หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีสิริกิติ์กับ “ผ้าพันคอสีฟ้า”

นี่คือคำบอกเล่าจากสมาชิกพันธมิตร (PAD) ท่านหนึ่ง: เรากำหนดให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 19.00 น. ค่ำวันที่ 15 กันยายน 2549 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะในวันนั้น รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อยู่ติดๆกันเป็นอาคารเดียว ต่อมา ในเวลา 19.00 น. แม้แกนนำพันธมิตรทุกคน ยกเว้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่โรงเรียนผู้นำกาญจนบุรี จะสวมใส่เสื้อสีต่างกันไป แต่ทุกคนมีเหมือนกันอยู่อย่าง–ต่างพันผ้าพันคอสีฟ้า! โดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะอยู่ในเสื้อสีเหลือง พันผ้าพันคอสีฟ้า ในทุกครั้งที่ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนนับจากนั้น ไม่ว่าจะที่สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย หรือสนามบินดอนเมืองผ้าพันคอสีฟ้าเป็นการแต่งการที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน แต่เมื่อมีท่านผู้ปรารถนาดีที่ไม่ประสงค์จะให้ออกนามและหน่วยงานนำผ้าพันคอสีฟ้ามาให้จำนวน 300 ผืน เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนั้น ทั้งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำอีก 3 คนที่อยู่ ณ ที่นั้น คือ คุณพิภพ ธงไชย, คุณสมศักดิ์ โกศัยสุข และอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ต่างพร้อมใจกันนำขึ้นมาพันคอทันที ดูเหมือนผู้สื่อข่าวก็สังเกตเห็นในเวลาแถลงข่าว แต่ไม่มีใครถามถึงความหมาย เพียงแต่มีอยู่คนหนึ่งถามขึ้นว่าจะนัดหมายให้ประชาชนพันผ้าพันคอสีฟ้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ในอีก 5 วันข้างหน้าหรือเปล่า คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่จำเป็น แต่งกายอย่างไรมาก็ได้ ขอให้มากันมากๆก็แล้วกันแต่เมื่อคุณสนธิ ลิ้มทองกุล พันผ้าพันคอสีฟ้าในทุกครั้งที่แถลงข่าวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะพันให้ส่วนที่เป็นมุมสามเหลี่ยมหันมาอยู่ด้านหน้า แบบคาวบอยตะวันตก ไม่ใช่แบบลูกเสือ ก็ทำให้สื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไอทีวี ได้โคลสอัพผ้าพันคอผืนนั้นมาออกจอในช่วงข่าวภาคค่ำเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2549 ด้วย ถ้าสังเกตสักหน่อย ก็จะอ่านได้ว่า
902 (รหัสราชินีสิริกิติ์)
12 สิงหาคม 2549
แม่ของแผ่นดิน
ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ พวกเราที่เป็นทีมงานเก็บไว้คนละผืนสองผืน และนัดหมายกันไว้ว่าจะพร้อมใจกันพันในวันชุมนุมใหญ่ วันพุธที 20 กันยายน 2549 เสื้อสีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” + ผ้าพันคอสีฟ้า “902…” ขณะเดียวกันคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้สั่งตัดผ้าพันคอสีฟ้าแบบใกล้เคียงกัน ต่างกันแต่เนื้อผ้า และไม่มีคำ “902” เท่านั้น เตรียมออกจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุมในวันนั้นเย็นวันที่ 4 กันยายน 2549 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากสุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งให้ไปพบ (คิดว่าเป็นท่านผู้หญิง จจ) ณ ที่พำนักของท่านไม่ไกลจากบ้านพระอาทิตย์มากนัก