หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

มนุษย์/ต่าง/ด้าว โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ หนังสือที่ใช้ภาพคอลลาจบอกเล่าการเดินทางของชีวิตได้อย่างจัดจ้านน่าสนุก

มนุษย์/ต่าง/ด้าว โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ หนังสือที่ใช้ภาพคอลลาจบอกเล่าการเดินทางของชีวิตได้อย่างจัดจ้านน่าสนุก

เรื่อง ณัฐพล ศรีเมือง

‘มนุษย์/ต่าง/ด้าว : เรามาอย่างสันติ’ โดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากสำนักพิมพ์น้องใหม่มาแรง Avocado Books คือหนังสือเบสต์เซลเลอร์ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ต่อเนื่องมาจนถึงวางแผงตามร้าน และทำให้ต้องพิมพ์ครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็ว

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก รองศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ หรือ ‘อาจารย์ปวิน’ เป็นอดีตนักการทูต ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสิงคโปร์ ก่อนจะลาออกจากราชการมาเป็นนักวิชาการที่ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และย้ายมาประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ในปี 2555 ถึงปัจจุบัน 

โดยหลังรัฐประหารปี 2557 เขาต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง และพำนักอาศัยอยู่ที่เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เรื่อยมานับตั้งแต่นั้น 

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกการเดินทางของชีวิตของคนที่ต้องห่างบ้านไปนานๆ แบบมากกว่าการไปท่องเที่ยวหรือศึกษาต่อ ทั้งก่อนและหลังลี้ภัย เรียกว่าเป็นงานเขียนสนุกๆ บอกเล่าประสบการณ์ที่นอกเหนือไปจากงานวิชาการ และไม่การเมืองจ๋า 

อย่างไรก็ตาม สโลกแกนที่ใช้กำกับหนังสือไว้อย่าง ‘เรามาอย่างสันติ’ นั้น ทางสำนักพิมพ์ได้ให้ความหมายว่า ‘เบาได้เบาจารย์!’

แต่สิ่งที่สะดุดตาอย่างย่ิงของหนังสือเล่มนี้ก่อนที่จะได้เข้าไปอ่านเนื้อในก็คือ อาร์ตเวิร์กที่ส่วนใหญ่เป็นภาพคอลลาจมันๆ จัดจ้าน และดูสนุก ซึ่งหากใครรู้จักคาแรกเตอร์ของ ‘อาจารย์ปวิน’ ในโลกโซเชียล จะรู้สึกว่า ภาพประกอบเหล่านี้สะท้อนความเฟียร์ซ ปากจัด และจิกกัด ของผู้เขียนออกมาได้อย่างดี

นี่คือผลงานการออกแบบของ Shake & Bake Studio สตูดิโอออกแบบที่มีผลงานน่าสนใจมากมาย ซึ่งเราอยากชวนคุณไปย้อนดูกระบวนการทางความคิดในการผลิตงานภาพของหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

บรีฟที่เปิดกว้าง 

ก่อนทำหนังสือเล่มนี้ Shake & Bake Studio ร่วมงานกับอะโวคาโด บุ๊กส์ มาตั้งแต่ตอนออกแบบโลโก้และคาแรกเตอร์สนุกๆ ของสำนักพิมพ์ นั่นคือตัว ‘น้อนโด้’ สิ่งมีชีวิตไฮบริดระหว่างอะโวคาโดกับสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่ได้รับรางวัลทั้ง DEmark ของไทย และ G-Mark ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็เคยออกแบบปกหนังสือ 2 เล่ม ออกแบบปกและรูปเล่มอีก 1 เล่ม จึงรู้มือกันเป็นอย่างดี  

สำหรับหนังสือมนุษย์ต่างด้าว บรีฟจากทางสำนักพิมพ์มี 2-3 อย่าง

  • สำนักพิมพ์แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 พาร์ต ซึ่งทางสตูดิโอนำมาคิดต่อจากโครงสร้างที่ว่านี้ จึงเสนอให้เป็นหนังสือที่เปิดได้ทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง แล้วตั้งชื่อทั้ง 3 พาร์ตนั้นใหม่เป็น ภาค ดิฉันชื่อปวิน, ภาค ดิฉันเป็นมนุษย์/ต่าง/ด้าว และภาค Pavin Universe 
  • สำนักพิมพ์ไม่ได้กำหนดจำนวนหน้ามาในตอนแรก แต่กำชับว่าอย่าหนามาก เพราะค่าพิมพ์จะสูงทำให้ราคาขายต้องสูงตาม คนจะไม่ซื้อ และอยากออกให้ออกขายทันงานหนังสือเดือนตุลาคม
  • ปกและรูปเล่มเปิดกว้างให้กับทางสตูดิโอ

Reference แบบหนังสืบสวนสอบสวน

investigation board แบบในหนังสืบสวนสอบสวน รวมทั้งพวกภาพถ่าย UFO ที่เป็นภาพขาวดำ ความละเอียดไม่ชัด คือเรเฟอเรนซ์ที่ผู้เขียน ส่งมาพร้อมกับเนื้อหาและภาพพอร์เทรต

ทางสตูดิโอคิดว่าเป็นไอเดียที่เอามาพัฒนาได้ไม่ยาก โดยเฉพาะ investigation board ที่ตอนแรกตั้งใจจะใช้ภาพจาก stock image แล้วมารีทัชรูปต่างๆ ของผู้เขียนใส่เข้าไป

แต่ปรากฏว่าน้องคนหนึ่งในทีมทำบอร์ดแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ โดยเอาบอร์ดติดกับผนังบ้านแล้วถ่ายรูปมาให้ดู ทีมจึงคิดว่าทำจริงเลยดีกว่า แล้วสั่งซื้อแผนที่ที่ตั้งใจเอามาเป็นแบ็กกราวนด์และโครงเรื่องหลักของภาพประกอบที่จะใช้ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งแผนที่โลก แผนที่ยุโรป และแผนที่กรุงเทพฯ จากร้านเครื่องเขียนออนไลน์ โดยกะว่าจะทำหนึ่งบอร์ดสำหรับแต่ละภาคในเล่ม และใช้วิธีถ่ายรูปแบบ zoom in, zoom out, crop, close up เป็นภาพเปิดในแต่ละบท แล้วพรินต์รูปที่ได้จากปวินมา mapping ลงตามจุดต่างๆ ในสเกลที่ถูกย่อลงมาเพื่อให้ภาพเกือบทุกภาพสามารถติดลงไปบนแผนที่ตามโลเกชั่นต่างๆ ที่ผู้เขียนบรรยายไว้ในเรื่องได้

แต่พอเอาไปทำ layout แล้ว ปรากฏว่าภาพรวมมีแต่บอร์ดที่ต่อให้ถ่ายครอปหรือมุมไหนๆ ลงไป พอหลายหน้าเข้า หนังสือก็ขาดเสน่ห์ไปมาก เพราะดูซ้ำไปซ้ำมา ทางสตูดิโอจึงล้มแบบตัวเอง เปลี่ยนใหม่หมดโดยไม่เสียดาย แล้วใช้ภาพนี้ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น

จากนั้นจึงออกแบบและทดลองทำภาพประกอบในแบบ collage และ digital painting ที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับทั้งเนื้อหาทั้ง 3 ภาค โดยให้เนื้อหาของภาพไปด้วยกันกับเนื้อหาของผู้เขียน และถ่ายทอดความ ‘แซ่บ’ แบบปวินออกมาให้ได้ แบบสเก็ตช์ที่เสนอให้บรรณาธิการและผู้เขียนดูว่า ทำภาพประกอบตามเรฟเฟอร์เรนซ์แล้วออกมาเป็นยังไง

เลย์เอาต์ที่ต้องปรับใหม่เพราะคนอาจไม่เก็ต

หน้าตาแบบแรกที่นำเสนอ ทางสตูดิโอตั้งใจจะทำให้เป็นหนังสือที่ anti-design ลองออกแบบให้เหมือนคนไม่ใช่กราฟิกดีไซเนอร์มาทำ อะไรที่พูดกันมาว่า ไม่ให้ทำ ไม่เหมาะสมในการออกแบบหนังสือ ก็จะลองทำ และลองทำพวกตัวอักษรแบบที่เคยเห็นกันบน powerpoint ในยุคสมัยหนึ่ง ใช้สีสดๆ ฟุ้งๆ พูดง่ายๆ ว่าให้มันดูกากๆ หน่อย เหมือนมีม เหมือนคนออกแบบไม่เป็น

ที่เลือกวิธีนี้ก็เพราะต้องการที่จะสะท้อนบางอย่างของความเป็นปวิน นั่นคือ การไม่จำเป็นต้องทำแบบที่คนเขาว่าว่าดี หรือการตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อต่อๆ กันมา สุดท้ายได้รับคอมเมนต์จากผู้เขียนว่า ดู childish หรือดูเด็กน้อยไป ทำให้ต้องรื้อแบบแล้วทำใหม่ เพราะคนอื่นก็อาจจะไม่เก็ตเหมือนกัน แต่ยังคงไว้ให้เป็นเท็กซ์ที่อ่านง่าย จะแอนตี้ดีไซน์ก็ได้แต่ไม่ต้องไร้เดียงสาขนาดนั้น

ส่วนการออกแบบการจัดวางเนื้อหา ก็พยายามทำให้เนื้อหากับภาพไปด้วยกัน แบบที่อ่านเท็กซ์แล้วไม่ต้องไปหาภาพที่พูดถึงในหน้าอื่น แต่จะอยู่ในหน้านั้นเลย 

“สำนักพิมพ์ตามใจเรา ทีแรกเขายังเสนอมาเลยว่าพวกภาพถ่ายของอาจารย์ปวินหรือภาพประกอบ เอาไปไว้หน้าเปิดบทอย่างเดียวมั้ย ที่เหลือก็โปรยเท็กซ์ ไม่ต้องมีภาพแทรก งานของเราจะได้ไม่หนักเกินไป แต่เราคิดว่าถ้าอ่านแล้วเห็นภาพตรงหน้านั้นเลยจะได้อรรถรสกว่า เหมือนไปนั่งคุยกับอาจารย์ปวินแล้วอาจาย์เขาเล่าไปเปิดรูปในมือถือให้เราดูไป” ตัวแทนของทีม Shake & Bake Studio กล่าว 

ปกที่ยังไงก็ต้องขายของด้วย 

สำหรับหน้าปกนั้น ตอนแรกทางทีมสตูดิโอตั้งใจจะให้มีแต่หน้าของผู้เขียนแบบไม่มีหน้า กับไม่มีปาก จะมีแว่นหรือไม่มีแว่นก็ได้ แล้วให้ชื่อหนังสือกับผู้เขียนตัวเล็กๆ อาจจะอยู่เฉพาะตรงสันปกด้วยซ้ำ สิ่งที่อยากจะเล่นคือ คนที่เป็นแฟนคลับจะยังจำได้มั้ยว่านี่คืออาจารย์ปวิน และจะมีวิธีทำยังไงให้หนังสือเล่มนี้ยังขายได้ในร้านหนังสือที่อาจจะไม่ต้อนรับ จึงเป็นที่มาของหน้าปวินแบบไม่มีหน้า

แต่ทางบรรณาธิการก็ยืนยันว่าอยากให้มีชื่อเรื่องบนปก ซึ่งทางทีมออกแบบก็เข้าใจเหตุผลดี เพราะเวลาสั่งหนังสือทางออนไลน์ ภาพใน thumbnail ก็เล็กอยู่แล้ว ถ้าไม่มีชื่อเรื่องอีกอาจจะดูโหดร้ายไป มันก็จะเป็นหน้าโล่งๆ เกลี้ยงๆ ซึ่งไม่สื่อสารกับคน หรือเวลาคนไปซื้อที่ร้านก็อาจจะบอกคนขายยากอีก เช่น “เอาเล่มนั้นน่ะ ที่เป็นหน้าคนไม่มีหน้า” สุดท้ายจึงเป็นการประนีประนอมกันและออกมาเป็นแบบที่เห็น ตัว lettering รอบแรกๆ ที่ทำขึ้นมาประกอบในหน้าหนังสือLettering ตัวอักษรที่ custom ขึ้นมาในการออกแบบระยะแรกที่ไปในทาง anti-design ตั้งใจทำให้ดูไม่เหมาะกับรสนิยมทางด้านกราฟิกที่ว่ากันว่าดี  พัฒนามาจากคำว่ามนุษย์ต่างด้าว และมนุษย์ต่างดาว ลองเอาดาวทรงกลมมาจัดเรียงกันเป็นตัวอักษรตามที่เห็น นำไปใช้บ้างในบางส่วนของ layout

ภาพประกอบที่ไม่ได้ใช้

พอเลือกไม่ใช้แค่ investigation board และเลือกจะไม่ anti-design วิธีการที่ทางสตูดิโอเลือกใช้สำหรับภาพประกอบก็คือ collage ทั้งแบบดิจิตัลและ handmade ใช้ทั้งพวกภาพกากและภาพคุณภาพดี ภาพ public domain มาสร้างให้เกิดเนื้อหาแบบที่ทีมต้องการ

