หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏ ร.ศ. 130 หรือ กบฏเก็กเหม็ง หรือ กบฏน้ำลาย

เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2455 (ร.ศ. 130)
ก่อนการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475
สองทศวรรษในสมัยรัชกาลที่ 6
เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง
วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์พระราชทานรัฐธรรมนูญให้
และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่แผนการแตกเสียก่อน
จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการหลายคนไว้ได้ 91 คน
คณะตุลาการศาลทหารมีการพิจารณาตัดสินลงโทษให้จำคุกและประหารชีวิต โดยให้ประหารชีวิตหัวหน้าผู้ก่อการ
จำนวน 3 คน คือ ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์
ร.ท.จรูญ ณ บางช้างและ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์
ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 20 คน
จำคุกยี่สิบปี 32 คน จำคุกสิบสองปี 30 คน และจำคุกสิบห้าปี 6 คน
แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวินิจฉัย
และได้มีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษ
ละเว้นโทษประหารชีวิต
ด้วยทรงเห็นว่า ทรงไม่มีจิตพยาบาทต่อผู้คิดประทุษร้ายแก่พระองค์

คณะผู้ก่อการได้รวมตัวกันเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2455
(นับเวลาแบบสากล คือ เริ่มปี พ.ศ. 2455 วันที่ 1 มกราคม แต่บางตำราจะเขียนเป็น 13 มกราคม พ.ศ. 2454
เพราะนับเวลาแบบสยามในครั้งนั้นที่
เริ่มปีใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน)
ประกอบด้วยผู้ร่วมคณะเริ่มแรกจำนวน 7 คน คือ
ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) เป็นหัวหน้า
ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ จาก กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
ร.ต.จรูญ ษตะเมษ จากกองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.เนตร์ พูนวิวัฒน์ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.ปลั่ง บูรณโชติ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร จาก โรงเรียนนายสิบ
ร.ต.เขียน อุทัยกุล จาก โรงเรียนนายสิบ
คณะผู้ก่อการวางแผนจะก่อการในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันขึ้นปีใหม่ ผู้ที่จับฉลากว่าต้องเป็นคนลงมือลอบปลงพระชนม์ คือ ร.อ.ยุทธ คงอยู่ (หลวงสินาดโยธารักษ์) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนำความไปแจ้งหม่อมเจ้าพันธุ์ประวัติ ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ และพากันนำความไปแจ้ง สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ความทราบไปถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประทับอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม คณะทั้งหมดจึงถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถูกส่งตัวไปคุมขังที่คุกกองมหันตโทษ ที่สร้างขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานอภัยโทษในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ครบรอบปีที่ 15 ของการครองราชย์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

13 กบฏ

เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ที่ถูกเผด็จการครอบครัวทรราช
จอมพลถนอม ณรงค์ ประภาส
ประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญมา 10 ปี 6 เดือน
ถนอมเป็นพ่อณรงค์
ณรงค์เป็นลูกเขยประภาส

13​ รายนามกบฏรัฐธรรมนูญ​

ก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไขแสง สุกใส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ทวี หมื่นนิกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธัญญา ชุนชฎาธาร นักศึกษา ปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขานุการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นพพร สุวรรณพานิช นักหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์
บัณฑิต เฮงนิลรัตน์ นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บุญส่ง ชเลธร นักศึกษาปี 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ
ปรีดี บุญซื่อ นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มนตรี จึงศิริอารักษ์ นักศึกษาปี 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักหนังสือพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์
วิสา คัญทัพ นักศึกษาปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
วันสำคัญ

วันที่ 6 ตุลาคม “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล”

เครือข่ายองค์กรนักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ รวมทั้งหมด 71 องค์กร ขอแสดงจุดยืนเคียงข้างองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้วันที่ 6 ตุลาคม เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” เพื่อต่อต้านอำนาจนิยมทุกรูปแบบในหลายประเทศทั่วโลก

แถลงการณ์ร่วมสนับสนุนข้อเสนอของ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “ วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล (The International Day for the Protection of Students ‘Freedom of Expression)

เพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์ในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการสังหารหมู่นิสิต นักเรียน นักศึกษาและประชาชน แสดงถึงการใช้ความรุนแรงเป็นบ่อนทำลายการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกก็ยังมีการทำลายสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนนักศึกษากันอยู่

“ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก”

“With respect for human dignity and fellow human beings around the world”

7 ตุลาคม 2564

45ปี6ตุลา

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์…ตอนที่1

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
(2 เมษายน พ.ศ. 2420-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายาม
ยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร
เมื่อ พ.ศ. 2476

นามสกุลคุ้นหูกันใหมล่ะ
ถ้าไม่คุ้นก็ไปถาม อีตั้น ดูนะ

ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง
ชอบดูถูกคนอื่น และ เหยียดหยามลูกน้อง
ด้วยตัวเองถือยศถาบรรดาศักดิ์
‘บวรเดช’ ผู้ที่ศึกษาเรื่องประชาธิปไตย
จึงถูกมองข้ามจากคณะราษฏร์

ประกอบกับความแค้นฝั่งหุ่น
จึงได้พยายามก่อการยึดอำนาจ
จากคณะราษฏร์
ทว่าโดยนิสัยส่วนตัวแล้ว
ผู้ไต้บังคับบัญชาจึงไม่ให้ความเคารพนับถือ
นำความเข้ารายงานฝ่ายคณะราษฏร์
การก่อการครั้งนั้นจึงเป็นกบฏ
จนต้องลี้ภัยไป กัมพูชา, เวียดนามฯ..

สรุป..บวรเดช การการรัฐประหาร
รัฐบาลที่มาจากคณะราษฏร์
แต่กระทำการไม่สำเร็จ
จึงผิดอาญาแผ่นดินโทษฐานกบฏ

แต่ก็ที่ไม่มีการกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์
คือ คนที่เป็นแบ็คอัพในการนี้
การรัฐประหารต้องใช้ทั้งกำลังคน
และกำลังทรัพย์เป็นอย่างมาก
“บวรเดช” ได้รับพระราชทาน
เงินทุน 1 ล้านบาทจาก ร.7(บางบทว่า1แสน)​
(โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาเจ้านาย
ที่สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างได)
เพื่อทวงอำนาจคืนจากคณะราษฏร์
กลับไปปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังเดิม

สาระทันข่าว….
หลายคนแปลกใจว่าทำไมมีการพยายาม
กล่าวถึงและเชิดชู “กบฏบวรเดช”
บางหน่วยทหาร ถึงกลับมีหัอง”บวรเดช”
เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ

นั่นเพราะสิ่งที่”บวรเดช”ก่อการในครั้งนั้น
คือปฐมบทในการทวงคืนอำนาจ
ที่ ร.7 ทรงประทานให้ประชาชน
ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฏร์
ที่ให้ราษฏรมีสิทธิเสรีภาพ
และทุกคนต้องอยู่ภายไต้กฏหมายเดียวกัน
ทำให้เหล่าผู้มีอำนาจเก่า
ขาดความสะดวกสะบายแบบก่อนเก่า
รวมถึงผลประโยชน์จากที่เคยได้รับ
จากการกดขี่เหยียบย้ำประชาชน
ตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 4

แจ้งจ้าวนายว่าเราแพ้แล้ว.. ร​ 7
(ทรงพระเผ่นกันรนราน)

