หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

นางปอร์เช่ถูกถีบออกไปในที่สุด จากนั้นนางก็พาลูกน้อยหอยสังข์ทั้ง 4 ไปตั้งรกรากที่ฟอร์ริด้า และถูกตัดขาดจากเมืองไทย ในสายตาของอีแม่ผัว อีปอร์เช่คือตัวร้ายที่สุด และยิ่งมารู้ว่า มันขโมยสร้อยมุกและบลูไดมอนด์ไปด้วย ยิ่งโกรธ ด้วยความโกรธนี้ นางเลยไฟเขียวลูกชายให้แต่งานกับอีอ๊อด นักร้องวิลล่าคาเฟ่ พอเต็มปุ๊ป อ๊อดก็ขอให้ผัวไปแก้หมัน เพราะปอร์เช่มันสั่งให้ผัวไปทำหมันก่อนหน้านี้ พอแก้ปุ๊ป ก็มีลูกปั๊ปทันที…..ด้านน้องถั่ว ช่วงแรกชีวิตคู่กับชาญชัยไปกันด้วยดี ทั้งคู่เป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาโลตัส และไปทำบุญบ่อย โดยที่ไม่รู้ว่า การที่สองคนไปและนำพุทธศาสนิกชนไปร่วมทำบุญได้มากขึ้น จะเป็นช่องทางให้วัดยักยอก และมีการเก็บส่วยที่ยักยอกในรูปของทองคำ นังถั่วมารู้เอาตอนหลังเลยแก้เกมคืนโดยการยึดทองทั้งหมด หลังจากที่ท่านมหาโลตัสตายห่า…ทางด้านการเมือง ตอนแรกๆ ผ่านไปได้สวย เพราะคุณพลยังรักษาอำนาจไว้ได้ และแม้ได้รับผลกระทบจากต้มยำกุ้ง แต่ก็รอดพ้นเพราะเอาภาษีของลูกจ้างมาประกันสำนักงานทรัพย์สินส่วนประธานคือ การมาเป็นผู้จัดการใหม่ของหน้าเหลี่ยมนั้นก็ดูไม่มีพิษมีภัย เพราะพี่เหลี่ยมเค้าอวยคุณพลทุกวัน แต่ทีนี้ พี่เหลี่ยมก็ต้องการสร้างความนิยมเหมือนกัน โดยต้องการเอาชนะใจลูกจ้างในต่างจังหวัด วิธีก็คือ เอาพวกเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ที่ตัวเองค้าขายอยู่ ขนไปแจกอีพวกลูกจ้าง จนกลายเป็นนโยบายประชานิยม เป็นที่ถูกอกถูกใจลูกจ้างมาก ตรงนี้แหละที่คุณพลเริ่มเห็นว่าคุณเหลี่ยมเป็นคู่แข่งคนสำคัญ…การที่หน้าเหลี่ยมได้รับความนิยมแบบนั้น ทำให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สอง ได้กลับมาเป็นผู้จัดการอีกรอบ อันนี้ ยิ่งทำให้คุณพลโกรธ มันมีการเสนอข่าวคุณเหลี่ยมไปเยี่ยมลูกจ้างในเขตธุรกันดาน แล้วลูกจ้างนั่งกับพื้น โบกธงชาติไทย โอ๊ย ดิชั้นอยู่กับคุณพลตอนนั้น คุณพลร้องกรี๊ดเลยค่ะ แล้วอุทาน “ไอ้ฉิบหาย มากเกินไปแล้วมึง” เย็นรู้ทันทีว่า จากนี้ไปจะต้องเกิดสงครามใหญ่ระหว่างคุณพลและคุณเหลี่ยม แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง…คว่ำวันนั้น หน้าร้อน ปี 2005 คุณนายปากแดงเรียกเย็นเข้าไปในห้อง บอกให้เย็นโทรเรียกไอ้เจ๊กจิ๊กโก๋ มันชื่อไอ้จิ้มลิ้ม บอกว่า คุณนายจะเลี้ยงข้าวมัน เพื่อให้มันทำงานให้ชิ้นนึง แล้วสั่งเย็นว่า ให้เตรียมเบียร์เย็นๆ ไว้ลังหนึ่งไว้รับไอ้จิ้มลิ้ม เสียดาย วันที่เค้ากินข้าวกันสองต่อสอง เย็นได้ไม่รับอนุญาตให้เค้าไปด้วย มาถูกเรียกอีกทีก็ตอนงานเลี้ยงจบแล้ว โอ้ย ห้องรับแขกเละเทะ เบียร์หกเต็มพื้น คุณนายปากแดงตัวเปียกไปทั้งตัว เย็นถามว่าเกิดอะไรขึ้น นางไม่ตอบ…รู้แต่ว่า หลังจากวันนั้น ไอ้จิ้มลิ้มมันเริ่มจัดตั้งชบวนการเพื่อล้มไอ้เหลี่ยม มันได้ผ้าพันคอสีฟ้า ซึ่งเป็นสีโปรดของป้าแดง เอาไปผูกที่คอ แล้วจากนั้น มันก็เริ่มจัดการประท้วงคุณเหลี่ยม ปิดเมือง โดยมันขออนุญาตคุณป้าแดงให้ใช้สัญลักษณ์สีเหลืองและรูปภาพของคุณป้าและคุณพลเพื่อไปใช้ในการประท้วงไล่คุณเหลี่ยม นอกจากนี้ ยังใช้มือของดารานักร้องที่คลั่งคุณพล ออกมาเป็นกำลังสำคัญในการขับไล่ครั้งนี้ด้วย สาเหตุของการขับไล่มี 2 ประการ คือการกล่าวหาว่าคุณเหลี่ยมคอร์รัปชั่น และการกระด้างกระเดื่องกับคุณพล….ในที่สุด วันที่ 19 กันยายาม 2006 ไอ้จิ้มลิ้มก็ทำสำเร็จ สร้างสถานการณ์ให้มีการยึดอำนาจ ทางด้านเมียปากแดงก็ร่วมมือกับผู้ประท้วง ทางด้านผัว คือคุณพล ก็ร่วมมือกับยาม ทำการยึดอำนาจ โดยในค่ำวันนั้น นางเปรมิกาเรียกหัวหน้ายาม มันชื่อไอ้บัง มาพบที่บ้านคุณพลเพื่อแจ้งเรื่องการยึดอำนาจ และคุณพลก็เซ็นลงนามในคำสั่งยึดอำนาจ เราจึงเห็นต่อมาที่ยามทั้งหลายออกมาประกาศการยึดอำนาจทางโทรทัศน์ ที่มีรูปผัวเมีย พลและปากแดงอยู่ด้านหลังของคณะยึดอำนาจด้วย แล้วทีนี้ คุณพลจะตอแหลต่อไปได้อย่างไรว่าไม่รู้เห็นกับการยึดอำนาจ….แต่เรื่องไม่จบเท่านี้ เพราะไอ้เหลี่ยม มันฆ่าไม่ตาย จะทำร้ายมันก็ครั้งก็รอด จนทำให้คุณพลปวดหัว การเอาผู้จัดการคนใหม่ขึ้นมา มันชื่อเที่ยง ชื่อมันมาจากการที่มันขโมยเขายายเที่ยงทั้งลูกไปเป็นของมัน คือไอ้เที่ยงมันมาเป็นผู้จัดการระยะสั้นๆ ก่อนที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้ง ตอนนั้น ไอ้เหลี่ยมมันหนีไปต่างประเทศแล้ว แต่ก็ส่งคุณสมาน เชฟฝีมือดีแต่ปากหมา มาเป็นนอมินีทางการเมือง เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ พร้อมเรื่องของคุณโอเลี้ยง แต่การเลิกลาของน้องถั่วกับผัว จนทำให้หลวงตามหาโลตัสตายห่า…ปล: รูปตอนที่เย็นถูกรับเชิญไปเป็นวิทยากรแฉคุณพลเรื่องยึดอำนาจค่ะ

