หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เมื่อคุณพลสามารถกำจัดผู้จัดการ ป กุ้งเผาไปได้ ด้วยความร่วมมือของหัวหน้ายามและผู้จัดการคนใหม่ คุณสลัด เค้าก็เริ่มการสร้างอุดมการณ์ประธานชาตินิยม อุดมการณ์นี้สร้างบนปัจจัย 3 ข้อคือ ต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตยให้คุณพล ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์นั้น คุณสล้ดได้รื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณที่คุณปู่เคยยกเลิกไปแล้ว เอากลับมาใหม่ ทั้งในเรื่องการหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ เพราะเป็นการยกสถานะคุณพลให้เป็นเทพ แน่นอน คุณพลต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้วเช่นกัน เพื่อให้ครบองค์ประกอบของการเป็นประธานที่เต็มไปด้วยทศพิธราชธรรม

…การสร้างความศักดิ์สิทธิ์มันมาพร้อมกับการคงไว้ซึ่งกฏหมายหมิ่นประธาน ที่มีโทษสูง คือนอกจากจะเป็นเทพแล้ว ลูกจ้างห้ามด่าเทพ อวยได้อย่างเดียว ถ้าด่าท่านประธาน ก็จะติดคุกหัวโต การอวยอย่างเดียวนี้เอง กลายมาเป็นโปรแกรมแห่งชาติ ผ่านการศึกษาและสื่อตลอด 24 ชม ต่อวัน ทุกๆ 2 ทุ่ม จะต้องมีข่าวภารกิจท่านประธานและครอบครัว ในหนังสือเรียน ก็จะมีการโฆษณารูปท่านประธานมีเหงื่อหยดปลายจมูก เด็กๆ สมัยนั้น รวมถึงลูกชาวบ้านอย่างดิชั้น บางทียังเผลอร้องไห้เมื่อเห็นรูปนั้น

…นอกจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็คือการสร้างความนิยม ตรงนี้แหละที่นำมาซึ่งการสร้างโครงการในดำริของท่านประธานที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท้องถิ่นให้ลูกจ้างอยู่สบาย แต่บางทีคนใช้อย่างดิชั้นก็งง เวลาเดินทางไปกับคุณพลและคุณนายปากแดง แม้ไปถิ่นธุรกันดาล และสองผัวเมียคู่นี้ก็รับเงินบริจาคจากชาวบ้านตาดำๆ ด้วย ส่วนโครงการหลายพันโครงการ เอาจริงๆ ก็มีการคอร์รัปชั่นมาก ไม่มีใครกล้าตำหนิโครงการท่านประธานเพราะกลัวติดคุก แต่ต้องยอมรับว่า ท่านประธานได้เดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อไปพบลูกจ้าง เหมือนนักร้องดาราที่ไปพบแฟนคลับนั่นเอง

…ไอ้การสร้างความนิยมนี่เองที่นำไปสู่การเริ่มการตั้งงบประมาณอวยคุณพลอย่างหูดับตับไหม้ คือทั้งงบประมาณของทั้งบริษัท และงบประมาณขององค์กรย่อย ต่างทุ่มให้กับการโฆษณาชวนเชื่อคุณพล มีการติดรูปคุณพลทั่วทุกมุมถนน มีการสร้างซุ้ม ศาลา บนสะพายลอย แม้แต่ถิ่นธุรกันดารก็ยังมีการเอารูปหรือปฏิทินไปแจกชาวบ้าน จนกลายเป็นหลักปฏิบัติว่า ทุกบ้านต้องมีรูปของคุณพลกับป้าปากแดงเสมอ บ้านของเย็นเองที่หนองบัวลำภูก็มีรูปครอบครัวคุณพลติดตระหง่านทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่หน้าประตูส้วม

…ส่วนสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด คือการสร้างภาพลักษณ์ลุงพลให้เป็นนักประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันตลก เพราะความเป็นคุณลุง ที่สืบต่ออำนาจในบริษัทจากครอบครัว ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย ลองสังเกตุดีๆ เย็นเอาสุนทรพจน์ที่คุณพลพูดทุกๆ วันเกิดแก่ลูกจ้างมาฟัง มันจะมีข้อความวนเวียนไปมา ไม่พ้นเรื่องความดีความชั่ว ความสะอาดความสกปรก ความซื่อสัตย์การคอร์รัปชั่น ลุงพลจะแอบด่าผู้จัดการลูกจ้างเนียนๆ ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดี คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและเอาแต่เรื่องคอร์รัปชั่น เพราะการพูดแบบนั้น เท่ากับเป็นการกำจัดคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพความดีและความสะอาดให้ตัวเอง เย็นยอมรับว่า อีลุงพลมันเก่งเรื่องนี้มาก

…ไม่เพียงเท่านั้น แม้คุณพลต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัท แต่ทุกครั้งที่ลูกจ้างทะเลาะกันยาม คุณพลต้องเข้ามาห้าม แต่จะห้ามก็ต่อเมื่อได้เกิดการนองเลือดแล้ว เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากันได้เข้ามาห้ามความรุนแรง จนคุณพลได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างเสถียรภาพเแห่งบริษัท หรือ stabilising force จนลูกจ้างกรุงเทพมันมักเรียกร้องให้คุณพลแทรกแซงกิจการบริษัททุกครั้งที่มีปัญหา เท่ากับเป็นการชักชวนให้คุณพลละเมิดกฎบริษัทนั่นเอง

…พอได้สามสิ่งที่ตั้งใจ หรือเรียกว่าอุดมการณ์ประธานชาตินิยม เราเริ่มสังเกตุเห็นความกล้าของลุงพลมากขึ้น ในการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จนหลายครั้งข้ามหน้าผู้จัดการไป ลุงพลได้รับการสนับสนุนจากคุณสลัด ที่ได้สร้างวาทกรรมเรื่องความมั่นคงของคุณพลเท่ากับความมั่นคงของบริษัท ดังนั้น ในฐานะผู้จัดการและหัวหน้ายาม จึงมีความจำเป็นที่ต้องปกป้องคุณพล นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมอีพวกยามมันจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับกิจการบริษัทด้วย จนมีรัฐประหารบริษัทหลายครั้ง

…ช่วงนั้นเอง ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว คุณ ป กุ้งเผายังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะกลับมาไทยเพื่อล้างแค้น เค้าได้แอบติดต่อคุณปรีดาผ่านตัวกลาง ซึ่งตอนนั้น คุณปรีดาอยู่ที่กรุงปารีสแล้ว โดยทั้งสองวางแผนที่จะกลับไทย โดยปรีดาถามว่า ถ้าจะกลับไทย เราจะกลับไปอย่างไร คุณ ป กุ้งเผาบอกว่า เราออกมาจากทางไหน ก็กลับทางนั้น นั่นหมายถึงการถูกเขี่ยออกมาเพราะเรื่องที่คุณนนท์ตายลึกลับ หมายความ คุณ ป กุ้งเผา และคุณปรีดา จะกลับไปเพื่อมาเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์

…เรื่องรู้ถึงหูคุณพล จึงรู้สึกเครียด เพราะกลัวว่า ความลับที่ตัวเองสังหารพี่ชายโดยบังเอิญจะถูกเปิดออก จึงได้ปรึกษาผู้แทนบริษัทอเมริกันว่าจะทำอย่างไรกับ ป กุ้งเผาดี…. คำตอบที่ได้คือ… ความตายเช่นเดียวกัน

….รูปตอนดิชั้นอายุ 30 ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

โกตี๋

…เราเรียกเค้าสั้นๆ ว่า “โกตี๋” แต่ชื่อจริงคือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เกิดเมื่อปี 2512 ที่จังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย ในปี 2552 เพื่อต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเป็นดีเจวิทยุเสื้อแดง สถานีวิทยุประชาชน เอฟเอ็ม 104.10 คลองสาม ปทุมธานี เป็นเจ้าของสถานีวิทยุเพื่อมวลชน เรดการ์ด เรดิโอ และแกนนำ นปช.ที่มีบทบาทในจังหวัดปทุมธานี

….โกตี๋ นับได้ว่าเป็นกลุ่มแดงฮาร์ตคอร์ ในระดับเดียวกับกลุ่มของนายขวัญชัย สารคำ ประธานชมรมคนรักอุดร สร้างผลงานเข้าตานายใหญ่ จากการนำมวลชนเสื้อแดงปฏิบัติการร่วมล้มการประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่พัทยา เมื่อปี 2552 แต่หลังจากการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ที่สี่แยกราชประสงค์ของกองทัพ ในปี 2553 จึงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ รวมถึงกลุ่มของโกตี๋ต่างกระจัดกระจายกันไป

….เส้นทางของโกตี๋ก่อนเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้ เริ่มมาจากการเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และกลุ่ม 24 มิถุนา ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นอกจากนี้ ยังเคยเป็นการ์ดให้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อีกด้วย จากนั้นได้ผันตัวเองมาเป็นแกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานีในนาม “กลุ่มปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย” พร้อมกับตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่ปทุมธานีเมื่อปี 2554

…การเป็นแกนนำเสื้อแดงปทุมธานีนี่เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักโกตี๋มากขึ้น เช่น เมื่อปี 2555 โกตี๋ได้นำคนเสื้อแดงปิดถนนวิภาวดีรังสิตบริเวณสำนักงานเขตดอนเมือง เพื่อทวงถามเงินช่วยเหลือจากกรณีผู้ประสบอุทกภัย แต่นั่นยังไม่ทำให้ชื่อเสียงของโกตี๋เป็นที่รู้จักมากเท่ากับการนำมวลชนเสื้อแดงออกไล่ล่าพรรคประชาธิปัตย์ไปทุกแห่งที่พรรคมีการจัดเวทีผ่าความจริงเพื่อโจมตีการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างปี 2555-2556 โดยมีอยู่หลายครั้งที่เวทีดังกล่าวของพรรคต้องล้มเลิกกลางคัน เพราะไม่สามารถทนต่อกระแสกดดันของคนเสื้อแดงกลุ่มโกตี๋ได้

….ในช่วง กปปส.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มโกตี๋กลายมาเป็นดาวเด่นของขบวนการเสื้อแดง แทน นปช. แต่ใช้แนวทางฮาร์ดคอร์จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “อริสมันต์สอง” ในหลายวีรกรรม เช่น พามวลชนไปรบกับพุทธอิสระบริเวณเวทีแจ้งวัฒนะ จนเกิดการปะทะกันหลายครั้งและมีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้ ยังท้ารบกับประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผบ.ทบ.ขณะนั้น) และยังนำป้ายผ้าสนับสนุนการแบ่งแยกประเทศขึ้นที่เขตดอนเมือง จนกระทั่งถูกกองทัพบกแจ้งความให้เอาผิดกับโกตี๋ รวมถึงการประกาศจะจัดการกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แบบถึงลูกถึงคน ที่เตรียมชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์

