ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
รัฐประหารเกิดขึ้นในระหว่างที่ทักษิณอยู่สหรัฐอเมริกา จากนั้นก็ย้ายลอนดอน ก่อนที่จะเดินทางกลับไทย แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็มีสัญญาณว่า ทักษิณจะต้องโดนเล่นงานแน่ๆ เลยตัดสินใจเดินทางออกไทยไปปักกิ่ง ก่อนที่จะลี้ภัยไปดูไบอย่างที่เราทราบกันอยู่ แต่การกำจัดทักษิณไม่ใช่เรื่องง่าย สาเหตุเพราะว่า ทักษิณกลายเป็นที่รักของคนต่างจังหวัด พวกเค้าเจ็บแค้นตรงที่ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีผู้นำคนไหนสนใจความเป็นอยู่ชาวบ้าน จนเมื่อมีคนอย่างทักษิณโผล่มา เมื่อชีวิตพวกเค้าเริ่มจะดีขึ้น คนเหล่านั้นก็พรากทักษิณไปจากเค้า…มันจึงเกิดกลุ่มต่อต้านรัฐประหารขึ้นหลังจากรัฐประหาร แรกๆ พวกนี้ก็สวมเสื้อเหลืองเหมือนกัน เพราะไม่อยากถูกตีตราว่าล้มเจ้า แต่ต่อมาเมื่อเข้าใจว่า คนกลุ่มไม่ใช่คนเสื้อเหลือง หากแต่เป็นกลุ่มที่ต่อต้านรัฐประหารและสนับสนุนทักษิณ จึงเลือกสีแดงแทนสีเหลือง เพราะแดงคือสีของเลือด นั่นคือชีวิต และเป็นสีของการต่อสู้ ของนักต่อสู้ จนต่อมาพัฒนาเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีทักษิณเป็นไอดอลทางการเมือง…มันจึงเกิดขั้วการเมืองที่วัดกันตรงสีเสื้อ กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มมีบทบาทตั้งแต่นั้น หลังรัฐประหาร กษัตริย์ภูมิพลเลือกพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาเป็นนายก เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้หลายคนเห็นว่า ไม่เพียงแต่ภูมิพลเห็นชอบกับการทำรัฐประหารล้มทักษิณ แต่ยังเลือกคนของตัวเองขึ้นมาเป็นนายกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประวัติสุรยุทธ์น่าสนใจ พ่อเค้าเป็นคอมมิวนิสต์ที่ต่อสู้กับรัฐบาลไทย (พโยม) จนในที่สุดไปตายเอาที่ชายแดน ส่วนตัวสุรยุทธ์นั้นถูกเลี้ยงมาอีกแบบ และเมื่อได้เติบโตในวงราชการทหาร ก็เป็นที่ถูกใจเปรมอย่างมาก จนเลือกให้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ใกล้ชิดสถาบันกษัตริย์…ภารกิจแรกของสุรยุทธ์ก็คือการลบความชอบธรรมของทักษิณ เพื่อให้ทักษิณเป็นผู้ร้าย อาทิ การเดินทางไปขอโทษคนใต้ต่อเหตุกาณณ์กรือแซะและตากใบ ในด้านต่างประเทศ ก็กำหนดนโยบายใหม่ที่ตั้งอยู่บนคุณธรรม หรือนโยบายต่างประเทศคุณธรรมนั่นเอง ฟังชื่อแล้วตอแหลฉิบหาย ณ ตอนนั้น กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยคือ PAD ที่สามารถล้มรัฐบาลทักษิณได้ คิดว่าตัวเองชนะแล้ว เพราะถีบทักษิณออกไปจากประเทศแล้ว ด้านเสื้อแดงก็ยังไม่มีฤทธิ์เดชมากนัก ทั้งหมดนี้ทำให้สุรยุทธ์จัดการเลือกตั้งเร็วคือภายปีกว่าๆ เท่านั้นก็มีการเลือกตั้งเพราะคิดว่าฝ่ายทักษิณหมดอิทธิพล..