หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.4 จุดจบของอาบอบนวด

.
ทุกๆ ธุรกิจมีขึ้นมีลง ตามไลฟ์ ไซเคิล (Life Cycle) เมื่อถึงจุดสูงสุด เส้นกราฟก็หันหัวทิ่มลงไปตามกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ไม่สามารถต้านทานได้

.
ธุรกิจอาบอบนวดก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ในฐานะที่ผมอยู่ในยุครุ่งเรืองมาตลอด เป็นเจ้าพ่ออาบอบนวด พอสรุปยุคตกตำ่หลังโควิดได้ดังนี้

.

  1. เชียร์แขก มาม่าซัง จะหายไปในยุคสมัยของเด็กรุ่นใหม่ ที่ธุรกิจเพศพาณิชย์ไม่ต้องการ “คนกลาง” อีกต่อไป เฉกเช่นธุรกิจออนไลน์ ผู้ซื้อพบผู้ขายโดยตรง

.
เดี๋ยวนี้บรรดาเด็กขายบริการ เช่าห้องตามอพาร์ทเม้นต์ไว้รอรับแขก ติดต่อผ่านไลน์ ผ่านแชท ผ่านเว็บไซต์ซื้อขายกลางเหมือน Shopee Lazada

.

  1. ไม่มีใครอยากเสียค่าหัวคิว โน่นนี่นั่นของบรรดาเชียร์แขก มาม่าซัง ที่ทำตัวเป็น “นิ้วทองคำ” ชี้ใครก็ได้งาน เด็กใครเด็กมัน

.
ถึงวันเกิดพี่ๆ ก็ต้องจัดเงินใส่ซอง หรือทองต้องหนัก 1 บาท ไม่งั้นเน่าแน่ หรือไม่ก็ต้องให้ค่าเรียนลูก ต่อเติมหลังบ้าน สารพัดมาบรรยายให้ฟังทุกวี่ทุกวัน

.
ที่สำคัญ มันหมดยุคนั่งตู้ มือถือและไลน์ในยุคนี้มันง่าย สาวไทยจึงอยากเป็น “ไซด์ไลน์” กันหมด

.
หากมีแขกก็โทรมาเรียก ไลน์มาบอก หากไม่มีแขกใครจะไปนั่งรอให้เสียเวลา เสียความรู้สึก

.

  1. เด็กสามารถเลือกแขกได้ ไม่ไปก็ได้ หรือทุ่มสุดตัวหากแขกโปรไฟล์ดี ดูได้ที่ “อินสตาแกรม”

.
พ่อรวย ขับรถซุปเปอร์คาร์ เที่ยวเมืองนอก ใส่ของแบรนด์เนม

.
อย่างนี้ น้องต้องทำตัวหรูถึงจะดูเหมาะสม เด็กก็ต้อง “อัพเกรด” เหมือนกัน

.
แต่ก่อนตอนทำอาบอบนวด เรียกกัน “อีเปิ้ล” แต่พอได้เป็นไซด์ไลน์ ใช้ชื่อจัดตั้งกลายเป็น “แอ๊ปเปิ้ล”

.
อาบอบนวด จึงกลายเป็นธุรกิจโบราณ ทั้งเด็ก ทั้งแขก เริ่มหายากขึ้นทุกวัน เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ต้องเข้าไปสถานที่อโคจรให้ใครเขานินทาว่า “บ้ากาม”

.
ยิ่งที ยิ่งปิดไปคนละที่สองที่

.
เมื่อเด็กกลายเป็น “ผู้เลือก” แทนที่แต่ก่อนเคยถูก “แขกเลือก” โลกของอาบอบนวดจึงกลับตาลปัตรไปตามกระแสเชี่ยวกรากของยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค

.
แถมสถานบริการอาบอบนวดต้องจ่าย “ค่าเก๋าเจี๊ยะ” ตั้งแต่ล่างยันบน ห้ามขาดตกบกพร่อง หากมีนโยบายมาก็ต้องจับอีก และข้อหาก็หนักไม่ใช่ล้อเล่น “ค้ามนุษย์” แล้วตามด้วย “ฟอกเงิน” เป็นสูตรตายตัว

.
วันนี้จึงได้เห็นอาบอบนวดปิดกันเป็นทิวแถว

.
อีกไม่นาน เด็กเจน Z คงได้แต่ย้อนอ่านเรื่องเล่าของผมว่า “อ้อ อาบอบนวดเป็นแบบนี้หรือ?”

.
เป็นแค่ภาพประวัติศาสตร์ เหมือนคนรุ่นเก่าที่ได้เห็น “โคมแดง โคมเขียว” แขวนไว้หน้าซ่อง เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน แถวโรงน้ำชาย่านเยาวราช แล้วพัฒนามาถึงยุค “บางขุนพรหม” จนมาถึงยุค “สุทธิสาร”

.
อนิจจัง สังขารไม่เที่ยง ยุบหนอ พองหนอ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ราคาค่าอาลัย? งบประมาณจัดงานพระบรมศพฯ 3พันล้าน(คัดลอกจาก “มิตรสหายท่านหนึ่ง”)

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ร.9 ในวันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้วถูก CNN ยกให้เป็น”พิธีศพ”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน น่าจะถือเป็น”รัฐพิธี”ที่ยิ่งใหญ่และใช้งบประมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่น่าแปลกที่ว่าสุดท้ายแล้วงานนี้ใช้งบประมาณจากเงินภาษีไปทั้งหมดเท่าไหร่? แทบจะไม่มีการพูดถึงในสื่อไทย สื่อไทยเกือบทั้งหมดจะรายงานวงเงิน 1พันล้าน ที่คณะรัฐบาล คสช. อนุมัติงบกลางให้ไว้ในครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 59 เท่านั้น

ซึ่งงบประมาณ 1 พันล้านนี้แม้น่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐไทย แต่ก็น่าจะถือได้ว่าพอเหมาะพอควรระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับพิธีศพของพระบรมวงศานุวงค์ระดับรองลงไปที่ผ่านมา เช่น งานพระศพของ “เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ” ในปี 2555 ซึ่งก็มีการตั้งวงเงินงบประมาณไว้ถึง 300 ล้านแล้ว หรือ งานพระศพของ “พระพี่นางเธอฯ” ในปี 2551 ซึ่งก็มีการกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายไว้ 300 ล้านเช่นกัน หรือแม้แต่งานศพของพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพิธีที่ไม่ได้มีการสร้าง”พระเมรุ” ก็ยังมีค่าใช้จ่ายถึง 113 ล้านบาท

แต่หลังจากอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่าย 1 พันล้านไว้ ถัดมาอีกไม่ถึง 3 เดือน คสช. ก็มีการอนุมัติวงเงินงบประมาณเพิ่มให้อีกเท่าตัว เป็น2พันล้าน ยังไม่พอในเดือน ส.ค. 60 พอพบว่างบ 2 พันล้านที่เคยอนุมัติไว้นั้นถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ก็จัดสรรงบเพิ่มให้อีก 1 พันล้าน รวมเป็นวงเงิน 3 พันล้าน ซึ่งการเพิ่มงบให้ 2 ครั้งหลังนี้กลับไม่มีการรายงานในสื่อไทย แม้ในบทความเรื่องพระราชพิธีพระบรมศพของ CNN จะพูดถึงงบประมาณที่ตั้งไว้ 3 พันล้าน แต่ก็น่าจะมีคนไทยจำนวนไม่มากที่จะได้อ่านบทความภาษาอังกฤษใน CNN ถ้าไม่ใช่เพราะสื่อฝ่ายขวาของไทยต้องการจะ“ตอกหน้าสื่อฝรั่ง” โดยการนำเสนอประเด็นดราม่าใน FB Page ของ CNN ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ ที่โต้กันว่าการใช้เงินภาษีมากมายขนาดนี้มาจัดพิธีศพเหมาะสมแค่ไหน และจะเป็นไปตามพระราชประสงค์หรือไม่ เลยต้องมีการพูดถึงงบประมาณ 3 พันล้านนี้ ก็อาจจะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลยในสื่อไทยเลย

แม้ยอดรวม 3 พันล้านบาทอาจดูเยอะ เมื่อเทียบกับงบกลาง 2.5 พันล้านที่ตั้งสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายตาม“โครงการพระราชดำริ”แต่ละปี แต่ถ้า 3 พันล้านหารต่อประชากร 70 ล้านคน ก็เท่ากับจะเป็นภาระภาษีแค่ 42 บาทต่อคน คนที่มีความผูกพันมาก มีความอาลัยมากก็อาจจะเห็นว่า 42 บาทเป็นค่าใช้จ่ายน้อยนิด ยิ่งเมื่อนำมาหารด้วยจำนวน 70 ปีที่ครองราชย์ ก็จะเท่ากับแค่ 60 สตางค์ต่อคนต่อปีแค่นี้ยินดีที่จะเสีย แต่กับคนที่มีความอาลัยน้อยก็อาจจะแย้งว่า 3000ล้านเอาไปเป็นทุนการศึกษาเด็กปีละแสนได้ถึง3หมื่นคน ทำไมต้องมาเสียไปเปล่าๆเหมือนเผาเงินทิ้งเมื่อจบงาน แถมในแต่ละปีก็มีงบประมาณที่จ่ายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ปีละเป็นหมื่นล้านก็น่าจะพอแล้ว ยิ่งถ้าไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพของผู้นำในประเทศอื่นๆก็ไม่ได้เยอะขนาดนี้ ที่อ้างว่าสหรัฐใช้งบกว่า 1.3 หมื่นล้านจัดงานศพประธานาธิบดีเรแกน อันนั้นไม่ใช่ตัวเงินที่จ่ายจริง แต่เป็นการประเมินจากค่าตอบแทนที่รัฐต้องจ่ายให้พนักงานของรัฐฟรีๆในวันนั้นเพราะรัฐประกาศให้เป็นวันหยุดราชการพิเศษ ดังนั้นประเด็นที่ว่างบประมาณในการจัดพิธีพระบรมศพ 3 พันล้านนี้เหมาะสมหรือไม่? สุดท้ายก็คงตัดสินได้ยาก เพราะแล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคนที่แตกต่างกัน

คงคล้ายๆกับเรื่อง“พระเกี้ยว” คนที่อยากแบกยังไงก็แบก คนไม่อยากแบกยังไงก็ไม่แบก อาจจะต่างกันอยู่บ้างที่กรณีนี้ ไม่ว่าจะอยากแบกหรือไม่อยากแบก แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องแบกรับภาระเงินภาษีร่วมกัน

ปล.
อย่างไรก็ตามตัวเลข 3 พันล้านนี้ เป็นเพียงกรอบวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเบิกจ่ายจริงไปเท่าไหร่ มากกว่าหรือน้อยกว่า 3 พันล้านแค่ไหน รวมถึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่างบประมาณ 3 พันล้านที่ตั้งไว้นี้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายอะไรเท่าไหร่บ้าง แต่ใครสนใจสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพิธีพระบรมศพฯ ได้ในเว็บไซท์ ACTAI.CO ซึ่งเท่าที่ลองค้นดูพอจะแยกเป็นกลุ่มค่าใช้จ่ายหลักได้ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างพระเมรุมาศบริเวณสนามหลวง ประมาณ 800ล้าน, การถวายดอกไม้จันทน์(ทั่วประเทศ) 300ล้าน, การจัดทำบัตรประจำตัวผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัคร 90ล้าน, ฯลฯ
-https://www.actai.co/Project?search=”พระบรมศพ”%2B”ก่อสร้าง”%2B”กรุงเทพมหานคร”
-https://www.actai.co/Project?search=”พระบรมศพ”%2B”ดอกไม้จันทน์”
-https://actai.co/Project?search=”พระบรมศพ”%2B”บัตรประจำตัว”

Cr. Somsak Jeamteerasakul

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

การปกครองชาวฮั่นโดยราชวงศ์แมนจู

การผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ของแมนจูเหนือจีนฮั่น เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเพราะคนแมนจูมีน้อยกว่าคนฮั่นมากๆ แต่กลับสามารถปกครองจีนฮั่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ (และ "เอาอยู่" ด้วยหลายเหตุปัจจัย) เหตุผลหนึ่งคงมาจากราชวงศ์หมิงตอนปลายมีปัญหามากมาย และราชวงศ์ชิง "โชคดี" มากๆ ที่มีฮ่องเต้เก่งๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงแรก

นูเอ่อฮาซื่อ – ฮ่องเต้องค์แรกของชิง ผู้รวมเผ่าแมนจูเป็นปึกแผ่น ไม่ได้ปกครองจีนเพราะตายก่อน แต่ลูกหลานอวยยศเป็นปฐมกษัตริย์ให้ทีหลัง (อารมณ์เดียวกับเจงกิสข่าน)

หวงไท่จี๋ หรือ ฉงเต๋อ – ผู้ขยายแสนยานุภาพของแมนจู (และเปลี่ยนชื่อเผ่าจากนีเจิน เป็นแมนจู) เกือบปราบหมิงสำเร็จแล้ว แต่ตายก่อนที่หน้าด่าน

