หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลูกสาวคนเล็กของลุงพลเอาแต่ใจตัวเองที่สุด ซึ่งคุณพลเองเป็นคนพูดกับหลายๆ คนถึงเรื่องนิสัยเสียของน้องถั่ว เย็นเห็นน้องถั่วมาแต่เด็ก ใจนึงก็สงสารนางที่เกิดมาแบบนั้น ใจหนึ่งก็อาจจะตบนางเพราะความเอาแต่ใจตัวเอง ไอ้ความเอาแต่ใจตัวเองนี้มันติดตัวมาเป็นสาว ไม่มีผู้ชายคนไหนอาจยุ่งกับนาง เพราะนิสัยแบบนี้ และหน้าตาแบบนี้ นางจึงมีปัญหาเรื่องการหาสามี จนกระทั่งนางไปพบกับทหารเรือยุทธชัย ที่เค้ามีเมียมาก่อนแล้ว นางก็ไปแย่งเค้ามา บังคับให้เค้าเลิก และก็แต่งงานกับเค้า จนในที่สุดก็มีงานแต่งงานในปี 1981 เรื่องนี้ เย็นขอกลับมาเล่าอีกที เพราะชีวิตน้องถั่วเอามาทำเป็นซีรีส์ต่างหากได้สบายๆ…ขึ้นต้นทศวรรษที่ 1980 คุณพลทรงอำนาจในบริษัทมากขึ้น หลังจากผ่านวิกฤตของบริษัทมามาดๆ หลังจากร่วมมือกับยามหลายคนในอดีตในการครอบครองอำนาจของบริษัท แม้ว่าตามกฎของบริษัท คุณพลไม่ควรจะมีอำนาจทั้งสิ้น แม้กระทั่งความเกี่ยวโยงการในสังหารนักศึกษาลูกจ้างที่โรงเรียนปรีดา คุณพลก็ยังรอดมาได้ ไม่ใช่เพราะพระสยามเทวาธิราชห่าเหวหรอกค่ะ ที่รอดมาได้เพราะกลยุทธของคุณพลที่สร้างไว้หลายปีก่อนหน้านี้ ถ้าใครจำได้ เย็นเคยบอกแล้วว่า เค้าต้องการทั้งความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตย แถมไอ้กันมันยังคอยหนุน ดังนั้น เมื่อผ่านมาปี 1980 คุณพลยิ่งมีความมั่นใจในสถานะตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะอีผู้จัดการคนใหม่ นางเปรมิกา ที่เข้ามาช่วยคุณพลอีกแรง…อีเปรมิกาเป็นผู้จัดการนาน 8 ปี ตลอดเวลานี้ นางขได้สร้างเครือข่ายประธานที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าเครือข่ายของลูกจ้างคนใด เครือข่ายนี้รวมเอาพวกยาม ลูกจ้างอาวุโส ผู้กำกับใช้กฎหมาย รวมไปถึงอีชนชั้นกลางเมืองกะลาที่ภักดีต่อคุณพล มาสร้างความเข้มแข็งให้คุณพลมากไปอีก อีเปรมิกามันมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพวกยาม มันจึงจับคนใส่ในตำแหน่งสำคัญที่คอยเป็นหูเป็นตาให้คุณพล แม้จะมียามบางพวกที่ต้องการล้มคุณพล โดยเฉพาะในเหตุการณ์เมษาหรรษา ที่เป็นไม่กี่ครั้งที่คุณพลไม่ยอมเซ็นรับรองการล้มผู้จัดการ แต่ในหลายๆ ครั้ง เย็นเห็นกับตาว่า คุณพลเซ็นรับรองในการทำบริษัทประหารทุกครั้งค่ะ….ขณะที่อีเปรมิกาสามารถควบคุมอำนาจให้คุณพลได้ แต่คุณพลยังมีเรื่องหนักใจ เพราะตั้งแต่ได้ย้ายเดชณรงค์ไปวอชิงตันดีซี เพื่อตัดความสัมพันธ์ชู้กับเมียตัวเอง แต่มันก็ยังไม่ได้ผล เพราะคุณนายปากแดงเลิกกับคุณเดชณรงค์ไม่ได้ และชอบมีข้ออ้างไปเยือนสหรัฐ เหมือนตอนที่มีข้ออ้างไปเยือนอีสาน เพื่อไปหาชู้ ในครั้งนี้ ได้อ้างว่าจะพาน้องโอไปฝึกวิชายามที่สหรัฐ แท้ที่จริงก็ต้องการไปหาชู้เดชณรงค์ ในระหว่างที่แม่มีชู้ อีลูกชาย น้องโอ ก็พาเมียสองคนไปสหรัฐ เกือบไปตบกันที่นั่น ทั้งถั่งเช่าและอีปอร์เช่ จนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โชคดีที่ถั่งเช่าไม่ตาย โอ้ย เย็นละปวดหัวกับครอบครัวนี้มาก…ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เลยใช้อาวุธเดียวกับที่กำจัดคุณ ป กุ้งเผา นั่นคือการวางยาพิษ โดยหลังจากมื้ออาหารกลางวัน คุณเดชณรงค์ได้ทานข้าวเหนียวมะม่วงที่แม่บ้านจัดให้ จากนั้น สักพัก คุณเดชณรงค์ก็ไปออกกำลังกาย คือออกไปวิ่ง ว้าย คุณพระ เสียชีวิตค่ะ โดยบอกว่าเป็นโรคหัวใจวาย เหมือนคุณ ป กุ้งเผาเป๊ะ ตอนนั้น เย็นอยู่กับป้าแดงที่กรุงเทพ เมื่อมีคนแจ้งข่าวป้าแดง พระเจ้าช่วย ป้าแดงร้องกรี๊ดๆๆๆๆ ร้องห่มร้องไห้ ยิ่งกว่าผัวจริงๆ ตาย และในการร้องไห้นั้น ป้าแดงแค้นผัวมากที่กล้าใช้วิธีเลวทรามฆ่าชู้ของตัวเอง ป้าแดงบอกดิชั้นว่า จากนั้น แดงกับพลสิ้นสุดกัน และมันก็จริง คือความเป็นผัวเมียจบสิ้นกันจากนั้น แม้ยังต้องอยู่ด้วยกันเพื่อเหตุผลทางสังคม…คุณแดงจัดงานศพให้เดชณรงค์อย่างอลังการ นั่งเฝ้าดูศพ ลูบคลำศพ จับศพ ร้องไห้ เสมือนเป็นเมียของเค้า ส่วนเมียตัวจริง ถูกไล่ให้ไปล้างชามกระเพาะปลาหลังศาลา ในโอกาสนั้น ป้าแดงพิมพ์หนังสือความรักของนางกับคุณเดชณรงค์เพื่อแจกแขก แต่มารู้ที่หลังว่ามันเอิกเกริกไป และเรียกคืนทั้งหมด แต่มันก็สายไปแล้ว จบงานศพ ความสัมพันธ์ของคณแดงกับคุณพลก็ถูกเผาไปพร้อมกับเดชณรงค์…ตอนหน้าจะกลับมาเล่าเรื่องคุณโอเลี้ยงเมียสองคนค่ะ มันส์หยดๆ มาดูว่า อีปอร์เช่ถีบอีถั่งเช่าออกไปจากคฤหาสน์ได้อย่างไร…ปล: รูปเย็นที่ดีซีค่ะ เห็นตอนคุณถั่งเช่าขับรถชนด้วย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเหตุการสังหารลูกจ้างนักศึกษาในปี 1976 แม้คุณพลจะโบ้ยความผิดไปที่ยาม แต่สังคมรู้ ทุกคนรู้ ว่าคุณพลและครอบครัวอยู่เบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่โดยด่วน ในปี 1979 คุณพลจึงชวนนักข่าว BBC มาทำสารคดีเกี่ยวกับการทำงานของครอบครัวคุณพล รวมการสัมภาษณ์หลายเรื่อง ตั้งแต่การตายของคุณนนท์ การฟื้นฟูสถาบันประธาน การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ และโครงการพัฒนาต่างๆ ที่สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกจ้าง เรียกว่าเป็นงานพีอาร์ชิ้นใหญ่รัชดาลัยไฟกระพริบเลยทีเดียว สารคดีนี้ชื่อว่า Soul of a Nation หาดูได้ในอินเตอร์เน็ตค่ะ

