หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายทั่วไปประเด็นเกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผม รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นเกี่ยวกับคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเมื่อปี 2558 ที่นำทีมสืบสวนสอบสวนโดย พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ซึ่งตลอดกระบวนการได้ถูกขัดขวางข่มขู่โดยบุคคลต่างๆ ด้วยหลากหลายวิธีการ และต่อมายังถูกโยกย้ายในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการให้เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต รวมถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของกลุ่มคนในแวดวงชนชั้นสูง ที่นำไปสู่การลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณในที่สุด ขอเชิญอ่านเนื้อหาคำอภิปรายทั้งหมดได้ที่นี่ครับ



ย้อนไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ TIP Report ประจำปี 2021 โดยลดระดับประเทศไทยจากกลุ่ม Tier 2 ลงไปอยู่ในกลุ่ม Tier 2 Watch List หรือเกือบแย่สุดจากทั้งหมด 4 ระดับ
.
เมื่อไปดูในรายละเอียดก็มีระบุไว้น่าสนใจหลายเรื่อง เช่นว่า มีการลักลอบขนคนผิดกฎหมายข้ามชายแดนระหว่างเมียนมาร์กับไทย มีการเรียกเก็บเงิน 10,000 ถึง 70,000 บาท โดยขบวนการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจในท้องที่บางคนปกปิดข้อมูลไว้ไม่ให้ถูกใช้ฟ้องคดี เพื่อปกป้องผู้ค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลบางคนก็ได้ประโยชน์ด้วย


อันที่จริงครั้งหนึ่งเราเคยมีความพยายามปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ที่อาจจะเป็นหนึ่งในครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยมีมา เอาตัวคนผิดมาลงโทษได้ตั้งแต่นายหน้าค้ามนุษย์ที่เป็นบุคคลทั่วไป ไปจนถึงที่เป็นทหารระดับสูง กรณีที่ว่านั้นคือคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ที่นำทีมสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีโดย พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในช่วงปี 2558
.
การค้ามนุษย์นั้นไม่ได้มีแค่การบังคับไปขายบริการทางเพศ ไปเป็นแรงงานบนเรือประมง ไปเป็นขอทาน อย่างที่เราคุ้นๆ กันเท่านั้น ในกรณีชาวโรฮิงญานั้นคือชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่อยู่ในประเทศเมียนมาร์ ที่ต้องการอพยพไปมาเลเซีย และต้องใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย นั่นจึงเป็นที่มาของขบวนการที่หากินกับชีวิตและเลือดเนื้อของคน การเรียกเก็บเงินจากชาวโรฮิงญาหัวละหลายหมื่น จับยัดใส่เรือประมงที่ดัดแปลงไว้ขนคนแล่นเข้าน่านน้ำไทย พอขึ้นฝั่งมาก็เอามาขังไว้ที่ค่ายลับกลางป่าเขา บางคนเป็นผู้หญิงก็ถูกข่มขืน สามีต้องต้องทนดูภรรยาถูกกระทำ พ่อต้องทนดูลูกถูกชำเรา แต่ละคนถูกซ้อมทรมาน เปิดโทรศัพท์แล้วเฆี่ยนตีให้ญาติๆ ที่อยู่ปลายทางฟัง จะได้ไปหาเงินมาจ่ายค่าไถ่ ถ้าไม่มีจ่ายให้ ก็ปล่อยทิ้งไว้ในคอกให้อดๆ อยากๆ จะป่วยจะตายไปก็ไม่ต้องสน
.
กรณีสำคัญที่ถูกค้นพบ คือค่ายที่คุมขังและหลุมศพชาวโรฮิงญา ที่ถูกตรวจพบบริเวณเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 อันเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณปวีณต้องมาทำคดีนี้ โดยพบโรงนอน 26 โรง, หลุมศพ 35 หลุม, ศพ 36 ศพ บางศพชันสูตรพบว่าขาดสารอาหารตาย ผู้ป่วย 2 คนเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีภาพที่เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกทลายค่ายกักกัน คือชายชาวโรฮิงญาคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ หนีตามคนอื่นๆ ไปไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเขาถูกบังคับให้นั่งยองๆ อยู่ในคอกทั้งวันจนขาลีบอ่อนแรง เดินไม่ได้แล้ว จะเคลื่อนที่ต้องใช้มือกระเถิบไป และต้องกินใบไม้ประทังชีวิต นี่หรือครับคือสิ่งที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกัน แบบนี้แหละที่เรียกว่าค้าทาส ที่เรียกว่าเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลา เป็นความอำมหิตของทุกคนที่กระทำและสนับสนุนอาชญากรรมนี้ให้ดำรงอยู่มาแล้วนับ 10 ปี
.
และการจะเอาคนจากยะไข่ลงเรือมาขึ้นบกที่ไทย ขังอยู่ในคอกได้ตั้งนานแบบนี้ ลำพังแค่อาชญากรทั่วไปทำไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีอาชญากรในเครื่องแบบร่วมด้วย ซึ่งคุณปวีณก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยการสืบสาวไปถึงนักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจและทหารหลายนาย โดยชื่อใหญ่สุดที่ตามจับได้คือ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 16 คุณปวีณทำคดีได้ขนาดนี้จึงไม่แปลกที่ไทยจะถูกเพิ่มระดับใน TIP Report ขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะเมื่อมีคนกล้าออกมาปราบปรามอย่างจริงจังขนาดนี้ คนที่คิดก่อการชั่วร้ายก็ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ จะเคลื่อนไหวอะไรก็ลำบากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลนี้ก็เอามาเคลมเป็นผลงานของตัวเอง แต่แล้วชะตากรรมของเจ้าของผลงานตัวจริงอย่างคุณปวีณกลับต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ จนในวันนี้ 6 ปีผ่านไป ไทยก็ถูกลดระดับลงมา Tier 2 Watch List อีกครั้ง


ความไม่ชอบมาพากลต่างๆ หลายท่านอาจเคยรู้ เคยเห็นข่าว เคยฟังอภิปรายมาบ้างแล้ว แต่วันนี้เรามาฟังจากปากคำของเจ้าตัวผ่านเอกสารชิ้นนี้ นี่คือ Statutory Declaration หรือคำให้การของคุณปวีณต่อทางการของประเทศออสเตรเลียเพื่อใช้ในการขอลี้ภัย ซึ่งเป็นกระบวนการตามกฎหมายของออสเตรเลีย ให้การโดยสาบานว่าเป็นความจริง และได้รับการยอมรับจากประเทศปลายทางแล้วให้คุณปวีณสามารถขอลี้ภัยได้ มีลายเซ็นของคุณปวีณกำกับทุกหน้า
.
และต่อจากนี้ไป ผมอยากให้พี่น้องตำรวจ พี่น้องข้าราชการ รวมถึงพี่น้องประชาชน เข้าไปดูคำให้การนี้ (สามารถดูได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/rangsimanrome/posts/497216888428042 หรือที่ทวิตเตอร์และเพจเฟซบุ๊คของพรรคก้าวไกล) แล้วลองนึกทบทวนดูว่าในชีวิตงานราชการของพวกท่าน ทั้งที่ต้องการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดแท้ๆ แต่พวกท่านกลับต้องมาเจอเรื่องทำนองนี้เหมือนๆ กันกับที่คุณปวีณเจอหรือไม่?
.
เรามาเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 คุณปวีณในฐานะที่เป็นนายตำรวจมือฉมัง ผู้เคยมีผลงานอย่างการปราบมาเฟียแท็กซี่ที่ภูเก็ต การสืบสวนสอบสวนคดีโรงพักตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนหนึ่งที่เคยเป็นกำนันอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณปวีณจึงถูกมอบหมายให้มาทำคดีนี้ ปรากฏว่าเริ่มต้นมาจะต้องตามหาตัวพยานคนสำคัญคนหนึ่ง เมื่อถามตำรวจที่รับผิดชอบคดีอยู่ คือ พล.ต.ต. “ด.”, พ.ต.อ. “อ.” และ พ.ต.อ. “ฉ.” ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ข้อมูล จนคุณปวีณต้องไปตามหาพยานเองเพื่อขยายผลและออกหมายจับคนที่เกี่ยวข้อง
.
ต่อมามีการค้นบ้านพักกลุ่มผู้ต้องหาในจังหวัดระนอง ที่มี พ.ต.อ. “อ.” เป็นหัวหน้าชุด พบหลักฐานการโอนเงินของผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ ลงชื่อผู้รับสำคัญๆ เช่น คุณจันทรา ปั้งซวด หรือเจ๊ง้อ หนึ่งในขบวนการค้ามนุษย์รายใหญ่ในจังหวัดระนองที่ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ซึ่งผมก็ทราบข้อมูลมาว่าเจ๊ง้อคนนี้เนี่ยมีสายสัมพันธ์โยงใยไปถึงนายทหารระดับอดีต ผบ.ทบ. ที่อยู่ในรัฐบาลนี้ด้วย นี่ก็เพิ่งมีข่าวว่าลูกสาวเจ๊ง้อเพิ่งมาถูกจับเอาที่นนทบุรีเมื่อเดือนสิงหา 64 หลังจากคดีผ่านไปแล้วตั้ง 6 ปี แปลกดีนะครับ หายไปตั้งนาน เพิ่งมาจับได้หลังไทยโดนลดระดับเป็น Tier 2 Watch List เพียงไม่กี่เดือน สงสัยพอถูกลดระดับก็ต้องรีบกลับมาทำผลงานกระมัง
.
กลับมาที่สลิปโอนเงินต่อครับ อีกชื่อสำคัญที่รับเงินมา ก็คือ พล.ท.มนัส คงแป้น โดยมีรายการธุรกรรมเป็นวงเงินถึง 14 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่าหลักฐานชิ้นนี้ คุณปวีณก็เพิ่งมารู้ทีหลังจากนักข่าว แล้วเพราะอะไรคุณปวีณถึงไม่รู้เรื่องนี้เองตั้งแต่แรก? นั่นก็เพราะ พ.ต.อ. “อ.” ที่เป็นหัวหน้าชุดบุกค้นไม่ยอมส่งหลักฐานให้ จนคุณปวีณต้องไปตามเอามาภายหลัง ซึ่งสลิปการโอนเงินนี้ได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการออกหมายจับ พล.ท.มนัสในเวลาต่อมา
.
อุปสรรคแรกที่คุณปวีณต้องเจอก็คือการขัดขวางกระบวนการสืบสวนสอบสวน การปิดบังพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งถ้าทำโดยฝ่ายอาชญากรก็นับว่าแย่แล้ว แต่นี่กลับทำโดยตำรวจเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันเอง นี่คือส่วนต่อขยายของขบวนการทั้งหมด ที่มีแฝงอยู่ในหน่วยงานตำรวจด้วยอย่างนั้นหรือไม่? พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตรที่เคยคุมตำรวจตอนนั้น ทราบเรื่องนี้หรือไม่?


