หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

เรื่องการล่มสลายของราชวงศ์รัสเซีย (โรมานอฟ 1917) วันนี้มาเริ่มตอนแรก

การล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย
รศ. ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโตวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) เจ้าหญิงทั้งสี่คนแห่งราชวงศ์โรมานอฟถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี พร้อมกับพ่อแม่และน้องชายของพวกเธอ อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติที่เกิดขึ้นหนึ่งปีก่อนหน้านั้นที่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของรัสเซีย เจ้าหญิงทั้งสี่คนมีชื่อว่า โอลก้า (Olga) ทาธิอาน่า (Tatiana) มาเรีย (Maria) และอนาสตาเซีย (Anastasia) ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และการสักการะบูชาสำหรับคนจำนวนหนึ่งในรัสเซีย[i]ความสำคัญของการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซียในบริบทการเมืองไทย
ก่อนที่จะพูดถึงการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซียในบทความนี้ ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องกล่าวถึงความสำคัญของหัวข้อนี้ในบริบททางการเมืองของไทย ความสำคัญประการแรกนั้นมาจากการที่ไทยเองยังมีสถาบันกษัตริย์ที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ในขณะนี้หากเรามองย้อนหลังกลับไปในกรณีของรัสเซียนั้น ก็เป็นเวลาครบ 100 ปีพอดีที่สถาบันกษัตริย์ของรัสเซียต้องล่มสลายลง ความเกี่ยวพันในแง่นี้อยู่ที่การเรียนรู้จากประสบการณ์ของรัสเซียเพื่อนำมาใช้อธิบายความเป็นมา การคงอยู่ และอนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทย ประการที่สอง ในบรรดาชาติยุโรปทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากกับสยาม โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความใกล้ชิดนี้มีองค์ประกอบทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ ในแง่ของการที่สยามมีเจตนาของการใช้ความสัมพันธ์กับรัสเซียในการถ่วงดุลอังกฤษและฝรั่งเศส และในแง่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง ถึงจุดที่รัชกาลที่ 5 ได้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ให้เดินทางไปศึกษาที่เซนตปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น หลายคนคงทราบดี เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ได้แอบทำพิธีสมรสกับหญิงสาวชาวรัสเซีย (ที่มาจากเมืองเคียฟ ในยูเครนในปัจจุบัน) ที่มีชื่อว่าเยกาเจรีนา อีสานอฟนา เดสนิตสกายา (ต่อมามีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า หม่อมคัทริน ณ พิษณุโลก) นำมาซึ่ง “วิกฤต” ในราชสำนัก เพราะการสมรสกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ “ฝรั่ง” นั้นเป็นเรื่องต้องห้ามด้วยเหตุผลในเรื่องของอัตลักษณ์แห่งสถาบันกษัตริย์และการเมืองในยุคอาณานิคมด้วย ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัสเซียเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา มีส่วนในการเป็นแรงบันดาลใจให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยในปี 2475 (ค.ศ. 1932) โดยส่วนหนึ่งของประกาศคณะราษฎร มีการอ้างถึงพระเจ้าซาร์และราชวงศ์โรมานอฟ เพื่อจะบอกถึงความสำคัญของรัสเซีย และความเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเรามาเริ่มจากคำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมเราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ของรัสเซีย คำตอบง่ายๆ ก็คือ การเรียนรู้ถึงความผิดพลาดของสถาบันกษัตริย์รัสเซียเพื่อใช้เป็นบทวิเคราะห์อนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทย ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้ได้อธิบายถึงมุมมองและทัศนคติทางการเมืองของโรมานอฟ ที่นำไปสู่จุดจบของสถาบันกษัตริย์ในที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ไทยและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ไม่แพ้ความสัมพันธ์ที่เรามีกับชาติยุโรปอื่นๆ จะต่างกันก็แต่เพียงสยามมองรัสเซียในฐานะเพื่อนมากกว่าศัตรู ในยุคสูงสุดของลัทธิอาณานิคม สยามกลายมาเป็น “รัฐกันชน” ของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 จึงมองเห็นว่าการคบหากับรัสเซียสามารถเป็นตัวสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ที่สยามมีกับชาติฝรั่ง อาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาการเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ครั้งแรกในปี 2440 (ค.ศ. 1897) การเสด็จประพาสรัสเซียและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่มีการฉายพระรูปแล้วนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับในยุโรป มีความสำคัญในแง่สะท้อนความต้องการของสยามที่จะได้รับการยอมรับที่เท่าเทียมกับราชวงศ์ในยุโรป กระนั้นการพบปะกันครั้งนั้นยังมีที่มาที่ลึกซึ้งกว่านั้นด้วยระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2433 (ค.