หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 17

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงเวลาหรือ timing มันได้มาก ดิชั้นให้การต้อนรับพระเทพที่มาเยือนที่สถาบันเพื่อฟังการบรรยายของดิขั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดิชั้นทำแคมเปญฝ่ามืออากง ที่มีความหมายของการต้องการเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่น มาตรา 112 จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ ที่เผอิญต้องต้อนรับเจ้าในช่วงนี้ หลังจากพระเทพกลับไปแล้ว ภายในไม่กี่วัน ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพ เพื่อเชิญให้ดิชั้นเข้าไปบรรยายสรุปให้เค้าฟังที่กรุงเทพ โดยจะออกค่าเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด อันนี้คือเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เรื่องที่ขอให้บรรยายคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เอาจริงๆ หัวข้อแบบนี้ เอาอาจารย์จากไทยไปบรรยายก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ฐิตินันท์ หรือแม้แต่อีปณิธานก็น่าจะบรรยายได้ ก็เลยงงว่าทำไมหวยมาลงที่ดิชั้น

….ดิชั้นรับปากไปแล้ว ก็เดินทางไปจริงๆ ไปถึงปุ๊ป ก็มีคนมารอรับที่สนามบิน และถูกนำตัวไปส่งที่พัก ให้พักก่อนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น ส่งรถมารับ และพาไปที่บรรยาย ถ้าจำไม่ผิด ก็คือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่นครนายก จริงๆ เมื่อตอนที่ดิชั้นจบเอกใหม่ๆ ดิชั้นก็ได้รับการทาบทามให้ไปสอนที่นั่นหลายครั้ง แต่ผ่านคอนเน็คชั่นของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเข้าต้องการข้าราชการที่สามารถบรรยายเรื่องการเมือง/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังนั้น การกลับไป จปร รอบนี้ จึงไม่แปลกเท่าใด

….ที่แปลกก็คือ คลาสที่ดิชั้นบรรยายมีคนฟังไม่มาก มีพระเทพนั่งฟัง และก็นายทหารระดับสูงไม่มาก ไปถึงปุ๊ป ดิชั้นก็ฉอดๆๆ บรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร พม่า และลาว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง (มีการพักเบรคนิดหนึ่งระหว่างการบรรยาย) เช่นเคย พระเทพก็จดๆๆๆๆ เมื่อบรรยายเสร็จ ก็เปิดให้มีการถามคำถาม แทบจะไม่มีการถามจากทหารคนอื่นเลย ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่มาจากพระเทพ ซึ่งก็เป็นคำถามทั่วไป ไม่ได้พลิกแพลงพิสดาร

…ทีนี้ หลังบรรยายจบ ก็มีการมอบของที่ระลึกให้ผู้บรรยาย จำไม่ได้ว่าอะไร แต่รู้ว่าเป็นของไร้ค่า ไม่ไดอารี่ ก็ที่ทับกระดาษ ดิชั้นรับจากมือพระเทพ และมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้น ที่งงมากๆ คือ ดิชั้นได้รับเชิญให้ทานอาหารกลางวันกับพระเทพ โดยเราย้ายไปอีกห้องหนึ่ง มีดิชั้นนั่งร่วมโต๊ะเสวยกับพระเทพ เพียง 2 คน และมีทหาร (คิดว่าน่าจะเป็นองครักษ์) นั่งอยู่คนเดียวโต๊ะถัดไป บอกตรงๆ ว่าประหม่า เพราะใช้คำราชาศัพท์ไม่เก่ง และก็เกร็งที่ต้องกินข้าวกับเจ้าสองต่อสอง ดิชั้นขอข้ามเรื่องอาหารการกิน เพราะมันมีรายละเอียดมากเกินไป บอกได้แต่เพียงว่า พระเทพชอบการกินมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือบทสนทนา

…การพบกับวันนั้นคือวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม 2011 ถ้าใครจำได้ ยิ่งลักษณ์เพิ่งเป็นนายกได้ไม่นาน และประสบปัญหาน้ำท่วม จนเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานซะหนักแม้เพิ่งขึ้นสู่อำนาจ บวกไปกับประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่กำลังเร่าร้อน ด้วยเรื่องอากงและการเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ทั้งหมดมันกลายมาเป็นฐานการพูดคุยที่น่าสนใจมาก อ้อ ขอบอกก่อนว่า พระเทพชวนคุยเป็นหลัก เป็นกันเองในจุดหนึ่ง ดิชั้นไม่ได้ชวนคุยหรือเริ่มบทสนทนาก่อน เพราะมันเป็นมารยาทที่ไพร่จะชวนเจ้าคุยไม่ได้ หรือไม่เหมาะอะไรก็แล้วแต่

…บทสนทนาเริ่มจากการที่พระเทพพูดเรื่องน้ำท่วม ที่ดิชั้นค่อนข้างแปลกใจคือ การพูดถึงปัญหานี้แบบไม่ได้โทษใคร ไม่ได้โทษยิ่งลักษณ์ โดยพูดว่า มันเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จะโทษรัฐบาลเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ คืออันนี้เริ่มงงละว่าจะมาไม้ไหน จากนั้นก็มาโฟกัสเรื่องยิ่งลักษณ์ โดยถามดิชั้นว่า “เค้าเป็นใครเนี่ยยิ่งลักษณ์” คือคำถามนี้ไม่ใช่ไม่รู้ว่ายิ่งลักษณ์คือใคร แต่เป็นการถามเพื่อขอความเห็นว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ถึงสำคัญ ทำไมนางชนะการเลือกตั้ง ทำไมจึงมีทูตต่างประเทศเข้าคิวเพื่อจะพบกับนาง ทำไมๆๆๆ แล้วเอาจริงๆ พอดิชั้นจะตอบคำถามเหล่านี้ ดูเหมือนพระเทพจะไม่สนใจคำตอบ อีกนัยหนึ่ง นี่มันไม่ใช้คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่าเท่านั้น เข้าใจไหมคะ

….พระเทพไม่ได้ตำหนิยิ่งลักษณ์แม้แค่คำเดียว ในทางตรงกันข้าม ได้ขอให้ดิชั้นให้ความเห็นเกี่ยวกับอภิสิทธิ์ ซึ่งเพิ่งลงจากตำแหน่งนายกไป โดยเป็นคำถามที่ล่อมาก คือถามว่า ทำไมอภิสิทธิ์ชอบทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน (ในกรณีเขาพระวิหาร) คือโดยสรุป ตามที่ดิชั้นตีความ การชมยิ่งลักษณ์และตำหนิอภิสิทธิ์คือความต้องการที่จะแสดงว่า พระเทพเข้าใจการเมืองไทย ไม่ได้ฝักใฝ่สีไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอันนั้นถือว่าน่าสนใจมาก ถามว่าดิชั้นเชื่อตามนั้นหรือไม่ อันนี้พูดยาก รู้แต่เพียงว่า พระเทพไม่ธรรมดา และฉลาดในเรื่องการวางตัวทางการเมือง ส่วนเรื่องที่ทำไมเชิญดิชั้น และมาพูดเรื่องนี้กับดิชั้น อาจเพราะอยากให้ดิชั้นไปพูดต่อว่าพระเทพมีความเป็นกลางทางการเมือง

…..ก่อนจบอาหารกลางวัน พระเทพขอบใจดิชั้นเรื่องช่วยจัดการเรื่องการขอทุนวิจัยให้พระเทพที่สถาบันของดิชั้นที่สิงคโปร์ แต่ก็คุยทับว่า พระเทพก็ได้ทุนแบบนี้จากมหาลัยฮาร์วาร์ดด้วยเหมือนกัน (แต่จากโครงการไทยศึกษาที่ได้เงินสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์นั่นเอง) ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดคือการมอบของที่ระลึกอีกชิ้นให้ดิชั้น นั่นคือรูปที่ถ่ายก่อนหน้าที่ในท่าที่ดิชั้นรับของจากมือพระเทพ ทางเจ้าหน้าที่เอารูปไปปรินท์อย่างรวดเร็ว ใส่กรอบทอง และพระเทพมอบให้ดิชั้นอีกครั้งพร้อมลายเซ็น ตอนนี้ตั้งอยู่ที่ออฟฟิสที่ญี่ปุ่นค่ะ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นได้พบกับพระเทพค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 16

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เริ่มงานเป็นนักวิชาการที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของสิงคโปร์ วันที่ 1 มกราคม 2008 กระทรวงต่างประเทศให้ลา 2 ปี ดิชั้นสัญญากับสถาบันและกระทรวงว่าจะเขียนหนังสือเรื่องนโยบายต่างประเทศให้ 1 เล่ม และในที่สุดก็สำเร็จ นั่นคือ Reinventing Thailand: Thaksin and His Foreign Policy ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์อ่าน ชื่อว่า “การทูตทักษิณ” ตลอดสองปี ดิชั้นเริ่มศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มากขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังรัฐประหารทักษิณ เห็นการชักใยการเมืองของทหารและสถาบันกษัตริย์ ไอ้ที่เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ถ้าเราไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ของโครงสร้างแบบนั้น เราจะถูกย่ำยีตลอด ความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยน และมันก็เป็นจริงมากขึ้น

