หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เราพักเรื่องโอเลี้ยงไว้นิดนึง ตัดมาที่เรื่องคุณบัวหลวง เป็นลูกสาวคนโตของบ้าน เอาจริงๆ นะคะ คุณพลรักลูกคนนี้มากที่สุด เพราะฉลาดที่สุด และมีความมั่นใจสูง แต่เค้าไม่อยากเรียนที่เมืองไทย ในที่สุดพ่อก็ตามใจให้ไปเมืองนอก แต่พอส่งคุณโอเลี้ยงไปอังกฤษ คุณบัวหลวงเลยขอไปอเมริกา ในที่สุด ก็ได้ไปจริงๆ ได้เข้าเรียนปริญญาตรีในมหาลัยที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ Massachusetts Institute of Technology (MIT) แต่เพราะการไปเรียนที่ MIT ทำให้ชีวิตของบัวหลวงต้องเปลี่ยนไป รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อคุณพ่อพลด้วย เย็นได้รับคำสั่งให้ตามไปดูแลคุณบัวหลวง ดังนั้น เย็นจึงรู้เรื่องคุณบัวหลวงอย่างดี…ระหว่างที่เรียนที่ MIT นั้น คุณบัวหลวงเกิดไปพบรักกับฝรั่งอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อคุณพีท เจ่นเซ่น ความรักมันพัฒนาไปเร็วมากค่ะ และคุณบัวหลวงก็ไม่ยอมบอกคุณพ่อ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรู้ว่า หากบอกคุณพ่อ ก็คงต้องถูกสั่งให้เลิกกัน เหมือนคุณลุงที่เสียชีวิตไปแล้ว พอคุณย่ารู้ว่า ไปมีแฟนเป็นผู้หญิงสวิส ก็สั่งให้เลิกกันทันที มาถึงยุคคุณบัวหลวง ไอ้ความคิดโบราณว่าห้ามมีแฟนเป็นฝรั่งยังไม่หมดไป ส่วนหนึ่งยังเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะคุณพลกำลังวางแผนสร้างภาพลักษณ์ครอบครัวเปอร์เฟ็ค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอำนาจทางจริยธรรมจองคุณพลเอง ที่ไม่เพียงแต่เป็นการยกสถาบันประธานของบริษัทให้อยู่สูงขึ้นไปอีก แต่ต้องการใช้ความสมบูรณ์แบบของครอบครัว เป็นเครื่องลบเหตุการณ์ที่ตัวเองสังหารคุณนนท์ด้วย ลูกจ้างจะได้คิดว่า โอ้โห คุณพลดีอย่างนี้ ไม่มีทางที่เค้าจะฆ่าพี่ชายได้… คุณๆ เข้าใจที่เย็นพูดไหมคะ…ในที่สุด เรื่องก็รู้ถึงหูคุณพล แต่มันสายไปแล้ว ทั้งสองคนได้แต่งงานกันทันทีที่เรียนจบ การแต่งงานกันครั้งนั้น เป็นการทำร้ายจิดใจคุณพลมาก เพราะบัวหลวงกลายมาเป็นตัวทำลายแฟนครอบครัวสุขสันต์ของคุณพล ซึ่งคุณพลตอบสนองด้วยการ ตัดยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของบัวหลวง แม้ตอนแรกๆ บัวหลวงทำท่าไม่แคร์ แต่ลึกๆ แล้วก็รู้ว่าตัวเองพลาด…จากนั้น เมื่อจบตรีที่ MIT แต่งงานแล้ว ก็ได้ย้ายตามสามีมาอยู่ที่ซานดิเอโก้เพราะสามีได้งานที่นั่น คุณบัวหลวงเป็นคนฉลาด ลงเรียนปริญญาโทที่ UCLA (University of California, Los Angeles) นับเป็นคนเดียวในบ้านที่จบปริญญาสูงสุด (ปริญญาโท) ในต่างประเทศ และก็มีลูกคนโต ตั้งชื่อว่า บุษราคัม ในโอกาสที่มีเบบี้คนแรก เรียกว่าเป็นหลานคนที่สองของบ้าน รองจากภาริณี ซึ่งเป็นลูกสาวของโอเลี้ยงกับถั่งเช่า หลังจากที่คุณบัวหลวงพยายามจะทำให้พ่อยกโทษให้ ก็เลยวางแผนอุ้มลูกแบเบาะไปให้เค้าดูถึงเมืองไทย แผนเดิมเชื่อว่า พ่อจะให้อภัย เพราะแม่ปากแดงช่วยพูดชงให้แล้ว ก็เลยกลับบ้านอย่างเชื่อมั่น….