หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

จบเรื่องลูกคนโตสองคนไปสักครู่ ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าคุณโอเลี้ยงถูกบังคับแต่งงานกับญาติตัวเอง คือคุณถั่งเช่า เย็นคิดว่าคู่นี้คงไปไม่รอด และก็ไม่รอดจริงๆ ส่วนคู่ของคุณบัวหลวง นั่นก็ไม่รอด เย็นอยู่ในเหตุการณ์ค่ะ เห็นทุกอย่าง ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของครอบครัวท่านประธานบริษัท เพราะมีปัญหาของบริษัท ของผู้จัดการ และการชุมนุมของลูกจ้างครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง เกือบนำความฉิบหายมาให้ท่านประธานแล้ว…ในทศวรรษที่ 1970 คุณพลยุติการไปเยือนต่างประเทศ แต่ในประเทศยังไม่หยุดยั้ง ในต่างประเทศนั้น การเดินทางในทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อถึงความมีเสถียรภาพของสถาบันของท่านประธาน ได้ไปเยือนบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา แต่ในทศวรรษใหม่ สงครามเย็นมันถึงจุดขีดสูงสุด ท่านประธานและยามของเราพยายามจะแทรกแซงกิจการภายในบริษัทของเขมร ซึ่งตอนนั้นแตกแยกเป็นหลายส่วน และยังถูกบริษัทของเวียดนามครอบงำด้วย บริษัทของคุณพลกลายมาเป็นหน้าด่านแห่งความอันตราย ในจุดนี้ ยิ่งทำให้คุณพลสนิทกับสหรัฐมากขึ้น…สหรัฐใช้ไทยเป็นที่ตั้งในการต่อสู้กับบริษัทเวียดนาม เพราะสหรัฐเชื่อในทฤษฎีโดมิโน หากบริษัทหนึ่งกลายเป็นคอมมิสนิสต์แล้ว ก็อาจจะทำให้อีกบริษัทเป็นคอมมิวนิสต์ได้ ไอ้ความกลัวคอมมิวนิสต์มันขึ้นสมอง ส่วนหนึ่งเป็นภัยของจริง ส่วนหนึ่งเป็นภัยที่จินตนาการ ไอ้ส่วนที่จินตนาการนั่นเองที่คุณพลใช้เป็นเครื่องมือ ร่วมกับยาม ในการป้ายสีลูกจ้างเยาวชนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อป้ายสีอย่างนั้นแล้ว มันให้ความชอบธรรมในการกำจัดพวกเค้าได้ ไม่ว่าจะวิธีป่าเถื่อนอย่างไรก็ตาม..เวียดนามรุกคืบมามาก เขมรอาจจะตกเป็นของบริษัทเวียดนามในไม่ช้า ซึ่งหมายถึง เป้าหมายต่อไปของเวียดนามคือไทย ตอนนั้น สหรัฐนำกำลังเข้ามามาก เข้ามาตั้งบริษัทย่อยๆ หลายแห่งในไทย รวมถึงถึงบริษัทที่พัทยา เมื่อก่อนก็เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเงียบๆ แต่เมื่อไอ้กันมันมาตั้งถิ่นฐานที่พัทยา ก็เลยกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างรวดเร็ว มีบาร์ ซ่องมากมาย เป็นที่มาของแหล่งรวมกะหรี่ที่ใหญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เมื่อไอ้กันมันออกไปแล้ว พัทยาก็ยังบูมอยู่อีกหลายสิบปี….ในปี 1975 ในที่สุด เวียดนามก็รุกคืบ บริษัทสหรัฐถูกตีแตก จากที่เคยมีฐานตั้งมั่นทางตอนใต้ของเวียดนาม คือที่ไซ่ง่อน ก็ตกเป็นของเวียดนามไป และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์_ซิตี้ เมื่อคุณพลเห็นว่า สหรัฐพ่ายแพ้ คุณพลได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยต้องหาบริษัทอื่นมาสร้างความมั่นคงให้ นั่นคือบริษัทของจีน ในที่สุดก็มีการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างบริษัทไทยและจีนในปี 1975 ที่เย็นเห็นว่าเป็นเรื่องตลกก็คือ ตลอดเวลา ลุงพลพูดว่ากลัวคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากบริษัทจีน กลับไม่กลัวคอมมิวนิสต์จากจีน เอาจริงๆ การเมืองในภูมิภาคนี้มันซับซ้อนกว่านั้น ก่อนหน้านั้น บริษัทคอมมิวนิสต์เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ต่อมา บริษัทของโซเวียตทะเลาะกับบริษัทของจีน ทำให้บริษัทคอมเล็กๆ ที่เหลือต้องเลือกข้าง ทีนี้ เวียดนามมันเกลียดจีนมาเป็นพันปี มันจึงเลือกที่จะอยู่กับบริษัทโซเวียต ทำให้จีนโกรธ และเห็นว่า การที่ไทยขอให้จีนช่วยป้องกันภัยจากบริษัทเวียดนาม มันคือผลประโยชน์ของจีนเช่นกัน นับแต่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทไทย-จีนก็เติบโต จนมีคำเรียกว่าเป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้อง ลูกคนที่สามของลุงพล น้องนักจด กลายมาเป็นสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของสองฝ่าย จนไม่นานมานี้ ได้รับเหรียญทองในฐานะสหายสำคัญชองคอมมิวนิสต์จีนด้วยซ้ำ….ปี 1973 และ 1976 เป็นปีแห่งความขัดแย้งระหว่างคนของคุณพลและกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนปรีดา จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง สังหารนักศึกษาในโรงเรียน เพียงเพราะนักเรียนประท้วงการกลับมาของเผด็จการที่เป็นผู้จัดการที่เป็นคนโปรดของคุณพล มันคือคุณถนัด เหตุการณ์ครั้งนั้น มีการป้ายสีว่านักเรียนคือคอมมิวนิสต์ มีการทำทารุณกรรมนักเรียนหลายคน หนึ่งในนั้นคือซินแสผมหงอกที่ตอนนั้นยังผูกคอซองไปโรงเรียนปรีดาอยู่ เมื่อนักศึกษาหนีความป่าเถื่อนเข้าไปบ้านคุณพล คุณพลสั่งให้เย็นเปิดประตูรับนักศึกษา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คุณพลสั่งให้มีการหยุดทำร้ายนักศึกษาได้ แต่ก็ไม่สั่ง ทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือเหตุการณ์ตาสว่างครั้งแรกของคนที่ผ่านปี 1976 มา…เมื่อรู้ว่าทำพลาด คุณพลรีบแก้เกมโดยการเชิญนักข่าวจาก BBC มาทำรายการเพื่อโปรโมทครอบครัวของคุณพล ชื่อรายการ Soul of a Nation ในปี 1979 แม้มันจะช่วยได้บ้าง แต่คุณพลก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำรายการ คุณพลจับได้ว่า เมียปากแดงมีชู้! ตอนหน้ามาติดตามกันค่ะ….ปล: รูปนี้ เย็นถ่ายไว้เมื่อตอนไปพบกับซินแสผมหงอกที่โรงเรียนปรีดาค่ะ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมืองผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกันแต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้นเย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์