….ถึงแม้ว่าโกตี๋จะระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับแกนนำ นปช.อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดกระทำในนามส่วนตัว แต่เขาก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแกนนำพรรคเพื่อไทย และเดินทางไปมาหาสู่ถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทยหลายครั้ง และเคยให้สัมภาษณ์พิเศษ เมื่อปี 2555 ถึงสาเหตุที่ทำไมต้องเคลื่อนไหวแบบฮาร์ดคอร์ว่า “เพราะ นปช.ถอยเกินไป คุณสันติ อหิงสาไง พวกเราถึงตาย แต่วันนี้ผมสันตินะ แต่ผมไม่อหิงสา ผมจะสู้แบบนี้ คุณดีมาผมดีไป แต่ถ้าคุณแรงมาผมแรงไป คุณยิงหนังสติ๊กมาผมเอาก้อนหินไป คุณเอาดาบมาผมซามูไรไป คุณจุดสามแปดผมจุดสี่ห้า อะไรที่มีต้องสู้ไปจะสู้ไปกราบไปไม่ได้ สู้ไปถอยไปไม่เอา ต้องสู้ไปต่อยไป สู้ไปตีเข่าไป สู้ไปแทงคอไป นั่นแหละมันถึงจะชนะ”

….ในสงครามรบของขบวนเสื้อแดง-เพื่อไทย กับเครือข่าย กปปส.-พรรคประชาธิปัตย์ โกตี๋ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ไม่มีราคา หากแต่เลือกต่อกรกับผู้นำเหล่าทัพ เพื่อถีบตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่รู้จักจนสามารถ “ต่อกร-ก่อกวน” กับฝ่ายต้าน ยิ่งลักษณ์ ได้ดุเด็ดเผ็ดร้อน โดยเฉพาะการใช้แนวทางฮาร์ดคอร์ แต่หลังจากที่เค้าไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศพาดพิงสถาบัน จนรัฐบาลต้องลอยแพให้ตำรวจดำเนินคดีกับโกตี๋ มิฉะนั้นถ้ายังอุ้มอยู่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่อยู่ใน “สภาพเป็ดง่อย” ก็อาจพังพาบเร็วกว่าที่คาด จนไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนายกรัฐมนตรีสิ้นสภาพ โกตี๋เองถึงกับรับรู้ชะตากรรมก่อนเปรยถึง ยิ่งลักษณ์ว่า “กำลังฆ่าคนที่ศรัทธาไม่ต่างจากเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล”

….ทั้งหมด นำไปสู่แผนการอุ้มฆ่า โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากคนที่ใกล้ชิดกับโกตี๋ว่า เค้าได้ถูกกลุ่มชายชุดดำ ประมาณ 10 คน คลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรหม พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าจับตัวไป เมื่อเวลา 9.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นในลาว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 ขณะที่โกตี๋กำลังจะลงจากรถ เพื่อจะเข้าบ้านพร้อมเพื่อนอีก 2 คน โดยกลุ่มชายชุดดำดังกล่าว ได้แอบซุ่มตัวอยู่ข้างบ้านก่อนที่ โกตี๋จะมาถึง และเมื่อโกตี๋กำลังจะก้าวลงจากรถพร้อมเพื่อนอีก 2 คน กลุ่มชายชุดดำดังกล่าวก็ได้กระจายกำลังกัน เข้าจับกุมทั้ง 3 คน โดยเอาผ้าคลุมหน้าทุกคน พร้อมเอาผ้ายัดปาก และมัดมือไพล่หลัง จากนั้นก็แยก โกตี่ พาไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ ส่วนเพื่อนโกตี๋อีก 2 คน ถูกลากมาขังไว้รวมกันไว้ภายในบ้าน จากนั้น กลุ่มชายชุดดำก็ออกจากบ้านไป

….หลังจากเพื่อนโกตี๋ทั้ง 2 คน ดิ้นหลุดจากการถูกมัด ก็ได้เรียกให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วย โดยแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบแล้ว เพื่อนโกตี๋ที่ถูกจับเล่าให้ฟังว่า ชายชุดดำที่เข้ามาจับกุมพวกตนนั้น พูดภาษาไทย และใช้ที่ช๊อร์ตไฟฟ้าช๊อร์ตเข้าที่ต้นคอตน จากนั้นก็ซ้อมแต่ละคน พร้อมขู่ไม่ให้พูด ไม่ให้ร้อง ขณะเดียวกันเขาบอกว่า ยังได้ยินเสียงโกตี๋พูดว่า “โอ้ย หายใจไม่ออก” จากนั้น เสียงโกตี๋ ก็เงียบไป ซึ่งเพื่อนทั้งสองคนได้แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่แล้ว จนถึงวันนี้ ไม่มีใครรู้เบาะแสการอุ้มหายของโกตี๋ไปมากกว่านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า เค้าถูกนำตัวข้ามไปฝั่งไทย และถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลและครอบครัวกลับมากรุงเทพในปี 1951 พร้อมด้วยทารกน้อย เพศหญิง ที่มีชื่อว่า บัวหลวง ช่วงที่กลับมาถึงใหม่ๆ นั้น คุณพลมีอายุเพียง 24 เท่านั้น ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ อีกทั้งยังอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎการบริหารบริษัท คุณพลมีภารกิจอันใหญ่หลวง เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างไรให้รอดพ้นจากคำลือคำเล่าอ้างที่เค้าคือคนฆ่าพี่ชาย เรื่องนี้มันกลายมาเป็นปัญหาความชอบธรรมตราบใดก็ตามที่เค้าดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท นอกจากนี้ อีกคำถามที่สำคัญคือ ตระกูลคุณพลจะพลิกผันกลับมาสู่อำนาจอีกทีได้อย่างไร เพื่อนำคืนวันเก่าๆ ที่บรรพบุรุษเค้าได้สร้างไว้ ซึ่งการทำอย่างนั้นคือการประกาศสงครามกับยามทั้งประเทศ

….การที่ต้องเก็บความลับเรื่องพี่ชาย ทำให้คุณพลไม่เคยยิ้ม เพราะรู้ว่าตัวเองปกปิดความผิดไว้ จนนักข่าวฝรั่งมันเอาไปเขียนหนังสือในอีกหลายสิบปีต่อมาเรื่อง ท่านประธานไม่เคยยิ้ม คุณพลบอกกับแม่ (ดิชั้นแอบได้ยินว่า) จะต้องเพียรพยายามสร้างภาพลักษณ์ชองคนดีเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง การทำความดีที่ว่านี้ เริ่มขึ้นเร็วมาภายในไม่กี่ปีหลังจากที่คุณพลกลับจากสวิตเซอร์แลนด์

…เหมือนมีเหตุการณ์หลายอย่างเป็นใจให้ความตั้งใจของคุณพลสำเร็จลุล่วง กลับมาไทยได้ไม่นาน ก็เกิดความขัดเแย้งระหว่างบริษัทอเมริกันกับบริษัทโซเวียต จนหลายๆ คนเรียกว่าเป็นสงครามเย็น ทีนี้ อีบริษัทจีนมันเข้าร่วมฝ่ายโซเวียต ขณะที่ไทย เลือกข้างอเมริกันเพราะเราต้องการประกาศให้ประชาคมโลกเห็นว่า บริษัทของเรามีความเป็นประชาธิปไตย ไอ้ความสนิทสนมกับบริษัทอเมริกันนี้เอง ที่ทำให้คุณพลกลายมาเป็นประธานที่มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขัดต่อกฎบริษัทที่ประธานต้องอยู่เหนือธุรกรรมทั้งหมด

…ในปี 1955 บริษัทอเมริกันแสดงความเห็นว่า เพื่อเป็นการสกัดคู่แข่งที่มาจากบริษัทเวียดนาม ลาว กัมพูชา (ซึ่งต่างอยู่ภายใต้อาณัติของโซเวียต) คุณพลอาจจะต้องเดินทางไปดูบริษัทในภาคอีสานมากขึ้น จึงเริ่มมีการจัดการเดินทางไปเยือนภาคกลางและอิสาน เพื่อไปดูแลว่าลูกจ้างเป็นอย่างไร เป็นครั้งแรกที่ลูกจ้างได้พบเห็น สัมผัสท่านประธาน หลังจากมองได้แต่ในรูปภาพ การไปเยือนบริษัทในต่างจังหวัดเหล่านี้ในที่สุดได้ปูทางไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาลูกจ้างหลายพันโครงการ ส่วนใหญ่ก็ขโมยความคิดมาจากลูกจ้างคนอื่นๆ และส่วนหนึ่งของโครงการก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หลอกเอาไว้

…ในช่วงนั้น ผู้จัดการบริษัทคือ ป กุ้งเผา ซึ่งมีทัศนะคติไม่ดีต่อท่านประธาน เพราะจริงๆ แล้ว ต้องการกำจัดตระกูลท่านประธานทั้งหมด และเปลี่ยนการบริหารบริษัทใหม่ให้เป็นการเลือกตั้งตัวประธานเอง คุณพลก็เกลียดคุณ ป กุ้งเผามาก และใช้ความพยายามหลายอย่างในการสร้างความแตกแยกในหมู่ยาม เพื่อเป็นการโค่นล้มคุณ ป ซึ่งต่อมา คุณพลก็พบว่า การที่สร้างความแตกแยกนั้นเป็นผลดีต่อตำแหน่งประธานของตัวเอง และได้พยายามสนับสนุนยามอีกคนให้ขึ้นมามีอำนาจ นั่นคือคุณสลัด ในปี 1957 คุณสลัดก็ทำสำเร็จในการขับไล่คุณ ป ออกจากตำแหน่ง จนต้องหนีตะเพิดไปญี่ปุ่น และต่อมาก็เสียชีวิตที่นั้น ส่วนคุณปรีดานั้น ลงจากตำแหน่งผู้จัดการไปนานแล้ว ด้วยเรื่องของการปกป้องการตายของคุณนนท์ คือมีคนของกลุ่มลูกเจ้ากลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่ากลุ่มแมลงสาป ได้ไปตะโกนที่โรงหนังว่า คุณปรีดาฆ่าคุณนนท์ จนทำให้ในที่สุด คุณปรีดาต้องหนีออกจากไทย ไปจีน และจากนั้นถึงต่อไปที่ฝรั่งเศส ส่วนแพะทั้งสาม พุธ จิต ฉลอง ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1955 แม้คุณพลรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเป็นคนฆ่า แต่ก็ยังปล่อยให้มีการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้ง 3 มันจำเป็นต้องการมีการสร้างแพะ เพราะเป็นการซักขาวให้คุณพลหลุดจากคดีนั่นเอง แต่ในที่สุด กลับยิ่งทำให้มัวหมองมากขึ้น