….พอครบสองปีปุ๊ป ต้องกลับกระทรวง ตอนนั้นมั่นใจเลย 100% ว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราแล้ว และการวิจารณ์เจ้าก็ถูกจับตามองมากขึ้นจากคนในกระทรวง ดิชั้นคิดว่ามันไม่ healthy ที่จะเป็นทั้งข้าราชการและวิจารณ์รัฐบาล/เจ้าไปในเวลาเดียวกัน เลยตัดสินใจลาออก บอกแม่ที่บ้าน ที่อยากเห็นลูกสาวเป็นทูต บอกว่า แม่ขา มันไม่ใช่ของหนูค่ะ แม่ก็ยอมรับโดยดี ลาออกปุ๊ป ทางสถาบันก็รับตัวเข้าทำงานฟูลไทม์เลย เริ่มงานอย่างจริงจังก็ในต้นปี 2010 นี่คือลาออกจากกระทรวงมา 10 ปีพอดี และต้องใช้ทุนคือเป็นจำนวนมหาศาล แม้เราไม่ได้เอาทุนมาจากรัฐบาลไทยก็ตาม

…ออกมาปุ๊ป ที่นี้ก็ลุยทำงานวิจัยเรื่องสถาบันมาตั้งแต่นั้น แรกๆ คิดว่า การวิจารณ์ไทยในสิงคโปร์คงไม่เป็นไร แต่เอาจริงๆ สถาบันดิชั้นดันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลสิงคโปร์ แล้วเราก็รู้กันว่า สิงคโปร์มันก็มีความเผด็จการในตัวเหมือนกัน นี่คือที่ต่างจากญี่ปุ่น หมายความว่า พอเราวิจารณ์เจ้า สิงคโปร์ก็ร้อนตัว กลัวว่าจะทำให้ไทยโกรธ ก็เรียกดิชั้นไปตักเตือนเรื่อยๆ ขอให้เบาๆ ลง ดิชั้นก็ไม่เคยเบาลง มีแต่หนักขึ้นเรื่อยๆ

…จนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 ดิชั้นตื่นมาพบกับข่าวที่ทำให้โกรธมาก ชายแก่ไทย-จีนอายุ 62 ปี ถูกจับข้อหาหมิ่นเจ้า ติดคุก 20 ปี เรารู้จักเค้าในชื่ออากง โอ้โห ทำไมมันป่าเถื่อนอย่างนี้ แกถูกใส่ร้ายว่าส่งข้อความ 4 ชิ้นไปที่เลขาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด่าสิริกิติ์ ดิชั้นเห็นว่า แม้ทำจริง การสั่งคนติดคุก 20 ปีมันมากเกินไป จึงคิดว่าจะทำเคมเปญช่วยแก ก็ไปได้ไอเดียจากอองซานซูจีที่ต้องการช่วยนักโทษการเมือง โดยการเขียนชื่อนักโทษการเมืองบนฝ่ามือ (กลายเป็นฝ่ามืออากง) ดิชั้นเอาไอเดียนี้มาเขียนชื่ออากงบนฝ่ามือ แล้วถ่ายรูปลง ฟบ สรุปว่า กลายที่เป็นนิยมและหลายคนทำตาม จนดิชั้นคิดว่ามันกลายมาเป็นความเคลื่อนไหวระดับชาติ เราทำอย่างจริงจัง เปิดให้คนส่งรูปมา แล้วทำหนังสือขาย รายได้ทั้งหมดมอบให้อากงและครอบครัว

….เผอิญดิชั้นได้มีโอกาสกลับไทย มีคนแนะนำว่า ก็ให้เอาเงินไปมอบให้อากงเองเลย ดิชั้นก็ไปเรือนจำ ไปพบป้าอุ๊ที่เป็นภริยาอากง เมื่อเจออากงที่ยืนอยู่ในคุก เรายืนคุยกันผ่านลูกกรง ป้าอุ๊แนะนำดิชั้นว่า “คนนี้คือคนที่เค้าช่วยเรื่องลื้อและเอาเงินมามอบให้” อากงร้องไห้ทันที ขณะที่มือจับลูกกรงอยู่ แล้วอากงทรุดตัวลงไปเพื่อกราบดิชั้น ดิชั้นเอามือลอดผ่านลูกกรง ดึงตัวเค้าขึ้นมา เค้าบอกดิชั้นว่า เค้าไม่ได้ทำ เค้าถูกกลั่นแกล้ง ร้องไห้น้ำตาอาบสองแก้ม เราก็ร้องไห้ตามไปด้วย อากงยังฝากให้ช่วยดูแลลูกหลานแกด้วยหากเป็นอะไรไป ในที่สุด แกก็เสียชีวิตในคุกในปีถัดมา

….โอ้โห นี่คือทั้งโกรธ อีกแล้ว และเสียใจ ทำไมระบอบมันทำกับคนแก่ ผู้บริสุทธิ์ได้แบบนี้ ด้ชั้นจำได้ว่าดิชั้นเลิกเล่น ฟบ ไปพักหนึ่งหลังจากแกตาย เพราะทำใจไม่ได้ และรู้สึกว่า แคมเปญของเราที่ต้องการช่วยชีวิตเค้า มันล้มเหลว ในทางกลับกัน ชื่อดิชั้นกลายมาเป็นที่จับตามองว่า เป็นผู้ชอบวิจารณ์เจ้า อาจจะมีหลายคนที่เริ่มรู้จักดิชั้นจากตรงนั้น

…ตรงนี้ คือเรื่องของพระเทพที่แทรกกลับมาพอดี พอถึงตอนนั้น ดิชั้นลาออกจากกระทรวงได้เกือบสองปี วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพว่า พระเทพอยากจะมาดูงานที่สถาบันดิชั้นและอยากเรียนรู้เรื่องอาเซียน ประจวบเหมาะที่ดิชั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของศูนย์ศึกษาอาเซียนของสถาบันนั้น ก็เลยต้องกลายมาเป็นผู้บรรยายให้พระเทพในโอกาสนั้น พอดีอาจารย์ชาญวิทย์มาทำวิจัยที่สถาบันดิชั้นพอดี เราได้มีโอกาสรับพระเทพพร้อมกัน ดิชั้นรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้พระเทพ 1 ชม เต็ม ตลอดเวลาที่บรรยาย (เป็นภาษาอังกฤษ) พระเทพจดยิกๆๆ เมื่องานเสร็จ พระเทพเดินไปดูร้านหนังสือ จากนั้น ก็เดินตรงมาหาดิชั้น ในฐานะที่เคยรู้จักดิชั้นมาก่อน เพื่อเข้ามาทักทาย (ดิชั้นไม่มีสิทธิ์เดินไปทักทายก่อนนะคะ)

….พระเทพถามดิชั้นว่าสบายดีไหม แล้วเล่าว่า “เออ เพื่อนชั้นที่เมืองนอกเค้าฝากให้ชั้นซื้อหนังสือของเธอนะ (A Plastic Nation) ชั้นก็ไปหาซื้อในร้านไทย ไปเจออยู่ในร้านนึง หน้าปกยับยู่ยี่ ชั้นถามว่า หน้าปกยับแบบนี้ ลดราคาได้ไหม เธอรู้ไหมเด็กในร้านตอบชั้นว่า ลดไม่ได้ค่ะ ชั้นเลยต้องซื้อราคาเต็ม”

