หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วัสชโย ชินะนาวินอดีตนักเรียนอาชีวะ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ

“ผมเชื่อว่าถ้าวันที่ 6 ตุลา ผมอยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะนั้น ผมจะต้องฆ่านักศึกษาแน่…ผมเชื่ออย่างนั้น ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เราถูกครอบงำทางความคิดจากคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการแบ่งแยกและทำลายกลุ่มนักศึกษากับกลุ่มนักเรียนอาชีวะ จนถึงวันนี้ผมแน่ใจว่า มีกลุ่มบุคคลที่มีทั้งงบประมาณและระบบการทำงานระดับมืออาชีพคอยชี้นำและควบคุมความคิดเราอยู่ตลอดเวลา ความรุนแรงในใจเราถูกปลุกเร้า และคนที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดความโกรธแค้นก็ต้องระบายออกมาตามสัญชาตญาณ

“ทุกวันนี้ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นยังเป็นภาพหลอนผมอยู่ แม้ผมไม่ได้ทำผมก็เสียใจ นักศึกษาประชาชนมีจิตวิญญาณ มีอุดมการณ์ เขาเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ แล้วถูกฆ่าอย่างนั้น เขาผิดอะไร เขาเพียงมีความคิดไม่ตรงกับผู้มีอำนาจในเวลานั้นเท่านั้นเอง”

วัสชโย ชินะนาวิน อดีตนักเรียนอาชีวะเมื่อ 20 ปีก่อน เปิดใจถึงความคิดความรู้สึกของตนจากเวลานั้นถึงปัจจุบัน

“ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะว่าผมเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ซึ่งขณะนั้นสูงสุดของอาชีวะคือที่นี่ เพราะอาชีวะไม่มีปริญญา ผมเข้าไปเกี่ยวข้องช่วงที่กลุ่มนักเรียนอาชีวะเริ่มแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้ว เพราะหลังจาก 14 ตุลา เริ่มมีข่าวลือว่าศูนย์กลางนิสิตฯ นำเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อรถ และใช้จ่ายในเรื่องส่วนตัว ทุกครั้งที่มีการไฮปาร์กของนักเรียนอาชีวะจะมีคนพูดถึงเรื่องนี้ พวกเราก็รู้สึกแย่ เพราะต่างรู้สึกว่าตอน 14 ตุลา พวกเราก็ตายเยอะเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าในขณะนั้นมีการจัดตั้งกลุ่มเข้ามาแทรกซึมพวกเราแล้ว”

ในช่วงนั้นนักเรียนอาชีวะเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่อยู่เคียงข้างกับนักศึกษา คือ แนวร่วมอาชีวะเพื่อประชาชนแห่งประเทศไทย จะมีศูนย์กลางอยู่ที่ช่างกลพระรามหก หรือที่เรียกว่า “รามซิก” อีกส่วนหนึ่งที่ต่อต้านนักศึกษาเรียกว่า ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ มีศูนย์กลางการชุมนุมอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ วัสชโยเล่าบรรยากาศของศูนย์อาชีวะในขณะนั้นให้ฟังว่า

“ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ จะเป็นเหมือนกองกำลัง มีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นแนวหน้า เปรียบได้กับนักรบ จนวันหนึ่งเริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า พวกเราถูกศูนย์กลางนิสิตฯ หลอกใช้ เพราะว่าเขากำลังเอาลัทธิบางอย่างเข้ามา จึงเริ่มเกิดความระแวง ตัวผมเองไม่ได้ให้ความสนใจตรงนั้น เพราะผมเป็นเด็กเรียน แต่เมื่อมีการเรียกประชุม ผมก็ไปประชุมร่วมแสดงความคิดเห็นกับเขา ล่าสุดมีคนมาแจ้งว่า มีนักศึกษาเทคนิคกรุงเทพคนหนึ่งชื่อว่า ไอ้แจ๋วถูกยิงที่กระโหลก แล้วมีคนนำไปทิ้งไว้ในถังขยะ พอดีมีคนไปพบเข้าจึงนำไปส่งโรงพยาบาล ในระหว่างนั้นมีข่าวลือออกมาว่าพวกรามซิกยิง เพราะไอ้แจ๋วถูกยิงหลังจากไปฟังการชุมนุมที่ลานโพ ธรรมศาสตร์ ขณะนั้นอาชีวะกับศูนย์กลางนิสิตฯ เริ่มแยกตัวออกจากกันแล้ว ทำให้มีความขัดแย้งกับศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ พอสมควร

“ช่วงหลังเวลาที่มีการอภิปรายในกลุ่มอาชีวะ สิ่งที่ถูกยกขึ้นมาโจมตีเริ่มเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษา ผมไม่ได้ไปร่วมชุมนุมทุกครั้ง แต่เมื่อมีคนมาบอกว่าไอ้แจ๋วถูกยิงเราก็แค้น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง ตอนนั้นมีความเชื่อว่าศูนย์กลางนิสิตฯ เปลี่ยนไปแล้ว มันหลอกใช้พวกเรา เริ่มแบ่งเป็นมันเป็นเราแล้วระแวงกันมากขึ้นทุกวัน”

วัสชโย​ อธิบายถึงธรรมชาติของนักเรียนอาชีวะให้เราฟังว่า

“นักเรียนอาชีวะไม่ได้ถูกสอนให้ตรวจสอบความจริง เราถือว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ผมเองก็ไม่เคยรู้จักกับไอ้แจ๋วมาก่อน แต่เรียนที่เดียวกันแล้วใครจะแตะต้องไม่ได้ เพราะกูคืออาชีวะ ในยุคนั้นใครที่ใส่เข็มขัดเทคนิคกรุงเทพอาชีวะทุกคนต้องเรียกว่าพี่ ไม่กล้าหือ มันมีความคิดแบบนี้”

นอกจากนี้ช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมก็เป็นความกดดันเบื้องลึกของเหล่านักเรียนอาชีวะ ซึ่งได้กลายเป็นชนวนสำคัญอันหนึ่งของความรุนแรงในครั้งนี้

“เท่าที่ผมได้ยินมา เวลากินเหล้าแล้วเมา ๆ หรือนั่งคุยกันไป ก็จะมีคนพูดทำนองว่า พวกเราทำงานแทบตายไม่มีวันที่จะได้ขึ้นไปเป็นนายหรอก อย่างดีก็แค่ขี้ข้ามัน เวลานั้นผมก็รู้สึกอย่างนั้น ผมไม่ชอบนักศึกษา เพราะมาคิดดูว่าร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน แต่ทำไมนักศึกษาในยุคนั้นถึงใหญ่มาก แต่อาชีวะเหลือตัวนิดเดียว มันเป็นความเก็บกดของเรา เพราะสังคมแบ่งชนชั้น เราน่าจะเป็นเนื้อเดียวกันแต่ก็เป็นไม่ได้ เขามายิงเพื่อนเราบาดเจ็บทำไมเขาไม่รับผิดชอบ”