…นับจากการมาถึงของคุณสลัด เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลกับคณะยาม มันเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของท่านประธาน มันเป็นความร่วมมือของท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ยามเข้ามาวุ่นวายในธุรกิจ จากนี้ มีโครงการมากมายและพิธีกรรมที่รื้อฟื้นใหม่เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้คุณพล ขณะที่การรุกรานของบริษัทจากเวียดนามก็ใกล้ตัวเข้ามา พันธมิตรบริษัทอเมริกันก็เข้ามาช่วยสนับสนุนคุณพลกับเหล่ายาม ผลักดันให้กลายมาเป็นผู้มีอำนามากที่สุดในบริษัท

…ถึงตอนนี้ ปี 1959 ดิชั้น อีเย็นเป็นสาวเต็มตัว อายุเบญจเพศพอดีค่ะ ดิชั้นได้ทันเห็นการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คิดว่า ดิชั้นควรจะจบเรื่องของดิชั้นดีกว่า เพราะเมื่อเทียบกับระดับความรุนแรงแล้ว กรณีของดิชั้นยังน้อยมาก และยังโชคดีที่มีชีวิตรอดมาได้ แต่ขอจบตรงนี้ว่า หลังจากเรื่องเกิดกับดิชั้น ตำรวจก็ทำงานอย่างหนัก แต่ 1 ปีผ่านมา ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ แม้ว่าดิชั้นกับตำรวจญี่ปุ่นจะยังคงสื่อสารกันตลอดเวลา ในใจของดิชั้นเชื่อว่า ป่านนี้ ตำรวจคงรู้ตัวคนร้ายแล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ถูกจ้างโดยฝ่ายไทย แต่คิดว่า การจับกุมอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานกับทางฝ่ายไทย ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสถานะที่ลำบาก ไม่ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็ถูกสังคมญี่ปุ่นมองว่าไร้ความสามารถในการจับคนร้าย ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่จะกระทบถึงไทย จึงใช้วิธีฆ่าเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก่อน คือยังสัญญาว่าการสอบสวนยังดำเนินอยู่ แต่ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ (เอาตามจริง ใครที่รู้ระบบการทำงานของตำรวจญี่ปุ่นจะพบว่า หากญี่ปุ่นไม่แน่ใจในตัวคนร้ายกว่า 95% เค้าจะไม่จับ เพราะกลัวจับผิด) เรื่องของดิชั้นจึงคาอยู่อย่างนี้
————
อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ

อิทธิพล สุขแป้น (เบียร์) เป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี เกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2529 ต่อมาในปี 2550 เบียร์เข้าเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเริ่มสนใจการเมือง โดยเข้าร่วมกับกลุ่มเสรีปัญญาชน ต่อสู้กับร่วมกับคนเสื้อแดงในระดับแนวหน้า ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมในปี 2552 และ 2553 ทำให้เบียร์เกิดความรับรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่ตาสว่าง แต่ยังกล้าที่จะพูดถึงปัญหาที่สำคัญที่มาจากสถาบันกษัตริย์อีกด้วย โดยการปราศรัยและการแสดงความคิดเห็น นำเสนอไปถึงการปฏิวัติสังคม

….ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เมื่อกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้จัดงานทวงคืนวันชาติไทย ที่ท้องสนามหลวง เบียร์นำตำราของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาที่หลังเวที แล้วขอขึ้นพูดปราศรัยว่า “ผมกำลังศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของสังคม หลังจากผ่านยุคมืด สมัยกลางความเจริญหยุดลง ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง เจ้าผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่ เกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ สังคมแบ่งเป็นกษัตริย์-ขุนนาง กดขี่เอารัดเอาเปรียบทาส-ไพร่ ออกกฎหมายห้ามใครดูหมิ่นหรือต่อต้าน หากฝ่าฝืนจะถูกจับกุมเข่นฆ่า แต่ประชาชนก็ลุกขึ้นสู้ จนสังคมเสื่อมทรามในที่สุดสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่ยุครุ่งเรืองทางปัญญา ความคิดวิทยาศาสตร์และความเจริญก้าวหน้ามาแทนที่ยุคเก่าจนเกิดการปฏิวัติสังคมเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเกิดขึ้นที่ยุโรปและอเมริกา” คือเบียร์สามารถปราศรัยให้ผู้มาชุมนุมฟังอย่างเร่าร้อน และการพูดถึงไอเดียของสาธารณรัฐ นั่นคือการปฏิเสธระบอบกษัตริย์นั่นเอง

…กลุ่มเสรีปัญญาชนเติบโตอย่างรวดเร็วมีสมาชิกถึง 50 คน และที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอีกนับพันคน แต่ละคนล้วนแล้วแต่กระตือรือร้นที่จะใช้ความรู้ทั้งจากตำราและจากประสบการณ์ที่เป็นจริงในสังคมไทย เพื่อสร้างสังคมใหม่ใหม่ ตามวิวัฒนาการสังคมที่พวกเขาเรียนรู้มา พร้อมๆกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้สร้างเครื่องมือทันสมัย ในการเผยแพร่ความรู้ใหม่ชนิดที่เรียกว่าถึงเวลาที่จะรื้อถอนโครงสร้างสังคมยุคเก่าให้หมดไป

…ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เบียร์จึงถูกเรียกให้ไปรายงานตัว และถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา112 เขาจึงต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศลาว ระหว่างที่ใช้ชีวิตเป็นผู้ลี้ภัยนั้น เค้าทำหน้าที่เป็นสื่อจัดทำรายการวิทยุ-โทรทัศน์ผ่านยูทูป เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนเสื้อแดงที่รับฟังข่าวสารผ่านยูทูปในนามของ ”ดีเจซุนโฮ” ซึ่งชื่อนี้เป็นความคล้องจองกับตระกูลเดิมของพ่อแม่เขาที่ปราจีนบุรี แต่อย่าวงที่เราๆ รู้ การลี้ภัยไปต่างแดน ไม่ได้สุขสบายทุกคน ดิชั้นโชคดีมีงานทำ แต่หลายคนต้องทุกข์ทรมานจากความอัตคัตขัดสนในการดำรงชีพ และต้องคอยหลบภัยจากการถูกไล่ล่าจากทางการรัฐบาลไทย ผู้ลี้ภัยในลาวจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนกลุ่มละ 4-5 คน กระจัดกระจายตามที่หลบภัยหลายแห่งด้วยกัน ส่วนเบียร์ต้องหาเลี้ยงชีพตนเองด้วยการทำปลาร้าทรงเครื่องขายจึงอยู่ในนครเวียงจันทน์ เริ่มแรกอยู่ร่วมกับ “ใหญ่ พัทยา“ ตอนหลังจึงแยกตัวออกจากกัน

…ในวันที่ 21 มิถุนายน 2559 เบียร์เดินทางออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารคนไทย ที่บ้านโพธิ์ศรี ห่างจากที่หลบภัยของเบียร์ราว 5 กิโลเมตร ระหว่างนี้มีสายเรียกเข้าจากใหญ่ พัทยา มาชวนกินเบียร์ต่อที่ร้านเนื้อย่างเกาหลี KK จากนั้น ประมาณเวลา 21.00 น. จึงแยกย้ายกันกลับ แต่เพียงแค่ระยะทางห่างจากร้านที่กินเบียร์อยู่ด้วยกันราว 800 เมตร ก็เกิดเรื่องขึ้น เบียร์ถูกทำร้าย ปรากฏให้เห็นร่องรอยการต่อสู้ มอเตอร์ไซต์ของเบียร์ล้มลง ปราร้าทรงเครื่องแตกกระจาย และเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเบียร์ที่เงียบหายไปในความมืด เบียร์ถูกอุ้มหายตัวไปในคืนวันนั้น

…การอุ้มฆ่าครั้งนี้ใช้ “นกต่อ” ให้ตัวเขาออกมาจากบ้านพัก หลายคนอาจหมายถึงใหญ่ พัทยา แต่ใหญ่ได้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเบียร์ ในเวลาต่อมา ได้ปรากฏเป็นบทสนทนาผ่านไลน์ที่เก็บบันทึกไว้ได้ และมีการเปิดเผยออกมาอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในบทสนทนานี้ ระบุถึงการรับจ้างทำงานด้วยเงิน 300,000 บาท และได้เตรียมอุปกรณ์ในการปฏิบัติการครั้งนี้นั่นก็คือ ตาข่ายดักปลา และอุปกรณ์ในการจัดการศพสำหรับถ่วงน้ำนั่นเอง

…แต่บทสนทนาทางไลน์ ไม่อาจนำมาใช้เพื่อติดตามการหายตัวไปของเบียร์ได้ และ ก็ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก เพราะเป็นเหยื่อรายแรก มีการปล่อยข่าวกันในหมู่คนเสื้อแดงด้วยนซ้ำว่า เบียร์หนีไปเอง (เหมือนกับปที่มีคนใส่ร้ายวันเฉลิมเรื่องค้ายา) จนกระทั่งเมื่อศพของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โผล่ขึ้นทึ่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ศพของภูชนะ หรื ชัชชาญ บุปผาวัลย์ โผล่ขึ้นที่ ต. ธาตุพนม ศพของกาสะลอง โผล่ที่บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ โดยศพทั้งสามห่อหุ้มด้วยตาข่าย แต่ไม่ใช่ตาข่ายดักปลา แต่เป็นตาข่ายใช้ทำเล้าไก่ที่ปรากฏมีจำหน่ายในตลาดของจังหวัดนครพนม (ปล แต่จนทุกวันนี้ เรายังไม่ได้ศพของสุรชัย แซ่ด่านคืน)

…“ตาข่าย” จึงมีความหมายได้ว่า การอุ้มฆ่าผู้ลี้ภัยที่ประเทศลาวทั้ง 5 คนนี้ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน อย่างแยกกันไม่ออก โดยมีจุดร่วมอยู่อันหนึ่งนั่นคือ “ตาข่ายกับสายน้ำ” ส่วนการอุ้มฆ่าแต่ละคนนั้นใช้วิธีการที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดทำแบบแนบเนียน ไร้ร่องรอย รวดเร็ว จึงเชื่อว่าเป็นปฏิบัติการทางการทหารระดับสูงจากฝีมือการอุ้มฆ่ามืออาชีพ ขณะเดียวกัน กระแสข่าวจากตำรวจในพื้นที่ฝั่งประเทศลาวระบุว่า เบียร์ถูกอุ้มข้ามฝั่งมาที่ไทยและถูกสังหารในค่ายทหารแห่งหนึ่งแล้ว นำศพทิ้งหายไปกับกระแสน้ำของแม่น้ำโขง