…คือดิชั้นงง บอกเพื่ออะไร? แล้วจริงๆ หรอที่เด็กไม่ลดราคาให้ ถ้าดิชั้นเป็นอีเด็กคนนั้น อย่าว่าแต่ลดราคา ยกหนังสือให้ทั้งแผงก็ต้องทำ…. แต่จากนี้ มีอะไรที่สนุกกว่า เพราะมันนำพาให้ดิชั้นได้รับเชิญจากพระเทพให้กลับไปทำภารกิจอย่างหนึ่งที่ไทย….. เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ก่อนที่จะเล่าเรื่องพระเทพต่อไปนั้น ยังไม่อยากเล่าข้ามว่าทำไมถึงลาออกจากราชการ ดิชั้นประจำการที่สถานทูตตั้งแต่ปี 2004-2007 เต็ม 4 ปี ในช่วงเวลานี้ ได้ทำงานเต็มที่ ได้รับเจ้าอย่างที่เล่าให้ฟัง ได้เห็นการเมืองภายในสถานทูต พอคนน้อย อีพวกข้าราชการที่ระดับสูงกว่าก็ข่มข้าราชการระดับล่าง ดิชั้นก็สู้ ดิชั้นไม่ยอม ยศใหญ่ยังไง ถ้าจะมาบูลลี่กัน ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ใครใกล้ชิดทูต ก็ได้ดี ได้โปรโมท ใครที่ทูตเกลียดก็ซวยไป ไม่ได้เลื่อนขึ้นอะไรแบบนี้ อยู่แล้วเบื่อหน่ายมาก ดิชั้นไม่ได้สนิทกับทูตเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ทูตมันต้องพึ่งดิชั้นเขียนรายงานต่างๆ มันจึงต้องทำดีกับดิชั้น แม้ว่ามันจะเกลียดในความกระด้างกระเดื่องของดิชั้น แต่จนป่านนี้หลายคนคงรู้ว่าดิชั้นแสบ ดิชั้นก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตดิชั้น การไปโพสต์แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ แต่อีกส่วนก็ต้องมานั่งเสียประสาทกับการเมืองภายในแบบนี้ ในจุดที่เครียดมาก มีคนแนะนำว่า ให้ดิชั้นเอาหมามาเลี้ยง ดิชั้นก็ฟังไปอย่างงั้นแหละ เมื่อมีคนชวนไปฟาร์มหมาที่สิงคโปร์ ก็ไปอย่างงั้นแหละ จนกระทั่งไปเจอน้องหยอง ตอนนั้นแค่ 3 เดือนเอง เห็นหยองแล้วตกหลุมรัก เลยเอามาเลี้ยง เมื่อวันที่ 23 ตค 2005 ตอนนั้นหยอง 3 เดือน มาวันนี้ เราอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว….การเมืองในสถานทูตหรือจะร้อนแรงเท่าการเมืองไทย ดิชั้นดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการชุมนุมของพันธมิตรตั้งแต่ช่วงปี 2005 เพื่อต้องการล้มทักษิณ แม้ในใจเห็นว่า ทักษิณมีนโยบายผิดหลายอย่าง และมีข่าวการคอร์รัปชั่น รวมถึงประเด็นที่พลาด อาทิ สงครามปราบปรามยาเสพติด และการที่ชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตที่กรือแซะ และตากใบ ในสายตาดิชั้น ทักษิณสูญสิ้นความชอบธรรม แต่ดิชั้นก็คิดว่า การไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ มีการชูรูปในหลวง ราชินี ในการชุมนุมของพันธมิตร มีการพูดถึง “ผ้าฟันคอสีฟ้า” เพื่อที่จะบอกว่าสิริกิติ์ให้การสนับสนุนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีการชูป้ายต่างๆ ที่มีข้อความการสนับสนุนจากเจ้า อาทิ รักในหลวง ร่วมกันต้านทักษิณ เท่ากับเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเจ้า และใครที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูกับสถาบันกษัตริย์…ช่วงนั้นวุ่นวายมาก เพราะทักษิณสนิทกับสิงคโปร์ และการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เตมาเส็กของสิงคโปร์ กลายมาเป็นประเด็นที่พันธมิตรโจมตี มีการประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ในไทย มีการเผารูปปั้นเมอร์ไลอ้อน และเครื่องบินจำลองของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ นักการทูตอย่างเราต้องเป็นหนังหน้าไฟ คอยแก้ต่างให้กลุ่มพันธมิตรตามที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งมา….จนกระทั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 ดิชั้นนั่งดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการทำรัฐประหาร ในใจโกรธมากว่า ทำไมต้องอาศัยวิธีนี้ในการกำจัดทักษิณ ทักษิณสามารถถูกกำจัดได้ด้วยวิธีที่มีความชอบธรรมอื่นๆ ที่มันเลวร้ายกว่านั้น เราได้รับคำสั่งจากกระทรวงการต่างประเทศให้แจ้ง (ตอแหล) ฝ่ายสิงคโปร์ว่า 1) การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความชอบธรรม เพราะเป็นการระงับความรุนแรงที่อาจจะบานปลาย 2) รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น สมควรโดนกำจัดไป 3) กองทัพเค้ามาปลดล็อคการเมือง ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจ และจะรีบจัดการเลือกตั้งให้มีระบอบประชาธิปไตยต่อไป และ 4) สถาบันกษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร (แม้เมื่อตอนประกาศการทำรัฐประหาร จะมีการแขวนรูปภูมิพลและสิริกิติ์ไว้หลังคณะทำรัฐประหารก็ตาม และมีรูปของการเข้าเฝ้าช่วงรัฐประหาร)….ดิชั้นรับไม่ได้บอกตรงๆ รับไม่ได้จริงๆ และโกรธ โกรธเพราะสิ่งที่กระทรวงพูดไม่เป็นความจริง เราสามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ ทักษิณต้องถูกกำจัดด้วยวิธีอื่น ทหารเป็นองค์กรที่ไม่เคยออกจากการเมือง และเรื่องนี้ภูมิพลมีส่วนรู้เห็น เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก แล้วยังบังคับให้เราไปโกหกต่อ ดิชั้นรับไม่ได้ เสียเกียรติภูมิของนักการทูต ที่สำคัญเกียรติภูมิของตัวเอง สิงคโปร์มันก็รู้ว่าเราโกหก มันเป็นอะไรที่ขัดใจมากๆ นี่มันคือประเด็นที่สำคัญที่ทำให้ดิชั้นตัดสินใจลาออกจากราชการ คือตาสว่างฉิบหายที่รู้ว่า เราไม่สามารถทำงานราชการได้เลยถ้าเราต้องโกหกต่อตัวเอง…ดิชั้นอดรนทนอยู่ในสถานทูตอีก 1 ปีจนจะหมดวาระ ตลอดเวลานั้น ดิชั้นเห็นมือที่มองไม่เห็นเข้ามาวุ่นวายการเมือง ตั้งแต่การตั้งนายกคนใหม่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นคนที่ภูมิพลแต่งตั้ง ยิ่งรู้ว่า กษัตริย์แทรกแซงการเมืองตลอดเวลา มันทำให้ดิชั้นเขียนบทความที่ตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าดิชั้นจะยังเป็นข้าราชการอยู่ เรื่องหนึ่งที่ต้องโกหกเสมอมาต่อฝ่ายสิงคโปร์คือเรื่องทรัพย์สินของภูมิพลในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ต้องโกหกคือ เราต้องอธิบายให้เค้าฟังว่า กษัตริย์เราไม่ได้รวยจริง การจัดอันดับของ Forbes ผิดพลาด กษัตริย์เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ทีนี้รู้ยัง ดิชั้นได้สันดานตอแหลมาอย่างไร….จบปี 2007 หมดวาระที่สถานทูต อยากลาออก แต่ทางบ้านถามว่าแน่ใจแล้วหรือว่าอาชีพนักวิชาการคือสิ่งที่อยากทำ เลยตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่ในกระทรวง คือคุณเตช บุนนาค ที่ให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งลาออก ให้ลาไปทำวิจัยที่สิงคโปร์ต่อ 2 ปี เพื่อถามใจตัวเองอีกทีว่าเอาอย่างไร ดิชั้นเลยลาทำวิจัย (มค 2008-ธค 2009) 2 ปีเต็มที่สิงคโปร์ จบ 2 ปีปุ๊ปรู้แล้วว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราจริงๆ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในบรรดาเจ้าทั้งหมด ดิชั้นรับเสด็จพระเทพมากที่สุด บอกเลยว่า เป็นเจ้าที่เรื่องมากน้อยที่สุด อ่านไปอ่านไป คุณๆ อาจจะคิดว่าดิชั้นเป็นรอยัลลิสต์ก็ได้ ตลอดเวลาที่อยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับพระเทพมากกว่า 5 ครั้ง จึงทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิด และพระเทพก็รู้จักดิชั้นในที่สุด เผอิญคนที่รับใช้พระเทพที่เป็นคนของกระทรวงต่างประเทศ เค้าสนิทกันดิชั้น เมื่อเค้ารู้ว่าดิชั้นเรียนจบเอกจาก SOAS ซึ่งพระเทพเองก็มีกิจกรรมที่ SOAS มากมาย โดยเฉพาะด้านดนตรีไทย รวมถึงดิชั้นเพิ่งออกหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกใรปี 2015 (A Plastic Nation) นางก็เลยเอาไปบอกว่าพระเทพว่า ข้าราชการคนนี้ชื่อปวิน จบ SOAS และเขียนหนังสือเรื่องความเป็นไทย พระเทพเลยสนใจ และอนุญาตให้ดิชั้นมอบหนังสือให้เป็นการส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเลย คือในระหว่างการเยือนสิงคโปร์ ดิชั้นก็แค่มีโอกาสไม่กี่นาทีที่ได้พบพระเทพเป็นการส่วนตัว มอบหนังสือ และพระเทพก็ถามว่าจบมากี่ปีแล้ว เรียนเรื่องอะไรมา อะไรแค่นั้นเท่านั้น….ในเรื่องการรับเสด็จ มันไม่เรื่องมากเหมือนทีมงานของเจ้าคนอื่น นี่คือ ทีมงานของพระเทพส่วนใหญ่เป็นคนโอเค เอาละ ก็เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่มันยังอยู่ในวิสัยของการพูดคุยกันได้ ไม่ถือตัวขนาดนั้น จึงทำให้การจัดงานรับเสด็จไม่ได้วุ่นวาย งานส่วนใหญ่ของพระเทพก็เป็นงานวิชาการ อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่า พระเทพไม่เคยมาเที่ยวเล่นแบบเจ้าองค์อื่นๆ คือถ้ามีเวลาว่างก็จะขอให้พาไปร้านหนังสือเพื่อไปซื้อหนังสือ แค่นั้น…ส่วนดีของการรับพระเทพที่ดิชั้นต้องยอมรับ นั่นคือ หากเป็นเจ้าคนอื่น เราแทบไม่มีโอกาสเข้าใกล้ เราจะได้แต่อยู่ห่างๆ ดูความเรียบร้อยแบบห่างๆ คือไปเสนอหน้าไมาได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ถาม ห้ามพูดอะไรเด็ดขาด แต่ของพระเทพไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกเช้า พระเทพจะให้ข้าราชการสลับกันมาร่วมทานอาหารเช้า นี่รวมถึงข้าราชการระดับล่างที่ได้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย บนโต๊ะก็จะมีไม่กี่คน ความต้องการของพระเทพเพื่อต้องการให้ข้าราชการระดับล่างรู้ว่าตัวเองได้รับความสำคัญ และส่วนหนึ่งก็อยากสอบถามเรื่องทั่วไป การทำงานอะไรแบบนี้ เอาเป็นว่า เป็นการสร้างภาพของเจ้าติดดินได้ดีทีเดียว…ตอนนั้นดิชั้นได้รับหน้าที่ด้านพิธีการทูตด้วย และได้ทำงานพลาดอย่างหนึ่ง คือมีเวลาเหลือ แล้วพระเทพอยากไปซื้อหนังสือที่ร้านแห่งหนึ่งโดยกระทันหัน คือเราไม่ได้ไปเตรียมการล่วงหน้าที่ร้าน ที่นี้ ความซวยก็คือ ดิชั้นจำตึกผิด คือจำสับสนระหว่าง Tanglin Mall กับ Tanglin Shopping Center เมื่อรถมาจอดหน้าตึก พระเทพลงจากรถ แล้วรถก็แล่นไปเลยเพราะจอดรอริมถนนไม่ได้ สรุปว่าผิดตึกจริงๆ และตึกที่ถูกต้องมันอยู่ถัดไป ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ณ ตอนนั้น รู้เลยว่าซวยแน่ๆ เจ้าเอาตาย ทูตต้องเอาตาย แต่สรุปว่าพระเทพก็ชิว ผิดตึกก็ผิด ก็เดินต่อไปตึกถัดไป แบบไม่มีคนกางร่มให้ และก็ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดร้ายแรงอะไร นี่คือถ้าเป็นวชิราลงกรณ์ ป่านนั้นดิชั้นคงถูกลงโทษไปแล้ว….มาสิงคโปร์หลายครั้ง จนคุ้นเคยกับดิชั้น แม้แต่วันที่ดิชั้นลาออกไปแล้ว ดิชั้นก็ยังได้พบเจอพระเทพ เรื่องเป็นอย่างนี้ ช่วงนั้นสิงคโปร์ทะเลาะกับเจ้าไทย หลังจากที่บริษัทชินขายหุ้นให้กับบริษัทเตมาเซ็กของสิงคโปร์ จนถูกมองว่า สิงคโปร์เป็นเพื่อนทักษิณ ตอนนั้นดิชั้นไปทำงานกับสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์แล้ว วันหนึ่ง ก็ถูกเรียกโดยผู้อำนวยการ เค้าบอกว่า สิงคโปร์อยากคืนดีกับเจ้าไทย ทำยังไงดี จากนั้นก็มีคนหนึ่งในห้องเสนอว่า ให้เอาพระเทพมาเป็นพวก โดยการมอบ fellowship ให้พระเทพมาทำวิจัยที่สิงคโปร์ได้แบบไม่จำกัดระยะเวลา และจะมากี่ครั้งก็ได้ นี่มาจากไอเดียที่รัชกาลที่ 4 เคยคิดว่าจะส่งรัชกาลที่ 5 หนีมาสิงคโปร์หากการเปลี่ยนผ่านมันไม่เป็นไปตามที่คิด สิงคโปร์คิดแบบนี้ คิดว่าพระเทพทะเลาะกับพี่ชาย และถ้าเปลี่ยนผ่านแล้วเกิดปัญหา พระเทพไม่ต้องหนีไปไกลที่จีน แต่สามารถมาสิงคโปร์ได้ และเป็นการคืนดีกับเจ้าไทยด้วย จึงให้ดิชั้นประสานไปที่คุณเตช บุนนาค ทางกรุงเทพดีใจที่สิงคโปร์อยากคืนดี พระเทพเลยตอบตกลงรับ fellowship ทันที…ตอนหน้าจะมาเล่าว่า จากนั้นไม่นาน พระเทพก็มาเยือนที่ที่ทำงานดิชั้นที่สิงคโปร์ และขอให้ดิชั้นบรรยายเรื่องอาเซียนให้ฟัง นำไปสู่ความใกล้ชิดที่มากขึ้น