ต่อมาเมื่อออกหมายจับแล้ว ก็มีผู้ต้องหาทยอยมอบตัว เช่น คุณปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือโกโต้ง อดีตนายก อบจ. สตูล เมื่อถูกหมายจับก็ยอมมอบตัว แต่เลือกไปมอบตัวกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ในขณะนั้น ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะท่านก็เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดูพื้นที่สงขลาและสตูลมาก่อนเมื่อปี 2554 – 2555 ก็ไม่รู้ว่าเคยลองเดินสำรวจพื้นที่บ้างหรือเปล่าว่าตอนนั้นในพื้นที่ของท่านเคยมีค่ายโรฮิงญาอยู่กี่แห่ง
.
ส่วนกรณี พล.ท.มนัส ตามคำให้การของคุณปวีณ หลังออกหมายจับไม่กี่วัน เขาก็ได้รับสายโทรศัพท์จากนายตำรวจคนสนิทของ พล.อ.ประวิตร คนหนึ่ง ที่อ้างว่า พล.อ.ประวิตร ต้องการเห็น พล.ท.มนัสถูกปล่อยตัว หลังจากบทสนทนาดังกล่าว พล.ท.มนัสได้มามอบตัวกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ในขณะนั้นถึงที่กรุงเทพฯ เมื่อมาถึง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถึงกับจัดเครื่องบิน ส่งตัวตรงจากกรุงเทพฯ มาควบคุมตัวไว้ที่หาดใหญ่ และเมื่อ พล.ท.มนัสทราบว่าพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว ก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง อ้างว่า ผบ.ตร. อนุญาตให้ประกันตัวแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ในคำให้การของคุณปวีณนะครับ เพราะแม้กระทั่ง พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ผู้บังคับบัญชาสายตรงของคุณปวีณในขณะนั้น ก็ได้เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ บอกเล่าเช่นกันว่าได้ยิน พล.ต.อ.สมยศพูดกับ พล.ท.มนัสว่า “เราเป็นพี่เป็นน้องกัน จะให้ความเป็นธรรม สอบสวนปากคำเสร็จแล้วก็จะให้ประกันตัวไป” แล้วพอไม่ได้ประกัน พล.ท.มนัสก็มาโวยวายว่า “กูโดนหลอก ผบ.ตร. จะให้ประกันตัว แต่ไอ้รองเอกคัดค้านไม่ให้การประกันตัว”
.
ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ครับ พล.ต.อ.สมยศเรียนเตรียมทหารรุ่น 15 พล.ท.มนัสเรียนรุ่น 16 ก็เป็นพี่น้องกันจริงๆ อย่างที่ พล.ต.อ.สมยศว่านั่นแหละครับ การที่ได้ไปมอบตัวกับ ผบ.ตร. เองเลยนั้น ถ้าเป็นอาชญากรทั่วไปคงไม่ได้รับเกียรติแบบนี้ นอกจากนี้การที่ ผบ.ตร. รวมถึง พล.อ.ประวิตรต้องการให้ พล.ท.มนัสได้ประกันตัว ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่แสดงให้เห็นว่าพวกท่านไม่เคารพกฎหมาย ใช้เส้นสายช่วยเหลือพวกพ้อง เพราะอันที่จริงคดีลักษณะนี้เป็นการกระทำนอกราชอาณาจักรด้วย ซึ่งตามกฎหมาย คนที่จะสั่งให้หรือไม่ให้ประกันได้ก็คืออัยการสูงสุด ไม่ใช่ ผบ.ตร. และไม่ใช่รองนายกรัฐมนตรี


เมื่อมอบตัวเข้ามาแล้ว พล.ท.มนัสก็ยังไปก่อเรื่องข่มขู่พยานสำคัญ แล้วยังข่มขู่กับคุณปวีณว่าตัวเองเป็นคนมีพวก ไม่ใช่ตะเกียงหมดน้ำมัน ระวังตัวให้ดี นอกจากนี้คุณปวีณยังถูกกดดันจากทั้งทหารและตำรวจด้วยกันเอง อย่างครั้งหนึ่งมีนายตำรวจคนหนึ่ง (ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่เคยคุมเรื่อง “ตำรวจราบ” ตอนที่ผมอภิปรายตั๋วช้าง) บอกกับคุณปวีณด้วยว่าทางทหารไม่พอใจมากที่ออกหมายจับ พล.ท.มนัส
.
แต่ถึงขนาดนั้นแล้ว คุณปวีณก็ยังออกหมายจับนายทหารบกเพิ่มอีก 3 นาย ทหารเรืออีก 1 นาย แต่เมื่อรายงานผู้บังคับบัญชา กลับถูกตำหนิและสั่งให้เก็บหมายจับทหารไว้ไม่ให้สื่อรู้ พอใช้วิธีส่งหมายไปให้กองทัพแบบเงียบๆ ปรากฏว่าผลที่ตามมา พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ผู้บังคับบัญชาสายตรงของคุณปวีณที่รับผิดชอบคดีค้ามนุษย์ กลับถูกย้ายออกนอกสังกัดตำรวจไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
.
นั่นหมายความว่าถ้าไม่อยากให้สิ่งที่อุตส่าห์ทำมาต้องสูญเปล่า คุณปวีณต้องรีบสอบสวนเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนที่ พล.ต.อ.เอกจะถูกย้ายไปในวันที่ 30 กันยายน 2558 ซึ่งท้ายที่สุดทีมสอบสวนของคุณปวีณก็สามารถสรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุด เป็นเอกสารจำนวน 699 แฟ้ม 271,300 แผ่นกระดาษ ออกหมายจับผู้ต้องหาได้ถึง 153 คน


