รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์เมื่อได้ทราบข่าวว่าทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีได้จัดทำสารคดีเรื่อง “วิกตอเรียกับลูก” ผมก็ตั้งตารอ และเมื่อได้ชมสารคดีชุดนี้ที่มีทั้งหมด 3 ตอนแล้วก็ต้องนึกชื่นชมในความกล้าหาญของบีบีซีในการผลิตงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่ง โดยนำเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษในยุควิกตอเรียที่ยังมีอิทธิพลส่งต่อถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ความกล้าหาญอยู่ที่การนำเอาข้อมูลซึ่งมีความเป็น “ส่วนตัว” อย่างมากมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทั้งที่อาจส่งผลลบต่อกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์บีบีซีได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักพระราชวังอังกฤษและนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและลูกของเธอ สารคดีวิพากษ์วิจารณ์อดีตกษัตริย์เช่นนี้สามารถทำได้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเช่นอังกฤษ ขณะเดียวกันชาวอังกฤษก็ใจกว้างพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งแม้อาจเป็นภัยต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ แต่ก็เพื่อเข้าใจถึงพัฒนาการของสถาบันนี้ในยุคปัจจุบันวิกตอเรีย (ครองราชย์ 1837-1901) เป็นราชินีที่มีความเด็ดเดี่ยว และเป็นราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ขณะที่เธอครองราชย์ อังกฤษมีอาณานิคมเกือบ 1 ใน 4 ของโลก จากภายนอกเธอเป็นราชินีที่สมบูรณ์แบบ เธอนำจักรภพอังกฤษไปสู่ความมั่งคั่ง และที่สำคัญ เธอมีส่วนทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษอยู่รอดจากพัฒนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป สถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่นๆ ต้องล่มสลาย แต่วิกตอเรียยังคงกุมบังเหียนอำนาจ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ทว่าต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล นอกเหนือจากการร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว วิกตอเรียยังใช้ครอบครัวของเธอเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่สถาบันกษัตริย์ และแผนการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสามีของวิกตอเรีย — เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี ผู้แบ่งปันความคิดและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันกษัตริย์ด้วยการสร้างครอบครัวตัวอย่างที่ “เพอร์เฟ็ก” เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับชนชั้นกลางของอังกฤษที่กำลังขยายตัวแต่การเปลี่ยนนิยายให้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภารกิจง่ายดาย การสร้างภาพความสมบูรณ์แบบให้แก่ครอบครัววิกตอเรียบนความไม่สมบูรณ์แบบของสมาชิกในครอบครัว นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรม ความร้าวฉาน ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง การล้างแค้น และการสูญเสีย ยิ่งต้องการสร้างภาพของสถาบันกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบเท่าใด ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น วิกตอเรียใช้ทั้งความเป็นแม่และราชินีเพื่อปั้นลูกแต่ละคนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในกระบวนการนี้ วิกตอเรียทรมาน ทุบตี กีดกัน กักขัง ดูถูกและรังเกียจลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าการปรับปรุงตัวหรือการทำตามครรลองที่วิกตอเรียวางไว้เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อตัวเองและต่อราชวงศ์ ผลที่เกิดขึ้นคือการต่อต้านและการปฏิวัติจากลูกต่อแม่สารคดีเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงหลายประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปรับไปในทิศทางอย่างไร จักต้องวางประชาชนไว้เป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทั้งวิกตอเรียและเบอร์ตี้ (ผู้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากวิกตอเรีย) ต่างตระหนักถึงในจุดนี้ และพยายามค้นหาความชอบธรรมให้กับสถาบันโดยการสร้างความพึงพอใจให้เกิดกับประชาชน ประการที่สอง ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งล้ำค่าที่ยากจะได้มา ในที่สุดสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะพยายามสร้างภาพของความสมบูรณ์แบบนี้เท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า กษัตริย์ก็คือมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง ตัณหาและราคะ คำถามอยู่ที่ว่า กษัตริย์พร้อมที่จะรับข้อเท็จจริงนี้เพียงใด จะวิ่งหนีจากมันและลอยตัวอยู่ในโลกแห่งมายา หรือยอมรับมันและค้นหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมในสังคมกับประชาชน รวมถึงพร้อมจะยอมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันกษัตริย์อังกฤษที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะเลือกที่จะเดินในแนวทางอย่างหลังประการสุดท้ายและโดยปราศจากนัยทางการเมือง ภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายของปัจเจกบุคคลไม่อาจเป็นปัจจัยกำหนดความล้มเหลวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การที่เจ้าชายเบอร์ตี้ผู้เป็นหนุ่มเจ้าสำราญและไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างจริงจัง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของอังกฤษแทนวิกตอเรียและกลายเป็นกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษเคารพรักอย่างมาก น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า “โอกาส” ต่างหากที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิสูจน์คน มากกว่าเรื่องอื้อฉาวที่ผ่านมา สังคมที่ตั้งมาตรฐานของความสมบูรณ์แบบมักผิดหวังกับผู้นำที่ประพฤติตัวห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ทั้งที่ความจริงแล้ว สังคมนั้นไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบในตัวเองด้วยซ้ำ**เรียบเรียงจากสารคดีเรื่อง “Queen Victoria’s Children” จัดทำและแพร่ภาพโดยสำนักข่าวบีบีซี ทางช่อง BBC Two ออกอากาศวันที่ 1-3 มกราคม 2556
หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
บุตรสาวคนแรกออกเรือนไปตามแผนที่วางไว้ แต่ปัญหาที่ค้างคาในครอบครัวยังคงมีอยู่ อัลเบิร์ตยังต้องทำงานหนักตลอดเวลา และนี่อาจเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตเขาไปในเวลาต่อมา สุขภาพของอัลเบิร์ตเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เขาป่วยเป็นโรคปวดเส้นประสาท ปวดฟัน นอนไม่หลับ และเป็นไข้อยู่เนืองๆ แต่วิกตอเรียกลับไม่แสดงความห่วงหาอาทร “ฉันคลอดลูกมาแล้ว 9 คนนะ” วิกตอเรียกล่าวกับอัลเบิร์ต และรู้สึกระอาที่สามีเป็นคนอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้ เธอด่วนสรุปว่า อาการของอัลเบิร์ตไม่ร้ายแรง เป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่ทำไมต้องทำเหมือนว่าป่วยเป็นโรคร้าย นอกจากนี้เธอยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นความเห็นแก่ตัวของผู้ชายหรือไม่ ทั้งที่ผู้หญิงต้องให้กำเนิดบุตร ดังนั้นวิกตอเรียจึงไม่เห็นว่าอาการของอัลเบิร์ตมีความรุนแรงแต่อย่างใด วิกตอเรียเป็นราชินีที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง เธอต้องการให้อัลเบิร์ตเป็นเสมือนก้อนหินที่แข็งแกร่ง คอยหนุนและให้ความช่วยเหลือเธอ เมื่ออัลเบิร์ตป่วย วิกตอเรียไม่สามารถพึ่งพาสามีได้ เธอจึงเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นตามมา โดยเฉพาะหากต้องสูญเสียเขาไปก็จะเป็นสิ่งทำร้ายจิตใจของเธออย่างที่สุด แล้ววิกตอเรียจะอยู่อย่างไร เมื่อครั้งที่วิกตอเรียต้องสูญเสียมารดาไปใน ค.ศ.1861 นั้น แม้ว่าทั้งคู่จะไม่สนิทสนมกัน แต่ก็นำมาซึ่งความเศร้าสลดใจอย่างใหญ่หลวงต่อวิกตอเรีย ทันใดนั้นความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของเธอก็หวนคืนกลับมา สิ่งนี้ยิ่งทำให้วิกตอเรียเศร้าใจมากขึ้น “ฉันไม่ต้องการรู้สึกดีขึ้น ฉันอยากไว้อาลัยให้กับแม่ ฉันยังไม่อยากฟื้นคืนจากความโศกเศร้านี้”