วิธีคิดแต่ละภาพจริงๆ ก็คือการเอาภาพตัวอาจารย์ปวินที่โพสต์ท่าต่างกรรมต่างวาระจับมาคอลลาจลงบนภาพอื่นที่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ไม่ว่าจะเป็นมีม ภาพกากๆ มังงะของนาโอกิ อุราซาวะ หรือเคซูเกะ อิตางากิ สไตล์แมกกาซีนยุค 2000s อย่าง THE FACE งานออกแบบของ M/M Paris และหน้าปกโมเดิร์นด็อกชุดแรก

ส่วนหลายๆ ภาพที่ไม่ได้ถูกเลือกนำไปใช้นั้น อาจจะเนื่องด้วยเหตุผล เช่น องค์ประกอบดูซ้ำกับภาพอื่น จำเป็นต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง หรือบางภาพก็ต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นที่เซนสิทีฟ เป็นต้นภาค PAVIN UNIVERSE จะเป็นภาพที่ใช้ digital painting ที่สีจัดจ้านมาก จึงต้อง test print กับโรงพิมพ์ว่าถ้าพิมพ์ออกมาจาก RGB เป็น CMYK จะเป็นยังไง ผลก็คือ สบาย 

ภาพที่ใช้ในเล่ม

ภาค ดิฉันชื่อปวิน

เป็นภาคแรกช่วงก่อนเป็นมนุษย์ต่างด้าว ภาพประกอบในภาคนี้ใช้ investigation board ที่ใส่โทนสีเหมือนหนังนักสืบ และใช้ภาพดิจิทัลคอลลาจที่ใช้วิธีคิดที่อยากให้ดูแล้วนึกถึงความเป็นมีมและการผลิตซ้ำของภาพกากที่มีเลเยอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้คอลลาจแบบ handmade ไดคัทปวินและถ่ายรูปเอาไปทำต่อใน iPad ก็มี ในภาคนี้ปวินยังคงเป็นปวิน แต่ช่วงบทสุดท้ายของภาคจะเริ่มมีการเปลี่ยนสภาพปวินบินได้ ได้ไอเดียมาจากมังงะเรื่อง Pluto โดย นาโอกิ อุราซาวะ

ภาค ดิฉันเป็นมนุษย์ต่างด้าว

ทีมตั้งใจที่จะใช้ปวินในท่าโพสต์ต่างๆ มาทำให้เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ แบบที่ใช้ภาพและเอกสารในยุคสมัยที่คนมีประสบการณ์กับ UFO และสิ่งมีชีวิตนอกโลก รวมทั้งภาพ UFO มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ทำให้ปวินบินได้ บินไปนอกโลกก็ได้ และเป็นปวินที่ไม่มีหน้าเพราะถูกทำให้เป็นอื่นไปแล้วโดยรัฐและคนในสังคมบางส่วน 

ภาค PAVIN UNIVERSE 

ภาคนี้คือจักรวาลของปวิน มีทุกเรื่องนอกเหนือไปจาก 2 ภาคแรก เป็นภาคที่คิดว่าถ้าปวินกลายเป็นแบรนด์ PAVIN แล้ว จะออกมาเป็นยังไง โดยที่การออกแบบภาพประกอบในภาคนี้จะ free flow สุดๆ ทดลองกันหลายรูปแบบจนมาลงตัวในแบบที่เห็น คือ เยอะ ร่วมสมัย แซ่บ จัดจ้าน และไม่ประนีประนอม

ความท้าทายของโปรเจกต์นี้ 

“ความท้าทายน่าจะอยู่ที่ทำยังไงให้คนที่เขาไม่ได้เป็นแฟนคลับอาจารย์ปวินมาซื้อ” ตัวแทนของทีมออกแบบ Shake & Bake Studio กล่าว

“คีย์เวิร์ด ‘เรามาอย่างสันติ’ เป็นคำประนีประนอม อยากให้ลองเข้ามาทำความรู้จักคนที่คุณจะเกลียดหรือไม่เกลียดตอนหลังก็ได้ แต่ว่าส่วนมากคนเรามักจะเกลียดกันโดยไม่รู้เหมือนกันว่าเกลียดกันเพราะอะไร แค่คนบอกๆ กันมา เลยเกลียดบ้างดีกว่า

“เราอยากให้คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับเขา เห็นแค่ตัวดีไซน์ หรือเห็นข้างใน แล้วอยากจะซื้อเก็บไว้เพราะมันเป็นหนังสือที่น่าเก็บ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องน่าอ่านหรือใครเขียนเลยก็ได้ แต่มันเป็นวิธีพรีเซนต์หนังสือเล่มหนึ่งในแบบที่อยากคนไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองด้วยซ้ำมาซื้อได้” 

สุดท้ายทาง Shake & Bake Studio ก็ได้ให้เครดิตกับทางอะโวคาโด บุ๊กส์ ว่า เชื่อในรสนิยมบางอย่างและความกล้าของทางสำนักพิมพ์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้เห็นหนังสือที่มีงานดีไซน์จัดจ้านถึงใจแบบนี้ออกมานั่นเอง

Cr: A Day Magazine

Cr: https://adaymagazine.com/pavin-alien-book-design/

Cr: Pavin Chachavalpongpun

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำนานซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายอสูร และศึกชิงสมบัติวังอัศวิน

จากข่าวเฒ่าตัณหากลับพีโดไฟล์ อายุ 50 กว่า มีเมียเด็กวัย 13-14
อุ๊ย อย่าหาทำนะคะ เพราะจกกีก็มีแรงกว่านี้อีก


ตอนที่ 1 ตำนานพ่อลูกผู้ใคร่เด็ก

  1. ตำนานเรื่องที่จะกล่าวถึงนั้นก็คือตำนานของเสด็จพระองค์ชายใหญ่ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล (ทวดแท้ๆ ของพระองค์ภา) ตาแก่อายุ 61 ทำทีเปิดกล้องละคร ให้เด็กสาวสมัครเข้ามาออดิชั่น ห้องนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับโรงเชือดดี ๆ นี่แหละ ยัยแอ๊ดลูกสาวแม่ค้านั่งตลาดที่นครชัยศรี วัย 15 ปี ผ่านมาแถวนั้นพอดี ก็ถูกเรียกตัวเข้าห้องไปเผด็จศึก จนเกิดเป็นตำนานรักซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายสุดสยองของเมืองไทย ภาค 1 ตอน หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา
  2. พระโอรสองค์โตของเสด็จฯ หรือ ท่านกบ หม่อมเจ้าฐิติพันธุ์ ยุคล ก็วัดรอยเท้าพ่อได้ไม่แพ้กัน เรื่องเกิดจากพระกนิษฐา (ท่านหญิงอ๋อย หม่อมเจ้ารังษีนภดล ยุคล) ไปเจอยัยลูกปลา เด็กกำพร้า เลยเอาเข้าวังมาเลี้ยงตั้งแต่ลูกปลาจำความได้ เรียกท่านหญิงอ๋อยว่าแม่ เรียกท่านชายกบว่าพ่อ สุดท้ายโดยอีกบนี่บุกเข้าห้องมาเอาเป็นเมียตั้งแต่ลูกปลาอายุ 12 แล้วรอจนบรรลุนิติภาวะก็จัดงานเสกสมรส เกิดเป็นตำนานซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายสุดสยอง ภาค 2 ตอน หม่อมชลาศัย ยุคล ณ อยุธยา

ศึกสายเลือด พ่อลูกชิงสมบัติกันเอง

  1. เรื่องนี้กลายมาเป็นมหากาพย์ด้วยการเกิดดราม่าที่พ่อลูกต้องแย่งสมบัติกันเอง เพราะพ่อมีเมียใหม่จดทะเบียนคือหม่อมไฉไล ซึ่งนางก็จะหวังสมบัติให้โอรสธิดาของตน ทางโอรสธิดา ๆ ของเมียเอกคนเก่า (ม.ล.สร้อยระย้า สนิทวงศ์) ก็ไม่ยอมสิคะ เพราะทรัพย์สมบัติที่เป็นประเด็นนั้นมีทั้งวังอัศวิน ทั้งเพชรพลอยเครื่องประดับ โบราณวัตถุเก่าแก่ที่ตกทอดมาจากพระวิมาดาเธอฯ สายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ชื่อสร้อยก็บอกว่าพระชายาเจ้าองค์โปรดของพ่อหยู่หัวจุฬาลงกรณ์ ได้ทรัพยศฤงคารมามากขนาดไหนคงไม่ต้องสาธยายเยอะ
  2. ก่อนที่จะจดทะเบียนสมรสกับไฉไลวัย 16 ปี เสด็จพระองค์ชายใหญ่ก็ได้ทำสัญญาปากเปล่าไว้กับหม่อมหลวงสร้อยระย้า ว่าทรัพย์สมบัติจะมอบให้ลูก ๆ เมียเอกและเมียรองที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันแบบทรีซั่มมาเนิ่นนาน แต่ปรากฏว่าถึงเวลาจริงหม่อมหลวงสร้อยระย้าถึงแก่อนิจกรรมก่อน ส่วนพระองค์ชายใหญ่ทรงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไฉไลจนชราภาพ เริ่มมีอาการเลอะเลือน
  3. ลองคิดตามสิคะว่าใครจะได้เปรียบ ระหว่างลูกเมียเอก (ท่านหญิงปิ๋ม-พันธุ์สวลี แม่องค์โสม / ท่านกบ / ท่านหญิงอ๋อย) และลูกเมียรอง (ท่านชายเป๋อ) ฝ่ายหนึ่ง กับ เมียปัจจุบันและลูกๆ (ไฉไล ท่านชายปีใหม่ ท่านหญิงหญิง) เมื่อยังไม่มีพินัยกรรมตายตัว และสัญญาที่ให้ไว้เป็นสัญญาปากเปล่าทั้งหมด มันก็แน่นอนอยู่แล้วว่าฝ่ายที่ได้เปรียบก็คือฝ่ายที่มีทะเบียนสมรส ดังนั้นพอฝ่ายลูก ๆ ม.ล.สร้อยระย้า ตั้งทนายมาสู้จะฟ้องบังคับให้ทำตามคำมั่นที่เสด็จพ่อได้ให้ไว้กับหม่อมหลวงสร้อยระย้า ฝ่ายไฉไลก็ตั้งทนายสู้ทันทีว่าไม่ได้นะ สมบัติอย่างน้อยครึ่งนึงต้องเป็นของฉันเพราะถือว่านี่คือสิทธิของตนในฐานะชายาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือก็ค่อยหารให้ลูก ๆ ทุกคน รวมลูกฉันด้วยอีก 2 เริดมั้ยละ
  4. หลังจากนั้นก็เป็นดราม่าการต่อรองทรัพย์สมบัติกัน เสด็จพระองค์ชายใหญ่นอนพะงาบ ๆ ดู ลูกเมียแย่งสมบัติกัน ซึ่งคุณขา ขอบอกว่าช่วงนั้นวงสังคม เม้ามอยกันไม่เว้นแต่ละวัน สนุกมาก เท่าที่จำได้ก็คือสมบัติในส่วนของท่านหญิงทั้งสองคือหญิงปิ๋ม หญิงอ๋อยเนี่ย ส่วนมากเป็นเพชรพลอยเครื่องประดับซึ่งเป็นของส่วนตัว มันเลยตกลงกันง่าย เลยยอมความกันจบไปอย่างรวดเร็ว
  5. แต่ที่เป็นประเด็นที่สุดคือวังอัศวินและสมบัติล้ำค่ามากมายที่อยู่ในการครอบครองของท่านชายกบ ขอบอกว่าตอนนั้นวังแทบแตก ไฉไลแบกหน้าบุกมาเจรจาถึงวังอัศวิน แต่เจอท่านกบไล่ตะเพิดไป นังลูกแม่ค้านั่งตลาด กล้าดีอย่างไรมาประพฤติตัวเยี่ยงนี้ในวังที่ประทับของเจ้าเยี่ยงข้า
  6. เมื่อไม่เป็นผล ไฉไลก็เลยเอาเรื่องเข้ากระบวนการตามกฎหมาย แต่อีกฝ่ายก็ดิ้นสิ เนื่องจากหากชึ้นศาล มันก็จะฉาวเพราะมันต้องเปิดเผยรายละเอียดแก่สาธารณะ แถมใช้อำนาจเจรจายาก เพราะหลักฐานอะไรก็เป็นรองไฉไลทั้งหมด ก็เลยเดินเกมด้วยการเอาคนไปจับพระหัตถ์พระองค์ชายใหญ่ที่กำลังนอนพะงาบ ๆ ให้เซ็นยินยอมแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ ขึ้นมาเป็นผู้วินิจฉัยแทนการขึ้นศาล (โดยสังเขป อนุญาโตตุลาการก็คือกระบวนการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่มีผลผูกพัน บังคับคดีได้ แต่คู่ความในคดีจะเป็นฝ่ายแต่งตั้งผู้วินิจฉัยคดีกันเอง มันจะเจรจาง่ายกว่าการไปศาลที่ไม่รู้จะเจอใคร)