ศ. 1890) ในขณะที่นิโคลัสที่ 2 ยังดำรงตำแหน่ง “ซาเรวิช” หรือมกุฎราชกุมารรัสเซีย พระองค์ได้เสด็จประพาสสยาม มีการจัดพิธีต้อนรับใหญ่โต จน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้นำเรื่องราวส่วนนี้ไปเขียนในวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน ว่า”ศัพท์แสงที่ใช้กันในวัง ซึ่งคนข้างนอกไม่รู้พลอยก็เข้าใจ และใช้ได้ถูกต้อง เป็นต้นว่ามีงานการอย่างใหญ่ ต้องตระเตรียมมาก ก็มักจะพูดกันว่า “ราวกับรับซาเรวิช” ซึ่งพลอยก็เข้าใจว่าเป็นงานใหญ่ โดยไม่ต้องรู้ว่า “ซาเรวิช” นั้นคือ พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ เมื่อเสด็จเมืองไทย สมัยเป็นมกุฏราชกุมารประเทศรุสเซีย ทางวังเตรียมรับเสด็จกันเป็นการใหญ่ จนกลายเป็นคำพูดติดปาก”การพบปะครั้งนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับนิโคลัสอย่างมาก เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระเจ้าซาร์ (ณ เวลานั้นได้ดำรงตำแหน่งพระเจ้าซาร์แล้ว) ถึงกับเสด็จมารับรัชกาลที่ 5 ถึงสถานีรถไฟเอง หลังจากการเยือนในครั้งนั้น นิโคลัสได้ชักชวนให้รัชกาลที่ 5 ส่งพระราชโอรสไปศึกษายังประเทศรัสเซีย โดยพระองค์ยินดีที่จะรับอุปการะเสมือนสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟ ในที่สุด รัชกาลที่ 5 ได้ส่งสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กรัสเซียตามคำเชื้อเชิญของพระเจ้าซาร์ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ในรัชกาลที่ 5 และองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงเป็นพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 6 ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ราชวงศ์โรมานอฟกับราชวงศ์จักรีมีความผูกพันกันมานานพอควรการล่มสลายของโรมานอฟเป็นกระจกเงาสะท้อนการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย ส่วนหนึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ตามประกาศของคณะราษฎรในปี 2475 ได้มีการระบุอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงในรัสเซียที่มีผลมาจากระบอบที่กดขี่ประชาชน ดังที่ปรากฏในข้อความข้างล่าง”ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้น ราษฎรบางคนได้หวังกันว่า กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจเหนือกฎหมายอยู่ตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดั่งที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้การที่แก้ไขไม่ได้ ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอามาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว”ความสำคัญของประวัติศาสตร์รัสเซียที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของสยามจึงเป็นสิ่งที่เราเพิกเฉยไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในรัสเซียนอกจากจะให้บทเรียนแก่สยาม จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ยังสามารถให้บทเรียนกับสถาบันกษัตริย์ไทยในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เริ่มด้วยการลดความสำคัญทางการเมืองของกษัตริย์ไทย ต่อมาได้เริ่มฟื้นตัวหลังรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกัน รัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล สถาบันกษัตริย์ได้สร้างความแข็งแกร่งจนกลายมาเป็นเสาหลักทางการเมืองไทยหลายทศวรรษ เมื่อเรามาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยในปัจจุบัน การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์จึงกลายมาเป็นหัวข้อการอภิปรายที่สำคัญอีกครั้ง และการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย อาจเป็นเครื่องชี้วัดอนาคตของสถาบันกษัตริย์ไทยได้ สำคัญที่สุดก็คือ ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์ของไทยว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด และกษัตริย์องค์ปัจจุบันเข้าใจถึงความจำเป็นของการปฏิรูปเพื่อความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์หรือไม่บทความในส่วนต่อจากนี้จะเป็นการย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงวิกฤตทางการเมืองของรัสเซีย จุดเน้นที่สำคัญอยู่ที่ความเป็นอยู่และการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวโรมานอฟที่มีผลมาจากการเมือง ผมละมิติทางการเมืองอื่นๆ อาทิ การเกิดขึ้นของคณะปฏิวัติรัสเซีย หรือกลไกทางการเมืองใหม่ที่มาแทนที่แบบเก่า แต่ประสงค์ที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในราชวงศ์โรมานอฟ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในราชวงศ์ และมุมมองที่พวกเขามีต่อความเป็นราชนิกูลที่ต่างไปจากโลกแห่งความเป็นจริงนอกรั้ววัง[i] ส่วนหนึ่งของบทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง “Russia’s Lost Princesses: The Gilded Cage,” 21 สิงหาคม 2557.

