หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เมื่อคุณพลสามารถกำจัดผู้จัดการ ป กุ้งเผาไปได้ ด้วยความร่วมมือของหัวหน้ายามและผู้จัดการคนใหม่ คุณสลัด เค้าก็เริ่มการสร้างอุดมการณ์ประธานชาตินิยม อุดมการณ์นี้สร้างบนปัจจัย 3 ข้อคือ ต้องสร้างความศักดิ์สิทธิ์ ความนิยม และความเป็นประชาธิปไตยให้คุณพล ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์นั้น คุณสล้ดได้รื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณที่คุณปู่เคยยกเลิกไปแล้ว เอากลับมาใหม่ ทั้งในเรื่องการหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ เพราะเป็นการยกสถานะคุณพลให้เป็นเทพ แน่นอน คุณพลต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้วเช่นกัน เพื่อให้ครบองค์ประกอบของการเป็นประธานที่เต็มไปด้วยทศพิธราชธรรม

…การสร้างความศักดิ์สิทธิ์มันมาพร้อมกับการคงไว้ซึ่งกฏหมายหมิ่นประธาน ที่มีโทษสูง คือนอกจากจะเป็นเทพแล้ว ลูกจ้างห้ามด่าเทพ อวยได้อย่างเดียว ถ้าด่าท่านประธาน ก็จะติดคุกหัวโต การอวยอย่างเดียวนี้เอง กลายมาเป็นโปรแกรมแห่งชาติ ผ่านการศึกษาและสื่อตลอด 24 ชม ต่อวัน ทุกๆ 2 ทุ่ม จะต้องมีข่าวภารกิจท่านประธานและครอบครัว ในหนังสือเรียน ก็จะมีการโฆษณารูปท่านประธานมีเหงื่อหยดปลายจมูก เด็กๆ สมัยนั้น รวมถึงลูกชาวบ้านอย่างดิชั้น บางทียังเผลอร้องไห้เมื่อเห็นรูปนั้น

…นอกจากการสร้างความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็คือการสร้างความนิยม ตรงนี้แหละที่นำมาซึ่งการสร้างโครงการในดำริของท่านประธานที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท้องถิ่นให้ลูกจ้างอยู่สบาย แต่บางทีคนใช้อย่างดิชั้นก็งง เวลาเดินทางไปกับคุณพลและคุณนายปากแดง แม้ไปถิ่นธุรกันดาล และสองผัวเมียคู่นี้ก็รับเงินบริจาคจากชาวบ้านตาดำๆ ด้วย ส่วนโครงการหลายพันโครงการ เอาจริงๆ ก็มีการคอร์รัปชั่นมาก ไม่มีใครกล้าตำหนิโครงการท่านประธานเพราะกลัวติดคุก แต่ต้องยอมรับว่า ท่านประธานได้เดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อไปพบลูกจ้าง เหมือนนักร้องดาราที่ไปพบแฟนคลับนั่นเอง

…ไอ้การสร้างความนิยมนี่เองที่นำไปสู่การเริ่มการตั้งงบประมาณอวยคุณพลอย่างหูดับตับไหม้ คือทั้งงบประมาณของทั้งบริษัท และงบประมาณขององค์กรย่อย ต่างทุ่มให้กับการโฆษณาชวนเชื่อคุณพล มีการติดรูปคุณพลทั่วทุกมุมถนน มีการสร้างซุ้ม ศาลา บนสะพายลอย แม้แต่ถิ่นธุรกันดารก็ยังมีการเอารูปหรือปฏิทินไปแจกชาวบ้าน จนกลายเป็นหลักปฏิบัติว่า ทุกบ้านต้องมีรูปของคุณพลกับป้าปากแดงเสมอ บ้านของเย็นเองที่หนองบัวลำภูก็มีรูปครอบครัวคุณพลติดตระหง่านทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่หน้าประตูส้วม