จุดพีคของมหากาพย์

  1. ต้นปี พ.ศ. 2538 พระองค์ชายใหญ่ที่ประชวรมาหลายปีแล้วก็สิ้นพระชนม์ลง ความได้เปรียบเทกลับมาเป็นของฝ่ายลูก ๆ หม่อมหลวงสร้อยระย้าทันที ทรัพย์สมบัติกำลังจะมาหาท่านกบโดยสมบูรณ์แบบ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ท่านกบก็เพิ่งเสกสมรสกับหม่อมลูกปลา โดนตอนแรกก็ทำพินัยกรรมไว้ว่าจะมอบสมบัติให้ลูก ๆ กับหญิงเป๋อ แต่พอเสกสมรสกับหม่อมลูกปลาได้ไม่ทันไรก็เริ่มคิดจะทำพินัยกรรมฉบับใหม่ ยกทรัพย์สมบัติให้ลูกปลาด้วย
  2. กลางปี พ.ศ. 2538 ปรากฏว่าเช้าวันหนึ่งท่านชายกบสิ้นชีพิตักษัย จากการโดนลอบวางยาในกาแฟ โดยหม่อมลูกปลาเป็นคนไปพบศพ เกิดเป็นมหากาพย์ซ้อนในมหากาพย์ที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับนานนับเดือน
  3. สืบไปสืบมาไม่มีอะไรคืบหน้า แต่แล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ หม่อมลูกปลาก็สารภาพว่าเป็นคนทำเอง เพราะชอบหนีเที่ยว แล้วท่านกบดุ หม่อมลูกปลาเลยแค้นแล้ววางยาเสีย หม่อมลูกปลาถูกศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก แต่สังคมทั่วไปก็ตั้งคำถามมากมายว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะหม่อมลูกปลากำลังจะได้มีส่วนร่วมในสมบัติ แถมตอนนั้นหม่อมลูกปลาก็ตั้งครรภ์ (แท้งภายหลังจากความเครียด) จะทำไปเพื่ออะไรในเมื่อหากมีลูกก็จะได้ทรัพย์สมบัติเข้าไปอีก ผุ้ต้องสงสัยจึงเป็นบุคคลรอบข้างที่มีส่วนได้เสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหม่อมเดิมของท่านชาย หญิงอ๋อย และ….ไฉไล!
  4. ไฉไลมีส่วนได้เสียจากการตายของท่านกบ เนื่องจากกลับไปข้อ 9 ที่บอกว่าฝ่ายท่านกบกำลังได้เปรียบ เพราะแนวทางการแบ่งมรดกที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตอนนั้นปรากฏว่าวังอัศวินจะเป็นของท่านกบ ส่วนไฉไลได้ที่ดินนอกเมืองกับให้เอาพวกวัตถุโบราณไปขาย แล้วต้องแบ่งผลประโยชน์จากการขายเอามาให้ท่านกบด้วยอีกหลายสิบล้านบาท ไฉไลเดินหน้าด้วยการยื่นเรื่องต่อศาล ฟ้องให้การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะทันที
  5. ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาหม่อมลูกปลา หลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากคำสารภาพไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีหลักฐานอื่นใดประกอบ ไม่มีเหตุจูงใจ ศาลไม่เชื่อว่าคำสารภาพของลูกปลานั้นมีน้ำหนัก และลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็มีช่องโหว่มากมาย ส่วนหม่อมลูกปลาเองแม้จะลาออกจากวังอัศวินไปแล้ว แต่หญิงอ๋อยก็เอื้ออาทรกันเป็นแม่-ลูกเหมือนเดิม หากลูกปลาฆ่าพระเชษฐาจริง ทำไมหญิงอ๋อยถึงยังเอ็นดูลูกปลาล่ะ? หรือหญิงอ๋อยจะรู้ว่าใครเป็นคนฆ่า? หรือหญิงอ๋อยเป็นคนวางยาเองแล้วต้องการขออโหสิจากลูกปลาที่ต้องรับกรรมแทนตน?

ตัดฉากจบด้วยปมปริศนาที่ไม่มีวันคลาย

  1. ศาลฎีกาพิพากษากลับคำตัดสินอุทธรณ์อีกที ให้หม่อมลูกปลาจำคุก ส่วนหม่อมไฉไลแพ้ในคดีอนุญาโตตุลาการ ต้องโอนวังอัศวินให้ทายาทของท่านกบ
  2. หม่อมไฉไลเกิดเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากเสด็จพระองค์ชายใหญ่โป๊ะแตก ว่าไปกู้เงินธนาคารเอาไว้วงเงินปีละล้าน ทุกปี ใช้เต็มวงเงิน แต่ไม่เคยจ่าย กู้กันแบบลับ ๆ กะจะไม่ให้ใครรู้ ทั้งดอกทั้งต้นรวมกันหลายสิบล้าน แต่ยังโชคดีที่ด้วยเครดิตความเป็นเจ้า ธนาคารก็เกรงใจให้กู้แบบไม่มีหลักฐานรายปี พอพระองค์ชายไม่จ่ายคืนซักปี ศาลเลยบอกว่าให้นับถึงเฉพาะปีที่พระองค์ชายจ่ายปีสุดท้าย ส่วนปีหลังจากนั้นไม่ต้องเพราะถือว่าไม่มีหลักฐาน 5555 จากที่ธนาคารฟ้อง 50 ล้าน เลยได้คืนแค่ราว 5 ล้าน
  3. ปัจจุบันไฉไลเป็นเจ้าของธุรกิจมากมาย ห้างทองไฉไล (ไม่รู้เจ๊งยัง) รีสอร์ทคุ้มไฉไล เริด ๆ รวมทรัพย์สินมูลค่านับพันล้านบาท
  4. ส่วนโอรสหม่อมไฉไล ท่านชายปีใหม่ เห็นติสต์ๆ แต่ก็เกิดติสต์แตกจนไปเมาบนเครื่องบินแล้วเกิดคดี….แอร์โฮสเตส ต้องส่งคนไปเคลียร์กันวุ่นวายแบบว่าสนามบินเกือบแตก แต่ก็รอดมาได้มิมีมลทินมัวหมองอะค่ะ ด้วยความเป็นอภิสิทธิ์ชนอะเนอะ ไม่รู้เคลียร์กันเป็นตัวเลขเท่าไหร่ แหล่งข่าวไม่ได้ระบุ
  5. ทางด้านธิดา ท่านหญิงหญิงนี่ก็แซ่บไม่แพ้กัน วิญญาณผีพนันเข้าสิง นั่งรถตู้แอบลักลอบออกนอกประเทศไปถลุงทรัพย์ในบ่อนที่ปอยเปต ปรากฏขากลับโดนจับได้ที่ชายแดน ไม่มีพาสปอร์ต ไม่มีบัตรประชาชน พอนางบอกว่าเป็นหม่อมเจ้าปุ๊บ ต.ม. ก็ไม่เชื่อ แล้วนักข่าวก็เอาลงพาดหัวทั่วประเทศว่ามีหญิงสาวอ้างตัวเป็นหม่อมเจ้า 555 ปรากฏเป็นหม่อมเจ้าจริง ลบข่าวกันแทบไม่ทัน
  6. ส่วนลูกปลาปัจจุบันตกงานบ้าง ขายก๋วยเตี๋ยวบ้าง เป็นกระเป๋ารถทัวร์บ้าง ใช้ชีวิตตามอัตภาพอย่างขัดสน แต่ก็มีชีวิตอยู่ด้วยพลังจากความรักของสามีใหม่และลูก ๆ ของเธอ
หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุใดคนเสื้อแดงจึงต้องเผายางรถยนต์ก่อนสลายการชุมนุม

คืนที่เสธแดงถูกยิงผมไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากทหารสไนเปอร์ที่ประจำการบนตึกสูงเริ่มยิงประชาชน คืนนั้นมีคนถูกยิงนำตัวส่งโรงพยาบาลหลายราย เช้าวันถัดมาผมออกจากพื้นที่ชุมนุมทางฝั่งสวนลุมพินีนั่งแท็กซี่กลับบ้านด้วยความอิดโรย

บ่ายวันถัดมาคือวันที่ 14 พค. 2553 ผมกลับไปชุมนุมกับคนเสื้อแดงอีกแต่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปที่เวทีปราศัยได้เพราะทหารเริ่มปิดถนน จุดที่ผมไปได้ไกล้ที่สุดคือสี่แยกบ่อนไก่ซึ่งห่างจากเวทีราชประสงค์หลายกิโล บ่อนไก่เป็นพื้นที่ๆคนเสื้อแดงถูกยิงตายมากที่สุดก่อนจะมีการสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นบอกต่อๆกันว่ามีกลุ่มอันธพาลการเมืองที่นิยมฟาสซิสต์แอบอยู่ตึกสูงฝั่งตรงข้ามยิงคนเสื้อแดงตายไปหลายคน หลังพระอาทิตย์ตกทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด ไม่มีแสงไฟบนท้องถนน ไม่มีแสงไฟบนตึกสูงหรือร้านค้า ไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟในบ้านเรือนของประชาชนที่อาศัยในบริเวณนั้น

เวลาประมาณสองทุ่มผมพบรถกระบะ 2 คันจอดอยู่ริมถนน เมื่อเดินเข้าไปไกล้จึงพบว่าเป็นรถของชาวบ้านในละแวกนั้นที่ช่วยกันนำอาหารสำเร็จรูป เสบียง น้ำดื่มไปมอบให้กับเวทีราชประสงค์เพื่อดูแลผู้ชุมนุมอีกนับหมื่นที่ยังปักหลักชุมนุมที่ราชประสงค์ เมื่อทราบดังนั้นผมจึงไปช่วยพวกเขาขนเสบียงขึ้นรถ และเมื่อสอบถามเจ้าของรถซึ่งเป็นชายร่างท้วมว่ามีคนนั่งไปเป็นเพื่อนหรือไม่เขาบอกไม่มี ผมจึงอาสานั่งรถไปเป็นเพื่อนเขา

รถขนเสบียงไปมอบให้กับผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ที่ผมเห็นคืนนั้นเป็นรถกระบะสองคัน คันที่ผมนั่งไปด้วยวิ่งนำเป็นคันแรก คนขับต้องปิดไฟหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเห็น วิ่งช้าๆฝ่าแนวยิงของทหารจากบ่อนไก่ไปยังถนนพระรามสี่ เลี้ยวขวาลัดเลาะเข้าไปในย่านชุมชนซอยร่วมฤดี บางขณะต้องวิ่งลัดเลาะไปด้านข้างสวนลุมพีนีมองเห็นทหารยืนถือปืนประจำการในความมืด ค่อยๆ วิ่งเช่นนี้ราว 20 นาทีจนไปถึงหลังเวทีปราศรัยซึ่งเป็นเตนท์เสบียง ผมช่วยขนเสบียง 3 รอบตั้งแต่เวลา 20.00-24.00 น. จากนั้นจึงไปฟังปราศรัยร่วมกับผู้ชุมนุม (หลายปีต่อมาผมได้มีโอกาสพบกับชายเจ้าของรถที่ผมนั่งไปกับเขา เขาเป็นนักธุรกิจเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ และได้มาร่วมทำกิจกรรมกับผมหลายครั้ง ผมและเพื่อนๆเรียกเขาว่าเฮียอ้วน)

หลังจากวันนั้นอีก 1-2 วันผมยังสามารถไปฟังการปราศัยที่ราชประสงค์ได้ผ่านถนนซอยที่มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งส่งผู้โดยสาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น ทหารเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ประชาชนถูกยิงตายทุกวัน ผู้ที่ถูกยิงมีทั้งผู้ชุมนุมที่เป็นคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป เริ่มมีการโต้ตอบจากฝ่ายผู้ชุมนุม ใต้ทางด่วนแถวบ่อนไก่ผมเห็นผู้ชุมนุมบางคนรวบรวมขวดเครื่องดื่มชูกำลังประเภทกระทิงแดงที่อยู่แถวนั้นมาทำระเบิดเพลิงไว้ปาใส่แนวทหาร พวกเขาซื้อนำมันเบนซินใส่แกลลอนเล็กๆและมาแบ่งใส่ขวดราวครึ่งหนึ่ง เจาะฝาให้เป็นรู ตัดผ้าชิ้นเล็กๆพันเป็นเกลียวแล้วแหย่เข้าไป นั่นคือการทำระเบิดเพลิง (หรือที่เรียกว่า Molotov) ผมไปยืนดูร่วมกับประชาชนแถวนั้นที่มาให้กำลังใจ ไม่มีใครขัดขวางเขา ผมเห็นเขาตัดเศษผ้าทำชนวน กรอกน้ำมันเบนซินลงขวดเล็กๆ เมื่อเขาทำเสร็จราว 10-12 ขวดก็รวบรวมทั้งหมดใส่กระเป๋าและเดินจากไป

ไม่นานนักสถานการณ์ของผู้ชุมนุมก็แย่ลง การตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์เริ่มได้ผลมากขึ้น จำนวนผู้ชุมนุมเริ่มลดลด แต่หน้าเวทียังแน่นขนัดไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน พวกเขาทนหิว ทนร้อน ทนตากแดด นั่งฟังแกนนำปราศรัยบนท้องถนนที่ร้อนระอุแม้ในยามค่ำคืน สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของผู้ชุมนุมไม่ใช่ปัญหาเรื่องเสบียงหรือความกลัวทหารแต่คือการเข้าห้องน้ำ โชคดีอยู่บ้างที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่อยู่หน้าเวทีราชประสงค์ใช้ไฟสำรองและเปิดห้องน้ำที่อยู่บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุม

คืนสุดท้ายที่ผมเข้าไปฟังได้ปราศรัยคือวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลาราว 23.00 น. ผมจำได้ว่าเดินไปเข้าห้องน้ำของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างเดินออกจากห้างผมพบชายสองคนนั่งอยู่ข้างทาง เมื่อสังเกตดูพบว่าชายคนหนึ่งร้องไห้ อีกคนกำลังปลอบโยน เมื่อหยุดฟังจับใจความได้ว่าชายที่ร้องไห้คือคนเสื้อแดงที่ถูกทหารยิงด้วยกระสุนยางที่เบ้าตาเมื่อวันที่ 10 เมย. 2553 เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอควักดวงตาของเขาข้างนั้นออกและพันแผลให้เขาพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าเมื่อดูทีวีพบว่ามีการตัดน้ำตัดไฟเขาจึงหนีออกมาและเดินทางมาราชประสงค์เพื่อร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงต่อ ระหว่างนั้นมีผู้คนมามุงดูจำนวนมาก และเมื่อทราบเหตุการณ์หลายคนได้มอบเงินช่วยเหลือ ผมจำได้ว่ามีชายคนหนึ่งอายุไม่เกิน 40 ปีแต่งกายดีเป็นนักธุรกิจเทเงินทั้งหมดที่มีในกระเป๋านับหมื่นบาทให้ ชายผู้นั้นยกมือไหว้ขอบคุณและเดินจากไป เหตุการณ์นี้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีทุกอย่างก็กลายเป็นปกติ

ราววันที่ 17 พค.ผมก็ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่เวทีราชประสงค์ได้อีก ไม่แม้กระทั่งพื้นที่บ่อนไก่ จุดที่ไกล้ที่สุดที่ผมไปได้คือคลองเตย ที่นั่นมีแกนนำชาวบ้านคือครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะได้ตั้งเวทีช่วยเหลือประชาชน ผมเห็นเริ่มมีการเขียนป้ายผ้าเพื่อติดในพื้นที่ชุมนุม ข้อความว่า “ตำรวจเป็นมิตรและปกป้องประชาชน” ฯลฯ ผมไปอาสาช่วยเขียนป้ายผ้า และพยายามเขียนให้ดีที่สุดที่จะทำได้ ในวันนั้นสื่อมวลชนเริ่มลงข่าวว่าคนเสื้อแดงนำยางรถยนต์มาเผาในหลายจุดทั่วกรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าจะเผาไปเพื่ออะไร

วันสุดท้ายที่ผมไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงคือวันที่ 18 พค. 2553 บริเวณใต้ทางด่วนคลองเตย ผมเห็นมีประชาชนจำนวนมากช่วยกันเผายางรถยนต์ มีรถกระบะที่วิ่งขนยางรถยนต์จากที่อื่นมาวางซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นใคร บนพื้นมีใบปลิวกระจายเต็มไปหมด ผมหยิบใบปลิวมาอ่าน มีข้อความที่บอกว่าเป็นคู่มือของประชาชนในการปกป้องชีวิตไม่ให้ถูกสไนเปอร์ยิง เช่น ให้ผู้ชุมนุมสวมหมวกนิรภัย ให้เผายางรถยนต์เพื่อให้เกิดม่านควันสีดำ ม่านควันนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้ทหารสไนเปอร์มองเห็น ฯลฯ

ในขณะนั้นผมไม่ทราบว่าใบปลิวจำนวนมากนี้ปลิวว่อนอยู่บนท้องถนนได้อย่างไร แต่ผมเห็นประชาชนจำนวนมากช่วยกันคนละไม้คนละมือเผายางรถยนต์อย่างขะมักเขม้น เมื่อหมดแล้วก็ช่วยกันขับรถไปขอรับบริจาคหรือไปบรรทุกมาจากปั้มน้ำมันละแวกนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความเชื่อจริงๆว่าเปลวควันที่ลุกโขมงบนท้องฟ้าจะช่วยปกป้องชีวิตพวกเขาจะสไนเปอร์ที่ยิงมาจากตึกสูงได้

ผมใช้เวลานานหลังจากออกมาทำกิจกรรมกว่าจะเข้าใจว่าใบปลิวดังกล่าวเป็นฝีมือของทหารหน่วยใดหน่วยหนึ่งที่นำไปโปรยบริเวณพื้นที่ชุมนุม เป้าหมายเพื่อลวงให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าการเผายางรถยนต์ให้เกิดม่านควันเป็นวิธีในการป้องกันตัวและเอาชีวิตรอดจากสไนเปอร์ ไม่มีใครมองออกว่านั่นคือแผนการของทหารที่สร้างให้ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นพวก “เผาบ้านเผาเมือง” ตามวลีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนั้นย้ำกับสื่อมวลชนบ่อยๆ สำหรับผมมันเป็นบทสคริปที่เขียนขึ้นให้คนกรุงเทพหวาดกลัวคนเสื้อแดง สร้างให้พวกเขากลายเป็นผู้ร้ายของคนกรุงและชาวโลก

และเมื่อสถานการณ์สุกงอม ทหารก็ก้าวออกมา …

………………………….

The Democracy Movement in Thailand : An Activist’s True Story ( Chapter 3 ) เบื้องหลังของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย

Cr: FB ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำรวจกราดยิง คาดเมายา เครียดต้องขึ้นศาล ปืนก่อเหตุซื้อเองถูกกฎหมาย

สถานีตำรวจภูธรนาวัง
สรุปผลการจับกุม ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ ผบ.หมู่(ป) สภ.นาวัง คดีครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต

ประวัติโดยย่อ : ส.ต.อ.ปัญญา คำราบ เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน 2531 บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.ยานนาวา ต่อมา ย้ายมาดำรงตำแหน่ง ผบ.หมู่(ป.) สภ.นาวัง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ตามคำสั่ง ภ.4 ที่ 1338/2562 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2562

เมื่อย้ายมาที่ สภ.นาวัง เริ่มมีปัญหาทะเลาะกับแฟน เนื่องจากแฟนไม่ได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน และเริ่มมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จนร่างกายซูบผอม มีอารมณ์ฉุนเฉียว ซึ่งเพื่อนข้าราชการตำรวจต่างทราบดีและไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

เมื่อออกปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยธนาคารออมสิน ส.ต.อ.ปัญญาฯ ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ กลับไปนอนอยู่ในรถ ซึ่งจอดไว้หน้าธนาคาร เมื่อผู้จัดการธนาคารออมสิน ได้ขอความช่วยเหลือโดยให้คุ้มกันการเคลื่อนย้ายนำเงินเข้าเครื่อง ATM กลับแสดงอาการไม่พอใจ ทำท่าจะชักปืนขู่ ทำให้ผู้จัดการต้องโทรศัพท์แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้เริ่มคบกับ น.ส.หญิง ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งทำงานเป็นพนักงานร้านคาราโอเกะ (ปัจจุบันปิดกิจการเนื่องจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ) จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.หญิงฯ เคยเป็นแฟนกับ นายเดย์ (ไม่ทราบนามสกุล) ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ซึ่งขณะนี้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำจังหวัดหนองบัวลำภู

เมื่อคบกับ น.ส.หญิงฯ มักพาเพื่อนมามั่วสุมดื่มสุรา และส่งเสียงดัง ที่ห้องพักข้าราชการตำรวจเป็นประจำ เป็นที่เดือดร้อนรำคาญ แก่ข้าราชการตำรวจ และชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเมื่อเมาสุราแล้ว ส.ต.อ.ปัญญาฯ จะชอบนำอาวุธปืนมายิง ทำให้ไม่มีคนกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเคยนำอาวุธปืนไปยิงสุนัขของประชาชน จนต้องมีข้าราชการตำรวจไปไกล่เกลี่ยให้ไม่ดำเนินคดี

เมื่อเดือน กรกฏาคม 2564 ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้มั่วสุมดื่มสุราในห้องพัก และส่งเสียงดังรบกวน และได้มีเพื่อนข้าราชการตำรวจไปตักเตือนให้หยุด แต่ ส.ต.อ.ปัญญาฯ กลับด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และเข้ามาทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาทกัน และผู้บังคับบัญชาได้เรียกตัวมาทำทัณฑ์บนไว้

พ.ต.อ.สุวัฒชัย มะลิทอง ผกก.สภ.นาวัง ในขณะนั้น ได้เรียกเจ้าตัวมาสอบถาม และเจ้าตัวได้ยอมรับว่าได้เสพสารเสพติดตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้ว และรับปากกับผู้บังคับบัญชาว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงได้ทำการยึดอาวุธปืนประจำกาย ของ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ไว้ เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้ายต่างๆ

สภ.นาวัง ได้ดำเนินการตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ตามโครงการตำรวจสีขาว ไม่ไห้ข้าราชการตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ยังได้รับรายงานว่า ส.ต.อ.ปัญญาฯ ยังมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.หนองบัวลำภู ได้เข้าตรวจค้นจับกุม ปรากฏหลักฐานตามบันทึกจับกุม ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ส.ต.อ.ปัญญาฯ ให้การรับสารภาพ

เมื่อถูกจับกุมได้ซักถาม ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้ให้ถ้อยคำว่า “สูบยาบ้ามาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนมียาบ้าเป็นร้อยๆ เม็ดไม่เห็นมีใครมาจับกุม” อย่างไรก็ตาม ส.ต.อ.ปัญญาฯ รับสารภาพว่า ยาบ้าของกลางที่ชุดจับกุมพบ เป็นของตนเอง โดยได้รับมาจากอดีตตำรวจนายหนึ่ง ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการแล้ว

เมื่อ ส.ต.อ.ปัญญาฯ ได้ถูกจับกุมและย้ายออกจากบ้านพักแล้ว ข้าราชการตำรวจ สภ.นาวัง รู้สึกผ่อนคลาย และทำงานโดยไม่มีความหวาดระแวงต่อเพื่อนร่วมงาน

#กรรมกรข่าว


#สรุปข้อเท็จจริงทางคดีเบื้องต้นได้ดังนี้

   ▪ สาเหตุล่าสุดคาดว่า เครียด ต้องขึ้นศาลเรื่องยาเสพติดวันพรุ่งนี้ บวกกับเมายา

   ▪ ดูจากจุดเกิดเหตุแล้ว มีอาการคลุ้มคลั่ง ใช้มีดเป็นหลักในการก่อเหตุ

   ▪ หลังออกจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แล้วพบเห็นใครก็ใช้ปืนและมีดทำร้าย

   ▪ จากนั้นเข้าไปในบ้าน ตำรวจปิดล้อม และพบว่าเสียชีวิตแล้วพร้อมภรรยาและลูก

   ▪ ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นปืน 9 มม. ซื้อส่วนตัว ถูกต้องตามกฎหมาย

   ▪ ตำรวจเตรียมถอดบทเรียนเรื่องนี้ โดยเฉพาะการปิดล้อมคนร้ายและระงับเหตุให้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   ▪ เบื้องต้นขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่บ้านของผู้ก่อเหตุอยู่ใกล้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ และเด็กไม่มีอาวุธในการต่อสู้

   ▪ ยอมรับว่าเขาเป็นอดีตตำรวจ แต่เราให้ออกไปแล้ว ถือว่าไม่ใช่ตำรวจแล้ว แต่เรายอมรับว่าเป็นอดีตตำรวจจริงๆ แต่จะเอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนเพื่อมี
มาตรการป้องกันต่อไป

   ▪ เบื้องต้นเชื่อว่าไม่น่ามีประวัติเรื่องยาเสพติดก่อนเข้ารับราชการตำรวจ

   ▪ จากนี้จะตรวจเลือดว่ามีปริมาณสารเสพติดในร่างกายเท่าไร

ขณะที่ครูประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เผยว่า ช่วงเกิดเหตุอยู่ในห้องทำงาน ได้ยินเสียงดังด้านนอก คิดว่าใครมาจุดประทัด ก่อนจะเห็นคนร้ายใช้ปืนยิงครูที่อยู่ด้านนอก จากนั้นก็เดินไป

ครูที่เห็นจึงรีบไปล็อกประตูในศูนย์ แต่คนร้ายใช้ปืนยิงใส่ประตู พวกตนและเพื่อนครูจึงโทรศัพท์ และปีนกำแพงไปเรียกคนมาช่วย

ส่วนเด็กที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะนอนหลับอยู่ รวม 24 คน รอดชีวิต 1 คน

“ผู้ก่อเหตุเคยมาส่งลูกชายที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ แต่ลูกชายไม่ได้มาเรียน 1 เดือนแล้ว วันนี้เห็นมาก็คิดว่าจะมารับนม ไม่คิดว่าจะมาก่อเหตุแบบนี้”

#กราดยิงหนองบัวลําภู #TheStandardNews

8-9 ก.พ. 2563 : ทหารคลั่งกราดยิงโคราช
24 มิ.ย. 2564 : ทหารคลั่งกราดยิงโรงพยาบาลสนาม
13 ก.ย. 2565 : ทหารคลั่งยิงเพื่อนในค่ายทหาร
6 ต.ค. 2565 : อดีตตำรวจคลั่งกราดยิงศูนย์เด็กเล็ก