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนา พ.ศ. 2475 เกิด “#การปฏิวัติสยาม” โดยกลุ่ม ‘#คณะราษฎร’

เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์
เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดซึ่ง “ใบประกาศคณะราษฎร’”
ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แจกจ่ายให้แก่ประชาชนในช่วงเช้าของวันนั้นถือเป็นการประกาศรับรองสิทธิเสรีภาพทางรัฐธรรมนูญของราษฎร
ในระบบกฎหมาย ครั้งแรกของสยามประเทศ
เพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิมนุษชนอย่างสมบูรณ์ 🎇🎇วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2476
(ตรงกับวันปีใหม่ในสมัยนั้น)
รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์ประกาศใช้พระราชกฤฎีกา
เพื่อปิดประชุมสภาอย่างไม่มีกำหนด,
งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา, และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
ส่งผลให้อำนาจ ‘นิติบัญญัติ’ และ ‘บริหาร’ ขึ้นมาอยู่กับนายกซึ่งก็มีหลายคนแย้งว่าทำแบบนี้ไม่ได้
เพราะมันเท่ากับการรัฐประหารแบบย่อม ๆ ✋✋วันต่อมา รัฐบาลพระยามโนปกรณ์
ก็ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์
บีบให้ปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 12 เมษายนถ้าหากสื่อสิ่งพิมพ์เจ้าไหนตีข่าวแนว ๆ ว่า
ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของพระยามโนปกรณ์
ก็จะถูกสั่งปิดในข้อหาเป็นปรปักษ์ต่อแผ่นดิน
หรือมีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมมิวนิสต์// ส่วนตัวมองว่าดร.ปรีดีไม่ได้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ 🙅🏻‍♀
ท่านเป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่มีแนวคิด ‘มนุษยนิยม’ ค่อนข้างสูง
ซึ่งเป็นพื้นฐานความคิดของผู้ที่อยู่ ‘ฝ่ายซ้าย’ทั้งนี้ ปรีดี พนมยงค์
ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ประเทศสิงคโปร์ว่า“ข้าพเจ้าไม่ใช่คอมมิวนิสต์อย่างที่ทุกคนเข้าใจ
และไม่ได้นิยมชื่นชมคอมมิวนิสต์เลยแม้แต่น้อย
ข้าพเจ้าเป็นเพียงโซเชียลลิสต์ที่ดำเนินการเพื่อราษฎร” 💬👉🏻 “จุดยืนทางการเมือง ขวา-ซ้าย คืออะไร?” อ่านที่นี่ >> https://tinyurl.com/y2oxhr9aช่วงกลางเดือนมิถุนายน
‘สี่ทหารเสือแห่งคณะราษฎรสายทหาร’ อันประกอบไปด้วย- พระยาพหลหยุหเสนา
– พระยาทรงสุรเดช
– พระยาฤทธิอัคเนย์
– พระประศาสน์พิทยายุทธยื่นใบลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง
โดยอ้างว่าเจ็บป่วยบ่อย เดี๋ยวจะทำงานได้ไม่เต็มที่เช้ามืดของวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476
พระยาพหลฯ นำกำลังเข้ายึดและควบคุมที่ทำงานของรัฐบาล
และบีบบังคับให้พระยามโนปกรณ์ & คณะรัฐมนตรี ลาออก(ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น)จากนั้นก็มีการแจกประกาศแถลงการณ์ให้แก่ประชาชน
ถึงเหตุผลที่ต้องทำรัฐประหาร นั่นก็คือ“คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดิน ณ บัดนี้
ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
โดยเริ่มต้นปิดสภาผู้แทนราษฎรแล้วงดใช้รัฐธรรมนูญ
คณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน
จึงได้ดำเนินการเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ”พระยาพหลฯ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
และเปิดการประชุมสภาในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476
หลังจากที่ปิดไป 81 วันนับเป็นจุดจบทางการเมืองของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา 👋👋💥 ที่เรียกการกระทำครั้งนี้ว่า ‘Coup d’état หรือ รัฐประหาร’
ก็เพราะมันเป็นการใช้กำลังทางทหารเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล
แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบอบทางการเมือง 💥หนึ่งในความเข้าใจผิดที่คนไทยส่วนหนึ่งมีต่อคณะราษฎร
(คาดว่ามาจากการถูกปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาไทย)
ก็คือความเชื่อที่ว่า“มันเป็นการปฏิวัติของกลุ่มนักเรียนนอกกลุ่มเล็ก ๆ
ที่ฝักใฝ่แนวคิดฝรั่ง”❌ ซึ่งไม่เป็นความจริง ❌เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายบ่งชี้ว่า
ในกลุ่มคณะราษฎรไม่ได้มีแต่นักเรียนนอก
แต่ยังมีนักเรียนที่เรียนอยู่ในประเทศ,
พลเรือน & ข้าราชการ ที่เกิดและเติบโตในประเทศ,
อีกทั้งยังมีฐานสนับสนุนทางสังคมอย่างกว้างขวาง
จากคนหลายกลุ่มหลายอาชีพแนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
แพร่หลายอยู่ในกลุ่มทางสังคมหลายกลุ่ม
ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การยึดอำนาจของคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียวและปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่นำไปสู่การปฏิวัติ 2475
คือความเสื่อมโทรมล้าหลัง
และความอยุติธรรมที่อยู่ในระบบการบริหารราชการแผ่นดิน👁 และรู้หรือไม่ว่า ..👁ตั้งแต่พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
ประเทศไทยของเรานั้น
มีการรัฐประหารที่สำเร็จไปแล้วทั้งสิ้น 13 ครั้ง,
ล้มเหลว 6 ครั้ง// ถี่กว่าซูดานเป็นเท่าตัวววววววววว 😂😂👉🏻 อ่าน “จอมพล ป. กับการเลือกตั้งสุดสกปรก ยี้ ๆ ๆ”
ที่นี่ —– > https://tinyurl.com/yyda6qlo👉🏻 อ่าน “เค้าโครงเศรษฐกิจของดร. ปรีดี พนมยงค์”
ที่นี่ —– > http://www.pridi-phoonsuk.org/outline-economic-plan-1932/Cr: https://www.facebook.com/319366275335048/posts/552552935349713/
https://www.facebook.com/BigUpEnglish/

