ก่อน 6 ตุลา บนหน้าหนังสือพิมพ์
ส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก่อนเหตุ




ก่อน 6 ตุลา บนหน้าหนังสือพิมพ์
ส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก่อนเหตุ




“การสังหารหมู่ 6 ตุลา” 45 ปี กับคำตอบที่ว่าทำไมสังคมไทยเรียกเหตุการณ์เพียงแค่ “6 ตุลา” !!!! (ฉบับ ย่อมากๆๆ)
เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519 กลุ่มตำรวจและลูกเสือชาวบ้านได้ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่การชุมนุมอย่างสงบของกลุ่มคนนับหลายพันเพื่อประชาธิปไตย เวลา 5.30 น มีการยิงระเบิดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว มีคนตายทันที 4 คนและบาดเจ็บนับสิบ แต่ระเบิดลูกนั้นถือเป็นเพียงสัญญาณการเปิดฉากของเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” 7.30 น หลังจากที่มีคนขับรถประจำทางพุ่งชนประตูรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจได้นำทางให้ทหาร(พร้อมอุปกรณ์การรบครบมือ) และลูกเสือชาวบ้านเข้าไปยังพื้นที่ในมหาวิทยาลัย กระสุนพุ่งสาดใส่ประชาชนเหมือนฝนที่ตกลงมาจากฟ้า “เป็นวิถีกระสุนตรง” และประชาชนก็เริ่มเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆตามมา แต่บางคนโชคไม่ดีนักที่ไม่ได้ตายลงทันทีแต่กลับต้องมาเผชิญความโหดร้ายป่าเถื่อน โดยตามสื่อต่างๆ มีทั้งภาพถ่าย และวิดีโอออกมาถึงการใช้ความรุนแรงแก่ประชาชนมือเปล่าอันเกินมนุษย์มนาของเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนโดนแขวนคอ บางคนโดนข่มขืน บางคนโดยไล่ฆ่าเอาชีวิต บางศพโดนลากไปมาทั่วสนามฟุตบอลเพื่อความสะใจ แต่สิ่งที่น่าอดสูใจที่หนักไปมากกว่าการมีคนเสียชีวิตคือ การที่คนมองดูอยู่รอบข้าง แล้วรู้สึกสะใจมีความสุขกับการสังหารในครั้งนั้น 5 ชั่วโมงหลังจากการเริ่มยิงระเบิดลูกแรก ในที่สุดพวกเขาก็หยุดยิงใส่พวกเรา แต่กระบวนการการสังหารประชาชนยังไม่ได้หยุดลงตาม ตำรวจควบคุมกลุ่มประชาชนที่รอดชีวิตบังคับให้พวกเค้าถอดเสื้อผ้าออกแล้ว นอนลงกับพื้นประจันหน้ากับศพเพื่อนรวมอุดมการณ์ของพวกเขา อ้างอิงจากรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคนเสียชีวิตทั้งหมด 46 คน บางเจ็บนับร้อย 4000 คนโดนจับกลุ่ม และ ส่วนคนที่สูญหายไม่ได้มีการกล่าวถึงในรายงานดังกล่าว
สิ่งสำคัญที่เราควรเริ่มบทสนทนาในสังคมไม่เพียงแต่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นบ้าง แต่อีกสิ่งที่เราควรพูดถึงในเหตุการณ์อันโหดร้ายนี้ คือ “อะไรที่เราไม่ได้พูดถึง” ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ความมั่นคงของชาติมีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่น และในขนาดเดียวกัน “the state’s power” ก็มีอิทธิพลครอบคลุมต่อท่าทีในการแสดงออก และเสรีภาพของประชาชน ในทางเดียวกันเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อการควบคุมและการทำความเข้าในต่อเหตุการณ์ต่างๆด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่พยายามจะพูดถึงความจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจถูกตกเป็นเป้าหมายของการกระทำความผิด กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
จากวันนั้นถึงวันนี้ 45 ปีหลังจากการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีแม้แต่การสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นทางการแม้แต่คดีเดียว จะมีบ้างก็เพียงแต่บทสนทนาทางแวดวงวิชาการ ในฐานะผู้เขียน (ที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว) มีความรู้สึกว่ารัฐไทยมีความพยายามอย่างสูงที่จะทำให้ประชาชน ลืมๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไปซะ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ลืม หรือ ประชาชนส่วนหนึ่งเลือกที่จะลืมมันไปเอง เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้นมันตอบคำถามที่ว่า ทำไมคนไทยจึงเรียกเหตุการณ์โหดร้ายป่าเถื่อนเกินมนุษย์มนาครั้งนี้เพียงแค่ “6 ตุลา” แทนที่จะเป็น “การสังหารหมู่ 6 ตุลา”
แต่ลองมานั่งคิดถึงความสมเหตุสมผลจะเป็นไปได้ยังไงที่เพียงแค่อำนาจรัฐจะมีอิทธิพล ในการตัดต่อดัดแปลงความคิดความเข้าใจ เพื่อทำให้สังคมลืมสิ่งที่เกืดขึ้นในวันนั้น หรือจริงๆแล้วมันมีการสมยอมกันทางอำนาจ มีการให้ใบอนุญาต “ในการฆ่า” จากกลุ่มอำนาจกลุ่มอื่น? คำถามคือถ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของถนอมเพียงคนเดียว ทำไม 45 ปีที่ผ่านมาถึงไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วทำไมคนที่จะะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นถึงมีความเสี่ยงที่จะติดคุกจากการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112?
