หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คุณพลและครอบครัวกลับมากรุงเทพในปี 1951 พร้อมด้วยทารกน้อย เพศหญิง ที่มีชื่อว่า บัวหลวง ช่วงที่กลับมาถึงใหม่ๆ นั้น คุณพลมีอายุเพียง 24 เท่านั้น ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ อีกทั้งยังอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของกลุ่มผู้ทำการเปลี่ยนแปลงกฎการบริหารบริษัท คุณพลมีภารกิจอันใหญ่หลวง เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างไรให้รอดพ้นจากคำลือคำเล่าอ้างที่เค้าคือคนฆ่าพี่ชาย เรื่องนี้มันกลายมาเป็นปัญหาความชอบธรรมตราบใดก็ตามที่เค้าดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัท นอกจากนี้ อีกคำถามที่สำคัญคือ ตระกูลคุณพลจะพลิกผันกลับมาสู่อำนาจอีกทีได้อย่างไร เพื่อนำคืนวันเก่าๆ ที่บรรพบุรุษเค้าได้สร้างไว้ ซึ่งการทำอย่างนั้นคือการประกาศสงครามกับยามทั้งประเทศ

….การที่ต้องเก็บความลับเรื่องพี่ชาย ทำให้คุณพลไม่เคยยิ้ม เพราะรู้ว่าตัวเองปกปิดความผิดไว้ จนนักข่าวฝรั่งมันเอาไปเขียนหนังสือในอีกหลายสิบปีต่อมาเรื่อง ท่านประธานไม่เคยยิ้ม คุณพลบอกกับแม่ (ดิชั้นแอบได้ยินว่า) จะต้องเพียรพยายามสร้างภาพลักษณ์ชองคนดีเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง การทำความดีที่ว่านี้ เริ่มขึ้นเร็วมาภายในไม่กี่ปีหลังจากที่คุณพลกลับจากสวิตเซอร์แลนด์

…เหมือนมีเหตุการณ์หลายอย่างเป็นใจให้ความตั้งใจของคุณพลสำเร็จลุล่วง กลับมาไทยได้ไม่นาน ก็เกิดความขัดเแย้งระหว่างบริษัทอเมริกันกับบริษัทโซเวียต จนหลายๆ คนเรียกว่าเป็นสงครามเย็น ทีนี้ อีบริษัทจีนมันเข้าร่วมฝ่ายโซเวียต ขณะที่ไทย เลือกข้างอเมริกันเพราะเราต้องการประกาศให้ประชาคมโลกเห็นว่า บริษัทของเรามีความเป็นประชาธิปไตย ไอ้ความสนิทสนมกับบริษัทอเมริกันนี้เอง ที่ทำให้คุณพลกลายมาเป็นประธานที่มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขัดต่อกฎบริษัทที่ประธานต้องอยู่เหนือธุรกรรมทั้งหมด

…ในปี 1955 บริษัทอเมริกันแสดงความเห็นว่า เพื่อเป็นการสกัดคู่แข่งที่มาจากบริษัทเวียดนาม ลาว กัมพูชา (ซึ่งต่างอยู่ภายใต้อาณัติของโซเวียต) คุณพลอาจจะต้องเดินทางไปดูบริษัทในภาคอีสานมากขึ้น จึงเริ่มมีการจัดการเดินทางไปเยือนภาคกลางและอิสาน เพื่อไปดูแลว่าลูกจ้างเป็นอย่างไร เป็นครั้งแรกที่ลูกจ้างได้พบเห็น สัมผัสท่านประธาน หลังจากมองได้แต่ในรูปภาพ การไปเยือนบริษัทในต่างจังหวัดเหล่านี้ในที่สุดได้ปูทางไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาลูกจ้างหลายพันโครงการ ส่วนใหญ่ก็ขโมยความคิดมาจากลูกจ้างคนอื่นๆ และส่วนหนึ่งของโครงการก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่หลอกเอาไว้