การได้เข้าไปเรียนที่จุฬานี่มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่าการภูมิใจในสถาบันการศึกษานี้ ที่พูดนี่ไม่ได้ดูแคลนจุฬา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่สอบเข้าไปเรียน แต่เราภูมิใจกับตัวเราว่า ไอ้ที่เราพยายามอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน ไปหาโรงเรียนกวดวิชา ไปเอาซีร็อกซ์เอกสารเรียนจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เข้าไปเรียนใน สอจ เออ มันเป็นความสำเร็จของเราเองเลยนี่หว่า ดังนั้น ดิชั้นจึงแทบจะไม่อินกับเรื่องอื่นๆ ที่เน้นระเบียบหรือพิธีกรรมเลย ตั้งแต่ชุดนิสิตหรือการกราบพระบรมรูป ทำเพราะต้องทำ เลยคิดว่าตัวเองอาจไม่กล้าเท่าเนติวิทย์ด้วยซ้ำที่เสนอให้ยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ ค่ายพัฒนาก็ไปบ้าง แต่รู้สึกว่า มันไม่ได้ไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ เพียงแค่เอาของไปมอบ เป็นแค่ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว หรือ piecemeal เอาจริงๆ ได้ไปเห็นความแร้นแค้นของครอบครัวอีเย็นแล้วรู้แล้วว่า ความเป็นอยู่ของเราโชคดีมากในกรุงเทพ เรามีโอกาสที่ดีกว่า…พูดเรื่องโอกาส กล้าบอกได้เลยว่า นิสิตจุฬาส่วนใหญ่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ คนพวกนี้มาจากชนชั้นกลาง-สูง ที่มีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพล มันเลยทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช่ การศึกษาในไทยมันยังเป็นเรื่องโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งแท้ที่จริง มันควรต้องเป็นความเท่าเทียมมากกว่า ดิชั้นจึงคารวะนิสิตที่สอบเข้าได้ที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งฟองสบู่ของชนชั้นกลาง เอาจริงๆ แล้ว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าคบและมีมิตรภาพที่จริงใจกว่าเพื่อนที่มีสถานะในกรุงเทพพอๆ กับเราด้วยซ้ำ…คนที่มีทุนทรัพย์และอิทธิพลเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญของระบบอุปถัมภ์ ตอนเข้าปี 1 ดิชั้นก็จะมีเพื่อนที่มีมาจากหลายโรงเรียนไฮโซและโรงเรียนเจ้า อาทิ มาจากวชิราวุธแล้วมาต่อเตรียม โรงเรียนเอกชนเซ้นท์ทั้งหลาย หม่อมเจ้าหม่อมหลวงก็มาก ลูกนางสนองพระโอษฐ์ก็มี แม้แต่ชื่อเค้ายังเป็นชื่อพระราชทาน คือได้มีโอกาสไปสังสรรค์ที่บ้านคนเหล่านี้แล้วรู้เลยว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้เลย ย้อนกลับไปตอนมัธยม มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน ต่อให้ดันตัวเองแค่ไหน ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ระบบชนชั้น/ศักดินามันเป็นเขื่อนกั้นให้คุณไปต่อจากนั้นไม่ได้ มันเป็นความโกรธ และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า ต่อมาในชีวิต คนพวกนี้ยังได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีความสามารถอะไร นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนคนพวกนี้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกล มองไปแค่กรณีอยู่วิทยาก็พอ….เลยได้แต่บอกว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม ตอนใกล้จะจบ เลยมีอาจารย์ทาบทามว่า สนใจทำงานนักข่าวไหม เออ มันเป็นอะไรที่เราเคยคิดเหมือนกัน แล้วอาจารย์ที่แนะนำบอกว่า ลองไปสมัครกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ดูสิ (555) ดิชั้นก็ไปนะคะ สมเกียรติเคยเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาก่อนที่จะลาออกไปทำงานโทรทัศน์ ก็เลยสนใจ จริงๆ อยากทำงานข่าวโทรทัศน์ แต่เมื่อตอนไปสมัคร มันมีเพียงตำแหน่งนักข่าวสายวิทยุของศูนย์ข่าวแปซิฟิก ก็เลยทำฆ่าเวลาไปก่อน ก่อนที่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือตอนนั้นก็คิดถึงเรื่องอยากไปเรียนต่อเลย แต่คิดว่าลองหาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ดี…เข้าไปทำงานวันแรก (คือเรียนจบปุ๊ปก็ทำงานเลย ไม่ได้มีเวลาพักด้วยซ้ำ) ตอนนั้น เค้าส่งให้ไปรายงานข่าวที่รัฐสภา ทำได้สักพัก ก็ย้ายให้ไปประจำสายทำเนียบ หมายถึง การต้องตามการทำงานของรัฐบาล/นายกทุกวัน ตอนนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็ไปกินไปนอนตรงรังนกกระจอกในทำเนียบ ได้รู้จักนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงเจ๊ยุด้วย แล้วตอนนั้นอภิสิทธิ์ก็เพิ่งเริ่มเล่นการเมือง เอาจริงๆ ก็ได้รู้จักคนพวกนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ม๊โอกาสไปบ้านแม่ถ้วนหลายครั้ง จะว่าสนุกมันก็สนุกนะ…ประสบการณ์ตรงนี้ดีจังเลยอ่ะ เห็นการทำงานของรัฐบาล เห็นสันดานนักการเมือง เห็นบทบาทของนักข่าว นักข่าวนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณจริงๆ นะ จะเขียนข่าวยังไงก็ได้ โอเค ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง แต่ไอ้ที่เป็นความเห็นนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณล้วนๆ และยังได้เห็นการปฏิบัติของนักการเมืองต่อนักข่าว มีตั้งแต่ดูถูก ไปจนถึงเอาเราเป็นที่พึ่งขายข่าว ต้องนั่งรอข่าวริมถนน ต้องๆๆๆ อะไรอีกหลายอย่าง ฉายาของดิชั้นตอนนั้นคือ “น้องเชอร์รี่จากแปซิฟิก” คือรำคาญคนชอบถามชื่อเล่น โดยเฉพาะอีพี่นักข่าวผู้ชายที่ชอบมาก้อร่อก้อติกดิชั้น เลยบอกแม่งไปว่าชื่อเชอร์รี่ 5555 กลายเป็นฉายานักข่าวหญิงสาวสวยติดตัวดิชั้นตั้งแต่บัดนั้นมา….ปล: รูปน้องเชอร์รี่ผอมโซ ไม่มีข้าวกิน เงินเดือน 7,000 บาท

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์…ต้าร์เป็นนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่อาศัยอยู่ที่กรุงพนมเปญ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการป้องกันเชื้อเอชไอวีในหลายประเทศ มีรายงานว่า ต้าร์เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามรายงานที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศราด้วย…ต้าร์มาจากจังหวัดอุบลราชธานี จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นผู้ประสานงานศูนย์กิจกรรมเยาวชนเพื่อชุมชนและสังคม (Y-act) เคยทำงานกับสถาบันเยาวชนเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย ต่อมาในช่วงการประท้วงการเมือง 2557 เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ โดยการแต่งตั้งของรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ แต่หลังรัฐประหารในประเทศไทย 2557 ต้าร์ถูกหมายจับคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หมายจับคดีฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี พ.ศ. 2558 และหมายจับในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 กรณีโพสต์ข้อความบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาลและประยุทธ์ เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด เมื่อปี 2561…ต้าร์ได้ลี้ภัยไปอยู่ในกัมพูชาร่วมกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ในระยะหลัง ต้าร์ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากเท่าไหร่ ที่แน่ๆ ไม่ได้เขียนข้อความหมิ่นเจ้าแต่อย่างใด เลยคิดว่าตัวเองปลอดภัย แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้ลี้ภัยคนอื่นจะถูกอุ้มไปหมดแล้ว รวมถึงกรณีไฟเย็นที่ต้องหนีไปฝรั่งเศส ต้าร์อาจจะชะล่าใจในจุดนี้…ในวันที่ 4 มิถุนายน ต้าร์ถูกลักพาตัวบริเวณหน้าที่พักขณะลี้ภัยในกรุงพนมเปญ เมื่อเวลา 17.54 นาฬิกา โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคอนโดมิเนียมพยายามเข้าไปช่วย แต่ถูกสกัดด้วยกลุ่มคนร้าย (4-5 คน) ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ระหว่างเกิดเหตุพี่สาวกำลังโทรศัพท์คุยกับต้าร์ โดยได้ยินเสียงสุดท้ายว่า “โอ๊ย หายใจไม่ออก” ก่อนสายจะตัดไป และหลังพยายามติดต่อกลับกว่าครึ่งชั่วโมง รวมทั้งติดต่อเพื่อนให้ช่วยตรวจสอบกับที่พักของเขาจึงทราบว่าหายตัวไป รายละเอียดต่อไปนี้ ดิชั้นได้จากพี่สาวของต้าร์โดยตรงค่ะ…ต้าร์บอกกับคนอื่นช่วงก่อนจะมีเรื่องว่า จริงๆ แล้วผมไม่ควรจะออกจากห้องพักเลย พี่ที่คุ้มกะลาหัวต้าร์อยู่ในวัง ชื่อพันโทสมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวังฝ่ายนโยบายและแผนปฏิบัติการ เป็นคนดูแลต้าร์อยู่ เข้าใจว่าโทรมาหาต้าร์ “เตือนๆ” ด้วยความเป็นห่วงหรืออะไรบางอย่าง เพราะต้าร์ไปเล่น รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสในช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ก็อาจจะถูกเพ่งเล็ง ต้าร์เปรยอย่างนั้น และเข้าใจว่า ตัวเองตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะหลังจากการเล่นในกลุ่มตลาดหลวง เพราะอีกอย่าง ตำรวจมาเยี่ยมบ้านแม่ที่อุบลประมาณเดือนพฤษภาคม ประมาณ 4-5 คน เหมือนมาเตือนอะไรทำนองนั้น….ปีก่อนหน้านี้ ต้าร์เล่าว่า เขาได้เขียนจดหมายไปถึงวชิราลงกรณ์ และได้รับคำตอบ (ไม่รู้โดยตรงหรือผ่านใคร) ประมาณว่า บอกว่าโอเค คือคิดว่าน่าจะกลับไทยได้ “ผมกลับไทยได้นะ” เค้าบอกกับเพื่อนๆ ที่ไทย สำหรับธุรกิจ ทีต้าร์เปรยๆ ในเฟซบุ๊ค ก็มีเรื่องทำเหมืองแร่ เรื่องการผลิตสิตค้าอะไรบางอย่างที่นำเข้าจากจีนมาที่เขมร ทำหน้าที่เสมือนประชาสัมพันธ์การลงทุนในเขมร และมีโครงการโรงพยาบาลในเขมร เชื้อเชิญกลุ่มทุนโรงพยาบาลมาทำที่นี่ เพราะโควิด-19 ทำให้คนเขมรไปไทยไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การพนัน ผู้หญิง ทวงหนี้ ติดหนี้ ฯลฯ…แต่การที่ทั้งทางการไทยและกัมพูชาออกมาปฏิเสธการรู้เห็น ทำให้มองว่า มีความพยายามด้อยค่าหลักฐานที่แสดงว่าต้าร์อยู่เขมรจริงตามหนังสือตอบจากกระทรวงต่างประเทศ วันที่12 ส.ค. การปฏิเสธแบบนี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยในการเกี่ยวข้องของทางการไทยอย่างค่อนข้างแน่นอน….เดี๋ยวมาเขียนเรื่องต้าร์ต่อ จากประสบการณ์ส่วนตัวค่ะปล: รูปที่ให้ดูนี้ มีเพื่อนของเราตามไปเก็บรูปซ้ำที่ที่ต้าร์เคยไป

