ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
จบเรื่องลูกคนโตสองคนไปสักครู่ ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าคุณโอเลี้ยงถูกบังคับแต่งงานกับญาติตัวเอง คือคุณถั่งเช่า เย็นคิดว่าคู่นี้คงไปไม่รอด และก็ไม่รอดจริงๆ ส่วนคู่ของคุณบัวหลวง นั่นก็ไม่รอด เย็นอยู่ในเหตุการณ์ค่ะ เห็นทุกอย่าง ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของครอบครัวท่านประธานบริษัท เพราะมีปัญหาของบริษัท ของผู้จัดการ และการชุมนุมของลูกจ้างครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง เกือบนำความฉิบหายมาให้ท่านประธานแล้ว…ในทศวรรษที่ 1970 คุณพลยุติการไปเยือนต่างประเทศ แต่ในประเทศยังไม่หยุดยั้ง ในต่างประเทศนั้น การเดินทางในทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อถึงความมีเสถียรภาพของสถาบันของท่านประธาน ได้ไปเยือนบริษัทที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกา แต่ในทศวรรษใหม่ สงครามเย็นมันถึงจุดขีดสูงสุด ท่านประธานและยามของเราพยายามจะแทรกแซงกิจการภายในบริษัทของเขมร ซึ่งตอนนั้นแตกแยกเป็นหลายส่วน และยังถูกบริษัทของเวียดนามครอบงำด้วย บริษัทของคุณพลกลายมาเป็นหน้าด่านแห่งความอันตราย ในจุดนี้ ยิ่งทำให้คุณพลสนิทกับสหรัฐมากขึ้น…สหรัฐใช้ไทยเป็นที่ตั้งในการต่อสู้กับบริษัทเวียดนาม เพราะสหรัฐเชื่อในทฤษฎีโดมิโน หากบริษัทหนึ่งกลายเป็นคอมมิสนิสต์แล้ว ก็อาจจะทำให้อีกบริษัทเป็นคอมมิวนิสต์ได้ ไอ้ความกลัวคอมมิวนิสต์มันขึ้นสมอง ส่วนหนึ่งเป็นภัยของจริง ส่วนหนึ่งเป็นภัยที่จินตนาการ ไอ้ส่วนที่จินตนาการนั่นเองที่คุณพลใช้เป็นเครื่องมือ ร่วมกับยาม ในการป้ายสีลูกจ้างเยาวชนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อป้ายสีอย่างนั้นแล้ว มันให้ความชอบธรรมในการกำจัดพวกเค้าได้ ไม่ว่าจะวิธีป่าเถื่อนอย่างไรก็ตาม..เวียดนามรุกคืบมามาก เขมรอาจจะตกเป็นของบริษัทเวียดนามในไม่ช้า ซึ่งหมายถึง เป้าหมายต่อไปของเวียดนามคือไทย ตอนนั้น สหรัฐนำกำลังเข้ามามาก เข้ามาตั้งบริษัทย่อยๆ หลายแห่งในไทย รวมถึงถึงบริษัทที่พัทยา เมื่อก่อนก็เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเงียบๆ แต่เมื่อไอ้กันมันมาตั้งถิ่นฐานที่พัทยา ก็เลยกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างรวดเร็ว มีบาร์ ซ่องมากมาย เป็นที่มาของแหล่งรวมกะหรี่ที่ใหญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้เมื่อไอ้กันมันออกไปแล้ว พัทยาก็ยังบูมอยู่อีกหลายสิบปี….ในปี 1975 ในที่สุด เวียดนามก็รุกคืบ บริษัทสหรัฐถูกตีแตก จากที่เคยมีฐานตั้งมั่นทางตอนใต้ของเวียดนาม คือที่ไซ่ง่อน ก็ตกเป็นของเวียดนามไป และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์_ซิตี้ เมื่อคุณพลเห็นว่า สหรัฐพ่ายแพ้ คุณพลได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยต้องหาบริษัทอื่นมาสร้างความมั่นคงให้ นั่นคือบริษัทของจีน ในที่สุดก็มีการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างบริษัทไทยและจีนในปี 1975 ที่เย็นเห็นว่าเป็นเรื่องตลกก็คือ ตลอดเวลา ลุงพลพูดว่ากลัวคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อต้องการขอความช่วยเหลือจากบริษัทจีน กลับไม่กลัวคอมมิวนิสต์จากจีน เอาจริงๆ การเมืองในภูมิภาคนี้มันซับซ้อนกว่านั้น ก่อนหน้านั้น บริษัทคอมมิวนิสต์เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ต่อมา บริษัทของโซเวียตทะเลาะกับบริษัทของจีน ทำให้บริษัทคอมเล็กๆ ที่เหลือต้องเลือกข้าง ทีนี้ เวียดนามมันเกลียดจีนมาเป็นพันปี มันจึงเลือกที่จะอยู่กับบริษัทโซเวียต ทำให้จีนโกรธ และเห็นว่า การที่ไทยขอให้จีนช่วยป้องกันภัยจากบริษัทเวียดนาม มันคือผลประโยชน์ของจีนเช่นกัน นับแต่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทไทย-จีนก็เติบโต จนมีคำเรียกว่าเป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้อง ลูกคนที่สามของลุงพล น้องนักจด กลายมาเป็นสะพานเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของสองฝ่าย จนไม่นานมานี้ ได้รับเหรียญทองในฐานะสหายสำคัญชองคอมมิวนิสต์จีนด้วยซ้ำ….ปี 1973 และ 1976 เป็นปีแห่งความขัดแย้งระหว่างคนของคุณพลและกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนปรีดา จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง สังหารนักศึกษาในโรงเรียน เพียงเพราะนักเรียนประท้วงการกลับมาของเผด็จการที่เป็นผู้จัดการที่เป็นคนโปรดของคุณพล มันคือคุณถนัด เหตุการณ์ครั้งนั้น มีการป้ายสีว่านักเรียนคือคอมมิวนิสต์ มีการทำทารุณกรรมนักเรียนหลายคน หนึ่งในนั้นคือซินแสผมหงอกที่ตอนนั้นยังผูกคอซองไปโรงเรียนปรีดาอยู่ เมื่อนักศึกษาหนีความป่าเถื่อนเข้าไปบ้านคุณพล คุณพลสั่งให้เย็นเปิดประตูรับนักศึกษา ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คุณพลสั่งให้มีการหยุดทำร้ายนักศึกษาได้ แต่ก็ไม่สั่ง ทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน แต่มันก็สายไปแล้ว เพราะนั่นคือเหตุการณ์ตาสว่างครั้งแรกของคนที่ผ่านปี 1976 มา…เมื่อรู้ว่าทำพลาด คุณพลรีบแก้เกมโดยการเชิญนักข่าวจาก BBC มาทำรายการเพื่อโปรโมทครอบครัวของคุณพล ชื่อรายการ Soul of a Nation ในปี 1979 แม้มันจะช่วยได้บ้าง แต่คุณพลก็พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำรายการ คุณพลจับได้ว่า เมียปากแดงมีชู้! ตอนหน้ามาติดตามกันค่ะ….ปล: รูปนี้ เย็นถ่ายไว้เมื่อตอนไปพบกับซินแสผมหงอกที่โรงเรียนปรีดาค่ะ
