หมวดหมู่
วันสำคัญ

“วาเลนไทน์”คือชื่อของนักบุญ St. Valentine

ในสมัยกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 แห่งกรุงโรม St. Valentine เป็นบาทหลวงอยู่ที่โบสถ์ใกล้ๆ กรุงโรม สมัยนั้นกษัตริย์คลอดิอุส ที่ 2 ออกกฎห้ามมีการแต่งงานในเมืองของพระองค์ เพราะทรงต้องการให้ผู้ชายทุกคนไปเป็นทหารเพื่อทำศึกสงคราม สร้างกรุงโรมให้เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง หากผู้ชายที่มีครอบครัวไปเป็นทหารจะมีห่วงและมีอารมณ์อ่อนไหวเกินกว่าจะเป็นนายทหารที่ดี ถ้าหากไม่มีการแต่งงานผู้ชายจะสนใจการรบมากขึ้น
บาทหลวงวาเลนไทน์รู้สึกเห็นอกเห็นใจหนุ่มสาวที่มีความรัก จึงแอบจัดพิธีแต่งงานให้หนุ่มสาวที่ต้องการแต่งงานหลายคู่อย่างลับๆ โดยภายในงานจะมีเพียงเจ้าบ่าว เจ้าสาว และบาทหลวง พวกเขาต้องกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหารด้วย
เรื่องรู้ถึงหูคลอดิอุสเข้าจนได้ ในที่สุด นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับเข้าคุกและถูกทรมานอย่างสาหัส ระหว่างที่อยู่ในความเชื่อและศรัทธาในความรักเช่นกัน
ขณะที่ถูกขังอยู่ในคุกรอการประหาร บาทหลวงวาเลนไทน์ได้รู้จักกับผู้คุมชื่อแอสทีเรียส ซึ่งมีลูกสาวตาบอด และขอให้เขาช่วยรักษา เหมือนปาฏิหาริย์เธอสามารถมองเห็นได้อีก ลูกสาวของผู้คุมจึงมักมาเยี่ยมและให้กำลังใจบาทหลวงอยู่เสมอ กระทั่งก่อนเสียชีวิตเขาได้เขียนจดหมายถึงเธอ และลงท้ายว่า “From your Valentine” นักบุญวาเลนไทน์ เสียชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 ในคุกแห่งนั้นนั่นเอง
ต่อมา สันตะปาปา Gelasius ยกย่องให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อรำลึกถึงคุณความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละของนักบุญวาเลนไทน์ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรัก” และ “มิตรภาพ”
ดังนั้นความหมายแท้จริงของวันวาเลนไทน์คือ
กล้าหาญ เสียสละ มิตรภาพ ความดีงาม ความรักที่มีแก่เพื่อนมนุษย์ การยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง การเป็นผู้ให้ ปรารถนาดีเพื่อนมนุษย์ อดทน เมตตา

ข้อมูลและภาพ

FB:นัฐกานต์ ดิษยกุลวงศ์

หมวดหมู่
ทักษิณ

จดหมายก่อนเข้าเรือนจำ ถึง พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

เป็นอีกครั้งที่เราต้องเข้าไปต่อสู้หลังซี่กรง ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ม.ล.จุลเจิม ซึ่งเป็นมือประสานเชื้อพระวงศ์ออกมากดดันศาลผ่านโพสต์เฟซบุ๊ก ก็โปรดคิดดูเถิดว่าใครอยู่เบื้องหลังการฝากขังเราในครั้งนี้

เกิดเป็นคนรักสิทธิเสรีภาพ คนรักประชาธิปไตยในประเทศศักดินาย่อมต้องต่อสู้ข้างในบ้าง ข้างนอกบ้าง เป็นปกติธรรมดา แต่เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งการต่อสู้ของประชาชนได้ เมื่อผมเข้าไปต่อสู้อยู่ข้างใน ก็ขอให้ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคงในหลักการ โดยส่วนตัวผมจะยืนหยัดต่อสู้ไปจนกว่าเราจะบรรลุข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1. ขับไล่พลเอกประยุทธ์ และคณะ
2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกหมวด ทุกมาตรา ให้เป็นฉบับประชาชน
3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ยังมีอีกหลายภารกิจที่ผมกำลังดำเนินการ น่าเสียดายที่จะต้องฝากฝังไว้ให้เพื่อน ๆ และมิตรสหายดูแลแทนชั่วคราว ผมเห็นทีจะต้องไปผจญภัยในแดนสนธยาแล้ว ขอให้ทุกคนตระหนักว่า

“ตราบใดที่เรายังสู้ เราก็ยังไม่แพ้
ตราบใดที่เรายังไม่แพ้ เผด็จการก็ยังไม่ชนะ”

ด้วยรักและศรัทธาในสถาบันประชาชน

พริษฐ์ ชิวารักษ์

หมวดหมู่
จดหมายจากเพื่อน

“ขังฝนเม็ดเดียว เขาจะเจอกับห่าฝน”

“ขังฝนเม็ดเดียว เขาจะเจอกับห่าฝน” ทนายอานนท์ ส่งจดหมายน้อยถึงมวลชน หลังศาลไม่ให้ประกันคดีชุมนุมที่สนามหลวง ครั้งปักหมุดคณะราษฎร
#ม็อบ9กุมภา
#ม112
#ยกเลิก112
#ยกเลิกม112
#ปล่อยเพื่อนเรา

หมวดหมู่
ทักษิณ

คำมั่นสัญญาหลังแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“…ผมจะไม่ยอมทำหน้าที่เป็นเพียงผู้นำตามกฎหมายเท่านั้น ผมจะขอเป็นผู้นำที่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศไทย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น พี่น้องที่เคารพครับ ผมจะขอทำหน้าที่เป็นรัฐบาลที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต”

คือคำมั่นสัญญาที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไว้หลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544

หลังนำพรรคไทยรักไทย ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งถึง 248 เสียง และสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ถือเป็นรัฐบาลชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 และอยู่ครบวาระ 4 ปี

#ณวันนั้น

ที่มา : ทักษิณ ชินวัตร ชีวิตและงาน

หมวดหมู่
คดีปริศนา

ใครยิงร.8 ???