ท่ามกลางความเศร้าเสียใจนี้ วิกตอเรียกลับแสร้งว่าอาการป่วยของอัลเบิร์ตไม่หนักหนา และได้เขียนจดหมายถึงวิกกี้ บ่นว่า “พ่อของเธอไม่ยอมปล่อยให้อาการป่วยดีขึ้น มักชอบทำอากัปกิริยาแบบผู้ป่วย และประชาชนก็เชื่อว่าพ่อของเธอป่วยหนักจริง” แม้ว่าจะไม่ได้รับความเห็นใจจากวิกตอเรีย แต่อัลเบิร์ตก็ยังคงมุ่งหน้าทำความฝันเรื่องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นให้เป็นจริง เขาจัดเตรียมงานสมรสอีกงานหนึ่งระหว่างเบอร์ตี้กับเจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก และในกระบวนการนี้ การสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมต่อสาธารณชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการชี้ว่าการสมรสเป็นเรื่องของความรัก ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง แต่แล้วในฤดูร้อน ค.ศ.1861 ระหว่างที่เบอร์ตี้ปฏิบัติภารกิจในกองทัพที่เมืองดับลิน เพื่อนร่วมรุ่นได้จัดหาผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า เนลลี่ คลิฟตัน มาปรนเปรอเบอร์ตี้ ทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กันถึงสามครั้ง เบอร์ตี้สูญเสียพรหมจรรย์ให้กับเนลลี่ ในที่สุดอัลเบิร์ตก็ได้ยินข่าวนี้ เขาเขียนจดหมายด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่เชื่อว่าลูกชายที่จะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ของอังกฤษในอนาคตจะประพฤติตนต่ำช้าผิดศีลธรรมเยี่ยงนี้
อัลเบิร์ตกลัวว่า เนลลี่จะเอาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์นี้ไปเผยแพร่ต่อสื่อ ฟ้องร้องต่อศาล หรือกระทั่งเกรงว่าเธออาจตั้งครรภ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียกร้องทางด้านการเงินและเรื่องอื่นๆ ในความเป็นจริง อัลเบิร์ตอาจตระหนกตกใจจนเกินเหตุ พ่อและพี่ชายของเขาเองก็เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน แต่อัลเบิร์ตก็ถือว่าเรี่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หลังจากล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะปัดเข้าใต้พรม เขากลับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำให้อาการป่วยทรุดลง การที่เบอร์ตี้ทำตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อชีวิตครอบครัวของเขาเองในอนาคตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษด้วย อัลเบิร์ตบอกกับลูกชายว่า “เธอต้องไม่ทำตัวเช่นนี้อีก กล้าทำได้อย่างไร เพราะการกระทำของเธอจะส่งผลต่อประเทศชาติ และจุดยืนของอังกฤษในประชาคมโลก” อัลเบิร์ตรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งในตัวเบอร์ตี้ ดังสะท้อนในจดหมายฉบับที่มีใจความว่า “สิ่งที่ลูกทำไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป็นบาปที่อาจทำให้บัลลังค์สั่นคลอน” แผนการสร้างทายาทที่สมบูรณ์แบบ ความฝันถึงความเกรียงไกรของราชวงศ์อังกฤษตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนในทันที
แต่ผู้เป็นแม่ออกมาปกป้องเบอร์ตี้ในระยะแรก มองว่าเนลลี่วางกับดักล่อลวงเบอร์ตี้ เพื่อค้นหาความจริง อัลเบิร์ตซึ่งกำลังป่วยเดินทางไปยังเคมบริดจ์เพื่อพบกับเบอร์ตี้ (เขาอยู่ระหว่างศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) เพื่อให้ลูกชายรู้ว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นความผิดมหันต์ นำมาซึ่งความเสียหายต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล ทางออกก็คือเบอร์ตี้ต้องรีบแต่งงาน ในระหว่างการพูดคุยกันอย่างยาวนานของพ่อกับลูก ฝนก็ตกลงมา จากนั้นอัลเบริต์เดินทางกลับลอนดอนในสภาพเปียกปอน ขณะที่เบอร์ตี้มั่นใจว่า ความผิดของตัวได้รับการอภัยแล้ว
ทว่าวันนั้น วันที่ฝนตกพรำในฤดูหนาว หลังจากเดินตามฝนกับลูกชายอยู่นาน อัลเบิร์ตก็มีอาการเจ็บที่ขาอย่างรุนแรง หลายสัปดาห์ต่อมา อาการของเขาก็ยิ่งทรุดลง อัลเบิร์ตเขียนจดหมายถึงวิกกี้ “พ่ออยู่ในสภาพสิ้นหวัง มีทั้งความกังวลใจและความเสียใจ และขอให้ลูกอย่าตั้งคำถามใดๆ กับพ่ออีก ความรู้สึกนี้กำลังบั่นทอนชีวิตพ่อ” เรื่องของเบอร์ตี้นำไปสู่ปัญหาสุขภาพของอัลเบิร์ต เป็นที่เชื่อกันว่า อัลเบิร์ตมีปัญหาเกี่ยวกับกรดในกระเพาะอาหารมาเป็นเวลานาน แต่ถูกวินิจฉัยอย่างผิดๆ ว่าเป็นโรคไข้ไทฟอยด์ ในที่สุดอัลเบิร์ตก็เสียชีวิตลง แต่ไม่ใช่ด้วยสาเหตุของไทฟอยด์ น่าจะมาจากการปะทุของโรคลำไส้อักเสบซึ่งเก็บซ่อนอาการมาหลายปี และการปะทุครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเครียดอย่างหนัก ในปีที่อัลเบิร์ตเสียชีวิต (ค.ศ. 1861) เขาต้องเผชิญกับความเครียดในหลายรูปแบบ อาการไข้หวัดที่เกิดขึ้นเสมอเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา กลางเดือนธันวาคม อาการของอัลเบิร์ตทรุดหนัก เบอร์ตี้ได้รับคำสั่งให้กลับกรุงลอนดอนเพื่อมาพบหน้าพ่อที่ป่วย หลังจากได้พบกัน อัลเบิร์ตก็เสียชีวิตในวันถัดมาเมื่ออายุเพียง 42 ปี
สำหรับวิกตอเรีย การสูญเสียคู่ชีวิตที่เธอพึ่งพามาตลอดนับเป็นความสิ้นหวังอย่างที่สุด อัลเบิร์ตเป็นทั้งพ่อ ผู้ปกป้องคุ้มครอง ผู้นำทาง ที่ปรึกษาในทุกเรื่อง เป็นทั้งสามีและเปรียบเสมือนแม่ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงวิกตอเรียได้เท่ากับอิทธิพลที่อัลเบิร์ตมีต่อเธอ ความโศกเศร้านี้ครอบงำตระกูลวินเซอร์และอังกฤษเป็นเวลาหลายทศวรรษ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ อัลเบิร์ตเป็นศูนย์กลางของครอบครัว เป็นผู้วางแนวทางการเลี้ยงดูลูก นอกจากนี้ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับราชวงศ์อังกฤษ ความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษตกต่ำลงตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 แต่อัลเบิร์ตได้กลายเป็นผู้วางแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะวิธีที่ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียประพฤติตัวต่อสาธารณชนโดยเน้นความเป็นคนธรรมดา การเป็นครอบครัวแบบชนชั้นกลาง
หลังจากการเสียชีวิตของอัลเบิร์ต แผนการสร้างเจ้าชายและเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่ในกระบวนการนี้มีอุปสรรคคือ ทัศนคติของลูกๆ ที่มองว่า ตัวเองยังติดอยู่ท่ามกลางสงครามกับแม่ (รูปที่แนบมาคือศพของอัลเบิร์ต หลังจากนั้น วิกตอเรียใส่ชุดดำตลอดชีวิต)