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เราพักเรื่องโอเลี้ยงไว้นิดนึง ตัดมาที่เรื่องคุณบัวหลวง เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน เอาจริงๆ นะคะ คุณพลรักลูกคนนี้มากที่สุด เพราะฉลาดที่สุด และมีความมั่นใจสูง แต่เค้าไม่อยากเรียนที่เมืองไทย ในที่สุดพ่อก็ตามใจให้ไปเมืองนอก แต่พอส่งคุณโอเลี้ยงไปอังกฤษ คุณบัวหลวงเลยขอไปอเมริกา ในที่สุด ก็ได้ไปจริงๆ ได้เข้าเรียนปริญญาตรีในมหาลัยที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ Massachusetts Institute of Technology (MIT) แต่เพราะการไปเรียนที่ MIT ทำให้ชีวิตของบัวหลวงต้องเปลี่ยนไป รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อคุณพ่อพลด้วย เย็นได้รับคำสั่งให้ตามไปดูแลคุณบัวหลวง ดังนั้น เย็นจึงรู้เรื่องคุณบัวหลวงอย่างดี…ระหว่างที่เรียนที่ MIT นั้น คุณบัวหลวงเกิดไปพบรักกับฝรั่งอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อคุณพีท เจ่นเซ่น ความรักมันพัฒนาไปเร็วมากค่ะ และคุณบัวหลวงก็ไม่ยอมบอกคุณพ่อ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรู้ว่า หากบอกคุณพ่อ ก็คงต้องถูกสั่งให้เลิกกัน เหมือนคุณลุงที่เสียชีวิตไปแล้ว พอคุณย่ารู้ว่า ไปมีแฟนเป็นผู้หญิงสวิส ก็สั่งให้เลิกกันทันที มาถึงยุคคุณบัวหลวง ไอ้ความคิดโบราณว่าห้ามมีแฟนเป็นฝรั่งยังไม่หมดไป ส่วนหนึ่งยังเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะคุณพลกำลังวางแผนสร้างภาพลักษณ์ครอบครัวเปอร์เฟ็ค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอำนาจทางจริยธรรมจองคุณพลเอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นการยกสถาบันประธานของบริษัทให้อยู่สูงขึ้นไปอีก แต่ต้องการใช้ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว เป็นเครื่องลบเหตุการณ์ที่ตัวเองสังหารคุณนนท์ด้วย ลูกจ้างจะได้คิดว่า โอ้โห คุณพลดีอย่างนี้ ไม่มีทางที่เค้าจะฆ่าพี่ชายได้… คุณๆ เข้าใจที่เย็นพูดไหมคะ…ในที่สุด เรื่องก็รู้ถึงหูคุณพล แต่มันสายไปแล้ว ทั้งสองคนได้แต่งงานกันทันทีที่เรียนจบ การแต่งงานกันครั้งนั้น เป็นการทำร้ายจิดใจคุณพลมาก เพราะบัวหลวงกลายมาเป็นตัวทำลายแฟนครอบครัวสุขสันต์ของคุณพล ซึ่งคุณพลตอบสนองด้วยการ ตัดยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของบัวหลวง แม้ตอนแรกๆ บัวหลวงทำท่าไม่แคร์ แต่ลึกๆ แล้วก็รู้ว่าตัวเองพลาด…จากนั้น เมื่อจบตรีที่ MIT แต่งงานแล้ว ก็ได้ย้ายตามสามีมาอยู่ที่ซานดิเอโก้เพราะสามีได้งานที่นั่น คุณบัวหลวงเป็นคนฉลาด ลงเรียนปริญญาโทที่ UCLA (University of California, Los Angeles) นับเป็นคนเดียวในบ้านที่จบปริญญาสูงสุด (ปริญญาโท) ในต่างประเทศ และก็มีลูกคนโต ตั้งชื่อว่า บุษราคัม ในโอกาสที่มีเบบี้คนแรก เรียกว่าเป็นหลานคนที่สองของบ้าน รองจากภาริณี ซึ่งเป็นลูกสาวของโอเลี้ยงกับถั่งเช่า หลังจากที่คุณบัวหลวงพยายามจะทำให้พ่อยกโทษให้ ก็เลยวางแผนอุ้มลูกแบเบาะไปให้เค้าดูถึงเมืองไทย แผนเดิมเชื่อว่า พ่อจะให้อภัย เพราะแม่ปากแดงช่วยพูดชงให้แล้ว ก็เลยกลับบ้านอย่างเชื่อมั่น….แต่เมื่อถึงไทย กลับไม่เป็นอย่างที่คิด พ่อก็ยังใจแข็ง แม้แม่จะพยายามช่วยพูด ก็ไม่เป็นผล นี่เป็นเพราะพ่อรักบัวหลวงมาก เมื่อบัวหลวงดื้อโดยการไปแต่งงานกับฝรั่งมังค่า ก็เลยถูกลงโทษแบบนี้ จากที่วางแผนจะอยู่เป็นเดือน เลยเก็บของกลับอเมริกาภายในไม่กี่วัน ไปใช้ชีวิตตามลำพังกับสามีฝรั่งต่อ จนมีลูกอีกสองคน คือลูกชาย น้องพวง และลูกสาวคนเล็ก น้องสิริกัลยา ส่วนไอ้ข่าวลือที่ว่า คุณบัวหลวงและลูกๆ ต้องอยู่ได้ความยากลำบาก อันนั้นไม่จริงค่ะ แม้พ่อจะไม่คืนดีกับเค้า แต่ก็ยังส่งเสียบัวหลวง เอาเงินภาษีลูกจ้างส่งมาเลี้ยงอย่างเต็มที่ค่ะ คุณบัวหลวงก็ได้แต่รอวันที่พ่อจะใจอ่อน แต่ก็ไม่เป็นผล…อยู่อเมริกาไปสักพัก คุณบัวหลวงเริ่มเบื่อ ไอ้การใช้ชีวิตแบบอเมริกันชน ไม่ได้รับการประคบประหงมเหมือนตอนอยู่ไทย ไปไหนก็มีคนรองมือรองตีน ทำให้คุณบัวหลวงเบื่อหน่าย ไอ้ความเบื่อหน่ายก็นำไปสู่การเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น จนเย็นสังเกตได้ว่า ผัวคุณบัวหลวงเริ่มรำคาญเช่นกัน แต่คุณบัวหลวงก็ไม่แคร์ เพราะคิดเสมอว่าเป็นลูกสาวท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ มีแต่คนเอาใจสารพัด จะเอาอะไรก็ต้องได้ จึงทำตัวเป็นเจ้าหญิงที่นำความรำคาญมาสู่ผัว….มีอยู่สัปดาห์หนึ่งในปี 2541 คุณบัวหลวงออกไปธุระต่างเมือง และเอาเย็นไปด้วย กำหนดไปแค่ 2-3 วัน แต่คุณบัวหลวงตัดสินใจกลับเร็วกว่ากำหนด แต่ไม่ได้แจ้งสามี คิดว่าจะมาเซอร์ไพรซ์เค้า เมื่อมาถึงบ้าน เปิดประตูเข้าไป คุณพระช่วย สามีคุณบัวหลวงกำลังแอบแซ่บกับคนใช้ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งจ้างมาไม่นาน แถมมันอายุน้อยกว่าคุณบัวหลวงมาก คุณบัวหลวงร้องกรี๊ดๆๆๆ ไม่ยอมๆๆๆ แม้สามีขอโทษยังไง ก็ขอเลิกกับเค้า ซึ่งคุณบัวหลวงก็มาถึงจุดเดือดเหมือนกัน เค้าบอกเย็นว่า พอกันที ในเมื่อชีวิตคู่ไม่มีความสุข และชีวิตทั่วไปก็น่าเบื่อ ก็เลยเก็บของกลับเมืองไทยในปี 2543…พอกลับมา พ่อก็ยังไม่ใจอ่อน ด้วยความที่คุณบัวหลวงต้องทำตัวเด่นเสมอ เลยต้องหาโน่นหานี่ทำ ในด้านหนึ่ง บัวหลวงก็ต้องการทำให้ลูกจ้างมันเห็นว่าเค้าเป็นคนแคร์สังคม เลยจัดตั้งโครงการอิชิบัง เอาภาษีลูกจ้างมาสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง นอกจากนั้น ก็มีงานร้องเพลงบ้าง จัดคอนเสิร์ตให้ลูกสาวคนโตของคุณบัวหลวงบ้าง และในที่สุด ก็ตัดสินใจเล่นหนัง คุณบัวหลวงเล่นหลายเรื่องค่ะ ส่วนใหญ่รับบทเดียวที่ถนัด นั่นคือบทก้อนหิน…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณบัวหลวงไปลอสแองเจลิสค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลุงสนามหลวงและสหาย

นับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.62 ผู้ลี้ภัยการเมืองของไทยและนักจัดรายการ ‘วิทยุใต้ดิน’ 3 คน ถูกส่งตัวจากเวียดนามมายังประเทศไทยเมื่อ 8 พ.ค.62 แม่ของหนึ่งในนั้นคือสยาม ธีรวุฒิ ก็ตระเวนยื่นหนังสือยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อตามหาลูก และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดเกี่ยวกับสามคนนี้ ทั้งสามคน ประกอบไปด้วย ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวสุทธิ์, กฤษณะ ทัพไทย หรือ สหายยังบลัด และ สยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง

….มีรายงานข่าวว่า ทั้งสามหลบหนีออกจากลาวไปยังเวียดนาม หลังจาก สุรชัย แซ่ด่าน, ไกรเดช ลือเลิศ หรือกาสะลอง, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ภูชนะ ถูกอุ้มหายจากบ้านพักในลาว ก่อนจะพบศพกาละลองกับภูชนะถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และนำอวัยวะในช่องท้องออก แทนที่ด้วยเสาปูน ลอยอยู่ในแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากหายตัวไปนานถึง 16-17 วัน จากนั้น รายการของลุงสนามหลวงและพรรคพวกก็ยุติลง แหล่งข่าวหลายคนให้ความเห็นว่า พวกเขาต่างแยกย้ายกบดานหนีการไล่ล่า โดยต่อมา ลุงสนามหลวงแจ้งข่าวว่าขอยุติการจัดรายการชั่วคราว

…ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมดังกล่าว ทาง คสช.พยายามเจรจากับทางการลาวหลายครั้ง เพื่อขอตัวผู้ต้องหาคดี 112 แต่ทางนั้นไม่ส่งตัวให้ เพราะเขาไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ 112 ขณะที่สื่อมวลชนรายงานว่า ช่วงที่สุรชัยและพวกหายตัวไปนั้น เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะเดินทางเยือนลาวเพื่องานประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ทวีขึ้นในหมู่ผู้เคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากทั้งสามคนนี้ก็ล้วนมีบทบาทเคลื่อนไหวจัดรายการทาง Youtube เช่นเดียวกับกลุ่มสรุชัย ทั้งยังโดดเด่นกว่า

….สำหรับลุงสนามหลวง เขาเป็นผู้ที่มีประวัติการต่อสู้ทางการเมืองยาวนาน เป็นที่รู้จักในหมู่ ‘สหายเก่า’ ในหมู่ประชาชนที่ตื่นตัวต่อต้านรัฐประหาร คมช. ปี 2549 และเป็นศัตรู (ทางความคิด) ลำดับต้นๆ ของฝ่ายความมั่นคงไทย ชื่อจริงเค้าคือชูชีพ ชีวสุทธิ์ เกิดปี 2496 เข้าศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2515 เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป และเป็นรุ่นพี่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 1 ปี เขาเป็นคนหัวดี แม้ตอนสอบเข้าจะรุ่งโรจน์แต่ต่อมาความสนใจทางการเมืองก็เปลี่ยนชีวิตเค้า

…หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็เข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตอีสานใต้ เขาเป็นนักสู้ เรียกได้ว่าฝ่าวิกฤติต่างๆ มามาก สมัยอยู่กับ พคท.ได้รับมอบหมายให้ไปบุกเบิกเขตจันทบุรีซึ่งค่อนข้างยากลำบากเพราะมีการสู้รบกัน 3 ฝ่ายระหว่างเขมรแดง เขมรเสรี และ พคท. แต่เขารอดชีวิตกลับมาได้ เมื่อสิ้นสุดยุค พคท.นักศึกษาคืนเมือง เขากลับมาศึกษาต่อที่คณะสาธารณสุขศาสตร์จนสำเร็จ แล้วต่อมาก็ทำธุรกิจด้านส่งออกจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้” เพื่อนชูชีพระบุ

….เพื่อนๆ เห็นว่าเขาไม่เคยหยุดอุดมการณ์ประชาธิปไตย และพยายามเผยแพร่ความคิดผ่านเวทีต่างๆ เสมอ เช่นในพันทิป และมีบทบาทต่อเนื่องจนถึงช่วงรัฐประหาร 2549 จากนั้นเจอคดี 112 จึงหลบไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เคยถูกจับขังคุกขี้ไก่ในลาว ระยะหลังเขาเลี้ยงชีพด้วยการขายเรื่องทาง Youtube คุณชูชีพเป็นที่รู้จักกันดีตามสถานีวิทยุข่าวสารและการจราจร นามที่เขาใช้เพื่อโฟนอินตามรายการต่างๆ คือ “ชูชีพ” ไม่มีผู้จัดรายการข่าวทางวิทยุคนไหนไม่เคยรับสายชูชีพ และไม่มีคนฟังวิทยุข่าวคนไหนไม่รู้จักชูชีพ ทุกเรื่องที่เขาเล่าล้วนมีแต่สาระ และวาระที่เขาโฟนอินล้วนแต่ถูกจังหวะเวลา เสียงที่เขาพูดมีเอกลักษณ์จดจำง่าย เป็นคนฉลาดหลักแหลม เป็นผู้แสวงหาข้อมูลทุกๆ ด้านและบ้าการเมือง

….ปี 2548-2549 หลังเป็นนักวิเคราะห์การเมืองลึกลับมานาน ชูชีพตัดสินใจเปิดตัวอย่างชัดเจนในฐานะประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินสายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนั้นอยู่ในบริบท “ก่อน” รัฐประหาร 2549 ช่วงเวลานั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และภาคีเครือข่ายในทุกสายงานเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังไม่เชื่อในระบบเลือกตั้งและเรียกร้องนายกพระราชทาน ชูชีพออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องยึดถือในระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ประชาชนได้เลือกตั้ง องคาพยพต่างๆ ต้องไม่ขัดขวางการจัดเลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 ทั้งยังฟ้อง พธม.ในข้อหามาตรา 112 เพราะนำสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

…เค้าได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าต่อสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อธำรงสถาบัน สถาบันสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพวกเขา เค้าคือหนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญในยุควิกฤตทางการเมืองไทย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับชูชีพ ชีวสุทธิ์ ในความผิดมาตรา 112 แต่นับตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมาก็ไม่มีใครเห็นชูชีพปรากฏตัว ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า เขาได้หลบหนีไปจีนอยู่พักหนึ่งก่อนจะเข้าไปที่ลาว มีการเล่าว่า “เท่าที่ฟังในช่วงแรก กลุ่มลุงสนามหลวงใช้คำหยาบคายน้อย ส่วนใหญ่ออกไปในทางเสียดสีล้อเลียนให้ชนชั้นนำดูตลกขบขันเสียมากกว่า… พวกนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นสื่อที่ต้องมีมาตรฐานวิชาชีพ เขากำลังต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เขาเห็นว่าเป็นเผด็จการและอันตรายต่อเสรีภาพและชีวิตประชาชน เขาเป็นองค์กรเคลื่อนไหว การพูดจาที่ก้าวร้าวหยาบคายอาจจะเพื่อตอบสนองความรู้สึกกดดันคับข้องใจไม่มีทางออกของประชาชนกลุ่มหนึ่งอยู่

ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหววิทยุใต้ดินอีกคนหนึ่งบอกว่า ในช่วง 1-2 ปีแรกนั้น กลุ่มเหล่านี้ยังไม่มีการนำเสนอทางออกทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐอย่างเป็นเรื่องเป็นราว การพูดถึง “สาธารณรัฐ” เริ่มมีประปรายในช่วงปลายปี 2558 ขณะที่สื่ออย่างเนชั่น-คมชัดลึกซึ่งมักรายงานข้อมูลฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า กลุ่มของลุงสนามหลวงได้พูดถึง “สหพันธรัฐไท” ในปลายปี 2559 หลังจากที่โกตี๋ไปร่วมจัดรายการด้วย ต่อมาราวกลางปี 2560 โกตี๋ถูกอุ้มหาย หลายคนคาดว่าเป็นเพราะสไตล์การปลุกระดมดุเดือดและรุนแรงของเขา ต่อมาในเดือนกันยายน 2561 ปรากฏข่าวการกวาดจับประชาชนที่เกี่ยวพันกับ ‘สหพันธรัฐไท’ หลายคน พวกเขาถูกทหารควบคุมตัวเข้าค่ายทหารหลายวัน ก่อนส่งตำรวจเพื่อแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 (ยุงยงปั่นป่วนให้กระด้างกระเดื่อง) และมาตรา 209 (อั้งยี่)