จดหมาย ลายมือ อาจารย์ปรีดี ระบุว่า ร.9 มีพิรุธว่าเป็นคนยิง ร.8 (ด้วยอุบัติเหตุ หรือ จงใจ เป็นอีกประเด็น) https://t.co/ADomPcuLCt

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

#ทักษิณ ตอนที่ 4

หลังจากฝ่ายเจ้า นำโดย PAD ได้ล้มสมัคร สุนทรเวช ได้ เพราะข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน เพียงเพราะสมัครยังมีรายการทำอาหารทางทีวีในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทักษิณก็ตอกกลับเจ็บ โดยการเอาพี่เขย คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นนายกแทน คราวนี้ยิ่งกว่าสมัคร เพราะเป็นบุคคลในครอบครัว ยิ่งทำให้ PAD เดือดมากขึ้นไปใหญ่ เลยต้องออกมาประท้วงกันอีกรอบ รอบนี้จัดหนัก โดยการยึดทั้งสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

…การยึดเกิดขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคมปี 2008 ยึดหนึ่งอาทิคย์ สร้างความฉิบหายวายป่วงให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะไม่มีเที่ยวบินสามารถเข้าออกได้เลย มีการจัดฐานทัพไว้ที่สุวรรณภูมิ ทั้งห้องน้ำห้องท่า ทั้งที่ทำอาหาร เปิดเพลงเต้นรำทั้งวันทั้งคืน ทหารก็ไม่แทรกแซง ถ้าเป็นสมัยนี้ อย่าว่าแต่ยึดสนามบินเลย ยึดท่าปล่อยรถหมอชิตยังทำไม่ได้ ไอ้การที่ปิดสนามบินอย่างนั้น ก็เพื่อบีบให้สมชายลงจากตำแหน่ง หนึ่งในผู้นำการชุมนุม กษิต ภิรมย์ อดีต รมว ต่างประเทศ ถึงขนาดบอกว่า อาหารดี ดนตรีเพราะ

…ช่วงนั้นเอง เกิดเรื่องใหญ่ เมื่อ PAD จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภา และมีการปะทะกันกับตำรวจ (ที่ถูกมองว่าอยู่ข้างทักษิณ) จนทำให้นางสาวอังคณา หรือน้องโบ ที่พกระเบิดปิงปองมาเพื่อจะก่อสถานการณ์ กับเสียชีวิตเพราะระเบิดปิงปองของตัวเอง ที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะงานศพน้องโบ หมายถึง สิริกิติ์ตัดสินใจที่จะไปร่วมงานศพ โดยมีจุฬาภรณ์ไปด้วย ถือเป็นวันตาสว่างแห่งชาติ เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า สถาบันกษัตริย์ไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่อยู่ข้างเสื้อเหลืองและ PAD อย่างโจ่งแจ้ง ในระหว่างงานศพ สิริกิติ์บอกว่า ขอบคุณน้องโบและครอบครัว ที่ช่วยปกป้องสถาบันกษัตริย์ นับว่าทำคุณงามความดีให้กับประเทศ งานศพนั้นจึงเป็นงานศพพระราชทาน ส่งผลให้คนเสื้อแดงโกรธมาก เพราะเห็นว่าเจ้าลำเอียง มันมาถึงจุดที่สิริกิติ์เองก็ประกาศสงครามกับคนเสื้อแดงเช่นเดียวกัน

….แต่เรื่องทั้งหมด เมื่อสิริกิติ์ออกไปงานศพเพื่อตำหนิรัฐบาลสมชาย แต่ก็ยังบีบสมชายไม่ได้อยู่ดี จนศาลรัฐธรรมนูญต้องเข้าแทรกแซงอีกครั้ง โดยการระบุว่า มีสมาชิกบริหารของพรรคพลังประชาชนโกงการเลือกตั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น คณะผู้บริหารทั้งหมดต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และยุบพรรคทันที นี่เป็นการทำตุลาการภิวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง แต่แทนที่จะเปิดให้มีการเลือกตั้งหลังพรรครัฐบาลล่ม พรรคประชาธิปัตย์กลับได้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนมาตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย โดยได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ และมีการแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือความฉิบหายทางการเมืองของไทย

….จากนั้น ตั้งแต่ปลายปี 2008 ถึงทีของคนเสื้อแดงออกมาบ้าง ในส่วนของฝ่ายเสื้อเหลืองก็มีความระหองระแหงกัน โดย PAD ที่มีส่วนในการล้มรัฐบาลสมัครและสมชาย คาดหวังว่า แกนนำของ PAD จะได้เข้าไปนั่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ตรงข้าม เมื่ออภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก กลับตัดขาดกับ PAD ส่วนหนึ่งเพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับ PAD ที่ผ่านมา เลยไม่เอาคนของ PAD มาร่วมคณะรัฐมนตรี ทำให้ PAD โกรธมาก และเริ่มทำสงครามกับรัฐบาลอภิสิทธิ์จากนั้นมา

…แต่ก่อนจะเล่าเรื่อง PAD กับพรรคประชาธิปัตย์ อุปสรรคแรกของรัฐบาลคือความสัมพันธ์ที่แย่ลงกับเขมร เพราะนายกเขมร ฮุนเซน รู้ว่าประชาธิปัตย์เป็นส่วนหนึ่งของทีม PAD ที่คอยยุแยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร ดังนั้น เมื่ออภิสิทธิ์ได้เป็นนายก ก็เกิดการปะทะตามแนวชายแดนตลอด และฮุนเซนตามด่าอภิสิทธิ์รายวัน อาทิ การแช่งให้อภิสิทธิ์เครื่องบินตกตายห่า หรือการไปญาติดีกับทักษิณอย่างออกนอกหน้าเพื่อทำให้ฝ่ายอภิสิทธิ์ ทหาร และเจ้าไทยรำคาญ โดยการแต่งตั้งให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเชิญทักษิณมาเขมรหลายครั้ง มาจัดงานสงกรานต์ มาเตะบอลร่วมกัน ฮุนเซนมันแสบ เวลาเตะบอลกับทีมทักษิณ ฮุนเซนอยู่ในชุดสีแดง เพราะต้องการสนับสนุนคนเสื้อแดงของทักษิณ ขณะที่ทักษิณอยู่ทีมสีน้ำเงิน ในโอกาสนั้น ฮุนเซนเปิดพรมแดนให้พี่น้องชาวอิสานเดินทางมาร่วมกิจกรรมในกัมพูชาด้วย สุดท้าย เมียฮุนเซน ที่ชื่อ บุญรานี ขึ้นไปอธิษฐานบนเขาพระวิหาร ขอให้คนแกล้งทักษิณต้องมีอันเป็นไป (อุ๊บ) และบอกว่า จะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ในเขมรหากกลับไทยไม่ได้ถาวร เรื่องนี้สร้างความโกรธให้ฝ่ายไทยมาก

