หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

14 ตุลาคม วันตามไล่ล่าล้างกบฏ กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 3

รุกคืบเข้ามาปะทะทหารฝ่ายกบฏ
ที่ยึดสถานีรถไฟบางเขน
โดยใช้หัวรถจักรหุ้มเกราะ
ดันหลังรถข.ต.บรรทุกรถถัง
เคลื่อนที่เข้าหาพร้อมกันทั้ง 2 ราง
นอกจากนี้แล้วยังมีเหล่าทหารราบ
อยู่ในรถพ่วงคันหลังอีกจำนวนหนึ่ง
ผลจากการปะทะในช่วงเช้า
ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลสูญเสีย
พันตรีหลวงอำนวยสงคราม
ผู้บังคับกองพันที่มีความสำคัญมากไป
หลวงพิบูลสงครามจึงรีบแก้สถานการณ์
ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำทันที
โดยสั่งการให้ไปนำรถสายพาน
ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ QF 2-pounder
จากประเทศอังกฤษ
ที่เพิ่งผ่านการตรวจรับมาแล้วจำนวน 2 คัน
มาเข้าสู่สนามรบจริงทันที

อำนาจการยิงของปืนกล
ต่อต้านอากาศยานขนาด 40 มม.
อัตรายิง 115 นัดต่อนาที
เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
กระสุนปืนทำให้รังปืนกล
ของฝ่ายกบฏเกิดรูขนาดใหญ่
รวมทั้งปืนก็ยิงได้เร็วและรุนแรงต่อเนื่อง
ทหารกบฏทั้งหมด
ไม่เคยเจออาวุธทันสมัยแบบนี้มาก่อน
จึงพากันหนีตายทิ้งที่มั่นวิ่งหนีเอาตัวรอด
กลับไปยังหลักสี่ ทหารราบจากฝ่ายรัฐบาล
จึงสามารถเข้ายืดพื้นที่ทุ่งบางเขนไว้ได้โดยละม่อม

ขบวนรถไฟฝ่ายกบฏของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย กองพันทหารราบที่ 17 อุบลราชธานี
เดินทางมาถึงดอนเมืองในช่วงค่ำ
ได้ข่าวว่าสถานการณ์ฝ่ายกบฎ
กำลังเพลี่ยงพล้ำจึงไม่ยอมจอด
ขบวนรถไฟที่สถานีดอนเมือง
ให้ขบวนรถไฟขับเลยสถานีดอนเมืองไป
ประมาณสามกิโลเมตรแล้วใส่เกียร์ถอยหลัง
กลับไปที่เมืองโคราช ระหว่างทาง
ได้แวะรื้อทางรถไฟแถวปากช่องออก
เพื่อทำคุณไถ่โทษ

15–24 ตุลาคม “กบฏแตกพ่าย”
15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลัง
พร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ
มีทั้งรถเกราะและปืนกล
รุกไล่ฝ่ายกบฏจนเกือบประชิดแนวหน้า
ฝ่ายกบฏที่สถานีหลักสี่
นอกจากนี้ ฝ่ายกบฏขาดกำลังเสริมมาสมทบ
เพราะทหารเพชรบุรีที่ร่วมก่อการ
ถูกหน่วยทหารราชบุรีตรึงกำลังไว้
ทหารจากนครสวรรค์และพิษณุโลก
ก็ถูกขัดขวางจากหน่วยทหารลพบุรี
และหน่วยทหารปราจีนบุรี
บวรเดชเห็นว่าสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้แล้ว
จึงสั่งให้ถอนกำลังกลับไปตั้งรับโคราช
และมอบหมายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
เป็นผู้บัญชาการรบหน่วยระวังหลัง
ค่อยๆถอยร่อนจากหลักสี่มาดอนเมือง

16 ตุลาคม เวลาตีสาม
ทหารกบฏเริ่มถอนกำลังออกจากดอนเมือง
ส่วนหน้าทัพกบฏเดินทางถึงสถานีปากช่อง
(กม.180)ในเวลาบ่ายโมง
ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากทางรถไฟขาด
ต้องใช้เวลาซ่อมแซม กองพันทหารราบที่ 4
ฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ดอนเมือง
ในเวลาบ่ายสอง
นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยคุมเรือสุริยมณฑล
ไปยึดเมืองอยุธยาไว้ได้
ส่วนทหารกบฎทางเพชรบุรีก็ถอยร่น
กลับเข้าเมืองเพชรบุรียึดเป็นที่มั่นเอาไว้

17 ตุลาคม เวลาเช้ามืด
กบฎคนสำคัญในโคราช
ตัวปล่อยตัวพันตำรวจเอกพระขจัดทารุณกรรม
ผู้บังคับการตำรวจโคราชและพวกจากที่คุมขัง
บอกให้รีบหนีไปก่อนที่ทัพกบฏจะมาถึงเมือง
ผู้บังคับการตำรวจโคราชใช้โอกาสนี้
นำกำลังเข้ายึดเมืองจากพวกกบฏทันทีอย่างง่ายดาย

ต่อมาเวลาสิบนาฬิกา
ชาวโคราชต่างตื่นตกใจ
เมื่อมีขบวนรถไฟบรรทุกทหาร
ของพันตรีหลวงพลเดชวิสัยเคลื่อนเข้ามา
พันตรีหลวงพลเดชวิสัยมอบตัว
ต่อพระขจัดทารุณกรรม
อ้างว่าถูกหลอกให้ร่วมก่อการกบฏ
ขณะนี้พวกกบฏกำลังถอยร่นมายังโคราช
เมื่อผู้การตำรวจโคราช
ได้หารือกับหลวงพลเดชวิสัยแล้ว
เห็นว่ากำลังที่มีอยู่คงจะต้านทานทัพกบฏไม่ไหว ควรถอนกำลังออกจากโคราช
ไปรวมกับกำลังใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เมืองอุบล
ส่วนทางด้านกรุงเทพ
รัฐบาลส่งกองพันทหารราบที่ 6
ขึ้นมาสมทบกองพันทหารราบที่ 4 ที่ดอนเมือง
และเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทัพกบฏต่อไป
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของจังหวัดขอนแก่นได้รับทราบข่าวจากแถลงการณ์รัฐบาล
ว่าฝ่ายกบฏแตกพ่ายไปทางโคราช
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
จึงทำลายทางรถไฟเพื่อขัดขวาง
การลำเลียงทหารมาสู่ขอนแก่น

18 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีชุมทางภาชี(กม.90)
ในเวลาบ่ายสี่โมง
บวรเดชถอยไปอยู่สระบุรี
กองกำลังรักษาเมืองโคราช
ของพระขจัดทารุณกรรมและหลวงพลเดชวิสัยต้านทานกบฏไม่ไหวจริงตามคาด
จึงถอนกำลังออกไปยังเมืองอุบล
บวรเดชแค้นที่พันตรีหลวงพลเดชวิสัยทรยศ
จึงให้พลตรีพระเสนาสงครามคุมกำลัง 400 นาย
ไปยึดเมืองบุรีรัมย์เพื่อใช้ตีเมืองอุบลต่อไป

19 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสระบุรีไว้ได้
แนวหลังของทหารกบฏถอยไปรวมกันสถานีแก่งคอย(กม.125)
ขบวนรถไฟของพระองค์เจ้าบวรเดช
เดินทางถึงเมืองโคราช
พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการหน่วยระวังหลัง
เร่งถอดรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งและแคบใกล้กับสถานีหินลับ
ให้ทหารตั้งรังปืนกลบนหน้าผาเป็นระยะ

20 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีแก่งคอย(กม.125)
แนวหลังของทหารกบฏ
ถอยไปรวมกันที่สถานีชุมทางบัวใหญ่(กม.375) ทหารรัฐบาลจากจังหวัดอุดรธานีเจ็ดสิบนาย
เดินทางมาถึงขอนแก่นและเคลื่อนกำลังพล
ไปรักษาสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำชี
เพื่อไม่ให้ทหารกบฏเดินเท้าข้ามมา
ยังเมืองขอนแก่นได้

21 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลรุกคืบได้ทีละเล็กน้อย
แนวหลังของทหารกบฎถอยไปรวมกัน
ที่ปากช่อง(กม.180)
ทางบวรเดชเมื่อทราบว่าทหารขอนแก่น
กับอุดรธานีเข้ากับฝ่ายรัฐบาล
จึงส่งร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
นำกำลังไปยึดเมืองขอนแก่น

22 ตุลาคม
ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ถูกเรียกตัวกลับมานครราชสีมา
เพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาล
รุกคืบเข้ามาแล้ว
หลวงโหมรอนราญเสนอให้ทหาร
ยึดอำนาจจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนในโคราช
แต่บวรเดช​ บอกว่า “เวลานี้ใครๆ
ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น
จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง
เราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม
โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”
บวรเดชเริ่มวางแผนเสด็จลี้ภัย
ไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกบฏ
ก็วางแผนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ
ตามความถนัด
พระยาศรีสิทธิสงครามไม่ทราบความจริง
จึงปักหลักที่ผาเสด็จต่อไป
ในค่ำวันนั้น กองส่วนหน้าฝ่ายรัฐบาล
เริ่มเคลื่อนพลถึงหลักกิโลเมตรที่ 140

23 ตุลาคม
เกิดการสู้รบบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144
ตลอดทั้งวัน เมื่อตกค่ำ
หน่วยของว่าที่ร้อยตรีตุ๊ จารุเสถียร
สามารถสังหารพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม

24 ตุลาคม
พันโทหลวงพิบูลสงคราม
เดินทางถึงแก่งคอยในช่วงสาย
เพื่อรับฟังรายงาน

25 ตุลาคม
บวรเดชขึ้นเครื่องบินจากนครราชสีมา
หนีไปยังเมืองไซ่ง่อน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

11 ตุลาคม “กบฏยึดทุ่งดอนเมือง”กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 2

11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เพียงสิบวัน
หลังหลวงประดิษฐ์มนูธรรม
เดินทางกลับประเทศสยาม
บวรเดชได้นำกำลัง
เข้าแจ้งต่อข้าราชการหัวเมืองว่า
รัฐบาลคณะราษฎรจะเอาระบอบคอมมิวนิสต์
มาใช้และจะไม่มีกษัตริย์จึงต้องนำทหาร
เข้าไปปราบปราม
อย่าได้ทำการขัดขวาง
บวรเดช​ เป็นผู้นำกองกำลังกบฏ
ที่ชื่อว่า คณะกู้บ้านเมือง
ซึ่งประกอบด้วยทหารโคราช
(กองพันทหารราบที่ 15,
กองพันทหารราบที่ 16,
กองพันทหารม้าที่ 4,
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3
และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4)
ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14),
ทหารอุบลราชธานี (กองพันทหารราบที่ 18)

พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
นำกำลัง 2 กองพันทหารช่าง
จากสระบุรีเป็นทัพหน้าลงมายึดทุ่งดอนเมือง
โดยมีกองทหารม้า
ของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญตามลงมาสมทบ
และเข้ายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมือง
เป็นกองบัญชาการ พระยาศรีสิทธิสงคราม
ส่งกองหน้ามายึดสถานีรถไฟหลักสี่
และส่งนาวาเอกพระยาแสงสิทธิการ
ถือหนังสือถึงพระยาพหลฯ
ความว่า “คณะรัฐมนตรีปล่อยให้
คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมา
เพื่อดำเนินการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
จึงขอให้คณะรัฐบาลถวายบังคมลาออก
ภายในหนึ่งชั่วโมง
มิเช่นนั้นจะใช้กำลังบังคับ
และจะเข้ายึดการปกครองชั่วคราว”

คณะรัฐบาลประชุมกันที่วังปารุสก์
แล้วก็ลงความเห็นว่าเหตุผลของฝ่ายกบฏ
ฟังไม่ขึ้น และสมควรปราบปราม เวลาค่ำ
นายกรัฐมนตรีออกประกาศไปยังทั่วประเทศว่า
บวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม
พระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อแผ่นดิน
พยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ขอเลิกรัฐธรรมนูญ
และสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม

“ในพระนครเหตุการณ์เรียบร้อย อย่าฟังคำสั่งผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากข้าพเจ้า พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ”

12 ตุลาคม “กรุงเทพตอบโต้”
เมื่อรัฐบาลทราบว่าทุ่งดอนเมือง
โดนทหารกบฏยึดเป็นที่แน่ชัดแล้ว
จึงประกาศกฎอัยการศึก
ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476
ในพื้นที่จังหวัดใหญ่ทหารบกพระนคร
ในวันเดียวกัน รัฐบาลประกาศแก้กฎอัยการศึก
ขยายพื้นที่บังคับใช้เป็นทั่วมณฑลพระนคร
กับมณฑลอยุธยา

พันเอกพระยาทรงสุรเดชปฏิเสธ
ที่จะเป็นผู้บังคับกองผสม
พันโทหลวงพิบูลสงครามจึงรับอาสา
เป็นผู้บังคับกองผสมปราบกบฏแทน

ในวันเดียวกัน เมื่อชาวพระนคร
ทราบข่าวว่าการกบฏจากทหารหัวเมือง
พลเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย​
ได้ออกมาชุมนุมกันช่วยเหลืองาน
ฝ่ายรัฐบาลเป็นจำนวนมาก
ทหารกองหนุนจำนวนมาก
เข้ามารายงานตัวกับรัฐบาล
ทั้งที่ยังไม่มีหมายเรียกระดมพลทหารกองหนุน
แต่ประการใด

พันโทหลวงพิบูลสงครามนำกองผสม
ซึ่งประกอบด้วย 3 กองพันทหารราบ
และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่
เคลื่อนขบวนทัพจากลานพระบรมรูปทรงม้า
ไปยังลานสินค้าของบริษัทปูนซีเมนต์สยาม
ที่สถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางเขนไปประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ
จากนั้นจึงเอาปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63
ขนาดลำกล้อง 75 มม.
ระยะยิงไกล 6 กิโลเมตร
มาตั้งเรียงแถวหน้ากระดาน
อยู่บนถนนประดิพัทธิ์
ก่อนจะเริ่มระดมยิงใส่ทหารกบฏ
ในเวลาราว 14 นาฬิกา ยิงได้ 40 นัด
พบว่ากระสุนลงทุ่งน้ำหมดจึงหยุดยิง
กองทหารกบฏของหลวงโหมรอนราญ
จึงเดินลุยน้ำเคลื่อนลงมายึด
สถานีรถไฟบางเขนไว้ได้

13 ตุลาคม “กบฏอ่อนกำลัง”
ฝ่ายรัฐบาลส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์
เป็นตัวแทนมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏ
เลิกราไปเสียและจะขอพระราชทานอภัยโทษให้
แต่ทางฝ่ายกบฏกลับจับกุมหลวงเสรีเริงฤทธิ์
ไปขังไว้ที่อยุธยา ในเวลา 12 นาฬิกา
ฝ่ายกบฏส่งนาวาอากาศเอก
พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์
นาวาอากาศโทพระยาเทเวศวรอำนวยฤทธิ์
และเรือเอกเสนาะ รักธรรม
เป็นคนกลางถือหนังสือ
ของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล
โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ

ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผล
ให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์
ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ
ชั่วกัลปาวสาน
ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การตั้งและถอดถอน
คณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก
ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลาย
และพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง
ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารเรือลงไป
ต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง
การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ
จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก
ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมือง
เป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจ
ในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง
การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเลือก
การปกครองกองทัพบก
จักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี
เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น
มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง
ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอม
ตามคำขาดดังกล่าว
ทำให้การสู้รบดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกัน
ที่แนวหน้าของทหารกบฏที่บางเขน
เริ่มเกิดความขัดสน
ทหารของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ไม่ได้รับเสบียงและกระสุนมาหนึ่งวันเต็ม
ขณะนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก
เนื่องจากสองข้างทางรถไฟถูกน้ำท่วมหมด
ทำให้การขนส่งกำลังบำรุง
มาแนวหน้าของฝ่ายกบฏ
ต้องอาศัยเรือพายเท่านั้น
หลวงโหมรอนราญจึงเดินเท้าตามทางรถไฟ
ย้อนขึ้นไปยังกองบัญชาการที่ดอนเมือง
เพื่อขอเสบียง เมื่อเข้าไปในกองบัญชาการ
ก็พบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตั้งวงดื่มสุรา
และเล่นบิลเลียดอยู่

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หากินกับสัมปทานภาครัฐ คือแหล่งที่มาของเงินมหาศาลในพรรคภูมิใจไทย

ล่าสุด ภูมิใจไทยและตระกูลชาญวีรกุล-ชิดชอบ เตรียมรวยเละ เพราะพึ่งได้ดีลสร้างทางด่วนมอเตอร์เวย์ 2 สาย ซึ่งมีมูลค่าสัญญา มากกว่า 6หมื่นล้าน แดกอิ่มแน่นอน!!!!

ซึ่งดีลนี้ มันสร้างกันเอง เซ็นต์กันเอง เป็นคู่สัญญาระหว่างรัฐ (กระทรวงคมนาคม) และ บริษัทที่จะใช้สร้างถนน (บริษัทBGSR)

โดยบริษัทBGSRที่จะสร้างถนนนี้ ดันมี บ.ซิโนไทย ถือหุ้นอยู่ด้วย 10% ช่างบังเอิญจริงๆ

ทั้งหมดนี้พวกมันหัวหมอ วางแผนไว้แล้ว ตั้งแต่ที่พรรคภูมิใจไทยขอโควต้าไว้ 3 กระทรวง หลังจับมือกับพรรคแป้งพลังประชารัฐ (คือ กระทรวงสาธารณสุข / กระทรวงคมนาคม / กระทรวงการท่องเที่ยว)

ตอนนี้ ทั้งสามกระทรวงก็เร่งหาเงินคืนให้ภูมิใจไทยอยู่ ตามนี้

  • กระทรวงสธ มีอนุทินคุม หากินกับวัคซีน กัญชา รายได้มหาศาล
  • กระทรวงคมนาคม ก็ตามที่แฉไป ทั้งสร้างถนน ทั้งดีลสร้างรถไฟฟ้าต่างๆนาๆ
  • กระทรวงการท่องเที่ยว ก็เร่งผลักดันให้บุรีรัมย์เป็นจังหวัดท่องเที่ยว เพราะมีสนามช้างเป็นแหล่งรายได้หลักของบ้านชิดชอบ

ปรสิตประเทศนี้ หากินกันเก่งจริงๆ
มีทั้งตระกูลมหิดลหากินผ่านภาษีคนไทย
มีทั้งตระกูลจันทร์โอชา คุม แหล่งทรัพยากรของชาติ
มีทั้งตระกูลชาญวีรกุล-ชิดชอบ ที่คุมรถไฟไทย คุมการก่อสร้างถนน และการคมนาคมของประเทศ!!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
8 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

ต้องเข้าใจบริบทก่อนนะครับ
กลุ่มที่เข่นฆ่า​นักศึกษา​ฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นมวลชนจัดตั้ง
เช่น.. นวพล.. กระทิงแดง..ลูกเสือชาวบ้าน, กลุ่มอาชีวะฯ.. เป็นต้น

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมาการชุมนุมเรียกร้องจากกลุ่มต่างๆ
ก็มีไม่ขาดระยะ ทั้งที่มีเหตุผลสมควร
และไม่สมควร และว่ากันว่าในสมัยนั้น
นักศึกษามีอำนาจต่อรองและกล้าแสดงออกมากขึ้นแต่ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง
ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม
กับฝ่ายขวาคือฝ่ายอนุรักษ์นิยม
มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด
ผู้นำนักศึกษา ชาวนา กรรมการล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นเวที
และศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมมีการชุมนุมกันบ่อยครั้ง
กล่าวได้ว่าสังคมการเมืองไทย
ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ในแง่สังคมนั้นพลังมวลชนกลุ่มต่างๆที่เคยถูกอำนาจรัฐกดขี่และบีบเค้น
มีโอกาสออกมาแสดงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในด้านต่างๆ ในด้านการเมือง
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
มีความพยายามในการวางรากฐาน
ประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นมีการร่างรัฐธรรมนูญ มีการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยออกสู่ประชาชนหมู่มาก
มีการอภิปรายปัญหาบ้านเมือง
การรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เช่น สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน (สสส.)
และประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เป็นต้น

ในช่วงนี้ทหารและตำรวจ ต่างก็สงวนบทบาทท่าทีในขณะที่กลุ่มนิสิตนักศึกษา
ก็เริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นมีการแยกตัว ออกเป็นสองกลุ่มคือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทยกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่แตกออกไปจากลุ่มแรกเพราะเริ่มมีความคิดในทางการเมืองต่างกันและบางพวกก็ไปสังกัดกลุ่มจัดตั้งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐและมีกิจกรรมที่ถ่วงดุลกลุ่มนิสิตนักศึกษา

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518
ข่าวการปลดปล่อยอินโดจีนด้วยชัยชนะ
ของคอมมิวนิสต์ได้เขย่าขวัญรัฐบาล
และชนชั้นปกครองของไทย
ความกลัวและเกลียดคอมมิวนิสต์ในหมู่คนไทยเป็นอย่างแผ่กว้างและลึกซึ้ง
คณะรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
เดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลจีนเป็นครั้งแรก
นับแต่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
ทว่าในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ประกาศยุบสภา โดยอ้างว่า
ถูก ส.ส.กดดันการเลือกตั้งทั่วไปถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 2519
ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งที่มีการฆ่ากันตาย
ถึงกว่า 30 ศพ บ่อยครั้งที่การปราศรัยหาเสียงถูกขัดจังหวะด้วยระเบิดซึ่งเป้าของการโจมตีคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย
ที่ถูกประณามว่า “ไม่ใช่คนไทย”
และเหตุการณ์ที่รุนแรงสะเทือนขวัญผู้คนมากเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2519
เมื่อคนร้ายลอบสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน

ผลการเลือกตั้งวันที่ 4 เมษายน 2519
พลิกความคาดหมาย เพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้ประกาศยุบสภาเพื่อหวังเพิ่มที่นั่ง
ของพรรคกิจสังคม กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง
พรรคที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายพ่ายแพ้อย่างหมดรูปขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าคณะทหาร นักการเมืองและพ่อค้า กำลังคิดก่อตั้งคณะปฏิรูปการปกครองเพื่อมายึดอำนาจรัฐบาลใหม่นี้
แสดงให้เห็นว่าสภาวการณ์ที่วุ่นวาย
ทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2519

ในส่วนฝ่ายของนักศึกษานั้น
กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคมคือนักเรียนอาชีวะ ทำให้ชนชั้นนำ
มีความวิตกอย่างมากในพลังของนักเรียนอาชีวะจึงมีความพยายามการแยกสลาย
พลังนักเรียนอาชีวะออกจากขบวนการนักศึกษาโดยเริ่มจากการส่งนักเรียนอาชีวะฝ่ายขวาเข้าควบคุมศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะแห่งประเทศไทย
แล้วใช้องค์กรนี้ในการเคลื่อนไหวต่อต้าน
ฝ่ายขบวนการนักศึกษาซึ่งความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ
กับฝ่ายขบวนการนักศึกษานั้น
เริ่มเห็นชัดตั้งแต่กรณีพลับพลาไชยเป็นต้นมาที่ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ
ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายนักศึกษาจากนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายอาชีวะในทิศทางตรงข้ามอีกหลายครั้งเช่น ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2518
ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะและ สหพันธ์นักศึกษาครูได้จัดการชุมนุมที่สวนลุมพินี
และเดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐ
เพื่อแสดงการขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือประเทศไทย และได้มีการมอบกระเช้าดอกไม้แก่อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทยด้วย