เมื่อไปพบ ท่านได้แจ้งว่าตัวท่านและคณะของท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพ ขอให้กำลังใจ ขอขอบใจที่ได้กระทำการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างกล้าหาญมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าธรรมจะต้องชนะอธรรม ก่อนกลับออกมา ท่านได้ฝากของขวัญจากผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพใส่มือคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นกระเป๋าผ้าไทยลายสีม่วงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณกระเป๋าสตางค์ของสุภาพสตรีที่เห็นทั่วไปในงานศิลปาชีพ เมื่อนั่งกลับออกมา คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เปิดดูพบว่า เป็นธนบัตรใหม่เอี่ยมมูลค่ารวม 250,000 บาท เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ทำให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าพวกเราจะประสบชัยชนะแน่นอนศรัทธาที่มีอย่างเต็มเปี่ยมมาโดยตลอดกว่า 1 ปียิ่งล้นฟ้าสุดจะพรรณนา ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะอย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบวันตายก็คือ ครั้งหนึ่งในชีวิต ประชาชนช่วยจ่ายเงินเดือนเราโดยตรง แผ่นดินช่วยจ่ายเงินเดือนพวกเราโดยตรง ช่างเป็นชีวิตช่วงที่บรรเจิดเพริดแพร้วยิ่งนัก !จากนั้น คุณสนธิยังให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เราสามารถที่จะรวมคนได้เป็นหมื่น หลายครั้งเป็นแสน พวกนี้ก้อ เห็นแล้วสิ เฮ้ย ไอ้เจ๊กแซ่ลิ้ม มันใช้ได้เว้ย ก็เข้ามาอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็เริ่มแล้วสิ พลเอกสุรยุทธโทรมา พลเอกสนธิให้คนใกล้ชิดโทรมา ในวัง ในวังนี่มีเยอะ เส้นสายในวัง ทุกคนสนิทหมด (เสียงคนฟังหัวเราะ) แม่งสนิทกันชิบหายเลย ‘ผมนี่ถึงเลยนะ ผมนี่คุณไม่ต้องพูดเลยว่าถึงไม่ถึง คุณมีอะไรคุณพูดมา รับรองถึงหู พระกรรณ’ ผมไม่สนใจหรอก เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเริ่มมาหนุนหลังขบวนการเรา… จนกระทั่ง มีสัญญาณบางสัญญาณมาถึงผม จู่ๆ ผมสู้อยู่ ก็มีของขวัญชิ้นหนึ่ง มาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี ปรากฏว่าผมแค่ได้รับวันเดียว ผมเข้าไปรับด้วยตัวเองกับท่านผู้หญิงบุษบา โทรศัพท์มาหาผมเต็มเลย ป๋าเปรมให้คนสนิทโทรมา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทุกคนโทรมาหมด ถามว่า จริงหรือเปล่า ….เมื่อวานนี้ เค้าพูดแดกดันผม ซึ่งผมไม่สนใจหรอก แต่เผอิญ มันไปพาดพิงผ้าพันคอสีฟ้าผม ผมก็จะเล่าให้เค้าฟัง …. ผ้าพันคอสีฟ้านั้น ผมได้รับมา ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน วันที่เราเปิดแถลงข่าวและชุมนุมกันครั้งสุดท้าย ที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ จำได้มั้ย ผ้าพันคอนี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืนนั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน ไอ้เบื๊อก! เป็นผ้าพันคอพระราชทานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2549 คุณเฉลิม คุณจะพูดจาอะไร คุณระวังปากคุณหน่อย อย่าทะลึ่ง!โดยสรุป สนธิกำลังคอนเฟิร์มว่า สิริกิติ์ให้การสนับสนุนการล้มทักษิณอย่างเป็นทางการดูเพิ่มเติมที่ https://prachatai.com/journal/2008/08/17688

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์