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่างตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในช่วงรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นั้น ไดมีโอกาสรับเจ้า 4 คน เล่าไปแล้วเรื่องรับองค์ภาและสิริวัณณวรี บอกตรงๆ แม้กระทรวงจะเป็นลูกเจ้าขุนมูลนาย มีความใกล้ชิด ทุกคนอยากใกล้ชิตเจ้า เพราะมันจะเป็นสะพานไปสู่ความสำเร็จในชีวิตราชการ มีการยอมรับโดยทั่วไปเลยในกระทรวงการต่างประเทศว่า ถ้ารับราชการถูกใจเจ้า โอกาสการเลื่อนขั้น/ตำแหน่ง มีสูง รวมถึงการได้โพสต์ประจำการดีๆ ในยุโรปหรืออเมริกาก็มีมากเช่นกัน อันนั้นมันเป็นความตาสว่างแลัสว่างอีกว่า ต้องใช้ระบบอุปถัมภ์ การประจบสอพลอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว คือยิ่งเห็นระบบแบบนี้ ยิ่งเอียน ยิ่งเกลียด ยิ่งรู้ว่าการรับใช้เจ้าแบบนี้มันคือความฉิบหายของสังคมไทย

….ขอเล่าเรื่องการรับวชิราลงกรณ์ก่อน เค้ามาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ขับเครื่องบินมาเอาชั่วโมงบิน มาถึงสนามบินชางงี และก็พักอยู่ 2-3 ชั่วโมงในห้อง VIP ก่อนจะบินกลับ แค่นั้น พวกเราก็เตรียมงานกันเป็นเดือน ต้องมีกำหนดการที่เรียกว่านาทีต่อนาที ต้องคุยกับทางฝ่ายสิงคโปร์เป็นเดือนๆ ต้องไปดูแลความเรียนร้อยของสถานที่ ต้องมีการเตรียมของทุกอย่าง ของใช้ของกิน คือมันจะมีลิสต์มาจากในวังว่าต้องการอะไร ของหลายอย่างเป็นเรื่องปกติ เช่น ไวน์ แชมเปญ อาหารที่เค้าชอบ ขนมนมเนย ผลไม้ไฮโซ เออ ที่แปลกใจคือ มีการขอน้ำเก๊กฮวยมาด้วย

…พอเครื่องมาถึง ประตูเครื่องบินเปิด พวกเราเข้าแถวรอรับเสด็จ ทางฝ่ายสิงคโปร์ก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมารับ ตั้งแต่รองนายก อธิบดีกรมพิธีการทูต กรมต่างๆ ของกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ทางฝ่ายเราก็มีอีทูต เมียทูต ทูตทหาร เมียทูตทหาร ทูตพาณิชย์ เมียทูต ทูตแรงงาย เมียทูต ทูต ททท ผัวทูต และข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย เรียงคิวกันรับเสด็จ พอเปิดประตูมาปุ๊ป คุณผู้ชมคะ อีหมาค่ะ อีหมา 2 ตัว ฟูฟู่ กับ ฟีฟี่ วิ่งออกมา ใส่ชุดนักบิน มีชื่อปักหน้าอกด้วยตำแหน่งพลอากาศโท ตายแล้ว ทางฝ่ายสิงคโปร์ตกใจตาแทบหลุดจากเบ้า ทั้งนี้นอกจากเพราะไม่ได้แจ้งว่าจะเอาหมามา จริงๆ มันต้องการการ quarantine ด้วยซ้ำ แต่ความตกใจยังเกิดมาจากการไม่เคยเห็นอะไรที่แปลกแบบนี้ แต่งตัวหมาในชุดนักบิน แถมให้ยศทางทหาร ลึกๆ สิงคโปร์มันก็คิดว่าวชิราลงกรณ์บ้าฉิบหาย