องค์กรเหล่านี้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิรูปหน่วยงานแต่ทำไมถึงได้มีเหตุสลดซ้ำ ๆ เกิดขึ้นทุกปี? นี่เป็นคำถามจากประชาชนที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อของความบ้าคลั่ง และเราต้องการการปฏิรูปอย่างจริงจังไม่ใช่คำสัญญาโป้ปดมดเท็จ

ทุกองค์กรล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่องค์กรของพวกท่านมีปืนอยู่ในมือ มันจึงไม่ควรมีคนเลวอย่างเด็ดขาด! ปัญหายาเสพติด ส่วยใต้โต๊ะ โกงเงิน หักหัวคิว การกลั่นแกล้งผู้ใต้บังคับบัญชา ควรจะหมดไปจากระบบราชการ ในเมื่อคนที่ควรจะปกป้องประชาชนกลายเป็นคนที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง มันก็คงไม่ต่างอะไรจากโจรในเครื่องแบบ

ไม่มีใครรู้ปัญหาในองค์กรได้ดีเท่าคนที่อยู่ในองค์กรนั้เอง อยู่ที่ว่าพวกท่านจะปฏิรูปแก้ไข ล้างบางอย่างจริงจัง หรือซุกปัญหานั้นไว้ใต้พรมปล่อยไปเลยตามเลยเหมือนที่ผ่าน ๆ มา แล้วรอให้มีคนคลั่งออกมาก่อเหตุซ้ำอีกหน ซึ่งคราวหน้าอาจเป็นคนใกล้ตัวท่านหรือว่าตัวท่านเองก็ได้

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคต สิริพระชนมายุ 96 พรรษา


สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร สวรรคต สิริพระชนมายุ 96 พรรษา ด้วยพระอาการสงบ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตในปราสาทบัลมอรัล สกอตแลนด์ สถานที่แปรพระราชฐานฤดูร้อน โดยมีสมาชิกพระราชวงศ์อยู่ข้างพระวรกายจนนาทีสุดท้าย

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จพระราชสมภพเมื่อ 21 เม.ย. 2469 ก่อนที่จะทรงขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระบิดาเมื่อปี 2495 ก่อนที่จะสวรรคตลงเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นสกอตแลนด์ โดยทรงครองสิริราชสมบัติ 70 พรรษา โดยพระบรมศพจะถูกเคลื่อนมายังกรุงลอนดอนในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ย.) และพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ พร้อมพระราชินี จะเสด็จกลับมายังกรุงลอนดอนพร้อมกัน

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ พระราชบุตรพระองค์โต สมาชิกพระราชวงศ์อาวุโสสูงสุด จะเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพทันที โดยจะมีการออกพระนามพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในเวลาต่อมา

ก่อนหน้าการแถลงยืนยันการสวรรคต สถานีข่าวทั่วโลกต่างเริ่มรายงานถึง “ความกังวล” ของคณะแพทย์ ที่ถวายการรักษาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมกันกับการรายงานสมาชิกพระราชวงศ์ ตั้งแต่ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์, คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ม, เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารี, เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์, เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์, เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก, เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งเวสเซกซ์, และพระราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ที่เสด็จมายังปราสาทบัลมอรัล เพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทั้งนี้ แคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริด มิได้ทรงเสด็จมายังปราสาท เนื่องจากยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อส่งพระบุตรและเป็นกำลังพระทัยในการเสด็จเรียนในโรงเรียนเป็นวันแรก ในขณะที่ เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ไม่ได้เสด็จมาพร้อมพระสวามีเจ้าชายเฮนรีแต่อย่างใด

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ สวรรคตแล้วในวันนี้ (8 ก.ย.) สิริพระชนมายุ 96 พรรษา ณ ปราสาทบัลมอรัล สกอตแลนด์ สถานที่แปรพระราชฐานฤดูร้อน ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสมภพเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2469 ทรงเป็นพระราชบุตรีในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร และ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี ในพระราชวงศ์วินด์เซอร์ ทรงมีพระกนิษฐาอย่าง เจ้าหญิงมาร์กาเรต เคาน์เตสแห่งสโนว์ดอน อีกหนึ่งพระองค์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ 6 ก.พ. 2495 ถึง 8 ก.ย. 2565 สิริราชสมบัติ 70 พรรษา ทรงเป็นพระประมุขของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ และเครือจักรภพ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จาเมกา บาฮามาส เกรนาดา ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตูวาลู เซนต์ลูเชีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เบลีซ แอนทีกาและบาร์บิวดา และเซนต์คิตส์และเนวิส อีกทั้งยังทรงเป็นประมุขคริสตจักรแห่งอังกฤษ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ เมื่อ 20 พ.ย. 2490 และครองชีวิตรักของสองพระองค์มาจนถึงครั้นเจ้าชายฟิลิปสิ้นพระชนม์เมื่อ 9 เม.ย. 2564 ด้วยพระชนมายุ 99 พรรษา ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชบุตร-บุตรี (ลูก) 4 พระองค์ พระราชนัดดา (หลาน) 8 พระองค์ พระราชปนัดดา (เหลน) 12 พระองค์ โดยเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมาร จะขึ้นครองราชย์ต่อทันทีหลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้ พระพลานามัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ถดถอยลงไปอย่างมาก โดยถึงแม้ว่าพระมัตถลุงค์ (สมอง) ของพระองค์จะทำงานเป็นปกติ แต่ทรงมีอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) และพระชานุ (เข่า) จนต้องทรงใช้ธารพระกร (ไม้เท้า) ออกในงานเสด็จพระราชดำเนินจนชินตา เนื่องจากปัญหาในการเคลื่อนไหวพระวรกาย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงติดโควิด-19 ก่อนที่จะทรงได้รับการรักษาจนพระพลานามัยกลับมาหายเป็นปกติ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงปฏิบัติพระราชกิจเบา หรืองดปฏิบัติพระราชกิจบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาด้วยปัญหาพระพลานามัย อีกทั้งยังทรงมีน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ปลายรัชสมัยของพระองค์อาจเข้าใกล้มามากยิ่งขึ้นแล้ว

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงปฏิบัติพระราชกิจในฐานะองค์พระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญสหราชอาณาจักรตลอดระยะเวลา 70 ปี ทั้งนี้ พระองค์ไม่มีอำนาจในทางการเมืองใดๆ แต่ทรงทำหน้าที่ได้เพียงมอบคำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น อย่างไรก็ดี พระองค์ได้รับความเคารพอย่างสูงจากผู้นำทางการเมือง ตลอดจนประมุขจากทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วไปทั้งชาวสหราชอาณาจักรและนานาชาติ

ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมานี้ พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ทรงงานโปรดของพระองค์พร้อมกันกับพระราชสวามี ก่อนที่เจ้าชายฟิลิปจะสิ้นพระชนม์ลงเมื่อปีที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 อธิบายว่าการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี ทิ้ง “ช่องโหว่ช่องใหญ่” ในพระทัยของพระองค์ ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้แปรพระราชฐานมายังปราสาทบัลมอรัลในสกอตแลนด์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกสถานที่โปรดของพระองค์ในการทรงงาน ก่อนที่จะสวรรคตลง

การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะมิได้เพียงแต่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพเท่านั้น แต่การสวรรคตของพระองค์จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปในอีกหน้าหนึ่ง ทั้งนี้ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร และทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ รองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ 72 พรรษา) ทรงมีนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในรัชสมัยของพระองค์ถึง 15 คน โดยมี วินสตัน เชอร์ชิล เป็นคนแรก และ ลิซ ทรัสส์ เป็นคนสุดท้าย

หลังการสวรรคต สำนักพระราชวังบักกิงแฮมจะดำเนินรหัสลับ “ปฏิบัติการสะพานลอนดอน” หรือ “Operation London Bridge” สำหรับบอกคนวงใน เช่น นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เครือจักรภพ และบุคคลสำคัญอื่นๆ ให้ทราบว่า สมเด็จพระราชินีนาถสวรรคตแล้ว จะได้เริ่มปฏิบัติตามแผน ก่อนมีการประกาศการสวรรคตที่ประตูพระราชวังบักกิงแฮม ทั้งนี้ จะมีการเรียกประชุมรัฐสภานัดพิเศษ เพื่อที่นายกรัฐมนตรีจะได้แถลงการสวรรคตต่อสภาสามัญชน

มีการคาดการณ์จากโบราณราชประเพณีว่า พระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะถูกอัญเชิญด้วยรถไฟหลวงไปยังกรุงลอนดอน ก่อนจะถูกตั้งไว้ในท้องพระโรงพระราชวังบักกิงแฮมเป็นเวลา 4 วัน แล้วจะย้ายไปตั้งสักการะ ณ โถงเวสมินสเตอร์ พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ อีก 4 วัน และจะมีการจัดพระราชพิธีพระบรมศพ ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์เมื่อสวรรคตแล้ว 9 วัน ก่อนที่จะนำพระบรมศพไปฝังไว้ ณ โบสถ์น้อยเซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์

#ควีนเอลิซาเบธ
#สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่2
#สวรรคต
#VoiceOnline

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ถอดเทปคำปราศัย”วัฒน์ วรรลยางกูร(สหายร้อย)” เวที14ปี19กันยาฯ

ตาสว่างทั้งแผ่นดิน ณ ลานรีพับบลิค ปารีส
(**เนื่องจากเป็นช่วงท้ายเวที แบตเตอรี่ลำโพงใกล้หมดติดๆดับๆ เนื้อหาจึงอาจไม่ต่อเนื่องบางส่วน ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่ทันได้ฟังเพลงฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกับเพลงจากลานโพธิ์ถึงภูพานที่พี่วัฒน์ได้เตรียมมาร้อง)


…ก็คิดถึงไฟเย็นเพราะว่าก่อนมาเนี่ยผมก็นั่งเขียนหนังสือ 7years in exiles.(“ต้องเนรเทศ”) ก็ใกล้จะเสร็จแล้วนะครับ คุยได้แล้วล่ะ แล้วก็คิดถึงว่าวงดนตรีแบบไฟเย็นเนี่ยเป็นวงดนตรีที่มาในช่วงประวัติศาสตร์ที่จะต้องทด…(ไมค์ตัด)

…ก็ขอบคุณกำลังใจ วันนี้ขออนุญาตส่งเสียงจากปารีสลานรีพับบลิคไปถึงสนามหลวงประเทศไทย เป็นกำลังใจให้พวกคุณลูกหลาน
…ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีวันนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย ขอสารภาพตามตรงว่า 7ปีนะครับ 7ปีที่ผมลี้ภัยออกมาจากประเทศไทย ปีหลังๆค่อนข้างไร้ความหวัง แต่ปรากฎว่าการต่อสู้ของนักเรียนนักศึกษาในวันนี้ ก็ได้มาต่อความหวังของคนรุ่นลุงอย่างผม ก็ขอส่งเสียงจากกรุงปารีสไปถึงสนามหลวงประเทศไทยจากลานรีพับบลิคถึงสนามหลวงประเทศไทยซึ่งมันก็เป็นความหมายเดียวกันนั่นแหล่ะ

…สนามหลวงไม่ได้แปลว่าสนามของกษัตริย์นะครับ หลวงก็คือความกว้าง ความใหญ่ ความหลวง ex. บ้านหลวง เมืองหลวง คุกหลวง สนามหลวง…(ไมค์ตัด)

…กษัตริย์รัชกาลที่10 วชิราลงกรณ์ ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา วันที่ 3 และ 4 ตุลาประมาณนั้นนะครับ รัชกาลที่10ได้ไปใช้โทรโข่งพูดกับลูกเสือชาวบ้านเมื่อปี2519 มีหลักฐานอยู่ในหนังสือพิมพ์ดาวสยามหน้า1 ว่ารัชกาลที่10เป็นส่วนหนึ่งในฆาตกร6ตุลา รัชกาลที่9 ภูมิพลเป็นผู้วางแผนฆ่าพวกผมเมื่อ 6 ตุลาคม 2519

“…นี่คือความจริง ให้ผมไปพูดบนสวรรค์ ในนรก หรือบนโลกมนุษย์ ผมจะพูดอย่างนี้ตลอดไป รัชกาลที่9เข่นฆ่านักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 รัชกาลที่10เป็นจำเลยที่4 ราชินีเป็นจำเลยที่2”
นี่คือความจริงครับ ใครจะมาเถียงผมเชิญนัดมาก่อน..(ไมค์ตัด)

…แบตมันน้อยเลยต้องพูดความจริงไม่อ้อมละ สมัยไปกับวงไฟเย็นที่กรุงเทพก่อนรัฐประหาร2557เนี่ย พูดอ้อมแม่งเขาวงกต 8 รอบ แค่จะบอกว่ากษัตริย์อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร เล่าเรื่องอะไรนะ”พระราชาหัวปุ่ม” จำได้มั้ยช่อ(หันไปถามช่อไฟเย็น) เราไปขึ้นเวทีที่ไหนนะ? ปปช. ผมจะต้องเล่านิทานเรื่องพระราชาหัวปุ่ม เพื่อสรุปว่า”พระราชาประหารรัฐ” เล่าครึ่งชั่วโมงครับ