ตามที่มีบันทึกเอกสารต่างๆปรากฎ ทุกคนมีความคิดเห็นที่ตรงกันว่า การสังหารหมู่ ของวันที่ 6 ตุลา 2519 นั้นมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสืบสวนอย่างจริงจัง เพราะยังคงมีคำถามมากมายในใจของประชาชนท่ามกลางความเงียบจากเหตุการณ์ดังกล่าว คำถามที่ดูเหมือนจะใหญ่และคาใจประชาชนคนไทยมากที่สุดคือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนั้น. มีข้อสังเกตหลายอย่างว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อาจมีส่วนเกี่ยวกับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากที่หลายๆคนอาจเห็นตามสื่อต่างก่อนหน้านั้นว่า สมาชิกราชวงศ์ในช่วงนั้นต่างมีบทบาทในการแสดงออกในการเลือกข้างทางฝ่ายขวาเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาตามมา
จากการกระทำทั้งหมดของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ไทย จึงเกิดคำถามที่ว่า “พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงครั้งนี้ขึ้นหรือไม่?” (Cole, 1976) ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น, สิ่งที่สมาชิกราชวงศ์ทำ, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นล้วนเป็นองค์ประกอบสร้างที่ทำให้ความเงียบงันต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในสังคมไทยขึ้น
จากตุลา 2519 สู่ ตุลา 2564, 45 ปีแห่งการสังหารหมู่อันโหดร้ายทารุณ สิ่งที่ยังคงเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากวันนั้นสู่วันนี้คือ “วัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล” นับร้อยชีวิตที่สูญเสีย นับร้อยชีวิตที่สาบสูญ นับร้อยชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งต่างๆทั้งหมดนี้ยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมครั้งล่าสุดคือ กรณีผู้ต้องหาโจ้ (อดีตผู้กำกับ) ที่มีการใช้ถุงดำคลุมหัวซ้อมทรมาน ผู้ต้องสงสัยคดีค้ายาเสพติดจนถึงแก่ชีวิตระหว่างการสอบสวน แม้ว่าคดีจะผ่านไปเป็นเดือนแล้วแต่ดูเหมือนว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้า และเป็นไปได้อย่างสูงที่จะจบลงด้วย “คนทำผิด ไม่ได้รับผิด” นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ตอกย้ำว่ารัฐไทยนั้นล้มเหลวต่อการทำให้ประชาชนมีอำนาจในการโดนรัฐเอาเปรียบแม้ว่าประชาชนอย่างเราจะรู้สึกสึกทรมานกับเหตุการณ์ต่างๆแค่ไหน สิ่งเดียวที่รัฐไทยต้องการให้เราทำคือ อยู่ท่ามกลางความเงียบ และบังคับให้เราลืมๆมันไปสะ
วันนี้เรามารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัย ถึงคนที่จากไป, เพื่อเยียวยาให้แด่คนที่ยังมีชีวิตอยู่, เพื่อประนามวัฒนธรรมพ้นผิด ลอยนวล ที่มีอย่างยาวนานในสังคมไทย, เพื่อเรียกร้องการขอโทษสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะจากใครตามที่มีส่วนเกิดเกี่ยวข้องกับการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนผิดมนุษย์ครั้งนี้
ตราบใดที่พวกเรายังคงจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ “สังหารหมู่ 6 ตุลา” สักวันเราจะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา
The early morning of October 6, 1976, police and village scout groups surrounded Thammasat University, where thousands of people had gathered peacefully protesting for democracy. At 5.30 am a bomb was fired into the crowd; 4 people died instantly, dozens were injured. The bomb was the signal of the beginning of the October 6 Massacre. At 7.30 am right after a bus smashed the university gate, the police led the full army of soldiers and village scouts into the campus. The rain of the bullet fire attack came at the same time. Once they got in there “ALL SHOOTING WAS DIRECTED” more people were dying. Some did not get lucky enough to die suddenly. Hundreds of photos, news, and VDOs showed incredible violences to defenseless people; some were hanged, some were raped at the scene, some were chased down, and some were dragged around the soccer field etc. Another tragedy that actually happened on that day was not about physical violence. But it was all about ignorance and/or many spectators who were there, which clearly enjoyed the mass killing massacre on that day (see the picture). Five hours later, before they stopped shooting people but the massacre was not. The police rounded up the rest of survivor protesters into the soccer field and ordered them to take their shirts off and lie down on the ground facing the dead bodies. And get them arrested one by one. According to the police report, 46 people were dead, hundreds were wounded, those who missing were not reported and up to four thousands were arrested.