…ส่วนสุดท้ายที่น่าสนใจที่สุด คือการสร้างภาพลักษณ์ลุงพลให้เป็นนักประชาธิปไตย จริงๆ แล้วมันตลก เพราะความเป็นคุณลุง ที่สืบต่ออำนาจในบริษัทจากครอบครัว ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มองตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย ลองสังเกตุดีๆ เย็นเอาสุนทรพจน์ที่คุณพลพูดทุกๆ วันเกิดแก่ลูกจ้างมาฟัง มันจะมีข้อความวนเวียนไปมา ไม่พ้นเรื่องความดีความชั่ว ความสะอาดความสกปรก ความซื่อสัตย์การคอร์รัปชั่น ลุงพลจะแอบด่าผู้จัดการลูกจ้างเนียนๆ ว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนดี คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและเอาแต่เรื่องคอร์รัปชั่น เพราะการพูดแบบนั้น เท่ากับเป็นการกำจัดคู่ต่อสู้ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพความดีและความสะอาดให้ตัวเอง เย็นยอมรับว่า อีลุงพลมันเก่งเรื่องนี้มาก

…ไม่เพียงเท่านั้น แม้คุณพลต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัท แต่ทุกครั้งที่ลูกจ้างทะเลาะกันยาม คุณพลต้องเข้ามาห้าม แต่จะห้ามก็ต่อเมื่อได้เกิดการนองเลือดแล้ว เพราะการทำอย่างนั้นเท่ากันได้เข้ามาห้ามความรุนแรง จนคุณพลได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างเสถียรภาพเแห่งบริษัท หรือ stabilising force จนลูกจ้างกรุงเทพมันมักเรียกร้องให้คุณพลแทรกแซงกิจการบริษัททุกครั้งที่มีปัญหา เท่ากับเป็นการชักชวนให้คุณพลละเมิดกฎบริษัทนั่นเอง

…พอได้สามสิ่งที่ตั้งใจ หรือเรียกว่าอุดมการณ์ประธานชาตินิยม เราเริ่มสังเกตุเห็นความกล้าของลุงพลมากขึ้น ในการตัดสินใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จนหลายครั้งข้ามหน้าผู้จัดการไป ลุงพลได้รับการสนับสนุนจากคุณสลัด ที่ได้สร้างวาทกรรมเรื่องความมั่นคงของคุณพลเท่ากับความมั่นคงของบริษัท ดังนั้น ในฐานะผู้จัดการและหัวหน้ายาม จึงมีความจำเป็นที่ต้องปกป้องคุณพล นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมอีพวกยามมันจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับกิจการบริษัทด้วย จนมีรัฐประหารบริษัทหลายครั้ง

…ช่วงนั้นเอง ณ ชานเมืองกรุงโตเกียว คุณ ป กุ้งเผายังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะกลับมาไทยเพื่อล้างแค้น เค้าได้แอบติดต่อคุณปรีดาผ่านตัวกลาง ซึ่งตอนนั้น คุณปรีดาอยู่ที่กรุงปารีสแล้ว โดยทั้งสองวางแผนที่จะกลับไทย โดยปรีดาถามว่า ถ้าจะกลับไทย เราจะกลับไปอย่างไร คุณ ป กุ้งเผาบอกว่า เราออกมาจากทางไหน ก็กลับทางนั้น นั่นหมายถึงการถูกเขี่ยออกมาเพราะเรื่องที่คุณนนท์ตายลึกลับ หมายความ คุณ ป กุ้งเผา และคุณปรีดา จะกลับไปเพื่อมาเปิดโปงเรื่องการตายของคุณนนท์

…เรื่องรู้ถึงหูคุณพล จึงรู้สึกเครียด เพราะกลัวว่า ความลับที่ตัวเองสังหารพี่ชายโดยบังเอิญจะถูกเปิดออก จึงได้ปรึกษาผู้แทนบริษัทอเมริกันว่าจะทำอย่างไรกับ ป กุ้งเผาดี…. คำตอบที่ได้คือ… ความตายเช่นเดียวกัน

….รูปตอนดิชั้นอายุ 30 ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

โกตี๋

…เราเรียกเค้าสั้นๆ ว่า “โกตี๋” แต่ชื่อจริงคือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ เกิดเมื่อปี 2512 ที่จังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย ในปี 2552 เพื่อต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเป็นดีเจวิทยุเสื้อแดง สถานีวิทยุประชาชน เอฟเอ็ม 104.10 คลองสาม ปทุมธานี เป็นเจ้าของสถานีวิทยุเพื่อมวลชน เรดการ์ด เรดิโอ และแกนนำ นปช.ที่มีบทบาทในจังหวัดปทุมธานี