…วชิราลงกรณ์มาถึงก็เข้าห้องไปพัก พวกเรา ขรก เด็กๆ ก็รอข้างนอก ข้าราชการของเจ้า ตัดผมขาวสามด้าน ยศน้อยฉิบหาย แต่โครตเบ่ง แม่งถามหาน้ำเก๊กฮวย ก็เพิ่งอ๋อว่าอีหมา 2 ตัวไม่ดื่มน้ำเปล่าค่ะ แม่งดื่มน้ำเก๊กฮวย ดัดจริต แต่อีหมา 2 ตัวนี้มันคือทหารจริงๆ พี่เลี้ยงสั่งมันหันซ้ายหันขวามันก็ทำ จนทางฝ่ายสิงค์โปร์ช้อคแล้วช้อคอีก มองด้วยความงงงวย ส่วนข้าราชการฝ่ายเราเห็นเป็นเรื่องน่าเอ็นดู ถ่ายรูปอีฟูฟู่ ฟีฟี่กันใหญ่

….สักครู่ พวกเราถูกเรียกมาถ่ายรูปร่วมกับเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมของการเยือนของเข้าในต่างประเทศ ข้าราชการกระทรวงจะชอบกระบวนการนี้ เพราะเมื่อได้ถ่ายกับเจ้า ก็เอารูปไปตั้งโต๊ะในที่ทำงาน เพื่อให้รู้ส่าตัวเองเคยรับใช้เจ้าองค์ไหนมาก่อน เช่นเดียวกัน มันกลายมาเป็นใบเบิกทางของข้าราชการเหล่านั้น และมันจะลงท้ายด้วยการมอบของจากเจ้าให้ ก็ต้องมีการซ้อมท่ารับของ ของจากเจ้าแม่งก็กะโหลกะลา เป็นของโชว์ห่วย จากเสิ่นเจิ้น เช่นปากกาที่แม่งเขียนไม่ติด ที่ทับกระดาษ มีดพก เข็มทิศ หรือบางทีก็สมุดโน๊ตที่มีรูปหน้าปกเป็นรูปเจ้า

…ที่นี้ เราถูกเรียกไปถ่ายรูป เราถูกสั่งให้ยืนเข้าแถวหน้าห้อง เรียงลำดับอาวุโส จากทูต ไปถึงคนระดับล่างสุด พอประตูเปิดปุ๊ป อีทูตก็เขาทรุด คือลงไปคลานเพื่อเข้าไปในห้อง ที่ไหนได้ พอเงยหน้ามาดู เป็นอีหมาสองตัวนั่งบบโต๊ะ คือเซ็ตแรกของรูปถ่ายคือการถ่ายกับอีหมา 2 ตัว ส่วนพวกเรานั่งบนพื้น กลายเป็นว่า หมาสองตัวเป็นเจ้า มีไพร่เป็นมนุษย์นั่งพับเพียบกับพื้น ก่อนจะมีการถ่ายอีกเซ็ทกับวชิราลงกรณ์ ซึ่งเข้าไม่มีปฏิสันถารอะไรกับเราเลย เค้าไม่คุยกับข้าราชการ เราไม่ได้มีโอกาสอยู่ในห้องนานกับเค้า และเอาจริงๆ ไม่ได้มีการแจกของด้วย คือการซ้อมท่ารับของก็ซ้อมฟรี

….บอกเลย เป็นประสบการณ์ลืมไม่ลง หงุดหงิด เพราะกระบวนการมันเวิ่นเว้อ ทำดีก็เสมอตัว แต่ถ้าพลาด อาจถูกลงโทษได้หนัก คิดในใจ เราเป็นข้าราชการ แตาต้องมาทำอะไรแบบนี้ แทนที่จะทำงานให้ประชาชน เสียเวลามากๆ เสียดาย หารูปที่ถ่ายกับอีหมา 2 ตัวไม่เจอ ถ้าเจอ จะเอามาลงค่ะ ไม่รู้ไปเก็บไว้ไหน

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แม้หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสถานทูตคืองานวิชาการเป็นหลัก หมายถึงการไปนั่งฟังงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็เขียนรายงานส่งกระทรวง เพื่อให้รู้ความเป็นไปในสิงคโปร์และภูมิภาค แต่งงานหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการรับการเสด็จของเจ้าในต่างประเทศ เอาจริงๆ สำหรับบางสถานทูต/กงสุล งานรับเจ้าคือเรื่องใหญ่ที่สุด อาทิ ที่ลอนดอน หรือตอนนี้คึอเบอร์ลิน และสถานกงสุลที่มิวนิค เนื่องจากเจ้าเสด็จต่างประเทศบ่อย มันเลยทำให้เกิดความสนิทสนมระหว่างราชวงศ์กับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่นับว่า คนในกระทรวงที่เป็นลูกท่านหลานเธอก็มาก เอาง่ายๆ มันคือกระทรวงเจ้าขุนมูลนายว่างั้น ดังนั้น หากมีใครบอกว่าได้ข่าวลือมาจากคนกระทรวงต่างประเทศ ขอให้เชื่อในชั้นต้นได้เลยว่าจริง…ในการเยือนชองเจ้าแต่ละครั้งสถานทูตจะเหนื่อยมา เพราะต้องเตรียมตัวรับทุกอย่างแบบไม่มีข้อบกพร่อง บางทีมาเยือนแค่วันเดียว เตรียมตัวเป็นเดือนก็มี เมื่อเจ้ามาเยือน เรียกง่ายๆ ว่า สถานทูตแทบจะต้องปิดทำการไปเลย เพราะเราต้องทุ่มแรง กำลัง เจ้าหน้าที่ และงบประมาณสำหรับการรับเจ้านั้น พูดเรื่องงบประมาณ บอกเลยว่าการรับเจ้ามาจากภาษีประชาชน สถานทูตต้องทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงเพื่อนำมาใชจ่ายในการต้อนรับเจ้าแต่ละครั้ง เจ้าไม่ค้องขวักกระเป๋าเองแม้แต่บาทเดียว…การเตรียมการมีอะไรบ้าง เราต้องทำหมายกำหนดการ เมื่อทำเสร็จ เราจะรู้ว่าเจ้าอยากไปไหน ไปทำอะไรและไปพบใคร เราก็จะต้องไปเตรียมการนัดพบล่วงหน้า เช่น จะเสด็จไปห้องสมุดของมหาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เราก็ต้องไปคุยกับอธิการบดี ไปคุยกับบรรณารักษ์ เพื่อเตรียมเรื่องการอำนวยความสะดวก หากจะต้องมีการปิดห้องสมุดวันนั้นก็ต้องทำ หรือการไปพบแขกสำคัญที่ไหน เราต้องไปตรวจสอบสถานที่ ไปดูทางหนีทีไล่ ไปดูว่ามีที่จอดรถไหม จะจอดยังไง เมื่อขบวนรถมาส่งแล้วจะให้จอดตรงไป แล้วรถจะไปจอดรอที่ไหน โอ๊ย จิปาถะ มันต้องมีการสื่อสารระหว่างกับคนขับรถตลอดเวลา….นอกเหนือจากกำหนดการที่เป็นทางการเแล้ว เราก็ต้องปรึกษาเลขาเจ้า ว่าเจ้าอยากทำอะไร อยากกินอะไร เราต้องจัดให้ตามนั้น ในส่วนนี้ ก็มีการกินเงินหลวงกันค่อนข้างเยอะ เพราะมันจะมีการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทูตใช้เงินสถานทูตไปลองกินร้านอาหารต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อดูว่าอร่อยไหม สถานที่ดีหรือเปล่า ถ้าเราคิดว่าดีแล้ว เราก็เสนอทางวังไปว่า ร้านนี้อยากไปไหม อะไรแบบนั้น รายละเอียดมีมากจริงๆ และในการเขียนกำหนดการทางการ เราต้องมีตารางที่เรียกว่า เป็นนาทีต่อนาทีว่าเจ้าจะทำอะไรในหนึ่งวัน เราต้องรู้ว่า เสร็จจากงานนี้ เจ้าไปไหนต่อ เวลาเท่าไหน ออกจากที่นี่กี่โมง ไปถึงที่นั่นกี่โมง อะไรแบบนี้…ในตลอดเวลาที่ดิชั้นอยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับเจ้าทั้งหมด 4 คน ได้แก่ วชิราลงกรณ์ สิรินทร องค์ภา และสิริวัณณวรี ในจำนวนนี้ ดิชั้นรับพระเทพมากที่สุด รองลงมาคือสิริวัณณวรี ส่วนที่เหลือ รับเพียงครั้งเดียว พูดก่อนเลยว่า การรับวชิราลงกรณ์ยากที่สุด รองลงมาคือสิริวัณณวรี ที่ง่ายที่สุดคือพระเทพ ไม่เรื่องมาก ตรงนี้ขอยืนยันดังที่หลายคนบอกเรื่องพระเทพว่าจริง นางไม่เรื่องมาก…ขอเล่าเรียงไปจากความสั้นและยาวของเรื่อง เอาเรื่ององค์ภาก่อน นางมาดูงานด้านความยุติธรรมในสิงคโปร์ เผอิญดิชั้นเพิ่งไปถึงสิงคโปร์ไม่นาน และไม่ถนัดงานพิธีการทูต เราเป็นฝ่ายกองหลังดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวกทั่วไป นางมาแป๊ปๆ แล้วก็กลับ จำได้ว่าไม่ได้มีดราม่าอะไร แล้วเราก็เป็นข้าราชการระดับล่าง ไม่ได้เข้าไปเสนอหน้ามานัก…แต่ที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่านั้นคือเมื่อสิริวัณณวรีมาเยือน ตอนที่ดิชั้นรับราชการที่นั่น นางมาเยือน 2 ครั้ง มาแข่งแบดมินตัน และตกรอบแรกทุกครั้ง แต่ทีนี้ การมาแข่งแบบนี้ ไม่สามารถมีการกำหนดการที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับว่า จะผ่านรอบแรกหรือไม่ ไอ้ที่ไม่มีการกำหนดแบบตายตัว ยิ่งทำให้เราทำงานยาก เพราะมันกลายเป็นโปรแกรมเปิด หากนางต้องการอะไรทันที เราอาจหาให้ไม่ทัน เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า แบบนี้ทำให้ทูตและเจ้าหน้าที่เครียดมาก ตอนที่นางมานั้น นางยังไม่ไม่โตเท่าไหร่ แต่จริตจก้านแล้ว โวยวาย วุ่นวาย น่ารำคาญ เราต้องคอยอยู่ใกล้เพื่อนางเรียกใช้ พอใกล้เกินไปนางก็ตวาดให้ถอยห่างออกไป อย่างนางด่าทูตว่า ไม่มีอะไรทำรอ ต้องมาเดินตามอย่างนี้ อีทูตวิ่งหางชี้เลย ดิชั้นได้มีโอกาสต้อนรับนาง แต่ไม่ได้คุยด้วย และก็เห็นว่า นางไม่ได้เป็นมิตรอะไร ก็เท่านั้น…ตอนหน้ามาเขียนเรื่องการรับวชิราลงกรณ์และสิรินทรค่ะ
…ปล: รูปตอนอยู่สิงคโปร์