ต่อมา เมื่อแยกนักเรียนอาชีวะออกจากนักศึกษาแล้วก็จัดตั้งกลุ่มนักเรียนอาชีวะอันธพาลกลุ่มหนึ่งขึ้นเป็นกลุ่มกระทิงแดง
เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการก่อกวน
ขบวนการนักศึกษาด้วยอาวุธใช้ความเหี้ยมโหดรุนแรงต่อต้านการต่อสู้
ด้วยสันติวิธีของขบวนการนักศึกษา

กลุ่มกระทิงแดง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 ในระหว่างที่ขบวนการนักศึกษากำลังเคลื่อนไหวเรื่องการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนอายุ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้ง
กลุ่มกระทิงแดงส่วนมากประกอบด้วยอันธพาลในคราบนักเรียนอาชีวะได้รับการสนับสนุนและจัดตั้งจากเจ้าหน้าที่อาวุโสในกองทัพให้เป็นกองกำลังอาวุธปฏิกิริยาหรืออันธพาลการเมืองที่อยู่เหนือกฎหมาย
ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดจนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น “เจ้าพ่อกระทิงแดง” คือ พ.อ.สุดสาย หัสดิน ซึ่งยืนยันว่าจะต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อต่อต้านฝ่ายนักศึกษา เพราะฝ่ายนักศึกษาพยายามเปลี่ยนทิศทางของประเทศประเทศให้ตกอยู่ในภาวะคอมมิวนิสต์แทรกแซงรัฐบาลก็อ่อนแอ พ.อ.สุดสาย ได้เปรียบเทียบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนหัว
นักเรียนอาชีวะก็เหมือนแขนขา
จะต้องตัดแขนขาออกจากหัวเสียก่อน
ส่วนกำลังที่มีบทบาทสำคัญได้แก่ สุชาติ ประไพหอม, เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ,และสมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นต้นสำหรับที่มาของชื่อกลุ่ม สมศักดิ์ ขวัญมงคล หัวหน้าฝ่ายกำลังพล ได้อธิบายว่า“ไอ้การที่เราตั้งชื่อกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมานี่เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไรดีทุกคนเห็นว่าชื่อกระทิงแดงนี่ดีเพราะกระทิงแดงเป็นสัตว์ป่า
สัตว์อนุรักษ์ สัตว์สงวน”

กลุ่มกระทิงแดงนั้น เป็นกองกำลังอภิสิทธิ์
ทั้งนี้เพราะสามารถออกมาให้สัมภาษณ์
ขู่ว่า จะสังหารใครต่อใครและยังก่อการปาระเบิดกลางเมืองได้โดยไม่ถูกจับกุม
เช่นตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2517
เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้ามา
ในประเทศครั้งแรกกระทิงแดงก็ออกแถลงการคัดค้าน โดยอ้างว่าการต่อต้านจอมพลถนอมนั้นเป็นการก่อการไม่สงบ แต่ในที่สุดฝ่ายกระทิงแดงกลับปาระเบิดพลาสติกนับสิบลูกที่สนามหลวง เพื่อให้ประชาชนแตกตื่น

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
นายเผด็จ ดวงดี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกระทิงแดงก็เปิดเผยหลักการทำงานของกระทิงแดงว่า..“…จำเป็นต้องใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ในประเทศไทยต่อไป”

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่ากระทิงแดง
ยังได้รับการสนับสนุนจากทางราชการอีกด้วยเช่น กระทิงแดงจะมีวิทยุวอล์กกี-ทอล์กกีของตำรวจไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกัน
และใช้รถตำรวจรวมทั้งสเตชั่น เวกอน
วิ่งไปรอบเมืองเมื่อกระทิงแดงขว้างระเบิดพลาสติกเข้าใส่นักศึกษาหลายครั้ง
ถึงแม้ว่าจะมีตำรวจอยู่ใกล้ก็มิได้ใส่ใจ
รวมทั้งในกรณี 20 มีนาคม พ.ศ. 2519
ที่ นายสุชาติ ประไพหอม ผู้นำกระทิงแดง
ประกาศตั้ง.. “แนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์”และประกาศให้ไม่ให้ประชาชนใช้ถนนราชดำเนิน
ถ้าไม่เชื่อจะไม่รับรองความปลอดภัย
และเมื่อฝ่ายนักศึกษานัดชุมนุม
ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก็มีสมาชิกกระทิงแดงมาโยนระเบิดก่อกวน ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม
กระทิงแดงขนอาวุธสงครามประเภทระเบิดกลางกรุงมาตั้งไว้ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนนักศึกษาประชาชน
ที่กำลังเคลื่อนไปยังสถานทูตอเมริกาผ่าน
ฝ่ายนักศึกษาต้องอ้อมออกไปทางบางลำภูเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะผ่านบริเวณราชดำเนินอันทำให้กระทิงแดงไม่อาจจะหาเหตุปะทะได้ปรากฏว่าในระยะสองปีเศษๆที่กระทิงแดงปฏิบัติการกวนเมือง
แทบจะไม่เคยถูกตำรวจจับกุมหรือถ้าถูกจับกุมก็จะได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่น่าเชื่อจนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
กระทิงแดงก็เป็นด่านหน้าสุดที่ร่วมกับกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าบุกปราบปรามนักศึกษา

นอกเหนือจากการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง
ก็ยังมีการจัดตั้งกลุ่มพลังฝ่ายปฏิกิริยาต่างๆเพิ่มเติมอีกมาก โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการทำลายขบวนการนักศึกษา
กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ มีจำนวนมากและได้รับการสนับสนุนอันดียิ่งจากอำนาจและกลไกของรัฐในขณะนั้นที่สามารถระบุชื่อได้ เช่น กลุ่มนวพลชมรมอาชีวะเสรี กลุ่มลูกเสือชาวบ้านกลุ่มเพ็ชรไทย กลุ่มช้างดำ กลุ่มพิทักษ์ไทยสหพันธ์นักศึกษาครูแห่งประเทศไทยกลุ่มแนวร่วมรักชาติ กลุ่มประชาชนผู้รักชาติ กลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบขบวนการปฏิรูปแห่งชาติ สหพันธ์ครูอาชีวะ กลุ่มกรรมกรเสรี กลุ่มค้างคาวไทย กลุ่มกล้วยไม้ไทย กลุ่มวิหคสายฟ้า. กลุ่มสหภาพแรงงานเอกชน ชมรมแม่บ้าน

ในบรรดากลุ่มฝ่ายขวาที่เกิดขึ้นนี้มีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทนำในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คือ กลุ่มหรือขบวนการนวพล
กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 โดยความหมายของชื่อกลุ่ม
แปลความได้ว่า “กำลังใหม่, พลังเก้า”
ผู้ก่อตั้งคือกลุ่มทหารในกองอำนวยการ
รักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)
เช่น พลเอก วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ อดีต
เจ้ากรมข่าวทหาร พลเอก สายหยุด เกิดผล. เสนาธิการ กอ.รมน. เป็นต้น

พล.อ.วัลลภ ได้อธิบายเหตุผลในการตั้งนวพลว่า ชาติจะอยู่รอดได้ด้วยสถาบันวัดกับวังจึงต้องระดมประชาชนเพื่อป้องกัน
สองสถาบันหลักนี้พล.อ.วัลลภ ได้กล่าวถึงภูมิพล​ เพื่อให้กำลังใจแก่ฝ่ายนวพลว่า..
ภูิพล.. มีความห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่และเคยมีกระแสพระราชดำรัสกับบรรดาผู้ที่เข้าเฝ้าใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์ นับตั้งแต่พนมเปญและไซ่ง่อนตกอยู่ในมือของคอมมิวนิสต์ว่า
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระองค์จะไม่เสด็จ
ออกจากประเทศไทยเป็นอันขาดโดยหลักแล้ววิธีการของกลุ่มนวพลก็คือขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นไปตามระบบประชาธิปไตยเครื่องมือของนวพลคือ การประชุม การชุมนุมการเขียนบทความต่าง ๆ

ผู้นำสำคัญอื่นๆ ของนวพลนั้นได้แก่ พลโท สำราญ แพทยกุล ซึ่งเป็นองคมนตรี เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทอย่างยิ่งพลโทสำราญได้เป็นนวพลอันดับแรกหรือหมายเลข 001 เป็นที่ทราบกันต่อมาว่ากลุ่มนวพลได้รับการสนับสนุนทางการเงินและวัสดุอุปกรณ์จากบางส่วนในกองทัพบกและกรมตำรวจ
และอย่างน้อยก็ได้รับการสนับสนุนเป็นส่วนตัว ปรากฏว่านวพลประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างองค์กรและขยายสมาชิกผู้ดำเนินงานของนวพลก็ใช้วิธีการชุมนุมประชาชนเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนโดยเรียกร้องให้เกิดความรักชาติและต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างหวือหวา
ในการดำเนินการ นวพลใช้โครงสร้างการจัดตั้งแบบกลุ่มย่อยตามแบบคอมมิวนิสต์
ผู้นำที่ส่อแววดีจะถูกคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมทางการเมืองในระดับจิตวิทยา ในปลายปี พ.ศ. 2518 นวพลอ้างว่า
มีสมาชิกปฏิบัติการกว่าล้านคนแม้ตัวเลขนี้จะเกินจริงอยู่บ้างแต่ก็เห็นได้ว่านวพลได้กลายเป็นองค์กรฝ่ายขวาที่ใหญ่โต และมีอิทธิพลมาก

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกคือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาศาลฏีกาในยุคนั้น
ต่อมาได้รับการดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนายวัฒนา เขียววิมล ปัญญาชนจากอเมริกาซึ่งเป็นวิทยากรประจำ และเป็นผู้ประสานงานองค์การ นายวัฒนาได้ให้อธิบายว่า “นวพลคือพลังใหม่ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”จากนั้นก็คือ พระภิกษุกิตติวุฒโฑ (พระเทพกิตติ ปัญญาคุณ)ผู้ซึ่งประกาศต่อสาธารณชนวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2519 โดยให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์จตุรัส ว่า..การฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่กลับได้บุญ เปรียบเหมือนการฆ่าปลาเพื่อตักบาตรถวายพระส่งผลให้ฝ่ายขวานำไปใช้เป็นคำขวัญว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”
และก่อให้เกิดความเกลียดชังและเคียดแค้นนักศึกษาจนนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยกิตติวุฒโฑให้เหตุผลว่า ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์
ดังนั้นการฆ่าคอมมิวนิสต์จึงไม่บาป
แต่เป็นการฆ่ามาร ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่
ของคนไทยที่จะต้องทำการฆ่านั้นหากเป็นการทำเพื่อประเทศชาติแล้วแม้จะเป็นบาปแต่ก็ได้บุญในแง่ของการป้องกันประเทศจากศัตรูมากกว่าจะได้บาป
กิตติวุฒโฑเปรียบเทียบการฆ่านี้ว่า
เหมือนกับการฆ่าปลาถวายพระการฆ่าปลาเป็นบาปแต่การนำปลานั้นมาตักบาตรถวายพระถือว่าได้บุญมาก พระกิตติวุฒโฑยังกล่าวว่าการที่นักศึกษาต้องการขับไล่พระถนอมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมีแต่คอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ไล่พระ รวมถึงในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2519 กิตติวุฒโฑภิกขุ ก็ได้แถลงย้ำว่า “การบวชของพระถนอม ครั้งนี้ ได้กราบบังคมทูลขออนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งการขอเข้ามาในเมืองไทยด้วย ดังนั้น พระถนอมจึงเป็นผู้บริสุทธิ์”