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คืนก่อนที่คุณนนท์จะเสียชีวิต ดิชั้นลงมาในครัวเพื่อเก็บถ้วยชามให้เข้าที่ ดิชั้นได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน คุณป้าสังวรณ์กับคุณนนท์ ดิชั้นแอบอยู่ตรงซอกประตู พอได้ยินเค้าเถียงกัน โดยคุณนนท์ต่อว่าแม่ว่า แม่ทำอย่างนั้นไม่ถูก ผู้ชายเค้ามีภริยาแล้ว ส่วนป้าสังวรณ์ตอบว่า มันเป็นการตัดสินใจของแม่ ลูกไม่เกี่ยว แล้วคุณนนท์เถียงต่อว่า ต้องเกี่ยวสิ เพราะผมคือประธานบริษัท และแม่คือแม่ของประธานบริษัท จากนั้น ดิชั้นเห็นเค้าแย่งกระดาษกันในมือ ก่อนที่คุณนนท์จะดึงมามัน และฉีกมันทิ้งลงในถังขยะ แล้ววิ่งเข้าห้องไปทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ค่อยสบาย เมื่อทุกคนแยกย้ายไปแล้ว ดิชั้นเดินไปหยิบกระดาษชิ้นที่ถูกฉีกขาด แล้วเอามาประติดประต่อกัน มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศส ดิชั้นอ่านไม่ออก เห็นแต่คำลงท้ายว่า CS น่าจะเป็นชื่อย่อของแฟนป้าสังวรณ์ที่เป็นฝรั่ง…หลังจากดราม่าจบลง คุณพลได้เป็นประธานคนใหม่ การสืบสวนคดียังมีต่อไปอย่างยาวนาน เมื่อคุณพลไม่รับสารภาพ และทางผู้จัดการได้ยกตำแหน่งประธานให้ไปแล้ว มันยังต้องมีผู้ต้องรับผิดชอบการตายของคุณนนท์ ตอนนั้น ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ยามหน้าห้องสองคน คือพุธและจิต รวมถึงหัวหน้ายาม คุณฉลอง แม้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถูกให้แสดงความรับผิดชอบต่อการตายที่เกิดขึ้น สาเหตุที่พวกเค้าต้องการกำจัดคุณฉลองเพราะว่า คุณฉลองสนิทกับคุณปรีดา การกล่าวหาคุณฉลอง ก็เท่ากับการกล่าวหาคุณปรีดา เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว…ระหว่างเรื่องยังค้างอยู่แบบนั้น คุณป้าสังวรณ์เห็นว่า การอยู่ในไทยต่อไปก็จะมีแต่การสร้างข่าวลือเรื่องการตายไปเรื่อย จึงใช้เหตุผลว่า ต้องให้คุณพลกลับไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อที่จะกลับมาทำหน้าที่ประธานบริษัทอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งเรื่องการตายของคุณนนท์ไว้ข้างหลังเพื่อให้คนลืม จากนั้น ครอบครัวนี้ก็เก็บของกลับเมืองโลซาน์น ดิชั้นโชตดีที่ได้ถูกเรียกตัวไปรับใช้ต่อที่นั้น จึงได้รู้ความลับเรื่องบ้านนี้อีกมาก….เมื่อกลับมาถึง จากบ้านนี้ที่มีลูกสามคน ก็เหลือเพียงสองคน พลกลายเป็นลูกชายคนที่เหลือ หากเกิดอะไรขึ้นกับพล จะส่งกระทบต่อบริษัทมาก คุณป้าสังวรณ์เลยขอให้ตำรวจสวิสมาช่วยอารักขา 24 ชั่วโมง ดิชั้นเป็นเด็กบ้านนอก พูดภาษาฝรั่งก็ไม่ได้ จึงไม่รู้ว่า การจัดการเรื่องการตรวจตราของตำรวจเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า นอกจากตำรวจแล้ว ดิชั้นก็ได้พบติวเตอร์ของคุณพลเป็นครั้งแล้ว แม่เจ้าโว้ย หล่อฉิบหาย ผมหนักศก สูง ดาร์กแฮร์ พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา เค้าเองก็มีเมียแล้วและมีลูก แต่ดูเหมือนป้าสังวรณ์จะสนิทกับเค้าเป็นพิเศษ บางวันเค้าก็มาค้างที่บ้านป้าสังวรณ์ ดิชั้นยังเคยต้องซักเสื้อผ้าให้เค้า และนึกขึ้นได้ว่า เสื้อเค้ามีปักเป็นภาษาอังกฤษว่า CS เอ๊ะ หรือเค้าจะเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้นถึงป้าสังวรณ์ที่ทำให้คุณนนท์โกรธ…คุณลุงติวเตอร์มาบ่อยขึ้น มาค้างบ่อยขึ้น ดิชั้นเห็นตำรวจสวิสคอยจับตามอง และจดบันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เอาจริงๆ เนื่องจากดิชั้นเป็นคนใช้ จึงต้องตื่นก่อนเจ้านาย บางทีตอนประมาณตี 5 ดิชั้นเห็นคุณลุงติวเตอร์ออกมาจากห้องคุณป้าสังวรณ์ แต่ดิชั้นแกล้งทำเป็นไม่เห็น เพราะไม่อยากให้เค้ารู้ว่าดิชั้นก็แอบมองอยู่…คุณลุงติวเตอร์เป็นที่รักของคุณพลมาก คุณพลถึงกับเรียกเค้าว่าพ่อบางครั้ง เค้าเป็นทั้งครู และผู้สอนวิชาชีพต่างๆ ทั้งต่อเรือ เกาะสลักไม้ ทั้งเป็นเพื่อนไปเล่นสกี และมักจะอยู่ฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน แทนที่จะไปฉลองกับครอบครัวเค้า แต่เค้ากับมาอยู่กับป้าสังวรณ์ อย่าหาว่าบาป ดิชั้นคิดว่าสองคนนั้นคือผัวเมียกัน…ในปีถัดมา ดิชั้นอายุ 13 ปี เริ่มโตเป็นสาว ก่อนหน้านี้ ดิชั้นเห็นคุณพลพาแฟนสาวมาเที่ยวบ้าน จริงๆ เค้าอายุไม่ห่างจากดิชั้นเท่าไหร่ค่ะ เค้าชื่อดาวเรือง เป็นลูกสาวของผู้จัดการบริษัทสาขาปารีส เค้าจีบกันได้สักพัก จากนั้น ดาวเรืองต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพ มันเป็นช่วงจังหวะที่คุณพลประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำ บนทางด่วนที่จะไปเมืองมอนติคาร์โล คุณพลตาบอดข้างนึง ป้าสังวรณ์ร้องกรี๊ดๆ นึกว่าลูกชายอีกคนอาจต้องเสียชีวิต ทีนี้ อีผู้จัดการที่ปารีสมันกังวลว่า ตอนนี้ลูกสาวดาวเรืองไม่อยู่ช่วยปรนนิบัติ กลัวว่าจะเสียลูกเขยให้หญิงอื่น เลยส่งลูกสาวคนโต สิรินภา หรือชื่อเล่น แดง ย่อมาจากปากแดง ไปช่วยปรนนิบัติฆ่าเวลาที่น้องสาวไม่อยู่ ที่ไหนได้ เมื่อพลได้เจอกับแดง พลกลับเปลี่ยนใจมาชอบแดงแทน พี่สาวเลยขโมยแฟนของน้องสาว ไม่นานจากนั้น ป้าสังวรณ์ก็ให้ทั้งสองหมั่นกัน และในที่สุดแต่งงาน แม้ว่าแดงจะมีอายุ 17 ปีเท่านั้น เค้าแก่กว่าดิชั้นแค่ 4 ปีค่ะ….เค้าบินไปแต่งงานที่ไทย พอกลับมาสวิส 1 ปีถัดมา เค้าก็คลอดลูกเป็นลูกสาว ซึ่งไม่สามารถสืบต่อทายาทได้ เพราะบ้านนี้ ต้องการแค่ทายาทผู้ชาย ถึงตอนนั้น คุณพลไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว เพราะเพิ่งแต่งเมีย และมีลูก เลยเลิกเรียนและอพยพครอบครัวกลับไทย ในส่วนนี้ อีลูกจ้างโง่ๆ หลายคนคิดว่าคุณพลเรียนจบ จริงๆ แล้วไม่ค่ะ แม้จะเรียนมาเป็นเวลานานถึง 6 ปี….ดิชั้นได้กลับไทยไปรับใช้ครอบครัวนี้ต่อ ตอนหน้ามาเล่าว่า ครอบครัวนี้เอาตัวรอดได้อย่างไร ท่ามกลางการต่อสู้กับคณะเปลี่ยนแปลงการบริหารบริษัทภายใต้คุณ ป กุ้งเผา

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 3

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเรื่อง ตำรวจญี่ปุ่นกำชับนักหนาว่า อย่าเพิ่งแพร่ข่าวนี้ออกไป เพราะกลัวเสียรูปคดี ในใจก็อึดอัด เพราะต้องการบอกให้คนที่มันทำร้ายเรารู้ว่า กูยังมีชีวิตรอด แต่ก็พูดไม่ได้ เมื่อไปถึงดูไบ ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ แม้ในกลุ่มที่ไปด้วย (มีทั้งหมด 3 คน รวมดิชั้น) ก็รู้เรื่องนี้ แต่ดิชั้นไม่ได้บอกคุณทักษิณ เพราะไม่อยากให้เรื่องมันกระจายไปตามคำสั่งของตำรวจ แต่จำได้ว่า ต้องระมัดระวังตัวจริงๆ ขนาดพักโรงแรม ยังต้องใช้ชื่ออื่นลงทะเบียน เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่า เราพักกันอยู่ที่ไหน

…หลังจากดูไบ ดิชั้นต้องบินต่อไปวอชิงตันดีซี เพื่อไปทำงานต่อ ตอนนั้น เวลามันล่วงเลยมาประมาณ 3 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุ ในที่สุด ข่าวก็รั่ว แล้วคนก็ชอบที่จะเม้าท์ข่าวแบบนี้ รั่วไปถึงผู้ลี้ภัยที่ปารีส จนส่งต่อไปที่คุณสุนัย จุลพงศธร แล้วเอาไปพูดในคลิปว่าดิชั้นถูกทำร้าย นั่นจึงเป็นประเด็นที่ในที่สุด ดิชั้นต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะหากจะมีคนพูดเรื่องนี้ ควรจะต้องออกมาจากปากดิชั้นเอง ดิชั้นเลยบอกตำรวจญี่ปุ่นว่า ดิชั้นจะพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณชน เพราะมันกลายเป็นข่าวแล้ว จึงเลือกเวลาที่ East West Center ที่ดิชั้นไปพูดที่วอชิงตัน ในการเล่าเรื่องนี้ ทันใดนั้น มันก็เป็นข่าวระหว่างประเทศ สำนักข่าวต่างๆ ก็รายงานกันกระหน่ำ