16 ตุลาคม
เครื่องบินฝ่ายกบฏบินมาทิ้งใบปลิวที่วังไกลกังวล
เพื่อทูลว่าการยึดอำนาจล้มเหลว
ในค่ำวันต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จประปกเกล้าฯทราบว่าทหารเพชรบุรียอมจำนนต่อรัฐบาลแล้ว
และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
กำลังเดินทางลงมาเข้าเฝ้า
ก็ทรงตื่นตระหนกรีบเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรวรุณ
ซึ่งเป็นเรือยนต์ลำเล็กอย่างกะทันหัน
พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ
หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล
หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร
หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์
หม่อมเจ้าเศรษฐพันธ์ จักรพันธุ์
พร้อมทหารรักษาวังอีก 6-7 นาย
มุ่งหน้าจังหวัดสงขลา

เนื่องจากเรือไม่พอนั่ง
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท
และเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่
ต้องนำทหารรักษาวังบางส่วนขึ้น
ไปยึดขบวนรถไฟจากสถานีวังก์พงในช่วงบ่าย
เจ้ากาวิละวงศ์เป็นพนักงานขับรถ
ขบวนรถไฟพิเศษนี้ออกจากหัวหินเวลาตีหนึ่ง
ของวันที่ 18 ตุลาคม
มีผู้โดยสารประกอบด้วย:
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล
หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล
หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พร้อมพระธิดา
กรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์
พลโทพระยาวิชิตวุฒิไกร
พระยาอิศราธิราชเสวี
และทหารรักษาวังสองกองร้อย

เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์
อธิบดีกรมรถไฟทราบข่าว
จึงรีบส่งโทรเลขแจ้งสถานีรายทางล่วงหน้า
ว่า ทหารหลวงลักขบวนรถจักรออกจากวังก์พง
ให้ทำการสกัดกั้น
พนักงานกรมรถไฟจึงไปถอดรางรถไฟ
ช่วงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ขบวนรถไฟพิเศษไปต่อไม่ได้
ต้องหยุดระหว่างทาง
ทหารหลวงต้องช่วยกันถอดราง
ที่วิ่งที่ผ่านมาแล้วมาต่อเพื่อให้รถไฟเดินต่อไปได้ เมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ก็ถูกกักรถไม่ให้เดินทางต่อจนเกือบจะยิงกัน
สมุหราชองครักษ์จึงโทรเลข
ไปยังรัฐมนตรีมหาดไทย
พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์
รีบนำความเข้าแจ้งนายกรัฐมนตรี
พระยาพหลพลหยุหเสนา
สั่งการอนุญาตให้รถไฟเดินได้ตลอดสายทาง

ทางด้านเรือพระที่นั่งศรวรุณน้ำมันหมดที่ชุมพร
ต้องขึ้นฝั่งรอจนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 19 ตุลาคม
จึงได้พบกับได้พบกับเรือวลัย
ของบริษัทอิสต์เอเชียติก
กัปตันเรือวลัยชาวเดนมาร์ก
เชิญคณะของในหลวงขึ้นเรือวลัย
และพ่วงเรือพระที่นั่งศรวรุณไปยังสงขลา
ตกเย็นวันเดียวกันนั้น
ขบวนรถไฟก็ไปถึงสงขลา
พระบรมวงศ์ส่วนหน้ารีบไปจัดแจง
สถานที่ในพระตำหนักเขาน้อยเตรียมรับในหลวง
เรือวลัยเดินทางมาถึงอ่าวสงขลาในเช้าวันถัดมา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

14 ตุลาคม วันตามไล่ล่าล้างกบฏ กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 3

รุกคืบเข้ามาปะทะทหารฝ่ายกบฏ
ที่ยึดสถานีรถไฟบางเขน
โดยใช้หัวรถจักรหุ้มเกราะ
ดันหลังรถข.ต.บรรทุกรถถัง
เคลื่อนที่เข้าหาพร้อมกันทั้ง 2 ราง
นอกจากนี้แล้วยังมีเหล่าทหารราบ
อยู่ในรถพ่วงคันหลังอีกจำนวนหนึ่ง
ผลจากการปะทะในช่วงเช้า
ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลสูญเสีย
พันตรีหลวงอำนวยสงคราม
ผู้บังคับกองพันที่มีความสำคัญมากไป
หลวงพิบูลสงครามจึงรีบแก้สถานการณ์
ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำทันที
โดยสั่งการให้ไปนำรถสายพาน
ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ QF 2-pounder
จากประเทศอังกฤษ
ที่เพิ่งผ่านการตรวจรับมาแล้วจำนวน 2 คัน
มาเข้าสู่สนามรบจริงทันที

อำนาจการยิงของปืนกล
ต่อต้านอากาศยานขนาด 40 มม.
อัตรายิง 115 นัดต่อนาที
เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
กระสุนปืนทำให้รังปืนกล
ของฝ่ายกบฏเกิดรูขนาดใหญ่
รวมทั้งปืนก็ยิงได้เร็วและรุนแรงต่อเนื่อง
ทหารกบฏทั้งหมด
ไม่เคยเจออาวุธทันสมัยแบบนี้มาก่อน
จึงพากันหนีตายทิ้งที่มั่นวิ่งหนีเอาตัวรอด
กลับไปยังหลักสี่ ทหารราบจากฝ่ายรัฐบาล
จึงสามารถเข้ายืดพื้นที่ทุ่งบางเขนไว้ได้โดยละม่อม

ขบวนรถไฟฝ่ายกบฏของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย กองพันทหารราบที่ 17 อุบลราชธานี
เดินทางมาถึงดอนเมืองในช่วงค่ำ
ได้ข่าวว่าสถานการณ์ฝ่ายกบฎ
กำลังเพลี่ยงพล้ำจึงไม่ยอมจอด
ขบวนรถไฟที่สถานีดอนเมือง
ให้ขบวนรถไฟขับเลยสถานีดอนเมืองไป
ประมาณสามกิโลเมตรแล้วใส่เกียร์ถอยหลัง
กลับไปที่เมืองโคราช ระหว่างทาง
ได้แวะรื้อทางรถไฟแถวปากช่องออก
เพื่อทำคุณไถ่โทษ

15–24 ตุลาคม “กบฏแตกพ่าย”
15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลัง
พร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ
มีทั้งรถเกราะและปืนกล
รุกไล่ฝ่ายกบฏจนเกือบประชิดแนวหน้า
ฝ่ายกบฏที่สถานีหลักสี่
นอกจากนี้ ฝ่ายกบฏขาดกำลังเสริมมาสมทบ
เพราะทหารเพชรบุรีที่ร่วมก่อการ
ถูกหน่วยทหารราชบุรีตรึงกำลังไว้
ทหารจากนครสวรรค์และพิษณุโลก
ก็ถูกขัดขวางจากหน่วยทหารลพบุรี
และหน่วยทหารปราจีนบุรี
บวรเดชเห็นว่าสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้แล้ว
จึงสั่งให้ถอนกำลังกลับไปตั้งรับโคราช
และมอบหมายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
เป็นผู้บัญชาการรบหน่วยระวังหลัง
ค่อยๆถอยร่อนจากหลักสี่มาดอนเมือง

16 ตุลาคม เวลาตีสาม
ทหารกบฏเริ่มถอนกำลังออกจากดอนเมือง
ส่วนหน้าทัพกบฏเดินทางถึงสถานีปากช่อง
(กม.180)ในเวลาบ่ายโมง
ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากทางรถไฟขาด
ต้องใช้เวลาซ่อมแซม กองพันทหารราบที่ 4
ฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ดอนเมือง
ในเวลาบ่ายสอง
นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยคุมเรือสุริยมณฑล
ไปยึดเมืองอยุธยาไว้ได้
ส่วนทหารกบฎทางเพชรบุรีก็ถอยร่น
กลับเข้าเมืองเพชรบุรียึดเป็นที่มั่นเอาไว้