…แต่รุ่นของเพนกวิ้น อานนท์ น้องรุ้ง ฯลฯ เขาพูดตรงๆว่า กษัตริย์… กษัตริย์… (ไมค์ตัด)

…รุ่นลูกรุ่นหลานเขาพูดโดยตรงเลยว่ากษัตริย์วางแผนรัฐประหาร อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐประหาร กษัตริย์ก็สั่งให้ทหารไปเข่นฆ่าประชาชน ผมโกหกตรงไหนมั้ย? ผมไม่ได้โกหก ผมพูดความจริงจากหัวใจ และนี่เป็นเหตุผลทำไมผมจึงต้องมาอยู่ฝรั่งเศส ผมจึงต้องทิ้งบ้านท่าเสาที่ผมรักที่สุด ผมมีบ้านที่สวยงาม น่าอยู่ สงบ..(ไมค์ตัด)

…อาชีพผมเป็นนักเขียน ผมเขียนหนังสืออยู่ที่ท่าเสาสบายดีแล้วครับ เขียนลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ไม่ต้องไปทำงานออฟฟิศ ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เขียนแล้วก็ส่งลงไปสบายตายห่า

..ถ้ามาทำตัวดีๆน่ารักได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ได้เดือนละ2หมื่นบาท แต่มันเป็นเรื่องกระจอกสำหรับผมนะครับไอ้ชีวิตแบบนั้น ถ้าหากว่าเราเขียนหนังสือแล้วไม่สามารถเขียนควมมจริงออกมาได้ ผม…(ไมค์ตัด)

(ใช้เวลาพักใหญ่ไมค์จึงติดขึ้นอีกครั้ง)
…รักแท้ย่อมมีอุปสรรค์ เดี๋ยวปีหน้าจะมาไฮด์ปาร์คเป็นภาษาฝรั่ง ขี้คุย ฮ่ะๆๆ
…เอ้อเขากล่าวหาว่าน้องๆในเมืองไทยที่จัดชุมนุมยึดสนามหลวงนะครับว่ามีอเมริกาหนุนหลัง ผมขอบอกว่า ถ้าเป็นรวามจริงอย่างนั้นผมดีใจอย่างยิ่งถ้าอเมริกาจะมาหนุนหลังรุ่นลูกรุ่นหลาน ถ้าอเมริกาจะมาสนับสนุน(ไมค์ตัด) …คือถ้าหากว่าอเมริกา(ไมค์ตัด)

…เขาบอกว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังนักศึกษา ความจริงคือมันไม่เป็นความจริงหรอก ถ้าเป็นจริงผมก็ยินดีด้วยเพราะว่าผมต้องการให้อเมริกาเนี่ย มหาอำนาจพี่เบิ้มของโลกเนี่ย ได้มาล้างบาปการเมืองไทยสักที

…ช่วยมาล้างบาป ล้างบาง ล้างความคิดที่ผิดที่อเมริกาได้ร่วมกับรัชกาลที่9สร้างความคิดที่โง่เขลาเบาปัญญา ด้วยการโปรปากานดามาตลอด70ปีของรัชกาลที่9

…ในสมัยยุคของประธานาธิบดีโอบาม่านะครับ ปธน.โอบาม่าได้จัดหน่วยเก็บกู้ระเบิด เข้าไปปฏิบัติการในประเทศลาว เพราะว่าอเมริการู้สึกเป็นผิดบาปที่ได้มาทิ้งระเบิด ใช้ประเทศไทยนี่ล่ะครับเป็นฐานทัพ ฐานทัพสัตหีบ อุบลฯ อุดรฯ ต่างๆ โคราช.. ไปทิ้งระเบิดในอินโดจีน ลาว เวียดนาม

…จำนวนระเบิดที่ทิ้งน่ะมากยิ่งกว่าการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่2เสียอีก อเมริกาในยุคของโอบาม่าก็เลยรู้สึกผิดบาป ก็จึงจัดตั้งหน่วยไปเก็บกู้ระเบิดในประเทศลาว

…เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกา คนอเมริกา ช่วยกันมาเก็บกู้ระเบิดที่ทิ้งฝังไว้ในหัวสมองของคนไทยให้โง่เขลาเบาปัญญา โง่เขลาอยู่กับการเชื่อในโฆษณาชวนเชื่อของกษัตริย์ เชื่อเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้น้องๆพูดไปแล้ว เชื่อกระทั่งว่ากษัตริย์นี้มีบุญญาบารมีถึงขั้นว่าจะเอาน้ำทะเลมากลั่นเป็นน้ำมันได้

…ก็พวกเราก็เป็นคนรุ่นเก่าแล้วนะครับถ้าเทียบกับรุ่นหลังที่เขาลักขึ้นมมต่อสู้ ตั้งแต่รุ่นพี่จรัลนะครับซึ่งพวกเราร่วมต่อสธ้กันมาตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 , 6 ตุลา 2519 และก็สู้กันมมจนถึงทุกวันนี้ 2563 และก็ยังต้องร่วมกันสู้ต่อไปครับ

วัฒน์ วรรลยางกูร
19 กันยายน 2563
ณ ลานรีพับบลิค ปารีส

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

การล่มสลายขอจักรวรรดิศักดินา

“…หลังจากสงครามฝิ่นครั้งที่ ๒ และตามด้วยความวุ่นวายของกบฎอี้เหอถวน จีนพ่ายแพ้แก่ชาติมหาอำนาจ จนต้องยินยอมแบ่งมณฑลและเมืองท่าต่างๆ ให้ชาติตะวันตกใช้ประโยชน์ เรียกว่าเขตอิทธิพล (Spheres of influence)
.
โดยตกลงยกแมนจูเรียและคาบสมุทรเหลียวตงให้เป็นเขตอิทธิพลของรัสเซีย แต่ญี่ปุ่นก็หมายตาแมนจูเรียไว้เช่นกัน ในตอนนี้จีนอ่อนแอเกินไปที่จะต้านทานชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ทั้งญี่ปุ่นและรัสเซียตกลงกันเองว่าจะแบ่งภาคเหนือของจีนและเกาหลี โดยญี่ปุ่นเสนอว่าจะยอมรับอิทธิพลของรัสเซียเหนือแมนจูเรีย ส่วนญี่ปุ่นจะครอบครองคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด
.
อย่างไรก็ตาม รัสเซียไม่ยินยอมและเสนอว่าพื้นที่บนคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่เส้นขนานที่ ๓๙ ขึ้นไปจะต้องเป็นพื้นที่กันชนระหว่างแมนจูเรียและเกาหลี เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น
.
การเจรจาระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นล้มเหลว นำไปสู่สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War) ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของรัสเซียในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ ทำให้ทั่วโลกตะตะลึงอีกครั้งที่ญี่ปุ่นสามารถพิชิตได้ทั้งจีนและรัสเซีย แต่นั้นมาญี่ปุ่นได้รับการยอมรับเป็นมหาอำนาจใหม่ ที่สำคัญก็คือญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจเหนือเกาหลีอย่างเต็มที่รวมถึงแผ่อิทธิพลเข้าไปในแมนจูเรียของจีน
.
ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ เสนาบดีในรัฐบาลเกาหลีที่นิยมญี่ปุ่นใช้อำนาจโดยพลการ ลงนามสนธิสัญญากับญี่ปุ่น (Japan–Korea Treaty 1905) หรือสนธิสัญญาอึลซา ตกลงลดทอนกองทัพเกาหลีและแทนที่ด้วยกองกำลังของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือเกาหลีจะโอนอำนาจการต่างประเทศให้ญี่ปุ่น นับเป็นการปิดปากเกาหลีมิให้มีสิทธิ์มีเสียงในเวทีโลก…
.
ด้วยสนธิสัญญาอึลซา ทำให้เกาหลีหมดสภาพที่จะช่วยเหลือตัวเอง ในอีก ๒ ปีต่อมาต้องทำสนธิสัญญาเปลี่ยนสถานะเกาหลีเป็นรัฐอารักขา (Japan–Korea Treaty 1907) และในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ ทำสนธิสัญญายกอำนาจการปกครองให้ญี่ปุ่นผนวกแผ่นดินเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่น (Japan–Korea Treaty of 1910)
.
นับแต่นั้นประเทศเกาหลีหรือโชซอนไม่มีอยู่ในโลก มีเพียงอาณานิคมโชเซนของญี่ปุ่น
.
ขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ใช้เกาหลีเป็นฐานรองรับการขยายอิทธิพลเข้าไปในจีนตอนเหนือ โดยมีแมนจูเรียเป็นเขตอิทธิพล
.
อะไรและใครที่เป็นสาเหตุของการล่มสลายของจักรวรรดิศักดินาที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก?…”


.

  • “ปะกิ่ง” ที่โรยรา –

กรกิจ ดิษฐาน

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ สูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ :
วาระสุดท้ายของแมนจูจากภาพถ่ายที่พบในสยาม
.
When The Mighty Dragon Falls:

A Pictorial Journey of China Unearthed in Siam.

หนังสือที่จะตามแกะรอยปริศนาเบื้องหลังของภาพถ่ายที่เพิ่งค้นพบในสยาม ที่บอกเล่าการเดินทางดูงานด้านการทหารในเอเชียตะวันออกหลังจากที่ญี่ปุ่นเอาชนะรัสเซียได้หมาดๆ และกำลังจะกลืนเกาหลีเป็นอาณานิคม พร้อมท้งยังสยายปีกเข้าไปกุมอิทธิพลเหนือจีนตอนเหนือ
.
ย้อนไปถึงจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของสยามกับมหาอำนาจในเอเชีย จากจีนสู่ญี่ปุ่น ผ่านสายตาของช่างภาพผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นบนเส้นทางการขยายอำนาจของญี่ปุ่นเหนือจีนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออก ภายใต้การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดของชนชั้นนำชาวสยามเพื่อวางหมากบนกระดานการเมืองโลกที่พร้อมจะพลิกผันได้อยู่เสมอในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวายนั้น.
.

มันไม่ใช่แค่อัลบั้มภาพธรรมดา แต่อาจเรียกได้ว่าเป็น Photojournalism ชิ้นแรกๆ ของสยามโดยบุคคลที่เดินทางไปถึงสมรภูมิสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น เป็นประจักษ์พยายานความเสื่อมทรุดของจีน และฉากสุดท้ายของเกาหลีก่อนตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น

ทั้งยังถ่ายทอดภาพต้นฉบับเหล่านี้ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพความละเอียดสูง พร้อมเทคนิคการพิมพ์ที่ทันสมัย
.
จัดพิมพ์สี่สี ด้วยกระดาษอาร์ตคุณภาพดีจากต่างประเทศ
รูปเล่มขนาดใหญ่ หุ้ม Jacket สวยงามภาพประกอบมากกว่า ๒๐๐ ภาพ
มีคำบรรยายภาษาอังกฤษทุกภาพ
.
พร้อมจัดทำบทกล่าวนำและบทสรุปของผู้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ
รวมทั้งจัดพิมพ์อัลบั้มต้นฉบับไว้ภายในเล่มอีกด้วย
.

เพื่อให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับสาระของเนื้อหาและชุดภาพประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ “สามเส้า” สยาม – จีน – ญี่ปุ่น ที่ค้นพบในครั้งนี้

ราคาพิเศษในเดือนกรกฎาคม 2565 นี้เท่านั้น !

สำนักพิมพ์ สยาม เรเนซองส์ จัดเซตหนังสือสุดคุ้มให้อ่านกันอย่างเพลิน ๆ
หรือจะเก็บสะสมก็เป็นที่น่าสนใจ
.

หนังสือสูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ
::: ราคาพิเศษเล่มละ 1,692 บาท :::
จากราคาปกติ 1,880 บาท
.
และหนังสือชุดพิเศษ
.
หนังสือสูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ + หนังสือพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๔ ถึงเซอร์จอห์น เบาริง
::: ราคาพิเศษชุดละ 1,938 บาท :::
จากราคาปกติ 2,280 บาท
.

จำนวนจำกัด 25 ชุดเท่านั้น !!!