หมวดหมู่
ทักษิณ

#ทักษิณ ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากที่ทักษิณชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 แบบถล่มทลายในปี 2005 ยิ่งทำให้ฝ่ายเจ้ากังวลใจว่า ทักษิณจะเป็น “สุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่อง” โดยการชนะเลือกตั้งครั้งที่สองมันบอกอะไรหลายอย่าง อย่างแรก มันทำให้ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่สามารถอยู่ครบเทอม 4 ปี พระเจ้าช่วย ก่อนหน้านี้คือมีอันต้องเป็นไป ส่วนใหญ่ก็โดนทำรัฐประหาร ประการที่ 2 มันทำให้รู้ว่า ความนิยมในตัวทักษิณมันสูงมาก เป็นที่รักของชาวบ้านในต่างจังหวัด ตอนนั้นยังไม่มีเสื้อแดงนะ แต่คนพวกนั้นรู้ว่า เมื่อเลือกทักษิณแล้ว ตัวเองจะได้อะไรจากรัฐบาลทักษิณ มันไปลดการซื้อเสียง เพราะสิ่งที่เค้าได้มันมากกว่าเงินที่นักการเมืองเคยแจก มันยั่งยืน และนี่แหละที่ทำให้ทักษิณชนะใจชาวบ้าน…ขณะเดียวกัน ทักษิณก็เล่นเกมนี้เก่ง ในปี 2003 หลังจากเข้ามาเป็นรัฐบาลได้แค่ 2 ปี ทักษิณสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจนกลับมาอยู่เกือบในสภาพเดิมก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้ไทยสามาถใช้หนี้คืนแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ได้ก่อนเวลา ทักษิณเลือกจังหวะได้เหมาะสมในการคืนเงินกู้ จัดงานใหญ่เพื่อ “ประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจ” จาก IMF โดยการขึ้นไปบนโพเดี้ยม และโบกธงไทย อันนี้มันใช้ความชาตินิยมมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง มีกี่ครั้งที่ไทยประกาศอิสรภาพจากการครอบครองของคนอื่น เราคิดถึงพระนเรศวร พระเจ้าตาก แล้วมาถึงทักษิณ… ภูมิพลเริ่มไม่พอใจที่ทักษิณเอาความนิยมของตัวเองไปจากประชาชน…แต่ทักษิณเองก็ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องหรือไร้ราคี ตลอดเวลาที่ทักษิณอยู่ในอำนาจ ก็มีความผิดพลาดในนโยบายหลายอย่าง จนกลายมาเป็นข้ออ้างให้ศัตรูหยิบยกมาโจมตี ตั้งแต่การใช้โนบายภาคใต้ที่รุนแรง จริงอยู่แม้กองทัพจะเป็นผู้ใช้ความรุนแรง แต่ทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่กรือแซะและตากใบ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่ให้ความชอบธรรมต่อการวิสามัญฆาตกรรมจนนำไปสู่ผู้เสียชีวิตหลายพันคน รวมไปถึงการใช้นโยบายรัฐเอื้อต่อธุรกิจของตัวเองและครอบครัว และการใช้อำนาจรับปิดปากสื่อและฝ่ายค้าน…เมื่อรู้ว่าทักษิณได้ใจคนต่างจังหวัดมาก คนสามารถชนะการเลือกตั้งครั้งที่สอง ทำให้กลุ่มรอยัลสิต์ที่มีฐานอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางกรุงเทพ นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เริ่มออกมาต่อต้านทักษิณ สาเหตุรองมาจากการที่ทักษิณเป็นคู่แข่งสถาบันกษัตริย์ แต่สาเหตุหลักเป็นการผิดใจกันที่มีเหตุผลมาจากเรื่องส่วนตัว และขบวนการนี้ได้เริ่มในปี 2005 โดยมีการนำสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์มาให้ความชอบธรรมต่อการล้มล้างทักษิณ อาทิ การใช้สีเหลืองมาเป็นเสื้อ จนนำไปสู่กำเนิดของขบวนการเสื้อเหลือง และการทำแบนเนอร์ต่างๆ ที่มรข้อความอาทิ “รักในหลวง ร่วมขับไล่ทักษิณ” เป็นการเอาสถาบันมาชนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงการใช้รูปภูมิพลและสิริกิติ์ในขบวนการล้มล้างทักษิณด้วย….แต่ถึงจุดนั้น แม้ทักษิณจะกลายเป็นศัตรูโดยปริยาย ทักษิณก็ไม่เคยเปลี่ยนความคิดเรื่องการคืนดีกับเจ้า สังเกตุได้จากการจัดงานครอบรอบการขึ้นครองราชย์ 60 ปี ในปี 2006 ก่อนรัฐประหารไม่นาน ซึ่งช่วงนั้นทักษิณกำลังอยู่ในมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก ก้ได้แต่หวังว่าการจัดงานใหญ่เพื่อเจ้าจะข่วยลดความตึงเครียดทางการเมืองได้ งานนั้นใหญ่จริงๆ มีโมนากี้ในโลกที่มาเองหรือส่งตัวแทนมาทั้งหมด ยกเว้นซาอุ (เพราะปัญหาเพชร) และเนปาล (เพราะสถาบันกษัตริย์กำลังจะถูกโค่นล้ม) ถือว่าเป็นงานใหญ่จริงๆ แต่แล้วก็เกิดเรื่อง….เมื่อตอนจบงาน เมื่อมีการส่งแขกกลับ ถึงตอนอำลาสุลต่านบรูไนโบลเกียห์ ซึ่งเป็นสหายสนิทกับทักษิณ สุลต่านพูดต่อหน้าภูมิพล (ตรงนั้นมีภูมิพล โบลเกียห์ ทักษิณ และเปรม) พูดกล่าวชื่นชมว่างานอลังการมาก และบอกว่า เนี่ย เป็นเพราะทักษิณที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้นได้ คือประมาณว่าอยากชมทักษิณต่อหน้าภูมิพล และกลับถูกตีความว่า ไม่ใช่เพราะบารมีภูมิพล แต่กลับเป็นความสามารถของทักษิณต่างหากที่ทำให้งานสำเร็จ ตรงนี้แหละที่ทำให้ทั้งภูมิพลและเปรมไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของทักษิณ… แต่ก่อนหน้างาน มันก็มีเรื่องที่ทำให้สถานะทักษิณต้องสั่นคลอน นั่นคือการขาดหุ้นชินคอร์ปให้เตมาเซ็กของสิงคโปร์โดนมิได้ชำระภาษีตามที่ฝ่ายค้ายอ้าง มันเป็นประเด็นที่หนักพอที่จะเพิ่มความรุนแรงให้กับการประท้วง ที่รวมไปถึงการประท้วงสิงคโปร์ด้วย มีการเผาสัญลักษณ์ของสิงคโปร์หน้าสถานทูตสิงคโปร์ในไทย ตรงนั้นเอง ที่ฝ่ายต่อต้านออกมาพูดเรื่องการคอร์รัปชั่นของทักษิณ แม้ว่าในความเป็นจริง มันจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางอำนาจ ที่ฝ่ายเจ้าแพ้ทักษิณในเกม แต่ใช้วิธีนอกเกมในการกำจัดทักษิณ นั่นคือรัฐประหาร…. เดี๋ยวมาต่อค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากพีคของคุณพลเมื่อเกิดพฤษภาทมิฬ ครอบครัวคุณพลต้องประสบปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งยามเองที่ต้องลดบทบาท เพราะดันไปสังหารชนชั้นกลางที่ออกมาชุมนุม รวมถึงการเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยพังย่อยยับ อย่าลืมว่า คุณพลเป็นประธานที่รวยที่สุดในโลก และสำนักงานทรัพย์สินส่วนประธานก็เป็นบริษัทที่รวยที่สุดในประเทศ ดังนั้น จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องเอาเงินออกมาช่วยบริษัทของคุณพล และชาวบ้านตาดำๆ ก็ไม่รู้เรื่องว่า เงินภาษีของตัวเองเอาไปค้ำจุนบริษัทส่วนตัวของท่านประธาน….วิกฤตต้มยำกุ้งยังไม่หนักใจ ลูกชายคนเดียว คุณโอเลี้ยงก่อเรื่องใหญ่ เพราะไปติดนักร้องค้าเฟ่ อีอ๊อด จนนำไปสู่การเลิกลากับปอร์เช่ แม้ว่าจะมีลูกด้วยกันถึง 5 คนก็ตาม โดยความเบื่อหน่ายมันเป็นเหตุผลหลัก แม้ว่าปอร์เช่จะพยายามหาผู้หญิงมาให้ผัวกินถึงบ้าน ส่วนใหญ่เป็นดารารุ่นน้องทั้งนั้น บางคนถึงขนาดถูกเอามาขังในบ้านถึงเดือนหนึ่งเพื่อสำเร็จความใคร่ของผัว เมื่อมีนายตำรวจคนหนึ่งเอาอีอ๊อดมาเสนอ คุณโอเลี้ยงก็รับไว้ สมัยนั้นก็มีฮาเร็มแล้ว และปอร์เช่นี่แหละที่เป็นคนดูแลฮาเร็ม แต่อ๊อดมันเก่ง เอาใจโอเลี้ยงได้ดี จนทำให้โอเลี้ยงพยายามถีบปอร์เช่ออกไป โดยการใส่ร้ายว่า ค้ายาเสพติด ส่วนเรื่องที่ปอร์เช่มีชู้กับยามแก่นั้น เป็นเรื่องจริง จึงกลายมาเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมในการถึงปอร์เช่ออกไป….วิธีก็ป่าเถื่อน เอาเสื้อผ้าปอร์เช่มาเผาหน้าบ้าน ส่งแฟ็กซ์ไปสถานที่ราชการ เพื่อประนามปอร์เช่ ทีนี้เมื่อรู้ตัวว่าต้องหนี อีปอร์เช่ก็ร้าย ขนเครื่องเพชรของอีแม่ผัวปากแดงไปด้วย หนึ่งในนั้นมีเพชรสีน้ำเงินที่น่าจะมาจากซาอุ เพื่อเอาไปขายไว้เลี้ยงลูกและตัวเอง ก่อนหน้าที่จะหนีไป อีปอร์เช่ถูกคุณป้าปากแดงเรียกไปด่าสาดเสียเทเสีย ว่าเป็นตัวกาลกิณี ทำให้ครอบครัวของนางต้องพัง แถมยังด่าลามไปถึงลูกๆ ผู้ชายอีก 4 คนด้วย ในที่สุดก็หนีไปอังกฤษ แต่ด้วยความที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของพ่อที่ดี คุณโอเลี้ยงเลยแอบย่องไปอังกฤษ เพื่อไปลักลูกสาวคนสุดท้องมา ชื่อน้องกบ ดิชั้นตามคุณโอเลี้ยงไปอังกฤษด้วย และเป็นคนจูงน้องกบกลับมาไทยค่ะ จากนั้น ก็ถึงคิวของอีอ๊อดที่ได้ยกขึ้นเป็นเมียหลวง….ในขณะเดียวกับ ชีวิตน้องถั่วก็ถึงจุดเปลี่ยนผ่าน พอเลิกกับผัว ก็หันไปคว้าหมอมาเป็นผัวคนใหม่ เค้าไปเจอกับตอนทำบุญที่วัดหลวงตามมหาโลตัส จากนั้น คุณเชี่ยวชาญก็กลายมาเป็นผัวคู่ใจ ไปไหนไปกัน คอยจูงมือน้องถั่วเพราะนางเจ็บกระเสาะกระแสะ แต่คู่นี้ก็อยู่กันไม่นานค่ะ เดี๋ยวเย็นมาเล่าต่อว่าจะลงเอยอย่างไร ทางด้านพี่สาวคนโต ก็หลงไปอยู่ในแสงสี ความเป็นเซเลป ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีความสามารถห่าอะไร เล่นหนังไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เต้นไม่เป็น ทำอาหารก็หมาไม่แดก ทำโครงการอิชิบังก็มีข่าวการคอร์รัปชั่น พังๆๆๆ….กลายเป็นว่า ลูกสาวนักจดกลับเป็นที่คาดหวังไว้มากที่สุด หลังจากมีการเปลี่ยนกฎให้ลูกสาวสามารถขึ้นเป็นประธานได้ มันก็สร้างความหวังให้ชนชั้นกลางกะลา ออกมาหนุนนักจดมาก เพราะชนชั้นนี้มันเกลียดโอเลี้ยง มันคิดว่าตัวมันเองเป็นคนดีมีจริยธรรม แล้วคุณโอเลี้ยงไร้ซึ่งจริยธรรม เอาจริงๆ เย็นขอด่าตรงๆ เย็ดแม่ พวกชนชั้นกลางนี่แหละค่ะ เหี้ยพอกัน ทีนี้ฝ่ายตรงข้ามนักจดก็ไม่ยอม เอาเรื่องส่วนตัวนางมาปูด มาปูดว่า นางเป็นเลสเบี้ยน และมีคู่ขาสองคน หนหนึ่งเป็นพี่สาวนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตนายก อีกคนเป็นเจ้าของโรงพิมพ์หนังสือชื่อดังที่เชียงใหม่ แต่เรื่องนี้คนรู้ไม่มาก นางยังเก็บความลับได้เป็นอย่างดี…ส่วนหนึ่งที่คุณพลหวังมากจากลูกนักจดคือ การส่งนักจดไปเป็นทูตพิเศษเพื่อปูทางกับจีน แม้ท่านประธานจะเกิดที่สหรัฐและจะเป็นพันธมิตรสำคัญช่วงสงครามเย็น แต่คุณพลก็เห็นความสำคัญของจีน จึงส่งลูกสาวคนสุดที่รักไปเจริญสัมพันธไมตรี โดยนักจดต้องไปเรียนภาษาจีน เรียกการเชียนอักษรจีน ร้องเพลงจีน ซึ่งทั้งหมด ในที่สุดก็ทำไม่ได้ดี แต่ทำไมคุณพลถึงเห็นความสำคัญของการภักดีจีน นั่นเพราะว่า อำนาจส่วนหนึ่งของคุณพลมาจากนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ที่ครอบงำโดยกลุ่มไทย-จีน อาทิ PC เป็นต้น จึงจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์นี้ไว้ เพราะคุณพลรู้ว่า นักจดจะทำได้ดีกว่าคุณโอเลี้ยง เพราะคนนั้นเค้าไม่สนอะไรนอกจากหี….ในขณะที่เกิดความวุ่นวายในบ้าน ทางการเมือง ก็มีนักการเมืองหน้าเหลี่ยมเริ่มหาเสียงอย่างหนักหน่วง แรกๆ ไอ้หน้าเหลี่ยมก็เป็นมิตรดีกับคุณพล อย่าเข้าใจผิดว่าเค้าเกลียดกันแต่แรก จริงๆ ตอนแรกรักกันด้วยซ้ำ เพราะคิดว่า หน้าเหลี่ยมจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ท่านประธาน ที่แน่ๆ ตอนนั้น หน้าเหลี่ยมก็ใช้เงินซื้อคุณโอเลี้ยงแล้ว โดยช่วยจ่ายค่าซ่อมบ้านให้ รวมถึงจ่ายค่าขนมให้บัวหลวงด้วย ทั้งนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่า สักวัน ไอ้หน้าเหลี่ยมมันจะทำสถานะของท่านประธานพังฉิบหาย….มาต่อตอนหน้าค่ะ ปล: ภาพนี้เย็นถ่ายที่ลอนดอนตอนไปขโมยน้องกบกลับไทยค่ะ