แต่เมื่อถึงไทย กลับไม่เป็นอย่างที่คิด พ่อก็ยังใจแข็ง แม้แม่จะพยายามช่วยพูด ก็ไม่เป็นผล นี่เป็นเพราะพ่อรักบัวหลวงมาก เมื่อบัวหลวงดื้อโดยการไปแต่งงานกับฝรั่งมังค่า ก็เลยถูกลงโทษแบบนี้ จากที่วางแผนจะอยู่เป็นเดือน เลยเก็บของกลับอเมริกาภายในไม่กี่วัน ไปใช้ชีวิตตามลำพังกับสามีฝรั่งต่อ จนมีลูกอีกสองคน คือลูกชาย น้องพวง และลูกสาวคนเล็ก น้องสิริกัลยา ส่วนไอ้ข่าวลือที่ว่า คุณบัวหลวงและลูกๆ ต้องอยู่ได้ความยากลำบาก อันนั้นไม่จริงค่ะ แม้พ่อจะไม่คืนดีกับเค้า แต่ก็ยังส่งเสียบัวหลวง เอาเงินภาษีลูกจ้างส่งมาเลี้ยงอย่างเต็มที่ค่ะ คุณบัวหลวงก็ได้แต่รอวันที่พ่อจะใจอ่อน แต่ก็ไม่เป็นผล…อยู่อเมริกาไปสักพัก คุณบัวหลวงเริ่มเบื่อ ไอ้การใช้ชีวิตแบบอเมริกันชน ไม่ได้รับการประคบประหงมเหมือนตอนอยู่ไทย ไปไหนก็มีคนรองมือรองตีน ทำให้คุณบัวหลวงเบื่อหน่าย ไอ้ความเบื่อหน่ายก็นำไปสู่การเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น จนเย็นสังเกตได้ว่า ผัวคุณบัวหลวงเริ่มรำคาญเช่นกัน แต่คุณบัวหลวงก็ไม่แคร์ เพราะคิดเสมอว่าเป็นลูกสาวท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ มีแต่คนเอาใจสารพัด จะเอาอะไรก็ต้องได้ จึงทำตัวเป็นเจ้าหญิงที่นำความรำคาญมาสู่ผัว….มีอยู่สัปดาห์หนึ่งในปี 2541 คุณบัวหลวงออกไปธุระต่างเมือง และเอาเย็นไปด้วย กำหนดไปแค่ 2-3 วัน แต่คุณบัวหลวงตัดสินใจกลับเร็วกว่ากำหนด แต่ไม่ได้แจ้งสามี คิดว่าจะมาเซอร์ไพรซ์เค้า เมื่อมาถึงบ้าน เปิดประตูเข้าไป คุณพระช่วย สามีคุณบัวหลวงกำลังแอบแซ่บกับคนใช้ฟิลิปปินส์ที่เพิ่งจ้างมาไม่นาน แถมมันอายุน้อยกว่าคุณบัวหลวงมาก คุณบัวหลวงร้องกรี๊ดๆๆๆ ไม่ยอมๆๆๆ แม้สามีขอโทษยังไง ก็ขอเลิกกับเค้า ซึ่งคุณบัวหลวงก็มาถึงจุดเดือดเหมือนกัน เค้าบอกเย็นว่า พอกันที ในเมื่อชีวิตคู่ไม่มีความสุข และชีวิตทั่วไปก็น่าเบื่อ ก็เลยเก็บของกลับเมืองไทยในปี 2543…พอกลับมา พ่อก็ยังไม่ใจอ่อน ด้วยความที่คุณบัวหลวงต้องทำตัวเด่นเสมอ เลยต้องหาโน่นหานี่ทำ ในด้านหนึ่ง บัวหลวงก็ต้องการทำให้ลูกจ้างมันเห็นว่าเค้าเป็นคนแคร์สังคม เลยจัดตั้งโครงการอิชิบัง เอาภาษีลูกจ้างมาสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง นอกจากนั้น ก็มีงานร้องเพลงบ้าง จัดคอนเสิร์ตให้ลูกสาวคนโตของคุณบัวหลวงบ้าง และในที่สุด ก็ตัดสินใจเล่นหนัง คุณบัวหลวงเล่นหลายเรื่องค่ะ ส่วนใหญ่รับบทเดียวที่ถนัด นั่นคือบทก้อนหิน…ปล: รูปของเย็นตอนตามคุณบัวหลวงไปลอสแองเจลิสค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ลุงสนามหลวงและสหาย

นับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.62 ผู้ลี้ภัยการเมืองของไทยและนักจัดรายการ ‘วิทยุใต้ดิน’ 3 คน ถูกส่งตัวจากเวียดนามมายังประเทศไทยเมื่อ 8 พ.ค.62 แม่ของหนึ่งในนั้นคือสยาม ธีรวุฒิ ก็ตระเวนยื่นหนังสือยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อตามหาลูก และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดเกี่ยวกับสามคนนี้ ทั้งสามคน ประกอบไปด้วย ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวสุทธิ์, กฤษณะ ทัพไทย หรือ สหายยังบลัด และ สยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง

….มีรายงานข่าวว่า ทั้งสามหลบหนีออกจากลาวไปยังเวียดนาม หลังจาก สุรชัย แซ่ด่าน, ไกรเดช ลือเลิศ หรือกาสะลอง, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ ภูชนะ ถูกอุ้มหายจากบ้านพักในลาว ก่อนจะพบศพกาละลองกับภูชนะถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และนำอวัยวะในช่องท้องออก แทนที่ด้วยเสาปูน ลอยอยู่ในแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากหายตัวไปนานถึง 16-17 วัน จากนั้น รายการของลุงสนามหลวงและพรรคพวกก็ยุติลง แหล่งข่าวหลายคนให้ความเห็นว่า พวกเขาต่างแยกย้ายกบดานหนีการไล่ล่า โดยต่อมา ลุงสนามหลวงแจ้งข่าวว่าขอยุติการจัดรายการชั่วคราว

…ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมดังกล่าว ทาง คสช.พยายามเจรจากับทางการลาวหลายครั้ง เพื่อขอตัวผู้ต้องหาคดี 112 แต่ทางนั้นไม่ส่งตัวให้ เพราะเขาไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ 112 ขณะที่สื่อมวลชนรายงานว่า ช่วงที่สุรชัยและพวกหายตัวไปนั้น เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะเดินทางเยือนลาวเพื่องานประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ทวีขึ้นในหมู่ผู้เคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากทั้งสามคนนี้ก็ล้วนมีบทบาทเคลื่อนไหวจัดรายการทาง Youtube เช่นเดียวกับกลุ่มสรุชัย ทั้งยังโดดเด่นกว่า

….สำหรับลุงสนามหลวง เขาเป็นผู้ที่มีประวัติการต่อสู้ทางการเมืองยาวนาน เป็นที่รู้จักในหมู่ ‘สหายเก่า’ ในหมู่ประชาชนที่ตื่นตัวต่อต้านรัฐประหาร คมช. ปี 2549 และเป็นศัตรู (ทางความคิด) ลำดับต้นๆ ของฝ่ายความมั่นคงไทย ชื่อจริงเค้าคือชูชีพ ชีวสุทธิ์ เกิดปี 2496 เข้าศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2515 เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป และเป็นรุ่นพี่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 1 ปี เขาเป็นคนหัวดี แม้ตอนสอบเข้าจะรุ่งโรจน์แต่ต่อมาความสนใจทางการเมืองก็เปลี่ยนชีวิตเค้า

…หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็เข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตอีสานใต้ เขาเป็นนักสู้ เรียกได้ว่าฝ่าวิกฤติต่างๆ มามาก สมัยอยู่กับ พคท.ได้รับมอบหมายให้ไปบุกเบิกเขตจันทบุรีซึ่งค่อนข้างยากลำบากเพราะมีการสู้รบกัน 3 ฝ่ายระหว่างเขมรแดง เขมรเสรี และ พคท. แต่เขารอดชีวิตกลับมาได้ เมื่อสิ้นสุดยุค พคท.นักศึกษาคืนเมือง เขากลับมาศึกษาต่อที่คณะสาธารณสุขศาสตร์จนสำเร็จ แล้วต่อมาก็ทำธุรกิจด้านส่งออกจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้” เพื่อนชูชีพระบุ

….เพื่อนๆ เห็นว่าเขาไม่เคยหยุดอุดมการณ์ประชาธิปไตย และพยายามเผยแพร่ความคิดผ่านเวทีต่างๆ เสมอ เช่นในพันทิป และมีบทบาทต่อเนื่องจนถึงช่วงรัฐประหาร 2549 จากนั้นเจอคดี 112 จึงหลบไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เคยถูกจับขังคุกขี้ไก่ในลาว ระยะหลังเขาเลี้ยงชีพด้วยการขายเรื่องทาง Youtube คุณชูชีพเป็นที่รู้จักกันดีตามสถานีวิทยุข่าวสารและการจราจร นามที่เขาใช้เพื่อโฟนอินตามรายการต่างๆ คือ “ชูชีพ” ไม่มีผู้จัดรายการข่าวทางวิทยุคนไหนไม่เคยรับสายชูชีพ และไม่มีคนฟังวิทยุข่าวคนไหนไม่รู้จักชูชีพ ทุกเรื่องที่เขาเล่าล้วนมีแต่สาระ และวาระที่เขาโฟนอินล้วนแต่ถูกจังหวะเวลา เสียงที่เขาพูดมีเอกลักษณ์จดจำง่าย เป็นคนฉลาดหลักแหลม เป็นผู้แสวงหาข้อมูลทุกๆ ด้านและบ้าการเมือง

….ปี 2548-2549 หลังเป็นนักวิเคราะห์การเมืองลึกลับมานาน ชูชีพตัดสินใจเปิดตัวอย่างชัดเจนในฐานะประธานชมรมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินสายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนั้นอยู่ในบริบท “ก่อน” รัฐประหาร 2549 ช่วงเวลานั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และภาคีเครือข่ายในทุกสายงานเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังไม่เชื่อในระบบเลือกตั้งและเรียกร้องนายกพระราชทาน ชูชีพออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องยึดถือในระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ประชาชนได้เลือกตั้ง องคาพยพต่างๆ ต้องไม่ขัดขวางการจัดเลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 ทั้งยังฟ้อง พธม.ในข้อหามาตรา 112 เพราะนำสถาบันกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