การได้เข้าไปเรียนที่จุฬานี่มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่าการภูมิใจในสถาบันการศึกษานี้ ที่พูดนี่ไม่ได้ดูแคลนจุฬา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่สอบเข้าไปเรียน แต่เราภูมิใจกับตัวเราว่า ไอ้ที่เราพยายามอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน ไปหาโรงเรียนกวดวิชา ไปเอาซีร็อกซ์เอกสารเรียนจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เข้าไปเรียนใน สอจ เออ มันเป็นความสำเร็จของเราเองเลยนี่หว่า ดังนั้น ดิชั้นจึงแทบจะไม่อินกับเรื่องอื่นๆ ที่เน้นระเบียบหรือพิธีกรรมเลย ตั้งแต่ชุดนิสิตหรือการกราบพระบรมรูป ทำเพราะต้องทำ เลยคิดว่าตัวเองอาจไม่กล้าเท่าเนติวิทย์ด้วยซ้ำที่เสนอให้ยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ ค่ายพัฒนาก็ไปบ้าง แต่รู้สึกว่า มันไม่ได้ไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ เพียงแค่เอาของไปมอบ เป็นแค่ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว หรือ piecemeal เอาจริงๆ ได้ไปเห็นความแร้นแค้นของครอบครัวอีเย็นแล้วรู้แล้วว่า ความเป็นอยู่ของเราโชคดีมากในกรุงเทพ เรามีโอกาสที่ดีกว่า…พูดเรื่องโอกาส กล้าบอกได้เลยว่า นิสิตจุฬาส่วนใหญ่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ คนพวกนี้มาจากชนชั้นกลาง-สูง ที่มีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพล มันเลยทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช่ การศึกษาในไทยมันยังเป็นเรื่องโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งแท้ที่จริง มันควรต้องเป็นความเท่าเทียมมากกว่า ดิชั้นจึงคารวะนิสิตที่สอบเข้าได้ที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งฟองสบู่ของชนชั้นกลาง เอาจริงๆ แล้ว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าคบและมีมิตรภาพที่จริงใจกว่าเพื่อนที่มีสถานะในกรุงเทพพอๆ กับเราด้วยซ้ำ…คนที่มีทุนทรัพย์และอิทธิพลเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญของระบบอุปถัมภ์ ตอนเข้าปี 1 ดิชั้นก็จะมีเพื่อนที่มีมาจากหลายโรงเรียนไฮโซและโรงเรียนเจ้า อาทิ มาจากวชิราวุธแล้วมาต่อเตรียม โรงเรียนเอกชนเซ้นท์ทั้งหลาย หม่อมเจ้าหม่อมหลวงก็มาก ลูกนางสนองพระโอษฐ์ก็มี แม้แต่ชื่อเค้ายังเป็นชื่อพระราชทาน คือได้มีโอกาสไปสังสรรค์ที่บ้านคนเหล่านี้แล้วรู้เลยว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้เลย ย้อนกลับไปตอนมัธยม มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน ต่อให้ดันตัวเองแค่ไหน ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ระบบชนชั้น/ศักดินามันเป็นเขื่อนกั้นให้คุณไปต่อจากนั้นไม่ได้ มันเป็นความโกรธ และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า ต่อมาในชีวิต คนพวกนี้ยังได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีความสามารถอะไร นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนคนพวกนี้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกล มองไปแค่กรณีอยู่วิทยาก็พอ….