17 ตุลาคม เวลาเช้ามืด
กบฎคนสำคัญในโคราช
ตัวปล่อยตัวพันตำรวจเอกพระขจัดทารุณกรรม
ผู้บังคับการตำรวจโคราชและพวกจากที่คุมขัง
บอกให้รีบหนีไปก่อนที่ทัพกบฏจะมาถึงเมือง
ผู้บังคับการตำรวจโคราชใช้โอกาสนี้
นำกำลังเข้ายึดเมืองจากพวกกบฏทันทีอย่างง่ายดาย

ต่อมาเวลาสิบนาฬิกา
ชาวโคราชต่างตื่นตกใจ
เมื่อมีขบวนรถไฟบรรทุกทหาร
ของพันตรีหลวงพลเดชวิสัยเคลื่อนเข้ามา
พันตรีหลวงพลเดชวิสัยมอบตัว
ต่อพระขจัดทารุณกรรม
อ้างว่าถูกหลอกให้ร่วมก่อการกบฏ
ขณะนี้พวกกบฏกำลังถอยร่นมายังโคราช
เมื่อผู้การตำรวจโคราช
ได้หารือกับหลวงพลเดชวิสัยแล้ว
เห็นว่ากำลังที่มีอยู่คงจะต้านทานทัพกบฏไม่ไหว ควรถอนกำลังออกจากโคราช
ไปรวมกับกำลังใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เมืองอุบล
ส่วนทางด้านกรุงเทพ
รัฐบาลส่งกองพันทหารราบที่ 6
ขึ้นมาสมทบกองพันทหารราบที่ 4 ที่ดอนเมือง
และเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทัพกบฏต่อไป
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของจังหวัดขอนแก่นได้รับทราบข่าวจากแถลงการณ์รัฐบาล
ว่าฝ่ายกบฏแตกพ่ายไปทางโคราช
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
จึงทำลายทางรถไฟเพื่อขัดขวาง
การลำเลียงทหารมาสู่ขอนแก่น

18 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีชุมทางภาชี(กม.90)
ในเวลาบ่ายสี่โมง
บวรเดชถอยไปอยู่สระบุรี
กองกำลังรักษาเมืองโคราช
ของพระขจัดทารุณกรรมและหลวงพลเดชวิสัยต้านทานกบฏไม่ไหวจริงตามคาด
จึงถอนกำลังออกไปยังเมืองอุบล
บวรเดชแค้นที่พันตรีหลวงพลเดชวิสัยทรยศ
จึงให้พลตรีพระเสนาสงครามคุมกำลัง 400 นาย
ไปยึดเมืองบุรีรัมย์เพื่อใช้ตีเมืองอุบลต่อไป

19 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสระบุรีไว้ได้
แนวหลังของทหารกบฏถอยไปรวมกันสถานีแก่งคอย(กม.125)
ขบวนรถไฟของพระองค์เจ้าบวรเดช
เดินทางถึงเมืองโคราช
พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการหน่วยระวังหลัง
เร่งถอดรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งและแคบใกล้กับสถานีหินลับ
ให้ทหารตั้งรังปืนกลบนหน้าผาเป็นระยะ

20 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีแก่งคอย(กม.125)
แนวหลังของทหารกบฏ
ถอยไปรวมกันที่สถานีชุมทางบัวใหญ่(กม.375) ทหารรัฐบาลจากจังหวัดอุดรธานีเจ็ดสิบนาย
เดินทางมาถึงขอนแก่นและเคลื่อนกำลังพล
ไปรักษาสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำชี
เพื่อไม่ให้ทหารกบฏเดินเท้าข้ามมา
ยังเมืองขอนแก่นได้

21 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลรุกคืบได้ทีละเล็กน้อย
แนวหลังของทหารกบฎถอยไปรวมกัน
ที่ปากช่อง(กม.180)
ทางบวรเดชเมื่อทราบว่าทหารขอนแก่น
กับอุดรธานีเข้ากับฝ่ายรัฐบาล
จึงส่งร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
นำกำลังไปยึดเมืองขอนแก่น

22 ตุลาคม
ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ถูกเรียกตัวกลับมานครราชสีมา
เพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาล
รุกคืบเข้ามาแล้ว
หลวงโหมรอนราญเสนอให้ทหาร
ยึดอำนาจจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนในโคราช
แต่บวรเดช​ บอกว่า “เวลานี้ใครๆ
ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น
จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง
เราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม
โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”
บวรเดชเริ่มวางแผนเสด็จลี้ภัย
ไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกบฏ
ก็วางแผนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ
ตามความถนัด
พระยาศรีสิทธิสงครามไม่ทราบความจริง
จึงปักหลักที่ผาเสด็จต่อไป
ในค่ำวันนั้น กองส่วนหน้าฝ่ายรัฐบาล
เริ่มเคลื่อนพลถึงหลักกิโลเมตรที่ 140

23 ตุลาคม
เกิดการสู้รบบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144
ตลอดทั้งวัน เมื่อตกค่ำ
หน่วยของว่าที่ร้อยตรีตุ๊ จารุเสถียร
สามารถสังหารพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม

24 ตุลาคม
พันโทหลวงพิบูลสงคราม
เดินทางถึงแก่งคอยในช่วงสาย
เพื่อรับฟังรายงาน

25 ตุลาคม
บวรเดชขึ้นเครื่องบินจากนครราชสีมา
หนีไปยังเมืองไซ่ง่อน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

11 ตุลาคม “กบฏยึดทุ่งดอนเมือง”กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 2

11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เพียงสิบวัน
หลังหลวงประดิษฐ์มนูธรรม
เดินทางกลับประเทศสยาม
บวรเดชได้นำกำลัง
เข้าแจ้งต่อข้าราชการหัวเมืองว่า
รัฐบาลคณะราษฎรจะเอาระบอบคอมมิวนิสต์
มาใช้และจะไม่มีกษัตริย์จึงต้องนำทหาร
เข้าไปปราบปราม
อย่าได้ทำการขัดขวาง
บวรเดช​ เป็นผู้นำกองกำลังกบฏ
ที่ชื่อว่า คณะกู้บ้านเมือง
ซึ่งประกอบด้วยทหารโคราช
(กองพันทหารราบที่ 15,
กองพันทหารราบที่ 16,
กองพันทหารม้าที่ 4,
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3
และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4)
ทหารเพชรบุรี (กองพันทหารราบที่ 14),
ทหารอุบลราชธานี (กองพันทหารราบที่ 18)

พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
นำกำลัง 2 กองพันทหารช่าง
จากสระบุรีเป็นทัพหน้าลงมายึดทุ่งดอนเมือง
โดยมีกองทหารม้า
ของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญตามลงมาสมทบ
และเข้ายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมือง
เป็นกองบัญชาการ พระยาศรีสิทธิสงคราม
ส่งกองหน้ามายึดสถานีรถไฟหลักสี่
และส่งนาวาเอกพระยาแสงสิทธิการ
ถือหนังสือถึงพระยาพหลฯ
ความว่า “คณะรัฐมนตรีปล่อยให้
คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมา
เพื่อดำเนินการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
จึงขอให้คณะรัฐบาลถวายบังคมลาออก
ภายในหนึ่งชั่วโมง
มิเช่นนั้นจะใช้กำลังบังคับ
และจะเข้ายึดการปกครองชั่วคราว”

คณะรัฐบาลประชุมกันที่วังปารุสก์
แล้วก็ลงความเห็นว่าเหตุผลของฝ่ายกบฏ
ฟังไม่ขึ้น และสมควรปราบปราม เวลาค่ำ
นายกรัฐมนตรีออกประกาศไปยังทั่วประเทศว่า
บวรเดช พระยาศรีสิทธิสงคราม
พระยาเทพสงคราม เป็นกบฏต่อแผ่นดิน
พยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ขอเลิกรัฐธรรมนูญ
และสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม

“ในพระนครเหตุการณ์เรียบร้อย อย่าฟังคำสั่งผู้ใดทั้งสิ้นนอกจากข้าพเจ้า พระยาพหลพลพยุหเสนาฯ”

12 ตุลาคม “กรุงเทพตอบโต้”
เมื่อรัฐบาลทราบว่าทุ่งดอนเมือง
โดนทหารกบฏยึดเป็นที่แน่ชัดแล้ว
จึงประกาศกฎอัยการศึก
ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476
ในพื้นที่จังหวัดใหญ่ทหารบกพระนคร
ในวันเดียวกัน รัฐบาลประกาศแก้กฎอัยการศึก
ขยายพื้นที่บังคับใช้เป็นทั่วมณฑลพระนคร
กับมณฑลอยุธยา

พันเอกพระยาทรงสุรเดชปฏิเสธ
ที่จะเป็นผู้บังคับกองผสม
พันโทหลวงพิบูลสงครามจึงรับอาสา
เป็นผู้บังคับกองผสมปราบกบฏแทน

ในวันเดียวกัน เมื่อชาวพระนคร
ทราบข่าวว่าการกบฏจากทหารหัวเมือง
พลเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย​
ได้ออกมาชุมนุมกันช่วยเหลืองาน
ฝ่ายรัฐบาลเป็นจำนวนมาก
ทหารกองหนุนจำนวนมาก
เข้ามารายงานตัวกับรัฐบาล
ทั้งที่ยังไม่มีหมายเรียกระดมพลทหารกองหนุน
แต่ประการใด

พันโทหลวงพิบูลสงครามนำกองผสม
ซึ่งประกอบด้วย 3 กองพันทหารราบ
และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่
เคลื่อนขบวนทัพจากลานพระบรมรูปทรงม้า
ไปยังลานสินค้าของบริษัทปูนซีเมนต์สยาม
ที่สถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟบางเขนไปประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ
จากนั้นจึงเอาปืนใหญ่ภูเขาแบบ 63
ขนาดลำกล้อง 75 มม.
ระยะยิงไกล 6 กิโลเมตร
มาตั้งเรียงแถวหน้ากระดาน
อยู่บนถนนประดิพัทธิ์
ก่อนจะเริ่มระดมยิงใส่ทหารกบฏ
ในเวลาราว 14 นาฬิกา ยิงได้ 40 นัด
พบว่ากระสุนลงทุ่งน้ำหมดจึงหยุดยิง
กองทหารกบฏของหลวงโหมรอนราญ
จึงเดินลุยน้ำเคลื่อนลงมายึด
สถานีรถไฟบางเขนไว้ได้

13 ตุลาคม “กบฏอ่อนกำลัง”
ฝ่ายรัฐบาลส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์
เป็นตัวแทนมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏ
เลิกราไปเสียและจะขอพระราชทานอภัยโทษให้
แต่ทางฝ่ายกบฏกลับจับกุมหลวงเสรีเริงฤทธิ์
ไปขังไว้ที่อยุธยา ในเวลา 12 นาฬิกา
ฝ่ายกบฏส่งนาวาอากาศเอก
พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์
นาวาอากาศโทพระยาเทเวศวรอำนวยฤทธิ์
และเรือเอกเสนาะ รักธรรม
เป็นคนกลางถือหนังสือ
ของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล
โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ

ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผล
ให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์
ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ
ชั่วกัลปาวสาน
ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การตั้งและถอดถอน
คณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก
ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลาย
และพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง
ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก
ผู้บัญชาการทหารเรือลงไป
ต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง
การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ
จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก
ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมือง
เป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจ
ในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง
การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเลือก
การปกครองกองทัพบก
จักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี
เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น
มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง
ฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอม
ตามคำขาดดังกล่าว
ทำให้การสู้รบดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกัน
ที่แนวหน้าของทหารกบฏที่บางเขน
เริ่มเกิดความขัดสน
ทหารของร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ไม่ได้รับเสบียงและกระสุนมาหนึ่งวันเต็ม
ขณะนั้นเป็นฤดูน้ำหลาก
เนื่องจากสองข้างทางรถไฟถูกน้ำท่วมหมด
ทำให้การขนส่งกำลังบำรุง
มาแนวหน้าของฝ่ายกบฏ
ต้องอาศัยเรือพายเท่านั้น
หลวงโหมรอนราญจึงเดินเท้าตามทางรถไฟ
ย้อนขึ้นไปยังกองบัญชาการที่ดอนเมือง
เพื่อขอเสบียง เมื่อเข้าไปในกองบัญชาการ
ก็พบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ตั้งวงดื่มสุรา
และเล่นบิลเลียดอยู่

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หากินกับสัมปทานภาครัฐ คือแหล่งที่มาของเงินมหาศาลในพรรคภูมิใจไทย

ล่าสุด ภูมิใจไทยและตระกูลชาญวีรกุล-ชิดชอบ เตรียมรวยเละ เพราะพึ่งได้ดีลสร้างทางด่วนมอเตอร์เวย์ 2 สาย ซึ่งมีมูลค่าสัญญา มากกว่า 6หมื่นล้าน แดกอิ่มแน่นอน!!!!

ซึ่งดีลนี้ มันสร้างกันเอง เซ็นต์กันเอง เป็นคู่สัญญาระหว่างรัฐ (กระทรวงคมนาคม) และ บริษัทที่จะใช้สร้างถนน (บริษัทBGSR)

โดยบริษัทBGSRที่จะสร้างถนนนี้ ดันมี บ.ซิโนไทย ถือหุ้นอยู่ด้วย 10% ช่างบังเอิญจริงๆ

ทั้งหมดนี้พวกมันหัวหมอ วางแผนไว้แล้ว ตั้งแต่ที่พรรคภูมิใจไทยขอโควต้าไว้ 3 กระทรวง หลังจับมือกับพรรคแป้งพลังประชารัฐ (คือ กระทรวงสาธารณสุข / กระทรวงคมนาคม / กระทรวงการท่องเที่ยว)

ตอนนี้ ทั้งสามกระทรวงก็เร่งหาเงินคืนให้ภูมิใจไทยอยู่ ตามนี้

  • กระทรวงสธ มีอนุทินคุม หากินกับวัคซีน กัญชา รายได้มหาศาล
  • กระทรวงคมนาคม ก็ตามที่แฉไป ทั้งสร้างถนน ทั้งดีลสร้างรถไฟฟ้าต่างๆนาๆ
  • กระทรวงการท่องเที่ยว ก็เร่งผลักดันให้บุรีรัมย์เป็นจังหวัดท่องเที่ยว เพราะมีสนามช้างเป็นแหล่งรายได้หลักของบ้านชิดชอบ

ปรสิตประเทศนี้ หากินกันเก่งจริงๆ
มีทั้งตระกูลมหิดลหากินผ่านภาษีคนไทย
มีทั้งตระกูลจันทร์โอชา คุม แหล่งทรัพยากรของชาติ
มีทั้งตระกูลชาญวีรกุล-ชิดชอบ ที่คุมรถไฟไทย คุมการก่อสร้างถนน และการคมนาคมของประเทศ!!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
8 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

ต้องเข้าใจบริบทก่อนนะครับ
กลุ่มที่เข่นฆ่า​นักศึกษา​ฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นมวลชนจัดตั้ง
เช่น.. นวพล.. กระทิงแดง..ลูกเสือชาวบ้าน, กลุ่มอาชีวะฯ.. เป็นต้น