ชมตัวอย่างหนังสือ
“สูญแผ่นดิน สิ้นอำนาจ : วาระสุดท้ายของแมนจู จากภาพถ่ายที่พบในสยาม” ได้ที่
.

https://www.facebook.com/marketplace/shops/item/2273194939471632/

#SiamRenaissance

#China #EarlyPhotography

#สูญแผ่นดินสิ้นอำนาจ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นี่คือบทความตาสว่างยุคแรกๆ ที่อาจารย์ใจล์ อึ๊งภากรณ์ เขียนวิจารณ์กษัตริย์ภูมิพลเมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่ภูมิพลเพิ่งเสียชีวิต

อ.ใจล์ เป็นบุตรชาย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และเป็นอดีตอาจารย์ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬา เป็นอาจารย์ในจุฬาฯไม่กี่คน ที่ออกมาประท้วงต้านการรัฐประหาร ปี 2549 อาจารย์เดินทางไปประเทศอังกฤษ และไม่กลับมาไทยอีกเลย ในปี 2550 เพราะ โดนหมายจับมาตรา 112 หลังจากตีพิมพ์หนังสือวิชาการชื่อ A coup for the rich ที่มีการอ้างอิงหนังสือ The King Never Smiles ที่ทุกคนรู้จักดี (อ. ไม่ได้มีสถานะลี้ภัย เพราะ แกมีสัญชาติอังกฤษอยู่แล้ว แค่กลับไทยไม่ได้เฉยๆ)

——————————————

ใจ อึ๊งภากรณ์
13 ตุลาคม ปี 2016

นายภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ความกล้าหาญ และไม่มีอุดมการณ์ดีๆ ของตนเองเลย แต่ในขณะเดียวกันเป็นคนโลภทรัพย์และหลงตัวเอง เขาใช้ชีวิตของอภิสิทธิ์ชนอันไร้ประโยชน์ ขณะที่ล้อมรอบไปด้วยขี้ข้าที่คอยเลีย หมอบคลาน และชมว่านายภูมิพลเป็น “เทวดา” แท้จริงแล้วนายภูมิพลเป็นคนน่าสมเพชที่ไม่น่าสงสาร เป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมของสังคมไทย และพร้อมจะปล่อยให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถูกเข่นฆ่าเหมือนผักเหมือนปลา

ตลอดชีวิตของเขา เขามีส่วนสำคัญในการให้ความชอบธรรมกับเผด็จการที่ทำให้สังคมไทยล้าหลังและขาดประชาธิปไตยจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงท้ายของชีวิต นายภูมิพลปล่อยให้ประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยถูกทหารฆ่าตาย และปล่อยให้ทหารใช้คดี 112 เพื่อจำคุกผู้บริสุทธิ์ที่คัดค้านเผด็จการ โดยที่ทหารอ้างตลอดว่ากำลัง “ปกป้อง” นายภูมิพลและครอบครัว

นายภูมิพลอาสาด้วยความเต็มใจ ที่จะเป็นเครื่องมือของทหาร ที่คอยทำรัฐประหาร กีดกันประชาธิปไตยและความเจริญทางเศรษฐกิจของประชาชน สำหรับนายภูมิพลการทำหน้าที่ดังกล่าวสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเขาเองมากมาย นายภูมิพลสามารถสะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการทำงานของประชาชน จนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทยและกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันนายภูมิพลบังอาจที่จะเสนอว่า “ราษฎร” ควรพึงพอใจในความยากจนของตนเอง ผ่านลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” นี่คือนิสัยของคนที่ “ทำนาบนหลังคนอื่น” ไม่ต่างจากกษัตริย์ทั่วโลก

ข้าทาสบริวารต่างๆ ของภูมิพล ต้องคอยส่งเสริมรูปภาพหยดเหงื่อที่ปลายจมูกของนายภูมิพล เพื่อสร้างภาพหลอกลวงว่าเขาทำงานหนักได้ อย่างไรก็ตามรูปถ่ายแบบนี้ดูเหมือนจะมีรูปเดียว เพราะนายภูมิพลไม่เคยออกแรงให้เหงื่อออกจริงๆ ไม่เหมือนชาวไร่ชาวนาหรือกรรมกร และนายภูมิพลไม่เคยละอายใจที่จะมีคนมาคลานต่อหน้าตนเองเหมือนสัตว์ หรือใช้ภาษาโบราณราชาศัพท์ เหมือนกับว่าเขาเป็นเทพเจ้า

นายภูมิพลเกิดที่สหรัฐและใช้ชีวิตวัยรุ่นอันแสนสบายในสวิสแลนด์ การที่เขาชอบขับรถสปอร์ดเร็วๆ ทำให้เขาต้องสูญเสียลูกตาข้างหนึ่งในอุบัติเหตุ ก่อนหน้านั้นในปี ๒๔๘๙ นายภูมิพลได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์เมื่อพี่ชายถูกยิงตาย เหตุการณ์นี้อธิบายได้สองทางคือ เป็นการฆ่าตัวตายของพี่ชายเอง หรือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการเล่นปืนกับนายภูมิพล ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราแน่ใจได้คือนายภูมิพลทราบข้อมูลทุกอย่างและอยู่ในสถานที่เมื่อเกิดเหตุ แต่นายภูมิพลไม่มีความซื่อสัตย์หรือคุณธรรมพอที่จะพูดความจริง ปล่อยให้คนบริสุทธิ์สามคนถูกประหารชีวิต และปล่อยให้ท่านอาจารย์ปรีดีถูกป้ายร้ายจากคู่แข่งทางการเมือง หลังจากนั้นนายภูมิพลก็หากินกับการเป็นกษัตริย์ในรูปแบบที่เห็นแก่ตัว ขาดความซื่อสัตย์ ขาดคุณธรรม และขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนมาตลอด

ในช่วงเผด็จการทหารที่ป่าเถื่อนและคอร์รับชั่น หลังรัฐประหารของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายสฤษดิ์ได้ขยันสร้างแนวร่วมกับพวกรักเจ้าเพื่อเชิดชูกษัตริย์และแสวงหาความชอบธรรมกับตนเองและอำมาตย์ทั้งหลาย เพราะตั้งแต่ยุครัชกาลที่๗ ผ่านการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธาในสถาบันกษัตริย์จนกระแสสาธารณรัฐมาแรง ในยุคนั้นแม้แต่ผู้นำทางทหารหลายคนอย่างเช่นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ไม่ต้องการกษัตริย์ นายสฤษดิ์กับพวกที่คลั่งเจ้าอาศัยบรรยากาศสงครามเย็น เพื่อส่งเสริมและเชิดชูนายภูมิพลในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และรัฐบาลสหรัฐก็ช่วยโดยการแจกรูปภาพนายภูมิพลให้ประชาชน ใครไม่นำไปแขวนไว้ในบ้านต้องถูกกล่าวหาว่าเป็น “แดง”

เมื่อนายสฤษดิ์ตายไปด้วยโรคตับแข็ง นายภูมิพลเสียใจมากเพราะผู้อุปถัมภ์ของตนดับไป แต่ก็สามารถทำงานร่วมกับนายถนอมและนายประภาส ลูกน้องสฤษดิ์ที่ขึ้นมาเป็นเผด็จการโกงกินรุ่นใหม่ได้ดี ในช่วงนี้และช่วงสฤษดิ์ นายภูมิพลไม่เคยมีจิตสำนึกพอที่จะวิจารณ์การคอร์รับชั่นของทหารและการที่สังคมไม่มีสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเลย เขาไม่เคยเปลี่ยน ยุคนั้นเป็นยุคที่เผด็จการทหารเริ่มเชิดชูโครงการหลวงทั้งหลาย แต่โครงการดังกล่าวของนายภูมิพล ไม่ได้พัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนเท่าไร โดยเฉพาะถ้าเทียบกับนโยบายการพัฒนาของรัฐบาลไทยรักไทย

ในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ นักศึกษาและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้ลุกขึ้นไล่เผด็จการทหารจนสำเร็จ ฝ่ายอำมาตย์จึงเรียกร้องให้นายภูมิพลออกโรงเพื่อปกป้องระบบอภิสิทธิ์ชน นายภูมิพลจึงออกมาพูดทางโทรทัศน์และฉวยโอกาสสร้างภาพว่าตนเป็น “กษัตริย์ประชาธิปไตย” อย่างไรก็ตามเมฆดำแห่งการต่อสู้ทางชนชั้นก็มาท้าทายอำมาตย์ ยุคนั้นเป็นยุคสงครามสหรัฐในเวียดนาม

นักศึกษาและประชาชนต่างต้องการให้สังคมไทยพัฒนาและมีความเป็นธรรม คนจำนวนมากเริ่มสนใจความคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ นายภูมิพลจึงร่วมมือกับอำมาตย์อื่นๆ ในการพยายามปกป้องทรัพย์สินและตำแหน่งด้วยการก่อตั้งกลุ่มอันธพาลฝ่ายขวาเช่นลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มอันธพาลเหล่านี้ พร้อมกับตำรวจ ตชด. ได้ก่อเหตุนองเลือดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ในวันเดียวกันมีการทำรัฐประหาร และตั้งรัฐบาลเผด็จการป่าเถื่อนที่ปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยและเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด หลังจากนั้นเพียงสองเดือน ในวันเกิดของเขาปีนั้น นายภูมิพลได้แสดงความพึงพอใจกับเหตุการณ์นี้ และอ้างว่ารัฐประหารเป็น “สิ่งจำเป็น” เพราะประเทศไทยมี “ประชาธิปไตยมากเกินไป”

ท้ายยุครัฐบาลนายเปรม พื้นที่ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้างขึ้นและมีการเลือกตั้งนายชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือน แต่ในไม่ช้าฝ่ายทหารภายใต้การนำของนายสุจินดาก็ทำรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตยอีกครั้ง นายภูมิพลก็ออกมาชมนายสุจินดาตามหน้าที่กษัตริย์เด็กดีที่ร่วมหากินกับทหาร แต่โชคดีที่ประชาชนไม่ฟัง จึงมีการลุกฮือล้มเผด็จการในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ พอสถานการณ์ชัดเจนว่าประชาชนชนะ นายภูมิพลก็ออกมาฉวยโอกาสสร้างภาพอีกครั้งเพื่ออ้างว่าตนรักประชาธิปไตย

หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งเสรี และนักการเมืองทั้งหลายก็แข่งกันหมอบคลานและเชิดชูนายภูมิพลว่าเป็น “มหาราช” หรือ “สุเปอร์แมน” ที่เก่งในทุกเรื่อง ทั้งนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่นักการเมืองและนักธุรกิจทั้งหลายเอง นายภูมิพลดูเหมือนว่าจะหลงตัวเองไปด้วย นักการเมืองคนหนึ่งที่เชิดชูนายภูมิพลคือ นายทักษิณ ซึ่งนายกคนนี้สามารถครองใจประชาชนและชนะการเลือกตั้งได้หลายรอบ

ใน “สงครามยาเสพติด” ที่มีการวิสามัญเข่นฆ่าประชาชนบริสุทธิ์ โดยเจ้าหน้าที่รัฐ นายภูมิพลไม่มีความกล้าหาญที่จะออกมาตำหนิการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยรักไทยเลย แต่กลับชมนายกทักษิณว่าทำในสิ่งที่จำเป็น มันพิสูจน์ว่านายภูมิพลไหลลื้นไปตามกระแสเสมอ

ในรอบห้าปีแรกของรัฐบาลไทยรักไทย นโยบายสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายกองทุนหมู่บ้าน สามารถพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในลักษณะที่ไม่เคยเกิดในอดีตและไม่เคยเกิดจากโครงการหลวงในรอบหกสิบปี การครองใจประชาชนในระบบประชาธิปไตยแบบนี้ทำให้คู่แข่งของนายกทักษิณ โดยเฉพาะพวกอำมาตย์หัวเก่าและนายทหาร อึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง พวกนี้จึงก่อสถานการณ์และทำรัฐประหารเพื่อทำลายประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ในการทำลายประชาธิปไตยรอบนี้ นายภูมิพลก็ให้ความชอบธรรมกับทหารและอำมาตย์ตามเคย และยอมให้ทหาร เสื้อเหลือง และม็อบสุเทพ ใช้ชื่อของเขาในการประพฤติตัวแบบโจร

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี ๒๕๕๓ ท่ามกลางการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าของทรราชอภิสิทธิ์และกองทัพไทย นายภูมิพลนิ่งเฉย ไม่มีความกล้าหาญ อุดมการณ์ หรือศีลธรรม พอที่จะออกมาห้าม ปล่อยให้พลเมืองล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก แค่เหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียวก็พิสูจน์ว่าการมีกษัตริย์เป็นประมุขไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับประชาชน ถ้ากษัตริย์ไม่พร้อมจะปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ และร้ายกว่านั้น การปกป้องกษัตริย์กลายเป็นข้ออ้างของทหารโจรที่จะฆ่าประชาชนด้วย เหตุการณ์นี้และทุกอย่างที่เกิดจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้พลเมืองไทยจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับระบบกษัตริย์ ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยต้องการให้ระบบกษัตริย์สิ้นไปจากแผ่นดิน

หลายคนในสังคมไทยเข้าใจผิดว่านายภูมิพลวางแผนและสั่งการให้เกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ แท้จริงแล้วนายภูมิพลไม่เคยมีอำนาจแบบนี้และไม่มีปัญญาหรือความกล้าที่จะเป็นผู้นำด้วย หน้าที่ของกษัตริย์ภูมิพลคือการให้ความชอบธรรมกับพฤติกรรมเลวๆ ของทหารและอำมาตย์ นี่คือสาเหตุที่ทหารและอำมาตย์สร้างภาพว่านายภูมิพลเป็น “เทวดาศักดิ์สิทธิ์” การคลั่งกษัตริย์ของฝ่ายทหารและนายทุนเพิ่มทวีขึ้นหลังการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตย ยุคหลังป่าแตก เพราะชนชั้นปกครองหัวเก่าต้องแข่งกับความชอบธรรมชุดใหม่ที่มาจากประชาธิปไตย เขาเลยเลือกสร้างความชอบธรรมที่มาจากการสร้างนิยายเรื่องภูมิพล ที่สำคัญคือพวกนั้นต้องการให้เราหลงเชื่อว่านายภูมิพลมีอำนาจล้นฟ้า เพื่อให้กษัตริย์เป็นหน้ากากปิดปังหน้าของเขาเอง