เลยได้แต่บอกว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม ตอนใกล้จะจบ เลยมีอาจารย์ทาบทามว่า สนใจทำงานนักข่าวไหม เออ มันเป็นอะไรที่เราเคยคิดเหมือนกัน แล้วอาจารย์ที่แนะนำบอกว่า ลองไปสมัครกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ดูสิ (555) ดิชั้นก็ไปนะคะ สมเกียรติเคยเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาก่อนที่จะลาออกไปทำงานโทรทัศน์ ก็เลยสนใจ จริงๆ อยากทำงานข่าวโทรทัศน์ แต่เมื่อตอนไปสมัคร มันมีเพียงตำแหน่งนักข่าวสายวิทยุของศูนย์ข่าวแปซิฟิก ก็เลยทำฆ่าเวลาไปก่อน ก่อนที่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือตอนนั้นก็คิดถึงเรื่องอยากไปเรียนต่อเลย แต่คิดว่าลองหาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ดี…เข้าไปทำงานวันแรก (คือเรียนจบปุ๊ปก็ทำงานเลย ไม่ได้มีเวลาพักด้วยซ้ำ) ตอนนั้น เค้าส่งให้ไปรายงานข่าวที่รัฐสภา ทำได้สักพัก ก็ย้ายให้ไปประจำสายทำเนียบ หมายถึง การต้องตามการทำงานของรัฐบาล/นายกทุกวัน ตอนนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็ไปกินไปนอนตรงรังนกกระจอกในทำเนียบ ได้รู้จักนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงเจ๊ยุด้วย แล้วตอนนั้นอภิสิทธิ์ก็เพิ่งเริ่มเล่นการเมือง เอาจริงๆ ก็ได้รู้จักคนพวกนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ม๊โอกาสไปบ้านแม่ถ้วนหลายครั้ง จะว่าสนุกมันก็สนุกนะ…ประสบการณ์ตรงนี้ดีจังเลยอ่ะ เห็นการทำงานของรัฐบาล เห็นสันดานนักการเมือง เห็นบทบาทของนักข่าว นักข่าวนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณจริงๆ นะ จะเขียนข่าวยังไงก็ได้ โอเค ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง แต่ไอ้ที่เป็นความเห็นนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณล้วนๆ และยังได้เห็นการปฏิบัติของนักการเมืองต่อนักข่าว มีตั้งแต่ดูถูก ไปจนถึงเอาเราเป็นที่พึ่งขายข่าว ต้องนั่งรอข่าวริมถนน ต้องๆๆๆ อะไรอีกหลายอย่าง ฉายาของดิชั้นตอนนั้นคือ “น้องเชอร์รี่จากแปซิฟิก” คือรำคาญคนชอบถามชื่อเล่น โดยเฉพาะอีพี่นักข่าวผู้ชายที่ชอบมาก้อร่อก้อติกดิชั้น เลยบอกแม่งไปว่าชื่อเชอร์รี่ 5555 กลายเป็นฉายานักข่าวหญิงสาวสวยติดตัวดิชั้นตั้งแต่บัดนั้นมา….ปล: รูปน้องเชอร์รี่ผอมโซ ไม่มีข้าวกิน เงินเดือน 7,000 บาท

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์…ต้าร์เป็นนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่อาศัยอยู่ที่กรุงพนมเปญ นอกจากนี้ เขายังเป็นนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการป้องกันเชื้อเอชไอวีในหลายประเทศ มีรายงานว่า ต้าร์เป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามรายงานที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศราด้วย…ต้าร์มาจากจังหวัดอุบลราชธานี จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นผู้ประสานงานศูนย์กิจกรรมเยาวชนเพื่อชุมชนและสังคม (Y-act) เคยทำงานกับสถาบันเยาวชนเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย ต่อมาในช่วงการประท้วงการเมือง 2557 เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านเผยแพร่ข่าวสารและประชาสัมพันธ์ โดยการแต่งตั้งของรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ แต่หลังรัฐประหารในประเทศไทย 2557 ต้าร์ถูกหมายจับคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หมายจับคดีฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี พ.