ซุ่นจื่อ – เป็นจักรพรรดิองค์แรกของชิง ในยุคที่ยึดปักกิ่งได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เขาเป็นจักรพรรดิหุ่นที่เหล่าแม่ทัพเชิดขึ้นมาเป็นผู้ปกครองตั้งแต่อายุ 6 ขวบ (เพราะพ่อตายก่อน) ถ้าใครอ่านอุ้ยเสี่ยวป้อ เขาคืออดีตจักรพรรดิ พ่อของคังซี ที่สละบัลลังก์แล้วหนีไปบวชนั่นเองครับ (เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ ไม่มีหลักฐานชัดเจน)

คังซี – จักรพรรดิคู่บุญของอุ้ยเสี่ยวป้อ เป็นจักรพรรดิตั้งแต่ยังเด็ก แต่ดันเก่งแบบมหัศจรรย์ ปราบแม่ทัพนายกองแล้วรวบอำนาจกลับมาได้ (ในอุ้ยเสี่ยวป้อจะแจกบทให้อุ้ยเสี่ยวป้อเป็นผู้ช่วยของคังซีในการรวบอำนาจแทน) ครองราชย์นานถึง 61 ปี ยุคทองของชิงเริ่มที่รัชสมัยนี้

ยงเจิ้ง – ช่วงปลายยุคของคังซีมีความวุ่นวายเรื่องการชิงอำนาจของพระโอรส (แยกเป็นสายของอ๋องสี่ กับอ๋องสิบสี่ ใครที่คุ้นๆ ชื่อพวกนี้ ก็มาจากสมัยนี้) สุดท้ายอ๋องสี่ขึ้นครองราชย์ได้เป็นจักรพรรดิยงเจิ้ง ถึงแม้ภาพลักษณ์ของยงเจิ้งไม่ค่อยดี (ฆ่าน้อง) แต่ยงเจิ้งเก็บหอมรอมริบ สร้างฐานะท้องพระคลังให้เข้มแข็ง เป็นฐานสำคัญสำหรับยุคถัดไป ช่วงของยงเจิงเป็นยุคสั้นๆ ประมาณ 13 ปี

เฉียนหลง – ราชวงศ์ชิงโชคดีมากที่ เฉียนหลง หลานของคังซีกลับเป็นจักรพรรดิที่โดดเด่นในระดับเดียวกัน (ชิงเลยมียุคทองสองรอบ) เฉียนหลงได้เป็นจักรพรรดิตอนหนุ่ม เจ้าสำราญ ชอบปลอมตัวไปเที่ยว แต่ก็บริหารงานได้เป็นเยี่ยม มีโครงการรวบรวมตำราวิชาการครั้งใหญ่ เฉียนหลงฮ่องเต้ครองราชย์นาน 60 ปีแล้วสละบัลลังก์ให้พระโอรสเป็นต่อ แต่ช่วงปลายของเฉียนหลงก็มีปัญหาข้าราชบริพารเก่าก่อนเริ่มครองอำนาจและคอร์รัปชั่น จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้ราชวงศ์ชิงเริ่มเสื่อมลงหลังยุคของเฉียนหลงเป็นต้นมา

บทความบางส่วนจาก http://www.isriya.com/node/4088/เชิงอรรถยุทธภพ
ประวิทย์ ทรัพย์ทวีนนท์

เรื่องเล่าบันทึกโลก

หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.3 ชื่อ “อาบอบนวด” นั้น สำคัญไฉน?

.
ใครเคยสังเกตุไหมว่า สถานอโคจร สถานอบายมุขอย่างอาบอบนวดไม่ว่าที่ใด จะต้องตั้งชื่อเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำทั้งสิ้น

.
ไม่ว่าในยุคถนนเพชรบุรีรุ่นเก่า เมรี บีวา ฮูหยิน แนนซี่ โมนาลิซ่า จนถึงรุ่นใหม่ย่านถนนรัชดา เอ็มมานูเอล วิคตอเรีย แคทเธอรีน จูเลียน่า โคปาคาบาน่า ฮอนโนลูลู โพไซดอน หรือย่านสุขุมวิทที่อยู่ยงคงกระพันมานาน เพิ่งปิดไปสัก 7-8 ปีก่อน ชื่อ “ดาร์ลิง” ที่แปลว่า ที่รัก

.
หากไปเปิดเป็นชื่อผู้ชายเมื่อไหร่ มันได้เจ๊งให้เห็นกันซึ่งๆ หน้า เช่น “ซีซาร์” ที่เปิดวันแรกผู้ชายวัยกลางคนไปเที่ยวแล้วหัวใจวายช็อคตายคาอกหมอนวด

.
หรือแม้แต่เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อ “เดอะลอร์ด” ของ “เสี่ยกำพล” ที่ถูกตำรวจ ดีเอสไอ บุกจับ เพราะค้าเด็กต่ำกว่า 15 ปี เป็นข่าวโด่งดังยังหนีหมายจับอยู่ทุกวันนี้

.
บ้านช่อง เงินทอง ทรัพย์สินถูกยึด ถูกอายัด มีคดีพ่วงยาวเป็นหางว่าว อาบอบนวดในเครือปิดตาย รวมทั้งอาบอบนวดที่ใหญ่โตหรูหราแพงระยับ มีเงินต่ำกว่าหมื่นเข้าไม่ได้ ต้องปิดตัวถาวร

.
ก็ดันไปตั้งชื่ออาบอบนวดว่า “เดอะลอร์ด” ได้ไง มันชื่อผู้ชายชัดๆ โต้งๆ

.
อ่านแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ลองไล่เรียงดู พังทุกราย

.
อาถรรพ์นี้คนในวงการต่างรู้ดี อาบอบนวดจึงต้องตั้งชื่อเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำเท่านั้น

.
อย่าง “เจ้าพระยา” ที่อยู่ยาวนานคงทนมา 30-40 ปี หรือที่เล็กๆ แต่อยู่มานมนาน เช่น “สายฝน”

.
อีกที่ โด่งดังยาวนานเหมือนกัน ชายไทยสมัยก่อนรู้จักดี คือ “ชวาลา” ก็เกี่ยวข้องกับน้ำเต็มๆ

.
เพราะตั้งชื่อคล้ายคำประสม จากคำว่า “ชวา” เปิดพจนานุกรมบอกเป็นชื่อเกาะ ล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร

.
แถมที่ ชวาลา ยังมีลูกเล่นว่า ห้ามหมอนวดยุ่งกับแขกจริงๆ จังๆ แต่พาไปสนามหลวงได้ แล้วใช้ท่าซอกอก หรือท่าขาหนีบ เอาเบบี้ออยราดก่อนจะได้ไม่แสบ สมัยก่อนโน้นใช้น้ำยาใส่ผม “ไบรครีม” ช่วย

.
ลีลาเด็ดสะระตี่ขนาดไหน ชายไทยที่อายุ 60-80 ปีในวันนี้คงจดจำได้ดี

.
สถานที่อาบอบนวดเป็นศูนย์รวมชีวิตผู้หญิงเป็นร้อยๆ คน หมอนวดจึงเปรียบเสมือนเป็น “นางเอก” ชั่วคราว

.
บรรดาแขกผู้ชายที่มาเที่ยวสวมบทเป็น “พระเอก” มาโปรด เพราะเอาเงินมาให้

.
เชียร์แขก มาม่าซัง ถือเป็น “ตัวตลก” ที่เสริมละครบทนี้ให้มีชีวิตชีวา บรรยายสรรพคุณนางเอกให้พระเอกฟัง

.
ส่วน “หมาต๋า” จะเป็นอะไรได้เล่า นอกจาก “ตัวร้าย” ของเรื่อง

.
ก็เล่นเที่ยวแล้วไม่จ่าย ขอลดครึ่งราคาบ้าง แหม…ทั้งสนุกทั้งมันเหมือนกัน แต่ไม่จ่าย ไม่ทิป นี่จะเรียกว่าพระเอกคงไม่ใช่แล้วคุณพี่

.
แต่ถึงอย่างไร นางเอกก็ต้องมีเคล็ดลับ แม้ว่าบางคนหน้าตาทรวดทรงองค์เอวจะดูดีเข้าขั้น แต่หามีแขกเรียกไม่ เชียร์ยังไงก็ไม่มีแขกติด ไม่มีขาประจำ

.
ก็เพราะไม่บูชา “ปลัดขิก”

.
ด้านในตู้กระจกที่เหล่าหมอนวดสาวนั่งเรียงรายให้แขกเลือกนั้น จะไม่มีหิ้งพระ หลวงพ่อ หรือแม้แต่นางกวักใดๆ

.
แต่จะมีสารพัดท่านปลัดขิก (ของขลังรูปอวัยวะเพศชาย ทำด้วยไม้ลงอักขระยันต์) ขนาดต่างๆ ตั้งแต่เล็กยันใหญ่โตวางเรียงรายไว้พร้อมพวงมาลัยบูชา และมีเงินเหรียญวางไว้เต็มไปหมด

.
อันหมายถึง ได้เงินทองไหลมาเทมา เพราะบูชาท่านปลัดขิกนี่เอง

.
ปลัดขิกของผมนั้นได้จาก หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม ที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคขณะนั้น

.
หลวงพ่อเปิ่นเป็นที่นับถือของคนกลางคืน ขนาดว่าทุกปีขณะท่านยังมีชีวิต ต้องนิมนต์จองตัวท่านมาถึงสถานอาบอบนวดของผมทุกที่ด้วย ทำบุญแล้วแจกปลัดขิก วัตถุมงคล ของดีต่างๆ ให้กับมือทุกปี

.
บรรดาสาวบริการนั่งพรมมือแต้ ฟังธรรมโปรดสัตว์ที่มีกรรม แล้วทำบุญทำทานได้เงินเข้าวัดรวมกันเป็นหลายแสนบาทในแต่ละครั้ง

.
หมอนวดล้วนตั้งอธิษฐานว่า เงินที่ได้จะเอาไว้ให้พ่อแม่ สร้างบ้าน สร้างตัว และเหลือเผื่อแผ่ทำบุญทำกุศล อันเนื่องมาจากเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนที่ทำไว้ จึงต้องให้มาชดใช้ในชาตินี้

.
บางคนมีรายได้ดี ปีๆ หนึ่งเก็บเงินได้มากกว่า 1 หรือ 2 ล้านบาท นำเงินไปปลูกบ้านให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ถึงขนาดแข่งขันกันสร้างบ้านอวด จนตั้งชื่อว่า “หมู่บ้านสวิส” เลียนแบบเปรียบเทียบจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์โน่น

.
เข้าไปในหมู่บ้านต่างจังหวัดไกลกรุงแล้วต้องตกใจ เพราะพบกับบ้านหรู สองชั้น เรียงกันให้เห็นเป็นตับ อย่างกับหมู่บ้านสวิสจริงๆ

.
ที่เล่าให้ฟังไม่ได้ไปเชิญชวนให้ทำ เพราะอาชีพ “หมอนวด” สงวนไว้ให้คนมีเวรมีกรรม ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว ทอดกายให้ชายเชยชม ชีวิตเหมือนดั่งกับบทเพลงดัง “นางงามตู้กระจก”

.
เป็น “นางเอก” แต่อาภัพเสียก็มาก ถูกเสี่ยเอาไปเลี้ยงดู แล้วเฉดหัวส่งน้ำตาตกกลับมาเป็นหมอนวดเฝ้าตู้ก็เยอะ จนลาโรงอายุ 40-50 ปี ผมต้องโปรโมทเลื่อนชั้นเป็น “ครูฝึก” เลี้ยงไว้สั่งสอนลูกเล่นประสบการณ์แพรวพราวให้รุ่นน้องแทน

.
หลังๆ บูชากันถึง “พระพิฆเนศ” เจ้าแห่งการละครร้องรำ เพราะถือว่าสถานอาบอบนวดเป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่บรรดาหมอนวดต้องแสดงบทบาทแข่งขันกัน

.
ใครแสดงได้ดีก็มีแขกติดมากมาย ขนาดต้องเข้าคิวรอ วันๆ หนึ่งไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีแม้เวลากินข้าว เพราะแขกนั่งรอเข้าคิวยาวเหยียด

.
จึงมักเห็นหมอนวดบูชาพระพิฆเนศให้ช่วยเรื่องดวง เล่นละครเอาใจแขกให้ติด หรือพบแขกที่ใจดีเงินหนาเอาไปชุบเลี้ยง บางคนได้ขยับชั้นเป็นคุณนาย นั่งรถเบนซ์มีคนขับให้ กลายเป็นเมียเสี่ยใหญ่ได้ออกหน้าออกตา เพราะ

.
“อยู่เป็น เย็นพอ รอได้”

.
บางคนชีวิตเป็นเหมือนฝัน ตกถังข้าวสารไปอยู่ต่างแดน มีชีวิตครอบครัวใหม่กับ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง สารพัดชาติทั่วโลก

.
แต่ขณะเดียวกันก็มีคนตกอับ เดินเร่ร่อนไปทั่วเจ็ดย่านน้ำ ขนาดวันก่อนผมไปวิ่งที่หาดพัทยา ยังเจอศิษย์เก่ารุ่นเดอะทำงานแถวนั้น บอกผมว่า อดอยาก ฝรั่งหายหัวหมด