….ไม่มีใครรู้เป็นแน่แท้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีความเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ประยุทธ์ เดินทางไปประเทศลาว มีกำลังทหารจากประเทศไทยเข้าไปในประเทศลาวจำนวนมาก ในขณะที่ทีมงาน กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ติดตามไล่ล่าจนลุงสนามหลวง และทีมงานอีกสองคนคือ สยาม ธีรวุฒิ กับกฤษณะ ทัพไทย ต้องหลบหนีเดินทางออกจากลาวไปที่ สิงคโปร แล้วเดินทางกลับมาที่เวียดนามราววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ถูกทางการเวียดนามจับกุมทั้งสามคนในข้อหาใช้พาสปอร์ตปลอม ถูกขังอยู่ในนครโฮจิมินห์ จนกระทั่งถูกส่งตัวกลับไทยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือจากสถานทูตไทย ณ กรุงฮานอย ส่วนชะตาชีวิตของคนทั้งสามนั้น ไม่ทราบได้ ส่วนตัวคิดว่า คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่รู้ไม่เห็น และปฏิเสธว่ายังไม่มีการส่งตัวกลับ หรือไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่า คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่รู้ไม่เห็น

…หลังการนั้น มีการจับภรรยาและลูกชายของชูชีพเข้าค่ายทหาร 7 วันก่อนปล่อยตัว และเมื่อมีข่าวว่า ชูชีพ-สยาม-กฤษณะ ถูกส่งตัวกลับมาไทยและยังเงียบหายอยู่จนปัจจุบัน ครอบครัวของชูชีพยังคงเงียบเสียง มีเพียงแม่ของสยามที่ตระเวนยื่นหนังสือ ส่วนกฤษณะนั้นไม่เป็นที่รู้จักและยากจะสืบค้นประวัติของเขา