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ฉาบด้วยความสมบูรณ์แบบเมื่ออัลเบิร์ตไปราชการต่างเมือง วิกตอเรียก็จะแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อลูกมากขึ้น การมีลูกจำนวนมากอาจเป็นเรื่องน่าปีติ ขณะเดียวกันก็เป็นความน่ารำคาญและยิ่งซ้ำเติมความเศร้าโศกของเธอ แต่ความขัดแย้งในครอบครัวนี้ถูกจำกัดขอบเขตไว้แต่เพียงภายในกำแพงพระราชวังเท่านั้น ต่อหน้าสาธารณชน ครอบครัวนี้ยังคงเป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ วิกตอเรียและอัลเบิรต์คือโฉมหน้าของผู้ปกครองที่มีจริยธรรมของอังกฤษยุคใหม่ และด้วยปัจจัยเสริมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพในทศวรรษที่ 1850 ได้มีการถ่ายภาพครอบครัวครั้งแรกที่บ้านออสบอร์นใน ค.ศ.1857 เป็นภาพราชวงศ์อังกฤษอย่างเป็นทางการภาพแรก และภาพถ่ายเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ราชวงศ์ที่เน้นความเป็นครอบครัวตัวอย่างซึ่งประชาชนสามารถลอกเลียนแบบได้นับเป็นครั้งแรกที่สถาบันกษัตริย์มิได้ถูกมองในฐานะอำนาจนามธรรมที่ประชาชนไม่สามารถสัมผัสถึงได้อีกต่อไป ภาพถ่ายสร้างตัวตนที่เป็นนามธรรมมากขึ้น ราชินีของอังกฤษมีความเป็น “มนุษย์” มากขึ้น และสมาชิกในครอบครัวก็ถูกแต่งเติมให้มีภาพลักษณ์ของความเป็น “คนธรรมดาสามัญ” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจ ยินดีเมื่อเขามีความสุข ร่วมเสียใจเมื่อเขามีความทุกข์ หรือแม้แต่ซุบซิบนินทาได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ราชวงศ์ใช้การเปิดตัวเองต่อสาธารณชนให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ใช้ความรักใคร่กลมเกลียวของคนในครอบครัวเป็นเครื่องมือ และผู้คนก็ซาบซึ้งไปกับภาพความใกล้ชิดสนิทสนมนี้ พวกเขาเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนสภาวะไร้ความเป็นส่วนตัวให้เป็นประโยชน์ และร่วมมือกับสื่อของอังกฤษในการกระจายภาพเหล่านี้ไปสู่ประชาชนทว่าเบื้องหลังภาพประชาสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นดังที่คาดหวัง ในที่สุดวิธีคิดเฉพาะตัวของวิกตอเรียและอัลเบิร์ตในการพยายาม “ปั้น” ลูกให้เป็นดังต้องการ กลับทำให้แผนสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องสะดุดลงในบางครั้ง และในบรรดาลูกทั้งหมด มกุฎราชกุมารเบอร์ตี้กลับกลายเป็นปัญหาหลักของครอบครัว ตั้งแต่วัยเยาว์ เบอร์ตี้ปฏิเสธที่จะทำตามแผนที่พ่อวางไว้เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ต่างไปจากวิกกี้ เบอร์ตี้ไม่ขอบเรียนหนังสือ คาดเดากันว่าเบอร์ตี้อาจเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางสมองช้าผิดจากเด็กอื่นๆ เขาไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้ เฟรเดอริก กิปส์ อาจารย์สอนหนังสือกล่าวว่า “ผมกำลังสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้กับเจ้าชาย แต่แล้วจู่ๆ เขาก็โกรธ ขว้างดินสอใส่ผนัง เตะโต๊ะและเก้าอี้ เขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้สนใจการเรียนได้เลย” ความพยายามยัดเยียดการศึกษาให้กับเบอร์ตี้นับเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง ตั้งแต่วัยเยาว์ ทุกครั้งที่เบอร์ตี้ไม่ได้ดั่งใจก็จะหวีดร้องโวยวาย โยนหนังสือลงพื้น ดึงทึ้งผมน้องชาย ใช้ภาษาและกิริยาหยาบกระด้าง เขาเป็นฝันร้ายของอาจารย์ทุกคน วิกตอเรียจึงเข้มงวดต่อเบอร์ตี้เป็นพิเศษ และถึงขนาดปรึกษาแพทย์ว่า เกิดความผิดปกติกับระบบสมองของเบอร์ตี้หรือไม่ ผลการวินิจฉัยปรากฏว่า เบอร์ตี้มีพัฒนาการธรรมดาทั่วไปเหมือนเด็กคนอื่น ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ อัลเบิร์ตเคยปรารภในเชิงเหน็บแนมว่า “ความไม่ฉลาดเฉลียวของเบอร์ตี้ไม่น่าจะมาจากสายเลือดเยอรมัน น่าจะมาจากฝั่งอังกฤษมากกว่า”การต่อต้านระบบการเลี้ยงลูกแบบเคร่งครัดนี้ยังมีให้พบเห็นในตัวสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัว เป็นที่รู้กันว่าลีโอโปลติดนิสัยชอบพูดปด ครั้งหนึ่งวิกตอเรียบ่นว่า “ฉันได้ยินเสียงกล่องดนตรีดังออกมาจากห้องเธอบ่ายวันนี้” ลีโอโปลตอบว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เคยเล่นกล่องดนตรีนี้” ต่อมาเมื่อลูกๆ เติบใหญ่ วิกตอเรียจึงได้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า การวางแผนการเลี้ยงดูแบบเคร่งครัดมักจะสร้างความผิดหวังให้พ่อแม่ และบ่อยครั้ง ลูกๆ ที่ไม่ได้รับการเคี่ยวเข็ญมากนักกลับกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในอนาคต อย่างไรก็ดีวิกตอเรียยังคงฝังใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการบังคับให้ลูกๆ เป็นดังที่พ่อและแม่ต้องการ ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเชื่อมั่นว่า การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นจะมีส่วนช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับสถาบันกษัตริย์ ความคิดนี้จึงมีความเกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองอย่างมาก วิกตอเรียมีทัศนะและมุมมองที่ต้องการสร้างยุโรปให้เป็นทวีปแห่งสันติภาพ เป็นดินแดนที่ปกครองด้วยกษัตริย์ที่มีเลือดของความเป็นเยอรมันและอังกฤษเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อมั่นว่า การสมรสระหว่างวิกกี้และเจ้าชายฟริทซ์แห่งเยอรมัน (มกุฎราชกุมารของปรัสเซีย) จะมีส่วนสร้างเยอรมันแบบใหม่ที่มีความใกล้ชิดกับอังกฤษเป็นพิเศษ การนัดดูตัวจึงเกิดขึ้น ณ วังบาลมอรัล ในสก็อตแลนด์การดูตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนี้ถูกปิดเป็นความลับจากสาธารณชน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ และเมื่อชาวอังกฤษล่วงรู้ถึงแผนการนี้ ส่วนใหญ่ก็ออกมาแสดงจุดยืนที่ต่อต้านโดยมองว่า ก่อนหน้านี้ปรัสเซียปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษในสงครามไครเมียร์ ซึ่งยิ่งปลุกเร้าให้ทัศคติต่อต้านเยอรมันรุนแรงขึ้น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของอังกฤษลงข่าวว่า “อังกฤษกำลังถูกกลืนโดยเยอรมัน และการสมรสที่จะมีขึ้นยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง” อัลเบิร์ตรู้ทันทีว่าจำเป็นจะต้องแก้ไขภาพลักษณ์ในทางลบนี้โดยการตอกย้ำว่า การสมรสครั้งนี้ไม่ใช่แผนการทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการ “ตกหลุมรัก” ของบุคคลทั้งสองอย่างแท้จริง อัลเบิร์ตต้องการให้การสมรสครั้งนี้สร้างผลในทางบวกต่อสถานะของราชวงศ์อังกฤษ แม้ว่าในความเป็นจริงจะยังคงเป็นเรื่องทางการเมืองก็ตาม อัลเบิร์ตมั่นใจว่า การผนึกกำลังระหว่างอังกฤษกับเยอรมันจะส่งผลดีโดยรวมต่อวินเซอร์ แต่หากพักเรื่องการเมืองไว้ก่อน ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียต่างเสียใจที่ต้องเห็นลูกสาวคนโตออกเรือนไป ก่อนวันแต่งงานของลูก วิกตอเรียกล่าวว่า “เหมือนกับฉันต้องสละแขนขาไป” ความเจ็บปวดจากการพรากจากครั้งนี้ใหญ่หลวงสำหรับทุกฝ่าย และการจากไปของวิกกี้สร้างช่องว่างขึ้นในครอบครัวต่อมาพักใหญ่แม้จะเสียใจกับการออกเรือนของวิกกี้ แต่สุดท้ายวิกตอเรียก็ห่วงเรื่องความรู้สึกตัวเองมากกว่าเรื่องอื่นใด หลังจากวิกกี้ย้ายตามสามีไปอยู่ที่ปรัสเซียได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เขียนจดหมายมาโอดครวญกับวิกตอเรียและเล่าว่า ชีวิตที่ปรัสเซียนั้นยากลำบาก มีภารกิจมากมายในฐานะภรรยาของมกุฎราชกุมารจนไม่มีเวลาได้อยู่กับสามีโดยลำพัง วิกตอเรียเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า “ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่า ทำไมฉันถึงมีแต่ความเศร้าหมองทุกๆ ครั้งที่ฉันต้องเลี้ยงดูพวกเธอ สิ่งที่ฉันต้องการเพียงอย่างเดียวคือการได้อยู่กับพ่อของเธอตามลำพัง”

กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส (Juan Carlos) ของสเปน เกิดเมื่อวันที่ 5 มค 1938 เป็นหลานชายของกษัตริย์ Alfonso XIII (อัลฟอนโซ 13) ปัจจุบัน ได้สละราชสมบัติแล้ว และลูกชายได้ครองราชย์แทน นั่นคือกษัตริย์ฟิลิเป้ที่ 6
…ที่จะเล่าก็คือ การสังหารน้องชายตัวเองของกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส… ในตอนเย็นของวันพฤหัสที่ 29 มีนาคม 1956 (2499) อัลฟองโซผู้เป็นน้องชายของฮวน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปืนที่ Villa Giralda บ้านของครอบครัวใน Estoril บน Portuguese Riviera สถานทูตสเปนในโปรตุเกสออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้