เรื่อง “ไอ้แจ๋ว” กลายเป็นจุดแตกหักที่ชัดเจน เมื่อนักเรียนอาชีวะประกาศ “คว่ำบาตร” นักศึกษาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2518

“ผมจำได้ว่า ประมาณเดือนสิงหาคมมีการประท้วง อาชีวะทุกคนไม่ต้องเรียน ให้มาชุมนุมกันที่เทคนิคกรุงเทพ ทุกคนมุ่งหน้าเข้ามาแล้วก็ตั้งประเด็นว่าทำไมศูนย์กลางนิสิตฯ ทำร้ายเพื่อนเรา ตอนนั้นเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เป็นเลขาศูนย์กลางนิสิตฯ เกรียงกมลบอกว่า เรารับผิดชอบอะไรไม่ได้ อาชีวะกับศูนย์กลางนิสิตฯ ทำไมต้องฆ่ากัน ตอนนั้นอาชีวะก็แรง อีกประเด็นคือ เงินที่เก็บไปแบ่งมาดูแลไอ้แจ๋วบ้างได้ไหม ผลจากการคุยกันวันนั้น ตกลงกันไม่ได้จึงประกาศคว่ำบาตร

“เรื่องชาตินิยมก็เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแตกหักในครั้งนี้ เพราะเราสังเกตได้ว่า อาชีวะส่วนใหญ่มาจากบ้านนอกซึ่งเป็นคนไทย แต่นักศึกษามักมีเชื้อสายจีน ทำให้เราคิดว่าพวกนี้ถูกจัดตั้งเป็นคอมมิวนิสต์จีนเข้าแล้ว รู้สึกว่าไม่ไหวแล้วมันจะพาเราไปทางไหน เลือดรักชาติมันขึ้น”

หลังจากได้รับคำตอบจากทางศูนย์กลางนิสิตฯ ว่าไม่สามารถหาตัวคนรับผิดชอบการยิง “ไอ้แจ๋ว” ได้ ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะฯ จึงเดินขบวนไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“พอนักเรียนอาชีวะไปรวมกันปั๊บบนเวทีไฮปาร์กก็ประกาศว่า นักศึกษาตั้งบังเกอร์เอาไว้ ข้างในมีปืน เขาเตรียมรับมือเราอยู่ ทุกคนที่ได้ยินก็ฮือ ปรับขบวนเตรียมระเบิดจะไปขว้างที่ธรรมศาสตร์ พอไปถึงก็ไม่มีนักศึกษาอยู่เลย เงียบหมด แต่ด้วยความคะนองในตอนนั้น ก็มีคนปาระเบิดเข้าไปเล่น ๆ แล้วบังเอิญไปโดนกระป๋องสีที่ช่างทาสีทิ้งไว้จึงเกิดไฟลุก แล้วไปโดนผ้าม่าน บางคนนึกสนุกก็ไปดึงผ้าม่านลงมา เห็นไฟลุกก็สนุกกันใหญ่ แต่ไม่มีใครตั้งใจเผา เพราะถ้าเผาธรรมศาสตร์ก็คงไม่เหลือ”

ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่กลุ่มกระทิงแดงเริ่มเข้ามาแทรกแซงในหมู่นักเรียนอาชีวะอย่างชัดเจน ในสายตาของนักเรียนอาชีวะยุคนั้น “กระทิงแดง” หมายถึง “อัศวิน” ที่มีผู้คนยอมรับให้เป็นผู้นำ

“ตอนนั้นใครได้เป็นกระทิงแดงถือว่าเจ๋งพอสมควร มีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนผมว่า ถ้าเป็นแล้วจะได้สิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ตำรวจไม่กล้ามายุ่ง กระทิงแดงไม่ใช่บริษัทที่ใครจะสมัครเข้าไปได้ เพราะจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้นำ เป็นต้นว่า มีคนต่อยกันเราต้องสามารถเข้าไปกระชากคอแล้วโยนมันลงน้ำได้ และคนที่เป็นกระทิงแดงจะรู้สึกว่ากำลังทำงานสำคัญอย่างหนึ่งเพื่อประเทศชาติ เขาว่าอย่างนั้นจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่มากมาย เช่น เสื้อกั๊กมีหัวกระทิงแดงด้านหลัง เหมือนกับมีเข็มขัดอัศวิน มีการแบ่งชนชั้นกันคล้าย ๆ กับยศในกองทัพ”

ขณะนั้นวัสชโยปฏิเสธคำชวนจากเพื่อนด้วยคิดว่าตนเองยังไม่ “เจ๋ง” พอ ประกอบกับเป็นเด็กเรียนดีและได้รับทุนจากวิทยาลัยจึงไม่อยากเข้าร่วมอย่างเต็มที่

บังเอิญขณะที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นช่วงที่เขาเรียนจบและต้องออกฝึกงานที่พัทยา ทำให้เขาพลาดการเข้าร่วมในครั้งนั้น

“ถ้าผมมาร่วมในวันนั้น ผมต้องฆ่านักศึกษาแน่ ๆ ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ฟังวิทยุยานเกราะผมก็เชื่อหมด ยังอยากเข้ามาร่วมที่กรุงเทพฯ เลย พอเห็นภาพที่มีการฆ่ากัน ผมยังชอบและรู้สึกสะใจเลย ตอนนั้นความรุนแรงมันอยู่ในใจเรา เขาปลุกระดมว่า พวกนี้เอาไว้ไม่ได้ เป็นภัยต่อแผ่นดิน หนักแผ่นดิน พวกนี้จะทำลายราชบัลลังก์ เพราะฉะนั้นการแขวนคอนักศึกษาแล้วนำมาทุบตีจึงกลายเป็นความสะใจ เป็นความรุนแรงที่ถูกปลุกเร้าให้เกิดความโกรธแค้นแล้วจึงแสดงออกแบบนี้”

หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านไป เขาเริ่มค้นพบความจริงบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน

“เมื่อผมเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์ ผมก็เริ่มได้เห็นความคิดบางอย่างจากนายทหาร จากการที่เขาสอนให้เราปฏิบัติการบางอย่างเพื่อความมั่นคง มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมโง่ไปถนัด และพอหนังสือพิมพ์เริ่มลงข่าว มีคนเริ่มออกมาตอบโต้ พูดความจริงบ้างแล้ว เราก็เริ่มเอะใจ เริ่มคิดเริ่มทบทวนบทบาท นักศึกษาที่เป็นเพียงตัวจักรเล็ก ๆ ในเหตุการณ์นี้เท่านั้น”

จากนิสัยที่เป็นคนไม่หยุดนิ่ง เขาจึงเริ่มค้นหาความจริงต่อไป จนกระทั่งเริ่มมั่นใจว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือของใครบางคน

“เราเริ่มขุดคุ้ยเหตุการณ์หลายอย่างในช่วงนั้นซึ่งมันยังสด ๆ กับเราอยู่ พยายามถามคนนั้นคนนี้ว่าอะไรเป็นอะไร ไหนบอกว่านักศึกษาจงใจแต่งหน้าเป็นองค์รัชทายาท แล้วไปแขวนคอ แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วมันไม่ใช่ เราเชื่อเพราะว่าเราฟังข่าวจากสถานีวิทยุที่เป็นของรัฐบาล เราคิดว่าต้องเป็นเรื่องจริง แต่ตอนหลังเริ่มสับสน เริ่มทบทวนและลำดับเหตุการณ์ แล้วคิดว่าเราโง่ไปถนัด เริ่มรู้สึกว่าเราโดนหลอกแน่แล้ว”

เขาจำได้ดีถึงความรู้สึกในวันที่ได้รู้ความจริง

“ผมแค้นและผมเสียใจ แค้นแรกผมถูกหลอก แค้นที่สอง ทำไมเขาใจดำเหลือเกิน ยุให้คนฆ่ากัน ยุให้ชาวบ้านไปฆ่าเด็ก แค้นที่สามก็คือ จนบัดนี้เขายังไม่สำนึก”

จนถึงวันนี้เพื่อนของเขาหลายคนไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์นี้อีก แต่สำหรับเขากลับคิดว่า ความจริงควรได้รับการเปิดเผย

“เวลาใครว่า ไม่อยากพูดถึง 6 ตุลา ผมบอกว่าทำไมถึงไม่อยากพูดกัน เป็นอะไรนักหนา ฝ่ายที่เขากระทำเขาไม่อยากพูด เพราะมันเหมือนกับเขากำลังยอมรับความผิดที่เขาทำ เขาเจตนาเขาฆ่าประชาชน แต่ฝ่ายที่เสียหายเขาก็อยากพูด ต้องการความยุติธรรม ผมถามว่าถ้าลูกสาว ลุกชายคุณถูกนำไปนั่งยางแล้วเผาไฟ ถูกตี ถูกแขวนคอ คุณจะรู้สึกอย่างไร คุณต้องเข้าใจความรู้สึกสูญเสียของคนเป็นพ่อแม่ เท่านั้นยังไม่พอ ยังผลักดันให้พวกเขาต้องเข้าป่า เพราะเขาไม่มีทางเลือก เขาไม่มีที่อยู่แล้วในสังคมนี้

“ถ้าเวลานั้นผมมั่นใจว่าผมทำผิด ผมก็บอกว่าผิด ถึงวันนี้ ผมกล้าออกมาพูดว่าผมเสียใจ ผมพูดแทนตัวผมคนเดียว คุณพูดอย่างนั้นได้ไหม พูดว่าเสียใจก็พอ คุณไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือคุณได้ คนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิดเขาเรียกว่าลูกผู้ชาย ผมเรียกร้องตรงนี้ ก้าวออกมาเถอะ 20 ปีแล้ว ประวัติศาสตร์มันไม่เปลี่ยน แต่มันจะเปลี่ยนอนาคตข้างหน้า พยายามทำประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องด้วยคำว่าเสียใจ ให้ความยุติธรรมแก่ลูกของคุณ คุณอาจบอกลูกคุณว่า พ่อมีส่วนขนาดไหน อย่าปกปิด อย่างน้อยก็บอกว่าพ่อไม่มีเหตุผลหรอกลูก แต่พ่ออยากบอกสักคำว่าพ่อเสียใจ วันนั้นพ่อคิดอย่างนั้นจริง ๆ แต่วันนี้พ่อขอโทษ อย่างน้อยก็ล้างบาปในใจได้บ้าง”

ทุกวันนี้วัสชโย ชินะนาวิน ยังมีความรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ในหัวใจของเขาตลอดเวลา เขาไปร่วมงานรำลึก 6 ตุลา อยู่เสมอ และไม่คิดจะไปแสดงความแค้นกับใคร เขาใช้เวลาบางส่วนในชีวิตกับการทำงานเพื่อสังคม

“ผมเป็นวิทยากรเคลื่อนไหวอยู่กับขบวนการผู้ใช้แรงงาน และมีอาชีพอิสระ เวลามีม็อบผมก็ไปร่วม เพราะอย่างน้อยวันนี้ผู้ด้อยโอกาสได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นกระบวนการ ผมไม่หยุดหรอกตราบใดที่สังคมยังห่วยแตกอย่างนี้ ผมทำได้ภายใต้กฎหมายอนุญาต ผมไม่เล่นนอกกติกา แต่ถ้าถามว่ามีโอกาสจะแก้กติกาไหม ผมจะแก้ ผมทำอะไรไม่ได้มากเพราะผมเป็นแค่เม็ดทรายเล็ก ๆ ในสังคมเท่านั้นเอง”

ที่มา : คัดจากนิตยสารสารคดี ปีที่ 12 ฉบับที่ 140 ประจำเดือนตุลาคม 2539
หมายเหตุ : ภาพประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ไม่ใช่ตัวบุคคลที่อ้างอิง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เปิดเอกสาร(เคย)ลับ เหตุการณ์ 6 ตุลาจากข้อมูลของCIA

มุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519
รายงานและวิเคราะห์ โดย”กรกิจ ดิษฐาน”

เอกสารเหล่านี้เคยเป็นความลับ
ก่อนหน้านี้สามารถอ่านได้จากคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตันดีซีเท่านั้นแต่เพราะองค์กร MuckRockผลักดันให้เปิดเผยเอกสารลับ
ตามกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารดังนั้น CIA จึงเผยแพร่ความลับเหล่านี้ในที่สุดเมื่อปี 2014

อย่างไรก็ตาม.เอกสารที่ได้รับการเปิดเผย
ยังมีหลายส่วนถูกทาดำทับไว้เพื่อปกปิดข้อมูล

ต่อไปนี้คือมุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519

จดหมายข่าวกรองแห่งชาติ
(National Intelligence Bulletin)
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระบุว่า..

“ความรุนแรงปะทุขึ้นช่วงสั้นๆ
ในช่วงเช้านี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ซึ่งผู้ประท้วงรวมตัวกันต่อต้านการปรากฎตัวในประเทศไทยของถนอม กิตติขจร
อดีตนายกรัฐมนตรีการต่อสู้ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการกระตุ้นเร้าโดย
นักศึกษาอาชีวะติดอาวุธซึ่งมักถูกใช้งานโดยฝ่ายขวาอยู่บ่อยๆเพื่อข่มขู่นักศึกษาหัวรุนแรง”

เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519
กล่าวต่อไปว่า”แม้ว่ากองทัพจะระวังตัวอย่างเต็มที่มีการใช้กระบวนการมาตรฐานในช่วงที่เกิดความไม่สงบ
กองกำลังตำรวจที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเห็นได้ชัดว่าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีเสนีย์ให้ตัดสินใจเกี่ยวกับถนอม
แต่ข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นสถาบันฯ
ซึ่งเป็นเหตุให้มีการจับกุมตัว
ผู้นำนักศึกษาหลายคนอาจทำให้ฝ่ายอุนรักษ์นิยมต่อต้านการกดดันให้ถนอมเดินทางออกจากประเทศ”

เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ของ CIA
ยังไม่ระบุถึงการยึดอำนาจในวันนั้น
โดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่และยังคาดว่าหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชจะยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปทว่า ในช่วงเย็นวันนั้น (เวลา 18.00 น.)ก็เกิดการทำรัฐประหารขึ้นและ CIA เพิ่งจะกล่าวถึงในวันรุ่งขึ้น
แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของสถานการณ์

ในวันที่ 7 ตุลาคม 2519 จดหมายข่าวข่าวกรองแห่งชาติระบุว่า”ยังไม่ชัดเจนว่าการยึดอำนาจกองทัพไทยวานนี้ เป็นการยึดอำนาจอย่างตรงไปตรงมาหรือเป็นนายกรัฐมนตรี (เสนีย์)ผู้วิตกและกังวลที่เชื้อเชิญ (ทหารเข้ามา)” ต่อมาข้อความทั้งย่อหน้ายาวๆถูกลบไป และเมื่อข้อมูลปรากฎอีกครั้งก็เอ่ยถึงการจัดองค์กรของคณะรัฐประหารและ CIA ประเมินว่า
กองทัพเชื่อจะได้รับการสนับสนุน
สถานการณ์ในกรุงเทพฯวันนั้นสงบเงียบ CIA ประเมินว่าพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เอนเอียงมาทางสหรัฐและเชื่อว่าคณะรัฐประหารจะไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลเสนีย์ที่หันไปสานสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐเคยใช้ไทย
เป็นฐานทัพในสงครามเวียดนาม
แต่เมื่อประสบความล้มเหลวในสงครามยืดเยื้อสหรัฐจึงถอนกำลังทหารออกไปจากเวียดนามและถอนทัพจากไทยในปี 2518 – 2519ทำให้รัฐบาลเสนีย์ตัดสินใจ
ที่จะใช้วิถีทางการทูตโดยติดต่อกับเวียดนามและได้ข้อตกลงว่าเวียดนาม
จะตั้งสถานทูตในไทยแต่มาเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมและ “ขวาพิฆาตซ้าย” เสียก่อน(นอกจากนี้ CIA ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเวียดนาม
และการถอนทัพสหรัฐออกไปจากไทย
คือนายอานันท์ ปันยารชุน ปลัด
กระทรวงการต่างประเทศ
ได้ถูกสั่งย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูต
ผู้แทนพิเศษ)

เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี
(The President’s Daily Brief)
วันที่ 8 ตุลาคม 2519 ระบุว่า
พลเรือเอกสงัดและคณะรัฐประหาร
(คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน)
พยายามเน้นย้ำว่า..ทหารเข้ามาปูทางให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยต่อไปในภายภาคหน้าแต่มีปัญหาเรื่องการหาพลเรือนมาร่วมรัฐบาลขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามกล่าวหาว่า..

” กองทัพไทยสมคบกับสหรัฐในการนำตัวเผด็จการกลับประเทศโดยวางแผนที่จะโค่นล้มรัฐบาลตามระบอบรัฐสภา
รัฐบาลเวียดนามเตือนว่าหากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายสหรัฐฯก็จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย”

เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี
วันที่ 11 ตุลาคม 2519 ระบุว่า พลเรือเอกสงัด ชลออยู่หวังจะให้มีการตั้งรัฐบาลพลเรือนโดยเร็วเพื่อที่จะเบี่ยงความทะเยอทะยานของคนในกองทัพบางฝ่าย
ที่อยากจะมีบทบาททางการเมือง
และในคณะรัฐประหารก็มีเสียงเรียกร้องให้รั้งอำนาจทหารไว้นานกว่านี้พลเรือเอกสงัดยังกังวลกับหัวหน้าพรรคชาติไทย
ในเวลานั้นและพันธมิตรของเขาในกองทัพว่าอาจวางแผนทำรัฐประหารซ้อน
ทำให้ต้องวางกำลังตรวจตราในกรุงเทพฯ
อย่างเข้มงวดเมื่อวันที่ 10 และในวันที่ 10
ยังเรียกเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาพบคณะรัฐประหาร เพื่อสอบถามเรื่องรัฐประหารซ้อน

สถานการณ์โดยรวมในกรุงเทพฯ สงบนิ่ง
นักศึกษาที่ถูกจับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เริ่มได้รับการประกันตัวออกมา
ฝ่ายซ้ายแตกแยกจนต่อไม่ติด
และต้องลงไปปฏิบัติการใต้ดิน
CIA ประเมินว่าภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของรัฐบาลใหม่ คือความทะเยอทะยานของคนในกองทัพที่ไม่อยากจะสละอำนาจที่ได้มา.. เร็วเกินไป

ปรากฎในเอกสารวันที่ 12 ตุลาคม 2519
ว่า คือ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ รองผู้บัญชาการทหารบกที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ฐานไม่มารายงานตัวและถูกสงสัยว่าจะทำรัฐประหาร

(และในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520
พล.อ.ฉลาด ก็ก่อกบฎขึ้นจริงๆ)

ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2519
เอกสารของ CIA ยิ่งประเมินว่า
ภัยคุกคามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ใช่ฝ่ายซ้ายหรือนักศึกษา
แต่เป็นการชิงอำนาจกันเอง..
“คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
เริ่มแสดงอาการของความไม่มีเอกภาพ
สาเหตุหลักเนื่องจากการแทรกแซง
ของพล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ที่ไม่อยากจะเสียอำนาจไป”

“การตัดสินใจของสงัดที่จะตั้งรัฐบาลพลเรือนอย่างรวดเร็วสาเหตุหลักก็เพื่อก่อกวนยศ”

นอกจากนี้ CIA ประเมินว่าการตั้งนายอุปดิศร์ ปาจรียางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เพื่อที่จะต่อให้ติดกับรัฐบาลสหรัฐ

ขณะที่พลเรือเอกสงัดกำลังจัดการกับกลุ่มอำนาจในกองทัพที่เริ่มแตกแถว
การจัดการกับฝ่ายซ้ายก็เริ่มหนักมือขึ้น

ย้อนกลับไปที่เอกสารวันที่ 11 ตุลาคม 2519ยังระบุถึงการแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียรเป็นนายกรัฐมนตรี โดย CIA ประเมินว่า..นายธานินทร์

“เป็นที่รู้กันว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม
แต่ไม่มีแนวคิดฝ่ายขวาสุดขั้ว”

ในเอกสารวันที่ 22 ตุลาคม 2519
ระบุว่า “ในแถลงการณ์ครั้งแรกต่อประเทศนายกรัฐมนตรีธานินทร์สนใจ
กับความหมกมุ่น 2 อย่างเป็นหลัก
คือ (การปราบ) คอมมิวนิสต์และการคอร์รัปชั่นและคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็เริ่มจับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย
ศักยภาพของฝ่ายซ้ายที่จะก่อปัญหา
ถูกจำกัดลงอย่างมากแต่หากการปราบปรามกระทำหนักมือไปก็อาจทำให้ประชาชนมีท่าทีต่อต้านรัฐบาลได้”