ในความจริง ทักษิณไม่เคยยอมแพ้ ได้แต่งตั้งให้สมัคร สุนทรเวช เป็นนอมินีของตัวเอง ซึ่งสมัครก็ยอมรับอย่างนั้นจริง เข้าลงในการเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน (เพราะไทยรักไทยถูกแบนไปแล้ว) และแล้ว พรรคพลังประชาชนก็ชนะการเลือกตั้งขาดลอย เป็นการตบหน้าฝ่ายเจ้าที่คิดว่าสามารถกำจัดอิทธิพลของทักษิณไปได้ เมื่อสมัครชนะการเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการปลุกผี PAD กลับมาอีกครั้ง นั่นคือผีเสื้อเหลืองที่ออกมาจัดการชุมนุมไล่สมัครรายวัน…หนึ่งในยุทธวิธีการไล่ก็คือ การเอาประเด็นเขาพระวิหารมาเล่นงานสมัคร เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ ไทยกับกัมพูชามีความเจ็บแค้นกันมานานตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ การลงนามร่วมระหว่างสยามและฝรั่งเศสในปี 1904 และ 1908 เป็นการยกเขาพระวิหารให้เขมร และเรายอมรับมาตลอด แม้แต่กรมพระยาดำรงตอนจะขึ้นไปบนเขายังต้องขออนุญาตฝรั่งเศส เรื่องการแบ่งเขตแดนยังไง ดิชั้นเขียนไว้อย่างละเอียด แต่ไม่ขออธิบาย ณ ที่นี้ เอาเป็นว่า การแบ่งแบบนั้น ไทยเสียเปรียบ แต่ปัญหาคือไทยยอมรับการแบ่งแบบเสียเปรียบมาตลอด ทำให้เราแพ้คดี เมื่อทั้งสองประเทศนำเรื่องนี้ไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี 1962 เราแพ้เขมร และเรามีเวลาอีก 10 ปีในอุทธรณ์ แต่เราก็ไม่ทำ เพราะเราไม่มีข้อมูลใหม่ในการโต้แย้ง….ผ่านมาหลายปี เรายังไม่ยอมเรื่องเขาพระวิหาร ส่วนหนึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในปี 2003 ที่นายกฮุนเซนอ้างว่า กบ สุวนันท์บอกว่า นครวัดเป็นของไทย ทำให้กลุ่มคลั่งชาติเขมรเผาสถานทูตไทยเสียหายหนักมาก ดิชั้นอยู่ในพนมเปญตอนเผาพอดี แต่ไม่ขอเล่าเพราะเขียนไปแล้ว ผ่านมาถึงปี 2008 เขมรต้องการเอาเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งเขมรสามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวกับไทย แต่สมัครเห็นว่า เรามีปัญหากันมามากในอดีต การที่ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร ทำให้เป็นการแสดงว่าเราเป็นมิตรที่ดีต่อกัน เพราะถ้าเขาพระวิหารมีคนมาเที่ยวมากขึ้น เราก็ได้ประโยชน์ ไทยจึงสนับสนุนความต้องการของเขมรที่ UNESCO… กลุ่ม PAD จึงใช้อันนี้เล่นมางานสมัครโดยอ้างว่า แม้พระวิหารจะเป็นของเขมร และพื้นที่รอบๆ วัดจำนวน 4.6 ตาราง กม ยังเป็นของไทย การที่สมัครสนับสนุนการขึ้นทะเบียน UNESCO ของกัมพูชาเท่ากับเราเสียดินแดน 4.6 ตรกม ไปด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริง จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายกับเขมร จนกลายมาเป็นสงครามมินิของสองฝ่าย แต่เอาจริงๆ แล้ว ก็ไม่สามารถล้มสมัครได้ จะล้มได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง โดยกล่าวหาว่า สมัครมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะระหว่างเป็นนายก สมัครยังมีรายการอาหาร ซึ่งไม่สามารถทำอาชีพสองอย่างพร้อมกันได้ ทำให้สมัครต้องลงจากตำแหน่ง เป็นการลงจากตำแหน่งของผู้นำที่เหี้ยที่สุดในโลก และถือว่าเป็นการทำตุลาการภิวัฒน์หรือ judicial coup ครั้งแรกๆ ของไทย นั่นหมายถึง การยืมมือศาลในการล้มรัฐบาล