นวพลตั้งเป้าที่จะดำเนินการอยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับท้องถิ่นและในหมู่นักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่โดยยืนยันเป้าหมายและนโยบายที่จะปราบปรามฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะจึงโฆษณาตนเองว่าเป็นองค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์เพื่อธำรงไว้ซึ่ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”และความรู้สึกต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้นมีมากจนกระทั่งฝ่ายนวพลได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โจมตี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเดินทางไปเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 กลุ่มนวพลได้จัดตั้งพรรคการเมือง
ลงสมัครแข่งขันด้วยคือพรรคธรรมาธิปัตย์โดยมี นายเมธี กำเพ็ชร เป็นหัวหน้าพรรคโดยใช้คำขวัญที่ล้อคำขวัญของพรรคสังคมนิยมว่า “เมื่อท้องนาสีทองผ่องอำไพประชาชนไทยจะมีข้าวกิน”
แต่ปรากฏว่าพรรคนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเลือกตั้งที่มีขึ้นกลุ่มนวพลจะพยายามขยายสมาชิกในหมู่นายทุน ทหาร ภิกษุ และปัญญาชนและจะเน้นวิธีการแบบจิตวิทยามากกว่ากระทิงแดง เช่นสมาชิกนวพลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหนังสือพิมพ์ดาวสยามซึ่งเป็นสื่อที่คอยโจมตีขบวนการนักศึกษาและฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอดอย่างไรก็ตามมีข้อมูลบางส่วนที่เสนอว่านวพลก็มีการแจกเงินและสะสมลูกระเบิดหรืออาวุธอื่นๆ
เพื่อใช้ความรุนแรงในธรรมศาสตร์ด้วย
และบางคนเชื่อว่าผู้ที่ขับรถพังประตู
เพื่อเปิดทางให้มีการบุกมหาวิทยาลัย
ในเช้าของวันที่ 6 ตุลาคมเป็นสมาชิกนวพลที่เป็นพลทหารนอกเครื่องแบบ
ยิ่งกว่านั้นมีบางคนที่ตั้งข้อสงสัยว่า
บุคคลที่ก่อทารุณกรรม เช่นการแขวนคอ
หรือเผาทั้งเป็น ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม
คงได้รับการฝึกฝนมาจากหน่วยทหาร
เพราะคนธรรมดาไม่น่าจะกระทำทารุณ
ได้ถึงขนาดนี้

บทบาทของกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพลที่เข้าไปมีบทบาทในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มาปะทุเมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร จะขอกลับมาเมืองไทยเพื่อดูแลบิดาที่ป่วยโดยมีพลเอกประภาส จารุเสถียรเดินทางกลับเข้ามาก่อน
จึงเกิดการเดินขบวนต่อต้านแล้วขยายตัวไปเป็นการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แม้จะได้รับคำสั่งห้ามชุมนุม
จากทางมหาวิทยาลัยแล้วก็ตามซึ่งในระหว่างนั้นก็มีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง
ที่เรียกตัวเองว่าขวนการกระทิงแดง
ล้อมอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยพร้อมอาวุธระเบิดมือและปืนแล้วได้ขว้างระเบิดที่ท้องสนามหลวงและกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิต​ 2​ คนและ​ บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า​ 38 คน
เหตุการณ์สงบลงเมื่อพลเอกประภาส
เดินทางออกไปนอกประเทศอีกครั้ง
การชุมนุมจึงสลายตัว ในวันที่ 22 สิงหาคม

แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519
จอมพลถนอม กิตติขจร ก็กลับเข้าประเทศจนได้ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์จากนั้นก็ตรงไปยังวัดบวรนิเวศเพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมีพระญาณสังวร เป็นองค์อุปัชฌาย์และเมื่อบวชเรียบร้อยก็ขนานนามว่าสุกิตติขจโรภิกษุ ในกรณีนี้ วิทยุยานเกราะได้นำคำปราศรัยของจอมพลถนอมมาออกอากาศมีสาระสำคัญเน้นย้ำว่าจอมพลถนอมกลับเข้ามาในประเทศครั้งนี้เพื่อเยี่ยมอาการป่วยของบิดาจึงได้บวชเป็นพระภิกษุตามความประสงค์ของบิดา และไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างใดเลย จากนั้นวิทยุยานเกราะได้ตักเตือนมิให้นักศึกษาก่อความวุ่นวายมิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องมีการประหารสักสามหมื่นคน เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นจากภัย

ในวันที่ 5 ตุลาคม นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์มีการประกาศงดสอบทุกสถาบันซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการที่พระถนอมเข้ามาเมืองไทยทว่าในตอนเช้า หนังสือพิมพ์ดาวสยามและบางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอ
ของนักศึกษาที่ลานโพธิ์โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”นางนงเยาว์ สุวรรณสมบูรณ์ เลขาธิการชมรมแม่บ้านเข้าแจ้งความต่อนายร้อยเวรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามให้จับกุมผู้แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์สยามมกุฎราชกุมาร และในเวลา 17.30 น.นายสมศักดิ์ มาลาดี จากกลุ่มกระทิงแดงพร้อมด้วยนักเรียนอาชีวศึกษากลุ่มประชาชนรักชาติประมาณ 50 คนพูดโจมตี ศนท.ผ่านเครื่องขยายเสียงแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวออกไป จากนั้นกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพลและกลุ่มฝ่ายขวาต่างๆก็เข้าปิดล้อม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อดีตผู้นำนักศึกษาผู้หนึ่ง เล่าว่า“… กระทิงแดงนี่เขามีปืน มีระเบิดมือแต่เขาไม่ใช้บ่อย เขาใช้ระเบิดพลาสติกหรือระเบิดขวดเราชุมนุมที่ธรรมศาสตร์นี่เป็นชัยภูมิที่เหมาะที่สุด
เพราะมันกันพวกระเบิดขวดทั้งหลาย
ตึกบังหมดทุกทาง ขว้างให้ตายก็ไม่ถึง
แต่เป็นชัยภูมิที่แย่ที่สุดสำหรับการปราบ
ด้วยอาวุธสงครามเพราะคุณขังตัวเอง
แต่ในเมื่อคุณไม่มี SENSEว่าจะเกิดการปราบด้วยอาวุธสงครามคุณถึงเลือกใช้ธรรมศาสตร์เพราะคุณมี SENSE ว่าระเบิดขวด ระเบิดพลาสติก หรือปืนพกมันเข้าไม่ถึง …”

ในเวลา 20.35 น. ชมรมวิทยุเสรี
ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า“ขณะนี้มีกลุ่มคนก่อความไม่สงบได้ดำเนินการไปในทางที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้

-มีการนำธงชาติคลุมตัวละครแสดงเป็นคนตายที่ข้างถนนหน้ารัฐสภา
-มีการใช้สื่อมวลชนที่มีแนวโน้มเอียง
เช่นเดียวกับผู้ก่อความไม่สงบ ลงบทความ
หรือเขียนข่าวไปในทำนองที่จะทำให้เกิดช่องว่างในบวรพุทธศาสนา
-มีนักศึกษาผู้หนึ่งทำเป็นผู้ถูกแขวนคอ
โดยผู้ก่อความไม่สงบที่มีใบหน้าคล้ายกับ
พระราชวงศ์ชั้นสูงองค์หนึ่งพยายามแต่งใบหน้าเพิ่มเติมให้เหมือน”

ทั้งนี้พยายามจะแสดงให้เห็นว่ากรณีพระถนอมและผู้ที่ถูกแขวนคอเป็นเพียงข้ออ้างในการชุมนุมก่อความไม่สงบเท่านั้น
แต่ความจริงต้องการทำลายชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ชมรมวิทยุเสรีคัดค้านการกระทำดังกล่าวในทุกๆ กรณี
ขอให้รัฐบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้
โดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการนองเลือดอันอาจจะเกิดขึ้นหากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้วอาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้”

นอกจากนี้สถานีวิทยุยานเกราะ
และชมรมวิทยุเสรีออกอากาศตลอดคืน
เรียกร้องให้ประชาชนและลูกเสือชาวบ้าน
ไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษกระทั่งเวลา 01.40 น. กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงกลุ่มคนที่อออยู่หน้าประตูพยายามจะบุกปีนรั้วเข้าไป
มีเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นและมีการยิงตอบโต้ประปรายแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ
หลังจากนั้นมีการเผารถจักรยาน
หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงป้อมยามถูกเผา ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์มิได้ห้ามปรามแต่อย่างได

หน่วยรักษาความปลอดภัยของ ศนท.
จับกระทิงแดงได้คนหนึ่งขณะบุกเผาโปสเตอร์เมื่อนำตัวไปสอบสวนจึงได้รู้ว่า กระทิงแดงทุกจุดรอบธรรมศาสตร์
ได้เตรียมปฏิบัติการเต็มที่โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งและในเวลานั้นมีกระทิงแดงกว่า 100 คนแทรกตัวปะปนอยู่ในหมู่นักศึกษาประชาชนแล้วเพื่อเตรียมประสานทั้งข้างนอกและข้างใน
ในมหาวิทยาลัย เวลา 02.00 น.
กลุ่มนวพลในนาม “ศูนย์ประสานงานเยาวชน”มีแถลงการณ์ความว่า “ขอให้รัฐบาลจับกุมกรรมการ ศนท. ภายใน 72 ชั่วโมง หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ นวพลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด”

ในตอนเช้า เมื่อ ประตูพังตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มอันธพาลต่างทะลักเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตำรวจหลายสิบคนขึ้นรถผ่านประตูเข้าไปเมื่อเข้าไปข้างในแล้วต่างกรูลงจากรถใช้อาวุธหนักอย่างปืนกลระดมยิงเข้าสู่ประชาชนและนักศึกษา ราว 08.10 น.พลตำรวจตรี เสน่ห์ สิทธิพันธ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)อาวุธครบมือบุกเข้าไปใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจประกาศให้นักศึกษายอมจำนน นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งออกมาข้างนอกจึงถูกประชาชนที่อยู่ภายนอกรุมประชาทัณฑ์
ช่วง 08.30-10.00 น. นักศึกษาและประชาชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยตลอดคืนต่างแตกตื่นวิ่งหนีที่หนีออกไปทางหน้าประตูมหาวิทยาลัยในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 คนถูกรุมตีรุมกระทืบบางคนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่สิ้นใจได้ถูกลากออกไปแขวนคอและแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพต่างๆนานานักศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกรุมตีจนสิ้นชีวิตแล้วถูกเปลือยผ้าประจาน
โดยมีชายคนหนึ่งซึ่งเข้าก่อเหตุแสดงท่าอนาจารประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยลากศพนักศึกษาที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดข้างหอประชุมใหญ่ 3 คน
ออกมาเผากลางถนนราชดำเนิน
ตรงข้ามอนุเสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม
ใกล้ๆ กับบริเวณแผงขายหนังสือสนามหลวงโดยเอายางรถยนต์ทับแล้วราดน้ำมันเบนซินจุดไฟเผาศพนักศึกษาอีก 1 ศพถูกนำไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วถูกตีจนร่างเละ

10.30 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 9โดยสรรพสิริ วิรยศิริ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และท้องสนามหลวงออกอากาศไปทั่วประเทศ สมาชิกกลุ่มกระทิงแดง นวพล และตำรวจที่เข้าปราบปรามทั้งหมดได้รับการพ้นโทษจากกฎหมายนิรโทษกรรม

ตำรวจ กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน
และกลุ่มนวพล ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ได้รับกระเช้าเยี่ยมพระราชทานจากภูมิพลสิริกิตติ์​ และ​ ชื้อพระวงศ์​

สภาพสังคมในช่วงดังกล่าวได้ผลักดันให้นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลต้องหนีเข้าป่าเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยการกวาดล้างครั้งใหญ่ไม่เพียงเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น ทว่าได้ลุกลามขยายตัวออกไปทั่วประเทศ หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมถูกเก็บจากแผง ผู้ที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลก็ถูกข้อหาเป็นภัยสังคม

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความรู้สึกจากอดีตนักศึกษา.. 6 ตุลา 19

มึงเอาปืนจ่อหัวลากกูจากกุฎิวัดมหาธาตุ
ให้กูคลานมานอนพังพาบ
กับพื้นถนนท่าพระจันทร์
ต้อนกูขึ้นรถเมล์ขาว
ถึงโรงเรียนตำรวจบางเขน
เอาสังขญาติที่พักในนั้น
มาตั้งแถวสองข้างเตะต่อยกู
ก่อนวิ่งขึ้นตึก