หมวดหมู่
ทักษิณ

#ทักษิณ ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ตั้งแต่เช้า ข่าวลือเรื่องรัฐประหารหนาหูมาก ดิชั้นยังเป็นนักการทูต อยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ได้รับคำสั่งให้จับตามมองสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีรัฐประหารจริง ต้องรายงานต่อรัฐบาลสิงคโปร์และสื่อสิงคโปร์อย่างไร ข่าวที่มันมาจากกระทรวงต่างประเทศส่วนใหญ่จริงทั้งหมด เพราะความที่คนกระทรวงมีความใกล้ชิดกันสถาบันกษัตริย์ เมื่อมันมีสัญญาณมาเด่นชัดอย่างนั้น ดิชั้นแน่ใจว่า มันต้องเกิดขึ้นแน่ และระหว่างทานข้าวตอนค่ำ ดิชั้นดูทีวีไปด้วย รัฐประหารได้เกิดขึ้นแล้ว ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคุณทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006….นับตั้งแต่วันที่ทักษิณก้าวย่างมาสู่การเมืองไทย คุณทักษิณก็ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยสิ้นเชิง คุณจะชอบหรือเกลียดทักษิณ แต่คุณไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทักษิณคือ game changer หรือผู้เปลี่ยนแปลงเกมทางการเมือง คุณทักษิณอยู่ในแวดวงทางการเมืองมานาน เคยเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรม และเคยร่วมหัวจมท้ายกับจำลอง ศรีเมือง ในปี 1994 เป้นปีที่ดิชั้นรับราชการเป็นนักการทูตในปีแรก คุณทักษิณได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ พอเค้าเข้ามา เค้าก็ช้อคที่กระทรวงที่มีบุคลากรที่เก่งมาก แต่ต้องจมอยู่กับเทคโนโลยีโบราณ จะของซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ก็ยากเย็นแสนเข็น แต่งบเลี้ยงเจ้านี่อนุมัติเร็วมาก ฮาฮา ทีนี้ พอคุณทักษิณทำธุรกิจด้านเทเลคอม และอึดอันแทนนักการทูต ก็เลยซื้อคอมใหม่ให้ข้าราชการใช้ด้วยเงินตัวเอง มันเลยกลายเป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณทักษิณอยู่ในตำแหน่งนี้ไม่นาน…จากนั้น เส้นทางทางการเมืองของคุณทักษิณก็มีแต่ขึ้นกับขึ้น ด้วยเหตุที่เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 1997 อันเป็นผลมาจากพฤษภาทมิฬที่กระตุ้นให้มีการผลักดันกระบวนการประชาธิปไตย เลยทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นคลอดออกมาได้ และเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด คุณทักษิณใช้รัฐธรรมนูญอันนั้น เป็นประตูไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่ท้าทายกลุ่มอำนาจเก่า ความคิดง่ายๆ ของคึณทักษิณก็คือ คนอิสานและคนเหนือถูกละเลยทางการเมืองมานานมาก แต่เผอิญที่คนสองภูมิภาคนี้ เมื่อเอาประชากรที่มีสิทธิในการเลือกตั้งมารวมกัน กลายมาเป็นคนกลุ่มมากในระบอบประชาธิปไตยทีมีการเลือกตั้งเป็นกลไกหลัก ดังนั้น หากคุณทักษิณสามารถชนะใจคนสองภูมิภาคนี้ คุณทักษิณก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแคร์คนกรุงเทพคือคนใต้ (ประชาธิปัตย์ครองภาคใต้อยู่แล้ว จึงยากที่ทักษิณจะเจาะตลาดใต้) แต่ทักษิณพลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือการสะบัดบ๊อบใส่คนกรุงเทพ แม้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะน้อย แต่อย่าลืมว่า กรุงเทพเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองมายาวนาน สิ่งที่ทักษิณทำคือการตบหน้าคนกรุง ซึ่งต่อมา ทักษิณต้องพ่ายแพ้ก็เพราะคนกรุง แม้จะชนะใจคนในต่างจังหวัดก็ตาม…กลยุทธตรงนี้คือการผลิตนโยบายที่ตอบสยองต่อคนสองภูมิภาค ผลลัพธ์ก็คือการทำนโยบายประชานิยม เอาของถูกเข้าล่อกลุ่มคนเหล่านั้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเลวเสมอไป เราจะสามารถไปตำหนิคนต่างจังหวัดได้อย่างไร ในเมื่อตลอดชีวิตของเค้าที่ผ่านมา เค้าไม่เคยได้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจเลย เพราะมันถูกครอบงำโดยคนกรุง เมื่อมีคนอย่างทักษิณมาเปิดประตูทางเศรษฐกิจตรงนี้ คนต่างจังหวัดเหล่านั้นรู้สึกเหมือนเกิดใหม่ ส่วนใครที่ด่าว่าทักษิณใช้ประชานิยมซื้อชาวบ้าน ทักษิณไม่ใช่คนแรกที่ทำ แตภูมิพลทำมาก่อนหลายทศวรรษด้วยซ้ำ…ไอ้นโยบายประชานิยมที่เน้นการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจมันได้ผล ไอ้บัตรสุขภาพ 30 บาท โครงการ OTOP โครงการให้ทุนหมู่บ้านตามขนาด S M L โครงการครัวไทยสู่โลก (หรือ Kitchen of the world) โครงการ Detroit of Asia โครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น ถามจริงๆ เถอะ มีใครที่เคยเสนอสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนบ้าง นี่มันเป็นการพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจอย่างมาก อย่างที่กลุ่มอำมาตย์ไม่กล้าทำ ไม่อยากทำ ไม่มีความสามารถที่จะทำ แต่ท้ายที่สุด มันเป็นความพยายามของคนกรุงที่จะเหยียบชนต่างจังหวัดไว้ใต้ตีน ไม่ให้โตขึ้นมาแข่งกับตัวเอง นี่คือทัศนคติของคนกรุงเทพที่ดูถูกชาวบ้าน เพราะจริงๆ กลัวคนเหล่านั้นจะปีนบันไดสังคมขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางเหมือนตัวเอง ทำให้มันอึดอัดหรือที่เรียกว่า crowded แล้วไอ้การเหยียบคนเหล่านี้ไว้ ยังถูกกดทับด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่คนกรุงชื่นชมหนักหนา แม้ว่าพวกคนกรุงเหล่านั้นแม่งไม่เคยพอเพียงห่าอะไร….