.
ชีวิตจริงจึงยิ่งกว่านิยาย

.
ส่วนบางคนดันไปคิดว่าแขกเขาหลง เลยทำตัวเหมือนนางเอกจริง ร้องเอารถ เอาบ้าน แถมเงินก้อนในบัญชีเป็นประกันก่อน ขนญาติพี่น้องพ่อแม่มาอยู่ด้วย

.
โถ เดี๋ยวนี้หาผู้ชายคุณสมบัติ “รวยแต่โง่” ไม่ค่อยมี มันหายาก

.
ผู้ชายลองมาเที่ยวแล้วติดใจเป็นแขกประจำความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนา แสดงว่าคนที่บ้านอาจบกพร่องเรื่องบนเตียง จึงต้องบริการสุดฤทธิ์สุดเดช

.
ชายมักมีนิสัยชอบซุกซน หากลองได้มาเที่ยวแล้วติดใจก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย จะหาคนที่ตั้งหลักปักฐานมันยาก

.
อันด้วยมนตร์ขลังบูชาปลัดขิก ก็อาจช่วยได้แค่ครั้งคราว พอมนตร์เสื่อมก็หายหน้าจากไป

.
แต่ช่วงของขึ้น ถึงขนาดหมอนวดหมดเวลาลงมา มีแขกรอขึ้นต่อทันที บางคนวันๆ หนึ่งได้ 5-6 รอบ สถิติมีสูงถึง 10 รอบก็มี (อย่าไปนับชั่วโมง เพราะแขกบางคนแค่ 30-40 นาทีก็รีบลง เรียกว่า “ช่วงหลบเมีย” ได้แก่เวลา 4-5 โมงเย็น แขกจะรีบขึ้นรีบลงแล้วเผ่นกลับบ้าน ทันเวลาเลิกงานรับหน้าเมียพอดิบพอดี)

.
อันบรรดาสาวกลางคืน เห็นทำอาชีพแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยจึงมักมีใจบุญสุนทาน ทั้งๆ ที่เลิกงานกินเหล้าเมากับแขก แต่ยังนั่งรอพระตักบาตรตอนเช้าแล้วค่อยเข้านอนก็ยังมี

.
หรือเวลาทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างวัด สร้างโบสถ์ มาร่วมกันบริจาคจริงจังคับคั่ง

.
ช่างเป็นภาพที่ย้อนแย้ง และหากไม่ใช่คนวงในคงไม่ทราบ

.
คนโบรำ่โบราณที่ทำอาชีพนี้รำ่รวยแล้วคิดถึงบาปกรรม ยังนำเงินที่ได้ไปสร้างวัด ชื่อ “วัดคณิกาผล” อยู่ตรงข้ามโรงพักพลับพลาไชย ชื่อก็บอกชัดว่า ผลจากโสเภณี

.
ชื่อเก่า “วัดใหม่ยายแฟง” เดี๋ยวนี้ยังเห็นคนกลางคืนไปกราบไหว้บูชากันแยะ

.
EP.4 ตอนจบของอาบอบนวด อันเป็นตอนสุดท้าย

.
อาบอบนวดก็เช่นเดียวกันกับธุรกิจอื่นๆ ที่เริ่มล้มหายตายจากหลังโควิด

.
อบายมุขไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ได้พัฒนารูปแบบเป็น “ออนไลน์” ไปเสียแล้ว

.
อาบอบนวดกลายเป็นสถานที่เที่ยวของคนยุคเก่า แขกที่นับปีอายุมากขึ้นร่วงโรยหายไป และไม่ทันยุคทันสมัยของคนรุ่นใหม่

.
แถมสาวไทยรุ่นใหม่ ไม่ต้องการมานั่งในตู้ให้เป็น “ผู้ถูกเลือก” อีก

.
แต่กลับกลายเป็น “ผู้เลือก” แทน!

หมวดหมู่
อาบอบนวด

อาบอบนวด EP.2 “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”

.
อาบอบนวดทุกที่ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมาย พรบ.สถานบริการ พ.ศ. 2509

.
หากใครอยากเปิดกิจการนี้แทบตายห่า ก็ต้องดั้นด้นหาใบอนุญาตสถานบริการประเภท “อาบอบนวด” ให้ได้

.
ใบอนุญาตมีทั้ง ผู้รับอนุญาตเป็นชื่อบริษัท หรือ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด

.
หรือแม้กระทั่งเป็นชื่อบุคคลทั่วไป

.
แต่ก็มีกฎระเบียบ ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนชื่อในใบอนุญาต พูดง่ายๆว่า กฎหมายห้ามซื้อขายใบอนุญาต

.
อ้าว! แล้วเขาซื้อขายกันได้ยังไงวะ?

.
ปัทโธ่! อยู่ไทยแลนด์ ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

.
หากเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ก็บอกแค่ผู้จัดการมีธุระกิจยุ่งเหยิง ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่มีเวลาดูแลกิจการ จึงโอนให้คนใหม่เป็นผู้จัดการแทน (คือคนซื้อใบอนุญาตคนใหม่นั่นเอง)

.
โดยขั้นตอนแรก เมื่อตกลงซื้อขายก็ให้คนซื้อโอนชื่อเข้ามาถือหุ้นก่อนสัก 1% ตอนรับมัดจำ หลังจากนั้นค่อยโอนชื่อผู้รับอนุญาตให้เมื่อจ่ายหมด เสร็จสิ้นขั้นตอน ปรากฏชื่อและรูปถ่าย (ในใบอนุญาตจะมีรูปถ่ายติดด้วยว่าอนุญาตให้ใคร)

.
แล้วใบอนุญาตชื่อบุคคลทั่วไปล่ะ ไฉนถึงโอนได้อีก? ขนาดใบอนุญาตขับขี่เป็นชื่อเรา จะไปโอนให้เป็นชื่อคนอื่นยังไม่ได้เลย?

.
ก็อีกนั่นแหละ ไปฟ้องร้องศาลเอา ว่านายคนที่ถือใบอนุญาตอาบอบนวดเป็นหนี้สินติดค้างเราอยู่ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระ จึงขอให้ศาลกรุณาพิพากษาให้โอนใบอนุญาตใบนี้ให้เราเสียเป็นค่าชำระหนี้สินที่ค้าง

.
แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!

.
ส่วนสนนราคาค่างวด ขนาดสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ห้องละ 200,000 บาทขาดตัว หากมี 100 ห้อง ก็ 20 ล้าน

.
ใบอนุญาตอาบอบนวดแต่ละใบมีระบุจำนวนห้องแตกต่างกัน เช่น บางใบก็ 6 ห้อง บางใบก็ 10 ห้อง หรือ 20 ห้อง

.
ไม่มีขอเพิ่มอีกแล้ว เพราะสมัยรัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ออกใบอนุญาต อาบอบนวด ไนท์คลับเพิ่มเนื่องจากเป็นสถานอบายมุข จึงมีอยู่แค่ไหนแค่นั้น

.
หากจำไม่ผิด ทั่วประเทศไทยมีใบอนุญาตอาบอบนวดอยู่แค่ 113 ใบอนุญาต

.
ใบที่ผมซื้อมาครั้งแรกนั้น มี 106 ห้อง เจ้าของดั้งเดิมได้มาตั้งแต่ ปี 2509 ยังนึกสงสัยว่า อาบอบนวดสมัยนั้นทำไมถึงมีกันเป็นร้อยห้องได้วะ?

.
ช่างรุ่งเรืองใหญ่โตมาแต่เก่าก่อน

.
ตอนหลังถึงรู้จากเจ้าพ่ออาบอบนวดรุ่นเก๋าว่า จริงๆ มันมีแค่ 16 ห้อง แต่ไปเติม 0 ตรงกลางเลยกลายเป็น 106 ห้องซะเลย

.
ไหนๆ ก็เสียเงิน “เก๋าเจี๊ยะ” อยู่แล้ว จะเติมเลข 0 ข้างหลังก็เกรงใจยังไงอยู่ ดูห้องแยะมากไปถึง 160 ห้อง

.
เลยเกรงใจเอา 0 ไว้ตรงกลางดีกว่า

.
จาก 16 ห้อง เลยกลายเป็น 106 ห้องไปเสียฉิบ

.
ที่ว่านี่มัน 50 กว่าปีแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์คงไม่มี หละหลวมไปหน่อย

.
โถ ! นานสมัยนั้น จะเอาอะไรมาเหมือนสมัยนี้ได้เล่า?

.
เสร็จสรรพก็บอกต้นฉบับสูญหาย เป็นอันจบเรื่อง ได้ใบใหม่ จากเดิม 16 ห้อง เป็น 106 ห้อง

.
ยังนึกในใจว่าคนคิดหัวใสแท้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พ่อค้า + หมาต๋า ร่วมมือประสานกัน เหมือน นักการเมือง + ข้าราชการ สมัยนี้เชียวครับท่าน

.
ไฮไลท์สำคัญเรื่องใบอนุญาตอาบอบนวด คือ จำนวนห้องที่ผมหลงซื้อตั้ง 106 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 รวมเบ็ดเสร็จ หมดไป 21,200,000 บาท “ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท” ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อ 30 ปีก่อน

.
อันที่จริง ซื้อใบอนุญาตจำนวนห้องน้อยๆ ดีกว่า เอาแค่ 5 ห้อง 10 ห้อง ที่เรียกว่า “ใบเล็ก” ผมนั้น หลงโง่เสียนาน เสียเงินตั้งมากมาย

.
เพราะอะไรหรือ?

.
เหตุผลประการแรก ยังไงๆ เจ้าของสถานบริการก็ต้องจ่ายรายเดือนให้ท้องที่ไปยันผู้ใหญ่อยู่แล้ว มีใบเล็กแค่ 2 ใบไว้ป้องกันก็พอ หากถูกปิดจริงๆ (ซึ่งไม่เคยถูกปิด เพราะจ่ายตามระบียบตลอด) ก็ถูกปิดแค่ 1 ใบ อีกใบยังเปิดได้อยู่

.
ประการที่สอง หากซื้อ 2 ใบ ใบนึง 5 ห้อง อีกใบ 10 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 หรือให้ 300,000 เลย ก็จ่ายแค่ 2-3 ล้านเท่านั้น

.
ไม่ต้องเอาใบที่มีห้องมากๆ ให้เปลืองเงิน แล้วเวลา “หมาต๋า” มาตรวจ ก็จัดซองหนาๆ คุยแค่ที่ ค๊อฟฟีช็อปชั้นล่าง ไม่ต้องไปเดินตรวจนับห้องให้เมื่อยตุ้ม

.
จัดเด็กฉอเลาะ เจ๊าะแจ๊ะแป๊บเดียวก็ชวนเข้าห้อง แทนที่จะนับห้อง

.
ห้องที่มีเกินอยู่ไม่ได้เปิดจริงๆ ครับท่าน ฟูกก็ยกขึ้น แต่อย่างว่า ของพรรค์นี้ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รู้ๆ กันอยู่ พอหมาต๋าไป ก็ให้แม่บ้านยกฟูกลงเสียก็เปิดขย่มได้เหมือนเดิม กว่าจะมาตรวจอีกทีก็ปีหน้า

.
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนใหม่มาคนเก่าไปเสียแล้ว

.
เทคนิคเพิ่มห้องอีกสเตป คือ ห้องใหญ่ 1 ห้องก็จัดทำเป็นห้องสูทเสีย มีห้องแยกย่อยทะลุไปอีก 4-5 ห้อง แล้วจัด “อ่างสุกี้” ไว้แช่รวมกัน 7-8 คน ทั้งชายและหญิง บรรเทิงเริงรมย์ แล้วก็เข้าห้องซอยตัวใครตัวมัน

.
ด้วยวิธีนี้ เลยทำให้ห้องแตกตัว จาก 1 ห้องเป็น 5 ห้อง มีใบอนุญาต 10 ห้องก็กลายเป็น 50 ห้อง ชิลๆ

.
จนถึงยุคนี้ ยังเลียนแบบลูกเล่นผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

.
ไหนๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะเอาอะไรถูก

.
ผิดแต่จ่าย ดีกว่าถูกแล้วไม่จ่าย มันเปิดอาบอบนวดได้ซะที่ไหนล่ะ หากท่านพี่ไม่พยักหน้า?

.
ส่วนกฎระเบียบควบคุมอาบอบนวดก็เข้มงวดกวดขันเสียเหลือเกิน ดูเอาจริงเอาจัง แต่ยิ่งทำเหมือนยิ่งยุ สนุกไปอีกแบบ

.
เช่น ต้องมีเจาะช่องกระจก ขนาด สูง 5 ซม. ยาว 20 ซม. ที่ประตูห้องนวดทุกห้อง เพื่อให้มองเห็นกิจกรรมภายในว่าไม่ไปแก้ผ้าเล่นท่าเสี่ยงปีนป่ายกันเกินเหตุเวลาไปตรวจ (คนคิดกฎนี้ช่างใจดำเหลือเกิน)

.
คนเคยไปอาบอบนวดทุกที่ที่ถูกกฎหมายคงรู้ว่า แม่บ้านเอากระดาษปิดกันที่กระจกหมด หาได้สอดส่องมองเห็นทะลุได้ หมอนวดกับแขกจะเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกัน ใช่ธุระคนอื่นไปยืนดูเสียที่ไหน?