…เค้าได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าต่อสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อธำรงสถาบัน สถาบันสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพวกเขา เค้าคือหนึ่งในกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญในยุควิกฤตทางการเมืองไทย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับชูชีพ ชีวสุทธิ์ ในความผิดมาตรา 112 แต่นับตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมาก็ไม่มีใครเห็นชูชีพปรากฏตัว ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า เขาได้หลบหนีไปจีนอยู่พักหนึ่งก่อนจะเข้าไปที่ลาว มีการเล่าว่า “เท่าที่ฟังในช่วงแรก กลุ่มลุงสนามหลวงใช้คำหยาบคายน้อย ส่วนใหญ่ออกไปในทางเสียดสีล้อเลียนให้ชนชั้นนำดูตลกขบขันเสียมากกว่า… พวกนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นสื่อที่ต้องมีมาตรฐานวิชาชีพ เขากำลังต่อสู้กับอำนาจรัฐที่เขาเห็นว่าเป็นเผด็จการและอันตรายต่อเสรีภาพและชีวิตประชาชน เขาเป็นองค์กรเคลื่อนไหว การพูดจาที่ก้าวร้าวหยาบคายอาจจะเพื่อตอบสนองความรู้สึกกดดันคับข้องใจไม่มีทางออกของประชาชนกลุ่มหนึ่งอยู่

ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหววิทยุใต้ดินอีกคนหนึ่งบอกว่า ในช่วง 1-2 ปีแรกนั้น กลุ่มเหล่านี้ยังไม่มีการนำเสนอทางออกทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐอย่างเป็นเรื่องเป็นราว การพูดถึง “สาธารณรัฐ” เริ่มมีประปรายในช่วงปลายปี 2558 ขณะที่สื่ออย่างเนชั่น-คมชัดลึกซึ่งมักรายงานข้อมูลฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า กลุ่มของลุงสนามหลวงได้พูดถึง “สหพันธรัฐไท” ในปลายปี 2559 หลังจากที่โกตี๋ไปร่วมจัดรายการด้วย ต่อมาราวกลางปี 2560 โกตี๋ถูกอุ้มหาย หลายคนคาดว่าเป็นเพราะสไตล์การปลุกระดมดุเดือดและรุนแรงของเขา ต่อมาในเดือนกันยายน 2561 ปรากฏข่าวการกวาดจับประชาชนที่เกี่ยวพันกับ ‘สหพันธรัฐไท’ หลายคน พวกเขาถูกทหารควบคุมตัวเข้าค่ายทหารหลายวัน ก่อนส่งตำรวจเพื่อแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 (ยุงยงปั่นป่วนให้กระด้างกระเดื่อง) และมาตรา 209 (อั้งยี่)

….ไม่มีใครรู้เป็นแน่แท้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีความเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ประยุทธ์ เดินทางไปประเทศลาว มีกำลังทหารจากประเทศไทยเข้าไปในประเทศลาวจำนวนมาก ในขณะที่ทีมงาน กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ติดตามไล่ล่าจนลุงสนามหลวง และทีมงานอีกสองคนคือ สยาม ธีรวุฒิ กับกฤษณะ ทัพไทย ต้องหลบหนีเดินทางออกจากลาวไปที่ สิงคโปร แล้วเดินทางกลับมาที่เวียดนามราววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ถูกทางการเวียดนามจับกุมทั้งสามคนในข้อหาใช้พาสปอร์ตปลอม ถูกขังอยู่ในนครโฮจิมินห์ จนกระทั่งถูกส่งตัวกลับไทยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือจากสถานทูตไทย ณ กรุงฮานอย ส่วนชะตาชีวิตของคนทั้งสามนั้น ไม่ทราบได้ ส่วนตัวคิดว่า คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่รู้ไม่เห็น และปฏิเสธว่ายังไม่มีการส่งตัวกลับ หรือไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่า คงเสียชีวิตไปแล้ว เพราะรัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่รู้ไม่เห็น

…หลังการนั้น มีการจับภรรยาและลูกชายของชูชีพเข้าค่ายทหาร 7 วันก่อนปล่อยตัว และเมื่อมีข่าวว่า ชูชีพ-สยาม-กฤษณะ ถูกส่งตัวกลับมาไทยและยังเงียบหายอยู่จนปัจจุบัน ครอบครัวของชูชีพยังคงเงียบเสียง มีเพียงแม่ของสยามที่ตระเวนยื่นหนังสือ ส่วนกฤษณะนั้นไม่เป็นที่รู้จักและยากจะสืบค้นประวัติของเขา

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น