…ต่อมา คือการต่อต้านจากฝ่ายเสื้อแดง ที่โกรธเพราะมาพรากรัฐบาลอันเป็นที่รักของเค้าไปด้วยวิธีสกปรก คือตุลาการภิวัฒน์จึงเริ่มออกมาประท้วงอภิสิทธิ์ สาเหตุหลักๆ ก็คือการขอให้อภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอม อย่าลืมว่า ตอนนั้นภูมิพลเริ่มป่วยแล้ว เข้าโรงพยาบาลเมื่อปี 2009 อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือสิริกิติ์เป็นหลัก นั่นหมายถึงตกไปอยู่ในมือบูรพาพยัคฆ์ที่มีประยุทธเป็นหัวเรือใหญ่ ทั้งทีมนี้มีความคิดที่จะไม่อ่อนข้อต่อคนเสื้อแดง ใจหนึ่งก็กลัวว่า หากภูมิพลเป็นอะไรกระทันหัน เสื้อแดงอาจครองเมือง โดยมีทักษิณอยู่เบื้องหลัง และข่าวลือที่ว่า ทักษิณสนิทกับวชิราลงกรณ์นั้น ยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐบาลและกองทัพยิ่งต้องกำจัดเสื้อแดงมากขึ้น

…ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและวชิราลงกรณ์จริงในระดับหนึ่ง ในเรื่องของการออกเงินส่วนตัวเพื่อช่วยซ่อมแซมวังนนทบุรีให้วชิราลงกรณ์ รวมถึงการมอบเงิน “ตามพระราชอัธยาศัย” เพื่อเป็นการซื้อตัววชิราลงกรณ์นั่นเอง ทักษิณถึงขนาดให้สัมภาษณ์ นสพ The Times ของอังกฤษว่า ยุคสมัยหน้าที่มีวชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์ จะยิ่งแจ่ม สดใส และเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ทำให้ลิ่วล้อของภูมิพลโกรธมาก ถึงขนาดฟ้องทักษิณด้วย 112 มองตรงนี้ บอกเลย ทักษิณน่ารังเกียจมาก ยุคที่รุ่งเรืองกว่า ยุคห่าอะไรคะ มีแต่การอุ้มฆ่าทั้งนั้น ในส่วนของวชิราลงกรณ์ แม้ได้เงินมาจากทักษิณ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องการเป็นมิตรกับทักษิณ เอาจริงๆ วชิราลงกรณ์ไม่ได้เป็นมิตรกับใครทั้งนั้น เพียงแต่อ่อนไปตามลมและจังหวะทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉลาดพอตัว

…เดี๋ยวกลับมาเรื่องคนเสื้อแดงถูกสังหารกลางกรุงค่ะ

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 6

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงการเมืองระหว่างวังหลวง-วังหน้านอกจากจะเป็นเหตุการณ์เชิงอำนาจภายในโครงสร้างของไทยแล้ว ท่ามกลางขั้วอำนาจยังมีเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวหัวนอกที่มีแนวคิดและวิถีชีวิตซึ่งรับอิทธิพลมาจากตะวันตก อย่างกรณีความรักของแฟนนี่ น็อกซ์ กับพระปรีชากลการ

แฟนนี่ น็อกซ์ เป็นธิดามิสเตอร์โทมัส ยอร์จ น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย เกิดจากภรรยาคนไทยชื่อปราง บิดาส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนพระปรีชากลการ เป็นบุตรพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง

ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในวงสังคมชั้นสูง เริ่มรู้จักกันเมื่อทั้งสองฝ่ายซึ่งนิยมกีฬาขี่ม้าเหมือนกัน ได้ขี่ม้าเล่นเพื่อออกกําลังกายในเวลาเช้า ฝ่ายชายอยู่ในกลุ่มข้าราชบริพารที่โปรดปราน ขี่ม้าตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายหญิงก็ขี่ม้าเล่นกับนายน็อกซ์ ผู้เป็นบิดา แม้ว่าฝ่ายชายจะมีภรรยาและบุตรชายหญิงอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสรู้จักกัน ครั้งแรกจึงอยู่ในฐานะมิตรสหาย แต่ต่อมาเมื่อภรรยาพระปรีชากลการถึงแก่กรรม การรู้จักกันฉันเพื่อนทําให้มีโอกาสได้เข้าไปแสดงความเห็นอกเห็นใจ และสานความสัมพันธ์ต่อจนกลายเป็นความรักในที่สุด ความรักของหนุ่มสาวทั้งคู่น่าที่จะดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นหากไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะนั้นการเมืองไทยแบ่งเป็น 2 ขั้วอํานาจ คือ ฝ่ายวังหลวง และฝ่ายวังหน้ส วังหลวงมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเพิ่งเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ อํานาจทางการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในฐานะผู้สําเร็จราชการ มีอํานาจเต็ม ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ ส่วนวังหน้ามีกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ซึ่งผู้สําเร็จราชการเป็นผู้สนับสนุนให้ดํารงตําแหน่งนี้ และนายน็อกซ์ ชาวอังกฤษเมื่อเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ได้ทําหน้าที่ฝึกทหารแบบยุโรปให้วังหน้าอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาได้รับตําแหน่งกงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ทั้งสมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์ จึงมีความสนิทสนมกับวังหน้าเป็นอย่างมาก นับเป็นกลุ่มอํานาจที่สําคัญอีกกลุ่มหนึ่ง

ในขณะที่วังหลวงมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติหน้าที่สําคัญๆ รวมทั้งควบคุมการทําเหมืองทองที่ปราจีนบุรี ดังนั้น ความรักของแฟนนี่และพระปรีชากลการจึงดําเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของกลุ่มอํานาจทั้งสอง แต่หนุ่มสาวมิได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญไปกว่าเรื่องของความรัก