.
ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

.
แล้วที่มีกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามประตูห้องนวดปิดล็อค” เพื่อจะได้เข้าไปดูได้ว่ามีการเล่นกายกรรมหรือโยคะท่ายากกันหรือไม่?

.
ก็ใส่ลูกบิดล็อคแต่ไม่มีกลอน แล้วอ้างว่า “ลูกบิดที่ไหนมันจะขายแบบไม่มีตัวล็อคครับท่าน? แต่ที่นี่ไม่มีกลอน ไม่มีกุญแจล็อคเสียหน่อย เคาะก็เปิด”

.
แต่ถึงเวลาจริง ต่อให้เขย่าให้โลกแตกก็หาใครไปเปิด ก็คนกำลังจะเสร็จใครจะเดินไปเปิดไหว?

.
คนคิดออกกฎหมายนี่ก็เหลือเกิน จะหาวิธีป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้มีการค้าประเวณี ถึงขนาดห้ามโน่นห้ามนี่ทุกอย่าง ทั้งช่องกระจกไว้ตรวจ ประตูไว้เปิดดูได้

.
แต่ที่ไม่ยอมคิด หรือแกล้งๆ ทำเป็นไม่รับรู้คือ ยอมให้ทั้งหมอนวดและแขกแก้ผ้าลงแช่น้ำด้วยกัน สยิวกิ้วขนาดนี้ดันไม่มีกฎระเบียบห้าม

.
ผมเคยคิดศึกษาตอนทำธุรกิจอาบอบนวดแรกๆว่า ห้ามพระไม่ให้สึก ห้ามผู้หญิงตั้งท้องไม่ให้คลอด ห้ามชายหญิงไม่ให้มีอะไรกันตอนแก้ผ้า เรื่องหลังนี่มันยากสุดๆ เลยนะครับ

.
แถมที่ว่า “ห้ามค้าประเวณี” ติดเอาไว้ทั่วห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง ก็ติดไปพรรค์นั้นเอง

.
น่าจะกลับกันเสียด้วยซ้ำว่าเป็น “สถานที่ค้าประเวณีถูกต้องตามกฎหมาย” มันถึงจะถูกต้องตรงไปตรงมา

.
ไม่ต้องมือถือสาก ปากถือศีลให้ช้ำใจ

.
เพราะเวลาต่อสู้ทางกฎหมาย หลักฐานที่ตำรวจเอาผิด คือ ปลอมตัวเป็นแขกมาล่อซื้อ บันทึกหมายเลขธนบัตรที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน ถึงเวลาสืบพยานขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นแขกก็รับสารภาพกลางศาลว่า “เสร็จจริง” แต่ “จำใจเสร็จ” เพราะทำตามหน้าที่

.
เมียที่บ้านรู้คงได้เพ่นกระบาลผัว ทะเลาะกันแก้ตัวไม่ขึ้น หน้าที่นี้จึงค่อนข้างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่เหมือนกัน หากเมียรู้

.
แล้วที่เอาถุงยางพร้อมน้ำอสุจิบรรจุอยู่ภายในมาเป็นหลักฐาน

.
หมอนวดสาวก็ให้การว่า “จำใจยอม” เพราะถูกเล้าโลมจนสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เงินที่ชายให้มาก็รับไว้ด้วยความเสน่หา ไม่ได้ค้าประเวณีนะคะ เขาให้มาด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เอาอะไรไปจ่อบังคับ ให้เงินแล้วยังกอดกระซิบว่า จะมาหาใหม่

.
ที่สำคัญอยู่ในห้องกันสองต่อสอง หามีบุคคลอื่นใดอีก เลยไม่มีพยานมายืนยันว่าเอากันจริงแท้แน่นอน อาจจะแค่ถูๆ ไถๆ ก็ได้ เพราะท่านวดมันติดพัน จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ยังไงเล่า?

.
เรื่องพรรค์นี้ว่าตามกฎหมายจึงทำให้สลับซับซ้อนขึ้นมา ถกเถียงกันได้ ทั้งที่ความจริงรับรู้อยู่ในอก แต่ไม่ยอมรับกันเท่านั้น

.
กฎหมายไทยจึงแค่ “ให้ชิมแต่ไม่ให้กิน ให้กินแต่ไม่ให้กลืน”

.
เป็นเรื่องตลกร้ายเป็นอย่างยิ่ง

.
EP. หน้า จะเล่าเคล็ดลับชื่ออาบอบนวด ว่าเพราะอะไรถึงต้องตั้งชื่อสารพัน ไม่ว่า เจ้าพระยา สายฝน ฟลอริด้าไปจนถึงย่านเพชรบุรี ที่มีชื่อ เมรี บีวา ฮูหยิน ริเวียร่า ใครเคยผ่านไปในอดีตล้วนต้องเคยเห็นผ่านตา

.
ไปยันของผมที่ขายไปนานนมเน ไม่ว่าวิคตอเรีย เอ็มมานูเอล ฮอนโนลูลู โคปาคาบาน่า บาร์บาร่า

.
ทุกที่เล่นของเอาไว้ ชายใดที่ก้าวเข้ามาล้วนเป็นต้องหลงไหลหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น

.
ขนาดที่ว่าวันนี้เดินออกจากสถานที่อโคจรอย่างอาบอบนวด ด่าเชียร์แขกมาม่าซังกันโฉมงโฉงเฉง ไม่พอใจหมอนวดแย่ห่วยแตก แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นกลับมาใหม่หน้ายิ้มระรื่น กะหลิ่มกะเหลี่ยเดินอารมณ์ดีกระเป๋าตุงเข้ามาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเรื่องเมื่อวานไปเสียฉิบ

.
นี่แหละน้า “อบายมุข” ใครได้ลิ้มลอง มันติดใจหลงไหลทุกวี่ทุกวัน

.
ของแบบนี้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

หมวดหมู่
วันสำคัญ

6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ

ผู้สนับสนุนจาก 20 ประเทศ และ 8 องค์กร หนุน อบจ. เสนอ UN
กำหนดวันที่ 6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ
ร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ผ่าน https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” (the International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression) เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันแสดงถึงการบ่อนทำลายเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาที่ตอนนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในไทยและต่างประเทศ
.
ข้อเสนอมีผู้สนับสนุนเริ่มต้นจากมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ Nathan Law นักกิจกรรมชาวฮ่องกง Mu Sochua แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา และ Jandeil Roperos ประธานสหภาพนักศึกษาแห่งชาติฟิลิปปินส์ รวมถึงองค์กรเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษาในไทย อาทิ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภานิสิตจุฬาฯ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มนักเรียนเลว
.
เนื้อหาในข้อเสนอได้อธิบายถึงความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่พรากชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากโดยรัฐในวันที่ 6 ตุลา ซึ่งเกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงชี้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลานั้นเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นของขบวนการเคลื่อนไหวนักเรียนนักศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการอำนาจนิยมในหลากหลายประเทศ
.
ในปัจจุบัน สถานการณ์การใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนนักศึกษายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไทย รัฐใช้ความรุนแรงและมุ่งดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมที่แสดงออกอย่างสันติ แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพ ก็เพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นและยังคงขัดขวางการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ดังที่เห็นได้จากกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่อนุญาตให้จัดการรำลึกครบรอบ 45 ปีภายในมหาวิทยาลัย ในฮ่องกง มีกรณีที่ที่ทำการของนักศึกษาถูกบุกค้น ไปจนถึงขั้นยุบสหภาพนักศึกษา หรือในเมียนมาร์ที่นักศึกษาจำนวนมากถูกจับและถูกแจ้งข้อที่ต้องจำคุกเป็นเวลายาวนาน
.
เนื่องในโอกาส 45 ปี 6 ตุลา องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอว่า วันที่ 6 ตุลาคมเป็นวันที่เหมาะสมที่สมควรจะถูกสถาปนาเป็น วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาโลก เพื่อรำลึกผู้เสียชีวิตและบรรดาเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในสถาบันการศึกษาทั่วโลกในปัจจุบัน
.
อ่านเนื้อหาของข้อเสนอทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และร่วมลงชื่อผ่าน change.org ได้ที่ https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
ท่านสามารถร่วมแสดงออกผ่าน Social Media ของท่านโดยการชูป้ายที่มีข้อความสนับสนุนข้อเสนอ อาทิ #ProtectStudentsFreedomDay, #ProtectStudentsFreedom, #StopStudentsArrest, International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression หรือข้อความที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นเองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอื่น ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงข้อประเด็นและข้อเรียกร้องดังกล่าวในประเทศและในระดับนานาชาติ
.
[ องค์กรที่ร่วมสนับสนุนแรกเริ่ม ]
.
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะจุฬาฯ
Spring Movement
กลุ่มแสงโดม
พรรคโดมปฏิวัติ
กลุ่มนักเรียนเลว
.
[ รายชื่อผู้สนับสนุนแรกเริ่มจากต่างประเทศ ]
.
1.Nathan Law, Hongkong activist (HongKong)
2.Johnson Yeung (Hong Kong)
3.Perry Link, Professor of University of California (USA)

  1. Jhanisse Vaca Daza (Bolivia)
  2. James Lee Proudfoot (Australia)
    6.Lim Khiam, Taiwan Platform of Democratic Sustainability (Taiwan)
  3. Marc Batac (Philippines)
  4. Sao Khon Cho (Myanmar)
  5. Eero Kivistö (Finland)
  6. Xun-ling Au (UK)
  7. Vanessa Law (Hong Kong)
  8. Hideyuki Shimura (Japan)
  9. Narayan Liu (Sweden)
  10. Jessica Chiu (Norway)
  11. Hong Kong Committee in Norway
  12. Zoya Phan, activist(Burma)
  13. Eraldo Souza dos Santos (Brazil)
  14. Mu Sochua, (Cambodia)
  15. Issa Sarikamis (Turkey)
  16. Evgeniya Chirikova (Russia)
  17. Victoria Arana (Nicaragua)
  18. Befekadu Hailu (Ethiopia)
  19. Hector Ulloa, SAIH – Studentenes og Akademikernes Internasjonale Hjelpefond (Norway)
  20. Jandeil Roperos – President of National Union of Students of the Philippines
  21. Yasmin Ullah (Canada)
  22. Fred Burman (Congo)
  23. Edipcia Dubon (Nicaragua)
  24. Dr Ceri Oeppen (UK)
  25. Milk Tea Alliance – Friends of Myanmar

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
19 ต.ค.64

หมวดหมู่
อาบอบนวด

จุดเริ่มต้นและจุดจบ ของอาบอบนวด ep.1

.
ปิดตำนาน “เจ้าพระยา” อาบอบนวดอันโด่งดังในอดีต ของ “ป๋าวัง” อดีตนายทหารยศพันเอก เจ้าของผู้ล่วงลับ

.
ชายไทยอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ล้วนรู้จักเป็นอย่างดี ว่ากันว่าแกทดสอบเด็กที่สมัครมาเป็นหมอนวดด้วยตัวเองทุกคน

.
คงเพราะเป็นทหารเก่ามาก่อน แกถึงแข็งแรงอย่างกับม้าปานนั้น

.
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ความเป็นมาของอาบอบนวดเกิดขึ้นมาในเมืองไทยได้อย่างไร?