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมาการชุมนุมเรียกร้องจากกลุ่มต่างๆ
ก็มีไม่ขาดระยะ ทั้งที่มีเหตุผลสมควร
และไม่สมควร และว่ากันว่าในสมัยนั้น
นักศึกษามีอำนาจต่อรองและกล้าแสดงออกมากขึ้นแต่ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง
ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม
กับฝ่ายขวาคือฝ่ายอนุรักษ์นิยม
มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด
ผู้นำนักศึกษา ชาวนา กรรมการล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นเวที
และศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมมีการชุมนุมกันบ่อยครั้ง
กล่าวได้ว่าสังคมการเมืองไทย
ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ในแง่สังคมนั้นพลังมวลชนกลุ่มต่างๆที่เคยถูกอำนาจรัฐกดขี่และบีบเค้น
มีโอกาสออกมาแสดงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในด้านต่างๆ ในด้านการเมือง
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516
มีความพยายามในการวางรากฐาน
ประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นมีการร่างรัฐธรรมนูญ มีการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยออกสู่ประชาชนหมู่มาก
มีการอภิปรายปัญหาบ้านเมือง
การรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เช่น สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพประชาชน (สสส.)
และประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เป็นต้น

ในช่วงนี้ทหารและตำรวจ ต่างก็สงวนบทบาทท่าทีในขณะที่กลุ่มนิสิตนักศึกษา
ก็เริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นมีการแยกตัว ออกเป็นสองกลุ่มคือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทยกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่แตกออกไปจากลุ่มแรกเพราะเริ่มมีความคิดในทางการเมืองต่างกันและบางพวกก็ไปสังกัดกลุ่มจัดตั้งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรของรัฐและมีกิจกรรมที่ถ่วงดุลกลุ่มนิสิตนักศึกษา

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518
ข่าวการปลดปล่อยอินโดจีนด้วยชัยชนะ
ของคอมมิวนิสต์ได้เขย่าขวัญรัฐบาล
และชนชั้นปกครองของไทย
ความกลัวและเกลียดคอมมิวนิสต์ในหมู่คนไทยเป็นอย่างแผ่กว้างและลึกซึ้ง
คณะรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
เดินทางไปกรุงปักกิ่งเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลจีนเป็นครั้งแรก
นับแต่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
ทว่าในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ประกาศยุบสภา โดยอ้างว่า
ถูก ส.ส.กดดันการเลือกตั้งทั่วไปถูกกำหนดขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 2519
ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งที่มีการฆ่ากันตาย
ถึงกว่า 30 ศพ บ่อยครั้งที่การปราศรัยหาเสียงถูกขัดจังหวะด้วยระเบิดซึ่งเป้าของการโจมตีคือพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย
ที่ถูกประณามว่า “ไม่ใช่คนไทย”
และเหตุการณ์ที่รุนแรงสะเทือนขวัญผู้คนมากเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2519
เมื่อคนร้ายลอบสังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน

ผลการเลือกตั้งวันที่ 4 เมษายน 2519
พลิกความคาดหมาย เพราะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้ประกาศยุบสภาเพื่อหวังเพิ่มที่นั่ง
ของพรรคกิจสังคม กลับไม่ได้รับเลือกตั้ง
พรรคที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายพ่ายแพ้อย่างหมดรูปขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าคณะทหาร นักการเมืองและพ่อค้า กำลังคิดก่อตั้งคณะปฏิรูปการปกครองเพื่อมายึดอำนาจรัฐบาลใหม่นี้
แสดงให้เห็นว่าสภาวการณ์ที่วุ่นวาย
ทางการเมืองในช่วง พ.ศ. 2519

ในส่วนฝ่ายของนักศึกษานั้น
กลุ่มหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคมคือนักเรียนอาชีวะ ทำให้ชนชั้นนำ
มีความวิตกอย่างมากในพลังของนักเรียนอาชีวะจึงมีความพยายามการแยกสลาย
พลังนักเรียนอาชีวะออกจากขบวนการนักศึกษาโดยเริ่มจากการส่งนักเรียนอาชีวะฝ่ายขวาเข้าควบคุมศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะแห่งประเทศไทย
แล้วใช้องค์กรนี้ในการเคลื่อนไหวต่อต้าน
ฝ่ายขบวนการนักศึกษาซึ่งความขัดแย้งระหว่างศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ
กับฝ่ายขบวนการนักศึกษานั้น
เริ่มเห็นชัดตั้งแต่กรณีพลับพลาไชยเป็นต้นมาที่ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะ
ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายนักศึกษาจากนั้น ก็มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายอาชีวะในทิศทางตรงข้ามอีกหลายครั้งเช่น ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2518
ศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะและ สหพันธ์นักศึกษาครูได้จัดการชุมนุมที่สวนลุมพินี
และเดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐ
เพื่อแสดงการขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือประเทศไทย และได้มีการมอบกระเช้าดอกไม้แก่อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทยด้วย

ต่อมา เมื่อแยกนักเรียนอาชีวะออกจากนักศึกษาแล้วก็จัดตั้งกลุ่มนักเรียนอาชีวะอันธพาลกลุ่มหนึ่งขึ้นเป็นกลุ่มกระทิงแดง
เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการก่อกวน
ขบวนการนักศึกษาด้วยอาวุธใช้ความเหี้ยมโหดรุนแรงต่อต้านการต่อสู้
ด้วยสันติวิธีของขบวนการนักศึกษา

กลุ่มกระทิงแดง ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 ในระหว่างที่ขบวนการนักศึกษากำลังเคลื่อนไหวเรื่องการเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนอายุ 18 ปี มีสิทธิเลือกตั้ง
กลุ่มกระทิงแดงส่วนมากประกอบด้วยอันธพาลในคราบนักเรียนอาชีวะได้รับการสนับสนุนและจัดตั้งจากเจ้าหน้าที่อาวุโสในกองทัพให้เป็นกองกำลังอาวุธปฏิกิริยาหรืออันธพาลการเมืองที่อยู่เหนือกฎหมาย
ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดจนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น “เจ้าพ่อกระทิงแดง” คือ พ.อ.สุดสาย หัสดิน ซึ่งยืนยันว่าจะต้องตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อต่อต้านฝ่ายนักศึกษา เพราะฝ่ายนักศึกษาพยายามเปลี่ยนทิศทางของประเทศประเทศให้ตกอยู่ในภาวะคอมมิวนิสต์แทรกแซงรัฐบาลก็อ่อนแอ พ.อ.สุดสาย ได้เปรียบเทียบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนหัว
นักเรียนอาชีวะก็เหมือนแขนขา
จะต้องตัดแขนขาออกจากหัวเสียก่อน
ส่วนกำลังที่มีบทบาทสำคัญได้แก่ สุชาติ ประไพหอม, เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ,และสมศักดิ์ ขวัญมงคล เป็นต้นสำหรับที่มาของชื่อกลุ่ม สมศักดิ์ ขวัญมงคล หัวหน้าฝ่ายกำลังพล ได้อธิบายว่า“ไอ้การที่เราตั้งชื่อกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมานี่เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไรดีทุกคนเห็นว่าชื่อกระทิงแดงนี่ดีเพราะกระทิงแดงเป็นสัตว์ป่า
สัตว์อนุรักษ์ สัตว์สงวน”

กลุ่มกระทิงแดงนั้น เป็นกองกำลังอภิสิทธิ์
ทั้งนี้เพราะสามารถออกมาให้สัมภาษณ์
ขู่ว่า จะสังหารใครต่อใครและยังก่อการปาระเบิดกลางเมืองได้โดยไม่ถูกจับกุม
เช่นตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2517
เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้ามา
ในประเทศครั้งแรกกระทิงแดงก็ออกแถลงการคัดค้าน โดยอ้างว่าการต่อต้านจอมพลถนอมนั้นเป็นการก่อการไม่สงบ แต่ในที่สุดฝ่ายกระทิงแดงกลับปาระเบิดพลาสติกนับสิบลูกที่สนามหลวง เพื่อให้ประชาชนแตกตื่น