ทักษิณเปิดประตูทางเศรษฐกิจ สร้างแนวคิดบริโภคนิยม ซึ่งขัดกับหลักความพอเพียงของภูมิพล แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ ทักษิณยังเปิดประตูทางการเมืองด้วย โดยสร้างความรู้เป็นว่าตัวเองมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนต่างจังหวัด โดยผ่านการเลือกตั้ง หมายความว่า ทักษิณทำให้ชาวบ้านรู้ว่า คุณมีสิทธิกำหนดชีวิตคุณเองถ้าคุณเลือกพรรคการเมืองที่ยินดีต่อสู้เพื่อคุณ นี่เป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองเสนออุดมการณ์เป็นจุดขาย มากกว่าแค่ขายบารมีของผู้นำ ชาวบ้านเริ่มรู้ว่า ถ้าเลือกไทยรักไทย ตัวเองจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ในทางหนึ่ง มันไปลดการซื้อขายเสียงด้วย ส่วนนี้ คนกรุงยิ่งกลัวมากขึ้น ทั้งทหารและเจ้าก็กลัว เพราะที่ผ่านมา คนเหล่านี้ไม่เคยลงทุนในเรื่องการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าควบคุมผลลัพธ์มันไม่ได้ แต่จะใช้ทางลัดในการแข่งขัน นั่นคือ การใช้รัฐประหารล้มรัฐบาลที่เป็นภัย จนคนต่างจังหวัดเบื่อหน่าย จนมีคำพูดที่ว่า คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาลแต่คนกรุงเป็นคนล้ม…. และในที่สุด ก็ล้มทักษิณได้ ในวันนี้ เมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา…เดี๋ยวมาต่อค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เปรมิกาอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการบริษัทนานถึง 8 ปี จนมีความพยายามจากพวกยามด้วยกันในการล้มตำแหน่งของนาง ความพยายามที่มีชื่อว่าเมษาหรรษา จนเมื่ออยู่ถึง 8 ปี จึงลงจากตำแหน่ง เปิดทางการให้มีการเลือกตั้งตำแหน่งผู้จัดการใหม่ ตอนนั้นคือปี 1988 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบริษัท ในแง่การเมืองภายนอก สงครามเย็นใกล้จะสิ้นสุด ไม่นาน กำแพงเบอร์ลินก็จะพังทลาย และบริษัทโซเวียตก็จะแตกสลายเป็นบริษัทย่อยอิสระหลายแห่ง ในจุดนี้ หลายคนมองว่า ในที่สุด บริษัทอเมริกันก็ชนะสงคราม เมื่อมันเกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกแบบนี้ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย…นั่นคือการมาถึงของน้าชาย หรือชายชาติ ชาละวัน ที่ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้จัดการคนใหม่ นักเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบทศวรรษ ต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อขึ้นมาเป็นผู้จัดการ ก็ประกาศนโยบายที่ก๋ากั่นมาก นั่นคือ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เปลี่ยนศัตรูในอินโดจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ด้วยวิธีนี้เอง น้าชายยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ทั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก ได้ทั้งการค้า และได้ลดบทบาทยามอย่างมาก เพราะถ้าไม่มีสนามรบ มีแต่สนามการค้า พวกยามก็ตกงาน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกยามมันถึงชอบสงคราม เพราะมันทำให้การตั้งงบยามมันมีความชอบธรรม การที่ยามทุกวันนี้มันอยากได้เรือดำน้ำ นอกจากกินเงินทอนแล้ว ยังต้องการคงสภาพของความไม่มั่นคงเอาไว้ เพื่อให้ความชอบธรรมกับบทบาทของมัน…ทีนี้ พอเปลี่ยนนโยบายนี้ ยามก็เครียด พอยามเครียด คุณพลก็เครียด เมื่อรู้ว่าผู้จัดการคนใหม่มีอำนาจมากขึ้น อีเปรมิกา ซึ่งตอนนั้นได้รับตำแหน่งใหม่แล้ว เป็นประธานองคชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งให้คำปรึกษาแก่ลุงพล ได้สุมหัวกันวางแผนล้มผู้จัดการ คือน้าชาย ในที่สุด ก็ทำสำเร็จในปี 1991 โดยหัวหน้ายามที่ชื่อจินดามณี ตอนนั้น อีพวกลูกจ้างสลิ่มกรุงเทพ ยังไม่ออกมาประท้วง ทั้งๆ ที่ประกาศว่าตัวเองรักประชาธิปไตย จนกระทั่ง 1 ปีผ่านมา เมื่ออีจินดามณีประกาศตัวเป็นนายก จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวของสลิ่มกรุงเทพ ที่นำโดยอีลำยอง ศรีนวล จนนำไปสู่การปะทะกัน มีคนล้มตาย ถามว่าทำไมคนกรุงถึงเพิ่งออกมา แต่ไม่ออกมาตั้งแต่มีการล้มผู้จัดการในปีก่อน นั่นเป็นเพราะการตั้งตัวเป็นผู้จัดการของจินดามณีกระทบต่อผลประโยชน์คนกรุง คือพูดง่ายๆ ต่อให้บริษัทฉิบหายยังไง ถ้าไม่กระทบชนชั้นกลางกรุงเทพ พวกมันก็ไม่ขยับตูดออกมาประท้วงค่ะ…ทีนี้พอมีคนตาย ก็เข้าทางคุณพลอีก คุณพลมีนิสัยอย่างหนึ่ง แม้ตัวเองจะอยู่ในสถานะที่ยุติความรุนแรงได้ แต่มักรอให้ความรุนแรงเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยแทรกแซง เพื่อเป็นการพิสูจน์ต่อสาธารณชนว่า ตัวเองเข้ามายุติความรุนแรงจริงๆ เหตุการณ์ในปี 1992 พฤษภาทมิฬ ใครเกิดทันมั่งค่ะ ถ้าทัน คุณๆ ต้องเห็นการถ่ายทอดสดทางทีวี เมื่อคุณพลเรียกจินดามณีและลำยองมาที่บ้านพัก ส่วนคุณพลกับเมียปากแดงนั่งบนโซฟา อีกสองคนนั่นนั่งกับพื้น เป็นภาพที่ถ่ายทอดออกไป เย็นจำได้ คุณพลบอกให้เลิกทะเลาะกัน เราเป็นคนไทยเหมือนกัน อย่าเกลียดกัน โอ้ย ขนาดเย็นรู้ว่าทั้งหมดเป็นมายา เย็นยังอดร้องไห้ไม่ได้ คนทางบ้านดูต่างร้องไห้ระงม พร้อมร้องคำสรรเสริญว่า พ่อหลวงมายุติความรุนแรง นับจากนั้น คุณพลกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความมีเสถียรภาพของบริษัท นี่คือจุดพีคของอำนาจของคุณพล…แต่จากจุดนี้ จุดพีคมันค่อยๆ ละลายหายไปทีละน้อย หลังจากพฤษภาทมิฬ ชาวบ้านเกลียดยามมาก ทำให้ยามยุติบทบาทในบริษัท นำไปสู่ความสามารถของลูกจ้าง ในการร่างกฎบริษัทใหม่ ที่สำเร็จในปี 1997 ถือว่าเป็นกฎบริษัทที่ดีที่สุดจนถึงวันนี้ แน่นอน กฎปี 1997 มันถูกโยนทิ้งไปแล้วเมื่อมีรัฐประหารครั้งต่อไปในปี 2006…..ทศวรรศที่ 1990 มีความอ่อนไหวมาก นอกจากมันเป็นจุดพีคของคุณพลแล้ว มันยังเป็นทศวรรษแห่งประชาธิปไตย ไอ้กฎปี 1997 นั่นเองที่มันปูทางให้ไทยมีผู้จัดการคนใหม่ในปี 2001 มันชื่อไอ้หน้าเหลี่ยม แต่เดี๋ยวเย็นของมาเล่าค่ะ ตอนนี้กลับไปบ้านของคุณพลที่มีความวุ่นวายมากกว่าเดิม คือผัวเมียไม่ได้หลับนอนแล้ว แถมมีความลือว่าป้าแดงไปหลงรักยามที่ชื่อคุณซันนี่ ส่วนคุณบัวก็ไปหลงหลังดาราแก่รุ่นเดียวกันชื่อคุณหนุง ด้านคุณโอเลี้ยงนี่ไปกันใหญ่ คือยังอยู่กินกับปอร์เช่ แต่ก็ไปมีเมียใหม่คืออู๊ด เป็นอดีตนักร้องที่วิลล่าคาเฟ่ มันเป็นช่วงที่โอเลี้ยงระหองระแหงมาก มีการด่ากันทางโทรศัพท์ เบ็นแอบได้ยินหมด และต่อมาคลิปเสียงก็หลุดไปให้พวกลูกจ้างมันฟังขำๆ พี่รู้พี่มันเลว อิอิ…น้องถั่วเลิกกับผัว คุณยุทธชัย ก่อนเลิกก็ตบตีผัว จนผัวสู้กลับ แล้วเอาไปฟ้องพี่ชาย จนพี่ชายสั่งให้คนมาทำร้ายยุทธชัย และจับโกนหัว จนต้องเลิกกันในที่สุด ไม่นานนัก ถั่วก็ไปคว้าหมอมาเป็นผัว เจอกันตอนไปทำบุญที่วัดพระมหาโลตัส เดี๋ยวเรื่องนี้มาต่อค่ะ สุดท้าย ยังมีข่าวลือเรื่องโอเลี้ยงทะเลาะกับนักจด จนมีปากเสียงกัน รวมถึงการเอาปืนยิงกัน เย็นของยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แค่การใช้กำลังต่อกันนิดหน่อย แค่น้องนักจดแขนหักเท่านั้นค่ะ….เดี๋ยวมาต่อค่ะ ปล: รูปเย็นถ่ายไว้ตอนไปประท้วงที่งานพฤษภาทมิฬค่ะ เย็นไปกับซินแสชาญชัย อดีตอธิการบดีโรงเรียนปรีดา