But today, we are not going to talk about just what happened? Another important thing about the October 6 massacre is “what is unsaid” from it? It cannot be denied that National security has always been a higher priority for the state than anything. The state’s power has always overridden the freedom of expression and freedom of assembly of the people. There are political conditions that have effectively shaped and altered how we remember certain events. For those who speak the truth about the massacre would be subjected to the draconian lèse majesté law, a severe punishment without justice. From day one (October 6, 1976) until today, for 45 years after the mass massacre “there is NO official investigation has been undertaken” As we clearly see, the Thai State tries so hard to force us to forget about it either by authority (being silenced) or voluntority (being silent). Those conditions “state’s propaganda” those factors above are reasons why we call this bloody event only “October 6” rather than “The October 6, mass massacre at Thammasat University”. Moreover, how could the government manipulate millions of memories to forget about it even if somehow it happened to your neighbors who live under the same roof? Were there any authority or given legitimacy “TO KILL” from other political institutions behind the mass massacre? If not why there is no official investigation and why do people who speak are being threatened to get arrested from lèse majesté law section 112
Based on many documentary records; the mass massacre needs to be investigated, because there are many questions still remaining in the silent atmosphere. The biggest elephant in the room and the most troublesome question for Thai society is the role of the Royal Family in the political spectrum. The Thai Royal Family has been linked to the mass massacre, as you can see from the gallery that every single member of the royal family was active in the mobilizations of the right wing’s order which included (Military and Village Scouts). For example 1) King Bhumibol, Queen Sirikit, The Crown Prince went to visit someone at the same temple after Tanom had returned two days later. 2) Queen Sirikit relayed her concern that vicious people were attempting to destroy Buddhism, thus the queen urged people to help protect the temple, and thereby Buddhism, which impliable to protect Tanom as well. 3) Princess Sirindhorn and Princess Jurapolwarailuk went to visit the injured police officer and praising them for their sacrifice to the country.Those facts about actions and inaction by the royal family raise the question that “Were they a part of the atrocity?” (Cole, 1976). Moreover Paul Hendley made a detailed implication of the palace in the buildup of the right-wing movement and in the situation that led to the massacre and the coup. All in all, those factors of what happened, what they did, and lèse majesté law contributed to the Moments of SILENCE in Thailand.
From October 1976 to October 2021, 45 years of merciless massacre, what is left in Thailand is the Impunity system. Hundreds of death, hundreds of missing, hundreds of injustice; That’s still going on in Thailand. Another impunity case that just happened is “Chief Thitisan or Joo” A Thai police chief accused of torturing and killing a suspected drug dealer while in custody. And yet again, the Thai government failed to ensure accountability for even the most ghastly state abuses against people. Even how miserable we feel; the only thing that the Thai state wants us to do is keeping our mouths shut about unjust events. Today we gather to revive the memories of survivors of the October 6th massacre, to condemn the long history of impunity in Thailand, to demand public apology from whoever that were involved in this inhuman slaughter. and as long as we remember, one day, justice will be served here, right in our hands.