ทั้งหมดนี้เหมือนจะจบลงได้ด้วยดี ซึ่งในส่วนของคดีปัจจุบันก็สามารถพิจารณาไปจนถึงศาลอุทธรณ์ พิพากษาลงโทษไปถึง 75 คน แต่สำหรับตัวคุณปวีณ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะในเวลาต่อมา 21 ตุลาคม 2558 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่มี พล.อ.ประวิตรนั่งเป็นประธาน ได้อนุมัติให้ย้ายคุณปวีณ จากรองผู้บัญชาการภาค 8 ไปรักษาราชการอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้
.
การย้ายไปชายแดนใต้นั้น ถ้าเป็นก่อนหน้าทำคดีค้ามนุษย์ คุณปวีณก็คงไม่ติดขัดอะไร แต่เมื่อคุณปวีณเป็นผู้รับผิดชอบทำคดีค้ามนุษย์โรฮิงญาแ

Facebook : Rangsiman Rome

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

วิพากษ์แถลงการณ์ร่วมไทยกับซาอุดีอาระเบีย 25 ม.ค. 65โดย จักรภพ เพ็ญแข

ข่าวลือและข่าวมโนเกิดขึ้นมากในกรณีซาอุดีอาระเบีย ที่จู่ ๆ ก็เกิดการเยือนกรุงริยาร์ดของฝ่ายไทยขึ้นมา เราควรตั้งคำถามกับตัวเอง 2 ข้อเพื่อให้นำทางเราไปสู่คำตอบ ซึ่งถึงอาจจะยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่ก็ใกล้เข้าไปหน่อย คำถามนั้นคือ:

  1. เบื้องหน้า: สาระจริง ๆ ของการรับระบอบไทยครั้งนี้คืออะไร?
  2. เบื้องหลัง: เกิดขึ้นได้เพราะอะไร?

คำถามที่ 1

อ่านแถลงการณ์ไทย-ซาอุดีอาระเบียให้ละเอียด ในนั้นได้บอกอะไรเราอย่างชัดเจนเกือบทั้งหมดแล้ว ผมจะขอว่าไปทีละข้อ และอาจจะรวบบางข้อเข้าด้วยกัน เพราะหลายข้อเป็นข้อความที่ว่างเปล่าแบบการทูตยุคโบราณเท่านั้น

ข้อ 1 ชัดเจนตั้งแต่ข้อแรกนี้เลยว่า งานนี้ไทยเป็นคนไปของอนง้อกับทางซาอุดีอาระเบีย เพราะรองนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ออกจดหมายเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ตามประเพณีการทูตแล้ว คนในตำแหน่งเดียวกันหรือเทียบเท่ากันเท่านั้นเขาจะเชิญกัน นายกฯ ต้องเชิญนายกฯ ด้วยกัน ไม่ใช่รองนายกฯ เชิญนายกฯ ซึ่งเท่ากับบอกกลาย ๆ ว่า คนตำแหน่งต่ำกว่าของบ้านฉัน ใหญ่เท่ากับคนตำแหน่งสูงกว่าที่บ้านเธอ ส่งสัญญาณตั้งแต่แรกว่าใครง้อใคร และใครตัวซี้ตัวสั่นรีบวิ่งไปหาเขาเมื่อได้ยินเสียงเคาะกะลา เรารู้ครับว่า เจ้าชายบินซัลมานฯ หรือ MBS คือผู้มีอำนาจจริงในซาอุดีอาระเบีย ถ้าจะคุยให้ได้เรื่องก็ต้องคุยกับคนนี้เท่านั้น เรื่องนี้ใครก็เข้าใจ แต่จะต้องไม่ลืมด้วยว่าประเทศไทยไม่ได้เซ็นสัญญาเป็นคนรับใช้ หรือยอมตัวเป็นชาติไก่รองบ่อนของชาติใดอย่างเป็นทางการ การแสดงความเสมอภาคและเท่าเทียมระหว่างคู่เจรจาคือเกียรติภูมิของชาติอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในขั้นต้น แต่พออ่านข้อ 1 เลยทำให้คิดว่า หรือคนไทยเราบางคนไม่รู้จักคำว่า เกียรติภูมิ หรือ เกียรติยศ

ข้อ 2 คราวนี้ ไทยเป็นฝ่ายเอ่ยปากแสดงความเสียใจเกี่ยวกับกรณีที่พวกเราเรียกกันว่า คดีเพชรซาอุฯ ขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะระบุปีเสียด้วยว่า ระหว่าง พ.ศ. 2532-2533 ทั้งที่เรื่องจริงมันยาวนานกว่านั้นมาก อาจมีเจตนาเพื่อตัดบางกรณีที่ลามต่อเนื่องออกไป เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสืบสวนและสอบสวนเพิ่มแบบขยายประเด็น แบบนี้ต้องเรียกว่าตั้งข้อหาตัวเองแบบตำรวจบางคน คือช่วยตั้งข้อหาให้มันแคบเข้าไว้ แต่สาระสำคัญกว่านั้นอยู่ที่ตรงฝ่ายไทยชิงสรุปว่า เท่าที่ผ่านมา ได้ทำคดีนั้นอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ยินดีจะเปิดแฟ้มใหม่ให้กับซาอุดีฯ หากมี “หลักฐานเพิ่ม” คำถามที่เกิดขึ้นทันทีคือ หลักฐานใหม่พวกนี้มาจากไหน? มาจากฝ่ายไทยเอง หรือรอให้ฝ่ายซาอุดีฯ เขาจะส่งเป้าชี้มาให้เลยเสร็จสรรพ? เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่า ไทยจะยังไม่ได้อะไรเป็นมรรคเป็นผลอย่างที่ใครบางคนฝันกลางวันเอาไว้หรอกครับ ยกเว้นว่าอาจจะได้เอกอัครราชทูตที่ริยาร์ดส่งมาประจำที่กรุงเทพฯ สักคน และก็รอเรื่องอื่นไปจนกว่าทางซาอุดีฯ จะบอกมาอีกทีว่าฉันพอใจกับเรื่องเพชรซาอุฯ รอบใหม่แล้ว นั่นก็เท่ากับว่า การวิ่งไปคราวนี้เป็นเพียงภารกิจรักษาหน้าเท่านั้น คุยได้นิด ๆ ว่าเราจะกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบียแล้วนะ ถ้าถามต่อว่าแล้วว่าได้อะไรเป็นรูปธรรมกลับมาบ้าง ก็คงม้วนหน้าหลบเร้นไปตามระเบียบ

ข้อ 3, ข้อ 7, ข้อ 8 คือความว่างเปล่าแห่งทุ่งดอกไม้ (ฮา)

ข้อ 5 เงื่อนเวลาที่ระบุไว้ว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันคือ “อนาคตอันใกล้” และ “หลายเดือนข้างหน้า” ซึ่งฟังเผิน ๆ ก็ระบุได้ชัดเจนเพียงพอสำหรับงานระดับระหว่างประเทศ แต่เอาเข้าจริงก็เหมือนกับที่ผมเขียนไว้ใน ข้อ 2 นั่นคือ ถ้าจะได้อะไร ก็คงได้แค่เปลือกทางการทูต เช่น เปิดสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยกันใหม่ ส่งทูตใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วมานั่งตบยุงที่กรุงเทพฯ สักคน เป็นต้น ส่วนของที่เป็นเนื้อ ๆ ก็โปรดรอไปก่อนนะน้อง

ข้อ 6, ข้อ 9 แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวของเจ้าชายมกุฏราชกุมารของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งระบุไว้ในข้อนี้ว่าฝ่ายไทยไปรับหลักการมาเรียบร้อยแล้วและพร้อมจะเข้าร่วมโครงการด้วย เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ลึกซึ้ง ซึ่งผมขออนุญาตยังไม่เขียนละเอียดในตอนนี้ ขอฝากไว้ในฐานะคนไทยด้วยกันแต่เพียงว่า ทุนที่มาจากชาติต่าง ๆ นั้น บางครั้งก็มาพร้อมเงื่อนไขและกิจกรรมเสริมที่อาจไม่เหมาะสมสำหรับเมืองไทยก็ได้ ในโครงการเดียวกัน บางแง่ก็ดี แต่บางมุมก็ต้องคิดกันให้นานหน่อยก่อนจะหลุดปากตกลงอะไรออกไป ไม่ควรกระดี๊กระด๊าเกินสมควรในเรื่องแบบนี้

