ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
หลังจากเกิดเรื่อง ตำรวจญี่ปุ่นกำชับนักหนาว่า อย่าเพิ่งแพร่ข่าวนี้ออกไป เพราะกลัวเสียรูปคดี ในใจก็อึดอัด เพราะต้องการบอกให้คนที่มันทำร้ายเรารู้ว่า กูยังมีชีวิตรอด แต่ก็พูดไม่ได้ เมื่อไปถึงดูไบ ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ แม้ในกลุ่มที่ไปด้วย (มีทั้งหมด 3 คน รวมดิชั้น) ก็รู้เรื่องนี้ แต่ดิชั้นไม่ได้บอกคุณทักษิณ เพราะไม่อยากให้เรื่องมันกระจายไปตามคำสั่งของตำรวจ แต่จำได้ว่า ต้องระมัดระวังตัวจริงๆ ขนาดพักโรงแรม ยังต้องใช้ชื่ออื่นลงทะเบียน เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่า เราพักกันอยู่ที่ไหน
…หลังจากดูไบ ดิชั้นต้องบินต่อไปวอชิงตันดีซี เพื่อไปทำงานต่อ ตอนนั้น เวลามันล่วงเลยมาประมาณ 3 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุ ในที่สุด ข่าวก็รั่ว แล้วคนก็ชอบที่จะเม้าท์ข่าวแบบนี้ รั่วไปถึงผู้ลี้ภัยที่ปารีส จนส่งต่อไปที่คุณสุนัย จุลพงศธร แล้วเอาไปพูดในคลิปว่าดิชั้นถูกทำร้าย นั่นจึงเป็นประเด็นที่ในที่สุด ดิชั้นต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะหากจะมีคนพูดเรื่องนี้ ควรจะต้องออกมาจากปากดิชั้นเอง ดิชั้นเลยบอกตำรวจญี่ปุ่นว่า ดิชั้นจะพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณชน เพราะมันกลายเป็นข่าวแล้ว จึงเลือกเวลาที่ East West Center ที่ดิชั้นไปพูดที่วอชิงตัน ในการเล่าเรื่องนี้ ทันใดนั้น มันก็เป็นข่าวระหว่างประเทศ สำนักข่าวต่างๆ ก็รายงานกันกระหน่ำ
…มีคนเดียวเท่านั้นก็ตกข่าว นั่นคือ แอนดรูว์ มาร์แชล ก่อนหน้านี้ เมื่อดิชั้นหายตัวไป ด้วยความเสือกของมัน ก็พยายามก็สืบเสาะว่าดิชั้นหายไปไหน จนกระทั่งไปถามคนที่ดิชั้นเดินทางไปดูไบด้วย ซึ่งมันก็รู้จัก ทีนี้ ดิชั้นกำชับคนพวกนี้ว่า อย่าบอกใครเพราะตำรวจสั่งไว้ เมื่ออีนักข่าวขี้เมามันถาม คนพวกนี้เลยต้องบอกไปว่าดิชั้นสบายดี เพียงแต่ยุติการเล่นโซเชี่ยลชั่วคราว เพราะเค้าตอบอย่างอื่นไม่ได้ จะบอกว่าถูกทำร้าย ดิชั้นก็สั่งไม่ให้พูด จะปฏิเสธว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะพวกนั้นเค้าไปดูไบกับดิชั้น เมื่อรู้แบบนี้ อีนักข่าวมันเลยเอาไปเขียนก่อนใครว่าดิชั้นสบายดี จนอีจอม เพชรประดับเอาไปเขียนต่อ แบบล้อเล่นถากถางว่า ที่ดิชั้นหายตัวไปไม่มีอะไรมาก เพราะทะเลาะกับผัวนั่นเอง โอ้โห ตอนนั้นโกรธ เพราะกูรอดได้มาได้ แต่กลับเอาไปเขียนว่าเป็นเพราะเราทะเลาะกับผัว นี่หรอคนที่เรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน