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
นายเผด็จ ดวงดี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกระทิงแดงก็เปิดเผยหลักการทำงานของกระทิงแดงว่า..“…จำเป็นต้องใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่ในประเทศไทยต่อไป”

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่ากระทิงแดง
ยังได้รับการสนับสนุนจากทางราชการอีกด้วยเช่น กระทิงแดงจะมีวิทยุวอล์กกี-ทอล์กกีของตำรวจไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกัน
และใช้รถตำรวจรวมทั้งสเตชั่น เวกอน
วิ่งไปรอบเมืองเมื่อกระทิงแดงขว้างระเบิดพลาสติกเข้าใส่นักศึกษาหลายครั้ง
ถึงแม้ว่าจะมีตำรวจอยู่ใกล้ก็มิได้ใส่ใจ
รวมทั้งในกรณี 20 มีนาคม พ.ศ. 2519
ที่ นายสุชาติ ประไพหอม ผู้นำกระทิงแดง
ประกาศตั้ง.. “แนวร่วมต่อต้านจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์”และประกาศให้ไม่ให้ประชาชนใช้ถนนราชดำเนิน
ถ้าไม่เชื่อจะไม่รับรองความปลอดภัย
และเมื่อฝ่ายนักศึกษานัดชุมนุม
ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก็มีสมาชิกกระทิงแดงมาโยนระเบิดก่อกวน ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม
กระทิงแดงขนอาวุธสงครามประเภทระเบิดกลางกรุงมาตั้งไว้ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนนักศึกษาประชาชน
ที่กำลังเคลื่อนไปยังสถานทูตอเมริกาผ่าน
ฝ่ายนักศึกษาต้องอ้อมออกไปทางบางลำภูเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะผ่านบริเวณราชดำเนินอันทำให้กระทิงแดงไม่อาจจะหาเหตุปะทะได้ปรากฏว่าในระยะสองปีเศษๆที่กระทิงแดงปฏิบัติการกวนเมือง
แทบจะไม่เคยถูกตำรวจจับกุมหรือถ้าถูกจับกุมก็จะได้รับการปล่อยตัวอย่างไม่น่าเชื่อจนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519
กระทิงแดงก็เป็นด่านหน้าสุดที่ร่วมกับกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าบุกปราบปรามนักศึกษา

นอกเหนือจากการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง
ก็ยังมีการจัดตั้งกลุ่มพลังฝ่ายปฏิกิริยาต่างๆเพิ่มเติมอีกมาก โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการทำลายขบวนการนักศึกษา
กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ มีจำนวนมากและได้รับการสนับสนุนอันดียิ่งจากอำนาจและกลไกของรัฐในขณะนั้นที่สามารถระบุชื่อได้ เช่น กลุ่มนวพลชมรมอาชีวะเสรี กลุ่มลูกเสือชาวบ้านกลุ่มเพ็ชรไทย กลุ่มช้างดำ กลุ่มพิทักษ์ไทยสหพันธ์นักศึกษาครูแห่งประเทศไทยกลุ่มแนวร่วมรักชาติ กลุ่มประชาชนผู้รักชาติ กลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบขบวนการปฏิรูปแห่งชาติ สหพันธ์ครูอาชีวะ กลุ่มกรรมกรเสรี กลุ่มค้างคาวไทย กลุ่มกล้วยไม้ไทย กลุ่มวิหคสายฟ้า. กลุ่มสหภาพแรงงานเอกชน ชมรมแม่บ้าน

ในบรรดากลุ่มฝ่ายขวาที่เกิดขึ้นนี้มีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีบทบาทนำในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คือ กลุ่มหรือขบวนการนวพล
กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2517 โดยความหมายของชื่อกลุ่ม
แปลความได้ว่า “กำลังใหม่, พลังเก้า”
ผู้ก่อตั้งคือกลุ่มทหารในกองอำนวยการ
รักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)
เช่น พลเอก วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ อดีต
เจ้ากรมข่าวทหาร พลเอก สายหยุด เกิดผล. เสนาธิการ กอ.รมน. เป็นต้น

พล.อ.วัลลภ ได้อธิบายเหตุผลในการตั้งนวพลว่า ชาติจะอยู่รอดได้ด้วยสถาบันวัดกับวังจึงต้องระดมประชาชนเพื่อป้องกัน
สองสถาบันหลักนี้พล.อ.วัลลภ ได้กล่าวถึงภูมิพล​ เพื่อให้กำลังใจแก่ฝ่ายนวพลว่า..
ภูิพล.. มีความห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่และเคยมีกระแสพระราชดำรัสกับบรรดาผู้ที่เข้าเฝ้าใกล้ชิดเป็นการส่วนพระองค์ นับตั้งแต่พนมเปญและไซ่ง่อนตกอยู่ในมือของคอมมิวนิสต์ว่า
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระองค์จะไม่เสด็จ
ออกจากประเทศไทยเป็นอันขาดโดยหลักแล้ววิธีการของกลุ่มนวพลก็คือขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นไปตามระบบประชาธิปไตยเครื่องมือของนวพลคือ การประชุม การชุมนุมการเขียนบทความต่าง ๆ

ผู้นำสำคัญอื่นๆ ของนวพลนั้นได้แก่ พลโท สำราญ แพทยกุล ซึ่งเป็นองคมนตรี เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทอย่างยิ่งพลโทสำราญได้เป็นนวพลอันดับแรกหรือหมายเลข 001 เป็นที่ทราบกันต่อมาว่ากลุ่มนวพลได้รับการสนับสนุนทางการเงินและวัสดุอุปกรณ์จากบางส่วนในกองทัพบกและกรมตำรวจ
และอย่างน้อยก็ได้รับการสนับสนุนเป็นส่วนตัว ปรากฏว่านวพลประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างองค์กรและขยายสมาชิกผู้ดำเนินงานของนวพลก็ใช้วิธีการชุมนุมประชาชนเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนโดยเรียกร้องให้เกิดความรักชาติและต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างหวือหวา
ในการดำเนินการ นวพลใช้โครงสร้างการจัดตั้งแบบกลุ่มย่อยตามแบบคอมมิวนิสต์
ผู้นำที่ส่อแววดีจะถูกคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมทางการเมืองในระดับจิตวิทยา ในปลายปี พ.ศ. 2518 นวพลอ้างว่า
มีสมาชิกปฏิบัติการกว่าล้านคนแม้ตัวเลขนี้จะเกินจริงอยู่บ้างแต่ก็เห็นได้ว่านวพลได้กลายเป็นองค์กรฝ่ายขวาที่ใหญ่โต และมีอิทธิพลมาก