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

รวมบทสัมภาษณ์พิเศษอ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากสำนักข่าวทั่วโลก

BBC World
https://www.bbc.com/news/world-asia-53899816

Asia Sentinel
https://www.asiasentinel.com/p/facebook-blocks-access-to-popular

รอยเตอร์
https://www.reuters.com/article/us-thailand-facebook/after-block-new-facebook-group-criticising-thai-king-gains-500000-members-idUSKBN25L1I5

KrAsia
https://kr-asia.com/facebook-to-launch-legal-action-against-thai-government-after-request-to-block-group-critical-of-monarchy?fbclid=IwAR3FjA9H2pMjSUAj5roXJxGBvi2QhYTZeflV1XuOz5nCO5Bn2q_wVvAs3Ts

NHK ญี่ปุ่น
https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/live/?fbclid=IwAR1qbHnwfUlZNYu5Pe9SnQalWgJTNOMARLAPAfT3jpMuyf_sqci-lFZ0PxA

New York Times

Channel News Asia
https://www.channelnewsasia.com/news/livetv

Al Jazeera

Live

Financial Times
https://www.ft.com/content/8636ea38-2f85-4188-9378-590fabf04e24?accessToken=–sanitized–&sharetype=gift?token=–sanitized–

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เดินทางถึงสิงคโปร์ปลายเดือนธันวาคมปี 2003 เริ่มอาชีพนักการทูตในสถานทูตเป็นครั้งแรก สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นับว่าเป็นสถานทูตที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเราในต่างประเทศ ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนที่แพงที่สุดของสิงคโปร์ นั่นคือออชาร์ด Orchard Road หรือถนนช้อปปิ้งที่สำคัญที่สุดในของประเทศ ต้นสายของถนนเส้นนี้เริ่มที่ตรอง Fort Canning คือสมัยก่อน เรือผู้โดยสารจะเข้ามาถึง Fort Canning ได้ พอออกมา ก็เจอถนนเส้นนี้ เป็นเส้นที่ปลูกพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เลยกลายเป็นถนนที่พลุกพล่าน เมื่อสิงคโปร์เจริญมากขึ้น ถนนเส้นนี้เลยถูกพัฒนามาเป็นเส้นทางหลักของการพาณิชย์ และเริ่มมีอาคารต่างๆ เกิดขึ้น ในขณะสวน แปลงผักต่างๆ ก็หดหายไปตามกาลเวลา

….ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นยุคอาณานิคม เป็นครั้งแรกที่สยามติดต่อกับฝรั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอาจเรียกได้ว่าตกอยู่ในอันตราย มองไปรอบข้าง อาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง มีกษัตริย์และราชินี ต่างสูญหายเพราะถูกฝรั่งกลืนกิน รัชกาลที่ 4 กังวลใจตรงนี้ เลยมีดำริในการสร้างสถานทูตที่สิงคโปร์ เพราะแม้จะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่ก็เป็นเมืองท่าทีสำคัญ และคิดว่า หากเกิดอะไรขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยไปสู่จุฬาลงกรณ์แล้วต้องหนีฉุกเฉิน จุฬาลงกรณ์สามารถหนีไปสิงคโปร์เพื่อต่อเรือไปที่อื่น นั่นจึงเป็นที่มาของการซื้อที่เพื่อสร้างสถานทูตบนถนนออชาร์ด

…ช่วงนั้นสิงคโปร์บูมแล้ว นอกจากจะคิดว่าเป็นทางหนีทีไล่ รัชกาลที่ 4 ยังมองว่า มันเป็นเมืองของการรับรู้ข่าวสารจากเมืองฝรั่ง สิงคโปร์โชคดีมากที่มีท่าเรือน้ำลึก หมายความว่า เรือขนาดใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้ชายฝั่งอย่างไม่มีปัญหา ทำให้กลายมาเป็นแหล่งการค้าสำคัญที่นำสินค้าจากทั่วโลกมาขาย เอาจริงๆ อังกฤษก็ใช้ท่าเรือตรงนี้ ส่งเครื่องเทศกลับอังกฤษ นอกเหนือไปจากท่าเรือในอินเดีย หรือในพม่า ความที่สิงคโปร์เป็นท่าเรือระหว่างประเทศ จึงมีความเป็นสากล มีการเข้าออกมากมายของชาวยุโรป หนังสือพิมพ์ของสิงคโปร์ที่มีตั้งแต่สมัยนั้นคือ The Straits Times ซึ่งรัชกาลที่ 4 สั่งมาอ่านในสยามบ่อยๆ

…เราสร้างสถานทูตโก้หรูบนออชาร์ด ตอนที่ดิชั้นไปถึงสิงคโปร์ในปี 2003 ตอนนั้น ออชาร์ดกำลังอยู่ในกระบวนการอัพเกรดให้ถนนเส้นนี้ไฮโซขึ้นไปอีก เพื่อเทียบเท่า Oxford Street/Bond Street ของลอนดอน และ 5th Avenue ของนิวยอร์ค จึงมีการเริ่มซื้อที่คืนจากอาคารร้านค้าหรือออฟฟิซต่างๆ เพื่อสร้างเมก้ามอลล์ ตอนนั้น สถานทูตอินโดนีเซียยังตั้งอยู่ตรงที่ปัจจุบันคือ ION ดิชั้นยังทันสถานทูตอินโดตอนนั้น และในที่สุดก็ขาย ได้เงินมหาศาลเพื่อเอาไปสร้างสถานทูตที่อื่น และก็มีความพยายามที่จะซื้อสถานทูตไทย ส่วนตัวดิชั้นเห็นว่าขายก็ดี เพราะกำไรที่ได้จากตรงนั้นมันมาก เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อประเทศด้านอื่นก็ได้ และบอกตรงๆ ตั้งสถานทูตตรงนั้นมันจอเจ แต่เราก็ไม่ขาย อ้างว่าขายไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ของรัชกาลที่ 4 ในปัจจุบัน บนถนนออชาร์ดเส้นนี้ มีเพียงทำเนียบ (หรือเรียกว่ายๆ ว่าบ้านคน) อยู่เพียง 2 หลัง หลังแรกคือทำเนียบทูตไทยที่อยู่ในสถานทูตนั่นแหละ และทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์หรือที่เรียกว่า Istana นั่นเอง