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

การปราบดาภิเษกหรือทำรัฐประหาร

ร.1อาศัยเส้นน้องชาย คือนายบุญมา เข้ามารับราชการ รบก็ไม่เก่ง มีบางครั้งเดินทัพหลงทางกว่าจะมาถึงเกินกว่า 3 เดือน รัชกาลที่ 1 ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากพระเจ้ากรุงธนบุรี สืบทอดอำนาจกันเรื่อยมาตราบจนทุกวันนี้ ดังนั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีหรือพระเจ้าตากสินถือเป็นกษัตริย์ที่กู้ชาติที่แท้จริง ที่มีพระคุณต่อแผ่นดินที่แท้จริง เอาวันที่ 6 เมษายน วันที่ประหารชีวิต พระเจ้ากรุงธนบุรี เอามาเป็น”วันจักรี”เพื่อให้ลืมวันที่ประหารชีวิต”สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี”เสีย เหมือนกับการ”หลักหมุด”วันที่ 24 มิถุนายน 2475. เพื่อต้องการให้ลบประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำไว้อีกหลายอย่าง ที่คนไทยส่วนใหญ่ทราบกันดีว่า “การปราบดาภิเษกหรือทำรัฐประหาร”ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งๆที่พระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นผู้กอบกู้บ้านเมืองมา ด้วยความยากลำบาก จากสามัญชนธรรมดาหรือเริ่มต้นจาก”ศูนย์”คือไม่มีอะไรเลยจนสามารถกอบกู้บ้านเมืองมา ถ้าไม่มีพระเจ้ากรุงธนบุรี “เราจะมีบ้านเมืองดังเช่นทุกวันนี้หรือไม่?” จักรี มีแต่เรื่อง”อออวย”ให้ตนเองหรือพวกของตนเอง ดูดี อยู่เสมอ ไม่มีใครมีด้านดีเพีวงด้านเดียว ด้านมืดมักจะถูกปกปิดอยู่เสมอ เหมือนกับเหตุการณ์ปัจจุบันนี้
แสดงน้อยลง