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลฝากความหวังไว้กับลูกชายมาก เพราะลูกชายเท่านั้นที่จะได้สืบต่อการเป็นประธานบริษัท ตามกฎที่ตั้งไว้โดยคุณลุงกะเทย ตามธรรมเนียมเศรษฐีเก่า เค้ามันส่งลูกไปเรียนอังกฤษ คุณลุงพลเลยส่งน้องโอเลี้ยงไปโรงเรียนประจำที่อังกฤษ เย็นได้ติดตามไปดูแลด้วยค่ะ โอ้ย อย่าให้เม้าท์ ไปสร้างแต่ปัญหา คุณพลไม่มีเพื่อนคบ เรียนไม่เก่งด้านวิชาการ เนื่องจากไม่มีใครคบ เลยต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ตอนนั้นคุณโอเลี้ยงตัวอ้วนๆ ค่ะ เลยโดยเพื่อนล้อ แต่คุณโอเลี้ยงไม่ยอม ก็บูลลี่เพื่อนกลับโดยใช้ความรุนแรง นิสัยใช้ความรุนแรงแบบนี้ จึงติดด้วยมาถึงตอนโต ที่ไม่พอใจใคร ก็ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ…แม้ด้านวิชาการไม่เก่ง แต่วิชาที่เป็นเรื่องการใช้กายภาพและวินัย คุณโอเลี้ยงถนัดมาก และมักรับอาสาเป็นผู้คุม อีกเช่นกัน ไอ้ความรักการมีวินัยแบบนี้ ก็ติดตัวมาเช่นกัน เพราะเมื่อต่อมา คุณโอเลี้ยงได้เรียนวิชาทหาร ก็เอาวินัยแบบนี้ไปใช้ ตอนหลังๆ เย็นเห็นคุณโอเลี้ยงสั่งให้ลูกน้องทำท่ายกอกอึ๊บ เย็นยังขำแทนเลยค่ะ ประสาท…คุณโอเลี้ยงมีนิสัยประหลาด นอกจากจะไม่มีใครคบแล้ว ยังถูกพ่อแม่ตามใจ คือคุณโอเลี้ยงไม่ชอบทานอาหารน่าเบื่อของอังกฤษ อย่างเชฟเพิร์ดพายเนี่ยไม่เอาเลย อย่างซันเดย์โรสท์ก็ไม่เอา กินฟิซแอนด์ชิปส์พอได้ คุณพลเลยสั่งให้ผู้จัดการสาขาลอนดอน คอยเอาอาหารไทยไปส่งให้ที่โรงเรียนประจำ และคุณโอเลี้ยงก็เอาอาหารซ่อนไว้ใต้เตียง ดึกๆ ก็งัดออกมากิน ถึงได้อ้วนตุ้ยนุ้ยค่ะ…พอเรียนอังกฤษได้สักพัก คุณพลเห็นว่าลูกชายไม่ชอบ และอยากเรียนวิชาทหาร เนื่องจากไม่ชอบอังกฤษ เลยไม่ให้เรียนต่อที่นั่น จะย้ายไปเรียนอเมริกาก็ยังไงอยู่ เพื่อประเทศนั้นเป็นสาธารณรัฐ อาจจะไม่เหมาะกับประธานบริษัทในอนาคตอย่างคุณโอเลี้ยง เลยตัดสินใจส่งไปออสเตรเลียแทนค่ะ สาเหตุอาจมาจากการที่ออสเตรเลียอยู่ห่างไกลจากสงครามเย็นตอนนั้น คือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทายาทคนเดียวของครอบครัวด้วย และอีกส่วนหนึ่ง ก็ต้องการประสานสัมพันธไมตรีกับออสเตรเลีย เพราะยังถือว่าอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษอยู่….ในที่สุดได้ย้ายไปอยู่โรงเรียน King’s School แถวๆ Parramatta ที่ๆ มีคุกที่เคยขังลูกน้องคุณโอเลี้ยง มันชื่อตุ๋ยค่ะ มันถูกจับในข้อหาค้าแป้งมันเกินราคาตลาด จากนั้น เมื่อคุณโอเลี้ยงจบมัธยมปลาย ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนทหารที่ชื่อว่า Duntroon อยู่ที่เมืองหลวงแคนเบอร์ร่า ขณะเดียวกัน คุณโอเลี้ยงก็เรียนที่มหาวิทยาลัย New South Wales ด้วย จนจบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์…ในระหว่างที่ฝึกทหารอยู่นั้น คุณโอเลี้ยงรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย เป็นอิสระจากครอบครัว วันหยุดก็มักขับรถจากแคนเบอร์ร่าไปเที่ยวที่ซิดนีย์บ่อยๆ ไปมั่วกับผู้หญิงไทยที่นั่น จนคุณพลต้องเตือนหลายครั้ง กลับมาที่โรงเรียน Duntroon คุณโอเลี้ยงไม่ได้คิดว่ามันจะฝึกโหดแบบนั้น เพราะออสเตรเลียมันไม่ถือหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่คิดว่าเป็นลูกประธานบริษัท หมายถึงทุกคนต้องฝึกโหดเท่ากัน ทีนี้ โรงเรียนทหาร Duntroon แม้จะมีชื่อเสียงดี แต่ก็มีมุมมืดหลายอย่างที่เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวออสเตรเลีย อาทิ มีการใช้อำนาจแก่พลทหารไปในทางที่ผิด มีการล่วงละเมิดทางเพศ และมีการฝึกที่โหดร้ายป่าเถื่อน จากการที่เย็นมีโอกาสแอบไปที่ Duntroon ก็ได้ข้อมูลว่า แม้คุณโอเลี้ยงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจผิดๆ แบบนั้น แต่คุณโอเลี้ยงก็เห็นคนทำทารุณกรรมคนอื่นๆ จนเก็บมาเป็นภาพฝังใจ จนนำเอามาใช้กับลูกน้องตัวเอง เรื่องนี้แม้แต่นักวิชาการออสเตรเลียเองถึงกับเอ่ยปากบอกกับเย็นว่า ออสเตรเลียอาจต้องรับผิดชอบต่อความโหดร้ายป่าเถื่อนของคุณโอเลี้ยงในทุกวันนี้….ระหว่างที่อยู่ออสเตรเลีย สงครามเย็นเดินหน้าเต็มที่ คุณโอเลี้ยงมีโอกาสได้กลับไปไทย และได้ช่วยคุณพ่อพลและคุณแม่ปากแดง ในการเดินทางไปอีสาน เพื่อไปให้กำลังใจกับยามของเราในการต่อสู้กับยามของเวียดนาม ลาว และกัมพูชา คุณโอเลี้ยงชอบสงครามแบบนี้ ชอบใช้ปืน เอาจริงๆ วิชาทหารจึงถือว่าเหมาะกับคุณโอเลี้ยงมาก แต่การวางอนาคตลูกชายของคุณพลไม่ได้อยู่แค่เรื่องวิชาที่เรียน แต่รวมไปถึงอนาคตของการเป็นประธานบริษัทและครอบครัว (เมีย) ของคุณโอเลี้ยงด้วย…ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 คุณโอเลี้ยงได้รับการสถาปนาเป็นผู้สืบต่อมรดกคนต่อไปของบริษัท และในโอกาสนี้ ก็ได้จับคุณโอเลี้ยงคลุมถุงชน ให้แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องตัวเอง คือลูกสาวของพี่ชายคุณแม่ปากแดง นับตั้งแต่วันแรก คุณโอเลี้ยงก็รู้ว่าไม่ได้รักน้องถั่งเช่า (ชื่อเมีย) แต่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานด้วย เพราะคิดว่าเป็นผู้หญิงที่เหมาะสม ตอนหน้า เย็นจะมาเล่าเรื่องนี้ต่อ รวมถึงวีรกรรมของพี่บัวหลวงที่อเมริกาด้วยค่ะ…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณโอเลี้ยงไปที่ออสเตรเลียค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ศพที่ลอยขึ้นมาเหนือลำน้ำโขงนั้น ถือเป็นความป่าเถื่อนอย่างถึงที่สุดกับคนที่ทำร้ายผู้ลี้ภัยทั้งสามคน ที่โหดร้ายกว่านั้น ในกรณีของคุณสุรชัย แซ่ด่าน แม้แต่ศพก็ยังไม่คืนครอบครัวของเค้า มันทำให้การไว้ทุกข์ไม่มีวันจบสิ้น ในจุดนี้ ดิชั้นขอประนามของร้ายที่กระทำการอุกอาจได้ถึงเพียงนี้…อย่างที่เราทราบกัน สภาพศพที่ลอยเหนือน้ำนั้น ถูกห่อด้วยกระสอบสีน้ำตาล เมื่อเปิดห่อก็จะพบกับศพที่ถูกมัดมือ มัดเท้า ใบหน้าถูกตีจนเละ สภาพที่ถูกมัดอยู่ในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งยืน หรือเรียกว่าอยู๋ในท่าคุกเขาก็ได้ มือไผล่หลัง นอกจากนี้ ท้องถูกผ่า เอาไส้ออก แล้วเทปูนซีเมนต์ลงไป ก่อนที่จะมัดด้วยกระสอบและเอาตาข่ายมัดอีกทีเพื่อเอาไปถ่วงน้ำ เรื่องการสังหารแบบนี้มีผู้ให้ความเห็นในหลายทฤษฎี อาทิ การเอาซีเมนต์เทใส่ท้องนั้นก็เพื่อให้การถ่วงน้ำมันเป็นไปได้ง่ายขึ้น หรือเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับศพ แต่เอาจริงๆ แล้ว ท้องคนเราจะรับซีเมนต์ได้เท่าไหร่ ซึ่งเมื่อสภาพศพขึ้นอืดเต็มที่ ซีเมนต์ตรงนั้นก็เอาไม่อยู่ ดังนั้น มันเลยมีการวิเคราะห์กันว่า หรือคนร้ายจงใจให้ศพลอยขึ้นมาเพื่อข่มขู่ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ว่า หากไม่ยุติการพูดเรื่องเจ้า จุดจบต้องเป็นแบบนี้เช่นกัน แต่ส่วนตัวแล้ว ดิชั้นไม่ค่อยเชื่อทฤษฎีนี้เท่าใด เพราะในกรณีของเบียร์และโกตี๋ คนร้ายจงใจที่จะทำให้ศพสาบสูญ แล้วทำไมถึงอยากให้ศพทั้งสามลอยขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ขณะเดียวกัน หากไม่จงใจให้ศพลอยเหนือน้ำ ก็เท่ากับเป็นความผิดพลาดในเรื่องการอำพรางศพ อันนี้ก็ไม่น่าเชื่อถืออีก เพราะดิชั้นค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่ลงมือสังหารล้วนเป็นมืออาชีพ จะอยู่ในกองทัพหรือฝ่ายตำรวจก็ตาม ดังนั้น การปล่อยให้ศพปรากฏต่อสาธารณชน จึงยังเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น…หลังจากข่าวนี้ปรากฏต่อสาธารณะไม่นาน ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากนักการทูตประเทศยุโรปประเทศหนึ่ง ที่โทรศัพท์มาถามจากกระทรวงการต่างประเทศของเค้า เพื่อสอบถามความเห็นของดิชั้นเรื่องการตายของบุคคลทั้งสาม เอาจริงๆ ดิชั้นไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่ปรากฏในสื่อ จึงทำให้การสนทนาวันนั้น นักการทูตท่านนั้นไม่ได้อะไรมากไปจากดิชั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น นักการทูตคนนั้นต่างหากที่ให้ข้อมูลดิชั้นมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากงานทางด้าน intelligence (ข่าวกรอง) โดยบอกกับดิชั้นถึงขั้นตอนการสังหาร ดังนี้…เหยื่อทั้งสามถูกอุ้มจากบ้านพักในลาว จากนั้น ข้ามไปสังหารฝั่งไทย ในช่วงเวลาของการสังหาร เหยื่อทั้งสามถูกบังคับให้คุกเข่า มือไผล่หลัง ถูกมัดมือและเท้า ในเหตุการณ์ทั้งหมด มีการบันทึกภาพไว้ (จริงๆ มีการบันทึกภาพไว้ทั้งหมดในการสังหารเหยื่อแต่ละคน เพื่อนำไปให้วชิราลงกรณ์ดู อันเนื่องมาจากวชิราลงกรณ์ชอบดู และเพื่อเป็นการยืนยันว่าเหยื่อเสียชีวิตจริง) จากนั้น ให้เหยื่อแต่ละคนกล่าวคำขอโทษราชวงศ์ที่เคยล่วงเกินมาก่อน เมื่อมีการขอโทษแล้ว คนร้ายได้เดินไปด้านหลังของเหยื่อ แล้วใช้เชือกรัดคอจนขาดใจตาย วิธีการรัดคอก็เป็นวิธีที่ใช้กับเหยื่อรายอื่นๆ รวมถึงต้าร์ วันเฉลิมด้วย จนเสียชีวิตในท่านั่งคุกเข่าแบบนั้น จึงเป็นที่มาว่าทำไมเมื่อศพลอยเหนือน้ำ ก็อยู่ในท่าคุกเข่าแบบเดียวกัน นอกจากนี้ ก่อนถ่วงน้ำ ยังมีการเอาไม้ตีใบหน้าจนเละ ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการปกปิดรูปพรรณสัณฐานของเหยื่อ ให้จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร….นักการทูตฝรั่งท่านนั้นเล่าด้วยว่า การผ่าท้องยัดคอนกรีตอาจมีที่มาที่ลึกล้ำกว่านั้น กล่าวคือ อาจไม่เป็นเพียงแค่การต้องการถ่วงน้ำเท่านั้น มันมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าลืมว่าเจ้าไทย โดยเฉพาะวชิราลงกรณ์ เชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์ โชคลางอย่างมาก นักการทูตให้ความเห็นว่า การคว้านท้องออก เอาอวัยวะภายในออก มาจากความเชื่อที่ว่า เป็นการเอา identity ออกจากร่างกาย หมายความว่า เมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว จำร่างตัวเองไม่ได้ เพราะอวัยวะภายในไม่เหลือแล้ว เมื่อกลับสู่ร่างเดิมไม่ได้ ทำให้ต้องร่อนเร่ และไม่สามารถกลับมาชำระความแค้นได้อีก นี่บอกตรงๆ ดิชั้นไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่ไม่แปลกใจที่เจ้าไทย ผู้นำไทย เชื่อเรื่องพวกนี้อย่างงมงาม อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ผู้นำไทยหลายคนมักเดินทางไปขอให้หมอดูอีทีที่พม่าดูเรื่องไสยศาสตร์เรื่องพวกนี้อยู่มาก วชิราลงกรณ์เชื่อเรื่องแบบนี้แบบหัวปักหัวปำ….สุดท้าย ทำไมไม่คืนร่างสุรชัยให้ครอบครัว หลังจากที่ได้พบศพ ซึ่งตอนแรกไม่เป็นข่าวใหญ่ แต่พอผู้สื่อข่าวในท้องถิ่นกระพือข่าว ทำให้ทางการต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ในแง่การสอบสวนและการชันสูตรศพ โดยออกมายอมรับว่าสองศพแรกคือสหายของคุณสุรชัยจริง ส่วนนี้อาจเพื่อรอดูการตอบสนองจากสาธารณชนด้วย และก็เป็นอย่างที่คาด สังคมโกรธแค้น ที่ทำไมต้องทำกับผู้เห็นต่างขนาดนั้น จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วง ณ แยกราชประสงค์ ทั้งๆ ที่ในระหว่างนั้นมีการห้ามมิให้ชุมนุมใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนร้องขอความเป็นธรรมให้กับเหยื่อ จนในที่สุด ทางการตัดสินใจที่จะไม่เดินหน้าต่อใดๆ เรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า การคืนศพสุรชัยให้ครอบครัว จะยิ่งทำให้สร้างความโกรธมากขึ้น เลยคิดว่า การทำให้ศพหายไปเลยจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 5

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว ป กุ้งเผาเครียดแค้นใจที่ต้องพ่ายแพ้ต่ออีกลุ่มประธานบริษัท จนต้องถูกถีบออกมา จึงได้ขอให้คนใกล้ชิดติดต่อปรีดา เพื่อนที่ทั้งรักและเกลียด เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้งในการล้มอีประธาน โดยมองว่า วิธีเดียวที่จะล้มได้ก็คือ การต้องขุดเรื่องการตายของคุณนนท์กลับคืนมา ในเบื้องต้น ปรีดาเห็นดีด้วย แต่ได้บอกว่า ขอให้ ป กุ้งเผาเดินหน้าไปก่อน และตัวเองจะตามไป ทั้งคู่เตรียมตัวที่จะกลับเมืองไทย

…กลับมาที่กรุงเทพ ดิชั้นยังเป็นคนใช้บ้านคุณพลอยู่ ค่ำวันหนึ่ง คุณพลเรียกที่ปรึกษามาคุย เพราะรู้ว่า ป กุ้งเผาอาจจะกลับมารื้อฟื้นเรื่องคดีคุณนนท์ จึงต้องวางแผนทั้งรุกและรับ ในด้านแผนรุกนั้น ได้มีการติดต่อไปยังบริษัทอเมริกันที่อยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ ตอนนั้น อเมริกามีอิทธิพลมาก และได้ร่วมมือกับบริษัทของคุณพลในการต่อสู้กับบริษัทของเวียดนาม กัมพูชา และลาว เมื่อคุณพลบอกว่า ป กุ้งเผากำลังคิดไม่ดีกับบริษัท ไอ้กันก็ยินดีช่วยทันที เพราะผลประโยชน์ของอเมริกาอยู่ในตัวลุงพล การที่ ป กุ้งเผาหนีไปญี่ปุ่นนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะญี่ปุ่นคือพันธมิตรของอเมริกา หลังจากที่อเมริกาเอาปรมาณูไปทิ้งที่บริษัทญี่ปุ่น 2 แห่งที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จนทำให้ประธานของญี่ปุ่นต้องแพ้ราบคาบ จากนั้น ญี่ปุ่นก็อยู่ในอาณัติอเมริกา ที่เย็นได้ยินแต่ไม่ถนัดนั้น คือคุณพลขอให้อเมริกาจัดการ ป กุ้งเผา เพื่อไม่ให้กลับมาไทยได้ แต่ด้วยวิธีใด ตอนนั้นดิชั้นยังไม่ทราบ

…ใน่อีกส่วนหนึ่ง คุณพลขอให้จ้างนักเขียนชาวอังกฤษ แต่งนิยายขึ้นหนึ่งเล่ม ให้ชื่อว่า กงจักรดอกบัว (รูปที่แนบมานี้) เพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่า คุณนนท์ฆ่าตัวตาย เพราะความรักไม่สมหวัง คือคุณนนท์มีแฟนเป็นชาวสวิส ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ไม่สามารถแต่งงานกันได้ แต่ทฤษฎีฆ่าตัวตายนั้นมันอ่อน อย่างไรก็ตาม การสั่งให้เขียนหนังสือเล่มนี้ ที่ออกวางจำหน่ายในปี 1964 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ป กุ้งเผาตาย แสดงว่า จนเวลาล่วงเลยมาถึง 18 ปี หลังจากที่คุณนนท์เสียชีวิต คุณพลยังไม่อาจนอนหลับตาสนิทได้ เพราะกลัวเรื่องที่ตัวเองเป็นคนฆ่าพี่ชาย จะกลับมาหลอกหลอนอีก

…เช้าวันนั้น วันที่ 11 มิถุนายน ปี 1964 ป กุ้งเผายังมีสุขภาพดีทุกอย่าง กินข้าวได้ ออกกำลังกาย ไปจ่ายตลาดได้ บ้านคุณ ป กุ้งเผาอยู่เมือง Sagamihara ชานเมืองโตเกียว เย็นเคยได้แวะไปหาข้อมูล และได้มีโอกาสไปคุยกับเพื่อนบ้านคุณ ป กุ้งเผา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างคนบอกว่า ป กุ้งเผาเป็นคนมีมิตรไมตรีดี และเช้าวันที่เสียชีวิตก็ยังสุขภาพดีอยู่เลย จากนั้น ดิชั้นสังเกตว่า จากบ้านคุณ ป กุ้งเผา เดินไปไม่ถึง 10 นาที ก็เป็นฐานทัพบริษัทอเมริกัน จึงผูกเรื่องได้ว่า การให้ ป กุ้งเผาไปอยู่ที่นั่น ก็เพื่อให้อยู่ในสายตาของบริษัทอเมริกัน ดังนั้น ข่าวที่ว่า ป กุ้งเผาจะร่วมมือกับปรีดา ในการขุดคุ้ยคดีคุณนนท์ก็อาจจะมาจากตรงนี้

…ตอนเย็น คุณ ป กุ้งเผาทานอาหารปกติ เป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นหมูทอด ทานเสร็จไม่นาน เวลา 2 ทุ่มกว่าๆ คุณ ป กุ้งเผาเสียชีวิตกระทันหัน คาดว่าน่าจะมาจากการถูกลอบวางยาพิษ ซึ่งเย็นคอนเฟิร์มได้ว่า บ้านคุณพลเก่งเรื่องการวางยาพิษ เพราะหลายปีต่อจากนั้น ชู้ของป้าปากแดงก็ตายด้วยยาพิษเหมือนกัน บรื๊อออ เมื่อคุณ ป กุ้งเผาตาย ทำให้คุณปรีดายกเลิกแผนการกลับไทย และล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์ แต่ได้ทิ้งจดหมายลึกลับให้เปิดได้ในปี 2024 เย็นอยากรู้จังว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณพลหรือไม่

….กลับมาไทยอีกครั้ง ตอนนี้ ทางสู่อำนาจของคุณพลโล่งแจ้ง ไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัวอีกแล้ว ตอนนี้ ยอมทั้งหลายก็เค้ามาเป็นพันธมิตรกับคุณพล แถมยังได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาด้วย จากนี้ คุณพลเดินทางสานสัมพันธ์กับยามต่อ เพราะมันสำคัญต่อความมั่นคงทางอำนาจของคุณพล ขณะเดียวกัน ก็เริ่มการเดินทางเยือนลูกจ้างตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นฐานเสียง ที่ใครบอกว่าไอ้ผู้จัดการหน้าเหลี่ยมมันใช้นโยบายประชานิยมซื้อลูกจ้างจริงๆ แล้ว ลุงพลทำมาก่อนทั้งสิ้น

….ในช่วงนี้ ลุงพลกับเมียจึงเริ่มเดินทางหาเสียงในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับอเมริกาทั้งสิ้น โดยไปเยือนบริษัทเวียดนามใต้เป็นแห่งแรกในปี 1959 ในปีต่อมาก็ไปหลายแห่ง อินโนนีเซีย พม่า เยอรมันตะวัตกและหลายประเทศในยุโรป รวมถึงอังกฤษที่ก่อนหน้านี้ ประธานคนเก่าไม่ต้อนรับคุณพล เพราะเชื่อว่าคุณพลคือฆาตกรฆ่าพี่ชาย แต่ทริปที่สำคัญที่สุดคือไปอเมริกา ที่ได้รับการต้อนรับดังดาราฮอลลีวู้ด ได้ไปพบเอลวิส เพรสลีย์ จนอเมริกันชนปลื้มในคู่ผัวเมีย เย็นติดตามคณะไปด้วย ต้องยอมรับว่า การต้อนรับโอ่อ่าจริงๆ

