หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์

การได้เข้าไปเรียนที่จุฬานี่มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่าการภูมิใจในสถาบันการศึกษานี้ ที่พูดนี่ไม่ได้ดูแคลนจุฬา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่สอบเข้าไปเรียน แต่เราภูมิใจกับตัวเราว่า ไอ้ที่เราพยายามอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน ไปหาโรงเรียนกวดวิชา ไปเอาซีร็อกซ์เอกสารเรียนจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เข้าไปเรียนใน สอจ เออ มันเป็นความสำเร็จของเราเองเลยนี่หว่า ดังนั้น ดิชั้นจึงแทบจะไม่อินกับเรื่องอื่นๆ ที่เน้นระเบียบหรือพิธีกรรมเลย ตั้งแต่ชุดนิสิตหรือการกราบพระบรมรูป ทำเพราะต้องทำ เลยคิดว่าตัวเองอาจไม่กล้าเท่าเนติวิทย์ด้วยซ้ำที่เสนอให้ยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ ค่ายพัฒนาก็ไปบ้าง แต่รู้สึกว่า มันไม่ได้ไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ เพียงแค่เอาของไปมอบ เป็นแค่ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว หรือ piecemeal เอาจริงๆ ได้ไปเห็นความแร้นแค้นของครอบครัวอีเย็นแล้วรู้แล้วว่า ความเป็นอยู่ของเราโชคดีมากในกรุงเทพ เรามีโอกาสที่ดีกว่า…พูดเรื่องโอกาส กล้าบอกได้เลยว่า นิสิตจุฬาส่วนใหญ่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ คนพวกนี้มาจากชนชั้นกลาง-สูง ที่มีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพล มันเลยทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช่ การศึกษาในไทยมันยังเป็นเรื่องโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งแท้ที่จริง มันควรต้องเป็นความเท่าเทียมมากกว่า ดิชั้นจึงคารวะนิสิตที่สอบเข้าได้ที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งฟองสบู่ของชนชั้นกลาง เอาจริงๆ แล้ว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าคบและมีมิตรภาพที่จริงใจกว่าเพื่อนที่มีสถานะในกรุงเทพพอๆ กับเราด้วยซ้ำ…คนที่มีทุนทรัพย์และอิทธิพลเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญของระบบอุปถัมภ์ ตอนเข้าปี 1 ดิชั้นก็จะมีเพื่อนที่มีมาจากหลายโรงเรียนไฮโซและโรงเรียนเจ้า อาทิ มาจากวชิราวุธแล้วมาต่อเตรียม โรงเรียนเอกชนเซ้นท์ทั้งหลาย หม่อมเจ้าหม่อมหลวงก็มาก ลูกนางสนองพระโอษฐ์ก็มี แม้แต่ชื่อเค้ายังเป็นชื่อพระราชทาน คือได้มีโอกาสไปสังสรรค์ที่บ้านคนเหล่านี้แล้วรู้เลยว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้เลย ย้อนกลับไปตอนมัธยม มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน ต่อให้ดันตัวเองแค่ไหน ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ระบบชนชั้น/ศักดินามันเป็นเขื่อนกั้นให้คุณไปต่อจากนั้นไม่ได้ มันเป็นความโกรธ และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า ต่อมาในชีวิต คนพวกนี้ยังได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีความสามารถอะไร นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนคนพวกนี้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกล มองไปแค่กรณีอยู่วิทยาก็พอ….เลยได้แต่บอกว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม ตอนใกล้จะจบ เลยมีอาจารย์ทาบทามว่า สนใจทำงานนักข่าวไหม เออ มันเป็นอะไรที่เราเคยคิดเหมือนกัน แล้วอาจารย์ที่แนะนำบอกว่า ลองไปสมัครกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ดูสิ (555) ดิชั้นก็ไปนะคะ สมเกียรติเคยเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาก่อนที่จะลาออกไปทำงานโทรทัศน์ ก็เลยสนใจ จริงๆ อยากทำงานข่าวโทรทัศน์ แต่เมื่อตอนไปสมัคร มันมีเพียงตำแหน่งนักข่าวสายวิทยุของศูนย์ข่าวแปซิฟิก ก็เลยทำฆ่าเวลาไปก่อน ก่อนที่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือตอนนั้นก็คิดถึงเรื่องอยากไปเรียนต่อเลย แต่คิดว่าลองหาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ดี…เข้าไปทำงานวันแรก (คือเรียนจบปุ๊ปก็ทำงานเลย ไม่ได้มีเวลาพักด้วยซ้ำ) ตอนนั้น เค้าส่งให้ไปรายงานข่าวที่รัฐสภา ทำได้สักพัก ก็ย้ายให้ไปประจำสายทำเนียบ หมายถึง การต้องตามการทำงานของรัฐบาล/นายกทุกวัน ตอนนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็ไปกินไปนอนตรงรังนกกระจอกในทำเนียบ ได้รู้จักนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงเจ๊ยุด้วย แล้วตอนนั้นอภิสิทธิ์ก็เพิ่งเริ่มเล่นการเมือง เอาจริงๆ ก็ได้รู้จักคนพวกนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ม๊โอกาสไปบ้านแม่ถ้วนหลายครั้ง จะว่าสนุกมันก็สนุกนะ…ประสบการณ์ตรงนี้ดีจังเลยอ่ะ เห็นการทำงานของรัฐบาล เห็นสันดานนักการเมือง เห็นบทบาทของนักข่าว นักข่าวนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณจริงๆ นะ จะเขียนข่าวยังไงก็ได้ โอเค ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง แต่ไอ้ที่เป็นความเห็นนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณล้วนๆ และยังได้เห็นการปฏิบัติของนักการเมืองต่อนักข่าว มีตั้งแต่ดูถูก ไปจนถึงเอาเราเป็นที่พึ่งขายข่าว ต้องนั่งรอข่าวริมถนน ต้องๆๆๆ อะไรอีกหลายอย่าง ฉายาของดิชั้นตอนนั้นคือ “น้องเชอร์รี่จากแปซิฟิก” คือรำคาญคนชอบถามชื่อเล่น โดยเฉพาะอีพี่นักข่าวผู้ชายที่ชอบมาก้อร่อก้อติกดิชั้น เลยบอกแม่งไปว่าชื่อเชอร์รี่ 5555 กลายเป็นฉายานักข่าวหญิงสาวสวยติดตัวดิชั้นตั้งแต่บัดนั้นมา….ปล: รูปน้องเชอร์รี่ผอมโซ ไม่มีข้าวกิน เงินเดือน 7,000 บาท

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น