อ้างอิง หนังสือ The Moments of SILECE ของ อ. ธงชัยวินิฉัยกุล https://www.amazon.com/Moments-Silence-Unforgetting-October-Massacre/dp/0824882334/ref=sr_1_2?dchild=1&keywords=the+moments+of+silence&qid=1633304020&sr=8-2









เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now
การเปลื้องผ้าประท้วง (nudity protest) เรียกได้ว่าเป็นอีกสีสันหนึ่งของการจัดการประท้วงและจัดเป็นลูกเล่นที่ใช้ในการดึงความสนใจของผู้คนและสื่อ มีการจัดการเปลื้องผ้าประท้วงในหลายๆ เหตุการณ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ถึงสิทธิของสัตว์เพื่อให้เลิกใช้ขนสัตว์มาทำเสื้อผ้า การรณรงค์สิทธิสตรีและกลุ่ม LGBTQ การประท้วงต่อต้านอุตสาหกรรมแฟชั่น การประท้วงต่อต้านสงคราม หรืออย่างล่าสุดในประเทศไทย การต่อต้านการใช้ความรุนแรงจากรัฐโดยผู้หญิงสูงวัยที่รู้จักกันในนามว่า “ป้าเป้า”
ย้อนกลับไปยังปี 1903 ในแคนาดา การประท้วงของกลุ่ม Spiritual Christian Freedomites กับภาพกลุ่มผู้ประท้วงทั้งชายหญิงที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อต้องการการเปลี่ยนแปลงทางกฎเกณฑ์ของผู้อพยพในยุคนั้น นับเป็นภาพการเปลื้องผ้าประท้วงภาพแรกที่เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก
ธันวาคมปี 2011 ปรากฏภาพผู้ประท้วงนับร้อยคนเปลื้องผ้ากลางย่านธุรกิจของเมือง Madrid ประเทศ Spain โดยผู้ประท้วงนอนทับกัน มีการใช้สีแดง สาดใส่ร่างกายแทนเลือด ภายใต้การประท้วงชื่อว่า “How many lives for a coat” หรือ “กี่ชีวิตที่ใช้ทำเสื้อโค้ต” เพื่อต่อต้านการฆ่าสัตว์เพื่อใช้ขนสัตว์ผลิตเสื้อผ้า
ในเดือนกรกฎาคม 2020 ในช่วงการประท้วง Black Live Matter ที่เมือง Portland รัฐ Oregon ได้ปรากฏภาพดังที่สื่อ บันทึกและเรียกกันว่า “ Naked Athena” เป็นภาพของหญิงสาวสวมเพียงหมวกไหมพรมและหน้ากากอนามัยปิดหน้า นั่งลงกับพื้นและกางขาทั้งสองข้างออกจากกันโดยไร้ซึ่งเสื้อผ้าใดๆ ปกปิดร่างกาย หันประจันหน้าไปทางตำรวจสลายฝูงชนที่เตรียมเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วง หญิงสาวนิรนามนั่งโพสต์ท่าแบบนั้นโดยไร้คำพูดใดๆ ราว 10 นาที และเจ้าหน้าที่ตัดสินใจยกเลิกการจัดการฝูงชน สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงใดๆ
จริงอยู่ว่าการเปลื้องผ้าประท้วง นำมาซึ่งการถกเถียงทั้งเรื่องความน่าสนใจและน่าอับอายในคราวเดียวกัน แต่ทั้งนี้นอกจากการสร้างเทคนิคให้เป็นที่สนใจแล้ว ยังจัดได้ว่า การเปลื้องผ้าไร้ซึ่งสิ่งใดๆ ปกปิดร่างกาย แสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตามธรรมชาติ มนุษย์ที่ควรมีสิทธิ์ในการแสดงออกและเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ มนุษย์ที่รักสงบและต่อต้านการใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และในท้ายที่สุด มนุษย์ที่ล้วนมีความเท่าเทียม เมื่อไร้ซึ่งพันธการใดๆ ในร่างกายแล้ว ทุกคนล้วนคือคนหนึ่งคน ที่ควรจะมีสิทธิ์ มีเสียงที่เท่ากัน
พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now
