกบฏแทน

ในวันเดียวกัน เมื่อชาวพระนคร
ทราบข่าวว่าการกบฏจากทหารหัวเมือง
พลเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย​
ได้ออกมาชุมนุมกันช่วยเหลืองาน
ฝ่ายรัฐบาลเป็นจำนวนมาก
ทหารกองหนุนจำนวนมาก
เข้ามารายงานตัวกับรัฐบาล
ทั้งที่ยังไม่มีหมายเรียกระดมพลทหารกองหนุน
แต่ประการใด

พันโทหลวงพิบูลสงครามนำกองผสม
ซึ่งประกอบด้วย 3 กองพันทหารราบ
และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่
เคลื่อนขบวนทัพจากลานพระบรมรูปทรงม้า
ไปยังลานสินค้าของบริษัทปูนซีเมนต์สยาม
ที่สถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางเขนไปประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ
จากนั้นจึงเอาปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63
ขนาดลำกล้อง 75 มม.
ระยะยิงไกล 6 กิโลเมตร
มาตั้งเรียงแถวหน้ากระดาน
อยู่บนถนนประดิพัทธิ์
ก่อนจะเริ่มระดมยิงใส่ทหารกบฏ
ในเวลาราว 14 นาฬิกา ยิงได้ 40 นัด
พบว่ากระสุนลงทุ่งน้ำหมดจึงหยุดยิง
กองทหารกบฏของหลวงโหมรอนราญ
จึงเดินลุยน้ำเคลื่อนลงมายึด
สถานีรถไฟบางเขนไว้ได้

13 ตุลาคม “กบฏอ่อนกำลัง”
ฝ่ายรัฐบาลส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์
เป็นตัวแทนมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏ
เลิกราไปเสียและจะขอพระราชทานอภัยโทษให้
แต่ทางฝ่ายกบฏกลับจับกุมหลวงเสรีเริงฤทธิ์
ไปขังไว้ที่อยุธยา ในเวลา 12 นาฬิกา
ฝ่ายกบฏส่งนาวาอากาศเอก
พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์
นาวาอากาศโทพระยาเทเวศวรอำนวยฤทธิ์
และเรือเอกเสนาะ รักธรรม
เป็นคนกลางถือหนังสือ
ของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล
โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ

ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผล
ให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์
ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ
ชั่วกัลปาวสาน
ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การตั้งและถอดถอน
คณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก
ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลาย
และพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง
ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารเรือลงไป
ต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง
การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ
จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก
ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมือง
เป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจ
ในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง
การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเลือก
การปกครองกองทัพบก
จักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี
เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น
มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง
ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอม
ตามคำขาดดังกล่าว
ทำให้การสู้รบดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกัน
ที่แนวหน้าของทหารกบฏที่บางเขน
เริ่มเกิดความขัดสน
ทหารของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ไม่ได้รับเสบียงและกระสุนมาหนึ่งวันเต็ม
ขณะนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก
เนื่องจากสองข้างทางรถไฟถูกน้ำท่วมหมด
ทำให้การขนส่งกำลังบำรุง
มาแนวหน้าของฝ่ายกบฏ
ต้องอาศัยเรือพายเท่านั้น
หลวงโหมรอนราญจึงเดินเท้าตามทางรถไฟ
ย้อนขึ้นไปยังกองบัญชาการที่ดอนเมือง
เพื่อขอเสบียง เมื่อเข้าไปในกองบัญชาการ
ก็พบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตั้งวงดื่มสุรา
และเล่นบิลเลียดอยู่

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น