พระปรีชากลการมิได้รําลึกถึงความควรไม่ควรในฐานะข้าราชสํานักวังหลวง ส่วนแฟนนี่ก็ไม่สนใจในคําตักเตือนของบิดามารดาถึงผลเสียอันจะเกิดจากอํานาจของผู้สําเร็จราชการ ซึ่งมีความประสงค์ที่จะให้เธอแต่งงานกับบุตรชายคนหนึ่งของท่าน อันจะเป็นการผูกพันอํานาจทางการเมืองระหว่างตัวท่าน วังหน้า และกงสุลอังกฤษให้แน่นแฟ้นต่อไป รัชกาลที่ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากลายพระราชหัตถเลขา ที่มีถึงสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เล่าถึงเรื่องความคิดอ่านของนายน็อกซ์และสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไว้ว่า

“มีผู้ที่ควรจะเชื่อได้ ทราบความมาว่า เขากะสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแน่ว่าหม่อมฉันคงจะตายในเร็วๆ นี้เป็นแน่ ด้วยผอมนัก วังหน้าคงได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ถ้าวังหน้าได้เป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว เหมือนกับลูกเขาๆ สงสารจะต้องอุปถัมภ์ช่วยว่าการงานทุกอย่าง ลูกเขานั้นคนใหญ่ที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกคนเดียวเขาจะให้เป็นฝรั่ง แต่ลูกนอกนั้นตามแต่ภรรยาเขาจะให้มีผัวไทยก็ตาม สมเด็จเจ้าพระยาฯ พลอยเห็นจริงด้วย ได้บอกมอบฝากบ้านเมืองถ้าสิ้นท่านแล้ว วังหน้าจะเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้เขาช่วยทะนุบํารุงบ้านเมือง และ ฝากบุตรหลานของท่านด้วยเถิด การเป็นดังนี้สมกับคําที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ พูดอยู่เสมอว่า หม่อมฉันคงตายในปีนี้ๆ หลายปีมาแล้ว ว่าวังหน้าคงมาเป็นเจ้า คํานี้ท่านพูดอยู่ดังๆ กับบุตรหลานนั้นก็ให้มาฝากตัวอยู่ที่กงสุลอังกฤษจริง เป็นการสมกับที่คําพูด แต่คําที่ฝ่ายภรรยามิสเตอร์น็อกซ์กงสุลพูดนั้นว่า ถ้าวังหน้าเป็นเจ้าแล้ว ลูกสาวจะเป็นสมเด็จพระนาง ผัวจะเป็นผู้สําเร็จราชการแผ่นดิน ถ้ามีหลานจะให้เป็นเจ้าแผ่นดินต่อไปด้วย..”

ความสนิทชิดเชื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง สมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์นั้น ก่อให้เกิดความยากลำบากในการบริหารประเทศ การงานในบ้านเมือง กงสุลอังกฤษย่อมทราบได้ อาจต้องอลุ่มอล่วยกันไป หนุ่มสาวหัวนอกทั้งคู่ยังเพิ่มความยุ่งยากขึ้นอีก เมื่อครั้งมีงานพระราชพิธีฉลองพระราชวังบางปะอิน พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการได้พาแฟนนี่นั่งเรือส่วนตัวไปในงานฉลองและค้างแรมด้วยกันบนเรือ แม้จะมีบ่าวไพร่อยู่บนเรือด้วยกันหลายคน และทั้งคู่ก็มิได้อยู่ร่วมห้องกันก็ตาม การประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นความเสียหายร้ายแรง เพราะฝ่ายหนึ่งคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกฝ่ายหนึ่งคือลูกสาวกงสุลใหญ่ ซึ่งถือเป็นการหยามเกียรตินําความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติ และยิ่งเมื่อพระปรีชากลการได้พาแฟนนี่กลับกรุงเทพฯ ในขณะที่งานฉลองพระราชวังบางปะอินยังไม่เสร็จสิ้น โดยมิได้กราบบังคมทูลลาหรือกราบทูลให้ทรงทราบ อันมิบังควร

ครั้นกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ได้บีบคั้นให้ทั้งสองต้องเข้าสู่พิธีสมรส โดยมิได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามขนบประเพณีแห่งราชสํานัก ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการหมิ่นเกียรติยศกงสุลในการที่พาธิดาสาวไปค้างแรมทําให้เกิดความเสียหายและข้อครหา จึงเป็นการทําผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพราะนอกจากจะผิดประเพณีอันจะทําให้เกิดความเข้าใจผิดกับกงสุลของประเทศที่มีอํานาจเช่นอังกฤษแล้ว ยังเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฐานที่เป็นข้าราชการในพระองค์ แต่ทําการต่างๆ ตามอําเภอใจ มิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานที่คู่สมรสเป็นลูกครึ่งต่างชาติ มีบิดาที่สามารถให้ผลได้ผลเสียแก่บ้านเมือง จึงถือเป็นการละเมิดอํานาจแผ่นดินอย่างร้ายแรงอย่างไม่เคยมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนี้มาก่อน

พรุ่งนี้มาต่อตอนจบค่ะ
ข้อมูลจาก 1) ศิลปวัฒนธรรม 2) ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย

หมวดหมู่
วันสำคัญ

วันนี้ครบรอบ94ปี ที่คณะราษฏรได้ถูกก่อตั้งมา

โดย ปรีดี พนมยงค์(พ่องPD)
สมาชิกแรกๆมี
ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ ประเทศฝรั่งเศส
ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศฝรั่งเศส
ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี นักเรียนวิชารัฐศาสตร์ ประเทศฝรั่งเศส
ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนวิชาทหารม้า ประเทศฝรั่งเศส
ตั้ว ลพานุกรม นักเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
จรูญ สิงหเสนีย์] ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามในประเทศฝรั่งเศส
แนบ พหลโยธิน นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศอังกฤษ

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 5

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บานปลายเกือบเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคดีนี้ยิ่งบานปลายใหญ่โต เมื่อนายน็อกซ์ ผู้เป็นพ่อตาซึ่งมีความประสงค์จะช่วยเหลือบุตรเขย พยายามเจรจากับสมเด็จเจ้าพระยาฯ และขอเข้าเฝ้ากราบทูลขอพระราชทานอภัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เป็นผล เพราะคดีนี้มิใช่ความผิดธรรมดาแต่กลายเป็นเรื่องการประลองกำลังระหว่างขั้วอํานาจทั้งสอง โดยมีพระปรีชากลการที่แทบกลายเป็นเป้านิ่งนายน็อกซ์ คิดหาทางออกขั้นสุดท้ายซึ่งเขาเองคงคาดว่าจะได้ผล นั่นคือการขู่จะนําเรือปืนอังกฤษเข้ามาปิดปากอ่าวไทยตามอํานาจกงสุล การขู่เช่นนี้แทนที่จะได้ผลดีกลับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องรีบแก้ไขเหตุการณ์โดยด่วน ด้วยการส่งคณะทูตพิเศษมีพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นหัวหน้า นําเรื่องราวความเป็นจริงไปชี้แจงให้รัฐบาลอังกฤษเข้าใจ ในระหว่างที่เหตุการณ์เริ่มบานปลาย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กราบทูลแนะนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เอาเรื่องการเมืองและการล่วงละเมิดอำนาจแผ่นดินเป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องทุจริตให้เป็นประเด็นรอง และยังกราบบังคมทูลให้ทรงใช้มาตรการเด็ดขาดโดยเร็ว เมื่อถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2422 พระปรีชากลการถูกสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะในที่สาธารณะและครอบครัวถูกริบราชบาตร ส่วนแฟนนี่ก็หายออกนอกประเทศไปหลังจากนั้นไม่กี่วันร่องรอยของแฟนนี่ น็อกซ์ และการเดินเรื่องแก้ต่างกับเจ้านายสำหรับเส้นทางของแฟนนี่ มีดังนี้ แฟนนี่เดินทางออกจากประเทศสยาม พร้อมด้วยบุตรชายที่เกิดจากพระปรีชากลการชื่อ Henry Spencer (มีชื่อไทยว่าจำรัส-ผู้เขียน) ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะ นอกจากนั้นยังมีบุตรธิดาอีก 2 คนที่เกิดจากภรรยาคนแรกของพระปรีชากลการ ชื่อลม้าย เป็นเด็กหญิงชื่อตระกูล (ต่อมากลับเมืองไทย และสมรสกับพระยาภูบาลบันเทิง (ประยูร อมาตยกุล-ผู้เขียน) ส่วนเด็กชายชื่ออรุณ (ต่อมากลับเมืองไทย รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิศาลสารเกษตร-ผู้เขียน) ถูกพาออกนอกประเทศไปด้วย1แฟนนี่และเด็กๆ เดินทางถึงยุโรปก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2422 โดยขึ้นบกที่ฝรั่งเศส ที่นั้นเธอพาเด็กๆ ไปพักชั่วคราวที่เมือง Biaritz ซึ่งเป็นเมืองสงบริมทะเล อากาศไม่หนาวเหน็บดังเช่นในอังกฤษซึ่งกำลังเป็นฤดูหนาว มร. น็อกซ์เดินทางจากอังกฤษ ข้ามมาเยี่ยมเธอที่นั่น ระหว่างที่พักอยู่ในฝรั่งเศส เธอได้ขอเข้าพบอัครราชทูตสยาม ณ กรุงปารีส คือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ และให้ข้อมูลที่เธอไม่อาจเปิดเผยในกรุงเทพฯ ได้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์บันทึกคำให้การของแฟนนี่ ซึ่งจะมีผลต่อรูปคดีดังนี้แฟนนี่ปรารถนาที่จะสารภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเคลียร์ตัวเองและชี้เบาะแสที่มาของเงินทุจริตที่หุ้นส่วนของพระปรีชากลการยักยอกไป เพื่อรายงานต่อรัฐบาลสยาม สิ่งที่ต้องการตอบแทนเป็นเพียงขอคืนทรัพย์สินส่วนตัวที่ถูกยึดไป เพื่อจะได้นำเงินนั้นมาเป็นทุนการศึกษาของลูกๆ ในอุปการะของเธอ ซึ่งถือสัญชาติไทยโดยกำเนิด คำให้การของแฟนนี่โยงใยไปถึงตัวบุคคลที่พัวพันอยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหากรณีทุจริต ซึ่งเป็นความผิดกระทงแรกที่สามีถูกตั้งข้อหา และทางการยังไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด2แฟนนี่เปิดเผยโฉมหน้าขบวนการที่ปิดบังตัวเองอยู่ภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการ โดยยืนยันว่าก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้น พระปรีชากลการได้ลงทุนไว้เป็นเงิน $38,000 (ดอลลาร์สหรัฐ) กับบริษัท MSSRS. MALHERBE, JULLIEN & Co., ในกรุงเทพฯ เพื่อนำเงินมาเป็นทุนเปิดกิจการโรงสีข้าว แฟนนี่อ้างว่าระยะแรกพระปรีชากลการจะได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอเป็นเงินครั้งละ 500 ปอนด์ (อังกฤษ) แต่ต่อมาบริษัทก็ได้หยุดส่ง แฟนนี่ร้องต่อไปว่ากลางเดือนมีนาคม 2422 ดิฉันได้สมรสกับพระปรีชากลการ พอถึงวันที่ 26 มีนาคม ศกนั้น พระปรีชากลการก็ถูกเรียกตัวเข้าวัง ทันทีที่ไปถึงก็ถูกจับกุมโดยมิได้เข้าเฝ้า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันพระปรีชากลการได้มอบกุญแจหีบสมบัติทุกดอกให้ดิฉันเป็นผู้ดูแล โดยมี มร. กูลด์ (Mr. Gould) ตำแหน่งรองกงสุลอังกฤษ [และเป็นทนายส่วนตัวของแฟนนี่-ผู้เขียน] เป็นสักขีพยาน หม่อมยี่สุ่นเป็นผู้นำกุญแจหีบทุกดอกมาจากน้องสาวคนเดียวของพระปรีชากลการ [ตามประวัติบรรพบุรุษ น้องสาวคือคุณหญิงทรามสงวน เป็นภรรยาของพระยาอภัยรณฤทธิ์] ทรัพย์สินของครอบครัวซึ่งดิฉันครอบครองอยู่ [ก่อนถูกริบราชบาตร] ขณะที่สามีถูกควบคุมตัวมีดังนี้ : –(1) ใบสำคัญผู้ถือหุ้น จำนวน 1 หุ้น ในชื่อพระปรีชากลการ จากโรงสีข้าว MALHERBE, JULLIEN & CO., มีค่าเท่ากับ 100 ชั่ง