CIA บันทึกไว้ว่า การปราบปรามฝ่ายซ้าย
ประกอบไปด้วยการจับกุมผู้ที่สนับสนุนฝ่ายซ้ายและแนวคิดคอมมิวนิสต์
การกวาดล้างร้านหนังสือและหน่วยงานด้านการศึกษาที่ตีพิมพ์หนังสือที่บ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติการปิดหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางฉบับ
รวมถึงฉบับที่สำคัญ CIAระบุว่าการทารุณกรรมมีเพียงไม่กี่กรณีแต่อาจเปิดโอกาสให้กระทำการโดยพลการได้

“ในเวลานี้ การกวาดล้างได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนพอสมควร
ตอนแรกที่หวั่นเกรงกันว่าจะมีนักศึกษา
และนักกิจกรรมในเขตเมืองจำนวนมาก
ไปร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในชนชท
ดูเหมือนจะเป็นความกลัวเกินกว่าเหตุ
แม้ว่าจะมีนักศึกษาไม่กี่คนที่มีรายงานว่าไปที่ลาวเพื่อรับการฝึกแต่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง หันมาสนใจกับการสลัดตัวเองจากเรื่องการเมืองและเรียนต่อไปแทนที่จะหนีเข้าป่าไปหาความลำบาก”

อย่างไรก็ตาม..การประเมินของ CIA ผิดพลาดโดยสิ้นเชิงทั้งในเรื่องนายธานินทร์ กรัยวิเชียรและนักศึกษาหนีเข้าป่า
เพราะปรากฎว่ามีนักศึกษาแอบหนีเข้าป่ามากขึ้นในเวลาต่อมาจนกลายเป็นกำลังใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยประกอบกับรัฐบาลนายธานินทร์ใช้ไม้แข็งในการปราบฝ่ายซ้ายหนักมือขึ้นเรื่อยๆยิ่งทำให้ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์รุนแรงยิ่งขึ้น

ในที่สุด พลเรือเอกสงัด ชลออยู่
ก็ก่อรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เพื่อล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรที่จัดการกับฝ่ายซ้ายหนักมือเกินไปและล่าช้าในการปฏิรูป นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พร้อมด้วย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ผู้บัญชาการทหารบก ได้ดำเนินนโยบายใหม่ในการจัดการปัยหาคอมมิวนิสต์นั่นคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523

มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
และรับผู้ที่หนีเข้าป่ากลับมาร่วมพัฒนาประเทศ ทำให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่า
กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนในที่สุด
และถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย..

อ้างอิง
เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010010-4 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)

ภาพ.. เลขาธิการ​พรรคคอมมิวนิสต์​แห่งประเทศไทย
คนสุดท้าย.. สหายธง​ แจ่มศรี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

6ตุลา สังหารหมู่นักศึกษา

ก่อน 6 ตุลา บนหน้าหนังสือพิมพ์
ส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก่อนเหตุ

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การชุมนุม The Moments of SILENCE (แด่การจากไปของคนเดือนตุลา) ณ เมือง ชิคาโก รัฐอิลินอยด์ สหรัฐอเมริกา

“การสังหารหมู่ 6 ตุลา” 45 ปี กับคำตอบที่ว่าทำไมสังคมไทยเรียกเหตุการณ์เพียงแค่ “6 ตุลา” !!!! (ฉบับ ย่อมากๆๆ)

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 กลุ่มตำรวจและลูกเสือชาวบ้านได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมอย่างสงบของกลุ่มคนนับหลายพันเพื่อประชาธิปไตย เวลา 5.30 น มีการยิงระเบิดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว มีคนตายทันที 4 คนและบาดเจ็บนับสิบ แต่ระเบิดลูกนั้นถือเป็นเพียงสัญญาณการเปิดฉากของเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” 7.30 น หลังจากที่มีคนขับรถประจำทางพุ่งชนประตูรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจได้นำทางให้ทหาร(พร้อมอุปกรณ์การรบครบมือ) และลูกเสือชาวบ้านเข้าไปยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัย กระสุนพุ่งสาดใส่ประชาชนเหมือนฝนที่ตกลงมาจากฟ้า “เป็นวิถีกระสุนตรง” และประชาชนก็เริ่มเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆตามมา แต่บางคนโชคไม่ดีนักที่ไม่ได้ตายลงทันทีแต่กลับต้องมาเผชิญความโหดร้ายป่าเถื่อน โดยตามสื่อต่างๆ มีทั้งภาพถ่าย และวิดีโอออกมาถึงการใช้ความรุนแรงแก่ประชาชนมือเปล่าอันเกินมนุษย์มนาของเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนโดนแขวนคอ บางคนโดนข่มขืน บางคนโดยไล่ฆ่าเอาชีวิต บางศพโดนลากไปมาทั่วสนามฟุตบอลเพื่อความสะใจ แต่สิ่งที่น่าอดสูใจที่หนักไปมากกว่าการมีคนเสียชีวิตคือ การที่คนมองดูอยู่รอบข้าง แล้วรู้สึกสะใจมีความสุขกับการสังหารในครั้งนั้น 5 ชั่วโมงหลังจากการเริ่มยิงระเบิดลูกแรก ในที่สุดพวกเขาก็หยุดยิงใส่พวกเรา แต่กระบวนการการสังหารประชาชนยังไม่ได้หยุดลงตาม ตำรวจควบคุมกลุ่มประชาชนที่รอดชีวิตบังคับให้พวกเค้าถอดเสื้อผ้าออกแล้ว นอนลงกับพื้นประจันหน้ากับศพเพื่อนรวมอุดมการณ์ของพวกเขา อ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 46 คน บางเจ็บนับร้อย 4000 คนโดนจับกลุ่ม และ ส่วนคนที่สูญหายไม่ได้มีการกล่าวถึงในรายงานดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่เราควรเริ่มบทสนทนาในสังคมไม่เพียงแต่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง แต่อีกสิ่งที่เราควรพูดถึงในเหตุการณ์อันโหดร้ายนี้ คือ “อะไรที่เราไม่ได้พูดถึง” ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ความมั่นคงของชาติมีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่น และในขนาดเดียวกัน “the state’s power” ก็มีอิทธิพลครอบคลุมต่อท่าทีในการแสดงออก และเสรีภาพของประชาชน ในทางเดียวกันเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อการควบคุมและการทำความเข้าในต่อเหตุการณ์ต่างๆด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่พยายามจะพูดถึงความจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจถูกตกเป็นเป้าหมายของการกระทำความผิด กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม

จากวันนั้นถึงวันนี้ 45 ปีหลังจากการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีแม้แต่การสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการแม้แต่คดีเดียว จะมีบ้างก็เพียงแต่บทสนทนาทางแวดวงวิชาการ ในฐานะผู้เขียน (ที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว) มีความรู้สึกว่ารัฐไทยมีความพยายามอย่างสูงที่จะทำให้ประชาชน ลืมๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไปซะ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ลืม หรือ ประชาชนส่วนหนึ่งเลือกที่จะลืมมันไปเอง เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นมันตอบคำถามที่ว่า ทำไมคนไทยจึงเรียกเหตุการณ์โหดร้ายป่าเถื่อนเกินมนุษย์มนาครั้งนี้เพียงแค่ “6 ตุลา” แทนที่จะเป็น “การสังหารหมู่ 6 ตุลา”

แต่ลองมานั่งคิดถึงความสมเหตุสมผลจะเป็นไปได้ยังไงที่เพียงแค่อำนาจรัฐจะมีอิทธิพล ในการตัดต่อดัดแปลงความคิดความเข้าใจ เพื่อทำให้สังคมลืมสิ่งที่เกืดขึ้นในวันนั้น หรือจริงๆแล้วมันมีการสมยอมกันทางอำนาจ มีการให้ใบอนุญาต “ในการฆ่า” จากกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น? คำถามคือถ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของถนอมเพียงคนเดียว ทำไม 45 ปีที่ผ่านมาถึงไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วทำไมคนที่จะะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นถึงมีความเสี่ยงที่จะติดคุกจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112?

ตามที่มีบันทึกเอกสารต่างๆปรากฎ ทุกคนมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่า การสังหารหมู่ ของวันที่ 6 ตุลา 2519 นั้นมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง เพราะยังคงมีคำถามมากมายในใจของประชาชนท่ามกลางความเงียบจากเหตุการณ์ดังกล่าว คำถามที่ดูเหมือนจะใหญ่และคาใจประชาชนคนไทยมากที่สุดคือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น. มีข้อสังเกตหลายอย่างว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อาจมีส่วนเกี่ยวกับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่หลายๆคนอาจเห็นตามสื่อต่างก่อนหน้านั้นว่า สมาชิกราชวงศ์ในช่วงนั้นต่างมีบทบาทในการแสดงออกในการเลือกข้างทางฝ่ายขวาเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาตามมา

  1. กษัตริย์ภูมิพล และ ราชินีสิริกิต์ได้ไปเดินทางไปวัดบวรนิเวศน์ หลังจากที่ถนอมได้บวชที่วัดนั้นเพียง 2 วัน (แม้ว่าจะไม่ได้ไปเยี่ยมถนอมโดยตรง)
  2. ราชินีสิริกิตได้แสดงความกังวลใจของเธอออกมาในการที่บอกว่า มีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้เดียงสา พยายามที่จะทำลายศาสนาพุทธ (ทั้งๆที่กลุ่มคนเหล่านั้น แค่ไม่พอใจในตัวถนอม ที่ไปบวชวัดนั้น) อีกทั้งราชินีสิริกิต ยังมีการบอกให้ประชาชนอีกส่วนให้ออกมาปกป้องศาสนาพุทธอีกด้วย
  3. เจ้าหญิงสิรินธร และ เจ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เดินทางไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สังหารหมู่ พร้อมกล่าวชื่นชมที่พวกเขาเหล่านั้นได้เสียสละเพื่อชาติ

จากการกระทำทั้งหมดของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ไทย จึงเกิดคำถามที่ว่า “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งนี้ขึ้นหรือไม่?” (Cole, 1976) ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น, สิ่งที่สมาชิกราชวงศ์ทำ, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสร้างที่ทำให้ความเงียบงันต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในสังคมไทยขึ้น

จากตุลา 2519 สู่ ตุลา 2564, 45 ปีแห่งการสังหารหมู่อันโหดร้ายทารุณ สิ่งที่ยังคงเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากวันนั้นสู่วันนี้คือ “วัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล” นับร้อยชีวิตที่สูญเสีย นับร้อยชีวิตที่สาบสูญ นับร้อยชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งต่างๆทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมครั้งล่าสุดคือ กรณีผู้ต้องหาโจ้ (อดีตผู้กำกับ) ที่มีการใช้ถุงดำคลุมหัวซ้อมทรมาน ผู้ต้องสงสัยคดีค้ายาเสพติดจนถึงแก่ชีวิตระหว่างการสอบสวน แม้ว่าคดีจะผ่านไปเป็นเดือนแล้วแต่ดูเหมือนว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้า และเป็นไปได้อย่างสูงที่จะจบลงด้วย “คนทำผิด ไม่ได้รับผิด” นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำว่ารัฐไทยนั้นล้มเหลวต่อการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการโดนรัฐเอาเปรียบแม้ว่าประชาชนอย่างเราจะรู้สึกสึกทรมานกับเหตุการณ์ต่างๆแค่ไหน สิ่งเดียวที่รัฐไทยต้องการให้เราทำคือ อยู่ท่ามกลางความเงียบ และบังคับให้เราลืมๆมันไปสะ

วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย ถึงคนที่จากไป, เพื่อเยียวยาให้แด่คนที่ยังมีชีวิตอยู่, เพื่อประนามวัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล ที่มีอย่างยาวนานในสังคมไทย, เพื่อเรียกร้องการขอโทษสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะจากใครตามที่มีส่วนเกิดเกี่ยวข้องกับการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนผิดมนุษย์ครั้งนี้
ตราบใดที่พวกเรายังคงจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” สักวันเราจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา


The early morning of October 6, 1976, police and village scout groups surrounded Thammasat University, where thousands of people had gathered peacefully protesting for democracy. At 5.30 am a bomb was fired into the crowd; 4 people died instantly, dozens were injured. The bomb was the signal of the beginning of the October 6 Massacre. At 7.30 am right after a bus smashed the university gate, the police led the full army of soldiers and village scouts into the campus. The rain of the bullet fire attack came at the same time. Once they got in there “ALL SHOOTING WAS DIRECTED” more people were dying. Some did not get lucky enough to die suddenly. Hundreds of photos, news, and VDOs showed incredible violences to defenseless people; some were hanged, some were raped at the scene, some were chased down, and some were dragged around the soccer field etc. Another tragedy that actually happened on that day was not about physical violence. But it was all about ignorance and/or many spectators who were there, which clearly enjoyed the mass killing massacre on that day (see the picture). Five hours later, before they stopped shooting people but the massacre was not. The police rounded up the rest of survivor protesters into the soccer field and ordered them to take their shirts off and lie down on the ground facing the dead bodies. And get them arrested one by one. According to the police report, 46 people were dead, hundreds were wounded, those who missing were not reported and up to four thousands were arrested.

But today, we are not going to talk about just what happened? Another important thing about the October 6 massacre is “what is unsaid” from it? It cannot be denied that National security has always been a higher priority for the state than anything. The state’s power has always overridden the freedom of expression and freedom of assembly of the people. There are political conditions that have effectively shaped and altered how we remember certain events. For those who speak the truth about the massacre would be subjected to the draconian lèse majesté law, a severe punishment without justice. From day one (October 6, 1976) until today, for 45 years after the mass massacre “there is NO official investigation has been undertaken” As we clearly see, the Thai State tries so hard to force us to forget about it either by authority (being silenced) or voluntority (being silent). Those conditions “state’s propaganda” those factors above are reasons why we call this bloody event only “October 6” rather than “The October 6, mass massacre at Thammasat University”. Moreover, how could the government manipulate millions of memories to forget about it even if somehow it happened to your neighbors who live under the same roof? Were there any authority or given legitimacy “TO KILL” from other political institutions behind the mass massacre? If not why there is no official investigation and why do people who speak are being threatened to get arrested from lèse majesté law section 112

Based on many documentary records; the mass massacre needs to be investigated, because there are many questions still remaining in the silent atmosphere. The biggest elephant in the room and the most troublesome question for Thai society is the role of the Royal Family in the political spectrum. The Thai Royal Family has been linked to the mass massacre, as you can see from the gallery that every single member of the royal family was active in the mobilizations of the right wing’s order which included (Military and Village Scouts). For example 1) King Bhumibol, Queen Sirikit, The Crown Prince went to visit someone at the same temple after Tanom had returned two days later. 2) Queen Sirikit relayed her concern that vicious people were attempting to destroy Buddhism, thus the queen urged people to help protect the temple, and thereby Buddhism, which impliable to protect Tanom as well. 3) Princess Sirindhorn and Princess Jurapolwarailuk went to visit the injured police officer and praising them for their sacrifice to the country.Those facts about actions and inaction by the royal family raise the question that “Were they a part of the atrocity?” (Cole, 1976). Moreover Paul Hendley made a detailed implication of the palace in the buildup of the right-wing movement and in the situation that led to the massacre and the coup. All in all, those factors of what happened, what they did, and lèse majesté law contributed to the Moments of SILENCE in Thailand.

From October 1976 to October 2021, 45 years of merciless massacre, what is left in Thailand is the Impunity system. Hundreds of death, hundreds of missing, hundreds of injustice; That’s still going on in Thailand. Another impunity case that just happened is “Chief Thitisan or Joo” A Thai police chief accused of torturing and killing a suspected drug dealer while in custody. And yet again, the Thai government failed to ensure accountability for even the most ghastly state abuses against people. Even how miserable we feel; the only thing that the Thai state wants us to do is keeping our mouths shut about unjust events. Today we gather to revive the memories of survivors of the October 6th massacre, to condemn the long history of impunity in Thailand, to demand public apology from whoever that were involved in this inhuman slaughter. and as long as we remember, one day, justice will be served here, right in our hands.

อ้างอิง หนังสือ The Moments of SILECE ของ อ. ธงชัยวินิฉัยกุล https://www.amazon.com/Moments-Silence-Unforgetting-October-Massacre/dp/0824882334/ref=sr_1_2?dchild=1&keywords=the+moments+of+silence&qid=1633304020&sr=8-2

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การเปลื้องผ้าประท้วงเสรีภาพหรือความน่าอาย

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การเปลื้องผ้าประท้วง (nudity protest) เรียกได้ว่าเป็นอีกสีสันหนึ่งของการจัดการประท้วงและจัดเป็นลูกเล่นที่ใช้ในการดึงความสนใจของผู้คนและสื่อ มีการจัดการเปลื้องผ้าประท้วงในหลายๆ เหตุการณ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ถึงสิทธิของสัตว์เพื่อให้เลิกใช้ขนสัตว์มาทำเสื้อผ้า การรณรงค์สิทธิสตรีและกลุ่ม LGBTQ การประท้วงต่อต้านอุตสาหกรรมแฟชั่น การประท้วงต่อต้านสงคราม หรืออย่างล่าสุดในประเทศไทย การต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากรัฐโดยผู้หญิงสูงวัยที่รู้จักกันในนามว่า “ป้าเป้า”

ย้อนกลับไปยังปี 1903 ในแคนาดา การประท้วงของกลุ่ม Spiritual Christian Freedomites กับภาพกลุ่มผู้ประท้วงทั้งชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงทางกฎเกณฑ์ของผู้อพยพในยุคนั้น นับเป็นภาพการเปลื้องผ้าประท้วงภาพแรกที่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก

ธันวาคมปี 2011 ปรากฏภาพผู้ประท้วงนับร้อยคนเปลื้องผ้ากลางย่านธุรกิจของเมือง Madrid ประเทศ Spain โดยผู้ประท้วงนอนทับกัน มีการใช้สีแดง สาดใส่ร่างกายแทนเลือด ภายใต้การประท้วงชื่อว่า “How many lives for a coat” หรือ “กี่ชีวิตที่ใช้ทำเสื้อโค้ต” เพื่อต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อใช้ขนสัตว์ผลิตเสื้อผ้า

ในเดือนกรกฎาคม 2020 ในช่วงการประท้วง Black Live Matter ที่เมือง Portland รัฐ Oregon ได้ปรากฏภาพดังที่สื่อ บันทึกและเรียกกันว่า “ Naked Athena” เป็นภาพของหญิงสาวสวมเพียงหมวกไหมพรมและหน้ากากอนามัยปิดหน้า นั่งลงกับพื้นและกางขาทั้งสองข้างออกจากกันโดยไร้ซึ่งเสื้อผ้าใดๆ ปกปิดร่างกาย หันประจันหน้าไปทางตำรวจสลายฝูงชนที่เตรียมเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วง หญิงสาวนิรนามนั่งโพสต์ท่าแบบนั้นโดยไร้คำพูดใดๆ ราว 10 นาที และเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยกเลิกการจัดการฝูงชน สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใดๆ

จริงอยู่ว่าการเปลื้องผ้าประท้วง นำมาซึ่งการถกเถียงทั้งเรื่องความน่าสนใจและน่าอับอายในคราวเดียวกัน แต่ทั้งนี้นอกจากการสร้างเทคนิคให้เป็นที่สนใจแล้ว ยังจัดได้ว่า การเปลื้องผ้าไร้ซึ่งสิ่งใดๆ ปกปิดร่างกาย แสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตามธรรมชาติ มนุษย์ที่ควรมีสิทธิ์ในการแสดงออกและเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ มนุษย์ที่รักสงบและต่อต้านการใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และในท้ายที่สุด มนุษย์ที่ล้วนมีความเท่าเทียม เมื่อไร้ซึ่งพันธการใดๆ ในร่างกายแล้ว ทุกคนล้วนคือคนหนึ่งคน ที่ควรจะมีสิทธิ์ มีเสียงที่เท่ากัน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สาเหตุทำไม ค่าน้ำมันในประเทศถึงแพง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะถูกลง คนไทยจ่ายค่าน้ำมัน แต่เงินเข้ากระเป๋านายพล รัฐบาลประยุทธ์จัดให้!!!