…เริ่มงานครั้งแรก ก็ตามที่กระทรวงต้องการให้ดิชั้นทำ คืองานวิชาการ สิงคโปร์มีสถาบันการศึกษาและวิจัยมากจริงๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรสมัยนั้นเพียง 4 ล้านคน (ในจำนวนนี้ 1 ล้านเป็น expat) และสถาบันเหล่านี้ก็มีคุณภาพมาก งานก็คือ ตื่นเช้า ดิชั้นก็นั่งรถไปตามสถาบันต่างๆ นั่งฟังงานสัมมนา บางวันมี 2-3 งาน นั่งฟังเสร็จปุ๊ป ก็กลับมาเขียนรายงาน เผอิญดิชั้นเป็นคนทำงานเร็ว รายงานจริงเสร็จแบบวันต่อวันทันสถานการณ์ ตอนนั้นทำมากๆๆๆ และทูตก็เห็นว่า รายงายของเราที่จะส่งไปเป็นโทรเลขเข้ากระทรวง ควรส่งไปสถานทูตต่างๆ ทั่วโลกด้วยเพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวในภูมิภาคนี้ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้คนในกระทรวงหลายคนรู้จักดิชั้น ทั้งๆ ที่เราไม่เคยพบกันมาก่อน

…สิงคโปร์มันเป็นประเทศฉลาด ใครๆ ก็ต้องตกหลุมรักมัน มันมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ แต่มันก็เป็นกึ่งประชาธิปไตยที่มีการปกครองโดยพรรคเดียวคือ PAP (People’s Action Party) การติดต่อราชการนี่มันรวดเร็ว เยี่ยมยอม ต่อบัตรทำงานไม่ถึง 5 นาที ไม่มีคิว ติดต่อธนาคารตอนนั้นก็ I-Banking แล้ว ชีวิตทั่วไปมีคุณภาพ รถไม่ติด การคมนาคมสาธารณะเป็นเลิศ รถเมล์ทันสมัย รถไฟใต้ดินตรงเวลา คือคิดว่าอยู่ๆ ไป เอ้ย มันก็สบายกว่าอยู่ไทยมาก แต่มันก็มีเรื่องโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่แพ้ชาติใด ใครที่อ่าน The Straits Times ก็จะรู้ว่า ชอบเอาข่าวเลวๆ ของเพื่อนบ้านมาลง เพื่อให้คนสิงคโปร์ตระหนักว่า “มึงโชคดีแค่ไหนที่มึงไม่ได้อยู่ในประเทสเหล่านั้น” ความรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศและการทูตของดิชั้นก็ได้จากตรงนั้นมามากทีเดียว

ปล: ร้านนี้มีหลายสาขาในสิงคโปร์ เจ้าของเป็นติ่งแม้ว เป็นคนสิงคโปร์ ดิชั้นไปทานบ่อยจนบวม

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เรียนจบแล้วกลับไปทำงานต่อที่กระทรวงเลย กองการเจ้าหน้าที่รู้ว่าทำวิทยานิพนธ์เรื่องความเป็นไทย และไทยกับพม่า เลยจับให้ไปอยู่กรมเดิมคือเอเชียตะวันออก แต่โต๊ะพม่าเต็มแล้ว เลยให้ไปทำโต๊ะกัมพูชาแทน ไปเจอหัวหน้ากองที่ชื่อพิษณุ สุวรรณชฏ (ทูตลอนดอนคนปัจจุบัน) ขี้อิจฉาเด็ก กลับไปทำงานวันแรก รู้ว่าเราจบเอก ก็บอกว่าเรา เอาหินโยนขึ้นไปบนฟ้า ตกลงมาใส่หัวปริญญาเอกเยอะแยะ คือกำลังบอกดิชั้นว่า อย่าทนงตัวว่าเรียนสูง เพราะคนกระทรวงเรียนสูงมีเยอะแยะ เออ งง มาทำงานวันแรกก็เจอแบบนี้ ไม่มีสอนงาน ไม่ให้งาน ขัดขวางทุกอย่าง งานดีเอาเข้าตัว งานห่วยก็โบ้ยมา ไอ้งานที่โบ๊ยมาส่วนหนึ่งมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา

…เคยเล่าไปแล้ว เดือนมกราคม 2003 เพิ่งกลับมาทำงานที่กระทรวงไม่กี่เดือน ถูกส่งให้ไปพนมเปญไปช่วยร่างเอกสารเรื่องความร่วมมือทางการค้า ระหว่างที่ไป เผอิญเกิดเรื่องคนเขมรไม่พอใจคนไทย โดยฮุนเซนอ้างว่า กบ สุวนันท์ พูดว่า นครวัดเป็นของไทย เท่านั้นแหละ ชาตินิยมเขมรพุ่งปี๊ด สาเหตุจริงๆ มาจากการที่ฮุนเซนกลัวจะแพ้การเลือกตั้งด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น เลยสร้างเรื่องความขัดแย้งกับไทยเพื่อเบี่ยงประเด็น ดิชั้นไปถึงกัมพูชา ก็เริ่มเห็นคนออกมาต่อต้านไทยมากขึ้นหน้าสถานทูตเรา ไม่อยากเชื่อ ภายใน 2 วัน เกิดการเผาสถานทูตจนเละ โชคดีที่ดิชั้นไม่ได้อยู่ในสถานทูตตอนนั้น ต้องระหกเร่รอน ไปเช่าโรงแรมฝรั่งนอนเพื่อหลบหนีคนคลั่งชาติเขมร เพราะมันโจมตีธุรกิจของไทยทั้งหมด รวมถึงโรงแรม จึงต้องไปพักโรงแรมฝรั่ง แล้วมันยังโจมตีคนไทยด้วย ทีนี้ อีรัฐมนตรีพาณิชย์ตอนนั้น อดิศัย โพธารามิก กำลังบินมาเขมรเพื่อมาลงนามในข้อกตลงการค้าที่เราช่วยกันร่างไว้ล่างหน้า เมื่อเครื่องลงที่สนามบิน ตอนนั้นเขมรประกาศสภาวะฉุกเฉินแล้ว นางโทรมาบอกให้เรารีบมาสนามบิน เพราะจะเอาเรากลับบ้าน ไม่อย่างนั้นเราอาจตกค้างในเขมร เราเลยรีบนั่งรถไปสนามบินผ่านม็อบคลั่ง เชื่อไหม พอไปถึงสนามบิน อีอดิศัยกับคณะบินกลับไปแล้ว รับกลับจนไม่รอเอากระเป๋ากลับไปด้วย นอกจากจะทิ้งให้เราอยู่ในสนามบิน ยังขอให้เราดูแลกระเป๋าของพวกเค้าด้วย เย็ดแม่มากค่ะ

…เราเลยต้องนั่งรถกลับโรงแรม น่ากลัวมาก เพราะม็อบมันตรวจรถทุกคันว่ามีคนไทยไหม โชคดีดิชั้นสวยแบบหมวยๆ เลยบอกว่ามาจากสิงคโปร์หล่ะ เลยรอดตัว สุดท้าย ทักษิณส่ง C130 มารับกลับบ้าน เราถูกอพยพเช้ามืด มีรถถึงมานำหน้ารถเรา เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน บินกลับกรุงเทพ ครั้งนั้นก็ติดหนี้ทักษิณเหมือนกัน พอกลับกรุงเทพ ก็รีบตรงไปกระทรวง เค้ากำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเขมร แม้ว่าเราอยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็พยายามปิดปากเรา กระทรวงขอไม่ให้ดิชั้นบอกสื่อว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เฮ้ย มันไม่แฟร์เลย ประชาชนควรต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น บอกตรงๆ ผิดหวังกับกระทรวงมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

…ทำงานได้ประมาณปีนิดๆ คือเรียนจบกลับมาทำงานเดือน ตค 2002 พอคริสต์มาส 2003 ดิชั้นก็ถูกส่งไปประจำการต่างประเทศ กระทรวงให้ดิชั้นเลือก 3 อันดับ (สำหรับข้าราชการที่ออกประจำการครั้งแรก ในยุคนั้น เราต้องเลือกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ห้ามเลือกประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปหรืออเมริกา) ดิชั้นเลยเลือกปักกิ่ง ฮ่องกง และสิงคโปร์ (ค่ะ ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ในที่สุด ดิชั้นได้สิงคโปร์ ตามคำแนะนำของปลัดกระทรวงตอนนั้นคือคุณเตช บุนนาค ให้เหตุผลว่า ดิชั้นมีความเชี่ยวชาญงานวิชาการ ให้ไปสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีงานวิชาการมาก และถูกจัดให้เป็น listen post คือทีประจำการที่ต้องไปฟังว่าคนต่างชาติเค้าพูดอะไรบ้าง หน้าที่หลักก็คือ ไปนั่งฟังงานสัมมนาทั้งหลาย และรายงานกลับกระทรวงค่ะ

….ตอนแรกไม่ตื่นเต้นเลยที่ต้องไปสิงคโปร์ จึงเลือกเมืองนี้เป็นอันดับ 3 เพราะคิดว่าน่าเบื่อ และในช่วง 2 ปีแรกก็คิดว่าน่าเบื่อจริงๆ จนต่อมาเปลี่ยนใจ จากเบื่อ กลายเป็นรักสิงคโปร์ การได้มาเป็นนักการทูตในสถานทูตไทยที่สิงคโปร์มันคือจุดเปลี่ยนชีวิต ตาสว่างแล้วสว่างอีก ตอนหน้ามาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตนักการทูตในสถานทูตเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงลาออกค่ะ