…ในช่วงนั้น ผู้จัดการบริษัทคือ ป กุ้งเผา ซึ่งมีทัศนะคติไม่ดีต่อท่านประธาน เพราะจริงๆ แล้ว ต้องการกำจัดตระกูลท่านประธานทั้งหมด และเปลี่ยนการบริหารบริษัทใหม่ให้เป็นการเลือกตั้งตัวประธานเอง คุณพลก็เกลียดคุณ ป กุ้งเผามาก และใช้ความพยายามหลายอย่างในการสร้างความแตกแยกในหมู่ยาม เพื่อเป็นการโค่นล้มคุณ ป ซึ่งต่อมา คุณพลก็พบว่า การที่สร้างความแตกแยกนั้นเป็นผลดีต่อตำแหน่งประธานของตัวเอง และได้พยายามสนับสนุนยามอีกคนให้ขึ้นมามีอำนาจ นั่นคือคุณสลัด ในปี 1957 คุณสลัดก็ทำสำเร็จในการขับไล่คุณ ป ออกจากตำแหน่ง จนต้องหนีตะเพิดไปญี่ปุ่น และต่อมาก็เสียชีวิตที่นั้น ส่วนคุณปรีดานั้น ลงจากตำแหน่งผู้จัดการไปนานแล้ว ด้วยเรื่องของการปกป้องการตายของคุณนนท์ คือมีคนของกลุ่มลูกเจ้ากลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่ากลุ่มแมลงสาป ได้ไปตะโกนที่โรงหนังว่า คุณปรีดาฆ่าคุณนนท์ จนทำให้ในที่สุด คุณปรีดาต้องหนีออกจากไทย ไปจีน และจากนั้นถึงต่อไปที่ฝรั่งเศส ส่วนแพะทั้งสาม พุธ จิต ฉลอง ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1955 แม้คุณพลรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเป็นคนฆ่า แต่ก็ยังปล่อยให้มีการประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้ง 3 มันจำเป็นต้องการมีการสร้างแพะ เพราะเป็นการซักขาวให้คุณพลหลุดจากคดีนั่นเอง แต่ในที่สุด กลับยิ่งทำให้มัวหมองมากขึ้น

…นับจากการมาถึงของคุณสลัด เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างคุณพลกับคณะยาม มันเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นอำนาจของท่านประธาน มันเป็นความร่วมมือของท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ยามเข้ามาวุ่นวายในธุรกิจ จากนี้ มีโครงการมากมายและพิธีกรรมที่รื้อฟื้นใหม่เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้คุณพล ขณะที่การรุกรานของบริษัทจากเวียดนามก็ใกล้ตัวเข้ามา พันธมิตรบริษัทอเมริกันก็เข้ามาช่วยสนับสนุนคุณพลกับเหล่ายาม ผลักดันให้กลายมาเป็นผู้มีอำนามากที่สุดในบริษัท

…ถึงตอนนี้ ปี 1959 ดิชั้น อีเย็นเป็นสาวเต็มตัว อายุเบญจเพศพอดีค่ะ ดิชั้นได้ทันเห็นการเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ค่ะ

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คิดว่า ดิชั้นควรจะจบเรื่องของดิชั้นดีกว่า เพราะเมื่อเทียบกับระดับความรุนแรงแล้ว กรณีของดิชั้นยังน้อยมาก และยังโชคดีที่มีชีวิตรอดมาได้ แต่ขอจบตรงนี้ว่า หลังจากเรื่องเกิดกับดิชั้น ตำรวจก็ทำงานอย่างหนัก แต่ 1 ปีผ่านมา ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ แม้ว่าดิชั้นกับตำรวจญี่ปุ่นจะยังคงสื่อสารกันตลอดเวลา ในใจของดิชั้นเชื่อว่า ป่านนี้ ตำรวจคงรู้ตัวคนร้ายแล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นคนญี่ปุ่นที่ถูกจ้างโดยฝ่ายไทย แต่คิดว่า การจับกุมอาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานกับทางฝ่ายไทย ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสถานะที่ลำบาก ไม่ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็ถูกสังคมญี่ปุ่นมองว่าไร้ความสามารถในการจับคนร้าย ออกมาพูดเรื่องนี้ ก็เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่จะกระทบถึงไทย จึงใช้วิธีฆ่าเวลาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก่อน คือยังสัญญาว่าการสอบสวนยังดำเนินอยู่ แต่ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ (เอาตามจริง ใครที่รู้ระบบการทำงานของตำรวจญี่ปุ่นจะพบว่า หากญี่ปุ่นไม่แน่ใจในตัวคนร้ายกว่า 95% เค้าจะไม่จับ เพราะกลัวจับผิด) เรื่องของดิชั้นจึงคาอยู่อย่างนี้
————
อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ

อิทธิพล สุขแป้น (เบียร์) เป็นคนจังหวัดปราจีนบุรี เกิดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2529 ต่อมาในปี 2550 เบียร์เข้าเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเริ่มสนใจการเมือง โดยเข้าร่วมกับกลุ่มเสรีปัญญาชน ต่อสู้กับร่วมกับคนเสื้อแดงในระดับแนวหน้า ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมในปี 2552 และ 2553 ทำให้เบียร์เกิดความรับรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่ตาสว่าง แต่ยังกล้าที่จะพูดถึงปัญหาที่สำคัญที่มาจากสถาบันกษัตริย์อีกด้วย โดยการปราศรัยและการแสดงความคิดเห็น นำเสนอไปถึงการปฏิวัติสังคม

….ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เมื่อกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้จัดงานทวงคืนวันชาติไทย ที่ท้องสนามหลวง เบียร์นำตำราของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มาที่หลังเวที แล้วขอขึ้นพูดปราศรัยว่า “ผมกำลังศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของสังคม หลังจากผ่านยุคมืด สมัยกลางความเจริญหยุดลง ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง เจ้าผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่ เกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ สังคมแบ่งเป็นกษัตริย์-ขุนนาง กดขี่เอารัดเอาเปรียบทาส-ไพร่ ออกกฎหมายห้ามใครดูหมิ่นหรือต่อต้าน หากฝ่าฝืนจะถูกจับกุมเข่นฆ่า แต่ประชาชนก็ลุกขึ้นสู้ จนสังคมเสื่อมทรามในที่สุดสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่ยุครุ่งเรืองทางปัญญา ความคิดวิทยาศาสตร์และความเจริญก้าวหน้ามาแทนที่ยุคเก่าจนเกิดการปฏิวัติสังคมเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐและประชาธิปไตยเกิดขึ้นที่ยุโรปและอเมริกา” คือเบียร์สามารถปราศรัยให้ผู้มาชุมนุมฟังอย่างเร่าร้อน และการพูดถึงไอเดียของสาธารณรัฐ นั่นคือการปฏิเสธระบอบกษัตริย์นั่นเอง

…กลุ่มเสรีปัญญาชนเติบโตอย่างรวดเร็วมีสมาชิกถึง 50 คน และที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอีกนับพันคน แต่ละคนล้วนแล้วแต่กระตือรือร้นที่จะใช้ความรู้ทั้งจากตำราและจากประสบการณ์ที่เป็นจริงในสังคมไทย เพื่อสร้างสังคมใหม่ใหม่ ตามวิวัฒนาการสังคมที่พวกเขาเรียนรู้มา พร้อมๆกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ได้สร้างเครื่องมือทันสมัย ในการเผยแพร่ความรู้ใหม่ชนิดที่เรียกว่าถึงเวลาที่จะรื้อถอนโครงสร้างสังคมยุคเก่าให้หมดไป

…ภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เบียร์จึงถูกเรียกให้ไปรายงานตัว และถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา112 เขาจึงต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศลาว ระหว่างที่ใช้ชีวิตเป็นผู้ลี้ภัยนั้น เค้าทำหน้าที่เป็นสื่อจัดทำรายการวิทยุ-โทรทัศน์ผ่านยูทูป เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนเสื้อแดงที่รับฟังข่าวสารผ่านยูทูปในนามของ ”ดีเจซุนโฮ” ซึ่งชื่อนี้เป็นความคล้องจองกับตระกูลเดิมของพ่อแม่เขาที่ปราจีนบุรี แต่อย่าวงที่เราๆ รู้ การลี้ภัยไปต่างแดน ไม่ได้สุขสบายทุกคน ดิชั้นโชคดีมีงานทำ แต่หลายคนต้องทุกข์ทรมานจากความอัตคัตขัดสนในการดำรงชีพ และต้องคอยหลบภัยจากการถูกไล่ล่าจากทางการรัฐบาลไทย ผู้ลี้ภัยในลาวจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนกลุ่มละ 4-5 คน กระจัดกระจายตามที่หลบภัยหลายแห่งด้วยกัน ส่วนเบียร์ต้องหาเลี้ยงชีพตนเองด้วยการทำปลาร้าทรงเครื่องขายจึงอยู่ในนครเวียงจันทน์ เริ่มแรกอยู่ร่วมกับ “ใหญ่ พัทยา“ ตอนหลังจึงแยกตัวออกจากกัน

