หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

11 ตุลาคม “กบฏยึดทุ่งดอนเมือง”กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 2

11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เพียงสิบวัน
หลังหลวงประดิษฐ์มนูธรรม
เดินทางกลับประเทศสยาม
บวรเดชได้นำกำลัง
เข้าแจ้งต่อข้าราชการหัวเมืองว่า
รัฐบาลคณะราษฎรจะเอาระบอบคอมมิวนิสต์
มาใช้และจะไม่มีกษัตริย์จึงต้องนำทหาร
เข้าไปปราบปราม
อย่าได้ทำการขัดขวาง
บวรเดช​ เป็นผู้นำกองกำลังกบฏ
ที่ชื่อว่า คณะกู้บ้านเมือง
ซึ่งประกอบด้วยทหารโคราช
(กองพันทหารราบที่ 15,
กองพันทหารราบที่ 16,
กองพันทหารม้าที่ 4,
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3
และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4)
ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14),
ทหารอุบลราชธานี (กองพันทหารราบที่ 18)

พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
นำกำลัง 2 กองพันทหารช่าง
จากสระบุรีเป็นทัพหน้าลงมายึดทุ่งดอนเมือง
โดยมีกองทหารม้า
ของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญตามลงมาสมทบ
และเข้ายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมือง
เป็นกองบัญชาการ พระยาศรีสิทธิสงคราม
ส่งกองหน้ามายึดสถานีรถไฟหลักสี่
และส่งนาวาเอกพระยาแสงสิทธิการ
ถือหนังสือถึงพระยาพหลฯ
ความว่า “คณะรัฐมนตรีปล่อยให้
คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมา
เพื่อดำเนินการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
จึงขอให้คณะรัฐบาลถวายบังคมลาออก
ภายในหนึ่งชั่วโมง
มิเช่นนั้นจะใช้กำลังบังคับ
และจะเข้ายึดการปกครองชั่วคราว”

คณะรัฐบาลประชุมกันที่วังปารุสก์
แล้วก็ลงความเห็นว่าเหตุผลของฝ่ายกบฏ
ฟังไม่ขึ้น และสมควรปราบปราม เวลาค่ำ
นายกรัฐมนตรีออกประกาศไปยังทั่วประเทศว่า
บวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม
พระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อแผ่นดิน
พยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ขอเลิกรัฐธรรมนูญ
และสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม

“ในพระนครเหตุการณ์เรียบร้อย อย่าฟังคำสั่งผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากข้าพเจ้า พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ”

12 ตุลาคม “กรุงเทพตอบโต้”
เมื่อรัฐบาลทราบว่าทุ่งดอนเมือง
โดนทหารกบฏยึดเป็นที่แน่ชัดแล้ว
จึงประกาศกฎอัยการศึก
ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476
ในพื้นที่จังหวัดใหญ่ทหารบกพระนคร
ในวันเดียวกัน รัฐบาลประกาศแก้กฎอัยการศึก
ขยายพื้นที่บังคับใช้เป็นทั่วมณฑลพระนคร
กับมณฑลอยุธยา

พันเอกพระยาทรงสุรเดชปฏิเสธ
ที่จะเป็นผู้บังคับกองผสม
พันโทหลวงพิบูลสงครามจึงรับอาสา
เป็นผู้บังคับกองผสมปราบกบฏแทน

ในวันเดียวกัน เมื่อชาวพระนคร
ทราบข่าวว่าการกบฏจากทหารหัวเมือง
พลเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย​
ได้ออกมาชุมนุมกันช่วยเหลืองาน
ฝ่ายรัฐบาลเป็นจำนวนมาก
ทหารกองหนุนจำนวนมาก
เข้ามารายงานตัวกับรัฐบาล
ทั้งที่ยังไม่มีหมายเรียกระดมพลทหารกองหนุน
แต่ประการใด

พันโทหลวงพิบูลสงครามนำกองผสม
ซึ่งประกอบด้วย 3 กองพันทหารราบ
และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่
เคลื่อนขบวนทัพจากลานพระบรมรูปทรงม้า
ไปยังลานสินค้าของบริษัทปูนซีเมนต์สยาม
ที่สถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางเขนไปประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ
จากนั้นจึงเอาปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63
ขนาดลำกล้อง 75 มม.
ระยะยิงไกล 6 กิโลเมตร
มาตั้งเรียงแถวหน้ากระดาน
อยู่บนถนนประดิพัทธิ์
ก่อนจะเริ่มระดมยิงใส่ทหารกบฏ
ในเวลาราว 14 นาฬิกา ยิงได้ 40 นัด
พบว่ากระสุนลงทุ่งน้ำหมดจึงหยุดยิง
กองทหารกบฏของหลวงโหมรอนราญ
จึงเดินลุยน้ำเคลื่อนลงมายึด
สถานีรถไฟบางเขนไว้ได้

13 ตุลาคม “กบฏอ่อนกำลัง”
ฝ่ายรัฐบาลส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์
เป็นตัวแทนมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏ
เลิกราไปเสียและจะขอพระราชทานอภัยโทษให้
แต่ทางฝ่ายกบฏกลับจับกุมหลวงเสรีเริงฤทธิ์
ไปขังไว้ที่อยุธยา ในเวลา 12 นาฬิกา
ฝ่ายกบฏส่งนาวาอากาศเอก
พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์
นาวาอากาศโทพระยาเทเวศวรอำนวยฤทธิ์
และเรือเอกเสนาะ รักธรรม
เป็นคนกลางถือหนังสือ
ของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล
โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ

ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผล
ให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์
ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ
ชั่วกัลปาวสาน
ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การตั้งและถอดถอน
คณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก
ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลาย
และพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง
ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารเรือลงไป
ต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง
การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ
จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก
ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมือง
เป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจ
ในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง
การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเลือก
การปกครองกองทัพบก
จักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี
เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น
มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง
ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอม
ตามคำขาดดังกล่าว
ทำให้การสู้รบดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกัน
ที่แนวหน้าของทหารกบฏที่บางเขน
เริ่มเกิดความขัดสน
ทหารของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ไม่ได้รับเสบียงและกระสุนมาหนึ่งวันเต็ม
ขณะนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก
เนื่องจากสองข้างทางรถไฟถูกน้ำท่วมหมด
ทำให้การขนส่งกำลังบำรุง
มาแนวหน้าของฝ่ายกบฏ
ต้องอาศัยเรือพายเท่านั้น
หลวงโหมรอนราญจึงเดินเท้าตามทางรถไฟ
ย้อนขึ้นไปยังกองบัญชาการที่ดอนเมือง
เพื่อขอเสบียง เมื่อเข้าไปในกองบัญชาการ
ก็พบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตั้งวงดื่มสุรา
และเล่นบิลเลียดอยู่

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น