ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เมื่อคุณพลสามารถกำจัดผู้จัดการ ป กุ้งเผาไปได้ ด้วยความร่วมมือของหัวหน้ายามและผู้จัดการคนใหม่ คุณสลัด เค้าก็เริ่มการสร้างอุดมการณ์ประธานชาตินิยม อุดมการณ์นี้สร้างบนปัจจัย 3 ข้อคือ ต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตยให้คุณพล ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์นั้น คุณสล้ดได้รื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณที่คุณปู่เคยยกเลิกไปแล้ว เอากลับมาใหม่ ทั้งในเรื่องการหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ เพราะเป็นการยกสถานะคุณพลให้เป็นเทพ แน่นอน คุณพลต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้วเช่นกัน เพื่อให้ครบองค์ประกอบของการเป็นประธานที่เต็มไปด้วยทศพิธราชธรรม
…การสร้างความศักดิ์สิทธิ์มันมาพร้อมกับการคงไว้ซึ่งกฏหมายหมิ่นประธาน ที่มีโทษสูง คือนอกจากจะเป็นเทพแล้ว ลูกจ้างห้ามด่าเทพ อวยได้อย่างเดียว ถ้าด่าท่านประธาน ก็จะติดคุกหัวโต การอวยอย่างเดียวนี้เอง กลายมาเป็นโปรแกรมแห่งชาติ ผ่านการศึกษาและสื่อตลอด 24 ชม ต่อวัน ทุกๆ 2 ทุ่ม จะต้องมีข่าวภารกิจท่านประธานและครอบครัว ในหนังสือเรียน ก็จะมีการโฆษณารูปท่านประธานมีเหงื่อหยดปลายจมูก เด็กๆ สมัยนั้น รวมถึงลูกชาวบ้านอย่างดิชั้น บางทียังเผลอร้องไห้เมื่อเห็นรูปนั้น
…นอกจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็คือการสร้างความนิยม ตรงนี้แหละที่นำมาซึ่งการสร้างโครงการในดำริของท่านประธานที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท้องถิ่นให้ลูกจ้างอยู่สบาย แต่บางทีคนใช้อย่างดิชั้นก็งง เวลาเดินทางไปกับคุณพลและคุณนายปากแดง แม้ไปถิ่นธุรกันดาล และสองผัวเมียคู่นี้ก็รับเงินบริจาคจากชาวบ้านตาดำๆ ด้วย ส่วนโครงการหลายพันโครงการ เอาจริงๆ ก็มีการคอร์รัปชั่นมาก ไม่มีใครกล้าตำหนิโครงการท่านประธานเพราะกลัวติดคุก แต่ต้องยอมรับว่า ท่านประธานได้เดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อไปพบลูกจ้าง เหมือนนักร้องดาราที่ไปพบแฟนคลับนั่นเอง
…ไอ้การสร้างความนิยมนี่เองที่นำไปสู่การเริ่มการตั้งงบประมาณอวยคุณพลอย่างหูดับตับไหม้ คือทั้งงบประมาณของทั้งบริษัท และงบประมาณขององค์กรย่อย ต่างทุ่มให้กับการโฆษณาชวนเชื่อคุณพล มีการติดรูปคุณพลทั่วทุกมุมถนน มีการสร้างซุ้ม ศาลา บนสะพายลอย แม้แต่ถิ่นธุรกันดารก็ยังมีการเอารูปหรือปฏิทินไปแจกชาวบ้าน จนกลายเป็นหลักปฏิบัติว่า ทุกบ้านต้องมีรูปของคุณพลกับป้าปากแดงเสมอ บ้านของเย็นเองที่หนองบัวลำภูก็มีรูปครอบครัวคุณพลติดตระหง่านทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่หน้าประตูส้วม
…ส่วนสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด คือการสร้างภาพลักษณ์ลุงพลให้เป็นนักประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันตลก เพราะความเป็นคุณลุง ที่สืบต่ออำนาจในบริษัทจากครอบครัว ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย ลองสังเกตุดีๆ เย็นเอาสุนทรพจน์ที่คุณพลพูดทุกๆ วันเกิดแก่ลูกจ้างมาฟัง มันจะมีข้อความวนเวียนไปมา ไม่พ้นเรื่องความดีความชั่ว ความสะอาดความสกปรก ความซื่อสัตย์การคอร์รัปชั่น ลุงพลจะแอบด่าผู้จัดการลูกจ้างเนียนๆ ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดี คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและเอาแต่เรื่องคอร์รัปชั่น เพราะการพูดแบบนั้น เท่ากับเป็นการกำจัดคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพความดีและความสะอาดให้ตัวเอง เย็นยอมรับว่า อีลุงพลมันเก่งเรื่องนี้มาก
…ไม่เพียงเท่านั้น แม้คุณพลต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัท แต่ทุกครั้งที่ลูกจ้างทะเลาะกันยาม คุณพลต้องเข้ามาห้าม แต่จะห้ามก็ต่อเมื่อได้เกิดการนองเลือดแล้ว เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากันได้เข้ามาห้ามความรุนแรง จนคุณพลได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างเสถียรภาพเแห่งบริษัท หรือ stabilising force จนลูกจ้างกรุงเทพมันมักเรียกร้องให้คุณพลแทรกแซงกิจการบริษัททุกครั้งที่มีปัญหา เท่ากับเป็นการชักชวนให้คุณพลละเมิดกฎบริษัทนั่นเอง
…พอได้สามสิ่งที่ตั้งใจ หรือเรียกว่าอุดมการณ์ประธานชาตินิยม เราเริ่มสังเกตุเห็นความกล้าของลุงพลมากขึ้น ในการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จนหลายครั้งข้ามหน้าผู้จัดการไป ลุงพลได้รับการสนับสนุนจากคุณสลัด ที่ได้สร้างวาทกรรมเรื่องความมั่นคงของคุณพลเท่ากับความมั่นคงของบริษัท ดังนั้น ในฐานะผู้จัดการและหัวหน้ายาม จึงมีความจำเป็นที่ต้องปกป้องคุณพล นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมอีพวกยามมันจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับกิจการบริษัทด้วย จนมีรัฐประหารบริษัทหลายครั้ง
…ช่วงนั้นเอง ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว คุณ ป กุ้งเผายังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะกลับมาไทยเพื่อล้างแค้น เค้าได้แอบติดต่อคุณปรีดาผ่านตัวกลาง ซึ่งตอนนั้น คุณปรีดาอยู่ที่กรุงปารีสแล้ว โดยทั้งสองวางแผนที่จะกลับไทย โดยปรีดาถามว่า ถ้าจะกลับไทย เราจะกลับไปอย่างไร คุณ ป กุ้งเผาบอกว่า เราออกมาจากทางไหน ก็กลับทางนั้น นั่นหมายถึงการถูกเขี่ยออกมาเพราะเรื่องที่คุณนนท์ตายลึกลับ หมายความ คุณ ป กุ้งเผา และคุณปรีดา จะกลับไปเพื่อมาเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์
…เรื่องรู้ถึงหูคุณพล จึงรู้สึกเครียด เพราะกลัวว่า ความลับที่ตัวเองสังหารพี่ชายโดยบังเอิญจะถูกเปิดออก จึงได้ปรึกษาผู้แทนบริษัทอเมริกันว่าจะทำอย่างไรกับ ป กุ้งเผาดี…. คำตอบที่ได้คือ… ความตายเช่นเดียวกัน
….รูปตอนดิชั้นอายุ 30 ค่ะ