…ขณะที่เจ้าชายอัลฟอนโซกำลังทำความสะอาดปืนพกในช่วงตอนค่ำ ซึ่งมีฮวนอยู่ด้วย ได้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นเวลา 20.30 น. เหตุการณ์เกิดจากการที่ฮวนเล่นกับปืน (ที่ได้รับมอบจากนายพลฟรังโก) ใช้ปืนพกชี้ไปที่อัลฟองโซ และดึงไกปืนโดยไม่รู้ตัวว่ามันถูกบรรจุกระสุน อัลฟองโซตายในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
….เรื่องคุ้นๆ มั๊ยลูก
****ในรูปคือฮวนและอัลฟอลโซ ถ่ายกับพ่อ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การวิวาทครั้งสำคัญที่สุดครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจาก 2 ปีของการสมรส วิกตอเรียและอัลเบิร์ตถกเถียงกันว่า ใครควรจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางเลี้ยงดูลูก ก่อนการแต่งงาน วิกตอเรียได้แต่งตั้งเพื่อนสนิทซึ่งเป็นหญิงสาวชาวเยอรมันชื่อ เลห์เซน เป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเนอร์สเซอรี (เลี้ยงดูเด็ก) ภายในราชวัง แต่อัลเบิร์ตไม่ลงรอยกับเลห์เซนและหาทางกำจัดเธอออกไปให้พ้นจากวังบักกิ้งแฮมโดยการตำหนิเลห์เซนว่าสร้าง “อิทธิพลในทางลบ” ให้กับวิกตอเรีย นอกจากนี้อัลเบิร์ตยังมีปากเสียงรุนแรงกับเลห์เซนเรื่องการอบรมเลี้ยงดูวิกกี้ ทางด้านวิกตอเรียซึ่งตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างคนสองคนที่ตัวเองให้ความรักและความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันอัลเบิร์ตบรรยายถึงเลห์เซนว่า “ยายแม่มดนั่นเต็มไปด้วยตัณหาต่ออำนาจ บ้า โง่เขลา มองตัวเองว่าเป็นเทพยดา” ทั้งคู่ต่างเป็นเยอรมัน “หัวแข็ง” ในที่สุดความขัดแย้งก็ถึงจุดแตกหักและเลห์เซนต้องเป็นฝ่ายจากไปนอกจากนี้อัลเบิร์ตยังมีปัญหากับอารมณ์ที่รุนแรงของวิกตอเรีย ซึ่งระดับอารมณ์ที่ขาดความคงเส้นคงวานี้นับเป็นมรดกตกทอดของราชวงศ์วินเซอร์ อัลเบิร์ตมักจะดุภรรยาทุกครั้งที่เธอโกรธและแสดงอาการเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัวจนทำให้คนรอบข้างนึกถึงอาการเสียสติของกษัตริย์จอร์ชที่ 3 (1760-1820) ทุกคนต่างกลัวว่าวิกตอเรียอาจได้รับมรดกนี้มาจากบรรพบุรุษ จนแพทย์หลวงต้องแนะนำอัลเบิร์ตให้พยายามหลีกเลี่ยงการประจันหน้ากับวิกตอเรีย และหากสถานการณ์เลวร้ายลง อัลเบิร์ตจะต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา เจมส์ คลาร์ก แพทย์หลวงกล่าวว่า ยิ่งวิกตอเรียเกิดความหงุดหงิดมากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลร้ายต่อเธอมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องอาศัยวิธีการรับมือของอัลเบิร์ตด้วยเมื่อเวลาล่วงเลยต่อมา อัลเบิร์ตก็ปฏิบัติต่อวิกตอเรียเหมือนที่ปฏิบัติต่อลูกๆ นั่นคือ พยายามควบคุมวิกตอเรีย ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของเธอ อัลเบิร์ตต้องการเปลี่ยนวิกตอเรียให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะในความเป็นจริงวิกตอเรียมีข้อดี ความเป็นตัวของตัวเอง ตรงไปตรงมา และอารมณ์หุนหันพลันแล่นล้วนเป็นเสน่ห์ของเธอ ก่อนการสมรสกับอัลเบิร์ต วิกตอเรียมักออกไปเที่ยวเตร่จนค่ำมืด เต้นรำถึงตีสอง และซุบซิบเรื่องสัพเพเหระกับเพี่อนสาว แต่อัลเบิร์ตเปลี่ยนกิจวัตรเหล่านี้ของวิกตอเรีย หลังการสมรสวิกตอเรียต้องเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม อัลเบิร์ตเองไม่ชอบนอนดึกเพราะเกรงว่าจะอ่อนเพลียในระหว่างทำงาน เขาควบคุมบุคลิกภาพสนุกสนานร่าเริงและเปลี่ยนเธอให้เป็นเหมือนแม่บ้านที่ต้องอยู่เหย้าเฝ้าเรือน วิกตอเรียเองเข้าใจดีว่าสภาพอารมณ์แปรปรวนของตนทำให้สามีอึดอัด เป็นการยากที่ชายใดจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ แต่อัลเบิร์ตเองก็มีข้อเสียเช่นกัน เขามักปฏิบัติตนเหมือนเป็นครูใหญ่ที่คอยกระหนาบวิกตอเรีย แม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะมีส่วนช่วยรักษาอาการอารมณ์แปรปรวนได้ก็ตามส่วนเด็กๆ ต่างอยู่ในสภาพไร้หนทางหลบหนีจากความหงุดหงิดขี้ฉุนเฉียวของแม่ วิกตอเรียมักใช้วิธีเฆี่ยนตีเมื่อลูกทำความผิด ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมต้องได้รับการลงโทษเพียงสถานเดียว มีกรณีเมื่อครั้งเจ้าชายลีโอโปลทำผิดและวิกตอเรียต้องการลงโทษ แม้จะรู้ว่าลูกคนนี้มีสุขภาพอ่อนแอเพราะมีโรคเลือดไหลไม่หยุด (haemophilia) เป็นโรคประจำตัว มีคนเคยถามวิกตอเรียว่า การเฆี่ยนตีลูกเช่นนี้ เธอสามารถทนต่อเสียงร้องไห้ของลูกๆ ได้หรือ ไม่สงสารลูกบ้างหรือ วิกตอเรียตอบว่า “เมื่อเธอมีลูก 9 คน เธอก็แทบจะชินกับเสียงร้องไห้โดยปริยาย” ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมลูกๆ จึงเกรงกลัววิกตอเรียมากหากใช่ว่าลูกบางคนจะไม่ตอบโต้ เช่น วิกกี้มักงัดข้อกับแม่ หรือเอ็ดเวิร์ดและเบอร์ตี้เลือกที่จะไม่ใส่ใจหรือเพิกเฉยไปเสีย การอบรมลูกด้วยวิธีเข้มงวดเช่นนี้ทำให้อัลเบิร์ตไม่พอใจและคิดเสมอว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แม่และลูกไม่สามารถพูดคุยกันด้วยวิธีอารยะได้ ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดของวิกตอเรียที่ว่า แม่ต้องถูกเสมอ และสามารถดุด่าลงโทษลูกได้ตามต้องการ วิกตอเรียปรารถนาที่จะครอบงำชีวิตของลูก และยังคงทำเช่นนี้ต่อไปแม้ว่าลูกของเธอได้เติบใหญ่และบรรลุนิติภาวะแล้วอารมณ์แปรปรวนไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ครอบครัวนี้ต้องประสบ การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำของอัลเบิร์ตนำมาซึ่งความตึงเครียดเช่นเดียวกัน การที่วิกตอเรียต้องตั้งครรภ์อยู่ตลอดเวลาทำให้เธอต้องแบ่งภารกิจบางประเภทให้สามีเป็นผู้ดูแลเพิ่มขึ้นจากหน้าที่ที่เขาต้องปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้อัลเบิร์ตต้องพยายามสร้างจุดสมดุลระหว่างภารกิจราชการกับครบครัว เขาเหมือนวิ่งอยู่บนลู่วิ่งโดยไม่เคยได้หยุดพัก ส่งผลให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง อัลเบิร์ตต้องเข้าร่วมการประชุมมากมายมหาศาล ยิ่งมีงานเพิ่มเท่าไรก็ยิ่งทำให้ความใกล้ชิดที่มีต่อลูกลดน้อยไปเท่านั้น รวมถึงภรรยาที่เรียกร้องต้องการเขาด้วย วิกตอเรียถึงกับกล่าวว่า “พวกเธอไม่รู้หรอกว่าฉันต้องทรมานเพียงไหน เมื่อใดก็ตามที่อัลเบิร์ตต้องไปราชการต่างเมือง ลูกๆ ไม่สามารถมาเติมเต็มฉันได้”**ในรูปคือกษัตริย์จอร์ชที่ 3 (1760-1820) เป็นบ้าในช่วงปลายรัชกาล
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การสร้างความสมบูรณ์ของครอบครัวยังรวมถึงความพยายามของอัลเบิร์ตในการฝึกฝนหลักปฏิบัติทางสังคมให้กับลูกๆ เช่น การวางตัว การเดิน การสนทนา การเรียนภาษาต่างประเทศ การพบปะกับราชนิกุลจากยุโรป เป็นต้น การฝึกฝนเหล่านี้เคร่งครัดอย่างยิ่ง โชคดีที่บุตรีคนโตหรือวิกกี้ มีสมองปราดเปรื่องที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ภายใต้การชี้นำของอัลเบิร์ต วิกกี้ถูกบังคับให้เรียนภาษาฝรั่งเศสเมื่อยังมีอายุเพียง 18 เดือนเท่านั้น และแม้จะมีลูกคนอื่นๆ ที่ต้องดูแล อัลเบิร์ตยังคงให้ความสำคัญและใส่ใจกับการศึกษาของวิกกี้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย วิกกี้เองก็เรียนรู้เร็ว เปรียบเสมือน “เด็กอัจฉริยะ” นอกจากภาษาฝรั่งเศส เธอยังสามารถพูดภาษาละตินและเยอรมันได้ รวมทั้งอ่านเชคสเปียร์แม้ขณะยังอยู่ในวัยเยาว์มากๆในโลกส่วนตัวของครอบครัวนี้ ทั้งวิกตอเรีย อัลเบิร์ต และวิกกี้ ไม่เคยแอบซ่อนรากเหง้าความเป็นเยอรมัน แต่ต่อหน้าสาธารณชน วิกตอเรียต้องแสดงความเป็นบริติชอย่างสมบูรณ์แบบ วิกตอเรียและอัลเบิร์ตพูดภาษาอังกฤษต่อกันเท่าๆ กับที่พูดภาษาเยอรมัน และสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งก็คือ วิกตอเรียชอบเยอรมนีมากกว่าอังกฤษ แม้ว่าเธอจะเป็นราชินีของอังกฤษก็ตาม ทั้งนี้เพราะวิกตอเรียเองเป็นลูกครึ่งเยอรมัน-อังกฤษ และยังสมรสกับเจ้าชายเยอรมัน ในครอบครัว การสนทนาระหว่างสมาชิกมักจะใช้ภาษาเยอรมันด้วยซ้ำ ลูกๆ ของวิกตอเรียจึงมีสำเนียงเยอรมันที่ชัดเจน กระทั่งเมื่อต่างอยู่ในวัยชรา เมื่อเจ้าชายอาเธอร์เดินทางมาเยี่ยมเจ้าหญิงหลุยส์และสนทนาถึงอดีตในวัยเยาว์ร่วมกัน ทันใดนั้นทั้งคู่ก็หันมาพูดด้วยสำเนียงเยอรมัน และแม้ว่ายังพูดภาษาอังกฤษต่อกัน แต่สำเนียงก็เป็นเยอรมันมากๆดังที่ปรากฏ วิกตอเรียและอัลเบิร์ตมีภารกิจชัดเจนในการชี้นำลูก แต่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและอัลเบิร์ตล้วนส่งผลในทางลบต่อภารกิจนี้ ความรักใคร่เสน่หาอย่างแรงกล้าที่มีต่อสามีทำให้วิกตอเรียละเลยบทบาทความเป็นแม่ และแม้ว่าจะผ่านการมีบุตรและธิดามาหลายคน แต่วิกตอเรียก็ยังหวนหาถึงการเติมเต็มความสุขทางเพศ ขณะเดียวกันเธอกลับเกลียดการตั้งครรภ์ เพียงรักกระบวนการที่นำไปสู่การตั้งครรภ์เท่านั้น วิกตอเรียมีความต้องการทางเพศสูงกว่าอัลเบิร์ต อาจจินตนาการได้ว่า ในระหว่างการร่วมเตียงกับวิกตอเรีย อัลเบิร์ตอาจจะยังคิดถึงภารกิจหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างผังเมือง หรือการรวบรวมสถิติการประชุมที่ตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เป็นต้นความหลงใหลในตัวสามีทำให้วิกตอเรียมักเอ่ยชมอัลเบิร์ตต่อหน้าลูก เช่นที่กล่าวว่า “พวกเธอควรจะมีความภาคภูมิใจในตัวพ่อ ไม่มีใครในโลกอีกแล้วที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนได้เท่ากับพ่อของเธอ ผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดี ความยิ่งใหญ่ และปราศจากมลทิน” วิกตอเรียต้องการให้ลูกของเธอดำเนินตามรอยเท้าของอัลเบิร์ต เมื่อครั้งที่วิกตอเรียตั้งครรภ์เบอร์ตี้ เธอพูดกับอัลเบิร์ตว่า “อยากรู้จริงๆ ว่าลูกชายของเราจะเหมือนใคร แต่เธอน่าจะรู้นะว่าฉันเฝ้าอธิษฐานให้ลูกเราคนนี้มีโฉมประดุจเทพเช่นเดียวกับเธอ มีความเหมือนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ” อาจกล่าวได้ว่า วิกตอเรียต้องการสร้างอัลเบิร์ตขึ้นในตัวลูกๆ มากกว่าจะพยายามทำความเข้าใจว่า ลูกแต่ละคนมีลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะตัว หรืออีกนัยหนึ่ง วิกตอเรียยังมีความคิดแบบโบราณที่ว่า เด็กเปรียบเหมือนกระดานว่างเปล่าที่รอการแต่งเติมให้เป็นดั่งใจผู้วาด วิกตอเรียต้องการสร้าง “มินิอัลเบิร์ต” ในตัวลูกวิกตอเรียจึงไม่ต่างจากอัลเบิร์ตมากนักในด้านความคิดที่ว่า ตนเองสามารถกำหนดบุคลิกและหนทางชีวิตของลูกๆ ได้ตามอำเภอใจ ทว่าแผนการปกป้องสถาบันกษัตริย์นี้กลับกลายเป็นการสร้างสนามรบภายในครอบครัว วิกตอเรียมีความเป็นราชินีเท่าๆ กับความเป็นภรรยา ดังนั้นเธอจึงอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสามีอยู่ตลอดเวลา เมื่อทั้งคู่มีปากเสียงกัน อัลเบิร์ตมักจะใช้เหตุผลในการอธิบายปัญหา ตรงกันข้ามกับวิกตอเรียที่มักขาดเหตุผล ทำให้อัลเบิร์ตโกรธและลงเอยด้วยการไล่ตามวิกตอเรียจากห้องหนึ่งไปอีกห้อง แต่บางครั้งเขาก็โกรธภรรยาจนต้องขังตัวเองอยู่ในห้องนอน หรือบางครั้งต้องเขียนจดหมายตำหนิวิกตอเรียอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาเป็นคู่สมรสที่ผ่านทั้งช่วงหอมหวานและขมขื่น บางโอกาสก็มีปากเสียงกันรุนแรง มีทั้งการปิดประตูใส่หน้ากัน ตะโกนด่าทอกัน ครั้งหนึ่งวิกตอเรียถึงกับกล่าวว่า “ฉันไม่นึกไม่ฝันว่าชีวิตสมรสจะทุกข์ทรมานเช่นนี้”

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์แสร้งสร้างความพอเพียงสถานที่หนึ่งที่สามารถสร้างความฝันของการมีครอบครัวสมบูรณ์แบบให้เป็นจริงได้ก็คือ บ้านพักของวิกตอเรียที่มีชื่อว่า “บ้านออสบอร์น” ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะไวท์ (ทางตอนใต้ของอังกฤษ) บ้านหลังนี้ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ทะเล และสายลมอันบริสุทธิ์ เสมือนสวรรค์บนดิน ครอบครัววินเซอร์มักจะเดินทางมาพักผ่อนที่บ้านออสบอร์นในช่วงวันหยุด ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับค่านิยมบางประการที่ชนชั้นกลางชาวอังกฤษยกย่องเชิดชูอยู่ภายในบริเวณวังอันกว้างขวาง พึงพอใจกับสันทนาการแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นน้ำทะเลหรือการจับผีเสื้อ ลูกๆ ของวิกตอเรียสามารถเข้าใจถึงการใช้ชีวิตแบบพอเพียง โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมในกระท่อมแบบสวิสหลังเล็กๆ สอนวิธีทำอาหารให้กับลูกๆ โดยมีอัลเบิร์ตเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชและผลไม้ ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียมุ่งมั่นที่จะปลูกฝังทักษะพื้นๆ เหล่านี้ให้กับลูก ให้ลูกสาวสามารถทำอาหารและอบขนมปังออกมาได้สวยงาม ไม่จำเป็นต้องพึ่งบ่าวไพร่เสมอไปในเรื่องที่ตัวเองสามารถทำได้ ความรู้เกี่ยวกับโลกของสามัญชนมีความสำคัญต่อการสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับลูกๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่การชักนำให้สมาชิกครอบครัวได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมประจำวัน ทักษะจำเป็นภายในครัวเรือน ดังนั้นการสร้างค่านิยมครอบครัวจึงเกิดขึ้นได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่บ้านออสบอร์นวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเห็นพ้องกันเรื่องการปลูกฝังทักษะนี้ ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นการแสดงละครอย่างหนึ่ง นับได้ว่าอัลเบิร์ตเป็นตัวตั้งตัวตีของการสร้างแนวคิดครอบครัว “ยูโทเปีย” ที่แตกต่างจากชีวิตทางสังคมของลอนดอนในขณะนั้น อัลเบิร์ตเกลียดการจัดงานเลี้ยงแบบเอิกเกริก การเล่นไพ่และงานปาร์ตี้ และยังเคยเปรียบงานเต้นรำของสังคมลอนดอนว่าเป็น เวทีของฝูงโคและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่ถลาตัวออกมาเต้นรำอยู่กลางฟลอร์เพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะนั่งหรือยืนถึงจะเหมาะสมกระนั้น แม้จะพยายามสร้างภาพความเป็น “สามัญชน” เท่าใด ราชวงศ์อังกฤษก็กลับยังติดอยู่ในชนชั้นพิเศษของตนเอง อาศัยอยู่ในความโดดเดี่ยวที่ฟุ้งเฟ้อ ตัวอย่างเช่น การจัดหน่อไม้ฝรั่งใส่จานให้เบอร์ตี้จะต้องจัดให้เป็นเลขคู่ เพราะเชื่อว่าเลขคี่จะนำโชคร้ายมาสู่กษัตริย์ของอังกฤษในอนาคต หรือกรณีที่เจ้าหญิงหลุยส์เห็นว่า วิธีเดียวที่จะสามารถรักษาสุขภาพได้อย่างดีคือการแช่หัวเข่าในน้ำอุ่นผสมวิสกี้ทุกเย็น ฉะนั้นสมาชิกตระกูลวินเซอร์จึงชีวิตความเป็นอยู่ที่แปลกพิสดารต่างไปจากสามัญชนอยู่ดี พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกฟองสบู่ที่หัวข้อพูดคุยมักไม่พ้นจากเรื่องของความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงกับสามัญชนได้ขณะเดียวกันอัลเบิร์ตก็ย้ำถึงหลักการยึดมั่นในคุณธรรมแบบสุดโต่ง คุณธรรมที่ไม่เคยมีอยู่ในตัวบิดาของอัลเบิร์ต อัลเบิร์ตกลายเป็น “พ่อตัวอย่าง” ที่ภักดีต่อภรรยา เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง และในบรรดาลูกทั้งหมด วิกกี้จัดว่าเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพ่อ อัลเบิร์ตมักปลีกเวลามาเล่นกับวิกกี้เสมอ สร้างรอยยิ้มให้วิกกี้ ขณะที่วิกตอเรียปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย อัลเบิร์ตจัดได้ว่าเป็นพ่อยุคใหม่ เป็นตัวแทนชนชั้นสูงที่แสดงบทบาทพ่อที่พร้อมจะค้นหานิยามของครอบครัวสมบูรณ์แบบ พ่อที่แบ่งเวลางานกับการใช้ชีวิตครอบครัวให้สมดุล อัลเบิร์ตเชื่อว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ เฝ้ามองพัฒนาการของลูกๆ และวางแผนชีวิตของพวกเขาให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประเทศ หรือแม้แต่ยุโรปด้วยซ้ำ อัลเบิร์ตเข้ามาบงการเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาของลูกชายที่ต้องเติบใหญ่ไปรับหน้าที่สำคัญของประเทศ ตัวอัลเบิร์ตเองถือว่าเป็นผลผลิตของการศึกษาเยอรมันที่มีประสิทธิภาพ จึงใช้ภูมิหลังนี้ในการพัฒนาแนวทางด้านการศึกษาที่มีความเคร่งครัดอย่างยิ่ง มากเกินกว่าที่ลูกๆ จะรับได้ แผนพัฒนานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่พวกเขายังอยู่ในวัยเยาว์ โดยเน้นพัฒนาการทางด้านร่างกาย การฝึกความอดทน การเชื่อฟัง อาทิ การที่อลิซต้องถูกเฆี่ยนเพราะพูดปด วิกกี้ถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกและถูกเฆี่ยนเพราะไม่เชื่อฟังพ่อ หลุยส์ถูกตีหลังมือทุกครั้งที่เล่นเปียโนผิดคีย์ เป็นต้น จากมุมมองนี้ อัลเบิร์ตจึงไม่ใช่พ่อรุ่นใหม่ดังที่ตัวเขากล่าวอ้าง

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แต่คู่บ่าวสาวใหม่ (วิกตอเรียและอัลเบิร์ต) ก็มีความเห็นแตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา เช่น เรื่องระยะเวลาการไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ วิกตอเรียไม่ประสงค์ที่จะเดินทางออกจากวังบักกิ้งแฮมเป็นระยะเวลานานๆ และต้องวางมือจากงานราชการหลายอย่าง บ่อยครั้งวิกตอเรียพูดกับสามีว่า “เธอลืมแล้วหรือว่าฉันเป็นกษัตริย์ ฉันมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำตลอดเวลา” ในระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน วิกตอเรียไม่เคยคิดแบ่งอำนาจทางการเมืองให้แก่สามีแต่อย่างใด ซึ่งอัลเบิร์ตมักจะบ่นเสมอว่า “ฉันก็เป็นแค่สามี ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ปกครองในบ้าน” ครั้งหนึ่งอัลเบิร์ตเขียนจดหมายถึงน้องชายว่า “วันนี้ วิกตอเรียอารมณ์ค่อนข้างดีนะ แค่แสดงความเกรี้ยวกราดเพียง 2 ครั้งเท่านั้น” แต่อัลเบิร์ตก็มีบทบาทสำคัญในการเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตนั้นอาจกล่าวได้ว่าปราศจากซึ่งความสุข อัลเบิร์ตมีชีวิตวัยเด็กที่มืดมนในเยอรมนีด้วยปัญหาครอบครัวเมื่อพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน ดังนั้นอัลเบิร์ตจึงเติบโตมาในครอบครัวที่ล้มเหลวและต้องผ่านความชอกช้ำระกำใจในวัยเด็ก เมื่อผู้เป็นบิดานอกใจมารดา ละทิ้งเธอเมื่อเธมีอายุมากขึ้น และแอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งมีอายุน้อยกว่าภรรยา การมีบิดาที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้ สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับอัลเบิร์ตอย่างยิ่ง เพราะอัลเบิร์ตต้องการที่จะรักและเคารพผู้เป็นบิดา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เกลียดชังพ่อเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเติบใหญ่อัลเบิร์ตจึงต่อต้านพฤติกรรมที่ขาดศีลธรรม และต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ ได้ปฏิบัติตาม
ส่วนวิกตอเรียก็เติบโตมาในสภาพตัดขาดจากโลกภายนอกระหว่างพำนักอยู่ที่วังเคนซิงตัน ถูกบังคับโดยผู้เป็นมารดา – ดัชเชสแห่งเคนท์ — ที่เข้มงวด วิกตอเรียเคยกล่าวว่า “ชีวิตในวัยเด็กของฉันมีแต่ความขมขื่น ขาดความรัก จึงไม่รู้ว่าความรักในครอบครัวเป็นอย่างไร” วิกตอเรียเรียกมารดาของตัวเองว่า “ดัชเชส” แทนที่จะเรียกว่า “แม่” ชี้ให้เห็นถึงระยะห่างในความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสอง นอกจากนี้วิกตอเรียยังเคยพูดใน ค.ศ. 1838 ว่า “ฉันไม่คิดว่าแม่รักฉัน” เมื่ออดีตที่บอบช้ำยังคงไม่จางหายไป ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตจึงต่างประสงค์ที่จะสร้างครอบครัวอบอุ่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องของราชวงศ์และราชอาณาจักร ทั้งสองต่างตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า การเลี้ยงดูอบรมลูกจะต้องประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อเยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วย โดยพยายามวางแนวทางการดำเนินชีวิตให้กับลูกๆ
บุตรีคนแรกได้รับการตั้งชื่อเหมือนกับมารดา นั่นคือ “วิกตอเรีย” แต่เป็นที่รู้จักในชื่อสั้นๆ ว่า “วิกกี้” วิกกี้เกิดเมื่อ ค.ศ. 1840 ในขณะนั้นวิกตอเรียเองก็ยังอายุน้อยและมีภาระเรื่องงานราชการมากมาย เธอมีโอกาสได้พบลูกเพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น แต่กระนั้นวิกตอเรียก็ยังพยายามเจียดเวลามาอยู่กับสามี ความรักใคร่หลงใหลในความงดงามของอัลเบิร์ตไม่เคยจางหาย วิกตอเรียมองด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่อัลเบิร์ตโกนหนวด สวมเสื้อผ้า และผลลัพท์ของความเสน่หาที่ทั้งคู่มีต่อกันก็คือการมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอและนำไปสู่การตั้งครรภ์ถึง 9 ครั้ง
หลังจากที่วิกกี้มีอายุครบ 1 ขวบ บุตรคนที่ 2 ก็ถือกำเนิดขึ้น เขามีชื่อว่า เจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด หรือชื่อเล่นคือ “เบอร์ตี้” ผู้ที่ต่อมาได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารและได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากวิกตอเรีย วิกตอเรียกล่าวว่า “ลูกของเราแข็งแรงและเป็นเด็กตัวใหญ่ ฉันได้แต่ภาวนาว่าเขาจะเหมือนพ่อของเขาที่ฉันรักยิ่ง” และภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีต่อจากนั้น วิกตอเรียก็ให้กำหนดบุตรและบุตรีอีก 3 คน ได้แก่ อลิซ อัลเฟรด และเฮเลน่า ทว่าในความเป็นจริง วิกตอเรียเป็นคนขาดความเอ็นดูเด็ก บ่อยครั้งที่เธอพูดว่า “เด็กทารกเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัปลักษณ์ ฉันเห็นแล้วไม่อยากอุ้ม ไม่อยากแม้แต่จะมอง เด็กอัปลักษณ์ถือเป็นสิ่งของที่น่าสะอิดสะเอียด มีแขนขาเหมือนกบ” ไม่เพียงแต่วิกตอเรียเห็นว่าลูกๆ เป็นสิ่งที่น่าคลื่นไส้ เธอยังปฏิเสธที่จะให้นมลูกด้วยตัวเองเพราะรับไม่ได้กับกระบวนการให้นมลูกจากอก
แกนหลักสำคัญที่ยึดเหนี่ยวครอบครัวนี้ไว้ก็คือความสัมพันธ์ที่วิกตอเรียมีต่อสามี ทั้งคู่มีชีวิตรักที่ตั้งอยู่บนการมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ การร่วมรักกับอัลเบิร์ตถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับวิกตอเรียจนถึงจุดที่คิดว่า ทรวงอกเป็นสมบัติสำหรับปรนเปรอสามี ไม่ใช่มีไว้ให้นมลูก ทรวงอกจึงมีความหมายถึง “เซ็กซ์” มากกว่าความเป็น “แม่” คู่สามีภริยานี้มีเพศสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องและคงเส้นคงวาจนทำให้วิกตอเรียต้องตั้งครรภ์อีกหลายครั้ง ให้กำเนิดลูกเพิ่มอีก 4 คน ได้แก่ หลุยส์ อาเธอร์ ลีโอโปล และเบียทริซ ทั้งหมดรวมบุตรและธิดา 7 คนที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงระยะยาวนานถึง 17 ปี การสร้างครอบครัวขนาดใหญ่ไม่เพียงเป็นความพยายามลบความทรงจำในอดีตที่ขมขื่น แต่เพื่อเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตรู้ดีว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อังกฤษจะต้องถอยห่างออกจากรูปแบบกษัตริย์แบบเยอรมัน (ที่อังกฤษรับมา) ซึ่งมีภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาเปรียบราษฎร และคอยแต่จะนำงบประมาณไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย นอกจากนี้ยังรวมถึงคดีอื้อฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น คดีฆาตกรรมที่มีพระบรมวงศานุวงศ์ของอังกฤษเข้าไปพัวพันด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษ (ก่อนการขึ้นครองราชย์ของวิกตอเรีย) ต้องแปดเปื้อนและความนิยมตกต่ำลง