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในระหว่างที่คุณพลกำลังทำอาณาจักรของตัวเองให้เข้มแข็ง ด้วยความช่วยเหลือของนังผู้จัดการเปรมิกา ปัญหาในบ้านก็ไม่จบสิ้น ความสัมพันธ์กับเมียปากแดงก็ขาดสะบั้น เรื่องมาจากการสำเร็จโทษชู้ด้วยยาพิษ ซึ่งเรื่องนี้ (ตัดขาดความสัมพันธ์) ไม่มีใครรู้ จนกระทั่ง อีนักข่าวอเมริกันมาเขียนแฉในหนังสือ ประธานไม่เคยยิ้ม ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลกับเมียจึงเป็นเรื่องทางสังคมเท่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างครอบครัวสุขสันต์….ตอนนั้น บัวหลวงเลิกกับผัวแล้ว หอบของกลับมาจากซานดิเอโก้ เป็นความขมขื่นที่พ่อไม่อาจลืมได้ เพราะการส่งลูกไปอเมริกาตั้งแต่ตอนแรก ก็เพราะต้องการตัดความสัมพันธ์ระหว่างบัวหลวงกับนักร้องบ้านนอก ชาติ เมืองชล แต่ที่ไหนได้ กลับคว้าผัวฝรั่งกลับมา แล้วแถมยังมีเรื่องอื้อฉาวที่ไปพัวพันกันคดีแชร์แม้ชม้ายด้วย พอกลับมาไม่เท่าไหร่ ก็ไปตุกติกกับดาราชายที่ชื่อหนุง จนทั้งพ่อพลและแม่แดงต้องส่ายหน้า และไม่คืนยศให้ทั้งสิ้น…แต่ที่ปวดหัวกว่านั้นคือคุณโอเลี้ยง ถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นที่แน่ชัดว่า ชีวิตสมรสของเค้ากับน้องถั่งเช่าคงไปไม่รอด เพราะเค้ามีเมียอีกคนหนึ่ง อีปอร์เช่ เรียกว่ามีเมียซ้อนกัน ยังไม่พอ ยังแข่งกันมีลูก ขณะที่ถั่งเช่าคลอดลูกหญิง ภาริณี นังปอร์เช่คลอดลูกชายรัวๆ เหมือนโรงงานผลิตเสื้อโหล สร้างความโกรธแค้นให้คุณป้าปากแดงมาก เพราะเป็นการทำลายความฝันของการสร้างครอบครัวให้ลูกโอเลี้ยง ถึงขนาดที่คุณป้าปากแดงพยายามจะฆ่าลูกคนแรกของปอร์เช่ น้องอู๊ด โดยการโยนลงจากหน้าต่างตึกในขณะที่ยังแบเบาะ เรื่องนี้เย็นเคยเล่าไปแล้ว คุณอู๊ดมีแผลเป็นที่อยู่ที่หลังอันเกิดมาจากรอยกระจกบาดค่ะ โชคดีที่เด็กไม่ตาย….อีปอร์เช่มันแค้นมาก และจะเอาคืน โดยการดึงโอเลี้ยงมาไว้กับตัวเอง และยุให้ผัวหย่าถั่งเช่า ซึ่งตอนนั้น ผัวหลงปอร์เช่มาก เลยทำเรื่องหย่า ซึ่งทั้งคุณพลและคุณป้าปากแดงไม่ยอม เพราะคนจะเป็นประธานคนใหม่ต้องไม่มีความมัวหมองในเรื่องครอบครัว จึงรั้งเอาไว้ แต่ยิ่งรั้งยิ่งพัง เพราะโอเลี้ยงทำเรื่องฟ้องหย่า โดยให้เหตุผลว่า ถั่งเช่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเพศได้ ในที่สุดก็ต้องปล่อยไป เพราะรั้งไม่อยู่ เป็นความโกรธแค้นของพ่อต่อลูกชาย การแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ มอบยศให้ลูกสะใภ้ถั่งเช่าด้วยตำแหน่ง “แม่ของหลาน” และยังให้มีการแก้กฎบริษัทให้ผู้หญิงสามารถขึ้นเป็นประธานได้ เย็นเห็นว่ามันเป็นการขู่คุณโอเลี้ยงเท่านั้น เพราะเอาจริงๆ คุณพลก็ยังสนับสนุนนโยบายชายเป็นใหญ่อยู่ดี…จากนั้น จึงยอมให้มีการแต่งงานระหว่างโอเลี้ยงกับปอร์เช่ แต่เป็นงานไม่ใหญ่ เพราะไม่อยากให้เอิกเกริก ด้านปอร์เช่คิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นเป็นเมียประธาน เลยแสดงอำนาจเต็มที่ เมื่อมีคุณป้าทิพย์ศิรินเอาเรื่องปอร์เช่ไปเม้าท์ที่ร้านทำผมเกตุวดี เรื่องที่นางเคยมีผัวมาก่อนที่ชื่อภิษญู ทองสุก ทำให้ปอร์เช่โกรธ เลยฟ้องผัว ทำให้มีการอุ้มหายป้าทิพย์ศิริน นั่นคือการอุ้มครั้งแรกที่มาจากฝีมือของคุณโอเลี้ยง โอ้ยยังไม่พอค่ะ คุณปอร์เช่เค้าไปชอบนักร้องกะเทยที่ชื่อนก แค่เอาผ้าเช็ดหน้าไปซับเหงี่อ ก็ถูกอุ้มไปตบและเอากรรไกรตัดผมแหว่งไปเลย น่ากลัวมาก…ครอบครัวอลเวงนี้ยังคงก่อปัญหาให้คุณพลไม่หยุด ทางคุณบัวหลวง ก็พยายามสร้างความเป็นเลเซปให้ตัวเองและลูก จัดคอนเสิร์ตเปียโนใหญ่ให้บุษราคัม เอาเงินลูกจ้างมาจัด คนด่าทั้งเมือง ส่วนน้องถั่วก็เริ่มระหองระแหงกับผัว จนมีข่าวว่าตบตีกัน คือนางชอบตบตีผู้ชาย จะมีหวังอยู่คนเดียวก็คือลูกสาวนักจด ที่คุณพลฝากความหวังไว้ แต่นักจดก็ไม่เรียบง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่เบื้องหลังจากโฆษณาชวนเชื่อให้กับครอบครัว รวมถึงเป็นคนที่ช่วยบริหารการเงินโดยผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนประธาน….ในด้านการบริหารบริษัทเริ่มเข้มข้น ตำแหน่งของเปรมิกาที่ว่าเข้มแข็งกำลังประสบปัญหาใหญ่ที่มาจากผู้ท้าทายคำสำคัญที่เป็นอดีตยาม เค้าชื่อชายชาติ ที่ลูกจ้างเรียกว่า น้าชาย กำลังจะทำให้อำนาจของเปรมิกาสั่นคลอน เรามาตามกันต่อค่ะ….ปล: รูปดิชั้นที่ร้านทำผมเกตุวดีค่ะ