ข้อ 10 เป็นไปตามธรรมเนียมทางการทูต

คำถามที่ 2

เขียนข้างบนมายาวมากแล้ว ก็จะตอบคำถามที่ 2 แบบรวบรัดหน่อยครับ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดการเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ มาจากทางซาอุดีอาระเบียมากกว่าฝ่ายไทย ปัญหาของเจ้าชายมกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบียมีมาก ตั้งแต่ปัญหานโยบายเข้าสู่สงครามในเยเมน การกวาดล้างญาติมิตรในประเทศเพื่อเหตุผลเชิงอำนาจ (ซึ่งทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำมากมาย) จนถึงคดีฆาตกรรมศัตรูทางการเมืองอย่าง จามัล คาช็อกจี้ ที่ตุรกีซึ่งถูกสหรัฐอเมริกากล่าวโทษอยู่ ซาอุดีอาระเบียในยุคนี้ต้องแสวงหาพันธมิตรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครที่พูดว่าไทยจะไปทำอะไรให้ซาอุดีอาระเบียได้ อาจจะลืมไปว่าทุกประเทศมี 1 เสียงในเวทีระหว่างชาติเท่ากัน ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ต่อเขาโดยตรง

อีกนัยหนึ่ง MBS เป็นคนรุ่นหลังเพชรซาอุฯ จึงไม่มีความรู้สึกเกี่ยวข้องผูกพันอะไรในเรื่องนี้อีกแล้ว แถมญาติมิตรที่เคยคั่งแค้นในเรื่องนี้ ก็ถูกถอดจากอำนาจ ถูกจำคุก เกษียณ หรือตายไปแล้วจนเกือบหมดรุ่น ก็ทำให้ดูเสมือนว่าศักราชใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น เขาจึงอยากสานต่อในเรื่องนี้เพราะความจำเป็นของตัวเอง ส่วนฝ่ายไทยก็คงคอยงอนง้อขอคืนดีอยู่ที่เก่า คาดว่าจะไม่ได้ทำอะไรเพิ่มใหม่ จนกิ่งอินทผลัมมันตกใส่กบาลเอง

สรุปแล้วเรื่องนี้ไม่น่าตื่นเต้นอะไรนัก การเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างประเทศต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องดูว่าต้องเอาอะไรไปแลก ถ้าของที่ต้องเสียไปมีค่าสูง เช่น เกียรติภูมิของชาติและประชาชน เป็นต้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการขายอวัยวะในร่างกายแล้วเอามาซื้อข้าวกิน อนาคตถ้ามีก็คงไม่สดใสนัก.

จักรภพ เพ็ญแข

26 ม.ค. 65


ที่มา : https://www.matichon.co.th/foreign/news_3150813

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ตีแผ่หนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand

การนำเสนอประเด็นใหม่ๆ ในกรณีสวรรคตของในหลวง ร.8 นั้น สาระสำคัญที่จะต้องนำมากล่าวถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การโต้แย้งข้อสันนิษฐานของคดีสวรรคต โดยใช้หลักวิชาทางการแพทย์มาสนับสนุน ซึ่งในหนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand ไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องชีวิตรักหนุ่มสาว เรื่องซุบซิบนินทา บนหลักฐานอ้างอิงที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

ปวินเหมือนจะทำได้ดีในช่วงแรก จากการใช้เอกสารชั้นต้นเพื่อยืนยันตัวตนของ มารีลีน เฟอร์รารี แต่พอเข้าประเด็นหลัก ปวินกลับใช้หลักฐานอ้างอิงที่มาจากคำบอกเล่าของบุคคลที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง ร.8 กับมารีลีน ก็เป็นการอ้างอิงมาจากหนังสือกงจักรปีศาจ

ซึ่งปวินระบุเอาไว้เองในหนังสือว่า เป็นแหล่งอ้างอิงที่ “ไม่ถูกต้องแม่นยำนัก”

ในส่วนของการปกปิดแหล่งที่มา มีการอ้างว่าเป็นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมาย มาตรา 112 ซึ่งทีมงาน ฤๅ ก็ได้อธิบายไว้ในบทความวิจารณ์ตอนที่ 2 นี้ด้วย ว่าทำไมข้ออ้างของการไม่เปิดเผยแหล่งที่มานั้น จึงไม่เกี่ยวกับกฎหมาย มาตรา 112 แต่น่าจะเป็นการอ้างเพื่อปกปิดความบกพร่องของการใช้หลักฐานชั้นต้นมากกว่า

ซึ่งถือว่า นี่เป็นจุดอ่อนที่สุดของหนังสือเล่มนี้

ด้วยราคาของหนังสือ ผู้อ่านหลายคนคงคาดหวังว่าจะได้พบสิ่งใหม่ๆ หรือรูปแบบอะไรที่เหนือชั้นขึ้นไปในผลงานของปวิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับเต็มไปด้วยความตื้นเขินของประเด็น และความอ่อนยวบของหลักฐานอ้างอิง ที่ไม่สามารถจัดให้หนังสือเล่มนี้เฉียดใกล้คำว่า “วิชาการ” และไม่อาจนำพาเป้าหมายของปวินให้ไปถึงจุดไหนได้เลย

อ่านบทความวิจารณ์หนังสือ Love and Death of King Ananda Mahidol of Thailand ตอนที่ 2 แบบเต็มๆ ได้ที่นี่ https://bit.ly/3rFSNIh

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุการณ์ที่เจ้าฟ้าภูมิพลเหนี่ยวไก สังหารอานันทมหิดล ในห้องบรรทม

ในตอนเช้าของวันที่ 9 มิถุนายน 2489 กษัตริย์อานันทมหิดลยังประชวรอยู่ พระองค์บรรทมอยู่บนเตียงพร้อมกับหยิบปืนขึ้นมาเล่น เจ้าฟ้าชายภูมิพลเสด็จเข้ามาข้างในห้องบรรทม กษัตริย์อานันทมหิดลจับปืนขึ้นจ่อไปที่พระเศียรของเจ้าฟ้าภูมิพล และกล่าวว่า “ฉันสามารถฆ่าเธอได้”

จากนั้น เจ้าฟ้าภูมิพลก็แย่งปืนมาและยกมันจ่อที่พระเศียรของกษัตริย์อานันทมหิดล และกล่าวว่า “ฉันก็ฆ่าเธอได้เช่นกัน”
กษัตริย์อานันทมหิดล กล่าวว่า “เหนี่ยวไกเลย! เหนี่ยวไกเลย!”
เจ้าฟ้าภูมิพลก็ทำตามนั้น และปลงพระชนม์กษัตริย์อานันทมหิดล

เจ้าฟ้าภูมิพลตกใจจนลนลานและหวาดกลัวไปหมด (แผนที่ของพระบรมมหาราชวังอยู่ในหนังสือกงจักรปิศาจ และห้องบรรทมที่กษัตริย์อานันทมหิดลเสด็จสวรรคต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวังที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะระดับสูง (VIPs)) หลังจากนั้น มหาดเล็กสองคนได้ถูกประหารชีวิตเนื่องจากอาชญากรรมที่ได้เห็นการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้า เนื่องจากว่าเมื่อองค์พระมหากษัตริย์ตื่นจากบรรทมเมื่อไร พวกเขาจะต้องเข้าไปถวายการรับใช้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เจ้าฟ้าภูมิพลได้วิ่งเข้าออกจากห้องบรรทมไปยังเฉลียงและเข้าไปในห้องบรรทมของพระราชมารดาของพระองค์ เมื่อพระองค์ไปถึง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งออกมาจากห้องนอนนั้น (เรื่องนี้มาจากเรื่องเล่าจากการบอกเล่าของสมาชิกในพระบรมวงศานุวงศ์คนหนึ่ง) สร้างความตกตะลึงแทบช็อคให้กับเจ้าฟ้าภูมิพลในทันที กษัตริย์ภูมิพลเล่าเรื่องราวอันน่าสยดสยองของพระองค์ และเหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มต้นที่จะดำเนินตามวิถีทางของมัน เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์กล่าวติเตียนนางสังวาลย์ พวกเขากล่าวว่าพระองค์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นพระราชมารดาของกษัตริย์และตัดสินใจอย่างทันท่วงทีที่จะเก็บกดความจริงเอาไว้เพื่อปกป้องเจ้าฟ้าภูมิพลและรักษาสิทธิของพระองค์ เพื่อสืบราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาของพระองค์ และพวกเขากล่าวว่ามันเป็นปณิธานของพระองค์เองที่จะคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของพระองค์

พระบรมวงศานุวงศ์เชื่อว่านางสังวาลย์ควรยืนยันที่จะเปิดเผยความจริงให้รับรู้กัน พวกเขาเชื่อว่าการเสด็จสวรรคตนั้นแท้จริงแล้วเป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่การฆาตกรรม และประชาชนควรได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขากล่าวว่า หลังจากนั้น เจ้าฟ้าภูมิพลควรสละราชสมบัติไปเป็นพระภิกษุตลอดชีวิต และยินยอมให้ราชสมบัตินั้นผ่านไปยังสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นแทน วิธีการนี้จะเป็นวิถีทางที่น่ายกย่องซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสุจริตใจ ฝ่ายพระบรมวงศานุวงศ์เชื่อว่าการสืบราชสมบัตินั้นจะถูกผ่านมายังพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร

#ยกเลิกระบอบกษัตริย์ #ศักดินาปรสิต

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

รักต้องห้ามของรัชกาลที่ 8

“เพราะว่าเรื่องความรักและการสกัดความรักนี้เป็นการเผยภาพลักษณ์ของราชวงศ์ไทยว่าเป็นปุถุชนที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง ฉันไม่ชอบแฟนลูกชาย ไม่เหมาะกับลูกชายฉัน ฉันต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้คู่นี้คบกัน มันกลายเป็นละครช่อง 3 เป็นเรื่องปุถุชนธรรมดา มันจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ควรจะพูดถึง”

หนังสือเล่มใหม่ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ก่อตั้งเพจตลาดหลวง เล่าเรื่องราวที่ห้ามพูดในสังคมไทย ความรักและความตายของรัชกาลที่ 8 เพราะความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ต้องมาก่อน ความรักที่มีต่อ Marileine Ferrari จึงถูกกีดกันทุกวิถีทางก่อนจบลงด้วยโศกนาฏกรรมความตาย

• ความรักและความตายของรัชกาลที่ 8 มีจุดร่วมเหมือนกันที่เป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมไทย

• บริบททางการเมืองไทยในทศวรรษ 1940 สถาบันกษัตริย์ไร้เสถียรภาพ รัชกาลที่ 8 ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของสถาบัน รวมถึงการกีดกันความรักระหว่างรัชกาลที่ 8 กับ Marileine Ferrari

• ความเชื่อเรื่องความเป็นไทยที่สูงส่งกว่าและเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแต่งงานกับผู้หญิงฝรั่งจึงเป็นเรื่องต้องห้าม

• ปวินวิเคราะห์ว่าเหตุที่ความรักของรัชกาลที่ 8 ถูกปิดบังมาตลอด เพราะสถาบันกษัตริย์ไม่ต้องการให้สังคมไทยมองตนว่ามีรัก โลภ โกรธ หลงดังเช่นปุถุชนทั่วไป ซึ่งขัดแย้งกับสถานะความเป็นเทพ

• ปวินมองว่าการแต่งงานของรัชกาลที่ 10 กับคนสามัญถือเป็นสัญญาณที่ดีของการปรับตัว แต่ยังไม่เพียงพอ สถาบันกษัตริย์จำต้องปฏิรูปและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2021/12/96609

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความสัมพันธ์ของกษัตริย์ไทย กับเผด็จการ

การรัฐประหารของสฤษดิ์ได้สร้างความดีใจแก่วังเป็นที่สุด
เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันมา 25 ปี คนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง
การปกครอง 2475 คือ นายปรีดีและจอมพลป.พิบูลสงคราม
มีอันต้องกระเด็นออกจากประเทศโดยไม่เคยได้กลับมาอีก

ยุคสมัยของพวกคณะราษฎรได้ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง
สถาบันกษัตริย์ได้หวลกลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ทุกคนจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางให้กษัตริย์สนับสนุน
สฤษดิ์รู้ดีว่าการรับรองจากกษัตริย์มีความจำเป็นสำหรับการยึดอำนาจ
เพราะแม้แต่ทูตสหรัฐฯก็ยังต้องรีบเข้าวังเพื่อให้ได้คำยืนยันที่ชัดเจนว่า
คณะรัฐประหารยังคงอยู่กับฝ่ายอเมริกาในสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์

การรัฐประหารของสฤษดิ์ทำให้รัชกาลที่ 9 ได้ข้อสรุปสำคัญ
สองประการ

คือไม่มีการฝันถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว

และพวกเจ้าต้องเลิกต่อสู้กับรัฐบาลทหารโดยเปลี่ยนเป็นอ้าแขนรับ
พวกเผด็จการทหารแทน

ในอีกหลายสิบปีต่อมาที่ภูมิพลทรงอุ่นพระทัยมากที่สุดกับเผด็จการทหาร
ที่ส่วนใหญ่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารที่พระองค์ทรงให้การรับรองเอง

ที่สำคัญคือราชวงศ์ก็ทรงหมดความสนใจในระบอบประชาธิปไตย
แบบตะวันตกมานานแล้ว พวกเจ้าเคยให้ความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ
และรัฐสภา

แต่หลังจากปี 2500 เป็นต้นมาพวกเจ้าสรุปว่า
ทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภาไม่สำคัญและกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อ
อำนาจของกษัตริย์ ราชวงศ์ให้การสนับสนุนสฤษดิ์
เพราะสฤษดิ์ได้ทำการยกเลิกทั้งรัฐธรรมนูญและรัฐสภา
หลังจากที่สฤษด์ยึดอำนาจจากจอมพลป.แล้ว

สฤษดิ์ยอมเอาใจพวกนักวิจารณ์ด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ
และกำหนดการเลือกตั้ง โดยเลือกคนที่ดูกลางๆที่สุด คือ นายพจน์ สารสิน
อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐ
ซึ่งนายพจน์ยอมรับตำแหน่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าในหลวงเห็นชอบ
กับการรัฐประหารการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500

ทำให้สฤษดิ์ได้กุมอำนาจที่แท้จริงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สภาเต็มไปด้วยคนของสฤษดิ์และกำลังเสริมจากพรรคประชาธิปัตย์
พวกเขาจัดการกวาดล้างคนของจอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่าอย่างรวดเร็ว
ตัดงบและลดอาวุธของตชด.และตำรวจ ซึ่งเป็นขุมกำลังของพล.ต.อ.เผ่า

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว สฤษดิ์ก็เดินทางไปสหรัฐ
เพื่อรักษาโรคตับอักเสบ ก่อนเดินทาง ภูมิพลได้พระราชทานดอกไม้ช่อใหญู่
และทรงอวยพรให้สฤษดิ์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งได้รับการประโคม
เป็นข่าวใหญ่
โดยที่ในหลวงไม่เคยแสดงพระท่าทียกย่องชื่นชมนักการเมืองอย่างเปิดเผย
ต่อสาธารณะเช่นนี้มาก่อนเลย

หลายสัปดาห์ต่อมา ภูมิพลทรงกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มของสฤษดิ์
ด้วยการโปรดเกล้าฯเลื่อนยศนายทหารฝ่ายสฤษดิ์กว่า 50 นาย
ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานยศพลเอกแก่พลโทถนอม
เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับเหล่านายทหาร

สฤษดิ์เดินทางกลับไทยหลังจากสุขภาพดีขึ้นแล้วในเดือนตุลาคม 2501
และทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยทางวังไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
ภูมิพลคงรับทราบเรื่องการทำรัฐประหารของสฤษดิ์
และทรงให้ความเห็นชอบเนื่องจากไม่นานก็มีการลงพระปรมาภิไธย
ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
ซึ่งเป็นการล้มล้างทั้งอำนาจการเมืองและตัวระบบการเมือง

สฤษดิ์ยกเลิกสภานิติบัญญัติและประกาศใช้กฎอัยการศึก
รวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวและปกครองโดยผ่านทางสภาปฏิวัติ
ที่นำโดยทหาร ปิดปากนักวิจารณ์ด้วยการจับกุมปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์
นักการเมืองเด่นๆ ไปกว่า 100 คน

สฤษดิ์หันไปใช้ความคิดแบบโบราณดั้งเดิมเพื่ออ้างความชอบธรรม
โดยอ้างความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอันเป็นผลมาจากความคิดแบบตะวันตก
ซึ่งมีจอมพลป.และนายปรีดีเป็นตัวแทน ประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้นใช้ไม่ได้
เพราะประชาชนขาดวินัยและความเคารพ
ความระส่ำระสายไม่มั่นคงและการเติบโตของคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม
โดยตรงต่อชาติ ศาสนา และกษัตริย์
สงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์กลายมาเป็นฐานอำนาจของสถาบันกษัตริย์
ขุนทหารก็ได้กลายมาเป็นหุ้นส่วนกับราชบัลลังก์
ภูมิพลเริ่มกล่าวเตือนถึงภัยคอมมิวนิสต์

สฤษดิ์ได้สั่งจับกุมคุมขังผู้ต่อต้านรัฐบาลหลายร้อยคนตั้งแต่นักศึกษา
นักการเมืองเสรีนิยม ไปจนถึงพระนักกิจกรรม ในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์
และบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์