มึงเป่าหูป้ายสีว่าพวกกูเป็นคอมฯล้มเจ้า
ความเป็นคนชาติเดียวกันไม่มีเหลือ
ความเป็นมนุษย์ไม่มีเลย
กูยังจำติดตรึงในความคิดในหัวใจที่ระอุ
มึงทำกูเหมือนสัตว์
กูไม่เคยลืม แค้นกูฝังหุ่น
ตราบชีวิตนี้สิ้นแผ่นดินกลบหน้า
หวังว่าลูกหลานอนาคตจะล้างแค้นให้กู
กูรู้ว่าใครบงการใครสร้างฉากโหดนี้
กูไม่ใช่พระอภัยมณีในนิทาน
กูมีเลือดเนื้อวิญญาณ
จะรอดูความล่มสลายของพวกมึง !!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วัสชโย ชินะนาวินอดีตนักเรียนอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ

“ผมเชื่อว่าถ้าวันที่ 6 ตุลา ผมอยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะนั้น ผมจะต้องฆ่านักศึกษาแน่…ผมเชื่ออย่างนั้น ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เราถูกครอบงำทางความคิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการแบ่งแยกและทำลายกลุ่มนักศึกษากับกลุ่มนักเรียนอาชีวะ จนถึงวันนี้ผมแน่ใจว่า มีกลุ่มบุคคลที่มีทั้งงบประมาณและระบบการทำงานระดับมืออาชีพคอยชี้นำและควบคุมความคิดเราอยู่ตลอดเวลา ความรุนแรงในใจเราถูกปลุกเร้า และคนที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดความโกรธแค้นก็ต้องระบายออกมาตามสัญชาตญาณ

“ทุกวันนี้ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นยังเป็นภาพหลอนผมอยู่ แม้ผมไม่ได้ทำผมก็เสียใจ นักศึกษาประชาชนมีจิตวิญญาณ มีอุดมการณ์ เขาเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ แล้วถูกฆ่าอย่างนั้น เขาผิดอะไร เขาเพียงมีความคิดไม่ตรงกับผู้มีอำนาจในเวลานั้นเท่านั้นเอง”

วัสชโย ชินะนาวิน อดีตนักเรียนอาชีวะเมื่อ 20 ปีก่อน เปิดใจถึงความคิดความรู้สึกของตนจากเวลานั้นถึงปัจจุบัน

“ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะว่าผมเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นสูงสุดของอาชีวะคือที่นี่ เพราะอาชีวะไม่มีปริญญา ผมเข้าไปเกี่ยวข้องช่วงที่กลุ่มนักเรียนอาชีวะเริ่มแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้ว เพราะหลังจาก 14 ตุลา เริ่มมีข่าวลือว่าศูนย์กลางนิสิตฯ นำเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อรถ และใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัว ทุกครั้งที่มีการไฮปาร์กของนักเรียนอาชีวะจะมีคนพูดถึงเรื่องนี้ พวกเราก็รู้สึกแย่ เพราะต่างรู้สึกว่าตอน 14 ตุลา พวกเราก็ตายเยอะเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าในขณะนั้นมีการจัดตั้งกลุ่มเข้ามาแทรกซึมพวกเราแล้ว”

ในช่วงนั้นนักเรียนอาชีวะเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่อยู่เคียงข้างกับนักศึกษา คือ แนวร่วมอาชีวะเพื่อประชาชนแห่งประเทศไทย จะมีศูนย์กลางอยู่ที่ช่างกลพระรามหก หรือที่เรียกว่า “รามซิก” อีกส่วนหนึ่งที่ต่อต้านนักศึกษาเรียกว่า ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ มีศูนย์กลางการชุมนุมอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ วัสชโยเล่าบรรยากาศของศูนย์อาชีวะในขณะนั้นให้ฟังว่า

“ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ จะเป็นเหมือนกองกำลัง มีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นแนวหน้า เปรียบได้กับนักรบ จนวันหนึ่งเริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า พวกเราถูกศูนย์กลางนิสิตฯ หลอกใช้ เพราะว่าเขากำลังเอาลัทธิบางอย่างเข้ามา จึงเริ่มเกิดความระแวง ตัวผมเองไม่ได้ให้ความสนใจตรงนั้น เพราะผมเป็นเด็กเรียน แต่เมื่อมีการเรียกประชุม ผมก็ไปประชุมร่วมแสดงความคิดเห็นกับเขา ล่าสุดมีคนมาแจ้งว่า มีนักศึกษาเทคนิคกรุงเทพคนหนึ่งชื่อว่า ไอ้แจ๋วถูกยิงที่กระโหลก แล้วมีคนนำไปทิ้งไว้ในถังขยะ พอดีมีคนไปพบเข้าจึงนำไปส่งโรงพยาบาล ในระหว่างนั้นมีข่าวลือออกมาว่าพวกรามซิกยิง เพราะไอ้แจ๋วถูกยิงหลังจากไปฟังการชุมนุมที่ลานโพ ธรรมศาสตร์ ขณะนั้นอาชีวะกับศูนย์กลางนิสิตฯ เริ่มแยกตัวออกจากกันแล้ว ทำให้มีความขัดแย้งกับศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ พอสมควร

“ช่วงหลังเวลาที่มีการอภิปรายในกลุ่มอาชีวะ สิ่งที่ถูกยกขึ้นมาโจมตีเริ่มเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษา ผมไม่ได้ไปร่วมชุมนุมทุกครั้ง แต่เมื่อมีคนมาบอกว่าไอ้แจ๋วถูกยิงเราก็แค้น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง ตอนนั้นมีความเชื่อว่าศูนย์กลางนิสิตฯ เปลี่ยนไปแล้ว มันหลอกใช้พวกเรา เริ่มแบ่งเป็นมันเป็นเราแล้วระแวงกันมากขึ้นทุกวัน”

วัสชโย​ อธิบายถึงธรรมชาติของนักเรียนอาชีวะให้เราฟังว่า

“นักเรียนอาชีวะไม่ได้ถูกสอนให้ตรวจสอบความจริง เราถือว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ผมเองก็ไม่เคยรู้จักกับไอ้แจ๋วมาก่อน แต่เรียนที่เดียวกันแล้วใครจะแตะต้องไม่ได้ เพราะกูคืออาชีวะ ในยุคนั้นใครที่ใส่เข็มขัดเทคนิคกรุงเทพอาชีวะทุกคนต้องเรียกว่าพี่ ไม่กล้าหือ มันมีความคิดแบบนี้”

นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมก็เป็นความกดดันเบื้องลึกของเหล่านักเรียนอาชีวะ ซึ่งได้กลายเป็นชนวนสำคัญอันหนึ่งของความรุนแรงในครั้งนี้

“เท่าที่ผมได้ยินมา เวลากินเหล้าแล้วเมา ๆ หรือนั่งคุยกันไป ก็จะมีคนพูดทำนองว่า พวกเราทำงานแทบตายไม่มีวันที่จะได้ขึ้นไปเป็นนายหรอก อย่างดีก็แค่ขี้ข้ามัน เวลานั้นผมก็รู้สึกอย่างนั้น ผมไม่ชอบนักศึกษา เพราะมาคิดดูว่าร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน แต่ทำไมนักศึกษาในยุคนั้นถึงใหญ่มาก แต่อาชีวะเหลือตัวนิดเดียว มันเป็นความเก็บกดของเรา เพราะสังคมแบ่งชนชั้น เราน่าจะเป็นเนื้อเดียวกันแต่ก็เป็นไม่ได้ เขามายิงเพื่อนเราบาดเจ็บทำไมเขาไม่รับผิดชอบ”

เรื่อง “ไอ้แจ๋ว” กลายเป็นจุดแตกหักที่ชัดเจน เมื่อนักเรียนอาชีวะประกาศ “คว่ำบาตร” นักศึกษาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2518

“ผมจำได้ว่า ประมาณเดือนสิงหาคมมีการประท้วง อาชีวะทุกคนไม่ต้องเรียน ให้มาชุมนุมกันที่เทคนิคกรุงเทพ ทุกคนมุ่งหน้าเข้ามาแล้วก็ตั้งประเด็นว่าทำไมศูนย์กลางนิสิตฯ ทำร้ายเพื่อนเรา ตอนนั้นเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เป็นเลขาศูนย์กลางนิสิตฯ เกรียงกมลบอกว่า เรารับผิดชอบอะไรไม่ได้ อาชีวะกับศูนย์กลางนิสิตฯ ทำไมต้องฆ่ากัน ตอนนั้นอาชีวะก็แรง อีกประเด็นคือ เงินที่เก็บไปแบ่งมาดูแลไอ้แจ๋วบ้างได้ไหม ผลจากการคุยกันวันนั้น ตกลงกันไม่ได้จึงประกาศคว่ำบาตร

“เรื่องชาตินิยมก็เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแตกหักในครั้งนี้ เพราะเราสังเกตได้ว่า อาชีวะส่วนใหญ่มาจากบ้านนอกซึ่งเป็นคนไทย แต่นักศึกษามักมีเชื้อสายจีน ทำให้เราคิดว่าพวกนี้ถูกจัดตั้งเป็นคอมมิวนิสต์จีนเข้าแล้ว รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วมันจะพาเราไปทางไหน เลือดรักชาติมันขึ้น”

หลังจากได้รับคำตอบจากทางศูนย์กลางนิสิตฯ ว่าไม่สามารถหาตัวคนรับผิดชอบการยิง “ไอ้แจ๋ว” ได้ ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ จึงเดินขบวนไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“พอนักเรียนอาชีวะไปรวมกันปั๊บบนเวทีไฮปาร์กก็ประกาศว่า นักศึกษาตั้งบังเกอร์เอาไว้ ข้างในมีปืน เขาเตรียมรับมือเราอยู่ ทุกคนที่ได้ยินก็ฮือ ปรับขบวนเตรียมระเบิดจะไปขว้างที่ธรรมศาสตร์ พอไปถึงก็ไม่มีนักศึกษาอยู่เลย เงียบหมด แต่ด้วยความคะนองในตอนนั้น ก็มีคนปาระเบิดเข้าไปเล่น ๆ แล้วบังเอิญไปโดนกระป๋องสีที่ช่างทาสีทิ้งไว้จึงเกิดไฟลุก แล้วไปโดนผ้าม่าน บางคนนึกสนุกก็ไปดึงผ้าม่านลงมา เห็นไฟลุกก็สนุกกันใหญ่ แต่ไม่มีใครตั้งใจเผา เพราะถ้าเผาธรรมศาสตร์ก็คงไม่เหลือ”

ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่กลุ่มกระทิงแดงเริ่มเข้ามาแทรกแซงในหมู่นักเรียนอาชีวะอย่างชัดเจน ในสายตาของนักเรียนอาชีวะยุคนั้น “กระทิงแดง” หมายถึง “อัศวิน” ที่มีผู้คนยอมรับให้เป็นผู้นำ

“ตอนนั้นใครได้เป็นกระทิงแดงถือว่าเจ๋งพอสมควร มีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนผมว่า ถ้าเป็นแล้วจะได้สิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ตำรวจไม่กล้ามายุ่ง กระทิงแดงไม่ใช่บริษัทที่ใครจะสมัครเข้าไปได้ เพราะจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้นำ เป็นต้นว่า มีคนต่อยกันเราต้องสามารถเข้าไปกระชากคอแล้วโยนมันลงน้ำได้ และคนที่เป็นกระทิงแดงจะรู้สึกว่ากำลังทำงานสำคัญอย่างหนึ่งเพื่อประเทศชาติ เขาว่าอย่างนั้นจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่มากมาย เช่น เสื้อกั๊กมีหัวกระทิงแดงด้านหลัง เหมือนกับมีเข็มขัดอัศวิน มีการแบ่งชนชั้นกันคล้าย ๆ กับยศในกองทัพ”

ขณะนั้นวัสชโยปฏิเสธคำชวนจากเพื่อนด้วยคิดว่าตนเองยังไม่ “เจ๋ง” พอ ประกอบกับเป็นเด็กเรียนดีและได้รับทุนจากวิทยาลัยจึงไม่อยากเข้าร่วมอย่างเต็มที่