…มีการจัดฉากว่าคุณพลเป็นประธานติดดิน ซึ่งมันเป็นความย้อนแย้งแบบสุดโต่ง ในจุดหนึ่ง คุณพลคือพระโพธิสัตว์ ในอีกจุดหนึ่ง คุณพลคือประธานที่ทำเพื่อประชาชน การจัดฉากคือการที่คุณพลนั่งทำงานกับพื้น มีอุปกรณ์การทำงานเรี่ยราด ทั้ง blueprint ทั้งแม่แบบต่างๆ ในวาระนั้นเอง นักข่าวได้ถามเรื่องการตายของคุณนนท์ เย็นนั่งอยู่ในห้องด้วย เย็นขนลุกส์ คุณพลมองไปที่กล้อง มองแบบจ้อง แล้วพูดว่า ตอนเกิดเหตุ ผมอยู่ในอีกห้องหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงปืน จึงวิ่งออกมาดู ก็รู้ว่าพี่ได้ตายแล้ว พอถามเรื่องหลักฐาน คุณพลตอบว่า มันกระจัดกระจายไปหมด ไม่รู้อะไรเป็นอะไร โอ้โห ขอโทษค่ะคุณพล แม้จะเป็นเจ้านายเย็น แต่มึงเหี้ยฉิบหาย โกหกได้ทั้งต่อหน้ากล้อง และในชีวิตจริง

….ทีนี้ นักข่าวตามไปสัมภาษณ์สมาชิกคนอื่นๆ รวมถึงคุณแดง เมียของคุณพล ตรงนี้น่าสนใจค่ะ และต้องเจอกับเหตุการณ์โป๊ะแตก คือตอนนั้น พวกคอมมี่เวียดนามมันรุกเรามา มันอยากฮุบบริษัทของไทย คุณนายปากแดงเลยอาสาไปคุมโรงงานที่ภาคอิสาน แรกๆ ทั้งคุณพลเองและเย็นก็สงสัยว่า ทำไมคุณแดงถึงชอบไปอิสานบ่อยๆ และก็ไม่ได้ไปคนเดียวนะคะ ส่วนมากหนีบน้องถั่วไปด้วย ลูกสาวคนเล็ก เพื่อเป็นการอำพรางเรื่อง จนต่อมา เย็นก็แอบเห็นหลายอย่าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

…คือคุณแดงแกมีกองกำลังยามเป็นของตัวเอง ตั้งชื่อเริ่ดหรูว่า เสือตะวันออก ไอ้เสือตะวันออกเหี้ยอะไรเนี่ย มันคือกลุ่มยามที่ทำรัฐประหารล้มตำแหน่งผู้จัดการของอีหอย ที่เป็นน้องสาวไอ้เหลี่ยมเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตัดกลับไปสมัยป้าแดง ไอ้กลุ่มเสือตะวันออกเนี่ยเพิ่งก่อตั้ง และได้ตัวหัวหน้าที่มาดูแลกลุ่มนี้ เป็นยามหนุ่มรูปงาม ชื่อเดชณรงค์ ไอ้คนที่ชื่อเดชณรงค์นี่แหละค่ะ ที่กลายมาเป็นชู้กับป้าแดง เย็นแอบเห็นในหลายโอกาส

…เพราะความที่คอมมี่มันจะบุกอิสาน และเพราะความที่ยามกลุ่มนี้ดูแลความมั่นคงภาคตะวันออก จึงกลายมาเป็นหน้าที่ของเดชณรงค์ที่ต้องดูแลสถานการณ์ ป้าปากแดงใช้โอกาสนี้เพื่อไปพบเดชณรงค์ ทุกครั้งที่ไปหาเค้า ก็จะเตรียมแพ็คกระเป๋าเว่อร์วัง เตรียมชุดเดินป่าออกแบบโดย Pierre Balmain จากปารีส เราจึงได้เห็นชุดนางงามของป้าแดงเดินป่า แถมมีรูปจู๋จี๋ดู๋ดี๋ เดินจับมือกันในป่า เหมือนคู่ผัวตัวเมียหนุ่มสาว ซึ่งเย็นเคยเตือนป้าแดงหลายครั้งว่าไม่เหมาะ แต่ป้าก็ยังดื้อรั้น

…ทีนี้เมื่อช่างภาพตามไปถ่ายภารกิจของป้าแดงที่อิสาน เผอิญเรื่องแตกก็เพราะว่า ป้าแดงเอ่ยถึงชู้ในระหว่างการอัดสารคดี ทำให้ลุงพลรู้เรื่องในที่สุด เพราะลุงพลก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน ต่อหน้าลูกจ้าง สองผัวเมียนี้เล่นบนครอบครัวสุขสันต์ แม้ผัวจะจับได้ว่าเมียมีชู้ ลับหลัง โอ้ย อย่าให้เย็นเม้าท์ ด่ากันบ้านแตกค่ะ ในที่สุด คุณพลทนไม่ไหว เพราะสั่งให้เลิก แต่ป้าแดงก็ไม่ยอมเลิก จึงย้ายคุณเดชณรงค์ไปประจำที่บริษัทของเราที่วอชิงตันดีซี เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่มันก็ต้องจบด้วยโศกนาฏกรรม