…การเดินทางต่างประเทศมีไปถึงปี 1967 ซึ่งคุณพลกลับไปอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หยุดการเดินทางจนกระทั่งปี 1994 ที่ไปลาวเพื่อไปเปิดสะพานข้ามแม่น้ำของสองบริษัท การไม่เดินทางต่างประเทศอีก เพราะคุณพลต้องการทุ่มเทให้กับการสร้างอำนาจในบริษัทอย่างเต็มที่ ในทศวรรษที่ 1960 นี้ ลูกๆ ของคุณพลเริ่มโตแล้ว คุณพลส่งลูกชายคนเดียว ในบ้านเรียกกันว่า น้องโอเลี้ยง ไปเรียนที่อังกฤษในปี 1966 ก็ไปก่อความวุ่นวายที่นั่น จนในที่สุดต้องส่งไปเรียนที่สุดขอบโลกที่ประเทศจิงโจ้ ส่วนลูกสาวคนโต บัวหลวง ก็ไปเรียนที่อเมริกา ก็ดันไปมีผัวฝรั่งให้พ่อช้ำใจ ตอนหน้า เย็นจะกลับมาเล่าความปวดหัวของลูกๆ คุณพลค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ”สหายภูชนะ”
ไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง”สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เกิดวันที่ 24 ธันวาคม พ. ศ. 2485 ที่ตำบลท่าพระยาอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก่อนจะเข้าสู่แวดวงการเมือง มีอาชีพซ่อมวิทยุและโทรทัศน์มาก่อน ต่อมา สุรชัยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเมือง หลังช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม จากการเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เคลื่อนไหวแบบยุทธวิธีกองโจรในป่า จากนั้น สุรชัยได้เข้าร่วมการเมืองในระบบรัฐสภา ด้วยการเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ จากการชักชวนของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้สมัครพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง นอกจากนี้ สุรชัย ได้เคยเข้าร่วมชุมนุมขับไล่ คมช. ที่สนามหลวง และต่อมาได้แยกตัวออกมาจัดตั้งกลุ่มแดงสยามร่วมกับจักรภพ เพ็ญแข โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่ม นปช. อีกต่อไป…ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 สุรชัย ถูกตำรวจจับตามหมายศาลอาญาเลขที่ 27/2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากปราศัยบริเวณท้องสนามหลวง ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุก 7 ปี 6 เดือน หลังปล่อยตัวออกจากเรือนจำ สุรชัยก็เคลื่อนไหวทางการเมืองน้อยลง มีเพียงการนำสิ่งของ สัญลักษณ์ การต่อสู้ทางการเมือง เช่น หมวก เสื้อยึด ไปจำหน่ายตามที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สุรชัย ก็ตัดสินใจลี้ภัยการเมืองไปยังประเทศลาว จนศาลทหารได้ออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.….ผ่านมาจนถึงปี 2561 สุรชัยและผู้ติดตามรวมสามคนหายตัวจากที่พักในลาวในวันที่ 12 ธันวาคม ข่าวความคืบหน้า มีเพียงการพบศพสองศพที่ริมแม่น้ำโขง จากการตรวจดีเอ็นเอ ผลออกมาตรงกับ ‘สหายกาสะลอง’ และ ‘สหายภูชนะ’ สองผู้ติดตามที่หายตัวไปพร้อมกับสุรชัย ย้อนหลังกลับไปในวันที่ 12 ธ.ค. วันนั้น ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นวันที่สุรชัย จะได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วันถัดมา เพื่อนผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งอยู่ในลาวจะเดินทางไปหาเขาที่บ้านพัก และพบว่าสุรชัย พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนคือไม่อยู่ที่บ้าน กระทั่ง 10 วันให้หลัง เพื่อนผู้ลี้ภัยอีกคนได้เดินทางไปหาพวกเขาที่บ้านพักอีกครั้ง ก็ได้สังเกตพบว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้านเช่นเดิม นอกจากนี้ยังพบว่า บ้านพักไม่ได้ล็อคกุญแจ ส่วนรถตู้ที่เคยใช้งานประจำก็ยังจอดอยู่ และเครื่องใช้ส่วนตัวก็ไม่ได้หายไป พบแต่เบาะแสของการดื่มกิน คือมีเบียร์ที่เปิดไว้หลายขวด และอาหารที่ยังเหลือบนโต๊ะ คาดว่า การอุ้มหายอาจจะมาจากนกต่อ เช่นเดียวกับในกรณีของเบียร์ หรือดีเจซุนโฮ….ไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ในช่วงที่สุรชัยและผู้ติดตามหายตัวไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเดินทางไปเยือนนครเวียงจันทร์ของประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่รู้กันในหมู่ผู้ลี้ภัยว่า ช่วงเวลานี้จะต้องหลบจากที่อยู่เดิมสักพักหนึ่งก่อน ทว่าสุรชัยเลือกที่จะไม่หลบไปไหน และเลือกที่จะอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปไหน….ข่าวคราวของสุรชัยและผู้ติดตามทั้งสองคน เงียบหายไปเกือบครึ่งเดือน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม และสื่อหลักอย่างข่าวสด และสำนักข่าวไทย เผยแพร่ข่าวการก่ออาชญากรรมโหด ฆ่าผ่าท้องควักไส้ออก และนำแท่งปูนยัดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำไปทิ้งถ่วงลงแม่น้ำโขง สภาพศพถูกมัดแขนและขา รัดคอ ถูกทุบจนใบหน้าเละ เนื้อหาในข่าวช่วงนั้นระบุว่ามีการพบศพทั้งหมด 3 ครั้ง การรายงานข่าววันแรกคือวันที่ 26 ธ.ค. ที่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน แต่กลับมีข่าวต่อมาว่า ศพดังกล่าวได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำแม้จะมีเชือกขนาดใหญ่ผูกที่ศพ ถัดมาอีกวัน 27 ธ.ค. มีการพบศพที่หน้าวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม และวันที่ 29 ธ.ค. ที่ บ้านท่าสำราญ ต.อาจสามารถ มีการพบศพอีก 2 ศพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ศพที่พบในสองวันหลังเป็นหนึ่งในศพที่ถูกอ้างว่าหลุดลอยไปกลับกระแสน้ำ กระทั่งวันที่ 21 ม.ค. 2562 ผลการพิจสูจน์ DNA ได้ยืนยันชัดเจนว่า ศพทั้งสองที่ถูกพบนั้นคือสหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ขณะที่สุรชัย ยังไม่ใครพบว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว และหากเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่มีใครพบว่าศพของเขาอยู่ที่ใด….การเคลื่อนไหวทางการเมืองของสุรชัย ในช่วงที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศลาวนั้น เขาได้จัดรายการวิทยุลงใน You Tube หรือที่เรียกในหมู่ผู้ฟังว่า “วิทยุใต้ดิน” นำเสนอเนื้อหาที่พิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย รัฐบาลเผด็จการ และสถาบันกษัตริย์ กระนั้นก็ตามต้องบอกก่อนว่าในกลุ่มผู้ลี้ภัยเองแม้จะมีจุดร่วมกันที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมือง แต่กรอบมุมมองต่อสถานการณ์ และแนวทางการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ทางการเมืองจากนอกประเทศก็แตกต่างกันไป และการเคลื่อนไหวของสุรชัยเองก็เป็นคนละส่วนกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่ม “สหพันธรัฐไท”….มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การหายตัวไปของสุรชัย และการพบศพผู้ติดตามทั้งสองคนซึ่งลอยมาติดตลิ่งแม่น้ำโขงนั้น อาจมีเป็นผลจากปฏิกิริยาโต้กลับจากเหตุการณ์ที่กลุ่มสหพันธรัฐไท ได้เชิญชวนให้คนที่ติดตามวิทยุของกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวโดยใส่ชุดดำ และติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่มซึ่งมีลักษณะคล้ายธงชาติไทย แต่เป็นธงที่มีเพียงสีขาวและสีแดง ไม่มีสีน้ำเงิน ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร เช่นบริเวณสกายวอล์คเชื่อมห้างมาบุญครอง และต่างจังหวัด จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่ถูกจำกุมดำเนินคดีไปหลายราย….ทางด้านป้าน้อย หรือปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สุรชัยเสียชีวิตแล้วจริงๆ โดยศพ 1 ใน 3 ที่พบเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.61 ที่ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมนั้น เป็นศพของสุรชัย เพราะดูจากสภาพศพและขาขวาที่งอเพราะเคยโดนรถชน อีกทั้งเป็นศพที่หายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปพิสูจน์พลิกศพ จึงเหลืออยู่แค่ 2 ศพ จึงเชื่อว่า เป็นการทำลายหลักฐาน และน่าจะมีการนำศพไปฝังไว้ในที่ใดที่หนึ่ง คงไม่ใช่นำไปเผาเพราะศพเปียกทำลายยาก มีการสันนิษฐานว่าสุรชัย และพวกอีก 2 คน อาจจะถูกนำตัวออกมาจากฝั่งลาวแล้วนำตัวมาสังหารอย่างโหดเหี้ยมในฝั่งไทย เพราะหากสังหารในฝั่งลาวแล้วโยนศพลงแม่น้ำโขง ศพคงไม่ลอยมาไกลถึงฝั่งไทยและลอยขึ้นในสถานที่ที่ใกล้เคียงกันแบบนี้…. สุรชัยเคยบอกว่า หากตัวเองเสียชีวิตแต่ไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ขออย่าเพิ่งเผาศพ แต่ให้แห่ไปทุกจังหวัด มาวันนี้ ศพที่จะแห่ยังไม่มีให้เห็น…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องการสังหารคนทั้งสาม ที่มีวิชาไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวพันด้วย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น