ศ. 2558 และหมายจับในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 กรณีโพสต์ข้อความบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาลและประยุทธ์ เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด เมื่อปี 2561…ต้าร์ได้ลี้ภัยไปอยู่ในกัมพูชาร่วมกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ในระยะหลัง ต้าร์ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากเท่าไหร่ ที่แน่ๆ ไม่ได้เขียนข้อความหมิ่นเจ้าแต่อย่างใด เลยคิดว่าตัวเองปลอดภัย แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้ลี้ภัยคนอื่นจะถูกอุ้มไปหมดแล้ว รวมถึงกรณีไฟเย็นที่ต้องหนีไปฝรั่งเศส ต้าร์อาจจะชะล่าใจในจุดนี้…ในวันที่ 4 มิถุนายน ต้าร์ถูกลักพาตัวบริเวณหน้าที่พักขณะลี้ภัยในกรุงพนมเปญ เมื่อเวลา 17.54 นาฬิกา โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของคอนโดมิเนียมพยายามเข้าไปช่วย แต่ถูกสกัดด้วยกลุ่มคนร้าย (4-5 คน) ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ระหว่างเกิดเหตุพี่สาวกำลังโทรศัพท์คุยกับต้าร์ โดยได้ยินเสียงสุดท้ายว่า “โอ๊ย หายใจไม่ออก” ก่อนสายจะตัดไป และหลังพยายามติดต่อกลับกว่าครึ่งชั่วโมง รวมทั้งติดต่อเพื่อนให้ช่วยตรวจสอบกับที่พักของเขาจึงทราบว่าหายตัวไป รายละเอียดต่อไปนี้ ดิชั้นได้จากพี่สาวของต้าร์โดยตรงค่ะ…ต้าร์บอกกับคนอื่นช่วงก่อนจะมีเรื่องว่า จริงๆ แล้วผมไม่ควรจะออกจากห้องพักเลย พี่ที่คุ้มกะลาหัวต้าร์อยู่ในวัง ชื่อพันโทสมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวังฝ่ายนโยบายและแผนปฏิบัติการ เป็นคนดูแลต้าร์อยู่ เข้าใจว่าโทรมาหาต้าร์ “เตือนๆ” ด้วยความเป็นห่วงหรืออะไรบางอย่าง เพราะต้าร์ไปเล่น รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสในช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ก็อาจจะถูกเพ่งเล็ง ต้าร์เปรยอย่างนั้น และเข้าใจว่า ตัวเองตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะหลังจากการเล่นในกลุ่มตลาดหลวง เพราะอีกอย่าง ตำรวจมาเยี่ยมบ้านแม่ที่อุบลประมาณเดือนพฤษภาคม ประมาณ 4-5 คน เหมือนมาเตือนอะไรทำนองนั้น….ปีก่อนหน้านี้ ต้าร์เล่าว่า เขาได้เขียนจดหมายไปถึงวชิราลงกรณ์ และได้รับคำตอบ (ไม่รู้โดยตรงหรือผ่านใคร) ประมาณว่า บอกว่าโอเค คือคิดว่าน่าจะกลับไทยได้ “ผมกลับไทยได้นะ” เค้าบอกกับเพื่อนๆ ที่ไทย สำหรับธุรกิจ ทีต้าร์เปรยๆ ในเฟซบุ๊ค ก็มีเรื่องทำเหมืองแร่ เรื่องการผลิตสิตค้าอะไรบางอย่างที่นำเข้าจากจีนมาที่เขมร ทำหน้าที่เสมือนประชาสัมพันธ์การลงทุนในเขมร และมีโครงการโรงพยาบาลในเขมร เชื้อเชิญกลุ่มทุนโรงพยาบาลมาทำที่นี่ เพราะโควิด-19 ทำให้คนเขมรไปไทยไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การพนัน ผู้หญิง ทวงหนี้ ติดหนี้ ฯลฯ…แต่การที่ทั้งทางการไทยและกัมพูชาออกมาปฏิเสธการรู้เห็น ทำให้มองว่า มีความพยายามด้อยค่าหลักฐานที่แสดงว่าต้าร์อยู่เขมรจริงตามหนังสือตอบจากกระทรวงต่างประเทศ วันที่12 ส.ค. การปฏิเสธแบบนี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยในการเกี่ยวข้องของทางการไทยอย่างค่อนข้างแน่นอน….เดี๋ยวมาเขียนเรื่องต้าร์ต่อ จากประสบการณ์ส่วนตัวค่ะปล: รูปที่ให้ดูนี้ มีเพื่อนของเราตามไปเก็บรูปซ้ำที่ที่ต้าร์เคยไป

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น