….หลังจากแพร่ภาพสารคดีดังกล่าว อาจบอกได้ว่า ความนิยมของครอบครัวคุณพลกลับคืนมากได้ ก้าวไปสู่ทศวรรษที่ 1980 มันมีความเปลี่ยนแปลงมาก ในปีนั้นเอง คุณพลแต่งตั้งขันทีคู่ใจขึ้นเป็นผู้จัดการ นางชื่อเปรมิกา นางได้เป็นผู้จัดการถึงสองสมัย เป็นกลจักรสำคัญในการสร้างเครือข่ายของท่านประธาน นางเปรมิกาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ายามมาก่อน ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการ นางนี่ร้ายลึก และไม่ถูกกับน้องโอเลี้ยง เดี๋ยวมาเล่าต่อ

…อ้อ ปีถัดไป 1981 น้องถั่วแต่งงานค่ะ บังคับให้ผู้ชายเลิกกับเมียเพื่อแต่งกับเค้า เค้าชื่อยุทธชัย เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องนี้เช่นกันพร้อมๆ ไปกับเหตุการณ์ปี 1985 ที่คุณเดชณรงค์ตายกระทันหัน ย้อนรอยการตายแบบเดียวกับคุณ ป กุ้งเผาที่ญี่ปุ่น คือทั้งคู่ถูกวางยาพิษค่ะ มันส์ฉิบหาย

…ปล: กุหลาบเหลืองคือสัญลักษณ์ของชู้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ที่เขียนว่าตอนจบนี้ ไม่ได้หมายความว่า การอุ้มฆ่าจะยุติลงเพียงเท่านั้น ตราบใดก็ตามที่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ ดิชั้นเชื่อว่า คนชั่วคงยังต้องใช้วิธีอุ้มฆ่าเป็นการปิดปากผู้วิจารณ์เจ้าต่อไป เรื่องของต้าร์ วันเฉลิมอาจจะจบแค่นี้ จบด้วยความเศร้าที่เราไม่รู้ถึงชะตากรรมต้าร์ ดิชั้นเสียใจแทนครอบครัวที่คงไม่มีวันพักได้ ตราบใดที่เรื่องนี้ไม่มีข้อสิ้นสุด เค้าไม่รู้ว่าลูกเค้า น้องเค้า เป็นตายร้ายดีอย่างไร ถึงแม้ว่าเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมคืนร่างที่ไร้วิญญาณให้ ดิชั้นขอประนามอีกครั้งต่อคนชั่วเหล่านี้…ในใจหนึ่ง ขอขอบคุณกลุ่มผู้ประท้วงวันนี้ที่หยิบยกเรื่องการอุ้มฆ่ามาเป็นประเด็นสาธารณะ มันเหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราต้องเชื่อมโยงการอุ้มฆ่ากับสถาบันกษัตริย์ เพราะคนที่เสียชีวิตเพราะการถูกอุ้ม หรือสูญหายไป ล้วนแต่มีประวัติของการวิจารณ์เจ้าทั้งสิ้น การทำเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะได้กลายมาเป็นประเด็นระหว่างประเทศแล้ว ดิชั้นเชื่อว่า จะทำให้การปฏิบัติการครั้งต่อไปไม่ง่ายกว่าที่ผ่านมา แม้ดิชั้นเชื่อว่า พวกนั้นจะไม่หยุดแค่ตรงนี้…ในความเป็นจริง ความรุนแรงที่เกิดจากวชิราลงกรณ์ควรต้องได้รับการตรวจสอบใหม่อีกครั้งในทุกกรณี ไม่ว่าจะในเรื่องการลงโทษคนใกล้ชิด อย่างกรณีพิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ทั้งหมดนี้ล้วนจบชีวิตแบบน่าสงสัย สถานการณ์รอบข้างการเสียชีวิตต้องได้รับการสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเค้าทั้งสามคนอาจจะมีความผิด แต่ไม่มีใครสมควรตายแบบนั้น มันมีวิธีการชำระความผิดผ่านกระบวนการยุติธรรม ตามครรลองของประเทศที่มีอารยะ..