…ในวันที่ 21 มิถุนายน 2559 เบียร์เดินทางออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารคนไทย ที่บ้านโพธิ์ศรี ห่างจากที่หลบภัยของเบียร์ราว 5 กิโลเมตร ระหว่างนี้มีสายเรียกเข้าจากใหญ่ พัทยา มาชวนกินเบียร์ต่อที่ร้านเนื้อย่างเกาหลี KK จากนั้น ประมาณเวลา 21.00 น. จึงแยกย้ายกันกลับ แต่เพียงแค่ระยะทางห่างจากร้านที่กินเบียร์อยู่ด้วยกันราว 800 เมตร ก็เกิดเรื่องขึ้น เบียร์ถูกทำร้าย ปรากฏให้เห็นร่องรอยการต่อสู้ มอเตอร์ไซต์ของเบียร์ล้มลง ปราร้าทรงเครื่องแตกกระจาย และเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเบียร์ที่เงียบหายไปในความมืด เบียร์ถูกอุ้มหายตัวไปในคืนวันนั้น

…การอุ้มฆ่าครั้งนี้ใช้ “นกต่อ” ให้ตัวเขาออกมาจากบ้านพัก หลายคนอาจหมายถึงใหญ่ พัทยา แต่ใหญ่ได้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเบียร์ ในเวลาต่อมา ได้ปรากฏเป็นบทสนทนาผ่านไลน์ที่เก็บบันทึกไว้ได้ และมีการเปิดเผยออกมาอย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในบทสนทนานี้ ระบุถึงการรับจ้างทำงานด้วยเงิน 300,000 บาท และได้เตรียมอุปกรณ์ในการปฏิบัติการครั้งนี้นั่นก็คือ ตาข่ายดักปลา และอุปกรณ์ในการจัดการศพสำหรับถ่วงน้ำนั่นเอง

…แต่บทสนทนาทางไลน์ ไม่อาจนำมาใช้เพื่อติดตามการหายตัวไปของเบียร์ได้ และ ก็ไม่มีใครให้ความสนใจมากนัก เพราะเป็นเหยื่อรายแรก มีการปล่อยข่าวกันในหมู่คนเสื้อแดงด้วยนซ้ำว่า เบียร์หนีไปเอง (เหมือนกับปที่มีคนใส่ร้ายวันเฉลิมเรื่องค้ายา) จนกระทั่งเมื่อศพของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โผล่ขึ้นทึ่บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ศพของภูชนะ หรื ชัชชาญ บุปผาวัลย์ โผล่ขึ้นที่ ต. ธาตุพนม ศพของกาสะลอง โผล่ที่บ้านสำราญ ต.อาจสามารถ โดยศพทั้งสามห่อหุ้มด้วยตาข่าย แต่ไม่ใช่ตาข่ายดักปลา แต่เป็นตาข่ายใช้ทำเล้าไก่ที่ปรากฏมีจำหน่ายในตลาดของจังหวัดนครพนม (ปล แต่จนทุกวันนี้ เรายังไม่ได้ศพของสุรชัย แซ่ด่านคืน)

…“ตาข่าย” จึงมีความหมายได้ว่า การอุ้มฆ่าผู้ลี้ภัยที่ประเทศลาวทั้ง 5 คนนี้ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน อย่างแยกกันไม่ออก โดยมีจุดร่วมอยู่อันหนึ่งนั่นคือ “ตาข่ายกับสายน้ำ” ส่วนการอุ้มฆ่าแต่ละคนนั้นใช้วิธีการที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดทำแบบแนบเนียน ไร้ร่องรอย รวดเร็ว จึงเชื่อว่าเป็นปฏิบัติการทางการทหารระดับสูงจากฝีมือการอุ้มฆ่ามืออาชีพ ขณะเดียวกัน กระแสข่าวจากตำรวจในพื้นที่ฝั่งประเทศลาวระบุว่า เบียร์ถูกอุ้มข้ามฝั่งมาที่ไทยและถูกสังหารในค่ายทหารแห่งหนึ่งแล้ว นำศพทิ้งหายไปกับกระแสน้ำของแม่น้ำโขง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น