บังเอิญขณะที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นช่วงที่เขาเรียนจบและต้องออกฝึกงานที่พัทยา ทำให้เขาพลาดการเข้าร่วมในครั้งนั้น

“ถ้าผมมาร่วมในวันนั้น ผมต้องฆ่านักศึกษาแน่ ๆ ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ฟังวิทยุยานเกราะผมก็เชื่อหมด ยังอยากเข้ามาร่วมที่กรุงเทพฯ เลย พอเห็นภาพที่มีการฆ่ากัน ผมยังชอบและรู้สึกสะใจเลย ตอนนั้นความรุนแรงมันอยู่ในใจเรา เขาปลุกระดมว่า พวกนี้เอาไว้ไม่ได้ เป็นภัยต่อแผ่นดิน หนักแผ่นดิน พวกนี้จะทำลายราชบัลลังก์ เพราะฉะนั้นการแขวนคอนักศึกษาแล้วนำมาทุบตีจึงกลายเป็นความสะใจ เป็นความรุนแรงที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดความโกรธแค้นแล้วจึงแสดงออกแบบนี้”

หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านไป เขาเริ่มค้นพบความจริงบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน

“เมื่อผมเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ ผมก็เริ่มได้เห็นความคิดบางอย่างจากนายทหาร จากการที่เขาสอนให้เราปฏิบัติการบางอย่างเพื่อความมั่นคง มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมโง่ไปถนัด และพอหนังสือพิมพ์เริ่มลงข่าว มีคนเริ่มออกมาตอบโต้ พูดความจริงบ้างแล้ว เราก็เริ่มเอะใจ เริ่มคิดเริ่มทบทวนบทบาท นักศึกษาที่เป็นเพียงตัวจักรเล็ก ๆ ในเหตุการณ์นี้เท่านั้น”

จากนิสัยที่เป็นคนไม่หยุดนิ่ง เขาจึงเริ่มค้นหาความจริงต่อไป จนกระทั่งเริ่มมั่นใจว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือของใครบางคน

“เราเริ่มขุดคุ้ยเหตุการณ์หลายอย่างในช่วงนั้นซึ่งมันยังสด ๆ กับเราอยู่ พยายามถามคนนั้นคนนี้ว่าอะไรเป็นอะไร ไหนบอกว่านักศึกษาจงใจแต่งหน้าเป็นองค์รัชทายาท แล้วไปแขวนคอ แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วมันไม่ใช่ เราเชื่อเพราะว่าเราฟังข่าวจากสถานีวิทยุที่เป็นของรัฐบาล เราคิดว่าต้องเป็นเรื่องจริง แต่ตอนหลังเริ่มสับสน เริ่มทบทวนและลำดับเหตุการณ์ แล้วคิดว่าเราโง่ไปถนัด เริ่มรู้สึกว่าเราโดนหลอกแน่แล้ว”

เขาจำได้ดีถึงความรู้สึกในวันที่ได้รู้ความจริง

“ผมแค้นและผมเสียใจ แค้นแรกผมถูกหลอก แค้นที่สอง ทำไมเขาใจดำเหลือเกิน ยุให้คนฆ่ากัน ยุให้ชาวบ้านไปฆ่าเด็ก แค้นที่สามก็คือ จนบัดนี้เขายังไม่สำนึก”

จนถึงวันนี้เพื่อนของเขาหลายคนไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์นี้อีก แต่สำหรับเขากลับคิดว่า ความจริงควรได้รับการเปิดเผย

“เวลาใครว่า ไม่อยากพูดถึง 6 ตุลา ผมบอกว่าทำไมถึงไม่อยากพูดกัน เป็นอะไรนักหนา ฝ่ายที่เขากระทำเขาไม่อยากพูด เพราะมันเหมือนกับเขากำลังยอมรับความผิดที่เขาทำ เขาเจตนาเขาฆ่าประชาชน แต่ฝ่ายที่เสียหายเขาก็อยากพูด ต้องการความยุติธรรม ผมถามว่าถ้าลูกสาว ลุกชายคุณถูกนำไปนั่งยางแล้วเผาไฟ ถูกตี ถูกแขวนคอ คุณจะรู้สึกอย่างไร คุณต้องเข้าใจความรู้สึกสูญเสียของคนเป็นพ่อแม่ เท่านั้นยังไม่พอ ยังผลักดันให้พวกเขาต้องเข้าป่า เพราะเขาไม่มีทางเลือก เขาไม่มีที่อยู่แล้วในสังคมนี้

“ถ้าเวลานั้นผมมั่นใจว่าผมทำผิด ผมก็บอกว่าผิด ถึงวันนี้ ผมกล้าออกมาพูดว่าผมเสียใจ ผมพูดแทนตัวผมคนเดียว คุณพูดอย่างนั้นได้ไหม พูดว่าเสียใจก็พอ คุณไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือคุณได้ คนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิดเขาเรียกว่าลูกผู้ชาย ผมเรียกร้องตรงนี้ ก้าวออกมาเถอะ 20 ปีแล้ว ประวัติศาสตร์มันไม่เปลี่ยน แต่มันจะเปลี่ยนอนาคตข้างหน้า พยายามทำประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องด้วยคำว่าเสียใจ ให้ความยุติธรรมแก่ลูกของคุณ คุณอาจบอกลูกคุณว่า พ่อมีส่วนขนาดไหน อย่าปกปิด อย่างน้อยก็บอกว่าพ่อไม่มีเหตุผลหรอกลูก แต่พ่ออยากบอกสักคำว่าพ่อเสียใจ วันนั้นพ่อคิดอย่างนั้นจริง ๆ แต่วันนี้พ่อขอโทษ อย่างน้อยก็ล้างบาปในใจได้บ้าง”

ทุกวันนี้วัสชโย ชินะนาวิน ยังมีความรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ในหัวใจของเขาตลอดเวลา เขาไปร่วมงานรำลึก 6 ตุลา อยู่เสมอ และไม่คิดจะไปแสดงความแค้นกับใคร เขาใช้เวลาบางส่วนในชีวิตกับการทำงานเพื่อสังคม

“ผมเป็นวิทยากรเคลื่อนไหวอยู่กับขบวนการผู้ใช้แรงงาน และมีอาชีพอิสระ เวลามีม็อบผมก็ไปร่วม เพราะอย่างน้อยวันนี้ผู้ด้อยโอกาสได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นกระบวนการ ผมไม่หยุดหรอกตราบใดที่สังคมยังห่วยแตกอย่างนี้ ผมทำได้ภายใต้กฎหมายอนุญาต ผมไม่เล่นนอกกติกา แต่ถ้าถามว่ามีโอกาสจะแก้กติกาไหม ผมจะแก้ ผมทำอะไรไม่ได้มากเพราะผมเป็นแค่เม็ดทรายเล็ก ๆ ในสังคมเท่านั้นเอง”

ที่มา : คัดจากนิตยสารสารคดี ปีที่ 12 ฉบับที่ 140 ประจำเดือนตุลาคม 2539
หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ไม่ใช่ตัวบุคคลที่อ้างอิง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เปิดเอกสาร(เคย)ลับ เหตุการณ์ 6 ตุลาจากข้อมูลของCIA

มุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519
รายงานและวิเคราะห์ โดย”กรกิจ ดิษฐาน”

เอกสารเหล่านี้เคยเป็นความลับ
ก่อนหน้านี้สามารถอ่านได้จากคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตันดีซีเท่านั้นแต่เพราะองค์กร MuckRockผลักดันให้เปิดเผยเอกสารลับ
ตามกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังนั้น CIA จึงเผยแพร่ความลับเหล่านี้ในที่สุดเมื่อปี 2014

อย่างไรก็ตาม.เอกสารที่ได้รับการเปิดเผย
ยังมีหลายส่วนถูกทาดำทับไว้เพื่อปกปิดข้อมูล

ต่อไปนี้คือมุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519

จดหมายข่าวกรองแห่งชาติ
(National Intelligence Bulletin)
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระบุว่า..

“ความรุนแรงปะทุขึ้นช่วงสั้นๆ
ในช่วงเช้านี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ซึ่งผู้ประท้วงรวมตัวกันต่อต้านการปรากฎตัวในประเทศไทยของถนอม กิตติขจร
อดีตนายกรัฐมนตรีการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการกระตุ้นเร้าโดย
นักศึกษาอาชีวะติดอาวุธซึ่งมักถูกใช้งานโดยฝ่ายขวาอยู่บ่อยๆเพื่อข่มขู่นักศึกษาหัวรุนแรง”

เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519
กล่าวต่อไปว่า”แม้ว่ากองทัพจะระวังตัวอย่างเต็มที่มีการใช้กระบวนการมาตรฐานในช่วงที่เกิดความไม่สงบ
กองกำลังตำรวจที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเห็นได้ชัดว่าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีเสนีย์ให้ตัดสินใจเกี่ยวกับถนอม
แต่ข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นสถาบันฯ
ซึ่งเป็นเหตุให้มีการจับกุมตัว
ผู้นำนักศึกษาหลายคนอาจทำให้ฝ่ายอุนรักษ์นิยมต่อต้านการกดดันให้ถนอมเดินทางออกจากประเทศ”

เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ของ CIA
ยังไม่ระบุถึงการยึดอำนาจในวันนั้น
โดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่และยังคาดว่าหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชจะยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปทว่า ในช่วงเย็นวันนั้น (เวลา 18.00 น.)ก็เกิดการทำรัฐประหารขึ้นและ CIA เพิ่งจะกล่าวถึงในวันรุ่งขึ้น
แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของสถานการณ์

ในวันที่ 7 ตุลาคม 2519 จดหมายข่าวข่าวกรองแห่งชาติระบุว่า”ยังไม่ชัดเจนว่าการยึดอำนาจกองทัพไทยวานนี้ เป็นการยึดอำนาจอย่างตรงไปตรงมาหรือเป็นนายกรัฐมนตรี (เสนีย์)ผู้วิตกและกังวลที่เชื้อเชิญ (ทหารเข้ามา)” ต่อมาข้อความทั้งย่อหน้ายาวๆถูกลบไป และเมื่อข้อมูลปรากฎอีกครั้งก็เอ่ยถึงการจัดองค์กรของคณะรัฐประหารและ CIA ประเมินว่า
กองทัพเชื่อจะได้รับการสนับสนุน
สถานการณ์ในกรุงเทพฯวันนั้นสงบเงียบ CIA ประเมินว่าพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เอนเอียงมาทางสหรัฐและเชื่อว่าคณะรัฐประหารจะไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลเสนีย์ที่หันไปสานสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐเคยใช้ไทย
เป็นฐานทัพในสงครามเวียดนาม
แต่เมื่อประสบความล้มเหลวในสงครามยืดเยื้อสหรัฐจึงถอนกำลังทหารออกไปจากเวียดนามและถอนทัพจากไทยในปี 2518 – 2519ทำให้รัฐบาลเสนีย์ตัดสินใจ
ที่จะใช้วิถีทางการทูตโดยติดต่อกับเวียดนามและได้ข้อตกลงว่าเวียดนาม
จะตั้งสถานทูตในไทยแต่มาเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมและ “ขวาพิฆาตซ้าย” เสียก่อน(นอกจากนี้ CIA ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเวียดนาม
และการถอนทัพสหรัฐออกไปจากไทย
คือนายอานันท์ ปันยารชุน ปลัด
กระทรวงการต่างประเทศ
ได้ถูกสั่งย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูต
ผู้แทนพิเศษ)

เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี
(The President’s Daily Brief)
วันที่ 8 ตุลาคม 2519 ระบุว่า
พลเรือเอกสงัดและคณะรัฐประหาร
(คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน)
พยายามเน้นย้ำว่า..ทหารเข้ามาปูทางให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยต่อไปในภายภาคหน้าแต่มีปัญหาเรื่องการหาพลเรือนมาร่วมรัฐบาลขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามกล่าวหาว่า..