….โกตี๋ นับได้ว่าเป็นกลุ่มแดงฮาร์ตคอร์ ในระดับเดียวกับกลุ่มของนายขวัญชัย สารคำ ประธานชมรมคนรักอุดร สร้างผลงานเข้าตานายใหญ่ จากการนำมวลชนเสื้อแดงปฏิบัติการร่วมล้มการประชุมอาเซียน ซัมมิต ที่พัทยา เมื่อปี 2552 แต่หลังจากการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ที่สี่แยกราชประสงค์ของกองทัพ ในปี 2553 จึงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ รวมถึงกลุ่มของโกตี๋ต่างกระจัดกระจายกันไป

….เส้นทางของโกตี๋ก่อนเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้ เริ่มมาจากการเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และกลุ่ม 24 มิถุนา ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นอกจากนี้ ยังเคยเป็นการ์ดให้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อีกด้วย จากนั้นได้ผันตัวเองมาเป็นแกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานีในนาม “กลุ่มปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย” พร้อมกับตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่ปทุมธานีเมื่อปี 2554

…การเป็นแกนนำเสื้อแดงปทุมธานีนี่เองที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักโกตี๋มากขึ้น เช่น เมื่อปี 2555 โกตี๋ได้นำคนเสื้อแดงปิดถนนวิภาวดีรังสิตบริเวณสำนักงานเขตดอนเมือง เพื่อทวงถามเงินช่วยเหลือจากกรณีผู้ประสบอุทกภัย แต่นั่นยังไม่ทำให้ชื่อเสียงของโกตี๋เป็นที่รู้จักมากเท่ากับการนำมวลชนเสื้อแดงออกไล่ล่าพรรคประชาธิปัตย์ไปทุกแห่งที่พรรคมีการจัดเวทีผ่าความจริงเพื่อโจมตีการทำงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างปี 2555-2556 โดยมีอยู่หลายครั้งที่เวทีดังกล่าวของพรรคต้องล้มเลิกกลางคัน เพราะไม่สามารถทนต่อกระแสกดดันของคนเสื้อแดงกลุ่มโกตี๋ได้

….ในช่วง กปปส.ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลุ่มโกตี๋กลายมาเป็นดาวเด่นของขบวนการเสื้อแดง แทน นปช. แต่ใช้แนวทางฮาร์ดคอร์จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “อริสมันต์สอง” ในหลายวีรกรรม เช่น พามวลชนไปรบกับพุทธอิสระบริเวณเวทีแจ้งวัฒนะ จนเกิดการปะทะกันหลายครั้งและมีผู้บาดเจ็บทั้งสองฝั่ง นอกจากนี้ ยังท้ารบกับประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผบ.ทบ.ขณะนั้น) และยังนำป้ายผ้าสนับสนุนการแบ่งแยกประเทศขึ้นที่เขตดอนเมือง จนกระทั่งถูกกองทัพบกแจ้งความให้เอาผิดกับโกตี๋ รวมถึงการประกาศจะจัดการกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แบบถึงลูกถึงคน ที่เตรียมชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์

….ถึงแม้ว่าโกตี๋จะระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับแกนนำ นปช.อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดกระทำในนามส่วนตัว แต่เขาก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแกนนำพรรคเพื่อไทย และเดินทางไปมาหาสู่ถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทยหลายครั้ง และเคยให้สัมภาษณ์พิเศษ เมื่อปี 2555 ถึงสาเหตุที่ทำไมต้องเคลื่อนไหวแบบฮาร์ดคอร์ว่า “เพราะ นปช.ถอยเกินไป คุณสันติ อหิงสาไง พวกเราถึงตาย แต่วันนี้ผมสันตินะ แต่ผมไม่อหิงสา ผมจะสู้แบบนี้ คุณดีมาผมดีไป แต่ถ้าคุณแรงมาผมแรงไป คุณยิงหนังสติ๊กมาผมเอาก้อนหินไป คุณเอาดาบมาผมซามูไรไป คุณจุดสามแปดผมจุดสี่ห้า อะไรที่มีต้องสู้ไปจะสู้ไปกราบไปไม่ได้ สู้ไปถอยไปไม่เอา ต้องสู้ไปต่อยไป สู้ไปตีเข่าไป สู้ไปแทงคอไป นั่นแหละมันถึงจะชนะ”