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลูกสาวคนเล็กของลุงพลเอาแต่ใจตัวเองที่สุด ซึ่งคุณพลเองเป็นคนพูดกับหลายๆ คนถึงเรื่องนิสัยเสียของน้องถั่ว เย็นเห็นน้องถั่วมาแต่เด็ก ใจนึงก็สงสารนางที่เกิดมาแบบนั้น ใจหนึ่งก็อาจจะตบนางเพราะความเอาแต่ใจตัวเอง ไอ้ความเอาแต่ใจตัวเองนี้มันติดตัวมาเป็นสาว ไม่มีผู้ชายคนไหนอาจยุ่งกับนาง เพราะนิสัยแบบนี้ และหน้าตาแบบนี้ นางจึงมีปัญหาเรื่องการหาสามี จนกระทั่งนางไปพบกับทหารเรือยุทธชัย ที่เค้ามีเมียมาก่อนแล้ว นางก็ไปแย่งเค้ามา บังคับให้เค้าเลิก และก็แต่งงานกับเค้า จนในที่สุดก็มีงานแต่งงานในปี 1981 เรื่องนี้ เย็นขอกลับมาเล่าอีกที เพราะชีวิตน้องถั่วเอามาทำเป็นซีรีส์ต่างหากได้สบายๆ…ขึ้นต้นทศวรรษที่ 1980 คุณพลทรงอำนาจในบริษัทมากขึ้น หลังจากผ่านวิกฤตของบริษัทมามาดๆ หลังจากร่วมมือกับยามหลายคนในอดีตในการครอบครองอำนาจของบริษัท แม้ว่าตามกฎของบริษัท คุณพลไม่ควรจะมีอำนาจทั้งสิ้น แม้กระทั่งความเกี่ยวโยงการในสังหารนักศึกษาลูกจ้างที่โรงเรียนปรีดา คุณพลก็ยังรอดมาได้ ไม่ใช่เพราะพระสยามเทวาธิราชห่าเหวหรอกค่ะ ที่รอดมาได้เพราะกลยุทธของคุณพลที่สร้างไว้หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าใครจำได้ เย็นเคยบอกแล้วว่า เค้าต้องการทั้งความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตย แถมไอ้กันมันยังคอยหนุน ดังนั้น เมื่อผ่านมาปี 1980 คุณพลยิ่งมีความมั่นใจในสถานะตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะอีผู้จัดการคนใหม่ นางเปรมิกา ที่เข้ามาช่วยคุณพลอีกแรง…อีเปรมิกาเป็นผู้จัดการนาน 8 ปี ตลอดเวลานี้ นางขได้สร้างเครือข่ายประธานที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าเครือข่ายของลูกจ้างคนใด เครือข่ายนี้รวมเอาพวกยาม ลูกจ้างอาวุโส ผู้กำกับใช้กฎหมาย รวมไปถึงอีชนชั้นกลางเมืองกะลาที่ภักดีต่อคุณพล มาสร้างความเข้มแข็งให้คุณพลมากไปอีก อีเปรมิกามันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพวกยาม มันจึงจับคนใส่ในตำแหน่งสำคัญที่คอยเป็นหูเป็นตาให้คุณพล แม้จะมียามบางพวกที่ต้องการล้มคุณพล โดยเฉพาะในเหตุการณ์เมษาหรรษา ที่เป็นไม่กี่ครั้งที่คุณพลไม่ยอมเซ็นรับรองการล้มผู้จัดการ แต่ในหลายๆ ครั้ง เย็นเห็นกับตาว่า คุณพลเซ็นรับรองในการทำบริษัทประหารทุกครั้งค่ะ….ขณะที่อีเปรมิกาสามารถควบคุมอำนาจให้คุณพลได้ แต่คุณพลยังมีเรื่องหนักใจ เพราะตั้งแต่ได้ย้ายเดชณรงค์ไปวอชิงตันดีซี เพื่อตัดความสัมพันธ์ชู้กับเมียตัวเอง แต่มันก็ยังไม่ได้ผล เพราะคุณนายปากแดงเลิกกับคุณเดชณรงค์ไม่ได้ และชอบมีข้ออ้างไปเยือนสหรัฐ เหมือนตอนที่มีข้ออ้างไปเยือนอีสาน เพื่อไปหาชู้ ในครั้งนี้ ได้อ้างว่าจะพาน้องโอไปฝึกวิชายามที่สหรัฐ แท้ที่จริงก็ต้องการไปหาชู้เดชณรงค์ ในระหว่างที่แม่มีชู้ อีลูกชาย น้องโอ ก็พาเมียสองคนไปสหรัฐ เกือบไปตบกันที่นั่น ทั้งถั่งเช่าและอีปอร์เช่ จนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โชคดีที่ถั่งเช่าไม่ตาย โอ้ย เย็นละปวดหัวกับครอบครัวนี้มาก…ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เลยใช้อาวุธเดียวกับที่กำจัดคุณ ป กุ้งเผา นั่นคือการวางยาพิษ โดยหลังจากมื้ออาหารกลางวัน คุณเดชณรงค์ได้ทานข้าวเหนียวมะม่วงที่แม่บ้านจัดให้ จากนั้น สักพัก คุณเดชณรงค์ก็ไปออกกำลังกาย คือออกไปวิ่ง ว้าย คุณพระ เสียชีวิตค่ะ โดยบอกว่าเป็นโรคหัวใจวาย เหมือนคุณ ป กุ้งเผาเป๊ะ ตอนนั้น เย็นอยู่กับป้าแดงที่กรุงเทพ เมื่อมีคนแจ้งข่าวป้าแดง พระเจ้าช่วย ป้าแดงร้องกรี๊ดๆๆๆๆ ร้องห่มร้องไห้ ยิ่งกว่าผัวจริงๆ ตาย และในการร้องไห้นั้น ป้าแดงแค้นผัวมากที่กล้าใช้วิธีเลวทรามฆ่าชู้ของตัวเอง ป้าแดงบอกดิชั้นว่า จากนั้น แดงกับพลสิ้นสุดกัน และมันก็จริง คือความเป็นผัวเมียจบสิ้นกันจากนั้น แม้ยังต้องอยู่ด้วยกันเพื่อเหตุผลทางสังคม…คุณแดงจัดงานศพให้เดชณรงค์อย่างอลังการ นั่งเฝ้าดูศพ ลูบคลำศพ จับศพ ร้องไห้ เสมือนเป็นเมียของเค้า ส่วนเมียตัวจริง ถูกไล่ให้ไปล้างชามกระเพาะปลาหลังศาลา ในโอกาสนั้น ป้าแดงพิมพ์หนังสือความรักของนางกับคุณเดชณรงค์เพื่อแจกแขก แต่มารู้ที่หลังว่ามันเอิกเกริกไป และเรียกคืนทั้งหมด แต่มันก็สายไปแล้ว จบงานศพ ความสัมพันธ์ของคณแดงกับคุณพลก็ถูกเผาไปพร้อมกับเดชณรงค์…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องคุณโอเลี้ยงเมียสองคนค่ะ มันส์หยดๆ มาดูว่า อีปอร์เช่ถีบอีถั่งเช่าออกไปจากคฤหาสน์ได้อย่างไร…ปล: รูปเย็นที่ดีซีค่ะ เห็นตอนคุณถั่งเช่าขับรถชนด้วย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเหตุการสังหารลูกจ้างนักศึกษาในปี 1976 แม้คุณพลจะโบ้ยความผิดไปที่ยาม แต่สังคมรู้ ทุกคนรู้ ว่าคุณพลและครอบครัวอยู่เบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โดยด่วน ในปี 1979 คุณพลจึงชวนนักข่าว BBC มาทำสารคดีเกี่ยวกับการทำงานของครอบครัวคุณพล รวมการสัมภาษณ์หลายเรื่อง ตั้งแต่การตายของคุณนนท์ การฟื้นฟูสถาบันประธาน การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ และโครงการพัฒนาต่างๆ ที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกจ้าง เรียกว่าเป็นงานพีอาร์ชิ้นใหญ่รัชดาลัยไฟกระพริบเลยทีเดียว สารคดีนี้ชื่อว่า Soul of a Nation หาดูได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ

…มีการจัดฉากว่าคุณพลเป็นประธานติดดิน ซึ่งมันเป็นความย้อนแย้งแบบสุดโต่ง ในจุดหนึ่ง คุณพลคือพระโพธิสัตว์ ในอีกจุดหนึ่ง คุณพลคือประธานที่ทำเพื่อประชาชน การจัดฉากคือการที่คุณพลนั่งทำงานกับพื้น มีอุปกรณ์การทำงานเรี่ยราด ทั้ง blueprint ทั้งแม่แบบต่างๆ ในวาระนั้นเอง นักข่าวได้ถามเรื่องการตายของคุณนนท์ เย็นนั่งอยู่ในห้องด้วย เย็นขนลุกส์ คุณพลมองไปที่กล้อง มองแบบจ้อง แล้วพูดว่า ตอนเกิดเหตุ ผมอยู่ในอีกห้องหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงปืน จึงวิ่งออกมาดู ก็รู้ว่าพี่ได้ตายแล้ว พอถามเรื่องหลักฐาน คุณพลตอบว่า มันกระจัดกระจายไปหมด ไม่รู้อะไรเป็นอะไร โอ้โห ขอโทษค่ะคุณพล แม้จะเป็นเจ้านายเย็น แต่มึงเหี้ยฉิบหาย โกหกได้ทั้งต่อหน้ากล้อง และในชีวิตจริง

….ทีนี้ นักข่าวตามไปสัมภาษณ์สมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงคุณแดง เมียของคุณพล ตรงนี้น่าสนใจค่ะ และต้องเจอกับเหตุการณ์โป๊ะแตก คือตอนนั้น พวกคอมมี่เวียดนามมันรุกเรามา มันอยากฮุบบริษัทของไทย คุณนายปากแดงเลยอาสาไปคุมโรงงานที่ภาคอิสาน แรกๆ ทั้งคุณพลเองและเย็นก็สงสัยว่า ทำไมคุณแดงถึงชอบไปอิสานบ่อยๆ และก็ไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ ส่วนมากหนีบน้องถั่วไปด้วย ลูกสาวคนเล็ก เพื่อเป็นการอำพรางเรื่อง จนต่อมา เย็นก็แอบเห็นหลายอย่าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