(2) สัญญาเงินกู้ของพระปรีชากลการ เป็นจำนวนเงิน $24,000 (ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งโรงสีข้าว MALHERBE, JULLIEN & CO., ขอกู้ไป
(3) สัญญาเงินกู้ของพระปรีชากลการ เป็นจำนวนเงิน $14,400 (ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งโรงสีข้าว PATRIEW COMPANY MILL ขอกู้ไป
(4) ใบสำคัญผู้ถือหุ้น จำนวน 1 หุ้น อีกใบหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 150 ชั่ง ในนามพระปรีชากลการ
(5) ใบเสร็จรับเงิน ลงนามโดยนายสิน ผู้จัดการโรงสี PATRIEW COMPANY MILL จำนวนเงิน 6,286 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ซึ่งพระปรีชากลการให้กู้ยืมไป
(6) ใบเสร็จรับเงิน จากนายสิน ผู้จัดการโรงสี PATRIEW COMPANY MILL จำนวนเงิน 8,000 บาท ซึ่งพระปรีชากลการสั่งซื้อข้าว
(7) ใบเสร็จรับเงินจากจีนโต จำนวนเงิน 50 ชั่ง ซึ่งพระปรีชากลการให้จีนโตหยิบยืมไป
(8) กล่องเอกสารจำนวนมาก รวมทั้งโฉนดที่ดินของพระปรีชากลการ2ระหว่างที่สามีถูกจองจำนั้น ดิฉันได้แสดงความยินยอมที่จะมอบกุญแจหีบสมบัติต่างๆ ให้แก่ท่านพระยากระสาปน์กิจโกศล, พระนายศรี และหลวงพินิจ [ทนายประจำครอบครัว] แต่ท่านบิดาปฏิเสธที่จะรับมันไว้ มร. กูลด์เป็นพยานได้ ในเรื่องนี้ ตกคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2422 มีทหารกลุ่มหนึ่งมาที่บ้านของดิฉัน และอายัดทรัพย์สินต่างๆ ไว้ เมื่อดิฉันตัดสินใจที่จะออกจากสยามนั้น Mr. Sigg จากโรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., เขียนจดหมายอนุญาตให้ Mr. Read มอบเงินค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง ซึ่งเขายินดีจะทดแทนให้ อันเป็นดอกเบี้ยจากเงินที่เคยกู้ยืมไปจำนวน $24,000 (ดอลลาร์) ซึ่งค้างจ่ายดอกเบี้ยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 แต่แทนที่จะส่งคืนเงินที่กู้ไปทั้งหมด โรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., กลับขายทอดตลาดหุ้นของพระปรีชากลการ โดย Mr. Sigg เป็นผู้ซื้อไว้เอง ทั้งยังไม่แยแสกับดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีก่อนหน้านั้น ดอกเบี้ยที่ Mr. Sigg สั่งให้ Mr. Read มอบให้ดิฉันเป็นเงินเพียง 500 ปอนด์ (อังกฤษ) เท่านั้น ดิฉันไม่มีทางรู้เลยว่าเขาได้ซื้อหุ้นของพระปรีชากลการไปด้วยเงินเท่าใดต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2423 Mr. Sigg ยังได้ขอให้ดิฉันคืนเอกสารการกู้ยืมทั้งหมดที่ทำไว้กับพระปรีชากลการ เมื่อดิฉันส่งใบเสร็จของเงิน $14,000 (ดอลลาร์) ให้ Mr. Sigg กลับนำเอกสารนั้นแสดงความเป็นเจ้าหนี้กับโรงสี PATRIEW COMPANY MILL ต่อไปโดยได้ทิ้งใบรับไว้ให้ดิฉันแทน พอถึงเดือนมิถุนายน 2424 Mr. Sigg ยื่นข้อเรียกร้องใหม่ผ่านทาง มร. กูลด์ ทนายของดิฉัน ให้ดิฉันคืนเงิน $14,400 (ดอลลาร์) ให้กับเขา เพื่อแลกเปลี่ยนกับสัญญาเงินกู้ครั้งแรก $24,000 ที่ Mr. Sigg กู้จากพระปรีชากลการไป มร. กูลด์ตกลงทำตามเพราะเห็นว่าจำนวนที่จะแลกคืนมีจำนวนมากกว่า ซึ่งสัญญาฉบับดังกล่าว ขณะนี้อยู่กับดิฉัน และดิฉันยินดีที่จะมอบคืนให้กับรัฐบาลสยามอันเป็นหลักฐานทรัพย์สินของพระปรีชากลการตามกฎหมาย ดิฉันไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าสัญญาต่างๆ ถูกเปลี่ยนมือไปด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจที่ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก นอกเหนือไปกว่านี้ก็มีแต่กล่องเอกสารและโฉนดที่ดิน ซึ่งดิฉันฝากไว้ที่กรุงเทพฯ กับแคโรไลน์น้องสาวของดิฉันในปี พ.