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

พระยาพหลฯ หลังวางมือการเมือง บั้นปลายชีวิตเหลือเงินติดบ้านร้อยกว่าบาท

หลัง “พระยาพหลพลพยุหเสนา” นายกรัฐมนตรียุบสภาฯ ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 แล้วนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ต้องการให้พระยาพหลพลฯ กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่พระยาพหลฯ ยืนกรานปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้คณะผู้สำเร็จราชการจะวิงวอนขอก็ตามพระยาพหลฯ ยังคงเป็นสมาชิกสภาฯ ประเภทที่ 2 ยังคงทำงานในรัฐสภา แต่ได้สิ้นสุดสมาชิกภาพสมาชิกสภาฯ เนื่องจากเข้าอุปสมบทเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ณ วัดพระศรีมหาธาตุ โดยคณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพในงานอุปสมบท ส่วนการดำเนินงานทั้งหมดมีสำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ พระยาพหลฯ จำพรรษาที่วัดเบญจมพิตรดุสิตวนาราม 1 พรรษา ลาสิขาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปีเดียวกัน แล้วกลับเข้าเป็นสมาชิกสภาฯ ประเภทที่ 2 ตามเดิมพระยาพหลฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาทหารสูงสุดในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2485 ได้เป็นหัวหน้าคณะทูตฉลองกติกาพันธไมตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งแต่เดิมญี่ปุ่นต้องการให้จอมพล ป. พิบูลสงครามไปญี่ปุ่นในการเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ แต่จอมพล ป. ไม่อยากไปจึงเลือกให้พระยาพหลฯ ไปแทน ภารกิจครั้งนี้เป็นภารกิจครั้งสำคัญของพระยาพหลฯ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เพราะหลังกลับประเทศไทยแล้วจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่มีสิทธิ์ในการบังคับบัญชาสามเหล่าทัพ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นตำแหน่งเพื่อเกียรติยศเสียมากกว่า และดำรงอยู่ในตำแหน่งเพียงปีครึ่งเท่านั้นพระยาพหลฯ กลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ช่วง พ.ศ. 2487-2488 แต่ก็เพียงชั่วคราว จากนั้นพระยาพหลฯ ไม่ได้รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ส. พลายน้อยบรรยายว่า พระยาพหลฯ และท่านผู้หญิงพิศ ภรรยาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามอัตภาพ จนแทบไม่มีใครจะระลึกถึงท่านว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรพระยาพหลฯ พำนักอยู่ที่วังปารุสกวัน ซึ่งได้รับพระราชทานให้ใช้เป็นบ้านพักของพระยาพหลฯ กับครอบครัว พระยาพหลฯ แม้ภายนอกจะดูเป็นคนร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ แต่ความจริงท่านเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่อยมา ท่านล้มป่วยครั้งใหญ่ด้วยโรคอัมพาต เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตกมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 แต่ด้วยกำลังกาย กำลังใจของพระยาพหลฯ และความสามารถของแพทย์ ทำให้พระยาพหลฯ มีชีวิตต่อมาได้อีก 2 ปีเดือนธันวาคม พ.