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกคือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาศาลฏีกาในยุคนั้น
ต่อมาได้รับการดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนายวัฒนา เขียววิมล ปัญญาชนจากอเมริกาซึ่งเป็นวิทยากรประจำ และเป็นผู้ประสานงานองค์การ นายวัฒนาได้ให้อธิบายว่า “นวพลคือพลังใหม่ 3 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”จากนั้นก็คือ พระภิกษุกิตติวุฒโฑ (พระเทพกิตติ ปัญญาคุณ)ผู้ซึ่งประกาศต่อสาธารณชนวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2519 โดยให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์จตุรัส ว่า..การฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่กลับได้บุญ เปรียบเหมือนการฆ่าปลาเพื่อตักบาตรถวายพระส่งผลให้ฝ่ายขวานำไปใช้เป็นคำขวัญว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”
และก่อให้เกิดความเกลียดชังและเคียดแค้นนักศึกษาจนนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยกิตติวุฒโฑให้เหตุผลว่า ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์
ดังนั้นการฆ่าคอมมิวนิสต์จึงไม่บาป
แต่เป็นการฆ่ามาร ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่
ของคนไทยที่จะต้องทำการฆ่านั้นหากเป็นการทำเพื่อประเทศชาติแล้วแม้จะเป็นบาปแต่ก็ได้บุญในแง่ของการป้องกันประเทศจากศัตรูมากกว่าจะได้บาป
กิตติวุฒโฑเปรียบเทียบการฆ่านี้ว่า
เหมือนกับการฆ่าปลาถวายพระการฆ่าปลาเป็นบาปแต่การนำปลานั้นมาตักบาตรถวายพระถือว่าได้บุญมาก พระกิตติวุฒโฑยังกล่าวว่าการที่นักศึกษาต้องการขับไล่พระถนอมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะมีแต่คอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ไล่พระ รวมถึงในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2519 กิตติวุฒโฑภิกขุ ก็ได้แถลงย้ำว่า “การบวชของพระถนอม ครั้งนี้ ได้กราบบังคมทูลขออนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งการขอเข้ามาในเมืองไทยด้วย ดังนั้น พระถนอมจึงเป็นผู้บริสุทธิ์”

นวพลตั้งเป้าที่จะดำเนินการอยู่ในกลุ่มข้าราชการระดับท้องถิ่นและในหมู่นักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่โดยยืนยันเป้าหมายและนโยบายที่จะปราบปรามฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะจึงโฆษณาตนเองว่าเป็นองค์กรต่อต้านคอมมิวนิสต์เพื่อธำรงไว้ซึ่ง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”และความรู้สึกต่อต้านคอมมิวนิสต์นั้นมีมากจนกระทั่งฝ่ายนวพลได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2518 โจมตี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเดินทางไปเปิดความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2519 กลุ่มนวพลได้จัดตั้งพรรคการเมือง
ลงสมัครแข่งขันด้วยคือพรรคธรรมาธิปัตย์โดยมี นายเมธี กำเพ็ชร เป็นหัวหน้าพรรคโดยใช้คำขวัญที่ล้อคำขวัญของพรรคสังคมนิยมว่า “เมื่อท้องนาสีทองผ่องอำไพประชาชนไทยจะมีข้าวกิน”
แต่ปรากฏว่าพรรคนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเลือกตั้งที่มีขึ้นกลุ่มนวพลจะพยายามขยายสมาชิกในหมู่นายทุน ทหาร ภิกษุ และปัญญาชนและจะเน้นวิธีการแบบจิตวิทยามากกว่ากระทิงแดง เช่นสมาชิกนวพลมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหนังสือพิมพ์ดาวสยามซึ่งเป็นสื่อที่คอยโจมตีขบวนการนักศึกษาและฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอดอย่างไรก็ตามมีข้อมูลบางส่วนที่เสนอว่านวพลก็มีการแจกเงินและสะสมลูกระเบิดหรืออาวุธอื่นๆ
เพื่อใช้ความรุนแรงในธรรมศาสตร์ด้วย
และบางคนเชื่อว่าผู้ที่ขับรถพังประตู
เพื่อเปิดทางให้มีการบุกมหาวิทยาลัย
ในเช้าของวันที่ 6 ตุลาคมเป็นสมาชิกนวพลที่เป็นพลทหารนอกเครื่องแบบ
ยิ่งกว่านั้นมีบางคนที่ตั้งข้อสงสัยว่า
บุคคลที่ก่อทารุณกรรม เช่นการแขวนคอ
หรือเผาทั้งเป็น ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม
คงได้รับการฝึกฝนมาจากหน่วยทหาร
เพราะคนธรรมดาไม่น่าจะกระทำทารุณ
ได้ถึงขนาดนี้

บทบาทของกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพลที่เข้าไปมีบทบาทในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มาปะทุเมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร จะขอกลับมาเมืองไทยเพื่อดูแลบิดาที่ป่วยโดยมีพลเอกประภาส จารุเสถียรเดินทางกลับเข้ามาก่อน
จึงเกิดการเดินขบวนต่อต้านแล้วขยายตัวไปเป็นการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แม้จะได้รับคำสั่งห้ามชุมนุม
จากทางมหาวิทยาลัยแล้วก็ตามซึ่งในระหว่างนั้นก็มีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง
ที่เรียกตัวเองว่าขวนการกระทิงแดง
ล้อมอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยพร้อมอาวุธระเบิดมือและปืนแล้วได้ขว้างระเบิดที่ท้องสนามหลวงและกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิต​ 2​ คนและ​ บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า​ 38 คน
เหตุการณ์สงบลงเมื่อพลเอกประภาส
เดินทางออกไปนอกประเทศอีกครั้ง
การชุมนุมจึงสลายตัว ในวันที่ 22 สิงหาคม

แต่เมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519
จอมพลถนอม กิตติขจร ก็กลับเข้าประเทศจนได้ โดยบวชเป็นสามเณรมาจากสิงคโปร์จากนั้นก็ตรงไปยังวัดบวรนิเวศเพื่อบวชเป็นภิกษุ โดยมีพระญาณสังวร เป็นองค์อุปัชฌาย์และเมื่อบวชเรียบร้อยก็ขนานนามว่าสุกิตติขจโรภิกษุ ในกรณีนี้ วิทยุยานเกราะได้นำคำปราศรัยของจอมพลถนอมมาออกอากาศมีสาระสำคัญเน้นย้ำว่าจอมพลถนอมกลับเข้ามาในประเทศครั้งนี้เพื่อเยี่ยมอาการป่วยของบิดาจึงได้บวชเป็นพระภิกษุตามความประสงค์ของบิดา และไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองอย่างใดเลย จากนั้นวิทยุยานเกราะได้ตักเตือนมิให้นักศึกษาก่อความวุ่นวายมิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องมีการประหารสักสามหมื่นคน เพื่อให้ชาติบ้านเมืองรอดพ้นจากภัย

ในวันที่ 5 ตุลาคม นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์มีการประกาศงดสอบทุกสถาบันซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อต่อต้านการที่พระถนอมเข้ามาเมืองไทยทว่าในตอนเช้า หนังสือพิมพ์ดาวสยามและบางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอ
ของนักศึกษาที่ลานโพธิ์โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”นางนงเยาว์ สุวรรณสมบูรณ์ เลขาธิการชมรมแม่บ้านเข้าแจ้งความต่อนายร้อยเวรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามให้จับกุมผู้แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์สยามมกุฎราชกุมาร และในเวลา 17.30 น.นายสมศักดิ์ มาลาดี จากกลุ่มกระทิงแดงพร้อมด้วยนักเรียนอาชีวศึกษากลุ่มประชาชนรักชาติประมาณ 50 คนพูดโจมตี ศนท.ผ่านเครื่องขยายเสียงแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวออกไป จากนั้นกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพลและกลุ่มฝ่ายขวาต่างๆก็เข้าปิดล้อม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อดีตผู้นำนักศึกษาผู้หนึ่ง เล่าว่า“… กระทิงแดงนี่เขามีปืน มีระเบิดมือแต่เขาไม่ใช้บ่อย เขาใช้ระเบิดพลาสติกหรือระเบิดขวดเราชุมนุมที่ธรรมศาสตร์นี่เป็นชัยภูมิที่เหมาะที่สุด
เพราะมันกันพวกระเบิดขวดทั้งหลาย
ตึกบังหมดทุกทาง ขว้างให้ตายก็ไม่ถึง
แต่เป็นชัยภูมิที่แย่ที่สุดสำหรับการปราบ
ด้วยอาวุธสงครามเพราะคุณขังตัวเอง
แต่ในเมื่อคุณไม่มี SENSEว่าจะเกิดการปราบด้วยอาวุธสงครามคุณถึงเลือกใช้ธรรมศาสตร์เพราะคุณมี SENSE ว่าระเบิดขวด ระเบิดพลาสติก หรือปืนพกมันเข้าไม่ถึง …”