ศ. 2423 รัฐบาลสยามมีหมายเรียกให้โรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., แสดงตนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่กู้ยืมไปจากพระปรีชากลการ แต่โรงสีดังกล่าวกับปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แล้วยังแสดงตนว่าเป็นเจ้าหนี้ และเจ้าของข้าวสารจำนวนมากที่พระปรีชากลการสั่งซื้อไป ซึ่งดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลสยามพาซื่อชดใช้ให้โรงสีนี้ไปหมดแล้วอีกต่างหาก ดิฉันยังล่วงรู้อีกว่ามีไม้พะยูงจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นของสามีดิฉัน แต่ตกอยู่ในครอบครองของโรงสี MALHERBE, JULLIEN & Co., เก็บอยู่ในโกดังของพวกเขา ดิฉันไม่มีโอกาสรู้ว่าพวกเขาจัดการกับไม้เหล่านี้อย่างไร(ลงชื่อ) แฟนนี่ ปรีชากลการปารีส 12 มิถุนายน 1884 (2427)เมื่อพระปรีชากลการถูกสำเร็จโทษแล้ว แฟนนี่ก็ลี้ภัยออกนอกประเทศ Mr. Sigg ส่งข้อความตามออกมาว่ารัฐบาลสยามไม่พอใจกับการหนีหน้าแบบกะทันหันของเธอ ทางการต้องการสอบสวนตัวเธอเช่นกัน Mr. Sigg เขียนจดหมายคุกคามแฟนนี่หลายครั้ง เป็นทำนองขู่เข็ญให้เธอ ปิดปาก เกี่ยวกับเบาะแสของทรัพย์สินต่างๆ ระหว่างพระปรีชากลการกับกิจการของ Mr. Sigg โดยเฉพาะเรื่องใบเสร็จ ขณะที่แฟนนี่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสนั้น Mr. Sigg ยังได้ตามออกมารังควาญถึงยุโรป ในปี พ.ศ. 2426 อีกด้วยเมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงได้รับคำร้องเรียนจากแฟนนี่ จึงได้เชิญตัวแทนของบริษัท MSSRS. MALHERBE, JULLIEN & Co., ซึ่งบังเอิญอยู่ในปารีสมาพบเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ทว่าบริษัทดังกล่าวกลับปฏิเสธความรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วยัง ปรักปรำ Mr. Sigg ในพฤติกรรมที่พัวพันกับคดีนี้ ตัวแทนของบริษัทอ้างว่าเงินกู้จากพระปรีชากลการมีอายุสัญญา 10 ปี จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกข้อผูกมัดก่อนเวลา พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงแนะนำว่าเนื่องจากทรัพย์สินเป็นของพระปรีชากลการ จึงเป็น ของกลาง ในคดีอาญา มันจึงควรถูกริบเข้าหลวงทั้งหมด ถ้ายังปิดบังซ่อนเร้นต่อไปก็จะทำผิดกฎหมายและถูกดำเนินคดีไปด้วย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือแฟนนี่แก้ข้อกล่าวหา โดยสนับสนุนให้เธอแจ้งเบาะแสทุกอย่างกับทางรัฐบาล ส่งคืนทรัพย์สินให้หลวงแล้วขอพระราชทานอภัยโทษ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงให้ความเห็นว่าท่านเชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระประสงค์ร้ายต่อแฟนนี่ และเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นในช่วงที่ราชการแผ่นดินตกอยู่ในอำนาจของ ผู้สำเร็จราชการ แต่การดำเนินการใดๆ เท่ากับต้องรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่!ความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไรไม่มีใครบอกได้ เพราะจากหลักฐานที่พบปะปนอยู่กับเอกสารจำนวนมากที่ใต้ถุนสถานทูตไทย ณ กรุงปารีสในรัชกาลต่อมา ไม่มีคำอธิบายหรือความก้าวหน้าของคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงมีความเป็นไปได้ว่าก่อนที่คำอุทธรณ์จะถูกรับหรือการตัดสินใจของภาครัฐจะส่งกลับมายังปารีส พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้พ้นจากตำแหน่งอัครราชทูตสยาม และเดินทางกลับประเทศไปแล้ว2“ หลักฐานที่เอ่ยถึงข้างต้นนั้น สะท้อนได้ว่าถึงจำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในการปฏิบัติหน้าที่จนดิ้นไม่หลุด ตามหลักฐานการสอบสวนว่าพระปรีชากลการได้เบิกเงินหลวงไปใช้ล่วงหน้าเพื่อดำเนินการผลิตทองคำ ณ บ่อทองของรัฐที่กบินทร์บุรี เพียงเพื่อผลผลิต 111 ชั่งเศษๆ เท่านั้นซึ่งไม่คุ้มทุนก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้เป็นผู้ต้องหาคนเดียวในคดีนี้คำสารภาพของญาติผู้ใกล้ชิดจำเลยคือแฟนนี่ แก้ต่างว่าสามีของเธอตกเป็นเหยื่อของนักธุรกิจเจ้าเล่ห์ อันเป็นการหักหลังกันเองภายใน ซึ่งอาจเป็น อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ คดีฟอกเงิน ครั้งแรกๆ สำหรับรัตนโกสินทร์ และกลายเป็นเครื่องมือของ มือที่สาม ที่ใช้สาเหตุจากความล้มเหลวทางธุรกิจ ปรักปรำเอาผิดจำเลยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แบบยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ข้อมูลที่ยังไม่ทราบมาก่อน จากคำให้การของแฟนนี่คือ นอกจากตัวบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐ และมีตัวตนอยู่ตามประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีเบาะแสอ้างอิงถึงชื่อ “ผู้ร่วมขบวนการ” คนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และไม่ยอมเปิดเผยตัวเอง เช่น Mr. Sigg จอมบงการ ทั้ง Mr. Sigg ยังมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน และซัดทอดผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ เช่น Mr. Read, นายสิน, จีนโต, บริษัท MALHERBE, JULLIEN & CO., และโรงสี PATRIEW COMPANY MILL นอกจากนั้นยังมีพยานบุคคลที่ไม่ยอมปริปากมาก่อน เช่น นางแคโรไลน์ น้องสาวของแฟนนี่, หม่อมยี่สุ่น, คุณหญิงทรามสงวน น้องสาวพระปรีชากลการ, มร. กูลด์ รองกงสุลอังกฤษ เป็นต้นข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