อัลเบิร์ตจึงมีความคิดที่จะสถาปนาราชวงศ์อังกฤษแบบใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ผ่านการสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของชนชั้นกลางของอังกฤษซึ่งกำลังขยายตัว “ค่านิยมแห่งครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ” กลายมาเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในกลุ่มกระฎุมพี ดังที่ปรากฏในภาพวาดของศิลปินชาวอังกฤษชื่อแลนด์เซีย ผู้วาดภาพของวิกตอเรีย อัลเบิร์ต และลูกๆ ใน ค.ศ.1841 โดยตั้งชื่อภาพว่า “ปราสาทวินเซอร์ในความทันสมัย” ชื่อนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ของราชวงศ์อังกฤษ มุมมองที่น่าสนใจที่สุดที่ปรากฏในภาพวาดนี้ก็คือ การที่วิกตอเรียถือดอกไม้ในมือ ชี้ถึงความอ่อนโยน ความเป็นสตรีและความบริสุทธิ์ และยังแสดงว่าราชวงศ์อังกฤษต้องการใช้ความเป็นครอบครัว ความใกล้ชิดของสมาชิกในครอบครัว และความเป็นสตรี เพื่อประชาสัมพันธ์และสนับสนุนภาพลักษณ์ใหม่นี้ของสถาบันกษัตริย์ วิกตอเรียได้กล่าวว่า “มีคนเคยบอกฉันว่า ไม่มีกษัตริย์องค์ใดที่จะได้รับความรักจากประชาชนได้เท่ากับที่ฉันได้รับ เหตุผลก็คือ เพราะเรามีครอบครัวที่อบอุ่นที่จะเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนได้”


รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บทที่ 1: แผนเล็งผลเลิศหากมองอย่างผิวเผิน ราชินีวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร หรือ “ควีนวิกตอเรีย” ดูจะมีชีวิตสมรสที่ดื่มด่ำราบรื่นกับเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี แต่เบื้องหลังภาพชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบนี้ การปฏิบัติต่อกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวกลับไม่ต่างไปจากศัตรูที่ต้องต่อสู้กันในสนามรบเท่าใดนัก วิกตอเรียและอัลเบิร์ตมีปากเสียงรุนแรงต่อกันหลายครั้ง ลองจินตนาการถึงครั้งที่คุณทะเลาะกับคู่ชีวิตของคุณแล้วคูณไปอีกหลายเท่าตัว ก็จะเข้าใจว่าความขัดแย้งของสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษมีความรุนแรงมากเพียงใดทว่าความสัมพันธ์กับสามีที่มีทั้งความเร่าร้อนและเย็นชานี้ไม่ได้เป็นเพียงมรสุมชีวิตเรื่องเดียวเท่านั้น วิกตอเรียยังมีลูกชายและลูกสาวรวม 9 คนที่ไม่เคยทำให้แม่พอใจ โดยเฉพาะลูกชายคนโตที่เอาแต่ใจ โยนหนังสือทิ้งลงพื้น ดึงผมน้อง กรีดร้อง ทำกิริยาหยาบกระด้าง หรือดังที่แม่เคยพูดว่า “เปรียบเสมือนฝันร้าย” ที่มีลูกเยี่ยงนี้เลยทีเดียวในสารคดีชุดนี้ เรื่อง “ราชินีวิกตอเรียและลูก” ที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์บีบีซีของสหราชอาณาจักร ได้วิเคราะห์ถึงวิกฤตในชีวิตซึ่งเปรียบเสมือนละครของวิกตอเรียและครอบครัวของเธอ ที่ต่างเติบใหญ่ท่ามกลางความขัดแย้ง ความเกลียดชังและสภาพที่มีแม่และพ่อเป็นเผด็จการ วิกตอเรียเลี้ยงลูกด้วยการลงทัณฑ์ทุบตี เพราะต้องการบังคับให้พวกเขาได้รู้จักและประพฤติตัวตามที่เห็นว่าเหมาะสมการเลี้ยงดูลูกของวิกตอเรียและอัลเบิร์ตที่เน้นความสมบูรณ์แบบของชีวิตในครัวเรือนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นับเป็นความพยายามของวิกตอเรียในปรับภาพลักษณ์ใหม่ของราชวงศ์อังกฤษ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยซึ่งอาจเกิดจากการทำปฏิวัติล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่การปรับตัวเช่นนี้ที่สะท้อนผ่านการอบรมสั่งสอนลูกๆ อย่างเข้มงวดก็มีราคาที่จะต้องชำระเช่นกัน วิกตอเรียต้องการควบคุมและชี้นำชีวิตของลูกทุกคน จนถึงจุดที่ข้าราชบริพารบางคนเคยกล่าวไว้ว่า “ควีนเสียสติที่พยายามใช้ความเป็นมารดาในการบังคับชีวิตลูกๆ”ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตต่างต้องการให้ลูกมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันกษัตริย์ รวมถึงร่วมกันกำหนดแนวทางความอยู่รอดของราชวงศ์ในอนาคต แต่ความต้องการนี้นำไปสู่สงความระหว่างผู้เป็นแม่และลูกๆ ที่ยาวนานกว่า 60 ปีคริสต์มาส พระราชวังวินเซอร์ ค.ศ.1860วิกตอเรีย สามี และลูกชายลูกสาว อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าและแลกของขวัญวันคริสต์มาส เล่นเกมและบิลเลียดร่วมกัน แขกคนหนึ่งที่อยู่ในงานด้วยนั้นจำได้ว่า ภาพที่เห็นแสดงถึงความรักของสมาชิกในราชวงศ์วินเซอร์อย่างแท้จริง แม่และลูกๆ ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข นี่เป็นภาพครอบครัวแสนสุขที่ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตต้องการสร้างให้สาธารณชนได้รับรู้ เพราะทั้งคู่ต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการค้นหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อใช้ความสมบูรณ์แบบของชีวิตครอบครัวเป็นตัวอย่างให้กับพสกนิกร เป็นมนต์ขลังที่ใช้ผูกมัดความเคารพและความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งนี้เนื่องจากกระแสการปฏิวัติเริ่มมีพลังมากขึ้น หลายราชวงศ์ในยุโรปต่างต้องเผชิญกับภัยนี้ วิกตอเรียและสามีเล็งเห็นถึงความจำเป็นต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์โดยการสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวและมีความมั่งคั่งมากขึ้น และลูกๆ ของพวกเธอก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้อัลเบิร์ตมีความคิดว่า ราชวงศ์จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของครอบครัวซึ่งได้รับความเคารพจากสาธารณชน จะต้องมีคุณสมบัติของการเป็นครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกต้องรักใคร่ปรองดองกัน ซึ่งความคิดนี้ได้รับการนำไปปฏิบัติทันทีหลังจากสมรสกับวิกตอเรีย โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อต้องการเอาชนะใจกลุ่มชนชั้นกลางในความพยายามที่จะทำให้เห็นว่า ราชวงศ์ก็เป็นเหมือนกับครอบครัวทั่วๆ ไป ไม่ใช่เทพยดาจากที่ใด ดังนั้น “โปรดจงเชื่อใจเรา” แต่ภายใต้ภาพครอบครัวสุขสันต์กลับมีแต่โศกนาฏกรรม ครอบครัววินเซอร์ไม่ได้เป็นกล่องช็อกโกแลตสวยๆ ที่สมาชิกทุกคนรักใคร่กัน แต่อันที่จริงกลับเป็นสนามรบที่มีแต่ความตึงเครียด ความโกรธเคือง และการอาฆาตมาดร้ายต่อกัน ซึ่งหากจะวิเคราะห์ถึงที่มาของปัญหานั้นก็อาจเป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูที่ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตได้รับจากบุพการีของตนอัลเบิร์ตเกิดใกล้เมืองโคบวร์ก ประเทศเยอรมนี เป็นบุตรชายของขุนนางชั้นสูงในยุคนั้น และสำหรับวิกตอเรีย อาจนับเป็นความยากลำบากในการหาใครสักคนที่มีสถานะและตำแหน่งทางสังคมคู่ควรที่จะสมรสกับ “อนาคตราชินี” ของอังกฤษอย่างวิกตอเรียได้ บุคคลผู้นั้นจะต้องมีประวัติไม่ด่างพร้อย ต้องมีภูมิหลังทางครอบครัวหมดจด ซึ่งอัลเบิร์ตเป็น “ผู้สมัคร” เพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะมีคุณสมบัติเพียบพร้อม ขณะเดียวกันวิกตอเรียก็เป็นที่หมายปองของราชนิกุลยุโรปในหลายประเทศ เพราะความยิ่งใหญ่ของอังกฤษในสมัยนั้นใน ค.