ศ. 2489 กุหลาบ สายประดิษฐ์ มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมพระยาพหลฯ บรรยายสภาพของท่านว่า ซูบผอมเห็นชายโครง มือซ้ายงอพับใช้การไม่ได้ตลอดลำแขน พูดไม่ค่อยถนัด และทำให้กุหลาบ สายประดิษฐ์ รู้สึกสลดใจ แต่ท่านก็ยังยิ้มแย้มและมีแววตาแจ่มใส ท่านกล่าวกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า “ในเวลานั้นอาการค่อนดีขึ้นมาก ออกเดินเล่นได้บ้างในระยะทางสั้น ๆ ความทรงจำไม่สู้ดี และการใช้ความคิดก็เป็นของแสลง…”ในการเยี่ยมครั้งนั้น พระยาพหลฯ ได้กล่าวถึงเรื่องการสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า“ข้อที่เจ็บป่วยนั้นก็เป็นความจริงสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เต็มใจรับตำแหน่ง”“พวกที่มาติดต่อ เขาอาจจะไม่เข้าใจและอาจคิดไปว่าผมเล่นตัวหรือไม่เข้าช่วยกันรับแบกภาระประเทศ แต่ความจริงผมป่วยและหย่อนกำลังวังชาจริง ๆ แต่อาศัยโรคของผมมันก็ไม่ถึงแก่ล้มหมอนนอนเสื่อเสียด้วย มันยังไปไหนมาไหนได้ ข้อนั้นแหละที่อาจทำให้พวกที่มาติดต่อเข้าใจผิดไปได้ แต่ความจริงนั้น ผมทำงานตรากตรำไม่ได้ เพียงเดินมากก็เหนื่อยหอบ อายจะเข้ารับตำแหน่งโดยตัวเองทำการไม่ได้เต็มที่นั้น ผมก็ไม่เต็มใจรับ เมื่อรับแล้วก็อยากทำให้เต็มกำลังของตน”“ผมก็เจ็บใจตัวเองเหมือนกัน ที่ต้องมาเจ็บออดแอดร่วมปี เมื่อมีการสำคัญของประเทศมาถึงตัว ก็รับทำให้เขาไม่ได้ มันช่างเป็นกรรมจริงเทียวคุณ”มีบันทึกว่าในห้วงสุดท้ายก่อนที่พระยาพหลฯ จะถึงแก่อสัญกรรม ท่านได้เรียกหลวงอดุลเดชจรัส และนายปรีดี พนมยงค์ไปหา พร้อมสั่งเสียถึง “พินัยกรรมทางการเมือง” ไว้ว่า “ประชาธิปไตย ซึ่งคณะผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 75 ได้ปฏิบัติมาก็เพื่อให้แก่คนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้แก่หมู่คณะใด ฉะนั้น เมื่อสิ้นบุญไปแล้ว ก็ขอให้ทุกคนจงรักษาไว้ อย่ายอมให้หมู่คณะใดมายื้อไปใช้อย่างผิด ๆ”จวบจนกระทั่ง เวลา 21.40 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 พระยาพหลฯ มีอาการหายใจลึกและสะท้อน ชีพจรอ่อน พูดไม่ได้ มีเสมหะในลำคอ ม่านตาไม่ขยาย แพทย์ประจำตัวได้พยายามฉีดยาช่วยหัวใจและปอดให้ทำงานดีขึ้น อาการของพระยาพหลฯ ทรุดลงกระทันหันเนื่องมาจากขณะกำลังอาบน้ำอยู่ มีจิ้งจกตกลงมาที่แขนของท่าน ด้วยเป็นคนที่เกลียดสัตว์ประเภทนี้เป็นที่สุด ท่านจึงตกใจสุดขีดถึงกับล้มฟุบลงและหมดสติล่วงถึงเวลา 03.05 ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ อาการของพระยาพหลฯ ก็มีแต่ทรุดลง กระทั่งถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 58 ปี 10 เดือน 17 วัน โดยแพทย์ลงความเห็นกันว่าเส้นเลือดในสมองแตกเป็นครั้งที่ 2ในวันเปิดพินัยกรรม พระยาพหลฯ ไม่ได้เขียนพินัยกรรมซับซ้อนหรือมีเงื่อนไขใดมากนัก ท่านได้แบ่งทรัพย์สินให้กับภรรยาและบุตรตามสมควร ทรัพย์สินของพระยาพหลฯ มิได้มีมากมาย นอกจากเคหะสถานและที่ดินในเชียงแสน กาญจนบุรี และบางซื่อแล้ว ก็มีพระเครื่อง พระพุทธรูป และข้าวของเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง มิได้มีทรัพย์สินมีมูลค่ามหาศาลปรากฏในบันทึกวันเปิดพินัยกรรมแต่อย่างใดภายหลังครอบครัวของพระยาพหลฯ ได้ใช้ชีวิตกันอย่างธรรมดาในบ้านบนถนนศรีอยุธยา นักข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ ได้สัมภาษณ์ท่านผู้หญิงบุญหลง ภรรยาของพระยาพหลฯ ว่า ครอบครัวได้เงินค่าเลี้ยงดูจากรัฐบาลเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งเทียบกับครอบครัวนักการเมืองหลายคนแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียวมานะ สีบัวแดง บรรยายห้วงเวลาวันที่พระยาพหลฯ ถึงแก่อสัญกรรมว่า “ในวันที่ท่านเจ้าคุณพหลฯ ถึงแก่อสัญกรรมนั้น ท่านมีเงินติดบ้านอยู่เพียงร้อยกว่าบาท, ไม่พอแม้ค่าซื้อโลง, ทางรัฐบาลต้องช่วยอุปถัมภ์. แม้แต่หนังสือแจกในงานศพของท่าน คณะรัฐบาลก็ต้องช่วยจัดพิมพ์ให้ โดยพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้น เป็นผู้เขียนคำนำให้”สอดคล้องกับบทความในบางกอกไทม์ ฉบับ พ.ศ. 2521 อธิบายว่า “ซึ่งตอนที่ท่านเสียชีวิตแทบไม่มีเงินจะทำศพ มีเงินติดบ้านอยู่เพียงร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง เนื่องจากไม่มีรายได้ทางอื่น อาศัยเงินเดือนจริง ๆ เลี้ยงครอบครัวตลอดมา การทำศพได้รับความช่วยเหลือจากพรรคพวกช่วยกัน…”ท่านผู้หญิงบุญหลง เคยเล่าให้นักข่าวฟังว่า “ในฐานะที่เป็นภรรยาหัวหน้าคณะปฏิวัติจน ๆ อย่างท่านเจ้าคุณพระยาพหลฯ ท่านไม่เคยสะสมสมบัติอะไรไว้เลย แม้แต่บ้านจะอยู่เป็นของตัวเองก็ไม่มี ต้องอาศัยบ้านหลวง เงินทองใช้จ่ายก็อาศัยเงินเดือนใช้จ่ายไปเดือน ๆ หนึ่งเท่านั้นเอง…”กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนไว้อาลัยถึงพระยาพหลฯ ว่า “หลักใหญ่ของประเทศหลักหนึ่งได้ล้มลงเมื่อเวลาตีสาม ในคืนวันพุธที่ 13 ประเทศไทยได้เสียอภิชาตบุตรไปอีกคนหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นบุคคลแรกของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงตราเกียรติคุณให้ปรากฏลือชาไว้ในแผ่นดิน และได้ทรงสถาปนายกไว้ในฐานะเชษฐบุรุษ หรือนัยหนึ่ง รัฐบุรุษหลักของประเทศ…”อ้างอิง :มานะ สีบัวแดง. (กุมภาพันธ์, 2536). พระยาพหลพลพยุหเสนา : เชษฐบุรุษแห่งระบอบประชาธิปไตย. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 14 ฉบับที่ 4.ไพบูลย์ กาญจนพิบูลย์. (2552). 111 ปี ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา “เชษฐบุรุษ” 29 มีนาคม 2551. สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.ส. พลายน้อย. (2555). พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์. สำนักพิมพ์มติชน.Cr: เจาะเวลาหาอดีต
https://www.facebook.com/2007331706232995/posts/2407955946170567/

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

“ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์ ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อ 15.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2519 และพระราชทานเงินของมูลนิธิสายใจไทยให้ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บทุกคน”นสพ.เสียงปวงชน ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2519ปล. แม้นักศึกษาจะเสียชีวิตโดยการฆ่าจากพวกฝ่ายขวาอย่างโหดเหี้ยม หลาย 100 คน บาดเจ็บอีกหลาย 100 คน ก็ไม่มีการได้รับเยี่ยม หรือของขวัญจาก ราชวงศ์ แต่อย่างใด

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น