…คือคุณแดงแกมีกองกำลังยามเป็นของตัวเอง ตั้งชื่อเริ่ดหรูว่า เสือตะวันออก ไอ้เสือตะวันออกเหี้ยอะไรเนี่ย มันคือกลุ่มยามที่ทำรัฐประหารล้มตำแหน่งผู้จัดการของอีหอย ที่เป็นน้องสาวไอ้เหลี่ยมเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตัดกลับไปสมัยป้าแดง ไอ้กลุ่มเสือตะวันออกเนี่ยเพิ่งก่อตั้ง และได้ตัวหัวหน้าที่มาดูแลกลุ่มนี้ เป็นยามหนุ่มรูปงาม ชื่อเดชณรงค์ ไอ้คนที่ชื่อเดชณรงค์นี่แหละค่ะ ที่กลายมาเป็นชู้กับป้าแดง เย็นแอบเห็นในหลายโอกาส

…เพราะความที่คอมมี่มันจะบุกอิสาน และเพราะความที่ยามกลุ่มนี้ดูแลความมั่นคงภาคตะวันออก จึงกลายมาเป็นหน้าที่ของเดชณรงค์ที่ต้องดูแลสถานการณ์ ป้าปากแดงใช้โอกาสนี้เพื่อไปพบเดชณรงค์ ทุกครั้งที่ไปหาเค้า ก็จะเตรียมแพ็คกระเป๋าเว่อร์วัง เตรียมชุดเดินป่าออกแบบโดย Pierre Balmain จากปารีส เราจึงได้เห็นชุดนางงามของป้าแดงเดินป่า แถมมีรูปจู๋จี๋ดู๋ดี๋ เดินจับมือกันในป่า เหมือนคู่ผัวตัวเมียหนุ่มสาว ซึ่งเย็นเคยเตือนป้าแดงหลายครั้งว่าไม่เหมาะ แต่ป้าก็ยังดื้อรั้น

…ทีนี้เมื่อช่างภาพตามไปถ่ายภารกิจของป้าแดงที่อิสาน เผอิญเรื่องแตกก็เพราะว่า ป้าแดงเอ่ยถึงชู้ในระหว่างการอัดสารคดี ทำให้ลุงพลรู้เรื่องในที่สุด เพราะลุงพลก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน ต่อหน้าลูกจ้าง สองผัวเมียนี้เล่นบนครอบครัวสุขสันต์ แม้ผัวจะจับได้ว่าเมียมีชู้ ลับหลัง โอ้ย อย่าให้เย็นเม้าท์ ด่ากันบ้านแตกค่ะ ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เพราะสั่งให้เลิก แต่ป้าแดงก็ไม่ยอมเลิก จึงย้ายคุณเดชณรงค์ไปประจำที่บริษัทของเราที่วอชิงตันดีซี เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่มันก็ต้องจบด้วยโศกนาฏกรรม

….หลังจากแพร่ภาพสารคดีดังกล่าว อาจบอกได้ว่า ความนิยมของครอบครัวคุณพลกลับคืนมากได้ ก้าวไปสู่ทศวรรษที่ 1980 มันมีความเปลี่ยนแปลงมาก ในปีนั้นเอง คุณพลแต่งตั้งขันทีคู่ใจขึ้นเป็นผู้จัดการ นางชื่อเปรมิกา นางได้เป็นผู้จัดการถึงสองสมัย เป็นกลจักรสำคัญในการสร้างเครือข่ายของท่านประธาน นางเปรมิกาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ายามมาก่อน ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการ นางนี่ร้ายลึก และไม่ถูกกับน้องโอเลี้ยง เดี๋ยวมาเล่าต่อ

…อ้อ ปีถัดไป 1981 น้องถั่วแต่งงานค่ะ บังคับให้ผู้ชายเลิกกับเมียเพื่อแต่งกับเค้า เค้าชื่อยุทธชัย เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องนี้เช่นกันพร้อมๆ ไปกับเหตุการณ์ปี 1985 ที่คุณเดชณรงค์ตายกระทันหัน ย้อนรอยการตายแบบเดียวกับคุณ ป กุ้งเผาที่ญี่ปุ่น คือทั้งคู่ถูกวางยาพิษค่ะ มันส์ฉิบหาย