ในเวลา 20.35 น. ชมรมวิทยุเสรี
ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า“ขณะนี้มีกลุ่มคนก่อความไม่สงบได้ดำเนินการไปในทางที่จะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้

-มีการนำธงชาติคลุมตัวละครแสดงเป็นคนตายที่ข้างถนนหน้ารัฐสภา
-มีการใช้สื่อมวลชนที่มีแนวโน้มเอียง
เช่นเดียวกับผู้ก่อความไม่สงบ ลงบทความ
หรือเขียนข่าวไปในทำนองที่จะทำให้เกิดช่องว่างในบวรพุทธศาสนา
-มีนักศึกษาผู้หนึ่งทำเป็นผู้ถูกแขวนคอ
โดยผู้ก่อความไม่สงบที่มีใบหน้าคล้ายกับ
พระราชวงศ์ชั้นสูงองค์หนึ่งพยายามแต่งใบหน้าเพิ่มเติมให้เหมือน”

ทั้งนี้พยายามจะแสดงให้เห็นว่ากรณีพระถนอมและผู้ที่ถูกแขวนคอเป็นเพียงข้ออ้างในการชุมนุมก่อความไม่สงบเท่านั้น
แต่ความจริงต้องการทำลายชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ชมรมวิทยุเสรีคัดค้านการกระทำดังกล่าวในทุกๆ กรณี
ขอให้รัฐบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้
โดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการนองเลือดอันอาจจะเกิดขึ้นหากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้วอาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้”

นอกจากนี้สถานีวิทยุยานเกราะ
และชมรมวิทยุเสรีออกอากาศตลอดคืน
เรียกร้องให้ประชาชนและลูกเสือชาวบ้าน
ไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษกระทั่งเวลา 01.40 น. กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงกลุ่มคนที่อออยู่หน้าประตูพยายามจะบุกปีนรั้วเข้าไป
มีเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นและมีการยิงตอบโต้ประปรายแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ
หลังจากนั้นมีการเผารถจักรยาน
หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงป้อมยามถูกเผา ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์มิได้ห้ามปรามแต่อย่างได

หน่วยรักษาความปลอดภัยของ ศนท.
จับกระทิงแดงได้คนหนึ่งขณะบุกเผาโปสเตอร์เมื่อนำตัวไปสอบสวนจึงได้รู้ว่า กระทิงแดงทุกจุดรอบธรรมศาสตร์
ได้เตรียมปฏิบัติการเต็มที่โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งและในเวลานั้นมีกระทิงแดงกว่า 100 คนแทรกตัวปะปนอยู่ในหมู่นักศึกษาประชาชนแล้วเพื่อเตรียมประสานทั้งข้างนอกและข้างใน
ในมหาวิทยาลัย เวลา 02.00 น.
กลุ่มนวพลในนาม “ศูนย์ประสานงานเยาวชน”มีแถลงการณ์ความว่า “ขอให้รัฐบาลจับกุมกรรมการ ศนท. ภายใน 72 ชั่วโมง หากรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ นวพลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด”

ในตอนเช้า เมื่อ ประตูพังตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มอันธพาลต่างทะลักเข้าไปในมหาวิทยาลัย ตำรวจหลายสิบคนขึ้นรถผ่านประตูเข้าไปเมื่อเข้าไปข้างในแล้วต่างกรูลงจากรถใช้อาวุธหนักอย่างปืนกลระดมยิงเข้าสู่ประชาชนและนักศึกษา ราว 08.10 น.พลตำรวจตรี เสน่ห์ สิทธิพันธ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.)อาวุธครบมือบุกเข้าไปใน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจประกาศให้นักศึกษายอมจำนน นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งออกมาข้างนอกจึงถูกประชาชนที่อยู่ภายนอกรุมประชาทัณฑ์
ช่วง 08.30-10.00 น. นักศึกษาและประชาชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยตลอดคืนต่างแตกตื่นวิ่งหนีที่หนีออกไปทางหน้าประตูมหาวิทยาลัยในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 คนถูกรุมตีรุมกระทืบบางคนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่สิ้นใจได้ถูกลากออกไปแขวนคอและแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพต่างๆนานานักศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกรุมตีจนสิ้นชีวิตแล้วถูกเปลือยผ้าประจาน
โดยมีชายคนหนึ่งซึ่งเข้าก่อเหตุแสดงท่าอนาจารประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยลากศพนักศึกษาที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดข้างหอประชุมใหญ่ 3 คน
ออกมาเผากลางถนนราชดำเนิน
ตรงข้ามอนุเสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม
ใกล้ๆ กับบริเวณแผงขายหนังสือสนามหลวงโดยเอายางรถยนต์ทับแล้วราดน้ำมันเบนซินจุดไฟเผาศพนักศึกษาอีก 1 ศพถูกนำไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วถูกตีจนร่างเละ

10.30 น. สถานีโทรทัศน์ช่อง 9โดยสรรพสิริ วิรยศิริ ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และท้องสนามหลวงออกอากาศไปทั่วประเทศ สมาชิกกลุ่มกระทิงแดง นวพล และตำรวจที่เข้าปราบปรามทั้งหมดได้รับการพ้นโทษจากกฎหมายนิรโทษกรรม

ตำรวจ กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน
และกลุ่มนวพล ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ได้รับกระเช้าเยี่ยมพระราชทานจากภูมิพลสิริกิตติ์​ และ​ ชื้อพระวงศ์​

สภาพสังคมในช่วงดังกล่าวได้ผลักดันให้นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลต้องหนีเข้าป่าเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยการกวาดล้างครั้งใหญ่ไม่เพียงเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น ทว่าได้ลุกลามขยายตัวออกไปทั่วประเทศ หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยมถูกเก็บจากแผง ผู้ที่มีความคิดขัดแย้งกับรัฐบาลก็ถูกข้อหาเป็นภัยสังคม

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ความรู้สึกจากอดีตนักศึกษา.. 6 ตุลา 19

มึงเอาปืนจ่อหัวลากกูจากกุฎิวัดมหาธาตุ
ให้กูคลานมานอนพังพาบ
กับพื้นถนนท่าพระจันทร์
ต้อนกูขึ้นรถเมล์ขาว
ถึงโรงเรียนตำรวจบางเขน
เอาสังขญาติที่พักในนั้น
มาตั้งแถวสองข้างเตะต่อยกู
ก่อนวิ่งขึ้นตึก

มึงเป่าหูป้ายสีว่าพวกกูเป็นคอมฯล้มเจ้า
ความเป็นคนชาติเดียวกันไม่มีเหลือ
ความเป็นมนุษย์ไม่มีเลย
กูยังจำติดตรึงในความคิดในหัวใจที่ระอุ
มึงทำกูเหมือนสัตว์
กูไม่เคยลืม แค้นกูฝังหุ่น
ตราบชีวิตนี้สิ้นแผ่นดินกลบหน้า
หวังว่าลูกหลานอนาคตจะล้างแค้นให้กู
กูรู้ว่าใครบงการใครสร้างฉากโหดนี้
กูไม่ใช่พระอภัยมณีในนิทาน
กูมีเลือดเนื้อวิญญาณ
จะรอดูความล่มสลายของพวกมึง !!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น