…มีคนเดียวเท่านั้นก็ตกข่าว นั่นคือ แอนดรูว์ มาร์แชล ก่อนหน้านี้ เมื่อดิชั้นหายตัวไป ด้วยความเสือกของมัน ก็พยายามก็สืบเสาะว่าดิชั้นหายไปไหน จนกระทั่งไปถามคนที่ดิชั้นเดินทางไปดูไบด้วย ซึ่งมันก็รู้จัก ทีนี้ ดิชั้นกำชับคนพวกนี้ว่า อย่าบอกใครเพราะตำรวจสั่งไว้ เมื่ออีนักข่าวขี้เมามันถาม คนพวกนี้เลยต้องบอกไปว่าดิชั้นสบายดี เพียงแต่ยุติการเล่นโซเชี่ยลชั่วคราว เพราะเค้าตอบอย่างอื่นไม่ได้ จะบอกว่าถูกทำร้าย ดิชั้นก็สั่งไม่ให้พูด จะปฏิเสธว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะพวกนั้นเค้าไปดูไบกับดิชั้น เมื่อรู้แบบนี้ อีนักข่าวมันเลยเอาไปเขียนก่อนใครว่าดิชั้นสบายดี จนอีจอม เพชรประดับเอาไปเขียนต่อ แบบล้อเล่นถากถางว่า ที่ดิชั้นหายตัวไปไม่มีอะไรมาก เพราะทะเลาะกับผัวนั่นเอง โอ้โห ตอนนั้นโกรธ เพราะกูรอดได้มาได้ แต่กลับเอาไปเขียนว่าเป็นเพราะเราทะเลาะกับผัว นี่หรอคนที่เรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน

….ทีนี้ เมื่อข่าวมันออกมาแล้วว่าดิชั้นถูกทำร้าย อีนักข่าวขี้เมาก็เลยโกรธ เพราะคิดว่าพวกเราไม่บอกความจริงกับเค้า แทนที่จะบอกว่าถูกทำร้าย กลับบอกว่าสบายดี แม้จะมีความพยายามจากนั้นที่จะอธิบายว่า ตำรวจสั่งไม่ให้พูด มันไม่ฟัง จากนั้น มันเลยตั้งท่าโจมตีดิชั้น หาว่าดิชั้นแต่งเรื่อง ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ทั้ง BBC และ Financial Times ได้โทรศัพท์ไปคุยกับตำรวจญี่ปุ่นเพื่อคอนเฟิร์มเรื่องนี้แล้ว มันก็ยังแต่งเรื่องว่าดิชั้นโกหกต่อไป โดยพูดล้อเลียนว่า ดิชั้นกุเรื่องว่ามีนินจามาทำร้าย อะไรแบบนั้น ดิชั้นรู้นิสัยมันดี ถ้ามันอยากรู้ความจริง แค่โทรไปหาตำรวจหรือทางมหาลัยดิชั้น ก็จะได้คำตอบเลย แต่เค้าเลือกที่จะไม่ทำ หลังจากดิชั้นแถลงข่าวเรื่องนี้ที่วอชังตันดีซี ดิชั้นเดินทางต่อไปลอนดอน จำได้ว่าไปทานข้าวในเมืองกับเพื่อน และแวะถ่ายรูปแถวร้านอาหาร เป็นรูปที่ดิชั้นกำลังถือลูกทุเรียน (คือจะซื้อไปแดกค่ะ) อีนักข่าวขี้เมามันกลับเอารูปนี้ของดิชั้นไปเขียนด่าว่า นี่หนะหรอ คนที่เพิ่งถูกทำร้ายร่างกาย กลับออกมาจ่ายตลาดชิวๆ อีดอก ที่ดิชั้นทำอย่างนั้นเพราะต้องการให้คนร้ายมันรู้ว่า กูยังอยู่สบายดี ใช้ชีวิตปกติต่อไป และการขู่ของมึงไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตกู แต่ความอคติของแอนตรูว์ ดิชั้นเกินจะรับได้ จะให้กูนอนร้องไห้อยู่บ้านหรอคะ

….ดิชั้นรู้จักเค้ามานาน ตั้งแต่อยู่สิงคโปร์ ตั้งแต่ก่อนเค้าเอาวิกีลีคส์มาปล่อย จากนั้น ดิชั้นก็ช่วยส่งเสริมงานเค้ามาตลอด ใครๆ ที่เป็นเพื่อนเราก็จะรู้ ถึงขนาดจะจัดให้เค้ามาพูดที่สถาบันที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ พอเค้าออกหนังสือ The Kingdom in Crisis เค้าให้ดิชั้นเขียน endorse หนังสือให้ ซึ่งดิชั้นก็เขียนให้ที่ปรากฏอยู่ปกหลัง พอตัวเองต้องประสบปัญหาด้านการงาน และมาขอให้ดิชั้นเขียนหนังสือรับรองเพื่อไปสมัครงานที่ Green Peace (ออสเตรเลีย)ดิชั้นก็เขียนให้อย่างเลิศเลอ จน Green Peace ไม่เชื่อ ถึงขนาดต้องโทรมาถามดิชั้นว่า คนชื่อแอนดรูว์มันเก่งจริงหรอ ซึ่งดิชั้นตอบไปว่าจริง แต่เข้าทำงานไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่อง เมื่อดิชั้นไปเที่ยวซิดนีย์ปีนั้น ได้เจอกับเค้า เค้าเดินมาบอกว่า ถูก Green Peace ไล่ออกเพราะไปเมาที่ทำงาน จนทำให้ชื่อเสียงดิชั้นย่อยยับป่นปี้ เพราะเป็นคนเขียนหนังสือรับรองให้ แต่ดิชั้นไม่โกรธ สงสารด้วยซ้ำ และยังคบเป็นเพื่อนต่อ

…จนหลังจากนั้น วิธีการทำงานของเค้ามันเริ่มทำให้ดิชั้นรำคาญใจ กล่าวคือ แอนครูว์ต้องการเป็นคนแรกในการเสนอข่าวเรื่องเจ้า โดยไม่สนว่าข่าวจริงหรือไม่ ยกตัวอย่าง ก่อนในหลวงตาย แอนดรูว์จะโพสต์ทุกวันว่าตายแล้ว เพราะอยากเป็นคนแรกที่ประกาศข่าวนี้ สำหรับดิชั้น มันมากเกินไป มันเสียความเป็นผู้สื่อข่าว แต่ในใจก็ไม่ได้โกรธอะไร เพียงแต่คิดว่า เราอาจต้องเอาตัวออกห่างจากเค้าดีกว่า

…ทีนี้ เดือนมกราคม 2017 ดิชั้นได้รับทุนมาหนึ่งก้อน เอาไว้ทำหนังสือ ดิชั้นเลยคิดโปรเจ็คของการทำหนังสือเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย และโชคดีที่มหาวิทยาลัย Stanford เสนอเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ดิชั้นได้รับทุน Lee Kong Chiang ของ Stanford ในปี 2015 จึงคุ้นเคยกับอาจารย์ที่นั่น เราตกลงที่จะมี workshop ทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และจะเป็น workshop แบบ closed door ที่เราจะเอาแต่คนที่จะมาเขียนให้เรามาสัมมนาร่วมกัน คืองานสัมมนามันมีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเปิดเสมอไป อีกอย่าง ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นได้รับเชิญไปพูดที่ Stanford แล้วถูกสลิ่มแคลิฟอร์เนียมันประท้วงวุ่นวาย ทางมหาลัยเสียค่ารักษาความปลอดภัยไปมาก จึงขอให้การจัด workshop ครั้งนี้เป็นแบบปิด ซึ่งดิชั้นเห็นดีด้วย ทีนี้ อีนักข่าวขี้เมาได้รับข่าว และคงเคืองดิชั้นว่าทำไมไม่เชิญเค้า เออ อีดอก งงว่าทำไมต้องเชิญ นี่คือโครงการผลิตหนังสือ เราเอาแต่นักวิชาการมาเท่านั้น ไม่ต้องการนักข่าว ยกเว้น Paul Handley คนเดียวที่ดิชั้นเชิญมา ผู้เขียนเรื่อง The King Never Smiles เพราะดิชั้นไม่ได้มองเค้าว่าเป็นนักข่าวอีกต่อไป แต่เป็นนักวิจัยที่มีความสามารถ พออีแอนดรูว์รู้ว่าไม่ได้รับเชิญ สำคัญตัวผิดว่าทำไมถึงไม่ได้รับเชิญ ก็โกรธดิชั้น และก็ก่อเรื่องมากมายในระหว่างการจัดงาน โดยโทรศัพท์ไปก่อกวนที่มหาลัย โทรไปหาอธิการบดีของ Stanford เพื่อด่าว่า ทำไมถึงจัดงานแบบปิด โทรไปด่าฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาลัยว่า ทำไมไม่มีการประชาสัมพันธ์งานนี้ โทรไปที่หน่วยรักษาความปลอดภัยถามว่า มันมีภัยจริงๆ หรอ ถึงต้องทำการสัมมนาปิด โอ้โห อาจารย์ที่ Stanford รีบวิ่งมาบอกพวกเราว่าอีแอนดรูว์โทรมาป่วน เราทุกคนในห้องนั้นงงมาก และโกรธแอนดรูว์มาก มีใครที่อยู่ในห้องบ้าง? มีอาจารย์ชาญวิทย์ David Streckfuss Tyrell Haberkorn Federico Ferrara Claudio Sopranzetti Paul Chambers Paul Handley อาจารย์กฤษณ์เลิศ ทุกคนส่ายหัว ยังไม่พอ นักข่าวขี้เมายังเอาเราไปด่าในเฟซบุ๊คของเค้าว่า เราเป็นแค่กลุ่มนักวิชาการกระจอก ไม่มีความกล้าหาญที่จะเปิดการสัมมนาแบบสาธารณะ และดูถูกพวกเราว่า ไม่มีใครกล้าเขียนด่าเจ้าแบบตรงไปตรงมา ตรงนั้นเองที่เป็นจุดแตกหัก ดิชั้นตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับเค้าตั้งแต่บัดนั้น

….เดี๋ยวมาต่อ เพราะความเลวของมันยังไม่สิ้นสุดค่ะ อีนักข่าวเหี้ย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 1