ข่าวลือเรื่องการทำทารุณกรรมต่างๆ การให้หมอหยองกอดศพของปรากรม การทำพิธีไสยศาสตร์ต่างๆ ก่อนลงมือสังหาร การใช้วิธีสังหารที่ป่าเถื่อน การใช้วิธีการลงโทษที่หลุดโลกและหลุดจากกรอบของความยุติธรรม การสร้างคุกของตัวเอง การไม่เปิดให้สาธารณชนรับรู้ความเป็นไปภายในคุก การปิดกั้นการตรวจสอบจากองค์การระหว่างประเทศ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนให้ทราบเสียที….ยังมีอีกหลายกรณีที่ยังคั่งค้าง กรณีศรีรัศมิ์ที่ไม่มีใครรู้ความเป็นไป นอกจากการบังคับให้โกนผมและขังในบ้านที่ราชบุรี มันเป็นการลงโทษที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันเป็นการฆ่าคนทั้งเป็น ไม่มีใครสามารถไปเยี่ยมได้ ไม่มีใครรู้ว่าศรีรัศมิ์ทำผิดอะไร ทำไมเธอถึงแก้ต่างไม่ได้ ทำไม่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำไมต้องป่าเถื่อนแบบนั้น ทำไมต้องทำเธอให้อาย…มันมีกรณีของฟ้ารุ่งที่เราไม่รู้ว่าจุดจบคืออะไร มันเป็นเพียงการฆ่าตัวตายหรืออย่างอื่น อะไรคือความเชื่อมโยงของฟ้ารุ่งกับวชิราลงกรณ์ ทำไมสังคมถึงไม่มีคำตอบ..มันมีกรณีของศิรินทิพย์ นักแสดงอาวุโสที่ถูกอุ้มไปหลายทศวรรษ จนป่านนี้ ไม่มีใครรู้จุดจบของศิรินทิพย์ เรื่องเกิดมาจากการที่วชิราลงกรณ์ไม่พอใจการที่ศิรินทิพย์เอาประวัติของยุวธิดาไปโพนทะนา จากนั้น ศิรินทิพย์ก็หายไปจากสังคมแบบนั้น เรื่องนี้ ยุวธิดามีส่วนเกี่ยวข้อง จึงไม่มีใครคาดหวังว่ายุวธิดาจะออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ และในความเป็นจริงยุวธิดาเองก็ยังหวังแบบลมๆ แล้งๆ ว่าในที่สุด จะได้ทุกอย่างคืน เพียงเพราะตัวเองเป็นแม่ของลูก 5 คนของวชิราลงกรณ์….การอุ้มฆ่ามันกลายมาเป็นวิธีการสำคัญในการปิดปากคนเห็นต่างเรื่องเจ้า มันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว เพราะมันทำให้รู้ว่า ไม่ว่าคุณอยู่ที่ใดของมุมโลก คุณไม่มีความปลอดภัยใดๆ เหลืออยู่ สำหรับตัวดิชั้น เรื่องมันเกิดมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดอีก ความโชคดีของดิชั้นก็คือ แม้ตำรวจญี่ปุ่นจะยังไม่เปิดโปงตัวคนร้าย (ที่ดิชั้นคิดว่าเค้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเป็นใคร) แต่ดิชั้นก็อยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทั้งหมดนี้ จะมีภัยหรือไม่ ดิชั้นยังเห็นความจำเป็นของการรณรงค์ในเรื่องการพูดสถาบันกษัตริย์ต่อไป และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มีความเป็นอารยะและการเคารพกฎหมายเสียที อย่างน้อย ถ้าทำได้ ชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ถูกอุ้มฆ่าจะไม่เสียเปล่า….ปล: รูปนี้คือรูปของศิรินทิพย์ค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น