นอกจากการให้ความชอบธรรมกับการทำลายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำอีก นายภูมิพลมีหน้าที่เสนอลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อคัดค้านการกระจายรายได้และแช่แข็งความยากจน โดยมีการเสนอว่าคนจนต้องมีความพึงพอใจในสถานภาพของตนเองท่ามกลางความร่ำรวยของคนใหญ่คนโต ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงไปได้สวยกับลัทธิเสรีนิยมกลไกตลาดของพวกประชาธิปัตย์ ทีดีอาร์ไอ นายทุนใหญ่ และทหาร เพราะเป็นระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา มือใครสั้นต้องอดทนกับความจน” ทั้งสองแนวคิดนี้คัดค้านการใช้รัฐในการพัฒนาชีวิตประชาชน

ในช่วงท้ายของชีวิต ตั้งแต่นายประยุทธ์ทำรัฐประหารรอบใหม่ นายภูมิพลหมดสภาพ เกือบจะพูดไม่ออกและเดินไม่ได้ แต่สำหรับคนอย่างประยุทธ์ คนแก่นั่งรถเข็นน้ำลายยืด ยังใช้เป็นเครื่องมือได้เสมอ

นายภูมิพลใช้ชีวิตอันสุขสบายท่ามกลางนิยายโกหก มีการสร้างให้เขาเป็น “พ่อของชาติที่ทุกคนรัก” ทั้งๆ ที่ลูกหลานของเขาเองล้วนแต่ผิดปกติ โดยเฉพาะเจ้าฟ้าชายที่กดขี่สตรีและสนใจแต่ความสุขของตนเอง

มีการเสนอว่าภูมิพลเป็น “อัจฉริยะ” และมีการพูดว่านายภูมิพลมีชีวิต “เรียบง่าย” ผูกเชือกรองเท้าตัวเองได้ แต่ถ้าใครจะตั้งคำถาม เปิดโปงความจริง หรือวิจารณ์อะไรก็จะต้องโดนลงโทษอย่างหนักด้วยกฎหมายหมิ่นฯ 112

นายภูมิพลเป็นคนพิการในด้านความสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ชอบสังคมหมามากกว่าสังคมคน เมื่อเขาตายประชาชนไทยนับล้านคงหวังว่าสังคมและการเมืองเราจะพัฒนาและคืบหน้าสักที แต่คนที่คิดแบบนี้จะผิดหวัง เราจะไม่พบฟ้าสว่างหลังภูมิพลตาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดโดยอัตโนมัติ เรายังมีทหารเผด็จการและอำมาตย์อยู่ เราต้องทำลายอำนาจทหาร เราต้องสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ในระบบสาธารณรัฐที่ไม่มีกษัตริย์ และเราต้องนำทรัพย์สินมหาศาลและวังต่างๆ ของราชวงศ์มาเป็นของประชาชน เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า

จงเดินหน้าสู่สาธารณรัฐ จัดตั้งขบวนการก้าวหน้าของมวลชน! ประชาชนจงเจริญ!

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ภาพลวงของนาย Shinzo Abe

อดีตนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe เสียชีวิตจากการถูกลอบสังหารเวลาประมาณเที่ยงวัน เมื่อวานนี้ ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งสภาสูงของญี่ปุ่นที่เมืองนาระ คนร้ายเป็นชาวญี่ปุ่นวัย 41 ปี อดีตทหารนาวิกโยธินของกองกำลังป้องกันตัวเองของญี่ปุ่น แต่ขณะนี้อยู่ในสภาพตกงาน เบื้องต้น คนร้ายอ้างว่า ที่ได้สังหารนายอาเบ๊ะเพราะไม่พอใจที่นายอาเบ๊ะมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรทางศาสนาองค์กรหนึ่ง แต่รายละเอียดอื่นๆ เรายังไม่ทราบมากนัก

การสังหารผู้นำญี่ปุ่นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เฉกเช่นกับการเมืองในโลกกำลังพัฒนา อาทิ ในปี 1921 นายกทเคชิถูกมีดแทงที่สถานีรถไฟเมืองโตเกียว ปี 1930 นายกโอซาจิถูกยิงที่โตเกียว ปี 1932 นายกซีโยชิถูกทหารจำนวน 15 นายลอบสังหาร ปี 1960 นายกกิชิ (ตาของอาเบ๊ะ) ถูกลอบสังหารแต่รอดมาได้ ในปีเดียวกันนั้น นายกอีกคน นายอาซานุมะ ถูกดาบญี่ปุ่นฟันจนเสียชีวิตระหว่างปราศรัย และล่าสุดคือกรณีของนายอาเบ๊ะ

จะเห็นว่า อย่างน้อย ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การเมืองของญี่ปุ่นมีความรุนแรงลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น การลอบสังหารนายอาเบ๊ะทำให้หลายคนหวั่นเกรงว่า ความรุนแรงจะกลับมาอีกครั้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีแรงจูงใจมาจากประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่มักเป็นเรื่องความต่างของอุดมการณ์หรือลัทธิทางศาสนา ซึ่งภาพความรุนแรงแบบนี้มันขัดต่อภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่เกือบจะเรียกว่า crime-free (แต่กรณีที่ดิชั้นถูกทำร้ายที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่า ภาพลักษณ์ crime-free ของญี่ปุ่นเป็นเพียงมายาคติเท่านั้น)

มีความพยายามของบางคนในการเชื่อมโยงการสังหารกับนโยบายของอาเบ๊ะในเรื่องการสร้างความเข้มแข็งของกองทัพญี่ปุ่น โดยเฉพาะมี conspiracy theory ว่าอาจมีจีนอยู่เบื้องหลัง เรื่องนี้ไม่มีมูลความจริง เพราะในปัจจุบัน นายอาเบ๊ะไม่ได้เป็นนายกและไม่มีส่วนในการกำหนดนโยบายใดๆ ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ตามธรรมเนียมของสื่อทั่วไป เมื่อเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้ ผู้เสียชีวิตย่อมได้รับคำชมจากการกระทำในอดีต แต่อย่าลืมว่า นายอาเบ๊ะก็ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดหลายอย่าง แต่มากกว่านั้น การบอกว่า นายอาเบ๊ะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดไม่ได้หมายความว่าเป็นความสำเร็จทางการเมืองส่วนตัว แม้ว่าการอยู่ในตำแหน่งของนายกญี่ปุ่นแต่ละคนจะมีช่วงสั้นๆ ทั้งนั้น ในความเป็นจริง ใครที่ติดตามการเมืองของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดจะรู้ว่า นายกญี่ปุ่นหลายคนประสบความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น เมื่ออาเบ๊ะอยู่นานกว่าคนอื่น ก็มักมีการด่วนสรุปว่า เป็นเพราะอาเบ๊ะเป็นคนของประชาชน ได้รับความนิยม มีวิสัยทัศน์ และสามารถทำงานได้อย่างดี

แต่ความจริงก็คือ พรรค LDP ไม่เคยมองหาคุณสมบัติแบบนั้นในตัวผู้นำ พรรคนี้ไม่เคยมองหาคนที่มี leadership แต่กลับมองหาคนที่สามารถรับใช้พรรคได้แบบไม่ต้องฉลาดมาก ขอโทษที่พูดแบบนี้ แต่อาเบ๊ะกลายมาเป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่ LDP คัดเลือกมา นั่นหมายถึง อาเบ๊ะเป็นคนไม่ฉลาด ไม่มีทักษะ และไม่มีไอเดียเป็นของตัวเอง อาเบ๊ะเป็นตัวอย่างสำคัญในกลุ่มผู้นำของ LDP ที่เป็นนักการเมืองไม่เอาไหน เหมือนคุณตาของตัวเองที่เป็นนายก (กิชิ) ที่หลายคนสงสัยว่าเป็นอาชญากรสงคราม Class A

#ShinzoAbe

ข้อมูลและภาพ อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

มีรูปถ่ายรูปหนึ่งดูน่าสนใจ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

ทรงประทับเป็นแบบให้ประติมากรที่เราไม่คุ้นหน้าปั้นพระบรมรูปให้ เจ้าของเก่าที่เป็นฝรั่งบอกว่าได้รูปนี้มาแบบถูกๆจากเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะรูปถ่ายโบราณที่บ้านเราให้ค่า เพราะเป็นรูปบุคคลสำคัญ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ วิวทิวทัศน์ในอดีตของไทย กลับไปตกหล่นอยู่ในมือต่างชาติที่ไม่ได้ใส่ใจไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตั้งมากมาย ใครขยันค้นขยันหาก็มักจะได้ของเด็ดมาแบบฟลุกๆ
.
ยิ่งน่าสนใจขึ้นมาอีกที่พระบรมฉายาลักษณ์ภาพนี้มีกระดาษเล็กๆ พร้อมคำอธิบายภาพแปะอยู่ด้านหลัง พิมพ์เอาไว้ว่า
.
Bildhauer schafft Büste des Knabenkönigs von Siam Der bekannte Bildhauer Benno Elkan ist zur Zeit damit beschäftigt, von dem Knabenkönig Ananda von Siam, der in Lausanne in der Schweiz erzogen wird, eine Büste zu schaffen. A.P.Bild zeigt den Bildhauer bei der arbeit.
.
โอ้ว แม่เจ้า ขนาดภาษาไทยยังกระท่อนกระแท่น แล้วนี่ภาษาเยอรมันแล้วจะอ่านรู้เรื่องได้ยังไง ขณะกำลังบ่นพึมพำกับตัวเอง ศรีภรรยาบังเอิญมาได้ยินเข้าคงเกิดความสมเพชในความโลว์เทคของสามี เลยแนะให้โหลดแอพฯ กูเกิลทรานสเลต และสอนให้ใช้เลย ณ บัดเดี๋ยวนั้น เฮ้ย อะไรจะง่ายขนาดนี้ แค่เอาโทรศัพท์ส่องไปที่ข้อความภาษาเยอรมัน แล้วข้อความทั้งหมดในภาพบนหน้าจอเราก็กลับกลายเป็นภาษาอังกฤษทันทีทันใด ดังนี้
.
Sculptor creates bust of the boy king of Siam The well-known sculptor Benno Elkan is currently busy creating a bust of the boy king Ananda of Siam, who is educated in Lausanne, Switzerland. A.P. picture shows the sculptor at work.
.
แปลความได้ว่าภาพนี้คือภาพประติมากรชื่อดังนามว่า เบ็นโน เอลแคน กำลังใจจดใจจ่อปั้นพระบรมรูปในหลวงอานันทมหิดลแห่งสยาม ผู้ซึ่งเรียนอยู่ที่โลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
.
นับเป็นภาพที่หาดูได้ยาก เพราะในช่วงที่ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในหลวง รัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ ในหลวง รัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราชย์ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยหรือสยามในขณะนั้นกำลังตกอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ราชสำนักต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่สามารถสร้างและซื้อหาผลงานศิลปะมาประดับประดาปราสาทราชวังได้มากเหมือนรัชกาลก่อนๆ อีกทั้งกษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คอยตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เรื่องอาร์ทซึ่งถูกมองเป็นของฟุ่มเฟือยย่อมกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับท้ายๆ
.
ในสมัยรัชกาลที่ 8 ผลงานศิลปะที่ถูกว่าจ้างโดยราชสำนักจึงมีจำนวนน้อยมาก พระบรมรูปในภาพถ่ายนี้ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยประติมากรที่ได้รับโอกาสอันหายากยิ่งนี้คือ เบ็นโน เอลแคน ศิลปินผู้ที่มีพื้นเพเดิมเป็นคนเยอรมนี แต่อพยพหนีนาซีไปตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษ เอลแคนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากฝีมือการสร้าง รูปเหมือน และอนุสาวรีย์ ผลงานของเอลแคนถูกนำไปแสดงตามสถานที่สำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป อิสราเอล รวมถึงในเมืองไทยเมื่อคราวที่พระบรมรูปชิ้นนี้ถูกหล่อขึ้นด้วยสำริดจนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2478 และถูกส่งจากลอนดอนมาประดิษฐานที่พระที่นั่งราชกรัณยสภา ในพระบรมมหาราชวัง
.
ถ้าไม่ได้กูเกิลทรานสเลต ป่านนี้คงยังนั่งงงเต๊กมะงุมมะงาหรา เดาสุ่มไปต่างๆ นานาว่าคนปั้นเป็นใคร ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ตกเย็นมีหวังต้องไปนั่งโซ้ยขาหมู ไส้กรอกรวม กับเซาเออร์เคราต์ที่ไหนสักแห่ง แล้วตีซี้กับเจ้าของร้านชาวเยอรมัน หรือไม่ก็ภรรยาชาวไทย ไหว้วานให้เขาช่วยแปลให้ Danke für Ihre Hilfe.
.
.
หลงเลนส์ “โหลดปุ๊บรู้ปั๊บรูปปั้น ร. 8” โดย ตัวแน่น 😉
ภาพ : เบ็นโน เอลแคน ขณะกำลังปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พ.ศ.2478 เทคนิค ภาพถ่าย ขนาด 24×18 เซนติเมตร

ที่มา:ของแหล่งข่าว
ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น