รุกคืบเข้ามาปะทะทหารฝ่ายกบฏ
ที่ยึดสถานีรถไฟบางเขน
โดยใช้หัวรถจักรหุ้มเกราะ
ดันหลังรถข.ต.บรรทุกรถถัง
เคลื่อนที่เข้าหาพร้อมกันทั้ง 2 ราง
นอกจากนี้แล้วยังมีเหล่าทหารราบ
อยู่ในรถพ่วงคันหลังอีกจำนวนหนึ่ง
ผลจากการปะทะในช่วงเช้า
ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลสูญเสีย
พันตรีหลวงอำนวยสงคราม
ผู้บังคับกองพันที่มีความสำคัญมากไป
หลวงพิบูลสงครามจึงรีบแก้สถานการณ์
ที่กำลังจะเพลี่ยงพล้ำทันที
โดยสั่งการให้ไปนำรถสายพาน
ติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้อากาศ QF 2-pounder
จากประเทศอังกฤษ
ที่เพิ่งผ่านการตรวจรับมาแล้วจำนวน 2 คัน
มาเข้าสู่สนามรบจริงทันที
อำนาจการยิงของปืนกล
ต่อต้านอากาศยานขนาด 40 มม.
อัตรายิง 115 นัดต่อนาที
เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก
กระสุนปืนทำให้รังปืนกล
ของฝ่ายกบฏเกิดรูขนาดใหญ่
รวมทั้งปืนก็ยิงได้เร็วและรุนแรงต่อเนื่อง
ทหารกบฏทั้งหมด
ไม่เคยเจออาวุธทันสมัยแบบนี้มาก่อน
จึงพากันหนีตายทิ้งที่มั่นวิ่งหนีเอาตัวรอด
กลับไปยังหลักสี่ ทหารราบจากฝ่ายรัฐบาล
จึงสามารถเข้ายืดพื้นที่ทุ่งบางเขนไว้ได้โดยละม่อม
ขบวนรถไฟฝ่ายกบฏของพันตรีหลวงพลเดชวิสัย กองพันทหารราบที่ 17 อุบลราชธานี
เดินทางมาถึงดอนเมืองในช่วงค่ำ
ได้ข่าวว่าสถานการณ์ฝ่ายกบฎ
กำลังเพลี่ยงพล้ำจึงไม่ยอมจอด
ขบวนรถไฟที่สถานีดอนเมือง
ให้ขบวนรถไฟขับเลยสถานีดอนเมืองไป
ประมาณสามกิโลเมตรแล้วใส่เกียร์ถอยหลัง
กลับไปที่เมืองโคราช ระหว่างทาง
ได้แวะรื้อทางรถไฟแถวปากช่องออก
เพื่อทำคุณไถ่โทษ
15–24 ตุลาคม “กบฏแตกพ่าย”
15 ตุลาคม ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลัง
พร้อมอาวุธหนักนำขึ้นรถไฟ
มีทั้งรถเกราะและปืนกล
รุกไล่ฝ่ายกบฏจนเกือบประชิดแนวหน้า
ฝ่ายกบฏที่สถานีหลักสี่
นอกจากนี้ ฝ่ายกบฏขาดกำลังเสริมมาสมทบ
เพราะทหารเพชรบุรีที่ร่วมก่อการ
ถูกหน่วยทหารราชบุรีตรึงกำลังไว้
ทหารจากนครสวรรค์และพิษณุโลก
ก็ถูกขัดขวางจากหน่วยทหารลพบุรี
และหน่วยทหารปราจีนบุรี
บวรเดชเห็นว่าสู้ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้แล้ว
จึงสั่งให้ถอนกำลังกลับไปตั้งรับโคราช
และมอบหมายพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
เป็นผู้บัญชาการรบหน่วยระวังหลัง
ค่อยๆถอยร่อนจากหลักสี่มาดอนเมือง
16 ตุลาคม เวลาตีสาม
ทหารกบฏเริ่มถอนกำลังออกจากดอนเมือง
ส่วนหน้าทัพกบฏเดินทางถึงสถานีปากช่อง
(กม.180)ในเวลาบ่ายโมง
ก็ไปต่อไม่ได้เนื่องจากทางรถไฟขาด
ต้องใช้เวลาซ่อมแซม กองพันทหารราบที่ 4
ฝ่ายรัฐบาลเข้าควบคุมพื้นที่ดอนเมือง
ในเวลาบ่ายสอง
นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยคุมเรือสุริยมณฑล
ไปยึดเมืองอยุธยาไว้ได้
ส่วนทหารกบฎทางเพชรบุรีก็ถอยร่น
กลับเข้าเมืองเพชรบุรียึดเป็นที่มั่นเอาไว้
17 ตุลาคม เวลาเช้ามืด
กบฎคนสำคัญในโคราช
ตัวปล่อยตัวพันตำรวจเอกพระขจัดทารุณกรรม
ผู้บังคับการตำรวจโคราชและพวกจากที่คุมขัง
บอกให้รีบหนีไปก่อนที่ทัพกบฏจะมาถึงเมือง
ผู้บังคับการตำรวจโคราชใช้โอกาสนี้
นำกำลังเข้ายึดเมืองจากพวกกบฏทันทีอย่างง่ายดาย
ต่อมาเวลาสิบนาฬิกา
ชาวโคราชต่างตื่นตกใจ
เมื่อมีขบวนรถไฟบรรทุกทหาร
ของพันตรีหลวงพลเดชวิสัยเคลื่อนเข้ามา
พันตรีหลวงพลเดชวิสัยมอบตัว
ต่อพระขจัดทารุณกรรม
อ้างว่าถูกหลอกให้ร่วมก่อการกบฏ
ขณะนี้พวกกบฏกำลังถอยร่นมายังโคราช
เมื่อผู้การตำรวจโคราช
ได้หารือกับหลวงพลเดชวิสัยแล้ว
เห็นว่ากำลังที่มีอยู่คงจะต้านทานทัพกบฏไม่ไหว ควรถอนกำลังออกจากโคราช
ไปรวมกับกำลังใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่เมืองอุบล
ส่วนทางด้านกรุงเทพ
รัฐบาลส่งกองพันทหารราบที่ 6
ขึ้นมาสมทบกองพันทหารราบที่ 4 ที่ดอนเมือง
และเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างทัพกบฏต่อไป
ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของจังหวัดขอนแก่นได้รับทราบข่าวจากแถลงการณ์รัฐบาล
ว่าฝ่ายกบฏแตกพ่ายไปทางโคราช
ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
จึงทำลายทางรถไฟเพื่อขัดขวาง
การลำเลียงทหารมาสู่ขอนแก่น
18 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีชุมทางภาชี(กม.90)
ในเวลาบ่ายสี่โมง
บวรเดชถอยไปอยู่สระบุรี
กองกำลังรักษาเมืองโคราช
ของพระขจัดทารุณกรรมและหลวงพลเดชวิสัยต้านทานกบฏไม่ไหวจริงตามคาด
จึงถอนกำลังออกไปยังเมืองอุบล
บวรเดชแค้นที่พันตรีหลวงพลเดชวิสัยทรยศ
จึงให้พลตรีพระเสนาสงครามคุมกำลัง 400 นาย
ไปยึดเมืองบุรีรัมย์เพื่อใช้ตีเมืองอุบลต่อไป
19 ตุลาคม ทหารรัฐบาลเข้ายึดสระบุรีไว้ได้
แนวหลังของทหารกบฏถอยไปรวมกันสถานีแก่งคอย(กม.125)
ขบวนรถไฟของพระองค์เจ้าบวรเดช
เดินทางถึงเมืองโคราช
พระยาศรีสิทธิสงครามสั่งการหน่วยระวังหลัง
เร่งถอดรางรถไฟบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144 ซึ่งเป็นช่วงทางโค้งและแคบใกล้กับสถานีหินลับ
ให้ทหารตั้งรังปืนกลบนหน้าผาเป็นระยะ
20 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลเข้ายึดสถานีแก่งคอย(กม.125)
แนวหลังของทหารกบฏ
ถอยไปรวมกันที่สถานีชุมทางบัวใหญ่(กม.375) ทหารรัฐบาลจากจังหวัดอุดรธานีเจ็ดสิบนาย
เดินทางมาถึงขอนแก่นและเคลื่อนกำลังพล
ไปรักษาสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำชี
เพื่อไม่ให้ทหารกบฏเดินเท้าข้ามมา
ยังเมืองขอนแก่นได้
21 ตุลาคม
ทหารรัฐบาลรุกคืบได้ทีละเล็กน้อย
แนวหลังของทหารกบฎถอยไปรวมกัน
ที่ปากช่อง(กม.180)
ทางบวรเดชเมื่อทราบว่าทหารขอนแก่น
กับอุดรธานีเข้ากับฝ่ายรัฐบาล
จึงส่งร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
นำกำลังไปยึดเมืองขอนแก่น
22 ตุลาคม
ร้อยเอกหลวงโหมรอนราญ
ถูกเรียกตัวกลับมานครราชสีมา
เพราะมีข่าวว่ากองกำลังของรัฐบาล
รุกคืบเข้ามาแล้ว
หลวงโหมรอนราญเสนอให้ทหาร
ยึดอำนาจจากข้าราชการฝ่ายพลเรือนในโคราช
แต่บวรเดช บอกว่า “เวลานี้ใครๆ
ก็แลเห็นว่าเราแพ้แล้วทั้งนั้น
จะยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง
เราก็ไม่มีนายทหารมากพอจะให้ไปควบคุม
โทษผิดเท่านี้ก็พอแล้ว อย่าให้มากกว่านี้เลย”
บวรเดชเริ่มวางแผนเสด็จลี้ภัย
ไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศส
นายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายกบฏ
ก็วางแผนเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ
ตามความถนัด
พระยาศรีสิทธิสงครามไม่ทราบความจริง
จึงปักหลักที่ผาเสด็จต่อไป
ในค่ำวันนั้น กองส่วนหน้าฝ่ายรัฐบาล
เริ่มเคลื่อนพลถึงหลักกิโลเมตรที่ 140
23 ตุลาคม
เกิดการสู้รบบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 141-144
ตลอดทั้งวัน เมื่อตกค่ำ
หน่วยของว่าที่ร้อยตรีตุ๊ จารุเสถียร
สามารถสังหารพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
24 ตุลาคม
พันโทหลวงพิบูลสงคราม
เดินทางถึงแก่งคอยในช่วงสาย
เพื่อรับฟังรายงาน
25 ตุลาคม
บวรเดชขึ้นเครื่องบินจากนครราชสีมา
หนีไปยังเมืองไซ่ง่อน
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