” กองทัพไทยสมคบกับสหรัฐในการนำตัวเผด็จการกลับประเทศโดยวางแผนที่จะโค่นล้มรัฐบาลตามระบอบรัฐสภา
รัฐบาลเวียดนามเตือนว่าหากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายสหรัฐฯก็จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย”

เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี
วันที่ 11 ตุลาคม 2519 ระบุว่า พลเรือเอกสงัด ชลออยู่หวังจะให้มีการตั้งรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วเพื่อที่จะเบี่ยงความทะเยอทะยานของคนในกองทัพบางฝ่าย
ที่อยากจะมีบทบาททางการเมือง
และในคณะรัฐประหารก็มีเสียงเรียกร้องให้รั้งอำนาจทหารไว้นานกว่านี้พลเรือเอกสงัดยังกังวลกับหัวหน้าพรรคชาติไทย
ในเวลานั้นและพันธมิตรของเขาในกองทัพว่าอาจวางแผนทำรัฐประหารซ้อน
ทำให้ต้องวางกำลังตรวจตราในกรุงเทพฯ
อย่างเข้มงวดเมื่อวันที่ 10 และในวันที่ 10
ยังเรียกเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาพบคณะรัฐประหาร เพื่อสอบถามเรื่องรัฐประหารซ้อน

สถานการณ์โดยรวมในกรุงเทพฯ สงบนิ่ง
นักศึกษาที่ถูกจับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เริ่มได้รับการประกันตัวออกมา
ฝ่ายซ้ายแตกแยกจนต่อไม่ติด
และต้องลงไปปฏิบัติการใต้ดิน
CIA ประเมินว่าภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของรัฐบาลใหม่ คือความทะเยอทะยานของคนในกองทัพที่ไม่อยากจะสละอำนาจที่ได้มา.. เร็วเกินไป

ปรากฎในเอกสารวันที่ 12 ตุลาคม 2519
ว่า คือ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ รองผู้บัญชาการทหารบกที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ฐานไม่มารายงานตัวและถูกสงสัยว่าจะทำรัฐประหาร

(และในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520
พล.อ.ฉลาด ก็ก่อกบฎขึ้นจริงๆ)

ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2519
เอกสารของ CIA ยิ่งประเมินว่า
ภัยคุกคามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ใช่ฝ่ายซ้ายหรือนักศึกษา
แต่เป็นการชิงอำนาจกันเอง..
“คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
เริ่มแสดงอาการของความไม่มีเอกภาพ
สาเหตุหลักเนื่องจากการแทรกแซง
ของพล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ที่ไม่อยากจะเสียอำนาจไป”

“การตัดสินใจของสงัดที่จะตั้งรัฐบาลพลเรือนอย่างรวดเร็วสาเหตุหลักก็เพื่อก่อกวนยศ”

นอกจากนี้ CIA ประเมินว่าการตั้งนายอุปดิศร์ ปาจรียางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เพื่อที่จะต่อให้ติดกับรัฐบาลสหรัฐ

ขณะที่พลเรือเอกสงัดกำลังจัดการกับกลุ่มอำนาจในกองทัพที่เริ่มแตกแถว
การจัดการกับฝ่ายซ้ายก็เริ่มหนักมือขึ้น

ย้อนกลับไปที่เอกสารวันที่ 11 ตุลาคม 2519ยังระบุถึงการแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี โดย CIA ประเมินว่า..นายธานินทร์

“เป็นที่รู้กันว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม
แต่ไม่มีแนวคิดฝ่ายขวาสุดขั้ว”

ในเอกสารวันที่ 22 ตุลาคม 2519
ระบุว่า “ในแถลงการณ์ครั้งแรกต่อประเทศนายกรัฐมนตรีธานินทร์สนใจ
กับความหมกมุ่น 2 อย่างเป็นหลัก
คือ (การปราบ) คอมมิวนิสต์และการคอร์รัปชั่นและคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็เริ่มจับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย
ศักยภาพของฝ่ายซ้ายที่จะก่อปัญหา
ถูกจำกัดลงอย่างมากแต่หากการปราบปรามกระทำหนักมือไปก็อาจทำให้ประชาชนมีท่าทีต่อต้านรัฐบาลได้”

CIA บันทึกไว้ว่า การปราบปรามฝ่ายซ้าย
ประกอบไปด้วยการจับกุมผู้ที่สนับสนุนฝ่ายซ้ายและแนวคิดคอมมิวนิสต์
การกวาดล้างร้านหนังสือและหน่วยงานด้านการศึกษาที่ตีพิมพ์หนังสือที่บ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติการปิดหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางฉบับ
รวมถึงฉบับที่สำคัญ CIAระบุว่าการทารุณกรรมมีเพียงไม่กี่กรณีแต่อาจเปิดโอกาสให้กระทำการโดยพลการได้

“ในเวลานี้ การกวาดล้างได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนพอสมควร
ตอนแรกที่หวั่นเกรงกันว่าจะมีนักศึกษา
และนักกิจกรรมในเขตเมืองจำนวนมาก
ไปร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในชนชท
ดูเหมือนจะเป็นความกลัวเกินกว่าเหตุ
แม้ว่าจะมีนักศึกษาไม่กี่คนที่มีรายงานว่าไปที่ลาวเพื่อรับการฝึกแต่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง หันมาสนใจกับการสลัดตัวเองจากเรื่องการเมืองและเรียนต่อไปแทนที่จะหนีเข้าป่าไปหาความลำบาก”

อย่างไรก็ตาม..การประเมินของ CIA ผิดพลาดโดยสิ้นเชิงทั้งในเรื่องนายธานินทร์ กรัยวิเชียรและนักศึกษาหนีเข้าป่า
เพราะปรากฎว่ามีนักศึกษาแอบหนีเข้าป่ามากขึ้นในเวลาต่อมาจนกลายเป็นกำลังใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกอบกับรัฐบาลนายธานินทร์ใช้ไม้แข็งในการปราบฝ่ายซ้ายหนักมือขึ้นเรื่อยๆยิ่งทำให้ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์รุนแรงยิ่งขึ้น

ในที่สุด พลเรือเอกสงัด ชลออยู่
ก็ก่อรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เพื่อล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรที่จัดการกับฝ่ายซ้ายหนักมือเกินไปและล่าช้าในการปฏิรูป นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พร้อมด้วย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ผู้บัญชาการทหารบก ได้ดำเนินนโยบายใหม่ในการจัดการปัยหาคอมมิวนิสต์นั่นคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523

มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
และรับผู้ที่หนีเข้าป่ากลับมาร่วมพัฒนาประเทศ ทำให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่า
กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนในที่สุด
และถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย..

อ้างอิง
เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010010-4 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)

ภาพ.. เลขาธิการ​พรรคคอมมิวนิสต์​แห่งประเทศไทย
คนสุดท้าย.. สหายธง​ แจ่มศรี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

6ตุลา สังหารหมู่นักศึกษา

ก่อน 6 ตุลา บนหน้าหนังสือพิมพ์
ส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก่อนเหตุ

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การชุมนุม The Moments of SILENCE (แด่การจากไปของคนเดือนตุลา) ณ เมือง ชิคาโก รัฐอิลินอยด์ สหรัฐอเมริกา

“การสังหารหมู่ 6 ตุลา” 45 ปี กับคำตอบที่ว่าทำไมสังคมไทยเรียกเหตุการณ์เพียงแค่ “6 ตุลา” !!!! (ฉบับ ย่อมากๆๆ)

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 กลุ่มตำรวจและลูกเสือชาวบ้านได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมอย่างสงบของกลุ่มคนนับหลายพันเพื่อประชาธิปไตย เวลา 5.30 น มีการยิงระเบิดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว มีคนตายทันที 4 คนและบาดเจ็บนับสิบ แต่ระเบิดลูกนั้นถือเป็นเพียงสัญญาณการเปิดฉากของเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” 7.30 น หลังจากที่มีคนขับรถประจำทางพุ่งชนประตูรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจได้นำทางให้ทหาร(พร้อมอุปกรณ์การรบครบมือ) และลูกเสือชาวบ้านเข้าไปยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัย กระสุนพุ่งสาดใส่ประชาชนเหมือนฝนที่ตกลงมาจากฟ้า “เป็นวิถีกระสุนตรง” และประชาชนก็เริ่มเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆตามมา แต่บางคนโชคไม่ดีนักที่ไม่ได้ตายลงทันทีแต่กลับต้องมาเผชิญความโหดร้ายป่าเถื่อน โดยตามสื่อต่างๆ มีทั้งภาพถ่าย และวิดีโอออกมาถึงการใช้ความรุนแรงแก่ประชาชนมือเปล่าอันเกินมนุษย์มนาของเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนโดนแขวนคอ บางคนโดนข่มขืน บางคนโดยไล่ฆ่าเอาชีวิต บางศพโดนลากไปมาทั่วสนามฟุตบอลเพื่อความสะใจ แต่สิ่งที่น่าอดสูใจที่หนักไปมากกว่าการมีคนเสียชีวิตคือ การที่คนมองดูอยู่รอบข้าง แล้วรู้สึกสะใจมีความสุขกับการสังหารในครั้งนั้น 5 ชั่วโมงหลังจากการเริ่มยิงระเบิดลูกแรก ในที่สุดพวกเขาก็หยุดยิงใส่พวกเรา แต่กระบวนการการสังหารประชาชนยังไม่ได้หยุดลงตาม ตำรวจควบคุมกลุ่มประชาชนที่รอดชีวิตบังคับให้พวกเค้าถอดเสื้อผ้าออกแล้ว นอนลงกับพื้นประจันหน้ากับศพเพื่อนรวมอุดมการณ์ของพวกเขา อ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 46 คน บางเจ็บนับร้อย 4000 คนโดนจับกลุ่ม และ ส่วนคนที่สูญหายไม่ได้มีการกล่าวถึงในรายงานดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่เราควรเริ่มบทสนทนาในสังคมไม่เพียงแต่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง แต่อีกสิ่งที่เราควรพูดถึงในเหตุการณ์อันโหดร้ายนี้ คือ “อะไรที่เราไม่ได้พูดถึง” ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ความมั่นคงของชาติมีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่น และในขนาดเดียวกัน “the state’s power” ก็มีอิทธิพลครอบคลุมต่อท่าทีในการแสดงออก และเสรีภาพของประชาชน ในทางเดียวกันเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อการควบคุมและการทำความเข้าในต่อเหตุการณ์ต่างๆด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่พยายามจะพูดถึงความจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจถูกตกเป็นเป้าหมายของการกระทำความผิด กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม

จากวันนั้นถึงวันนี้ 45 ปีหลังจากการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีแม้แต่การสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการแม้แต่คดีเดียว จะมีบ้างก็เพียงแต่บทสนทนาทางแวดวงวิชาการ ในฐานะผู้เขียน (ที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว) มีความรู้สึกว่ารัฐไทยมีความพยายามอย่างสูงที่จะทำให้ประชาชน ลืมๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไปซะ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ลืม หรือ ประชาชนส่วนหนึ่งเลือกที่จะลืมมันไปเอง เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นมันตอบคำถามที่ว่า ทำไมคนไทยจึงเรียกเหตุการณ์โหดร้ายป่าเถื่อนเกินมนุษย์มนาครั้งนี้เพียงแค่ “6 ตุลา” แทนที่จะเป็น “การสังหารหมู่ 6 ตุลา”

แต่ลองมานั่งคิดถึงความสมเหตุสมผลจะเป็นไปได้ยังไงที่เพียงแค่อำนาจรัฐจะมีอิทธิพล ในการตัดต่อดัดแปลงความคิดความเข้าใจ เพื่อทำให้สังคมลืมสิ่งที่เกืดขึ้นในวันนั้น หรือจริงๆแล้วมันมีการสมยอมกันทางอำนาจ มีการให้ใบอนุญาต “ในการฆ่า” จากกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น? คำถามคือถ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของถนอมเพียงคนเดียว ทำไม 45 ปีที่ผ่านมาถึงไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วทำไมคนที่จะะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นถึงมีความเสี่ยงที่จะติดคุกจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112?