ภูมิพลให้การรับรองแผนนี้ในดำรัสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2500
ด้วยอาการตะกุกตะกักอันเป็นเอกลักษณ์ประจำองค์ว่า
“รัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศอย่างเต็มกำลังความสามารถ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์
ต่อชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการต่างๆ
ตามแผนด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ชาติจึงจะได้ประโยชน์
เราหวังว่าพวกท่านจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องเหล่านี้ในอนาคต”

ในปี 2503 จอมพลสฤษดิ์สั่งย้ายวันชาติไปเป็นวันที่ 5 ธันวาคม
ซึ่งเป็นวันเกิดของภูมิพล

พิธีกรรมบวงสรวงเพื่อความอุดมสมบูรณ์ประจำปี ได้รับการขยับขยาย
ให้กษัตริย์เข้ามาสู่พระราชพิธีแรกนาขวัญ พฤศจิกายน 2502

รัฐบาลสฤษดิ์รื้อฟื้นพิธีเห่เรือเสด็จกฐินหลวงในแม่น้ำเจ้าพระยา
พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทกษัตริย์ในฐานะจอมทัพไทย
จากปกติที่ทหารถวายสัตย์ปฏิญาณต่อกษัตริย์
โดยเพิ่มพิธีดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้ากษัตริย์ หรือพระบรมฉายาลักษณ์
พร้อมทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาและผู้รับเครื่องราชย์พร้อมครอบครัว

ปี 2502 ภูมิพลประทานธงชัยเฉลิมพลที่บรรจุเส้นผมของพระองค์
(ที่ปลายด้ามธง)แก่ทหารกรมกองต่างๆเรียกว่าราชวัลลภ
หรือทหารรักษาพระองค์อันเป็นเครื่องหมายแสดงความผูกพันระหว่าง
กษัตริย์แลเผด็จการทหาร พร้อมการโฆษณาเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์และกองทัพ
เสด็จเปิดอนุสาวรีย์ยุทธหัตถีสมเด็จนเรศวรมหาราชดอนเจดีย์
ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี ในวันกองทัพไทย ปี 2502 จนถึงปี 2513
เป็นอย่างน้อยที่เสด็จเปิดอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรในค่ายทหารต่างๆ
ในวันกองทัพของทุกปี

จอมพลสฤษดิ์เพิ่มงบประมาณให้วังอีกเกือบ 28 ล้านบาทในปี 2501
และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากนั้นช่วยหนุนเสริมการเงินของวังให้มั่นคงขึ้น
และสนับสนุนการปรับปรุงพระตำหนักสวนจิตรดา ในเดือนมกราคม 2502
จอมพลสฤษดิ์ได้ยกเลิกกฎหมายการปฏิรูปที่ดินปี 2497 ของจอมพลป.
ทำให้ชนชั้นสูงไม่ต้องสูญเสียการถือครองที่ดิน
ในสมัยยุคเผด็จการจอมพลสฤษดิ์
ไม่มีใครกล้าต่อต้านการยกเลิกกฎหมายปฏิรูปที่ดินเลย

การรื้อฟื้นราชาศัพท์ อันเป็นภาษาในพระราชวังที่เต็มไปด้วยศัพท์แสง
อันสูงส่งเลอเลิศสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การกระทำและกระทั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
โดยมีรากมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ราชาศัพท์ถือเป็นตัวชี้วัด
ความใกล้ชิดกับวัง

ซึ่งหลังจากการปฏิวัติ 2475 ราชาศัพท์ก็กลายเป็นเรื่องดัดจริต
ที่พ้นยุคสมัยไปแล้ว มีแต่พวกเจ้าเก่าๆ กับข้าราชบริพารเก่าแก่เท่านั้น
ที่ยังจำได้

สิ่งสำคัญที่เกิดผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของราชาศัพท์คือการใช้คำว่า
พระ กำกับตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งเลิศหรูอลังการและศักดิ์สิทธิ์
อีกด้วย เพราะคำว่า พระ เป็นคำเรียกปกติสำหรับพระสงฆ์หรือนักบวช
เช่นเดียวกับบรรดาศักดิ์ขุนนาง เมื่อนำหน้าคำอื่น แปลได้ว่า ประเสริฐ
และยังมีความหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์ อีกด้วย เมื่อคำว่าพระ รวมกับคำว่า เจ้า
ก็กลายเป็นคำเรียกทั้งพระเจ้าแผ่นดินและพระเจ้า

คำว่าพระถูกใช้กับราชาศัพท์เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ทั้งการกระทำ
และการเคลื่อนไหวของพระมหากษัตริย์ ทำให้เต็มไปด้วยความขลัง
และยังเป็นคำสำคัญในชื่อเรียกทางการของกษัตริย์ด้วย
เช่น พระมหากษัตริย์ ซึ่งแปลว่า ราชานักรบผู้ยิ่งใหญ่และประเสริฐ/ศักดิ์สิทธิ์
หรือเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือพระเจ้าที่อยู่บนหัว

ความสูงต่ำนี้จะถูกเน้นย้ำมากเป็นพิเศษในการเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
ฝ่ายเจ้าจะพูดด้วยภาษาธรรมดาในชีวิตประจำวัน
ขณะที่สามัญชนต้องพูดกับพวกเจ้าด้วยราชาศัพท์
ความแตกต่างทางชนชั้นนี้เห็นได้ชัดในสรรพนามเมื่อพูดกับกษัตริย์
ผู้พูดจะแทนตัวเองว่า ข้าพระพุทธเจ้า แล้วเรียกพระมหากษัตริย์ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปลว่า“เท้าอันประเสริฐของพระเจ้า(ท่าน)
อยู่เหนือหัว(ของฉัน)”

เมื่อประกอบด้วยการหมอบกราบ มันบ่งบอกสำนึกของความต่ำต้อยอย่างที่สุด
แต่ก็เป็นเกียรติสูงส่งที่ได้เอาอวัยวะสูงที่สุดในร่างกายของผู้พูดไปวางไว้
แทบอวัยวะที่ต่ำที่สุดของพระมหากษัตริย์

คำขึ้นต้นและลงท้ายในการกล่าวต่อพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการยิ่ง
เลยเถิดเกินจริงและยิ่งเป็นภาพที่ชัดมากขึ้นเป็นคำว่า
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมแปลว่า
ขออำนาจละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้าของท่านปกป้องศีรษะและกระหม่อม
ของข้าพเจ้า ความหมายของมันไม่เพียงแต่การวางศีรษะผู้พูด ไว้ใต้ฝ่าเท้า
ของกษัตริย์เท่านั้น
แต่ยังลงลึกไปอีกว่าวางกระหม่อมของผู้พูดไปไว้ใต้ละอองของฝุ่น
ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกษัตริย์อีกที พิลึกมากที่ถ้อยทำนี้ถูกใช้เป็นคำขึ้นต้น
จดหมายฉบับแรกที่คณะราษฎรเขียนไปถึงรัชกาลที่ 7

ที่ฟื้นชีพมาพร้อมกับราชาศัพท์นี้ก็คือการหมอบกราบ
ซึ่งการบังคับให้หมอบกราบพระราชวงศ์นั้นได้ถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ยังคงถือปฏิบัติตามความเคยชินเรื่อยมาจนกระทั่ง
จอมพลป.ขึ้นมามีอำนาจ คำให้การที่ใช้ปรักปรำในคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
ก็คือนายปรีดีและราชเลขาธิการ นายเฉลียว ปทุมรสต่างถูกกล่าวหาว่า
ไม่เคารพในหลวงอานันท์เนื่องจากไม่คำนับกษัตริย์

ครั้นถึงทศวรรษ 2500 การหมอบกราบก็หวนกลับมาเป็นที่ยอมรับกัน
ถ้าพระโอรสพระธิดาและคนรับใช้ของพระเจ้าอยู่ต้องหมอบคลานต่อพระองค์
ในที่สาธารณะ และถ้านักการเมืองหัวแถวต้องทำแบบเดียวกัน
ดังนั้นทุกคนก็ควรจะทำเช่นเดียวกัน ผลของการฟื้นวัฒนธรรมเจ้านี้
เป็นการเมืองอย่างที่สุด อาจารย์สมบัติ จันทรวงศ์เขียนไว้ว่า
ระบบภาษาหรือราชาศัพท์ที่เรียกร้องความต่ำต้อยอย่างที่สุด
ในส่วนของพสกนิกรและทึกทักยกความสูงส่งราวพระพุทธเจ้าให้แก่
ผู้ปกครองนี้ทำงานได้ผลที่สุดในสังคมพุทธภายใต้
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสังคมไทยก็กำลังเลื่อนถอยกลับไป
ในทิศทางนั้น