.
ตามมา ผมจะเล่าให้ฟัง

.
ในยุคสมัยสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันเข้ามาเต็มเมืองไทย เพราะมีฐานทัพอากาศอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าอู่ตะเภา ตาคลี อุดรธานี ไว้จอดพักเครื่องบินรบ ที่รอบินไปบอมบ์ถล่มเวียดกง

.
บรรดาทหารเหล่านั้นพอได้พักรบสักเดือนสองเดือน ก็แห่มาเที่ยวใช้ชีวิตในเมืองไทย เสมือนหนึ่งว่าไม่รู้ครั้งหน้าจะไปตายคาสนามรบหรือไม่? จึงจ่ายเงินซื้อความสำราญทุกรูปแบบ

.
บาร์ ไนท์คลับ อโกโก้ ตามวัฒนธรรมฝรั่งมังค่าจึงถือกำเนิดขึ้นมากันมากมายเพื่อต้อนรับทหารฝรั่ง เศรษฐกิจรุ่งเรืองเพราะเงินดอลลาร์ เกิดพัทยา พัฒพงศ์ จนไปถึงถนนเพชรบุรีตัดใหม่

.
มี “เมียเช่า” ที่เรียก เมีย+เช่า เพราะฝรั่งไม่ชอบแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพักได้เดือนสองเดือนรอไปรบ ก็ถือโอกาสหาหญิงไทยกินอยู่หลับนอนอย่างกับผัวเมีย (ชั่วคราว) ไปเลย

.
ต่อมามีหนุ่มเจ้าสำราญจบนอกหัวใส เปิดโรงนวดแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ออนเซ็น” เริ่มแรกแค่แก้ผ้าลงอ่างอาบน้ำแบบญี่ปุ่น โดยมีหมอนวดสาวแต่งองค์ทรงเครื่องสีขาวสะอาดตามาช่วยบริการถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ นวดให้ลูกค้าชาย แต่ไม่ได้ลงแช่ด้วย

.
ที่ผมเล่ามามันเมื่อ 50 ปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2510

.
อาบอบนวดพัฒนาขึ้นหลังทหารฝรั่งกลับ ทิ้งมรดก “วัฒนธรรมเซ็กส์” ไว้ให้คนไทย แล้วก็มีอาบอบนวดเปิดขึ้นตามมามากมายหลายที่เพื่อต้อนรับชายไทยมีสตางค์แทน

.
บรรดา “อาโก” (คนจีนที่ชอบทำโรงแรม เป็น “จีนไหหลำ” คำว่า “อาโก” คือ อาเฮียในภาษาจีนแต้จิ๋วนี่เอง) ที่เคยเปิด “ซ่อง” หนุ่มรุ่นกระทงสมัยนั้นต้องเคยไปโรงแรมย่าน “วิสุทธิกษัตริย์ บางขุนพรหม” เพื่อเรียกเด็ก ก็ยกระดับพัฒนามาเป็นอาบอบนวดกันเป็นทิวแถว

.
สุดยอดยุทธจักร ต้องยกให้ฉายา “มิสเตอร์คลีน” เพราะแกชื่อ “สะอาด” รวยเงียบๆ เพราะเป็นเจ้าของโรงแรมมากมายแถววิสุทธิกษัตริย์ไปยันแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่เรียกกันว่า “โรงแรมเบอร์” เป็นโรงแรมม่านรูด เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก แต่คนรุ่นแก่รู้จักกันดีว่าเอาไว้พาผู้หญิงเข้า พอขับรถเข้าไปก็ปิดม่านทันทีไม่มีใครเห็น

.
ชื่อโรงแรมเป็นตัวเลขหมด เช่น 44, 55, 66 หรือ 99 ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงเรียกมาบริการเรื่องพรรค์อย่างว่ากันทั้งนั้น

.
เมื่ออาบอบนวดเฟื่องฟู ชายไทยรักสนุกไปอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่ง ถนนเพชรบุรีจึงติดลมบนของ “วงจรอบายมุข” ที่แม้ชายใดได้ลิ้มลองเป็นได้ถวิลหามาเยือนกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

.
เพราะอะไรหรือ?

.
ก็เพราะวิวัฒนาการสุดท้ายของอาบอบนวดจากการแช่น้ำอุ่นๆ คลายเมื่อยแล้วมานวดตัว ได้กลับกลายเป็นธุรกิจ “เซ็กส์” เต็มตัว เพราะเหล่าหมอนวดที่มีกฎเหล็กว่า “ห้ามร่วมประเวณีกับแขก” ล้วนฝืนกฎเพราะเจอเสี่ย หรือเหล่าชายหน้ามืดจ่ายเงินให้ต่างหากจากค่านวดอาบน้ำ เป็นปิดเกมด้วยนาบส่งท้าย

.
พอนานๆ เข้า เจ้าของเลยไปรวมเบ็ดเสร็จ ค่าอาบน้ำ + นวด + นาบ ในราคาเดียวเสียเลย และมีการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อไม่ให้แขกเบี้ยวหรือเสียรายได้ เพราะว่าบางคนตกลงราคากันเอง แต่เจ้าของไม่ได้ด้วย ก็เป็นปัญหาตามมาอีก

.
ทีนี้ พัฒนาการของอาบอบนวดที่อยู่คู่ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ โดยสังคมไทยยอมหลับตาลงข้างหนึ่งมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และตั้งกฎหมายที่เรียกว่า “พรบ.สถานบริการ” ออกมาควบคุม ทั้งไนท์คลับ บาร์รำวง ไปจนถึง อาบอบนวด ล้วนต้องมีใบอนุญาตทั้งสิ้น

.
มีสารพัดกฎเกณฑ์ออกมา ไม่ว่า ต้องมีช่องกระจกที่ประตูไว้ดูภายในให้เห็นว่าทำอะไรกันอยู่ หรือประตูห้ามล็อคต้องเปิดได้ตลอด มีระบุจำนวนห้อง รวมทั้งในใบอนุญาตมีระบุจำนวนอ่างไว้ชัดเจน ว่าอนุญาตให้เปิดได้กี่ห้อง กี่อ่าง?

.
แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร? ใครได้ถือหรือมีใบอนุญาตอาบอบนวดมูลค่าใบละหลายสิบล้าน วัดกันที่จำนวนห้องที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ละใบไม่เหมือนกัน ได้มากันอย่างไร? แล้วกฎหมายบังคับใช้ได้ไหม?

.
หรือแม้แต่มีวิธีหลีกเลี่ยงกันยังไง? สารพันวิธีการ “ซูเอี๋ย” (สมยอม) กันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับ หมาต๋า เขาทำกันอย่างไร?

.
ไว้ตอนต่อไปจะเล่าให้ฟัง มันส์สะเด็ดสะเด่าถึงใจพระเดชพระคุณครับ

.
เพราะผมใช้ทุกวิถีทางเหมือนกัน ถึงรู้ช่องทางเป็นอย่างดี

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ประสบการณ์กู้เรียนจากนักเรียนไทยในอเมริกา

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

*หมายเหตุ : บทความมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของนักเรียนไทยคนนึงที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เขียนส่งมาให้ Thai Rights Now อาจจะไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกหัวข้อ ตามข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปของแต่ละมหาวิทยาลัยและรัฐ

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวนิดนึงนะ ชื่อพีเรียนอยู่ระดับมหาลัยในสหรัฐอเมริกาและอย่างที่หลายๆคนรู้คือค่าเทอมของอเมริกาแพงมากกกกก

ยกตัวอย่าง มหาลัยรัฐในแต่ละรัฐจะมีค่าเทอมอยู่ที่ 14k-16k ต่อปี แต่ถ้าคุณย้ายมาจากอีกรัฐนึง ค่าเทอมอาจจะเพิ่มเป็นสองเท่าตัว และถ้าคุณเป็นนักเรียนจากต่างประเทศ ค่าเทอมอาจจะแพงมากขึ้นไปอีก

แล้วคราวนี้ถ้าเงินไม่พอจะทำไง?

ในหลายๆรัฐจะให้เด็กที่เตรียมเข้ามหาวิทยาลัยทำ FAFSA หรือย่อมาจาก Free Application For Student Aid หรือง่ายๆก็คือใบกรอกข้อมูลภาษีที่ผู้ปกครองเราจ่ายต่อปีค่ะ รวมถึงข้อมูลต่างๆเช่นทรัพย์สินและรายได้ของผู้ปกครองเรา

FAFSA จะดูรายได้ของพ่อแม่เรา ภาษีที่เราเสีย และจำนวนคนภายในครอบครัว เพื่อที่จะดูความสามารถในการจ่ายค่าเทอมของเราค่ะ

EFC หรือ Expected Family Contribution คือจำนวนเงินที่รัฐบาลคิดว่าเรามีกำลังในการจ่าย อีกนัยนึง ถ้าเลข EFC เยอะก็จะได้เงินช่วยน้อย ถ้าเลข EFC น้อย ก็จะได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะ

ใครสามารถทำได้บ้าง?

แน่นอนค่ะว่า citizen ของที่นี่สามารถ apply FAFSA ได้ แต่คนที่ถือใบเขียวเองก็สามารถ apply ได้เช่นกัน และจริงๆก็มีคนที่ไม่สามารถ apply ได้เหมือนกันนะคะ ตอนนี้เด็กนักเรียนข้ามเพศยังไม่สามารถ apply FAFSA ได้เนื่องจากเพศปัจจุบันและเพศกำเนิดจะไม่สอดคล้องกัน เด็กที่ undocumented ก็ไม่สามารถสมัคร FAFSA ได้เช่นกันค่ะ

แล้วในกรณีของพีล่ะ?

กรณีของเรา เรามีใบเขียวค่ะ สามารถสมัคร FAFSA ได้ และได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะพอสมควรค่ะ พ่อแม่เราอยู่ไทยแต่ตัวเราอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นก็กรอกข้อมูลของแม่ใน FAFSA ไปค่ะ ส่วนเรื่องรายได้/ภาษีที่จ่าย ก็กรอกเป็นค่าเงินดอลล่าร์ที่เปลี่ยนจากเงินบาทอีกทีค่ะ

ถึงตรงนี้ต้องมีคนถามแน่เลยว่าได้ด้วยหรอ 5555

ได้ค่ะ ทำมาแล้ว ได้เงินเรียบร้อยแล้วด้วย

ถึงจะได้เงินช่วยจากรัฐ แต่ก็ไม่พอค่าเทอมอยู่ดีค่ะ เลยต้องกู้เอา คราวนี้รัฐบาลเมกาอยากให้เด็กกู้อยู่แล้วค่ะ เป็นความประสาทแดกของที่นี่5555 คนที่ได้ EFC เยอะก็จะสามารถกู้จากรัฐบาลได้แค่ตัวเดียวคือ unsubsidized

คราวนี้รัฐบาลมีให้กู้สองตัวคือ subsidized vs unsubsidized
Subsidized = รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยแทนเรา
Unsubsidized = เราต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเอง

ในกรณีของเรา เพราะค่าเงินที่ไทยมันน้อยมาก เราเลยสามารถกู้ของ subsidized มาด้วยได้ (แต่ก็ต้องกู้ unsubsidized ด้วยเพราะก็ยังไม่พอค่าเทอมอยู่ดี55555)

แล้วสรุปพีได้เงินช่วยเท่าไหร่

เบ็ดเสร็จได้เงินช่วยมาทั้งหมด 10k ค่ะ จากตัวรัฐบาลด้วยและตัวมหาลัยด้วย เอาง่ายๆคือEFC ใน FAFSA น้อยก็จะได้เงินช่วยเยอะ ซึ่งเราก็ได้เงินช่วยเยอะมากๆค่ะ แต่นั่นแหละไม่พอ55555 ต้องกู้เพิ่มเอาอีก

กู้เยอะขนาดนี้จ่ายไหวหรอ?

ถ้าพูดตามตรงถ้ากลับไปเรียนที่ไทยคงไม่ต้องกู้เยอะขนาดนี้ค่ะ คงไม่ต้องดิ้นรนอะไรหลายๆอย่างในการเลี้ยงดูตัวเองด้วย แถมได้เจอหน้าเพื่อนๆพ่อแม่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันที่นี่ด้วย แต่บอกตรงๆว่าไม่เห็นอนาคตของตัวเองในประเทศไทยค่ะ ไม่อยากจบมาแล้วเงินเดือน 25,000 กับค่าครองชีพที่แพงสลัดในกรุงเทพ ไม่อยากจบมาแล้วต้องมากังวลความปลอดภัย ว่าโทรหาตำรวจจะติดมั้ย เค้าจะช่วยเราได้มั้ย กลับไปเดินเยาวราชแล้วอินแบบเดิมไม่ได้แล้วค่ะ อาหารอร่อยแต่ทางเท้ามีแต่นํ้าขยะเปรอะรองเท้าก็ไม่เอา รัฐบาลไม่เคยมีเงินเยียวยาพอที่จะช่วยอะไรใครได้ ต้องมานั่งกังวลว่า passive income จะพอที่จะดูแลคนในครอบครัวได้มั้ย

กู้มาเยอะมากจริงๆ เยอะจนไม่อยากบอกว่าเท่าไหร่ ท้อ55555

แต่ถ้าให้กู้แล้วทำงานต่อที่นี่ มั่นใจว่ามีอนาคตที่ดีกว่าเรียนจบที่ไทยค่ะ ไม่ได้ชอบการศึกษาของที่นี่ขนาดนั้น คิดว่าระบบการศึกษาของเมกาก็ควรได้รับการปฏิรูปเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าต้องไปเรียนที่ไทยอีก อกแตกตายแน่ค่ะ ไม่ก็ไปม็อบแล้วไม่ได้กลับบ้าน อาจจะโดนจับขัง สุดท้ายก็อยากอยู่ในประเทศที่เรามั่นใจว่ามีความปลอดภัยอะค่ะ ว่าเรามีสิทธิมีเสียงในการพูดแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ประเทศที่คนหลายคนยังมองเห็นความสำคัญของตระกูลๆนึง มากกว่าครอบครัวอีกเป็นหมื่นที่อาจจะสูญเสียอะไรหลายๆอย่างไป

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับเด็กไทยที่อยู่อเมริกาที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ส่วนเด็กไทยที่ยังเรียนอยู่ที่ไทย เราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกเรื่องเลยค่ะ อยากบอกว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน แต่เข้าใจดีเหลือเกินว่าหลายๆคนไม่มี safety net ไว้รองรับ เด็กหลายๆคนเลยไม่ไหวไม่ได้ ถ้าต้องสู้ ก็ขอให้หนทางของคุณไม่ลำบากจนเกินไปนะคะ