…ปล: กุหลาบเหลืองคือสัญลักษณ์ของชู้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ที่เขียนว่าตอนจบนี้ ไม่ได้หมายความว่า การอุ้มฆ่าจะยุติลงเพียงเท่านั้น ตราบใดก็ตามที่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ดิชั้นเชื่อว่า คนชั่วคงยังต้องใช้วิธีอุ้มฆ่าเป็นการปิดปากผู้วิจารณ์เจ้าต่อไป เรื่องของต้าร์ วันเฉลิมอาจจะจบแค่นี้ จบด้วยความเศร้าที่เราไม่รู้ถึงชะตากรรมต้าร์ ดิชั้นเสียใจแทนครอบครัวที่คงไม่มีวันพักได้ ตราบใดที่เรื่องนี้ไม่มีข้อสิ้นสุด เค้าไม่รู้ว่าลูกเค้า น้องเค้า เป็นตายร้ายดีอย่างไร ถึงแม้ว่าเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมคืนร่างที่ไร้วิญญาณให้ ดิชั้นขอประนามอีกครั้งต่อคนชั่วเหล่านี้…ในใจหนึ่ง ขอขอบคุณกลุ่มผู้ประท้วงวันนี้ที่หยิบยกเรื่องการอุ้มฆ่ามาเป็นประเด็นสาธารณะ มันเหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องเชื่อมโยงการอุ้มฆ่ากับสถาบันกษัตริย์ เพราะคนที่เสียชีวิตเพราะการถูกอุ้ม หรือสูญหายไป ล้วนแต่มีประวัติของการวิจารณ์เจ้าทั้งสิ้น การทำเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะได้กลายมาเป็นประเด็นระหว่างประเทศแล้ว ดิชั้นเชื่อว่า จะทำให้การปฏิบัติการครั้งต่อไปไม่ง่ายกว่าที่ผ่านมา แม้ดิชั้นเชื่อว่า พวกนั้นจะไม่หยุดแค่ตรงนี้…ในความเป็นจริง ความรุนแรงที่เกิดจากวชิราลงกรณ์ควรต้องได้รับการตรวจสอบใหม่อีกครั้งในทุกกรณี ไม่ว่าจะในเรื่องการลงโทษคนใกล้ชิด อย่างกรณีพิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ทั้งหมดนี้ล้วนจบชีวิตแบบน่าสงสัย สถานการณ์รอบข้างการเสียชีวิตต้องได้รับการสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเค้าทั้งสามคนอาจจะมีความผิด แต่ไม่มีใครสมควรตายแบบนั้น มันมีวิธีการชำระความผิดผ่านกระบวนการยุติธรรม ตามครรลองของประเทศที่มีอารยะ..ข่าวลือเรื่องการทำทารุณกรรมต่างๆ การให้หมอหยองกอดศพของปรากรม การทำพิธีไสยศาสตร์ต่างๆ ก่อนลงมือสังหาร การใช้วิธีสังหารที่ป่าเถื่อน การใช้วิธีการลงโทษที่หลุดโลกและหลุดจากกรอบของความยุติธรรม การสร้างคุกของตัวเอง การไม่เปิดให้สาธารณชนรับรู้ความเป็นไปภายในคุก การปิดกั้นการตรวจสอบจากองค์การระหว่างประเทศ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนให้ทราบเสียที….ยังมีอีกหลายกรณีที่ยังคั่งค้าง กรณีศรีรัศมิ์ที่ไม่มีใครรู้ความเป็นไป นอกจากการบังคับให้โกนผมและขังในบ้านที่ราชบุรี มันเป็นการลงโทษที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันเป็นการฆ่าคนทั้งเป็น ไม่มีใครสามารถไปเยี่ยมได้ ไม่มีใครรู้ว่าศรีรัศมิ์ทำผิดอะไร ทำไมเธอถึงแก้ต่างไม่ได้ ทำไม่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำไมต้องป่าเถื่อนแบบนั้น ทำไมต้องทำเธอให้อาย…มันมีกรณีของฟ้ารุ่งที่เราไม่รู้ว่าจุดจบคืออะไร มันเป็นเพียงการฆ่าตัวตายหรืออย่างอื่น อะไรคือความเชื่อมโยงของฟ้ารุ่งกับวชิราลงกรณ์ ทำไมสังคมถึงไม่มีคำตอบ..มันมีกรณีของศิรินทิพย์ นักแสดงอาวุโสที่ถูกอุ้มไปหลายทศวรรษ จนป่านนี้ ไม่มีใครรู้จุดจบของศิรินทิพย์ เรื่องเกิดมาจากการที่วชิราลงกรณ์ไม่พอใจการที่ศิรินทิพย์เอาประวัติของยุวธิดาไปโพนทะนา จากนั้น ศิรินทิพย์ก็หายไปจากสังคมแบบนั้น เรื่องนี้ ยุวธิดามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่มีใครคาดหวังว่ายุวธิดาจะออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ และในความเป็นจริงยุวธิดาเองก็ยังหวังแบบลมๆ แล้งๆ ว่าในที่สุด จะได้ทุกอย่างคืน เพียงเพราะตัวเองเป็นแม่ของลูก 5 คนของวชิราลงกรณ์….การอุ้มฆ่ามันกลายมาเป็นวิธีการสำคัญในการปิดปากคนเห็นต่างเรื่องเจ้า มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว เพราะมันทำให้รู้ว่า ไม่ว่าคุณอยู่ที่ใดของมุมโลก คุณไม่มีความปลอดภัยใดๆ เหลืออยู่ สำหรับตัวดิชั้น เรื่องมันเกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดอีก ความโชคดีของดิชั้นก็คือ แม้ตำรวจญี่ปุ่นจะยังไม่เปิดโปงตัวคนร้าย (ที่ดิชั้นคิดว่าเค้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเป็นใคร) แต่ดิชั้นก็อยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทั้งหมดนี้ จะมีภัยหรือไม่ ดิชั้นยังเห็นความจำเป็นของการรณรงค์ในเรื่องการพูดสถาบันกษัตริย์ต่อไป และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มีความเป็นอารยะและการเคารพกฎหมายเสียที อย่างน้อย ถ้าทำได้ ชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ถูกอุ้มฆ่าจะไม่เสียเปล่า….ปล: รูปนี้คือรูปของศิรินทิพย์ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ต้าร์ วันเฉลิมหายไปจากเราตอนเย็นวันที่ 4 มิถุนายน ต้าร์พักอยู่ที่คอนโดหรู แม่โขงการ์เด้น วันนั้น ต้าร์ลงมาซื้อของกินหน้าคอนโด ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ก็คุยโทรศัพท์กับพี่สาวที่เมืองไทย ในโอกาสนั้นเองที่ต้าร์เผลอ มีรถสีดำขับปาดมาด้านข้างของต้าร์ มีผู้ชายลงมาจากรถ 3-4 คน ทุกคนมีผ้าคลุมหัวทั้งหมด ในระยะเวลาสั้นๆ นั้น คนที่ผ่านไปมายังไม่สังเกตอะไร เพราะเป็นช่วงโควิดที่ใครๆ ก็สวมหน้ากากกัน แต่เมื่อคนร้ายบุกประชิดตัวต้าร์ ก็เริ่มมีการฉุดกระชากลากถู ในมือของต้าร์ยังกำโทรศัพท์แน่น ต้าร์ทนสู้แรงผู้ชายหลายคนนั้นไม่ได้ ถูกลากขึ้นรถตู้ ยามหน้าคอนโดอยากวิ่งเข้ามาช่วย แค่คนร้ายเอาปืนทำท่าขู่ว่าจะยิง เลยไม่กล้าเข้าไป เมื่อได้ตัวตาร์ รถสีดำคันนั้นก็ขับหายไปจากสายตา ทิ้งให้คนที่ดูเหตุการณ์ตกตะลึง….ต้าร์อยู่บนรถ ตอนนั้นยังมีชีวิตอยู่ และสายโทรศัพท์กับพี่สาวยังไม่ขาด น่าจะมีการทำร้ายต้าร์ตั้งแต่อยู่บนรถ โดยการรัดคอ อาจเป็นเพราะต้าร์ร้องส่งเสียงให้คนช่วย จึงต้องระงับการส่งเสียงนั้น ดิชั้นไม่เชื่อว่า แผนคือต้องการสังการทันทีบนรถ น่าจะต้องการล้วงความลับใดๆ จากต้าร์ก่อนหากจะมีการลงมือจริงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครรู้ได้ว่าในที่สุดแล้ว บทลงเอยจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ ต้าร์ยังมีชีวิตอยู่ไหม ถ้ายังอยู่ อยู่ที่ไหน กับใคร ไม่มีใครตอบได้จริงๆ…บางคนสันนิษฐานว่า วชิราลงกรณ์โกรธที่ถูกรบกวนที่เยอรมัน ด้วยการฉายโปรเจคเตอร์ซ้ำๆ เลยต้องการสั่งสอน แต่มันไปลงที่ต้าร์ แต่เอาจริงๆ ไม่มีใครรู้เป็นแน่แท้ว่าทำไมถึงเป็นต้าร์ที่ถูกอุ้ม…ดิชั้นไม่ได้รู้จักกับตาร์เลยก่อนหน้านี้ เพิ่งมาได้ยินชื่อเสียงก็หลังจากรัฐประหารแล้ว แต่ก็อีกแหละ ดิชั้นก็ยังไม่รู้จักว่าเค้าเป็นใคร จำได้ว่าเค้าเคยส่งข้อความมาหลังไมค์มาคุยเรื่องธรรมดา ซึ่งดิชั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งเมื่อมีโอกาสไปทำ fieldwork ที่เขมรปี 2017 หรือ 2018 นี่แหละ ได้มีโอกาสไปพบผู้ลี้ภัยที่นั่น และได้เจอต้าร์ แต่เราก็ไม่ได้คุยกันมาก เพราะเราไม่ได้สนิทกัน แต่ก็มีการแลกเบอร์โทรกันไว้….หลังจากนั้น ต้าร์ก็ส่งข้อความมาคุยบ้าง นานๆ ที เอาเป็นว่า ปีละหนสองหนมั้ง แต่ดิชั้นก็ติดตามความเคลื่อนไหวต้าร์ตลอด และรู้ว่า หลังๆ ต้าร์ก็ไม่ค่อยได้วิจารณ์รัฐบาล เอาจริงๆ ไม่ได้วิจารณ์เจ้าเลยด้วยซ้ำ เพราะเพิ่งมาทราบข้อมูลใหม่ไม่นานว่า ต้าร์พยายามส่งข้อความฝากไปถึงวชิราลงกรณ์ เพื่ออธิบายเรื่องต่างๆ จนได้รับสัญญาณว่าปลอดภัยแล้ว และอาจกลับบ้านได้ เสียดาย ที่วันนี้ ต้าร์กลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว…หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายดิชั้นในห้องพักที่ญี่ปุ่น และเป็นเรื่องราวใหญ่โต และจนถึงทุกวันนี้ ตำรวจญี่ปุ่นก็ยังติดต่อกับดิชั้นตลอดเวลา ฝ่ายเราได้ข่าวมาว่า มือสังหาร ไม่ว่าจะลงมือเองหรือสั่งใครก็ตาม เค้าคือจักรภพ ภูริเดช ซึ่งเรื่องนี้ ดิชั้นได้แจ้งทางฝ่ายญี่ปุ่นไว้แล้ว ถ้าใครจำได้ ดิชั้นได้เขียนเรื่องจักรภพในเฟซบุ๊คของดิชั้นหลายเดือนก่อน พอเขียนไปแล้ว ต้าร์ก็ส่งข้อความหลังไมค์มา นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เราคุยกัน…เราคุยกันวันที่ 10 พฤษภาคม เพียงสามอาทิตย์ก่อนต้าร์ถูกอุ้ม ต้าร์เขียนมาอธิบายถึงเรื่องจักรภพ และช่วยแก้ข้อความที่ไม่ถูกต้องบางอย่างเกี่ยวกับจักรภพ รวมถึงเล่าเรื่องตัวเอง (หลังจากที่ไม่ได้คุยกันเกือบปี) ว่าสุขสบายตามอัตภาพ และกำลังทำธุรกิจหลายอย่างในเขมร ต้าร์เล่าว่า เพราะธุรกิจเหล่านี้ที่ยังติดพัน เลยทำให้ต้าร์ไม่อยากย้ายประเทศ แม้รู้ว่ายังมีปัญหาด้านความปลอดภัยอยู่ หลังจากที่ผู้ลี้ภัยในลาวถูกสังหารเกือบทั้งหมด ต้าร์เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ก็มีคนจากฝั่งไทยมาคอยตามดูต้าร์ แล้วคนพวกนี้ก็ถูกบันทึกไว้ใน CCTV ของร้านอาหารแถวคอนโด…ต้าร์บอกว่า หลังจากที่ดิชั้นเขียนเรื่องจักรภพ ทางมิวนิครู้เรื่อง จักรภพโกรธมาก ต้าร์ยังแค็ปบทสนทนาที่ต้าร์มีกับหนอนฝ่ายนั้น ที่ระบุว่า จักรภพโกรธที่ดิชั้นเขียนถึงเค้า และ “จะส่งคนมาเชือด” หลังจากนั้น ต้าร์ก็ขอโทรมาคุย แทนที่จะพิมพ์ข้อความ ดิชั้นคุยกับต้าร์ได้เพียง 11 นาที ไม่ได้คุยอะไรเป็นพิเศษ เค้าขอให้ดิชั้นระวังตัว แค่นั้น ไม่คิดเลยว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นคุยกับต้าร์…วันเกิดเหตุ มีคนส่งข้อความมาหาดิชั้นว่าต้าร์ถูกอุ้ม คือช้อคและทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวแบบนั้น ดิชั้นเช็คข้อความที่ดิชั้นคุยกับต้าร์ มันระบุว่า ต้าร์แอคทีฟเป็นครั้งสุดท้ายคือวันที่ 4 มิถุนายน และจนถึงวันนี้ มันก็ยังบอกเหมือนเดิมว่า ต้าร์ใช้แอพแช็ทอันนี้ครั้งสุดท้าย คือวันที่เค้าถูกอุ้มนั่นเอง… นึกถึงต้าร์เสมอ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น