…ปล: รูปนักการทูตหญิง

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

จะอยู่ชนชั้นไหน ในร้านอาหารไทยในเมืองนอก ทุกคนเท่ากัน มึงจะเป็นลูกคุณหนู แต่ถ้ามาทำงานหาเงินในร้านอาหาร มึงมีศักดิ์เท่ากับอีเย็น แม่ครัวที่ยืนผัดก๋วยเตี๋ยวหลังร้าน เอาจริงๆ อีเย็นมีอำนาจมากนะ เพราะแม่ครัวแม่งคือหัวเรือใหญ่ ถ้าเค้ารัก เค้าจะทำอาหารอร่อยๆ ดีๆ ให้เรากิน ถ้าเค้าเกลียด มึงก็กินอาหารห่วยๆ ไป (เราได้กินอาหารฟรีก่อนทำงานค่ะ) อันเรื่องศักดิ์เท่ากันนี่บอกตรงๆ ชอบมาก ดิชั้นไม่ได้เป็นลูกผู้รากมากดี มาจากชนชั้นกลาง อาจจะมีชีวิตที่สบายหน่อย แต่ดิชั้นก็นับถืออีเย็นมาก กลายเป็นคนที่สนิทที่สุดในร้านเลยมั้ง มันเป็นสภาพความเป็นอยู่ที่เซอเรียลมาก เพราะเรารู้ว่า เมื่อเรากลับไปอยู่ไทย เราจะกลับไปวังวนเดิมๆ คือสังคมที่ถูกกำหนดค่าด้วยชนชั้น ความรู้ หน้าตา ฐานะ จิปาถะ แต่ในสังคมร้านอาหาร ทุกคนเท่ากัน (ในจุดหนึ่ง) ในแง่ที่ว่า มึงจะไฮโซหรือไถนามาก่อน เนื้องานเท่ากันและความรับผิดชอบเท่ากัน
….ทำไมดิชั้นถึงรักอีเย็น เพราะอีเย็นแม่งมองทะลุความตอแหลของสังคม เพราะอีเย็นมันผ่านความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจจากบ้านเกิดเมืองนอน จนต้องหนีตายมาทำงานต่างประเทศแบบหลบๆ ซ่อนๆ ได้คุยกับอีเย็นเยอะมาก อีเย็นเล่าให้ฟังว่า ตอนเป็นเด็ก ที่บ้านอีเย็นก็รักเจ้า มีรูปเจ้าติดเต็มบ้าน แต่อีเย็นเป็นลูกสาวคนโต ที่บ้านจน เรียนไม่จบชั้นมัธยม ต้องออกมาทำนา โอ้โห ตอนนั้นเราฟังแล้ว ทำไมมันเหมือนในหนังเลย แต่มันยังมีอยู่จริง พ่อแม่ของอีเย็นเป็นรอยัลลิสต์ แต่อีเย็นตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมถ้าเจ้ารักประชาชนแล้วเรายังลำบาก นี่มันก็เป็นคำถามที่ naïve นะ แต่อีเย็นบอกดิชั้นว่า เค้ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
…จนเมื่ออีเย็นได้ไปเที่ยวกรุงเทพเมื่อตอนวัยรุ่น ก็ได้เห็นความแตกต่าง เห็นความรวยกระจุก จนกระจาย เห็นรูปในหลวงอันใหญ่ติดบนอาคารสูงตระหง่าน แต่พอนั่งรถออกมาจากนครที่สวยงามไม่กี่ชั่วโมง ความสวยงามไม่มี มีแต่ความแร้นแค้นเข้ามาแทน ทีนี้ ฟังอีเย็นเล่ามาเยอะ ดิชั้นเลยแกล้งแหย่นางโดยถามว่า อ้าว พี่ พี่จะไปโทษเจ้าได้ยังไง พี่ต้องโทษรัฐบาลที่สิ เพราะเจ้าไม่มีหน้าที่บริหารประเทศนะ อีเย็นร้องกรี๊ดใส่หน้านักศึกษาปริญญาเอก อีเย็นบอกว่า รัฐบาลก็เป็นแค่หุ่นเชิด ทำดีก็ได้อยู่ในอำนาจ ทำไม่ดี ก็ถูกเจ้าเอาทหารไล่ โอ้มายก๊อด นี่อีเย็นคิดทฤษฏี network monarchy มาก่อนแม็คคาโกด้วยซ้ำ
….มันเป็นกลายมาเป็นการศึกษานอกเวลา จากในตำรา เราก็อ่านอยู่แล้ว จากนอกตำรา ก็ได้จากร้านอาหาร โดยมีอีพี่เย็นเป็นดาราแสดงนำ นำไปสู่การเขียนวิทยานิพนธ์ของดิชั้นเรื่องความตอแหลของความเป็นไทย ที่มีเรื่องราวของอีเย็นสอดแทรกอยู่ในวิทยานิพนธ์นั้นด้วย ดิชั้นจึงรักและนับถืออีเย็นอย่างยิ่ง
….แต่อีเย็นเป็นผี แล้วเมื่อมีการทะเลาะกับลูกจ้างคนอื่นๆ ก็มักจะถูกขู่ว่าจะเอาโฮมมาลง จริงๆ มันก็มีลง 2-3 ครั้ง โอ้ยวิ่งหนีออกหลังร้านกันใหญ่ ดิชั้นต้องคอยสะกัดเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจอยู่หน้าร้านเพื่อถ่วงเวลาให้อีเย็นหนีทัน สรุป ก็หนีทันทุกครั้ง แต่ความอึดอัดมันมีจุดอิ่มตัว ในที่สุด เพียงไม่กี่เดือนก่อนดิชั้นจะเรียนจบ อีเย็นกับผัวตัดสินใจเดินทางกลับไทยโดยสมัครใจ แม้รู้ว่าจะไม่ได้กลับมาอังกฤษอีก ดิชั้นยังติดต่อกับอีเย็นในช่วงแรกๆ แต่จากนั้นก็ขาดการติดต่อกัน ทุกวันนี้ยังระลึกถึง และติดหนี้ความรู้ที่ได้มาจากก้นครัวจริงๆ
….เรื่องที่เหลือของการทำงานในร้านอาหารคือการสร้างความแกร่ง คือกลายมาเป็นกะเทยแกร่ง เหมือนที่เคยบอก สังคมมันบังคับให้ดิชั้นร้าย ลูกค้าที่ร้านไม่ใช่ไฮเอน มันจึงมีความกักขฬะ ดิชั้นต้องดีลกับความกักขฬะนั้น ตั้งแต่เมา โวยวาย โกง เอาผมตัวเองใส่ในอาหารเพื่อกินฟรี ไม่พอใจอาหารแล้ววีน ดิชั้นถูกไวน์สาดหน้า แล้วดิชั้นก็สาดแม่งกลับด้วยโถน้ำที่ไว้แช่วาย บางรายไปจุดไฟเผาห้องน้ำ (ที่อยู่ชั้นสองของร้าน) บางรายกินเสร็จแล้ววิ่งออกร้าน ดิชั้นต้องวิ่งตามแม้ว่าใส่ส้นสูง โอ้ยสารพัด นี่ไม่นับว่ามีลูกค้ามาจีบแล้วก็เดทกันต่อมา นึกๆ ดู เอ๊ะ นี่เราทำงานร้านอาหารหรือซ่อง?
…ส่วนลูกน้องก็ร้อยพ่อพันแม่ ไอ้ตัวที่ขี้เกียจที่สุดคือลูกผู้ดีกรุงเทพ กินแรงเพื่อนฉิบหาย รู้เลยว่าคนพวกนี้เลือกทำงานเบา เช่นเสิร์ฟดริ้งค์ เสิร์ฟอาหาร แต่ไม่ชอบเก็บจานหรือเคลียร์โต๊ะ เพราะหนักกว่าและสกปรก อะไรแบบนี้ ดิชั้นผ่านมาหมด จนคิดว่า ถ้าเปิดร้านอาหารเองในอนาคต ก็รู้วิธีรันร้านแล้ว
…เงินที่ได้จากการทำร้านอาหารแม้ไม่มาก แต่มันเป็นส่วนช่วยทุนที่ได้จากมหาลัย และทำให้ดิชั้นจบการศึกษา ดิชั้นเดินทางกลับกรุงเทพ (ไม่รับปริญญาค่ะ ส่งทางไปรษณีย์เอา) เดือนกันยายน ปี 2002 และเริ่มงานที่กระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งในเดือนตุลาคมปีนั้นค่ะ
….ปล: รูปตอนช่วงสุดท้ายที่อังกฤษหน้าร้านอาหารที่ทำ ตอนนี้ ร้านนี้ขายกิจการไปแล้วค่ะ เสียดาย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น