แล้ววันนึง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

บันทึกเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งสวีเดนกรุงเทพฯแดนโลกีย์.. โสเภณี, บ่อน, ฝิ่น

ย้อนกลับไปในร.​ 6​ มีพระราชดำริ
ในการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมโภชเป็นครั้งที่ 2
อย่างเช่นที่พระปฐมบรมราชวงศ์
และพระบรมชนกนาถได้ทรงเคยกระทำมา
โดยงานพระราชพิธีจัดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม พุทธศักราช 2454
ในครั้งนั้นได้เชิญพระราชอาคันตุกะรวม 14 ประเทศเข้าร่วมงานพระราชพิธีซึ่งมีทั้งที่เป็นพระราชวงศ์ เอกอัครราชทูตพิเศษ และอัครราชทูตพิเศษ

บรรดาพระราชอาคันตุกะ
โดยเฉพาะในฝ่ายพระราชวงศ์นั้น
มีเจ้าชายวิลเลียมแห่งสวีเดน (H.R.H. Prince William of Sweden)
ในครั้งนั้นได้ทรงบันทึก
เรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ
ในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
คือกัมพูชาและพม่า โดยใช้ชื่อหนังสือ
ว่า In The Land of The Sun : Notes and Memories of a Tour in The East
ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการแปล
และเรียบเรียงในส่วนของเมืองไทย
และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือชื่อ
“ดินแดนแห่งแสงตะวัน”

เจ้าชายวิลเลียมเสด็จพระราชดำเนิน
โดยเรือเดินสมุทร เอส.เอส. ไคลสท์ (The S.S. Kleist) จากเมืองท่าเจนัว
ใช้เวลา 3 สัปดาห์ถึงกรุงเทพมหานคร
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน จากนั้นได้เสด็จ
เข้าประทับที่พระราชวังสราญรมย์
ซึ่งทางราชการจัดถวาย
และได้ทรงเข้าร่วมตลอดงานพระราชพิธี
ในบันทึกของพระ องค์กล่าวถึง
ความประทับใจไว้ดังนี้..

“สำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระราชพิธี
บรมราชาภิเษกของข้าพเจ้า
คงต้องจบลงตรงนี้
อาจสรุปได้โดยไม่เกินความเป็นจริงว่า
ทุกพิธีเฉลิมฉลองของโบราณแต่ดั้งเดิมนั้น
เป็นของแท้และมีความเป็นเลิศ
ไม่มีใครเทียบเท่า
คาดว่าความอลังการที่คู่ควร
พระอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราษฎรกว่า 6 ล้าน 5 แสนคน
และอากาศร้อนจัด
คงก่อให้เกิดความรู้สึกอันอบอุ่น
แก่ทั้งประชาชนและประเทศชาติได้
ท้ายที่สุดนี้ข้าพเจ้ามิอาจละเลย
ที่จะขอกล่าวคำสรรเสริญจากใจจริง
ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
กับการดำเนินการอย่างยอดเยี่ยม
ต่อทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเตรียมงาน
อย่างซับซ้อนและมากขั้นตอน
รวมทั้งระเบียบปฏิบัติเป็นแบบอย่าง
ที่ดีอย่างแท้จริง
ซึ่งเป็นวิธีดำเนินงานที่ปรากฏ
ให้เห็นอย่างเด่นชัด
มาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จพระราชพิธี”

เมื่อล่วงพ้นพระราชภารกิจที่สำคัญนี้
ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม
สถานที่ซึ่งแสดงถึงความเป็นมา
ของบ้านเมืองอย่างกรุงศรีอยุธยา
เหมือนกับพระราชอาคันตุกะพระองค์อื่น
แต่จากบันทึกดังกล่าวทำ ให้ทราบว่า
ทรงโปรดปรานการท่องเที่ยวและผจญภัย
เช่น การล่าสัตว์ โดยได้ทรงล่าเสือ
ในเขตอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และล่าควายป่าบริเวณท้องทุ่ง
ในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ในปัจจุบัน และแม้จะเสร็จสิ้น
พระราชภารกิจในเมืองไทย
ก็มิได้เสด็จกลับสวีเดนในทันที
แต่ได้เสด็จต่อไปยังพม่าและกัมพูชาอีกด้วย

ด้วยพระอุปนิสัยดังกล่าว
ทำให้ระหว่างประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ได้เสด็จไปเยี่ยมชม
สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ
หลายแห่งทั้งที่เป็นวัดวาอาราม
อย่างชาวตะวันตกรายอื่น
และย่านที่อยู่อาศัยของชาวจีน
ในบริเวณสำเพ็ง
แต่สิ่งที่ทรงแตกต่างออกไป
คือการที่ทรงตระหนักถึงความไม่ดี
ของทุกเมืองในโลกหรือที่ทรงเรียกว่า “ด้านมืด”
และทรงปรารถนาที่จะรับรู้
ดังข้อความจากบันทึกตอนหนึ่งว่า

“ในเรื่องความเป็นเมืองในอุดมคติ กรุงเทพฯ ก็เป็นเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทุกเมืองที่จะต้องมีด้านมืด ซึ่งก็คงจะไม่ถูกต้องที่จะเหมารวมว่าเป็นเช่นนั้นไปเสียทุกเรื่อง และก็อย่างที่ข้าพเจ้าพยายามยึดถือเหตุผลอยู่เสมอว่าก่อนที่เราจะรู้จักกับสิ่งใด เราก็ควรที่จะได้รู้จักกับด้านดีและด้านเลวของสิ่งนั้นเสียก่อน บ่ายวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงได้ออกไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ดีไม่งามต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร”

เจ้าชายวิลเลียมทรงทราบข้อมูล
และได้รับการเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชม
จากหัวหน้าตำรวจชาวอังกฤษในกรุงเทพฯ
ที่โดยสารมาพร้อมกันในเรือไคลสท์
ระหว่างเสด็จมาร่วมงานพระราชพิธี
และสิ่งที่เป็น “ด้านมืด” จากคำบอกเล่า
ของหัวหน้าตำรวจนายนี้คือเรื่องฝิ่นและการพนัน

ตลาดขนาดใหญ่ของการค้าฝิ่นอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะฝิ่นสัมพันธ์กับตลาดแรงงานโดยเฉพาะแรงงานชาวจีนที่ตอบสนองต่อการเติบโต
ของเศรษฐกิจการค้าข้าว
ซึ่งมีแหล่งปลูกข้าวในที่
ราบลุ่มเจ้าพระยารอบเขตกรุงเทพฯ
พร้อมกับการตั้งโรงสีขึ้นมารองรับ
สิ่งที่ตามมาคือการใช้แรงงานกุลีในโรงสี
ที่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุง เทพฯ
โรงสีขนาดใหญ่จะมีกุลีประมาณ 200 คน
ส่วนโรงสีขนาดเล็กประมาณ 100 คน
จึงมีความต้องการฝิ่นเพราะช่วยกระตุ้น
ให้เกิดกำลังและสามารถทำงานหนักได้
ซึ่งเป็นกำลังซื้อที่สำคัญจนสามารถ
ทำให้เจ้าภาษีฝิ่นขาดทุนหรือกำไรได้ทีเดียว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงแรงงานชาวจีน
ในกิจการค้าขนาดย่อยและกรรมกรรับจ้างอื่นๆ

ความต้องการฝิ่นที่มีอย่างมาก
มีผลทำให้การเก็บภาษีฝิ่น
เป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐ
เห็นได้จากปริมาณภาษีชนิดนี้
ที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงปี พ.ศ. 2439-41 จำนวน 1,099,200 บาท
ปี พ.ศ. 2442-44 จำนวน 1,920,000 บาท
และปี พ.ศ. 2445-47 จำนวนถึง 3,071,200 บาท

สำหรับการพนัน หรือโรงบ่อนเบี้ย
ทางรัฐบาลได้มีการส่งเสริมกิจการนี้
นับตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5
ภายหลังจากที่ประสบปัญหา
ขาดแคลนรายได้เพื่อใช้ในการปรับปรุงประเทศ
ในด้านต่างๆ ให้มีความทันสมัย
ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2430
มีการให้สัมปทานบ่อนเบี้ยมากขึ้น
ทำให้มีบ่อนเบี้ยถึง 413 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
อีกทั้งรัฐให้การช่วยเหลือ
ในด้านนโยบายด้วยการออกกฎหมาย
ห้ามราษฎรเล่นการพนันชนิดอื่นภายนอกบ่อนเบี้ย

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2430-60
รัฐบาลเข้ามาควบคุมกิจการนี้มากขึ้น
เพื่อให้การเก็บรายได้มีความรัดกุม
จึงมีการลดจำนวนบ่อนเบี้ยลง
ทำให้อากรบ่อนเบี้ยเพิ่มขึ้น
จาก 2,777,100 บาท ในปี พ.ศ. 2438
เป็น 5,732,517 บาท ในปี พ.ศ. 2448
ขณะเดียวกันก็ได้มีมาตรการส่งเสริม
ให้คนเข้าใช้บริการมากขึ้น
ได้แก่ การย้ายที่ตั้งโรงบ่อน
จากถนนใหญ่เข้าสู่ชุมชนในตรอกซอกซอย
และสร้างบ่อนเบี้ยให้มีขนาดใหญ่
การเพิ่มเวลาเปิด-ปิดโรงบ่อน
พร้อมทั้งลดอัตราค่าบริการให้ถูกลง
รวมไปถึงการให้ความปลอดภัย
แก่ผู้ใช้บริการด้วยการจัดพลตระเวน
เข้าไปดูแล ประกอบกับกลยุทธ์
ของโรงบ่อนในการดึงดูดลูกค้า
ด้วยการใช้มหรสพประเภทต่างๆ
ทำให้โรงบ่อนกลายเป็นศูนย์กลาง
แห่งความบันเทิงและการพนัน
นานาชนิดของชุมชน

การเดินทางเพื่อสัมผัส “ด้านมืด” ของกรุงเทพฯ
เริ่มต้นในตอนบ่ายคล้อยของวันหนึ่ง
โดยใช้รถลากเป็นพาหนะ
เจ้าชายวิลเลียมเสด็จ
พร้อมกับหัวหน้าตำรวจนายหนึ่ง
ซึ่งมีปืนพกมาด้วย
การท่องเที่ยวครั้งนี้ทรงถึงกับบันทึกไว้ว่า..

“…เป็นการเที่ยวชมที่คงไม่เคยมีนักท่องเที่ยวคนใด
ทำมาก่อนอย่างแน่นอน”

รถลากได้พาพระองค์
ลัดเลี้ยวเข้าสู่ตรอกซอกซอยเล็กๆ
ที่แทบปราศจากผู้คน
ขณะที่บรรยากาศดูลึกลับมากขึ้นเรื่อยๆ
พระองค์ได้เริ่มรับรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว
ดังข้อความจากบันทึกว่า

“…เมื่อเราผ่านถนนอันกว้างขวางนั้นมาแล้วเราก็จะเข้าสู่ทางแคบๆ เป็นซอกซอยคดเคี้ยว เป็นย่านที่มีคนอยู่อย่างบางตา มีโคมไฟกระดาษแขวนประดับอยู่หน้าประตูตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ซึ่งนี่ก็คือ ‘ด้านมืด’ ของกรุงเทพฯ…”

เมื่อเจ้าชายวิลเลียมเสด็จถึงโรงยาฝิ่น
ทรงบรรยายถึงสภาพที่สัมผัสได้ในครั้งแรกว่า

“…ตลอดทางเดินแคบๆ ที่ผ่านเข้าไปนั้นเป็นช่องทางที่เพดานต่ำจนข้าพเจ้าต้องก้มตัว จากนั้นเราจึงเข้ามาถึงโรงยาที่มีแสงไฟสลัวมัวซัว ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับบรรยากาศหวานเอียนๆ ชวนให้สำลัก ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยควันสีน้ำเงินจางๆ ซึ่งในตอนแรกนั้นมันบดบังสายตาของข้าพเจ้า จากนั้นสายตาของข้าพเจ้าจึงคุ้นกับความมืดมากขึ้นเรื่อยๆ…”

และการที่มีหัวหน้าตำรวจติดตามมาด้วย
ทำให้การชมบรรยากาศในสถานที่แห่งนี้ง่ายขึ้น ชายชาวจีนเจ้าของโรงยา
นำนักท่องเที่ยวคณะนี้
มายังห้องของลูกค้าซึ่งบรรยากาศ
แย่ยิ่งกว่าตอนแรก ซึ่งมีสภาพดังนี้