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

มันเป็นเวลา 9:20 น. ของเช้าวันที่ 9 มิถุนายน ปี 1946 ดิชั้น อีเย็น อายุได้เพียง 12 ขวบ ดิชั้นเป็นเด็กกำพร้า มีคนส่งตัวดิชั้นมาเป็นเด็กรับใช้ในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้ เช้าวันนั้น ระหว่างที่ดิชั้นกำลังทำความสะอาดห้องโถง ดิชั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ด้วยความที่ดิชั้นเป็นเด็กชอบสอดรู้สอดเห็น ดิชั้นรีบวิ่งขึ้นไปดูชั้นบนว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นแอบมองจากบันได ดิชั้นเห็นน้องชายของเค้าวิ่งออกมาจากห้องที่มีเสียงปืน แล้วเค้าทำท่าเลิ่กลั่ก พูดอะไรสองสามคำกับยามที่เฝ้าหน้าห้องสองคน ดิชั้นจับความไม่ทัน ก่อนที่เค้าจะวิ่งหลบไป หลังจากนั้น หนึ่งในยามคนนั้นจึงได้ตะโกนว่า คุณนนท์ (มาจากชื่ออานนท์) เสียชีวิต แป๊ปเดียว แม่ของคุณนนท์ คุณป้าสังวรณ์ก็วิ่งไปที่ห้อง แล้วดิชั้นก็ได้ยินเสียงร้องตามมา จากนั้น ดิชั้นเห็นน้องชายเค้า คุณพล (มาจากชื่อพลาพล) วิ่งกลับเข้าไปในห้องอีก ตอนนั้น ดิชั้นเริ่มจับความได้ว่า คุณนนท์เสียชีวิตแล้วด้วยกระสุนปืน

…ดิชั้นขอแก้ข่าวว่า เช้าวันนั้น มีคนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหมด 9 คน ไม่ใช่ 8 คน มีคุณป้าสังวรณ์ คุณนนท์ คุณพล ยามสองคน คือ พุธ กับ จิต และยังมีคนใช้อีก 4 คน คือ จำหลาด จรัญ แม่นมน่าน และดิชั้น ทั้งหมด ได้เข้าไปรวมตัวกันในห้องนอนคุณนนท์ ดิชั้นเด็กสุด ได้แต่แอบดูที่หน้าประตู ดิชั้นเห็นว่า ป้าสังวรณ์รีบเค้าไปกอดร่างอันไร้วิญญาณของคุณนนท์ ร้องห่มร้องไห้ ขณะที่น้องชาย คุณพลคอยปลอบแม่อยู่ ถึงตอนนั้น ทุกคนรู้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้น คุณพลฆ่าคุณนนท์ แต่เราไม่มีเวลาเถียงกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คุณนนท์ แม้จะอายุเพียง 21 แต่ก็ได้เป็นประธานบริษัทแล้ว เมื่อเกิดเรื่องนี้ จึงต้องแจ้งผู้จัดการบริษัท คุณปรีดา เรามีเวลาไม่มากในการทำลายหลักฐานการเสียชีวิต ดิชั้นเห็นคุณป้าสังวรณ์ ซึ่งเคยเป็นอดีตนางพยาบาล ได้ถอดเสื้อคุณนนท์ออก แล้วเอาน้ำมาล้างตัวเพื่อลบรอยเลือด รวมถึงหลักฐานทางนิติเวช คุณป้าทำอย่างรวดเร็วและชำนาญมาก ขณะนั้น นามพุธได้เอาปืนที่เป็นตัวปัญหา ไปเก็บไว้ในลิ้นชักอีกห้องหนึ่ง ดิชั้นก็ไม่รู้ว่าเค้าทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้การสืบสวนมันมีความซับซ้อนมากขึ้นหรือเปล่า

…..คุณป้าสังวรณ์ย้ายศพคุณนนท์จากเตียงไปที่โซฟาอีกด้านนึงของห้อง ดิชั้นแอบเห็นฟูกที่เตียง ที่มีรอยกระสุนทะลุเข้าไปในนั้น นั่นหมายถึง คุณนนท์ถูกน้องชายยิง ในท่านอน จนกระสุนทะลุไปในลักษณะเช่นนั้น ในระหว่างที่ทุกคนรอการมาถึงของคุณปรีดา นั่นคือเวลาสำคัญที่สุด คุณป้าถามลูกชายคนเล็กว่าเกิดอะไร พรางร้องไห้น้ำตามอาบแก้ม น้องชายสารภาพว่า เมื่อเช้าได้เข้ามาดูพี่ชายว่าทำไมยังไม่ตื่นสักที เพราะปกติทั้งสองคนจะตื่นเช้า และน้องพลไม่ทราบว่า พี่นนท์ไม่สบาย ท้องเสียตั้งแต่เมื่อคืน จริงๆ คุณป้าได้แวะเข้ามาหาลูกตอนเช้าตรู่เพื่อเอาน้ำส้มมาให้ แต่คุณนนท์ไม่อยากทาน และได้ปฏิเสธไป

….คุณพลเล่าให้แม่ฟังว่า เมื่อเข้ามาเห็นพี่ชายกำลังนอนหลับ และชำเรืองไปเห็นปืนที่วางอยู่แถวนั้น เป็นปืนที่มอบให้เราโดย ลูกจ้างของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในประเทศของเรา เค้าสองคนชอบเล่นปืน คุณพลเลยหยิบปืนมาเล่น และใช้ปืนสะกิดพี่ชายให้ตื่น พี่นนท์ตื่นขึ้น และบอกน้องว่า ไม่อยากเล่นด้วย อยากนอนต่อ แต่พลไม่ยอม มีการพูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าพี่ไม่ตื่น น้องจะเอาปืนยิง พี่เลยท้าว่า ยิงสิยิง น้องเลยแกล้งเอาปืนไปจ่อที่หน้าผากของพี่ ปืนลั่น ทำให้พี่นนท์เสียชีวิตทันที

….ป้าสังวรณ์ล้มทั้งยืน และต้องยอมรับป้าว่า ป้าทำใจได้ดีมากหลังจากนั้น และบอกกับลูกว่า เรามีเวลาไม่มากที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ป้าบอกว่า เค้าเสียลูกไปแล้วคนนึง จะไม่ยอมเสียอีกคน นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมครอบครัวนี้จึงต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ในโอกาสนี้ น้องพล ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจากพี่นนท์ทันที

…ไม่นานจากนั้น คุณปรีดา ผู้จัดการก็มาถึง คุณปรีดาเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่เปลี่ยนแปลงการบริหารของบริษัท จากเดิมที่ครอบครัวนี้กุมอำนาจบริษัททุกอย่าง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเปิดให้มีระบอบการเลือกตั้งผู้จัดการ แม้ครอบครัวนี้จะยึดตำแหน่งประธานบริษัท แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัทอย่างเคร่งครัด เอาจริงๆ ครอบครัวนี้ก็ไม่ชอบคุณปรีดา เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่มาลดอำนาจพวกเค้า แต่คุณปรีดายังเห็นความสำคัญของการคงครอบครัวนี้ไว้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบริษัท ต่างไปจากเพื่อนเค้า คุณ ป กุ้งเผา ที่ต้องการกำจัดครอบครัวนี้ไปให้หมดสิ้น

..เมื่อคุณปรีดามาถึงที่เกิดเหตุ แม้คุณปรีดารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พูดไม่ได้ ด้วยความที่ตัวเองยังต้องการสนับสนุนครอบครัวนี้ไว้ แทนที่จะให้มีการสอบสวนคดีอย่างตรงไปตรงมา คุณปรีดาด่วนประกาศแต่งตั้งให้คุณพลเป็นผู้จัดการแทน นี่เท่ากับเป็นการเอากุญแจมือใส่ตัวเอง เพราะเมื่อคุณพลเป็นประธานบริษัทแล้ว คุณพลไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ และคุณปรีดาต่อมาต้องการเป็นจำเลยในคดีนี้ รวมถึงแพะสามคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากโศกนาฎกรรมครั้งนี้ค่ะ