ตามที่มีบันทึกเอกสารต่างๆปรากฎ ทุกคนมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่า การสังหารหมู่ ของวันที่ 6 ตุลา 2519 นั้นมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง เพราะยังคงมีคำถามมากมายในใจของประชาชนท่ามกลางความเงียบจากเหตุการณ์ดังกล่าว คำถามที่ดูเหมือนจะใหญ่และคาใจประชาชนคนไทยมากที่สุดคือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น. มีข้อสังเกตหลายอย่างว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อาจมีส่วนเกี่ยวกับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่หลายๆคนอาจเห็นตามสื่อต่างก่อนหน้านั้นว่า สมาชิกราชวงศ์ในช่วงนั้นต่างมีบทบาทในการแสดงออกในการเลือกข้างทางฝ่ายขวาเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาตามมา

  1. กษัตริย์ภูมิพล และ ราชินีสิริกิต์ได้ไปเดินทางไปวัดบวรนิเวศน์ หลังจากที่ถนอมได้บวชที่วัดนั้นเพียง 2 วัน (แม้ว่าจะไม่ได้ไปเยี่ยมถนอมโดยตรง)
  2. ราชินีสิริกิตได้แสดงความกังวลใจของเธอออกมาในการที่บอกว่า มีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้เดียงสา พยายามที่จะทำลายศาสนาพุทธ (ทั้งๆที่กลุ่มคนเหล่านั้น แค่ไม่พอใจในตัวถนอม ที่ไปบวชวัดนั้น) อีกทั้งราชินีสิริกิต ยังมีการบอกให้ประชาชนอีกส่วนให้ออกมาปกป้องศาสนาพุทธอีกด้วย
  3. เจ้าหญิงสิรินธร และ เจ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เดินทางไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สังหารหมู่ พร้อมกล่าวชื่นชมที่พวกเขาเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อชาติ

จากการกระทำทั้งหมดของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ไทย จึงเกิดคำถามที่ว่า “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งนี้ขึ้นหรือไม่?” (Cole, 1976) ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น, สิ่งที่สมาชิกราชวงศ์ทำ, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสร้างที่ทำให้ความเงียบงันต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในสังคมไทยขึ้น

จากตุลา 2519 สู่ ตุลา 2564, 45 ปีแห่งการสังหารหมู่อันโหดร้ายทารุณ สิ่งที่ยังคงเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากวันนั้นสู่วันนี้คือ “วัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล” นับร้อยชีวิตที่สูญเสีย นับร้อยชีวิตที่สาบสูญ นับร้อยชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งต่างๆทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมครั้งล่าสุดคือ กรณีผู้ต้องหาโจ้ (อดีตผู้กำกับ) ที่มีการใช้ถุงดำคลุมหัวซ้อมทรมาน ผู้ต้องสงสัยคดีค้ายาเสพติดจนถึงแก่ชีวิตระหว่างการสอบสวน แม้ว่าคดีจะผ่านไปเป็นเดือนแล้วแต่ดูเหมือนว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้า และเป็นไปได้อย่างสูงที่จะจบลงด้วย “คนทำผิด ไม่ได้รับผิด” นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำว่ารัฐไทยนั้นล้มเหลวต่อการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการโดนรัฐเอาเปรียบแม้ว่าประชาชนอย่างเราจะรู้สึกสึกทรมานกับเหตุการณ์ต่างๆแค่ไหน สิ่งเดียวที่รัฐไทยต้องการให้เราทำคือ อยู่ท่ามกลางความเงียบ และบังคับให้เราลืมๆมันไปสะ

วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย ถึงคนที่จากไป, เพื่อเยียวยาให้แด่คนที่ยังมีชีวิตอยู่, เพื่อประนามวัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล ที่มีอย่างยาวนานในสังคมไทย, เพื่อเรียกร้องการขอโทษสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะจากใครตามที่มีส่วนเกิดเกี่ยวข้องกับการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนผิดมนุษย์ครั้งนี้
ตราบใดที่พวกเรายังคงจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” สักวันเราจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา


The early morning of October 6, 1976, police and village scout groups surrounded Thammasat University, where thousands of people had gathered peacefully protesting for democracy. At 5.30 am a bomb was fired into the crowd; 4 people died instantly, dozens were injured. The bomb was the signal of the beginning of the October 6 Massacre. At 7.30 am right after a bus smashed the university gate, the police led the full army of soldiers and village scouts into the campus. The rain of the bullet fire attack came at the same time. Once they got in there “ALL SHOOTING WAS DIRECTED” more people were dying. Some did not get lucky enough to die suddenly. Hundreds of photos, news, and VDOs showed incredible violences to defenseless people; some were hanged, some were raped at the scene, some were chased down, and some were dragged around the soccer field etc. Another tragedy that actually happened on that day was not about physical violence. But it was all about ignorance and/or many spectators who were there, which clearly enjoyed the mass killing massacre on that day (see the picture). Five hours later, before they stopped shooting people but the massacre was not. The police rounded up the rest of survivor protesters into the soccer field and ordered them to take their shirts off and lie down on the ground facing the dead bodies. And get them arrested one by one. According to the police report, 46 people were dead, hundreds were wounded, those who missing were not reported and up to four thousands were arrested.

But today, we are not going to talk about just what happened? Another important thing about the October 6 massacre is “what is unsaid” from it? It cannot be denied that National security has always been a higher priority for the state than anything. The state’s power has always overridden the freedom of expression and freedom of assembly of the people. There are political conditions that have effectively shaped and altered how we remember certain events. For those who speak the truth about the massacre would be subjected to the draconian lèse majesté law, a severe punishment without justice. From day one (October 6, 1976) until today, for 45 years after the mass massacre “there is NO official investigation has been undertaken” As we clearly see, the Thai State tries so hard to force us to forget about it either by authority (being silenced) or voluntority (being silent). Those conditions “state’s propaganda” those factors above are reasons why we call this bloody event only “October 6” rather than “The October 6, mass massacre at Thammasat University”. Moreover, how could the government manipulate millions of memories to forget about it even if somehow it happened to your neighbors who live under the same roof? Were there any authority or given legitimacy “TO KILL” from other political institutions behind the mass massacre? If not why there is no official investigation and why do people who speak are being threatened to get arrested from lèse majesté law section 112

Based on many documentary records; the mass massacre needs to be investigated, because there are many questions still remaining in the silent atmosphere. The biggest elephant in the room and the most troublesome question for Thai society is the role of the Royal Family in the political spectrum. The Thai Royal Family has been linked to the mass massacre, as you can see from the gallery that every single member of the royal family was active in the mobilizations of the right wing’s order which included (Military and Village Scouts). For example 1) King Bhumibol, Queen Sirikit, The Crown Prince went to visit someone at the same temple after Tanom had returned two days later. 2) Queen Sirikit relayed her concern that vicious people were attempting to destroy Buddhism, thus the queen urged people to help protect the temple, and thereby Buddhism, which impliable to protect Tanom as well. 3) Princess Sirindhorn and Princess Jurapolwarailuk went to visit the injured police officer and praising them for their sacrifice to the country.Those facts about actions and inaction by the royal family raise the question that “Were they a part of the atrocity?” (Cole, 1976). Moreover Paul Hendley made a detailed implication of the palace in the buildup of the right-wing movement and in the situation that led to the massacre and the coup. All in all, those factors of what happened, what they did, and lèse majesté law contributed to the Moments of SILENCE in Thailand.

From October 1976 to October 2021, 45 years of merciless massacre, what is left in Thailand is the Impunity system. Hundreds of death, hundreds of missing, hundreds of injustice; That’s still going on in Thailand. Another impunity case that just happened is “Chief Thitisan or Joo” A Thai police chief accused of torturing and killing a suspected drug dealer while in custody. And yet again, the Thai government failed to ensure accountability for even the most ghastly state abuses against people. Even how miserable we feel; the only thing that the Thai state wants us to do is keeping our mouths shut about unjust events. Today we gather to revive the memories of survivors of the October 6th massacre, to condemn the long history of impunity in Thailand, to demand public apology from whoever that were involved in this inhuman slaughter. and as long as we remember, one day, justice will be served here, right in our hands.

อ้างอิง หนังสือ The Moments of SILECE ของ อ. ธงชัยวินิฉัยกุล https://www.amazon.com/Moments-Silence-Unforgetting-October-Massacre/dp/0824882334/ref=sr_1_2?dchild=1&keywords=the+moments+of+silence&qid=1633304020&sr=8-2

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การเปลื้องผ้าประท้วงเสรีภาพหรือความน่าอาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การเปลื้องผ้าประท้วง (nudity protest) เรียกได้ว่าเป็นอีกสีสันหนึ่งของการจัดการประท้วงและจัดเป็นลูกเล่นที่ใช้ในการดึงความสนใจของผู้คนและสื่อ มีการจัดการเปลื้องผ้าประท้วงในหลายๆ เหตุการณ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ถึงสิทธิของสัตว์เพื่อให้เลิกใช้ขนสัตว์มาทำเสื้อผ้า การรณรงค์สิทธิสตรีและกลุ่ม LGBTQ การประท้วงต่อต้านอุตสาหกรรมแฟชั่น การประท้วงต่อต้านสงคราม หรืออย่างล่าสุดในประเทศไทย การต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากรัฐโดยผู้หญิงสูงวัยที่รู้จักกันในนามว่า “ป้าเป้า”

ย้อนกลับไปยังปี 1903 ในแคนาดา การประท้วงของกลุ่ม Spiritual Christian Freedomites กับภาพกลุ่มผู้ประท้วงทั้งชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงทางกฎเกณฑ์ของผู้อพยพในยุคนั้น นับเป็นภาพการเปลื้องผ้าประท้วงภาพแรกที่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก

ธันวาคมปี 2011 ปรากฏภาพผู้ประท้วงนับร้อยคนเปลื้องผ้ากลางย่านธุรกิจของเมือง Madrid ประเทศ Spain โดยผู้ประท้วงนอนทับกัน มีการใช้สีแดง สาดใส่ร่างกายแทนเลือด ภายใต้การประท้วงชื่อว่า “How many lives for a coat” หรือ “กี่ชีวิตที่ใช้ทำเสื้อโค้ต” เพื่อต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อใช้ขนสัตว์ผลิตเสื้อผ้า

ในเดือนกรกฎาคม 2020 ในช่วงการประท้วง Black Live Matter ที่เมือง Portland รัฐ Oregon ได้ปรากฏภาพดังที่สื่อ บันทึกและเรียกกันว่า “ Naked Athena” เป็นภาพของหญิงสาวสวมเพียงหมวกไหมพรมและหน้ากากอนามัยปิดหน้า นั่งลงกับพื้นและกางขาทั้งสองข้างออกจากกันโดยไร้ซึ่งเสื้อผ้าใดๆ ปกปิดร่างกาย หันประจันหน้าไปทางตำรวจสลายฝูงชนที่เตรียมเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วง หญิงสาวนิรนามนั่งโพสต์ท่าแบบนั้นโดยไร้คำพูดใดๆ ราว 10 นาที และเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยกเลิกการจัดการฝูงชน สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใดๆ

จริงอยู่ว่าการเปลื้องผ้าประท้วง นำมาซึ่งการถกเถียงทั้งเรื่องความน่าสนใจและน่าอับอายในคราวเดียวกัน แต่ทั้งนี้นอกจากการสร้างเทคนิคให้เป็นที่สนใจแล้ว ยังจัดได้ว่า การเปลื้องผ้าไร้ซึ่งสิ่งใดๆ ปกปิดร่างกาย แสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตามธรรมชาติ มนุษย์ที่ควรมีสิทธิ์ในการแสดงออกและเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ มนุษย์ที่รักสงบและต่อต้านการใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และในท้ายที่สุด มนุษย์ที่ล้วนมีความเท่าเทียม เมื่อไร้ซึ่งพันธการใดๆ ในร่างกายแล้ว ทุกคนล้วนคือคนหนึ่งคน ที่ควรจะมีสิทธิ์ มีเสียงที่เท่ากัน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น