“บรรยากาศในห้องนี้ดูราวกับว่าชวนให้เกิดอาการสำลักและหายใจไม่ออกมากขึ้นกว่าเดิม บนเตียงไม้เตี้ยๆ ตามแนวกำแพงมีชายชาวสยามเปลือยกายท่อนบนนอนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างกำลังดื่มด่ำอยู่กับพิษของฝิ่นซึ่งกำลังออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ ตรงหน้าแต่ละคนมีตะเกียงเล็กๆ วางอยู่ซึ่งเป็นอุปกรณ์ใช้ในการเตรียมยาเสพติดนั้น ฝิ่นจำนวนพอเหมาะถูกนำมาวางบนปลายเข็มและนำไปลนไฟจนกระทั่งมันอ่อนตัวกลายเป็นเมือกขนาดกำลังดี นิ้วมืออันสั่นเทาได้หยิบเอาเม็ดสีดำเล็กๆ นั้นวางให้ตรงที่ได้อย่างยากเย็น นานทีเดียวกว่าพวกเขาจะหยิบมันใส่ไว้ในกล้องยาได้ ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะเป็นวิธีการที่จะทำให้ซึมซาบรสชาติในการเสพฝิ่นจำนวนนั้นให้ออกฤทธิ์ไปได้อย่างช้าๆ

สำหรับคนที่เป็นเจ้าทาสของเจ้าภาษีฝิ่นนั้น
วิธีการเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นเป็นอิสระได้
ก็คือความตาย
เขาจะเริ่มต้นด้วยการดูดกล้องเดียวทีละน้อยๆ
ก่อนในไม่ช้าก็จะเริ่มต้นดูดเพิ่มอีกกล้องหนึ่ง
และก่อนที่ชายเคราะห์ร้าย
จะได้ทันรู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไปนั้น
เขาก็ได้ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวทั้งวัน
ในสภาพที่สะลึมสะลือไม่รู้สึกรู้สมไปเสียแล้ว
เฝ้าแต่สูดควันกลิ่นฉุยจากกล้องหนึ่ง
ไปอีกกล้องหนึ่ง
บางโอกาสก็ตกอยู่ในอาการสัปหงก
ตกอยู่ในอาการประสาทหลอนขั้นลึก
เห็นอะไรก็ขำไปเสียหมด
ทั้งยังมีอาการเพ้อฝันด้วย”

ความน่าสังเวชของผู้ติดฝิ่น
และบรรยากาศที่แวดล้อม
แม้จะเป็นโรงยาฝิ่น “ชั้นดี” ของกรุงเทพฯ
ในจำนวนนับร้อยแห่งตามที่ทรงทราบมา
ก็ทำให้พระ องค์ถึงกับบรรยายว่า

“…ข้าพเจ้าจากสถานที่แห่งนั้นมาด้วยอาการขยะแขยงและดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมานั่งอยู่ในรถลากอีกครั้ง…สำหรับข้าพเจ้านั้นแห่งเดียวก็เกินพอแล้ว…”

หลังจากนั้นได้เสด็จยังโรงบ่อนเบี้ยซึ่งมีบรรยา
กาศที่แตกต่างออกไปดังนี้ “

…บรรยากาศที่นี่คึกคักและเร้าใจ ที่ตรงทางเข้าแคบๆ นั้นชาวจีนและชาวสยามต่างเบียดเสียดไหล่เกยกันดูสับสนปนเปละลานตา บางคนกำลังจะกลับ บางคนก็เพิ่งจะมาถึง แต่ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุดนั้นก็คือส่วนใหญ่คือคนที่เพิ่งจะมาถึง และต่างก็รีบลุกลี้ลุกลนจนทำให้เดินชนกันอย่างรุนแรงในทางเดินแคบๆ นั้น…”

“ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด”
ข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม

โรงบ่อนเบี้ยที่ได้พบเป็นห้องโถงขนาดใหญ่
มุงด้วยสังกะสี
ภายในใช้ไม้ตีตารางกั้นแทนผนัง
มีตะเกียงน้ำมันพอให้แสงสว่าง
บรรดาลูกค้านั่งเล่นพนันอยู่บนพื้น
โดยมีเสื่อขาดๆ รองรับ
ความแปลกแยกจากลูกค้าปกติ
ทำให้ความบันเทิงที่กำลังดำเนินอยู่
ต้องสะดุดลงชั่วคราว

“…เสียงฮือฮาเอะอะได้เงียบลงชั่วขณะ
ตอนที่เราได้เดินเข้ามา
ทุกคนในนั้นต่างเหลียวมาจ้องดูชายผิวขาว
ที่ได้เสี่ยงภัยล่วงล้ำเข้ามายังสถานที่หย่อนใจ
ที่ให้สิทธิ์เฉพาะชนชาวผิวเหลืองเท่านั้น
แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็หันกลับมาเล่นพนัน
กันอย่างเต็มเหนี่ยวอีกครั้ง…”

ผู้มาเยือนได้อธิบายถึงวิธีเล่นพนันที่นิยมกันคือ
เจ้ามือจะนำเบี้ยหอยออกมากองทีละ 4
โดยที่ครั้งสุดท้ายจะเป็นการตัดสิน
ถ้าเหลือเบี้ยหอยอยู่ 1 เบี้ย
ผู้แทงหมายเลข 1 จะเป็นผู้ชนะ
ถ้ามีหอย 2 เบี้ย หมายเลข 2 ก็ชนะ
ซึ่งมีเลขเพียง 4 ตัวให้เลือกพนัน
หากทายถูกจะได้รับเงินมากถึง 3 เท่า
ของเงินที่เดิมพัน
การพนันแบบนี้เรียกว่าเล่นถั่ว
ซึ่งชาวจีนนำเข้ามาแพร่หลาย
ในตอนปลายสมัยอยุธยา
และภายในโรงบ่อนยังมีนักพนัน
กำลังนั่งล้อมวงเล่นพนันอีกประเภทหนึ่ง
โดยบนเสื่อของนักพนัน
จะวาดรูปกากบาทอันใหญ่
เจ้ามือจะใช้ไม้ทำเครื่องหมาย
กากบาทไว้ในกรอบโลหะสี่เหลี่ยม
และวางเครื่องหมายนั้นตรงกลางเสื่อ
แล้วจึงปั่นเบี้ย
เมื่อเปิดฝาออกใครที่แทงจำนวนเบี้ย
ในช่องกากบาทตรงกับเบี้ยที่ออกมา
ก็จะเป็นผู้ชนะ
การพนันชนิดนี้เรียกว่าโปกำ
ซึ่งเป็นการพนันที่ถูกดัดแปลงจากการเล่นถั่ว
และโปปั่นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ
ของผู้เล่นชาวไทย

ภาพชีวิตของนักพนันที่ดำเนินไป

“การนับเป็นไปอย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำ
สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองเขม็ง
ไปที่หอยตัวขาวๆ เหล่านั้น
บางทีชีวิตของเขาหรือคนอื่นๆ
อาจจะขึ้นอยู่กับหอยกองนั้นก็เป็นได้
และแล้วการนับก็สิ้นสุด หมายเลข 3 ชนะ
เหรียญเงินถูกเขย่าขลุกขลิกอยู่ข้างใต้
ไม้คราดอันยาวของเจ้ามือ
และทำการแบ่งแจกจ่าย
ให้เหล่าผู้ชนะที่โชคดี
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เพราะเจ้ามือเกิดเงินหมดขึ้นมา
จึงเกิดเสียงเอะอะเอ็ดตะโร
เสียงตะโกน เสียงสบถดังระงม

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์
ดูเหมือนจะเรียบร้อยลงไปได้โดยง่าย
หลังจากที่มีการเจรจากัน
ถุงขนาดใหญ่จึงได้ถูกล้วงขึ้นมาจากใต้โต๊ะ
เสียงเหรียญดังกรุ๋งกริ๋งอยู่ในภาชนะ
ซึ่งกลิ้งข้ามพื้นโต๊ะสีเขียว
ส่งไปให้กับกลุ่มตนที่แทงหมายเลข 3
จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเช่นนี้ เจ้ามือเป็นชายชาวจีนร่างเล็ก
มีดวงตายิบหยีหางตาชี้
เขาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง
จากการคด โกงได้อย่างสะดวกสบายที่สุด
โดยการทำให้เงินทองเหล่านั้นหายวับไป
อยู่ตามซอกพับของเสื้อสกปรก
ที่เขาใส่อยู่ได้อย่างรวดเร็ว
แล้วเกมพนันก็ดำเนินต่อไป
ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น”

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม “ด้านมืด”
ของกรุงเทพฯ ของเจ้าชายวิลเลียม
อาจไม่ได้ทำให้สังคมไทยขณะนั้น
ตระหนักถึงพิษภัยร้ายแรงแต่อย่างใด

ยาเสพติดชนิดอื่นระบาดอย่างหนัก
ทั้งเฮโรอีนและยาบ้าในเวลาต่อมา
และในส่วนของนักพนัน
เมื่อรัฐบาลประกาศให้การพนัน
ชนิดที่เล่นในโรงบ่อนเบี้ยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ก็ทำให้กิจการนี้ต้องยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2460
ส่งผลให้การเล่นไพ่เป็นที่นิยมมากขึ้น
หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่การขายหวยใต้ดิน
ได้ถูกยกระดับขึ้นมาไว้บนดินอย่างสง่างาม
ทำให้หวยกลายเป็นการพนันแห่งชาติไปแล้ว ปรากฏการณ์คลั่งหวยของประชาชน
ทุกงวดวันที่ 1และ 16 ของเดือน
และการจับบ่อนการพนันขนาดใหญ่
รวมถึงการเล่นพนันบอลโลกแต่ละครั้ง
ซึ่งอาจตรงกับข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม
ในเรื่องดังกล่าวว่า..

“…ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักการพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเขาก็ได้รับโอกาสและมีช่องทาง ที่จะเล่นการพนันได้อย่างสบายอกสบายใจเสียด้วย…”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

บทสนทนาระหว่าง “ปรีดี” กับ “ขรรค์ชัย” ว่าด้วยพลังเก่า-พลังใหม่ในสังคม


.
พุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2517 ระหว่างเวลา 09.00-10.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น
.
“ปรีดี พนมยงค์” อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส ได้ให้สัมภาษณ์กับ “ขรรค์ชัย บุนปาน” ณ บ้านพัก ชานกรุงปารีส
.
ต่อมาบทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับประจำวันที่ 13 ตุลาคม ปีเดียวกัน
.
นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนาระหว่าง “ปรีดี” กับ “ขรรค์ชัย”
.
อาจารย์คงทราบแล้วว่า ขณะนี้เมืองไทยกำลังขัดแย้งกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ในทัศนะของอาจารย์ ทางออกที่ถูกที่ควร คิดว่าน่าจะเป็นอย่างไร?
.
เรื่องนี้อยู่ที่ว่าฝ่ายหนึ่งต้องการประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการรั้งไว้ ทางออกที่สมควรอยู่ที่ว่าคำเรียกร้องของนิสิต, นักศึกษา และเยาวชน ซึ่งมีราษฎรจำนวนไม่น้อยสนับสนุน เป็นคำเรียกร้องที่ชอบและตรงกับที่คุณสัญญา (ธรรมศักดิ์) รับปากไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เราต้องวินิจฉัยในแง่นี้
.
ฝ่ายที่เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติในเวลานี้ได้ปฏิบัติไปตามความคิดเห็นของตัวเอง หรือว่าตามคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษานักเรียนที่เขาได้เสียสละชีวิต พลังกาย ความเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเขาก็ได้รับความสนับสนุนจากราษฎรเมื่อครั้งที่เขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา
.
นี่แหละครับปัญหา มันก็ได้เข้าไปสู่ความขัดแย้ง
.
การที่นิสิตนักศึกษาเขาเรียกร้อง 4 ข้อด้วยกัน คือ หนึ่ง อายุ 18 ปี สอง อายุ 23 ปี สาม สภาเดียว และสี่ เรื่องทหารต่างชาติ ก็ผมเห็นว่าการเรียกร้องของเขามิได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม มันได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 14 ตุลาคมแล้ว แล้วก็ถ้าเราพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ทั้ง 4 ข้อนี้มันเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้
.
ที่ผมได้ฟังมาว่า การที่เรียกมา 4 ข้อ จะให้ 2 หรือ 3 ข้อนั้น ผมก็นึกว่า เอ๊ะ มันเป็นวิธีเจรจาที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของเขากระมัง เพราะสิ่งที่นักเรียน, นิสิต, นักศึกษา เขาต้องการ ก็คือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คืออย่างน้อยก็สมบูรณ์ในทางการเมือง แม้ว่าจะไม่ถึงกับจะสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ
.
ประชาธิปไตยทางการเมืองที่สมบูรณ์แล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่จะดลบันดาลให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน
.
ถ้าเราจะพิจารณาแต่ละข้อ เช่น เรื่องอายุผู้มีสิทธิออกเสียง 18 ปี และผู้มีสิทธิ์สมัคร 23 ปี และอื่นๆ ไม่พิจารณาให้เขา ทีนี้เขาไปเลือกตั้งจริง แต่สิ่งอื่นที่เขาต้องการไม่ให้เขาคือเรื่องสภาเดียว หรือสองสภาที่สมาชิกทั้งสองสภาต้องได้รับเลือกตั้งจากราษฎร นี่มันเป็นอย่างนี้
.
แม้เมื่อเขาได้มีสิทธิออกเสียงและมีพวกอายุ 23 ปี ได้เข้ามา แต่ระบบการเมืองยังให้มีพวกวุฒิสมาชิก ได้รับแต่งตั้งหรือแม้ว่าได้รับเลือกตั้งจริง แต่ยังมาจากการเลือกตั้งของสภาผู้แทนฯ แต่ว่าบัญชีของผู้จะได้รับเลือกตั้งนี้ ก็องคมนตรีเป็นผู้ทำขึ้นมา 300 คน เลือก 100 คน ทีนี้เราก็พิจารณาได้ว่า สภาผู้แทนฯ ต้องถูกจำกัดให้เลือกได้แค่จาก 300 คน และเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ปิดบัง สมาชิกสมัชชาแห่งชาตินี่เราก็รู้