…ปล: รูปดิชั้นตอนเป็นคนใช้ของบ้านนี้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในระหว่างที่ชุลมุนอยู่นั้น วิ่งไล่จับกันในบ้าน ดิชั้นกับแฟนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือตอนตี 4:45 จนคนทั้งอพาร์ตเม้นท์ตื่นกันหมด ความดีของคนญี่ปุ่นคือ เค้าไม่มาเสือก จุ้นจ้านเป็นไทยมุง ไม่มีใครเสนอหน้าทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เค้าทำก็คือ โทรเรียกตำรวจทันที เพราะฉะนั้น ตำรวจมาเร็วมาก ระหว่างรอตำรวจ เราสองคนรีบชำระร่างกายด้วยน้ำสะอาด เพราะเราไม่รู้ว่ามันเป็นสารเคมีแบบไหน แต่จำได้ว่า ดิชั้นควบคุมสติได้ดีพอควร หลังจากล้างตัว ความแสบยังติดอยู่ที่ผิวหนัง (และอยู่ติดกับเราอีก 3 วัน) ดิชั้นได้โทรศัพท์ไปมหาวิทยาลัยเพื่อแจ้งให้ผู้อำนวยการศูนย์ทราบทันที….ตำรวจมาเกือบ 15 นาย มาเร็ว มาตรวจสอบสถานที่ และสอบปากคำทันที มีล่ามที่พูดไทยมาด้วย ดิชั้นก็อธิบายทุกอย่างตั้งแต่มีคนโทรศัพท์มาถี่ๆ ก่อนหน้านี้ ตรงนี้ สอบสวนได้สักพัก ก็ถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจอาการที่เกิดจากการพ่นสเปรย์ ก็มีการตรวจเลือดและร่างกายทั่วไป สรุปว่า ไม่ได้มีอันตรายอะไรถึงชีวิต ณ จุดนั้น ดิชั้นเริ่มทะยอยบอกข่าวนี้กับคนสำคัญ คือทางบ้าน และสหายที่ไว้ใจได้ท่านหนึ่งที่อยู่ต่างแดน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเกิดอะไรชึ้น พอตรวจเสร็จ ตำรวจก็พาดิชั้นกลับอพาร์ตเม้นต์…รอบนี้ ตำรวจมาอีกชุดหนึ่ง เป็นชุด forensic คือมาตรวจหาร่องรอยคนร้าย เมื่อมีการเอาแสงอัลตร้าไวโอเล็ตมาส่องห้องนอน จึงเห็นร่องรอยของสารเคมีที่ตกอยู่บนผ้าห่ม เตียง หัวเตียง พนังห้อง จนไปถึงเพดาน แสดงว่าไอ้การฉีดสเปรย์แม้ในระยะเวลาสั้น แต่มันก็ได้ผลมาก ตรงนี้ ตำรวจใช้เวลานานเหมือนกัน จนกระทั่ง มีตำรวจชุดสุดท้ายที่มา อันนี้คือกลุ่ม detectives พอเล่าได้สักพัก เค้าบอกว่าเค้าเข้าใจในสถานะของดิชั้น และการต้องเป็นผู้ลี้ภัยหลังจากปี 2014 การพูดแบบนี้ทำให้ดิชั้นเชื่อว่า แม้แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเองก็รู้ว่า การทำร้ายร่างกายดิชั้นไม่ใช่โจรหัวขโมยทั่วไป เพราะมันไม่มีแบบนี้ในญี่ปุ่น จนกระทั่งเค้าบอกว่าเค้ามาจากหน่วยงานการก่อการร้ายสากล ซึ่งชี้ว่า มันเป็นเรื่องข้ามชาติ แต่พอดิชั้นเอาเรื่องนี้ไปบอกสื่อ ตำรวจออกมาแก้ข่าวทันทีว่าไม่ได้มาจากหน่วยงานก่อการร้ายสากล ดิชั้นเชื่อว่า เพราะญี่ปุ่นยังไม่ต้องการส่งสัญญาณว่ารู้ว่าต้นเหตุของการทำร้ายร่างกายคือมีผู้สั่งที่มาจากไทย…จากนั้น ดิชั้นถูกพาตัวไปสถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำทั้งบ่าย และเสร็จสิ้นประมาณ 4 ทุ่ม ในใจตอนนั้นโกรธมาก และต้องการแสดงให้เห็นว่า ดิชั้นไม่กลัวมึง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนเรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊คหรือเปล่า แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากหายไปและต้องการให้เห็นว่าดิชั้นไม่เป็นอะไร เลยอยากให้มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คเช้านั้น เพื่อให้ไอ้คนบงการมันรู้ว่า เหตุที่เกิดกับดิชั้นมันทำอะไรดิชั้นไม่ได้ ตอนนั้นมีเรื่องทาทายังทำอะไรสักอย่าง แล้วเราต้องการคว่ำบาตรคอนเสริต์ของมัน ดิชั้นเลยเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปอีทาทา เพื่อให้รู้ว่า ดิชั้นยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่โพสต์ได้ไม่นาน ตำรวจก็โกรธ และขอให้ยุติการเล่นโซเชี่ยลมีเดียเลยเพราะจะทำให้เสียรูปคดี ดิชั้นเลยลบรูปนั้น และเลิกเล่นโซเชี่ยลเป็นเวลาหลายสัปดาห์ตามคำสั่งตำรวจ จุดนี้ก็มีคนเอาไปด่าดิชั้นว่า ทำไมวันเกิดเหตุดิชั้นยังมีเวลามานั่งเล่นเฟซบุ๊ค อีดอก แล้วมึงจะให้กูนั่งร้องไห้อย่างเดียวในสถานีตำรวจหรอคะ….ในระหว่างที่อยู่โรงพัก ได้ใช้โอกาสนั้นแจ้งเรื่องนี้ให้นักข่าวบางสำนัก อาทิ BBC ไทยและ Washington Post แต่ขอว่าอย่าเพิ่งลงข่าว เพราะตำรวจญี่ปุ่นสั่งเด็ดขาดห้ามสื่อสารอะไรทั้งสิ้น เสร็จสิ้นการสอบสวน จากนั้น ดิชั้นถูกพาไปพักที่เรียกว่าเป็น safe house และไม่สามารถกลับไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์เดิมได้อีก จากนั้น ดิชั้นถูกเรียกตัวไปสอบสวนต่อเรื่อยๆ แต่มันดันมีทริประหว่างประเทศที่เตรียมการไว้แล้วล่วงหน้าหลายเดือน นั่นคือ การไปสัมภาษณ์คุณทักษิณที่ดูไบ ยังไงก็ยกเลิกไม่ได้ หนึ่งอาทิตย์หลังถูกทำร้าย ดิชั้นเดินทางไปดูไบ ตอนนั้นดิชั้นหายไปจากโซเชี่ยลได้อาทิตย์นึงแล้ว คนเริ่มแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงกลุ่มคนไทยที่ดิชั้นทำงานด้วย ที่ต้องเดินทางไปดูไบด้วยกัน จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องบอกคนไทยกลุ่มนั้น (มีแค่ 2 คน) ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เพราะเราต้องไปทำงานด้วยกันที่ดูไบอยู่ดี ถึงจุดนั้น ยังมีคนไม่มากที่รู้เรื่องดิชั้น แต่เรื่องแบบนี้ ปิดยังไงก็ไม่อยู่ คนที่ ม เกียวโตก็เริ่มพูดกันแล้วจนนักเรียนไทยและอาจารย์ไทยเม้าท์กันแล้ว หนึ่งในคนที่สงสัยว่าดิชั้นหายตัวไปไหน แล้วเค้าไม่รู้เรื่องเลย คือนักข่าวขี้เหล้า แอนดรูว์ มาร์แชล…ไม่เคยคิดว่าอยากเขียนถึงคนๆ นี้อีก แต่วันนี้ ขอเขียนครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพื่อให้เรื่องมันจบตรงนี้ มาต่อกันในตอนหน้าค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

อยากเขียนเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยต่างประเทศของเราค่ะ แต่คิดว่าเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน คือเรื่องของตัวเอง แม้จะยังไม่ใช่ประเด็นอุ้มฆ่า แต่ก็มีการใช้วิธีข่มขู่ให้กลัว เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ให้กับผู้ลี้ภัยที่ยังมีชีวิตคนอื่นๆ…เริ่มจากวันที่ 28 มิถุนายน ที่แล้ว วันนั้น ตอนสายๆ ดิชั้นทำงานอยู่บ้าน ดิชั้นได้รับอีเมล์จากทางมหาลัยแจ้งว่า มีผู้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งโทรศัพท์ไปหาดิชั้น แจ้งชื่อของเค้าด้วย บอกว่า เค้าได้เคยพบกับดิชั้นที่เกียวโตเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว และอยากขอคุยกับดิชั้น โดยทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ บอกตรงๆ ว่างง เพราะ 1) ดิชั้นแทบไม่เคยได้รับการติดต่อจากคนญี่ปุ่นเลย และ 2) ดิชั้นไม่เคยไปเจอคนญี่ปุ่นที่ไหนเมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านั้น หกเดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นยังอยู่ที่เมืองไลเด้น ของเนเธอร์แลนด์ เพราะรับทุนวิจัยของที่นั่นอยู่ จึงแปลกใจ ดิชั้นเลยตัดสินใจโทรไปหาคนนี้ จากมือถือของดิชั้น ตอนสายๆ ของวันนั้น….นั่นคือความผิดพลาดมากทีโทรไปหาคนๆ นั้น เมื่อโทรไปแล้ว สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง นี่คืองง เพราะถ้าเจอกันเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เค้าต้องพูดอังกฤษได้ แต่นี่คือพูดไม่ได้เลย แล้วภาษาญี่ปุ่นดิชั้นก็ไม่แข็งแรง เลยต้องวางหูไป และขอให้เจ้าหน้าที่มหาลัยโทรไปหาเค้าอีกทีเพื่อถามว่า เค้าต้องการอะไร จนได้เรื่องว่า เค้าจะโทรหาดิชั้นอีกทีตอน 2 ทุ่ม และจะให้เพื่อนเค้าที่พูดอังกฤษได้เป็นล่ามให้ พอตอน 2 ทุ่ม เค้าก็โทรมาจริง แล้วมีคนพูดภาษาอังกฤษ แต่เชื่อไหมคะ ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดีว่าเค้าต้องการอะไร เค้าพูดว่าเค้าทำร้านหนังสือ ไอ้เราก็คิดว่า เค้าคงอยากคุยเรื่องงานวิชาการของเรา แต่ก็คุยต่อไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไรจริงๆ ก็เลยวางหูไป (ความพลาดครั้งนี้คือ เมื่อเราโทรไปหาเค้า เค้าได้เบอร์มือถือเรา และการที่โทรคุยกับเราสองครั้ง และพยายามลากบทสนทนาออกไปยาวๆ คือการต้องการเช็คจุด GPS ของเรานั่นเอง)….หลังจากนั้น คนๆ นั้นก็หายไป ผ่านมาอีก 2 วัน ระหว่างที่สอนหนังสืออยู่นั้น มีโทรศัพท์อีกเบอร์เข้ามาอีก ไม่ได้รับ เพราะสอนหนังสือ แต่เมื่อจบคลาส ก็โทรกลับไป คนๆ นั้นไม่รับ แต่จำได้ว่า ดิชั้นเก็บเบอร์โทรศัพท์นั้นไว้ แล้วดิชั้นก็ลืมไป เหตุเกิดวันอังคาร ทีนี้ พอวันเสาร์ เบอร์นี้โทรกลับมาอีกตอนค่ำๆ โทรมาพูดญี่ปุ่นอย่างเดียว พูดเร็ว ดิชั้นไม่เข้าใจ และพยายามพูดกลับเป็นอังกฤษ สื่อสารไม่รู้เรื่อง ดิชั้นวางสาย แต่เค้ายังโทรกลับมาติดๆ กันอีก 2-3 ครั้ง จนดิชั้นโกรธ ต้องด่าใส่โทรศัพท์ไปว่าอย่าโทรมาอีก…ขณะเดียวกัน ดิชั้นได้รับการติดต่อจากมหาลัยอีกครั้ง บอกว่าคราวนี้ มีฝรั่งโทรมาหาดิชั้นที่ที่ทำงาน และทิ้งข้อความไว้ เค้าบอกว่าเค้าชื่อ ดร.เฮนรี่ กาซิเม่ จากเยอรมัน คราวนี้ดิชั้นสงสัยมากขึ้น เพราะดิชั้นไม่เคยรู้จักคนนี้ โดยเฉพาะโทรมาจากเยอรมัน ดิชั้นลองกูเกิ้ลดู ก็หาชื่อคนนี้ไม่เจอ สมัยนี้ คนที่เป็นด๊อกเตอร์ต้องสามารถหาค้นได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ แต่เริ่มรู้สึกตะงิดใจมากขึ้น จนกระทั่ง เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 7 ตอนประมาณดี 3 มีคนโทรศัพท์มา แต่ดิชั้นไมรับเพราะหลับอยู่ ครั้งนี้ไม่โชว์หมายเลย เมื่อมาพิจารณาย้อนหลังถึงรู้ว่า นี่คือการโทรครั้งสุดท้ายเพื่อเช็คว่า ตอนตี 3 ดิชั้นเข้านอนหรือยัง เพราะการทำร้ายดิชั้นมันเกิดขึ้นวันถัดมา คือเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 8 กค ตอนเวลา ตี 4:45 น……ใครเคยอยู่ญี่ปุ่นก็จะรู้ว่า เนื่องจากประเทศนี้แม่งแทบไม่มีอาชญากรรมเลย เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ ไอ้เรื่องที่พัก อพารต์เม้นท์ เรื่องความปลอดภัย มันจึงต่างจากเมืองฝรั่งอย่างมาก อย่างดิชั้นอยู่ลอนดอน ประตูต้องมีกลอนหลายชั้น หรือตอนไปอยู่ที่ซานฟราน ก็ต้องระมัดระวังมาก แต่ของญี่ปุ่น มันเป็นประตูเลื่อนกระจกธรรมดา (ที่จะออกไประเบียง) และมีแค่กลอนที่ด้ามปัดขึ้นลงเป็นตัวล็อคเท่านั้น ห้องดิชั้นอยู่หัวมุม จึงมีระเบียงเป็นรูปตัวแอล และรูปห้องเป็นสี่เหลี่ยมทรงกระบอก ความโชคร้ายคือ ห้องทำงานอยู่ติดกับบันไดหนีไฟข้างนอก ซึ่งจากทางหนีไฟ มันสามารถกระโดดเข้ามาระเบียงได้อย่างสบายๆ….แล้วมันก็ทำอย่างนั้นจริง ก็คือการกระโดดจากบันไดตึกเข้ามาระเบียงดิชั้น ใช้ฆ้อนเหล็กอันจิ๋ว ทุบมุมกระจนมุมเล็กๆ แบบไม่ได้ยินเสียงเลย เลยเชื่อว่า คนร้ายแม่งเป็นตีนผีมืออาชีพ พอมันทุบเป็นมุมเล็กพอเอามือลอดได้ มันก็เอามือลอดมาปลดล็อก คือดันด้ามกลอนปัดขี้น ประตูก็เปิด มันเดินเข้ามาห้องทำงาน ซึ่งมีของมีค่าหลายอย่าง แต่มันไม่แตะต้องเลย แล้วมันเดินไปตรงประตูทางออก เพื่อปลดล็อคประตู สำหรับเป็นทางหนีออก เพราะมันจะไม่หนีออกทางที่เข้า จากนั้น มันเดินผ่านห้องครัว แล้วตรงมาห้องนอนดิชั้น ที่เป็นห้องตาตามิ ที่เป็นประตูไม้เลื่อนที่ไม่มีกลอนล็อค….เหตุการณ์ที่เกิดต่อจากนี้คือเกิดในช่วงเวลา 5-10 วินาทีเท่านั้น เมื่อมันเปิดประตูเข้ามา มันดึงผ้าห่มลง ทันใดนั้น แฟนดิชั้นที่อยู่ข้างๆ ก็ตื่นขึ้นทันที มันใช้สเปรย์ฉีดตรงมาที่เรา 2 คน ดิชั้นสะดุ้งตื่น เพราะรู้สึกว่าแฟนกระโดดออกจากเตียง และพบว่า ตัวเองรู้สึกแสบร้อนร่างกายท่อนบนทันที ตอนสะดุ้งตอนนั้น ดิชั้นยังเห็นคนร้าย รูปร่างสูง ใส่ชุดดำทั้งชุด หน้ากากแบบไอ้โม่ง ถุงมือดำ กำลังจะวิ่งออกจากห้อง แฟนดิชั้นวิ่งตามไปติดๆ ดิชั้นกระเด้งออกจากเตียงวิ่งตามไป แต่เพราะติดนิสัยฝรั่งมานาน ที่เวลานอนเราจะไม่ได้ใส่อะไรเลย กลายมาเป็นจุดอ่อน เพราะเมื่อคนร้ายผลักประตูใหญ่กำลังจะวิ่งพ้นออกไป มันหันมาฉีดสเปรย์แฟนดิชั้นเป็นครั้งสุดท้ายในร่างกายที่เปลือยเปล่า ถึงกลับทรุด และมันก็วิ่งออกไปได้ในความมืด อ้อ คนร้ายทำฆ้อนหล่นไว้ในที่เกิดเหตุด้วย…พรุ่งนี้มาเล่าต่อค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงกลางปี 2011 มีเพื่อนที่ญี่ปุ่นกระซิบว่า ที่มหาลัยเกียวโตเปิดสมัครรับอาจารย์ จริงๆ ตอนแรกก็ไม่กระตือรือล้นเท่าไหร่ แต่ก็ไปสมัครดู จากนั้นไม่นาน ทางญี่ปุ่นก็ส่งตั๋วเครื่องบินมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์ รับ 1 ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ สรุปว่าผ่านสัมภาษณ์ค่ะ ก็แค่นั้น จบชีวิตที่สิงคโปร์ที่อยู่กับมันมาถึง 9 ปี ใครจะวิจารณ์สิงคโปร์ว่าเป็นอย่างไร แต่ดิชั้นยังรักในประเทศนี้ ในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และมันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิชั้นรู้จุดยืนของตัวเอง จนนำไปสู่การลาออกจากระบบราชการ…มาเริ่มงานที่เกียวโตเดือนเมษายนปี 2012 มีวิชาที่ต้องสอนในปีแรกๆ 3 ตัว ย้ายจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่นมันก็เป็น culture shock อย่างหนึ่ง จากการที่สิงคโปร์ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของญี่ปุ่นนี่ปล่อยเป็น free flow เลย คือเค้าไม่มาสนว่าเราต้องทำอะไร ทำแบบไหน ตราบที่ความรับผิดชอบของเราไม่บกพร่อง ดิชั้นกล้าพูดเลยว่า จากการเดินทางมารอบโลก ไปสอนมาหลายมหาวิทยาลัยของโลก ไม่มีที่ไหนที่ให้เสรีภาพทางวิชาการได้เท่าญี่ปุ่น แม้แต่ช่วงเวลาที่เลวร้ายชองดิชั้น รัฐบาลญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยเกียวโตเคารพในเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของดิชั้นแต่อย่างใด อีกอย่างที่จะแจ้งให้สลิ่มไทยทราบ ญี่ปุ่นมีประเพณีของการรักษาบูรณาการทางวิชาการสูง แม้แต่การเมืองก็แทรกแซงไม่ได้ ไอ้การที่จะกดดันรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้มากดดันดิชั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้….พอมาเป็นอาจารยเต็มตัวก็เดินหน้าเลคเชอร์เรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นได้รับเชิญจากมหาลัยไทยไปบรรยายบ่อย ต้องเดินทางโอซาก้า-กรุงเทพบ่อย และดิชั้นก็ชอบ จนมันเกิดรัฐประการล้มยิ่งลักษณ์ในปี 2014 จากนั้นทุกคนคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นถูกเรียกปรับทัศนคติ แต่ดิชั้นปฏิเสธเพราะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่เสนอที่จะส่งอีหมูหยองเป็นผู้แทนดิชั้นไปรับการปรับทัศนคติแทน ซึ่งทำให้ทหารมันโกรธมากเพราะมันรับการถูกล้อไม่ได้ มันเลยออกหมายจับ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ทำให้ดิชั้นกลายเป็นผู้ลี้ภัยข้ามคืน…จากนั้น ดิชั้นก็ถูกรังแกมาตลอด ทหารส่งคนไปรังควานแม่ครั้งแรก ต่อมา เมื่อดิชั้นได้รูปลับศรีรัศมิ์ที่ถูกบังคับโกนหัว แล้วดิชั้นเขียนเรื่องนี้ลงเฟซบุ๊ค (แม้จะยังไม่ลงรูป) วชิราลงกรณ์ส่งคนจาก 904 ไปรังควานแม่อีกรอบ คราวนี้ขู่ว่า ถ้าดิชั้นไม่หุบปาก คนในบ้านจะเจ็บตัว ไม่ใช่แค่คนในบ้านถูกรังควาน การเดินทางของดิชั้นในช่วงแรกๆ หลังรัฐประหารก็ลำบาก ดิชั้นถูกกักตัวหลายสนามบิน เพราะสถานทูตไทยแจ้งว่าดิชั้นเป็นอาชญากร การบรรยายหรือเล็คเชอร์แรกๆ ก็มีเจ้าหน้าที่สถานทูตมาป่วน ดิชั้นไม่เอาพวกนี้ไว้ ดิชั้นด่าพวกแม่งต่อหน้าฝูงชนระหว่างการเล็คเชอร์ของดิชั้น พอกันทีกับการเป็นฝ่ายรับจากสถานการณ์แบบนี้ ดิชั้นขอรุกบ้าง แม้ในชีวิตจริง ดิชั้นจะยังเป็นรับก็ตาม…นี่คือตอนจบของซีรีย์ #ตาสว่าง เรื่องนี้มันสอนอะไรดิชั้น มันสอนว่า ดิชั้นเกิดมาในครอบครัวที่อาจจะดีกว่าหลายคน ได้เข้าในสังคมที่ดี ได้รับการศึกษาดี หน้าที่การงานดี แต่สิ่งเหล่านี้มันได้มาเพราะน้ำพักน้ำแรงตัวเอง จากต้นทุนที่มีไม่มาก ดิชั้นเห็นถึงสองมาตรฐาน เห็นกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ การรัดคิว การได้รับผลตอบแทนในชีวิตที่ไม่ต้องเหนี่อย เพียงเพราะเค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่เค้าปกป้องมันไว้ ถ้าคุณไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบนั้น คุณต้องทำงานเหนื่อยเป็นร้อยเท่า ยังไงก็ยังไม่ได้เท่าพวกเค้าอยู่ดี….นี่ไม่ใช่เรื่องการต้องยอมรับในวาสนาห่าเหวอะไร ใช่ เกิดมารวยจนต่างกัน แต่สังคมต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในสังคมไทยมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราถลำลึกในสังคมที่อิงกับระบบอุปถัมภ์ ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งเพาะโรคร้าย เอาง่ายๆ แค่เรื่องการคืนยศเมื่อวานที่มันผิดไปจากกรอบพิจารณาทางกฎหมาย คนที่ได้ประโยชน์จากสถาบันกษัตริย์ยังคงเดินหน้าออกมาแก้ต่างให้แบบน้ำขุ่นๆ….ดิชั้นต้องการอะไร จริงๆ แค่ต้องการสังคมที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมอย่างว่า ดิชั้นสนับสนุนข้อเรียกร้อง 10 ขัอของนักศึกษาในการพาสถาบันกษัตริย์กลับสู่รัฐธรรมนูญ นี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องล้มเจ้า พ่อมึงตาย นี่คือข้อเรียกร้องที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับประชาธิปไตยเท่านั้น…สุดท้าย เรามาถึงปี 2020 เราควรต้องเข้าใจกันเสียทีว่า ความรวยจนอาจจะแบ่งชนชั้น แต่ในความเป็นมนุษย์ เราทุกคนเท่าเทียมกัน ดิชั้นเป็นด๊อกเตอร์จบปริญญาเอก แต่ความเป็นมนุษย์ ดิชั้นมีค่าเท่ากับอีเย็นที่ไถนาอยู่ที่หนองบัวลำภู ตำแหน่งกษัตริย์เป็นแค่หัวโขน ถอดมันออก เราคือมนุษย์เท่ากัน และดิชั้นถือในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันมาก ดิชั้นจะไม่ยอมรับความต่ำต้อยของตัวเอง จะไม่ยอมกราบใครค่ะ ภูมิใจเกิดมาเป็นกะเทยเริ่ดๆ เชิ่ดๆ สวยๆ ผัวเยอะ…. ลาไปก่อนค่ะ…ปล: รูปนี้ถ่ายวันสุดท้ายก่อนออกจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น