วิธีการหาแดกของทหารในครั้งนี้ ทำผ่าน “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” ที่ประยุทธ์ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บเงินที่ได้จาก ราคาน้ำมันที่ขายได้ในปั๊ม แล้วเอาเงินในกองทุนนี้ไปให้กับหน่วยงานความมั่นคงต่างๆเช่น กอ.รมน. /ตำรวจ/ กองทัพ สตช.รวมๆแล้ว เป็นเงินถึง 4,600 กว่าล้านบาท

จากนั้น หน่วยงานความมั่นคงก็จะเอาเงินจากกองทุนนี้ไปขอเบิกงบก่อสร้าง ทำโปรเจคงูๆปลาๆต่อ เช่น เอาไปสร้าง โซลาร์เซลล์ที่ใช้ไม่ได้ที่แม่ฮ่องสอน หรือ ตู้กดน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ (ตู้ละ5แสน)ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ – เห็นภาพสินค้าแล้วทุเรศมาก สมกับเป็นกะลาแลนด์ (ดูในภาพประกอบ)

นี่แหละ การหัวหมอขยันหาแดกกับประชาชน สร้างคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย โดนกันไปถ้วนหน้ากับภาษีน้ำมันที่จ่ายเพิ่มลิตรละ 8-10บาท เพื่อสมทบทุนให้ทหารไทย

การทุจริตเชิงนโยบายในเรื่องพลังงานเป็นเรื่องถนัดของประยุทธ์ เพราะพลังงานก็เหมือนบ่อน้ำมันของประเทศ เมื่อยึดประเทศได้แล้ว ทหารเลยชอบเข้าไปคุมเรื่องพลังงาน (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีประยุทธ์ฮั้วกับเจ้าสัว Gulf ขายพลังงานชาติ ผลคือ คนไทยค่าไฟแพงไง) แล้วประยุทธ์ก็กินเงินเศษตังค์ที่เจ้าสัวทอนมาให้ หลังได้กำไรไปแล้วมหาศาล

หวังผลได้เลย เรื่องไหนที่ทหารและสถาบันกษัตริย์เข้ามาเสือกหาผลประโยชน์ เรื่องนั้นก็จะชิบหายไม่ได้ผลทุกเรื่อง (เหมือนเรื่องวัคซีน สาธารณสุข ค่าน้ำมันค่าไฟ เป็นต้น)

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

ผลสถิติโลกประจำปี 2022 ออกอย่างเป็นทางการ จาก Guinness Book… กษัตริย์ปรสิตคว้าชัย ขึ้นแท่นเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สุรต่านแขกยังอาย!!!

สาเหตุของความรวยมาจาก การโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาเป็น “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ในปี 2561

ในหนังสือบันทึกสถิติโลกยังระบุว่า วชิราลงกรณ์ถือครองเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก (550กะรัต)

ปรสิตปล้นทั้งทรัพย์สินของชาติ ปล้นทั้งเงินภาษีจากประชาชน แถมเบียดเบียนงบประมาณจากหน่วยงานรัฐไทย ไม่รวยที่สุดในโลกได้ไง มีเงินใช้ไปอีก10ชาติ ในขณะที่ประชาชนในประเทศโดนขูดรีดภาษี ต้องดิ้นรนทำมาหากินภายใต้รัฐบาลทหาร ที่วชิราลงกรณ์ให้การสนับสนุน

เพราะการปล้นชาติแบบนี้ คนรุ่นใหม่เขาถึงได้ออกมาประท้วง

3 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“คิดถึงยอดดวงใจแทบขาด”ฟ้ารุ่ง.. ยอดดวงใจที่ได้รับกระสุนพระราชทาน904

เธอคือคนที่เข้าไปรู้เห็นกระบวนการหาเงิน
ของทางวัง​ 904​ มากเกินไป จากเด็กสาวรองนางงาม​ เบิกบานตามวัยเจริญพันธุ์
จนมีราชรถ​มารับตัวส่งเข้าวัง ปาตี้ชวนฝัน​ สุรา​ -​ ยาเสพติด. ด้วยสรีระและหน้าตาที่สดใส จึงเป็นที่ต้องใจลูกชายอาเสี่ยใหญ่
แห่งเมืองไทยเป็นนักหนา

แต่ทุงดอกราเวนเดอร์
ไม่ได้งดงามชั่วนิรันดร์
เมื่อเธอรู้มากไป​ เห็นมากไป
และเรียกร้องมากไป

จนเมืองไทยไม่เหลือที่ให้พักอาศัย
จำต้องเดินทางกลับบ้านเกิดที่สหรัฐ​อเมริกาหวังว่าคงจะพ้นเงื้อมมือปีศาจที่ตามราวีแต่เธอคิดผิด​ ตรงนี้ต่างห่างคือสุสานของเธอเมื่อมีการกดดันครอบครัวอย่างหนักพร้อมมอบปืนและกระสุนพระราชทานเต็มรังเพลิงเธอจึงต้องจำยอมอย่างขมขื่นด้วยลูกปืนพระราชทานจบตำนานฟ้ารุ่ง(น้ำฝน)​ ชารีรักษ์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ต.ค.64

หมวดหมู่
วันสำคัญ

2 ตุลา วันละความรุนแรงสากล

2 ตุลาคม วันละความรุนแรงสากล (The International Day of Non-Violence)
ด้วยเป็นวันครบรอบวันเกิดของ มหาตมะ คานธี ริเริ่มโดยชิริน เอบาดี เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2546 ก่อนหน้าที่องค์การสหประชาชาติ จะสานต่อและประกาศให้วันที่ 2 ตุลาคม เป็นวันละความรุนแรงสากล

หมวดหมู่
วันสำคัญ

ตุลา เดือนแห่งตาสว่าง

1 ตค. 2411 ร.4 สวรรคต
1 ตค. 2491 กบฏเสนาธิการ
3 ตค. 2436 วิกฤต ร.ศ.112
4 ตค. 2313 ตั้งกรุงธนบุรี6 ตค. 2519 ล้อมปรามที่ธรรมศาสตร์

6 ตค. 2519 ล้อมปรามที่ธรรมศาสตร์

7 ตค. 2551 สลายม็อบพันธมิตร
11 ตค. 2476 กบฏบวรเดช
11 ตค. 2540 ใช้ รธน 40

13 ตค. 2551 เสด็จพระราชดำเนินไปงานศพน้องโบว์-พันธมิตร
13 ตค. 2559 ร.9 สวรรคต
13 ตค. 2563 ม็อบชูสามนิ้วใส่ขบวนเสด็จ
14 ตค. 2516 วันมหาวิปโยค
14 ตค. 2563 ขบวนเสด็จขับฝ่าม็อบ
16 ตค. 2336 ประหารมารีอองตัวเนต
16 ตค. 2563 ใช้รถจีโน่ครั้งแรกที่แยกปทุมวัน
20 ตค. 2501 สฤษดิ์รัฐประหารกระชับอำนาจ
20 ตค. 2520 สงัดรัฐประหารธนินทร์
23 ตค. 2453 ร.5 สวรรคต
23 ตค. 2563 กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ
25 ตค. 2547 กรณีตากใบ
31 ตค. 2549 ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐประหาร 19 กย. 2549

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น