มันไม่ใช่เรื่องลับ ในพวกนักเรียนนอกก็รู้ว่าใครเป็นผู้ทำบัญชี กี่คนด้วยกัน คุณรู้ดีกว่าผม ก็เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็เห็นได้ว่า หลักการมันไม่ใช่ประชาธิปไตย
.
การที่ว่าจะให้เพียงแต่ว่าคนรุ่นหนุ่มอายุ 18 ออกเสียงได้ แต่คนรุ่น 23 สมัครได้ แต่ยังมีอันอื่นค้ำคออยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นำมาพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ผมจึงเห็นว่าเรื่องอายุของเขานั้น เราจะพิจารณาแยกกัน (ไม่ได้) กับเรื่องสภาเดียวโดยสมาชิกเลือกตั้งจากราษฎร หรือจะให้มีวุฒิสมาชิกก็ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเปิดเผยสุจริต ไม่ใช่มาจากบัญชีอย่างนั้น
.
แต่นักศึกษาเหตุใดเล่าที่เขาต้องการสภาเดียว ผมได้แสดงไว้ในหนังสือพิทักษ์เจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม ไว้แล้วว่า นักศึกษาเขาได้เตรียมร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อนวันที่ 14 ตุลาคม ว่าเขาต้องการสภาเดียว
.
นี่มันเป็นความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้
.
และทำไมเขาถึงได้ต้องการสภาเดียวเล่า อันนี้ผมว่าของเขาก็มีเหตุผล
.
สมัยผมนั้นเมื่อครั้ง 27 มิถุนายน 2475 ก็มีสภาเดียว ฉบับ 10 ธันวาคม 2479 ก็มีสภาเดียว แต่มาฉบับ 2489 ก็มี 2 สภา โดยให้วุฒิสมาชิกได้รับเลือกตั้งจากราษฎร แต่ก็ไม่ได้คงทนถาวรเป็นเพียงเฉพาะกาลไว้แค่ 3 ปีเท่านั้น แต่ว่าเหตุการณ์เราก็เห็นอยู่แล้วว่าประเทศที่เคยมี 2 สภา ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสภาเดียว เหตุการณ์มันได้เปลี่ยนแปลงไป
.
และอีกอันหนึ่งผมว่าเราเถียงได้ในทางนิตินัย แล้วก็ตามชื่อ วุฒิสมาชิกก็คือผู้อาวุโส ในปี 2489 เราก็เรียกซีเนทว่า “พฤฒิสภา” ทีหลังก็เปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา ตามนัยก็หมายความซีเนทว่าสูงอายุ หมายความว่ากำหนดผู้สูงอายุ เช่นว่า 30 ปีอย่างอเมริกา หรือ 40 ปีอย่างฝรั่งเศส แต่ว่าสามารถกำหนดอายุผู้สมัครขั้นต่ำได้ หาได้กำหนดขั้นสูง เช่นเดียวกันกับสภาผู้แทน เพียงแต่กำหนดอายุขั้นต่ำ
.
ขอให้คุณได้ไปดูการปฏิบัติของสภาสูงทั่วโลกและขอให้ไปดูสภาล่างแบบอังกฤษที่เขาเป็นแม่บท อย่างเช่น (วินสตัน) เชอร์ชิล นั่นเขาเป็นชั้นปู่เขาก็อยู่สภาล่าง สภานี่มันมีทั้งหนุ่มทั้งแก่ปนกัน เพราะฉะนั้น คนแก่หน่อยก็ช่วยเหนี่ยวรั้ง มันเป็นไปในตัว
.
การจะมาแก้ว่าต้องมีสภาสูงมาค่อยเหนี่ยวรั้ง ผมว่ามันแก้ได้ด้วยทางอื่นคือแก้ได้ในทางข้อบังคับ คือในระหว่างวาระ 2 กับ 3 ควรทิ้งเวลาไว้สักพัก และอย่าใช้วิธีดื้อด้าน คือว่าระหว่างนั้น มีอภิปรายกัน สมมุติว่าจะมีสภาสูงเพื่อเหนี่ยวรั้ง ทิ้งเวลาไว้หน่อย และอย่าถือทิฐิมานะ เพราะเราทุกคนถือประโยชน์ของราษฎรเป็นใหญ่ แม้ว่าเราจะลงไปแล้วตอนวาระ 2 แต่อาจกลับได้ ถ้ารักจะถือทิฐิว่าของเราถูกเสมอไป แม้ว่าจะให้มีสภาเหนี่ยวรั้งอีกตั้งหลายสภา มันก็เป็นไปไม่ได้
.
อันนี้มันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม เหตุใดเราจะมามีทิฐิมานะ สมมุติว่าวาระ 2 ไม่พอ วาระ 3 ต้องให้มีการอภิปรายกันมากๆ อย่างวาระ 3 แค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ยกมือเอาสั้นๆ ไม่พอ
.
แล้วก็การแก้ว่าให้มีวุฒิสภาเป็นสภาถ่วงมันเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะเหตุว่าเมื่อสภาล่างลงมติในวาระที่ 3 ก็ต้องเสียเวลามาก มันไม่เหมือนที่คุณมาคุยกับผม แค่นี้เวลามันน้อย แต่เรื่องสภา พอมาถึงประธานสภาก็ต้องพิจารณาก่อนจึงนัดประชุม มันเสียเวลากี่วันใช่ไหม และมันก็หมายความว่าวีโต้ 2 ครั้ง คือหมายความว่าสภาสูงวีโต้สภาล่างครั้งหนึ่งแล้ว แล้วจึงนำความเข้ากราบบังคมทูล มันควรจะออกจากสภาล่างแล้วส่งให้ท่านเลย
.
ผมว่าเรื่องการงานนี่มันทำให้เร็วได้ แล้วที่ว่าเป็นสภาเหนี่ยวรั้งอะไรนั้น มันจะเป็นสภาเยิ่นเย้อไปเสียนี่ตามความเห็นของผม
.
เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาและนักเรียนนั้นชอบด้วยเหตุผล อันนี้เป็นหลักการแบบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่ายอมให้เขาเพียงแต่อายุ 18 เท่านั้น แล้วทำให้เขาพอใจ เท่ากับว่าเขาต้องการเพียงเรื่องอายุ 18 เท่านั้น
.
ไอ้เรื่องที่จะยอมแค่นี้แล้วก็เลิกรากันไป ผมว่าเยาวชนสมัยนี้เขาคงไม่ยอมกันแน่ๆ
.
อาจารย์พอจะวิเคราะห์เจตนารมณ์ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ไหม?
.
ผมก็ได้แสดงไว้ในที่ต่างๆ สาเหตุนี่มันยืดยาว พอจะรวมความได้ว่า ในระหว่างนี้คือพวกที่ยังนิยมความคิดที่เป็นศักดินา
.
คำว่าศักดินาที่ผมจะใช้นี่ หมายถึงระบบอภิสิทธิ์ชนิดหนึ่ง รากฐานมันมาจากนั่น แล้วก็มาจากอภิสิทธิ์ชนเฉพาะกาลที่จะรั้งอำนาจไว้ มันก็เป็นการโต้แย้งกันระหว่างพลังที่สืบมาจากทัศนะเก่ากับพลังที่กำลังเติบโตขึ้นมาใหม่ ผมเลือกใช้อันนี้โดยไม่อยากจะไปใช้ศัพท์ “พลังใหม่” ซึ่งผมเคยใช้มา และขณะนี้ก็ได้มีขบวนการทางสังคมเกิดขึ้นมาใช้ชื่อนี้แล้ว
.
ผมใช้คำว่าพลังที่กำลังจะเจริญเติบโตและงอกงาม เพราะว่าพลังใหม่นี้มันหมายถึงทัศนะและจิตใจ ไม่ใช่หมายแต่เพียงชื่อ เพราะเหตุว่าพลังใหม่มันมีรากฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองใหม่ และหวังที่จะได้ระบบการเมืองแบบใหม่ แต่ว่าถ้าส่วนใดของชนชั้นของคนในสังคมต้องการรักษาระบบการเมืองแบบนั้น เพื่อที่จะรักษาอภิสิทธิ์ คุณจะยอมรับทัศนะอันนั้นไว้หรือ เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งก็มีขึ้น เรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ก็สุดแท้แต่
.
การแก้ไขข้อขัดแย้ง จะแก้ไขอย่างชนิดที่ว่าขอไปชั่วคราว อย่างมากที่สุดก็แก้ไขบางข้อ แต่ทว่าพื้นฐานไม่ยอมเปลี่ยน อีกอย่างหนึ่งในวาระ 3 ก็ยังดื้อ อย่างนี้หมายความว่าข้อขัดแย้งก็ยังอยู่ อันนี้ย่อมเกี่ยวกับว่าการมองการณ์ไกล
.
การมองการณ์ไกลย่อมมีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายสังคมนิยมที่แท้จริง และทั้งฝ่ายขวา เท่าที่ผมได้สังเกตมาในฝรั่งเศส คือทางฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสเคยขอแก้อายุของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจาก 21 เป็น 18 ปี เขาได้เรียกร้อง แต่ว่าฝ่ายขวายังไม่ยอม ทีนี้ในระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งเลือกตั้งเป็นการชิงชัยกันอย่างหวุดหวิด ฝ่ายซ้ายก็มีนโยบายอย่างเดียวคืออันนั้น ที่จะแถลงออกมา แต่ทางฝ่ายขวายังลังเล
.
แต่ว่าหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้วมา ดัสแตงค์ (วาเลรี ฌิสการ์ แด็สแต็ง) ได้รับเลือก ซึ่งท่านก็ชนะไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ถึงแม้ว่าพวกฝ่ายซ้ายเขาเป็นเสียงข้างน้อยในสภา เขาก็พยายามเสนอร่างฯ ให้แก้ไข ฝ่ายขวาเขาก็มองการณ์ไกล ความจริงเขาก็คัดค้านก็ได้ แต่เขามองการณ์ไกล เห็นว่ารั้งเอาไว้ไม่ได้
.
การเรียกร้องนี้เข้มแข็งและมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ฝ่ายขวาเขาจึงได้บัญญัติเรื่องกฎหมายนี้ โดยไม่แก้แต่เพียงอายุที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น แต่ว่าแก้กฎหมายว่าด้วยการบรรลุนิติภาวะจาก 22 ลงเหลือ 18 ด้วย
.
ฝ่ายเด็กอายุ 18 มันก็มาจากหลายตระกูล เท่าที่ผมคุยด้วยเขาก็ดีใจที่ได้บรรลุนิติภาวะ ทีนี้ฝ่ายขวาเขาไม่กลัว เขาแก้หมดเลย ไม่แก้เฉพาะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น ทีนี้มันก็ไม่แน่ว่าการเลือกตั้งคราวหน้าว่า เด็กอายุ 18 เขาจะไปลงให้ฝ่ายซ้ายหมด ฝ่ายขวาเขาก็จะต้องได้เหมือนกัน นี่หมายความว่าการมองการณ์ไกลของเขา ก่อนการเลือกตั้ง นักศึกษาฝรั่งเศสเขาก็มีการต่อสู้กับทหารตำรวจ มีการปิดป้ายอะไรกันอยู่ตั้งหลายเดือน
.
ถ้าหากฝ่ายขวายังดื้อดึงว่า 21 ปีดีแล้ว เพราะว่ากฎหมายนี่มันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ตั้งแต่สมัยโค่นนโปเลียนโน่น ไม่ได้ ฉันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นจารีตนิยม ถ้าดื้อดึงเด็กอายุ 18 ก็ไม่พอใจ และก็นำไปสู่การเดินขบวน การปะทะกัน แต่ว่าเราก็ต้องการทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ของเขามองการณ์ไกล ถ้าเราเป็นฝ่ายขวาก็ไม่ควรมีความคิดแบบจารีตนิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น
.
อย่างของฝรั่งเศส นายดัสแตงค์และเมียท่านก็สืบตระกูลมาจากนโปเลียนโดยสายเลือด แต่เขาก็ไม่คอนเซอร์เวตีปเสียจนไม่ลืมหูลืมตา ส่วนใหญ่ของพรรคเขาก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เขาก็ได้ทั้งประโยชน์ด้านความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและด้านการเมือง
.
นับตั้งแต่กฎหมายนี้ออกมา ไม่มีการแสดงกำลังของพวกเยาวชน


สนับสนุนข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลมติชน Matichon Information Center

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น