ศ.1839 อัลเบิร์ต — ผู้มีรูปโฉมงดงาม — ได้เดินทางมาถึงพระราชวังวินเซอร์เพื่อพบปะกับ “ว่าที่ภรรยา” วิกตอเรีย ผู้เป็นลูกพี่ลูกจ้องของอัลเบิร์ตเอง และเมื่อทั้งสองได้พบกันครั้งแรกก็นับว่าเป็น “รักแรกพบ” วิกตอเรียพูดกับตัวเองว่า “ฉันรักเขา รักที่สุด” ขณะที่อัลเบิร์ตก็พูดเช่นกันว่า “วิกตอเรียได้มาเติมให้จิตวิญญาณของฉันให้เต็มเปี่ยม แม้ในยามหลับฝัน ฉันไม่เคยจินตนาการว่า ฉันจะพบรักเฉกเช่นนี้ได้บนโลกมนุษย์”ในการพบปะกันในครั้งที่สองของทั้งคู่ วิกตอเรียได้บันทึกไว้ว่า “ฉันได้พบเขาอีกครั้ง อัลเบิร์ตมีใบหน้าที่งามยิ่ง” วิกตอเรียมีความประทับใจเปี่ยมล้นต่ออัลเบิร์ต ทั้งคู่เป็นเหมือนคู่บุพเพสันนิวาส เป็นความบังเอิญของคนทั้งสองคนที่มารักกันและเป็นความรักที่มีประโยชน์ทางการเมืองต่ออังกฤษในยุคนั้นด้วย แต่อัลเบิร์ตก็ตระหนักอยู่เสมอว่า การสมรสกับวิกตอเรียจะทำให้สถานะของตนต่ำกว่าภรรยา ผู้จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชินีของอังกฤษในอนาคต “แม้อนาคตของฉันจะเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็ยังคงมีเสี้ยนหนามคอยทิ่มตำอยู่เสมอ” อัลเบิร์ตได้กล่าวไว้ในที่สุดงานสมรสก็ได้มีขึ้นในปีถัดมา ในระยะแรกทั้งสองต้องเผชิญต่อความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนต่อสถาบันกษัตริย์ ผนวกกับความไม่ปลาบปลื้มต่อตัวอัลเบิร์ตซึ่งสาธารณชนอังกฤษมองว่าเป็นเจ้าชายเยอรมันที่ขาดอารมณ์ขัน เป็นพวก “คนต่างชาติ” ที่ต้องการเข้ามากอบโกยความมั่งคั่งและเกียรติยศจากอังกฤษโดยการสมรสกับราชินีของตน ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตต่างได้รับแรงกดดันจากสังคม จึงพยายามที่จะสะท้อนความเป็น “ปุถุชนธรรมดา” ให้ประจักษ์ต่อชาวอังกฤษ
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เมื่อได้ทราบข่าวว่าทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีได้จัดทำสารคดีเรื่อง “วิกตอเรียกับลูก” ผมก็ตั้งตารอ และเมื่อได้ชมสารคดีชุดนี้ที่มีทั้งหมด 3 ตอนแล้วก็ต้องนึกชื่นชมในความกล้าหาญของบีบีซีในการผลิตงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่ง โดยนำเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษในยุควิกตอเรียที่ยังมีอิทธิพลส่งต่อถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ความกล้าหาญอยู่ที่การนำเอาข้อมูลซึ่งมีความเป็น “ส่วนตัว” อย่างมากมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทั้งที่อาจส่งผลลบต่อกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์บีบีซีได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักพระราชวังอังกฤษและนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและลูกของเธอ สารคดีวิพากษ์วิจารณ์อดีตกษัตริย์เช่นนี้สามารถทำได้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเช่นอังกฤษ ขณะเดียวกันชาวอังกฤษก็ใจกว้างพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งแม้อาจเป็นภัยต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ แต่ก็เพื่อเข้าใจถึงพัฒนาการของสถาบันนี้ในยุคปัจจุบัน
วิกตอเรีย (ครองราชย์ 1837-1901) เป็นราชินีที่มีความเด็ดเดี่ยว และเป็นราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ขณะที่เธอครองราชย์ อังกฤษมีอาณานิคมเกือบ 1 ใน 4 ของโลก จากภายนอกเธอเป็นราชินีที่สมบูรณ์แบบ เธอนำจักรภพอังกฤษไปสู่ความมั่งคั่ง และที่สำคัญ เธอมีส่วนทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษอยู่รอดจากพัฒนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป สถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่นๆ ต้องล่มสลาย แต่วิกตอเรียยังคงกุมบังเหียนอำนาจ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ทว่าต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล นอกเหนือจากการร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว วิกตอเรียยังใช้ครอบครัวของเธอเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่สถาบันกษัตริย์ และแผนการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสามีของวิกตอเรีย — เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี ผู้แบ่งปันความคิดและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันกษัตริย์ด้วยการสร้างครอบครัวตัวอย่างที่ “เพอร์เฟ็ก” เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับชนชั้นกลางของอังกฤษที่กำลังขยายตัว
แต่การเปลี่ยนนิยายให้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภารกิจง่ายดาย การสร้างภาพความสมบูรณ์แบบให้แก่ครอบครัววิกตอเรียบนความไม่สมบูรณ์แบบของสมาชิกในครอบครัว นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรม ความร้าวฉาน ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง การล้างแค้น และการสูญเสีย ยิ่งต้องการสร้างภาพของสถาบันกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบเท่าใด ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น วิกตอเรียใช้ทั้งความเป็นแม่และราชินีเพื่อปั้นลูกแต่ละคนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในกระบวนการนี้ วิกตอเรียทรมาน ทุบตี กีดกัน กักขัง ดูถูกและรังเกียจลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าการปรับปรุงตัวหรือการทำตามครรลองที่วิกตอเรียวางไว้เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อตัวเองและต่อราชวงศ์ ผลที่เกิดขึ้นคือการต่อต้านและการปฏิวัติจากลูกต่อแม่
สารคดีเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงหลายประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปรับไปในทิศทางอย่างไร จักต้องวางประชาชนไว้เป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทั้งวิกตอเรียและเบอร์ตี้ (ผู้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากวิกตอเรีย) ต่างตระหนักถึงในจุดนี้ และพยายามค้นหาความชอบธรรมให้กับสถาบันโดยการสร้างความพึงพอใจให้เกิดกับประชาชน ประการที่สอง ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งล้ำค่าที่ยากจะได้มา ในที่สุดสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะพยายามสร้างภาพของความสมบูรณ์แบบนี้เท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า กษัตริย์ก็คือมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง ตัณหาและราคะ คำถามอยู่ที่ว่า กษัตริย์พร้อมที่จะรับข้อเท็จจริงนี้เพียงใด จะวิ่งหนีจากมันและลอยตัวอยู่ในโลกแห่งมายา หรือยอมรับมันและค้นหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมในสังคมกับประชาชน รวมถึงพร้อมจะยอมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันกษัตริย์อังกฤษที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะเลือกที่จะเดินในแนวทางอย่างหลัง
ประการสุดท้ายและโดยปราศจากนัยทางการเมือง ภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายของปัจเจกบุคคลไม่อาจเป็นปัจจัยกำหนดความล้มเหลวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การที่เจ้าชายเบอร์ตี้ผู้เป็นหนุ่มเจ้าสำราญและไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างจริงจัง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของอังกฤษแทนวิกตอเรียและกลายเป็นกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษเคารพรักอย่างมาก น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า “โอกาส” ต่างหากที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิสูจน์คน มากกว่าเรื่องอื้อฉาวที่ผ่านมา สังคมที่ตั้งมาตรฐานของความสมบูรณ์แบบมักผิดหวังกับผู้นำที่ประพฤติตัวห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ทั้งที่ความจริงแล้ว สังคมนั้นไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบในตัวเองด้วยซ้ำ
**เรียบเรียงจากสารคดีเรื่อง “Queen Victoria’s Children” จัดทำและแพร่ภาพโดยสำนักข่าวบีบีซี ทางช่อง BBC Two ออกอากาศวันที่ 1-3 มกราคม 2556