เมื่อสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคตับในเดือนธันวาคม 2506
โทรทัศน์ได้แพร่ภาพภูมิพลใช้มือแตะหน้าผากของสฤษดิ์
ก่อนอสัญกรรม คล้ายพระพุทธเจ้ากำลังทรงอำนวยพร
ภาพนี้ ได้รับการเผยแพร่ราวกับเป็นภาพบูชาทางศาสนาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
สฤษดิ์ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเพียงใด
ภูมิพลทรงประกาศไว้ทุกข์ในราชสำนักเป็นเวลา 21 วัน
อันไม่เคยปรากฏมาก่อน และศพของสฤษดิ์อยู่ภายใต้การเป็นเจ้าภาพ
ของสำนักพระราชวังเป็นเวลา 100 วัน บรรจุในโกศทองคำภายใต้ฉัตร
พระราชทานห้าชั้น

ทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
ในวันที่ 17 มีนาคม 2507 พระยาศรีวิสารวาจาได้กล่าวในภายหลังว่า
ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกษัตริย์มากเท่า
สฤษดิ์เลย

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังสฤษดิ์อสัญกรรม
มีการเปิดเผยว่าสฤษดิ์สะสมทรัพย์สมบัติไว้ถึง 2,800 ล้านบาท
กับที่ดินอีก 20,000 ไร่ โดยยักยอกจากรัฐบาลและงบช่วยเหลือ
จากต่างประเทศ
จอมพลสฤษดิ์ได้เลี้ยงผู้หญิงไว้คอยปรนเปรอมากกว่า 100 คน
ซึ่งได้ต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินมรดกเป็นข่าวอื้อฉาว

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คำประกาศคณะราษฏร์๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕(ฉบับเต็ม)

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติ
สืบต่อจากพระเชษฐานั้น
ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่า
กษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น
แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่
กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม
ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอ
ไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ
ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร
ปล่อยให้ข้าราชการ
ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต
มีการรับสินบนในการก่อสร้าง
และการซื้อของใช้ในราชการ
หากำไรในการเปลี่ยนเงิน
ผลาญเงินของประเทศ
ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร
กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา
ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม
ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจ
และความฝืดเคืองในการทำมาหากิน
ซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
มิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์
มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร
ตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน
รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส
(ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง)
เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์
เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร
กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร
จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่ง
เป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ
กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย
เลือดตาแทบกระเด็น
ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ
ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์
หรือใช้งานโยธา
แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข
ไม่มีประเทศใดในโลก
จะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้
นอกจากพระเจ้าซาร์
และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน
ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครอง
อย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร
มีเป็นต้นว่า.. หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากิน
อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป
หาได้ทำจริงจังไม่
มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎร
ผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน
ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้
เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้
ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน
ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น
เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้
ไม่ให้เรียนเต็มที่
เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา
ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้
และคงจะไม่ยอมให้เจ้า
ทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า
ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง
บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้
ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก
พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ
และกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน
เงินเหล่านี้เอามาจากไหน?
ก็เอามาจากราษฎร
เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง
บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง
ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา
เพราะทำนาไม่ได้ผลรัฐบาลไม่บำรุง
รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด
นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้ว
และทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ
จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม
เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน
เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ
ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้า
กวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมือง
ให้คนมีงานทำ
จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎร
ซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน
แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่
คงสูบเลือดกันเรื่อยไป
เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ
คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม
ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ
ทหาร และพลเรือน
ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้าย
ของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว
จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น
และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว
คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้
ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ
ความคิดดีกว่าความคิดเดียว
ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น
คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้
ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญ
การปกครองแผ่นดิน
จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้
นอกจากด้วยความเห็นชอบ
ของสภาผู้แทนราษฎร
คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้
ให้กษัตริย์ทราบแล้ว
เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ
ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบ
ภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตน
ว่าจะถูกลดอำนาจลงมา
ก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ
และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศ
จะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย
กล่าวคือ ประมุขของประเทศ
จะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎร
ได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา
ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎร
จะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด
ทุกๆ คนจะมีงานทำ
เพราะประเทศของเรา
เป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ
เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้
จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน
มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว
ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น
การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ
จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา
ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด
เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว
เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย
เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล
ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์
ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางาน
ให้ราษฎรทุกคนทำ
จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ
ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
(ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร
เช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ
มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกัน
ช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจ
อันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ
คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือ
เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์
เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบ
และตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ
อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร
การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้
เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร
บุตร หลาน เหลน ของตนเอง
ประเทศจะมีความเป็นเอกราช
อย่างพร้อมบริบูรณ์
ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย
ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย
ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน
และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่
เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า
หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร
สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ
ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ
ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น
ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2  ธ.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นิยายอิงประวัติศาสตร์ แข่งกับจันดารา

กษัตริย์ ต้นราชวงค์จักรีได้ขึ้นบัลลังค์ดว้ยการฆ่าเจ้าตากสินมหาราช
ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าแล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์
ตากสินมาจากสามัญชนเชื้อจีน

ก่อน ร 1 จะวางศิลาเลิกสร้างกรุงเทพได้ให้โหราจารย์หาฤกษ์ให้
โหรบอก 2 ฤกษ์ กษัตริย์เลือกเอาระหว่างความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎร
แต่ราชวงค์จะสิ้นสุดภายไม่กี่องค์

หรือความยืนยาวของราชวงค์ถึง 9 กษัตริย์ แต่ราษฎรจะทุกข์ยากลำเค็ญ

ร. 1 เลือกเอาประการหลัง

บัดนั้นก็ถึง ร. 9 ตามคำทำนายแล้ว

ดัง ที่ทราบกันดีในแง่ของปรัชญานั้น ชนชั้นกดขี่ขูดรีดเป็นพวกจิตนิยมอัตวิสัย
ยิ่งพวกศักดินาด้วยแล้วก็ยิ่งสูงจัด พวกนี้เชื่อโชคเชื่อลางทำตามคำทำนาย
ของหมอดูที่ตนเชื่อถือและมีหมอดูจำนวน หนึ่งหากินอยู่กับพวกนี้จนมั่งคั่ง
ร่ำรวยในจำนวนนี้มีพระระดับสูงอยู่ด้วย

ก่อนที่จะชักนำเอาประภาสเข้ามา เมื่อ 17 สิงหาคม 2519
ครอบครัวกษัติย์ได้ไปให้พระหมอดูทำนายอนาคต
พระบอกว่าถ้าจะให้มี ร. 10 ต่อไปแล้วกษัตริย์ต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ทางการเมืองภายในเดือนสิงหาคมเป็นการเริ่มต้น
หลังจากนั้นต้องฆ่าประชาชนทิ้งสัก 30,000 คน นั่นแหละจึงจะสัมฤทธิ์ผล
เดือนที่มีโอกาสเหมาะทีสุดคือเดือน กันยายน-ตุลาคม
ทั้งนี้ต้องมีขุนศึกรับอาสาจัดการให้
แล้วกษัตริย์ก็สมคบกับนายพลกลุ่มหนึ่งดำเนินไปตามนั้น

จาก เหตุผลทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรมและคดีฆาตรกรรมพี่ชาย
ทำให้กษัตริย์ภูมิพลจำต้องต่อสู้เพื่อรักษา บัลลังค์ของตนเอาไว้ให้นานที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ลูกชายที่ไม่ฉลาดนัก
ได้ขึ้นนั่งบัลลังค์สืบต่อไป

แม้การสมรสของลูกชายกับญาติใกล้ชิดที่ฉลาดพอกันหรือน้อยกว่านั้น
ก็ทำไปตามคำ ทำนายของหมอดูที่ว่า ต้องจัดการกับประชาชนที่ต่อสู้
เพื่อความเป็นธรรมในสังคมให้สำเร็จเสียก่อน

การรัฐประหารโหดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ในทรรศนะของชนชั้นกดขี่ขูดรีด
เช่นพวกศักดินาถือว่าได้กำจัดประชาชนผู้รักความเป็นธรรมได้แล้ว
อนิจา เป็นการมองด้วยสายตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวจริงๆ

ในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างหนักเช่นสังคมไทยนี้ ลูกหลาน
เหลน โหลนของประชาชนกลับมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นแสนสาหัส
ยิ่งขึ้นทุกที เมื่อเทียบกับลูกหลานของชนชั้นปกครอง