หมวดหมู่
พระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ ตอนที่ 4

โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คดีความกรณีพระปรีชากลการ ถูกประหารชีวิตถูกตีแผ่กันมาหลายครั้ง ผ่านการศึกษาสืบค้นข้อมูลเงื่อนงำก็มากหลาย ไม่เพียงแค่ปมเบื้องหลังปริศนาของคดีนี้ เรื่องราวภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการโดยแฟนนี่ น็อกซ์ ภรรยาชาวต่างชาติซึ่งเป็นอีกหนึ่งปมที่ผสมปนเป ในเรื่องนี้ก็ยังมีหลักฐานปรากฏให้สืบค้นด้วยเช่นกัน เธอไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเดินเรื่องแก้ต่างให้สามีอยู่

เป็นที่รู้กันดีว่า พระปรีชากลการ เป็นบุตรของพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง สำหรับตระกูลอมาตยกุล ก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของคนในตระกูลนี้รับราชการสนองพระคุณพระเจ้าแผ่นดินมาไม่ต่ำกว่า 300 ปี ต้นวงศ์ของตระกูลคือพระยาสมบัติยาธิบาล (บุญเกิด) รับราชการในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยามรินทร์

ส่วนพระปรีชากลการ ย่อมเป็นผู้มีหัวคิดทันสมัย เป็นนักประดิษฐ์ คบค้าสมาคมกับชาวต่างชาติ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรงโปรดปรานมากคนหนึ่ง เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2412 ก็ได้เป็นเจ้ากรมกระษาปน์สิทธิการแทนบิดา ในสมัยนี้เอง พระปรีชากลการมีผลงาน เช่น ประดิษฐ์ซุ้มจุดด้วยไฟแก๊สถวายในงานเฉลิมพระชนมพรรษา และเป็นนายงานสร้างตึกแถวบนถนนบำรุงเมือง และยังเป็นที่ทรงโปรดปรานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่พระปรีชากลการสานสัมพันธ์กับแฟนนี่ น็อกซ์ ธิดาของนายน็อกซ์ (Thomas Georges Knox) กงสุลใหญ่อังกฤษ จนกลายเป็นความรักขึ้นมานั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ขั้วอำนาจทางการเมืองในเวลานั้นปั่นป่วน

ความรักท่ามกลางขั้วอำนาจทางการเมือง…. มร. น็อกซ์ ประพฤติตัวอย่างเปิดเผยว่าฝักใฝ่และสนับสนุนวังหน้า ขณะที่ฝั่งวังหลวง อีกขั้วอำนาจหนึ่งในเวลานั้นมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง การกระทำของพระปรีชากลการทำให้ถูกมองว่า ไม่สำนึกบุญคุณของวังหลวงที่ได้ชุบเลี้ยงตนและบรรพบุรุษตลอดมา และยังเป็นเรื่องเสี่ยงที่อาจจะล่วงล้ำเข้าไประแคะระคายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง มร. น็อกซ์ ซึ่งสนิทกับทั้งฝ่ายวังหน้า และกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้กุมอำนาจในมือและมีอิทธิพลแม้จะพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการไปแล้วก็ตาม

กลับมาที่เรื่องใจความหลักกันต่อ หนุ่มสาวทั้งคู่หาได้สนใจคำเตือนจากผู้หวังดี เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสองพากันไปอยู่ที่ปราจีนบุรี ซึ่งฝ่ายชายมีหน้าที่ควบคุมการขุดทองส่งเมืองหลวง กระทั่งวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นฝ่ายวังหลวง ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาพัวพันกับการทุจริตในผลประโยชน์จากบ่อทองของรัฐบาลที่กบินทร์บุรีที่เขาดูแลกิจการอยู่ โดยถูกตั้งข้อหาว่าเบิกเงินล่วงหน้าถึง 15,500 ชั่ง เพื่อผลผลิตทองเพียง 111 ชั่งเศษเท่านั้น ทั้งยังมีพยานหลักฐานจากอำแดงบัวและอำแดงแข ถวายฎีกาว่า พระปรีชากลการฉ้อฉลทองมาให้พระยากษาปน์กิจโกศลผู้บิดา ภายหลังยังขยายผลอันเนื่องมาจากมีราษฎรร้องเรียนกล่าวโทษพระปรีชากลการเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ
มีทั้งการแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง การกดขี่ทารุณทําร้ายราษฎรและอื่นๆ อีกถึง 27 เรื่อง ข้อหาที่พระปรีชาฯ ได้รับคือ ทารุณเลขหัวเมืองที่เกณฑ์ให้ตัดฟันตอในน้ำซึ่งกีดขวางทางเดินเรือบรรทุกทอง โดยใช้ง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดําลงไปตัด ตอจนขาดใจตาย และทําการทารุณกรรมแก่ราษฎรอย่างร้ายแรงหลายประการ
แล่นเรือตัดหน้าฉานขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับ ณ พระราชวังบางปะอิ
แต่งงานกับคนต่างประเทศโดยไม่ขอพระบรมราชานุญาต

สำหรับเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตติดสินบนนั้น “เป็นคำกล่าวหาเพื่อปรักปรำและกลั่นแกล้งทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะในประเด็นที่เกี่ยวกับการทุจริตนั้น ถึงจะพบว่าพระปรีชากลการบกพร่องจริง โทษก็ไม่หนักถึงขั้นประหาร ความบกพร่องดังกล่าวมักจะมีให้เห็นเนืองๆ ในการปฏิบัติราชการของข้าราชการทุกระดับชั้นในสมัยนั้น เพราะความหละหลวมของระบบ และช่องโหว่ในระเบียบปฏิบัติของทางการ เช่น รัฐบาลไม่ค่อยจะเข้มงวด หรือควบคุมการตรวจสอบการเบิกจ่าย และใช้จ่ายเงินของหน่วยงาน ไม่กวดขันผลประโยชน์ที่ข้าราชการจะต้องนำส่งให้รัฐ

ฉะนั้นถ้าได้มีการสอบสวนแล้วก็จะพบว่าโดยมากขาดประสิทธิภาพ และมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ เมื่อผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ผ่านมือมาที่ขุนนาง ขุนนางจะส่งให้หลวงเท่าใดก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ดังเช่นผลประโยชน์สุราก็เป็นของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ทั้งหมด แต่ท่านก็มิได้นำส่งพระคลังข้างที่เต็ม 2,000 ชั่ง ดังที่เคยตกเป็นของพระคลังข้างที่ แต่ผู้รับผิดชอบคือพระยาอาหารบริรักษ์ (นุช บุญหลง) กลับนำไปยกให้เป็นของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

ดังนั้นจะเห็นว่ากรณีอย่างใดจะเรียกว่าเป็นการทุจริตหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าขุนนางคนใดถ้าถูกสอบสวน ก็มักจะพบความบกพร่องโดยไม่ยากนัก เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่ขาดกฎเกณฑ์ที่รัดกุม เมื่อการสอบสวนพบว่าพระปรีชากลการทุจริต ก็น่าที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่พระปรีชากลการกลับต้องเผชิญชะตากรรมแต่ผู้เดียว นายนิวแมน เจ้าหน้าที่กงสุลอังกฤษเขียนรายงานฟ้องไปยังรัฐบาลอังกฤษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2422 หลังจากพระปรีชากลการถูกประหารไปแล้วว่า พระปรีชาฯ มิได้รับการไต่สวนที่ยุติธรรม และโทษที่ได้รับก็รุนแรงเกินกว่าเหตุ”

พรุ่งนี้มาต่อค่ะ

ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น