….ในสงครามรบของขบวนเสื้อแดง-เพื่อไทย กับเครือข่าย กปปส.-พรรคประชาธิปัตย์ โกตี๋ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ไม่มีราคา หากแต่เลือกต่อกรกับผู้นำเหล่าทัพ เพื่อถีบตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่รู้จักจนสามารถ “ต่อกร-ก่อกวน” กับฝ่ายต้าน ยิ่งลักษณ์ ได้ดุเด็ดเผ็ดร้อน โดยเฉพาะการใช้แนวทางฮาร์ดคอร์ แต่หลังจากที่เค้าไปให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศพาดพิงสถาบัน จนรัฐบาลต้องลอยแพให้ตำรวจดำเนินคดีกับโกตี๋ มิฉะนั้นถ้ายังอุ้มอยู่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่อยู่ใน “สภาพเป็ดง่อย” ก็อาจพังพาบเร็วกว่าที่คาด จนไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนายกรัฐมนตรีสิ้นสภาพ โกตี๋เองถึงกับรับรู้ชะตากรรมก่อนเปรยถึง ยิ่งลักษณ์ว่า “กำลังฆ่าคนที่ศรัทธาไม่ต่างจากเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล”

….ทั้งหมด นำไปสู่แผนการอุ้มฆ่า โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากคนที่ใกล้ชิดกับโกตี๋ว่า เค้าได้ถูกกลุ่มชายชุดดำ ประมาณ 10 คน คลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรหม พร้อมอาวุธครบมือบุกเข้าจับตัวไป เมื่อเวลา 9.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นในลาว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 ขณะที่โกตี๋กำลังจะลงจากรถ เพื่อจะเข้าบ้านพร้อมเพื่อนอีก 2 คน โดยกลุ่มชายชุดดำดังกล่าว ได้แอบซุ่มตัวอยู่ข้างบ้านก่อนที่ โกตี๋จะมาถึง และเมื่อโกตี๋กำลังจะก้าวลงจากรถพร้อมเพื่อนอีก 2 คน กลุ่มชายชุดดำดังกล่าวก็ได้กระจายกำลังกัน เข้าจับกุมทั้ง 3 คน โดยเอาผ้าคลุมหน้าทุกคน พร้อมเอาผ้ายัดปาก และมัดมือไพล่หลัง จากนั้นก็แยก โกตี่ พาไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ ส่วนเพื่อนโกตี๋อีก 2 คน ถูกลากมาขังไว้รวมกันไว้ภายในบ้าน จากนั้น กลุ่มชายชุดดำก็ออกจากบ้านไป

….หลังจากเพื่อนโกตี๋ทั้ง 2 คน ดิ้นหลุดจากการถูกมัด ก็ได้เรียกให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วย โดยแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบแล้ว เพื่อนโกตี๋ที่ถูกจับเล่าให้ฟังว่า ชายชุดดำที่เข้ามาจับกุมพวกตนนั้น พูดภาษาไทย และใช้ที่ช๊อร์ตไฟฟ้าช๊อร์ตเข้าที่ต้นคอตน จากนั้นก็ซ้อมแต่ละคน พร้อมขู่ไม่ให้พูด ไม่ให้ร้อง ขณะเดียวกันเขาบอกว่า ยังได้ยินเสียงโกตี๋พูดว่า “โอ้ย หายใจไม่ออก” จากนั้น เสียงโกตี๋ ก็เงียบไป ซึ่งเพื่อนทั้งสองคนได้แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่แล้ว จนถึงวันนี้ ไม่มีใครรู้เบาะแสการอุ้มหายของโกตี๋ไปมากกว่านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า เค้าถูกนำตัวข้ามไปฝั่งไทย และถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น