แล้วการที่กษัตริย์ประกาศต่อสู้กับประชาชนผู้ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลี้ยงดูกษัตริย์มาหลายชั่วโคตร์นั้น
จะให้หมายความว่าอย่างไร นี่คือธาตุแท้ของกษัตริย์ฆาตกร

ประเทศ ต่างๆในโลกสมัยโบราณล้วนแต่เคยมีกษัตริย์ปกครอง
มาด้วยกันทั้งสิ้น บัดนี้ยังหลงเหลือกันอยู่ไม่กี่ประเทศ
ดูเอาเถอะ บาบิโลน เมโสโปเตเมีย โรม กรีช อินเดีย อินโดเนเซีย
ฟิลลิปปินส์ แน่ละ รัสเซีย จีนพะม่า เวียตนาม เขมร ลาว เป็นอาทิ

ปัจจุบัน ราชินีอังกฤษ กษัตริย์ สวีเด็น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร
ที่ยังคงอยู่ได้ก็เพราะพวกเขายอมไปตามกงล้อประวัติศาสตร์
ของมนุษย์ชาติแต่ โดยดี

แม้แต่อาร์คิมีดิส นักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง
ยังไม่สามารถหาที่ยืนนอกโลกเพื่องัดโลกให้เป็นไปตามความประสงค์ได้
กษัตริย์ภูมิพลซึ่งสืบพันธ์มาจากภายในแวดวงศักดินาหลายชั่วคนมาแล้วนั้น
จะ เป็นอาร์คิมีดิสคนที่สองที่ประสบความสำเร็จกระนั้นหรือ

วิญญาณนเรศวรที่ตายด้วยไข้ฝีดาษไป 300 ปี แล้ว นั้น
ยังจะกระฉับกระเฉงเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตเป็นหนุ่ม
ขี่ ช้างตกมันออกไปรบกับพม่าตัวต่อตัว
แล้วฆ่าแม่ทัพพม่าตามประวัติศาสตร์ที่พวกศักดินาเขียนขึ้นเองได้ละหรือ

แล้ววิญญาณวีรชน 14 ตุลาคม 2516 และ ที่เพิ่งสดๆร้อนๆมา
เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ตั้งหลายร้อยคนนั้นเล่าพวกเขาได้พลีชีพเพื่อเอกราช
ของชาติจากแอกของจักร วรรดิ์นิยมอเมริกา
เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน และเพื่อความเป็นธรรมของสังคม
อย่างแท้จริงพวกเขาตายในสนามรบเมื่อยังเป็น
หนุ่มสาวที่เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่ง วิญญาณของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัว
ให้ใครเห็น และไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องเสกสรรปั้นแต่งเรื่องไร้สติเช่นนั้น

เพราะวิญญาณแห่งการต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชนที่ยังมีชีวิต
อยู่นี่แหละที่ เข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนของเขาถูกฆ่าตาย
ไปต่อหน้าต่อตา การยกเอาวิญญาณนเรศวรขึ้นมาอ้างสะท้อน
ให้เห็นความรู้สึกโดดเดี่ยวของ กษัตริย์ในการต่อสู้และดูถูกเหยียดหยาม
แม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า ติดตามตนไม่ทัน ไม่เอาการเอางาน
ดีแต่คอยหวังแก่งแย่งแข่งขันกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
และทางการเมือง คือคอยเป็นหอกข้างแคร่ของบัลลังค์กษัตริย์นั้นเอง
เป็นความรู้สึกที่ถูกต้องแล้ว

รัชกาลที่ 1 ยังเล่าเรื่องโกหกให้เจ้าเวียงจันทร์กับพระยานครศรีธรรมราช
ฟังในวัดพระแก้ว ให้คนได้ยินกันหลายคนว่าเคยมีซินแส
หรือหมอดูจีนหัวร่อ ทำนายว่า พระยาจักรีกับพระยาตากสินจะได้เป็นกษัตริย์ทั้งคู่
เพื่อทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า พระองค์มีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ
มีบุญญาอภินิหารกว่าใครในแผ่นดินรวมทั้งพระเจ้าตากสินด้วย
และหาเหตุผลมาสนับสนุนการล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าตากสิน

กรมพระราชวังบวรฯ ( บุญมา ) น้องชายรัชกาลที่ 1 เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 60 ที
เพราะคลานเข้าถึงตัวพระเจ้าตากสินขณะที่พระองค์ทรงนั่งกรรมฐานอยู่ที่ตำหนักแพ
ส่วนพระยาจักรี ก็เคยถูกพระเจ้าตากสินโบยถึง 2 ครั้ง เ
พราะพระยาจักรี รบกับเจ้าพระฝางด้วยความย่อหย่อนจึงถูกโบย 30 ที
และถูกโบยอีก 50 ที เพราะบกพร่องในการทำเมรุเผาพระชนนี(แม่)

พระยาจักรี ได้ถวายบุตรสาวเป็นสนมของพระเจ้าตากสิน
ซึ่งสนมพระเจ้าตากสินผู้หนึ่งที่ถูกประหารชีวิตเพราะมีชู้
น่าจะเป็นบุตรสาวของรัชกาลที่ 1 ทำให้รัชกาลที่ 1 เคียดแค้นพระเจ้าตากสินมาก
และหาเรื่องประณามพระเจ้าตากว่าเต็มไปด้วย โมหะ โลภะ
ทั้งๆที่ พระเจ้าตากสินเป็นผู้นำในการรวบรวมผู้คน ในภาวะสงคราม
จนปราบพวกพม่าและชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ จึงทรงเป็นผู้นำ ที่รักชาติ
กล้าหาญเด็ดเดี่ยว เป็นศูนย์รวมของชาวไทย กอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ
ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว

ส่วน​ ร.10​ รอดูกันว่าจะลงแบบใหน..!!?

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
1 ธ.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

“พระ” ในประเทศญี่ปุ่นอาชีพ หน้าที่ สิ่งที่รัก และกฎหมาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

สังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ชาวญี่ปุ่นมองศาสนาเป็นเพียงเทศกาลและพิธีกรรม ไม่ได้มีความสำคัญในแง่การนำศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอีกต่อไป มีการสำรวจพบว่าชาวญี่ปุ่นปัจจุบันนับถือศาสนาน้อยลงมากและคำตอบที่มักพบคือ “ฉันเป็นคนไม่มีศาสนา”

การดำรงอยู่ของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นเองส่วนใหญ่เป็นระบบสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น นั่นหมายความว่าพระต้องแต่งงานและมีลูกเพื่อธำรงไว้ซึ่งวัดของตน (การสืบทอดเปลี่ยนมือได้เมื่อเปลี่ยนเจ้าอาวาสหรือผู้สืบทอดวัดเช่นกัน) ข้อดีของประเทศญี่ปุ่นคือมีการเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางอาชีพรวมถึงการไม่กดดันคาดหวังกับการเป็นปัจเจกชนอย่างพระ พระในมุมมองของคนรุ่นใหม่จึงเป็นเพียงอาชีพที่ใช้เลี้ยงปากท้องไม่ใช่วรรณะ ตัวพระเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็ตระหนักรู้ว่าคนเราสามารถสวมใส่บทบาทได้หลากหลายเช่นกัน

แม้ชาวญี่ปุ่นจะยอมรับการมีอยู่ของศาสนารวมถึงให้ความเคารพบุคคลในสายอาชีพต่าง ๆ ในทางกลับกันการยอมรับ LGBTQ+โดยผ่านออกมาเป็นกฎหมายยังเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันต่อไป ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศเดียวในกลุ่มมหาอำนาจ G7 ที่ไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิ์ให้คนกลุ่มนี้ ความล้าหลังทางกฎหมายนี้ก็ดูจะไม่ต่างกับประเทศสารขัณฑ์เท่าไรนัก ประชาชนเองก็ได้แต่ภาวนาว่าสักวันกฎหมายที่กุมไว้โดยกลุ่มอนุรักษนิยมจะเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยและความหลากหลายของผู้คนในยุคปัจจุบันเสียที เพราะไม่ว่าอย่างไรความจริงก็คือเราทุกคนเป็นคนเท่ากันกฎหมายต่างห่างที่สร้างสิทธิ์ให้คนบางกลุ่มอยู่เหนือคนกลุ่มอื่นแค่นั้นเอง

อ่านต่อได้ที่ https://www.thairightsnow.org/th/article/monk-in-japan

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น