….ทีนี้ เมื่อข่าวมันออกมาแล้วว่าดิชั้นถูกทำร้าย อีนักข่าวขี้เมาก็เลยโกรธ เพราะคิดว่าพวกเราไม่บอกความจริงกับเค้า แทนที่จะบอกว่าถูกทำร้าย กลับบอกว่าสบายดี แม้จะมีความพยายามจากนั้นที่จะอธิบายว่า ตำรวจสั่งไม่ให้พูด มันไม่ฟัง จากนั้น มันเลยตั้งท่าโจมตีดิชั้น หาว่าดิชั้นแต่งเรื่อง ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ทั้ง BBC และ Financial Times ได้โทรศัพท์ไปคุยกับตำรวจญี่ปุ่นเพื่อคอนเฟิร์มเรื่องนี้แล้ว มันก็ยังแต่งเรื่องว่าดิชั้นโกหกต่อไป โดยพูดล้อเลียนว่า ดิชั้นกุเรื่องว่ามีนินจามาทำร้าย อะไรแบบนั้น ดิชั้นรู้นิสัยมันดี ถ้ามันอยากรู้ความจริง แค่โทรไปหาตำรวจหรือทางมหาลัยดิชั้น ก็จะได้คำตอบเลย แต่เค้าเลือกที่จะไม่ทำ หลังจากดิชั้นแถลงข่าวเรื่องนี้ที่วอชังตันดีซี ดิชั้นเดินทางต่อไปลอนดอน จำได้ว่าไปทานข้าวในเมืองกับเพื่อน และแวะถ่ายรูปแถวร้านอาหาร เป็นรูปที่ดิชั้นกำลังถือลูกทุเรียน (คือจะซื้อไปแดกค่ะ) อีนักข่าวขี้เมามันกลับเอารูปนี้ของดิชั้นไปเขียนด่าว่า นี่หนะหรอ คนที่เพิ่งถูกทำร้ายร่างกาย กลับออกมาจ่ายตลาดชิวๆ อีดอก ที่ดิชั้นทำอย่างนั้นเพราะต้องการให้คนร้ายมันรู้ว่า กูยังอยู่สบายดี ใช้ชีวิตปกติต่อไป และการขู่ของมึงไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตกู แต่ความอคติของแอนตรูว์ ดิชั้นเกินจะรับได้ จะให้กูนอนร้องไห้อยู่บ้านหรอคะ
….ดิชั้นรู้จักเค้ามานาน ตั้งแต่อยู่สิงคโปร์ ตั้งแต่ก่อนเค้าเอาวิกีลีคส์มาปล่อย จากนั้น ดิชั้นก็ช่วยส่งเสริมงานเค้ามาตลอด ใครๆ ที่เป็นเพื่อนเราก็จะรู้ ถึงขนาดจะจัดให้เค้ามาพูดที่สถาบันที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ พอเค้าออกหนังสือ The Kingdom in Crisis เค้าให้ดิชั้นเขียน endorse หนังสือให้ ซึ่งดิชั้นก็เขียนให้ที่ปรากฏอยู่ปกหลัง พอตัวเองต้องประสบปัญหาด้านการงาน และมาขอให้ดิชั้นเขียนหนังสือรับรองเพื่อไปสมัครงานที่ Green Peace (ออสเตรเลีย)ดิชั้นก็เขียนให้อย่างเลิศเลอ จน Green Peace ไม่เชื่อ ถึงขนาดต้องโทรมาถามดิชั้นว่า คนชื่อแอนดรูว์มันเก่งจริงหรอ ซึ่งดิชั้นตอบไปว่าจริง แต่เข้าทำงานไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่อง เมื่อดิชั้นไปเที่ยวซิดนีย์ปีนั้น ได้เจอกับเค้า เค้าเดินมาบอกว่า ถูก Green Peace ไล่ออกเพราะไปเมาที่ทำงาน จนทำให้ชื่อเสียงดิชั้นย่อยยับป่นปี้ เพราะเป็นคนเขียนหนังสือรับรองให้ แต่ดิชั้นไม่โกรธ สงสารด้วยซ้ำ และยังคบเป็นเพื่อนต่อ
…จนหลังจากนั้น วิธีการทำงานของเค้ามันเริ่มทำให้ดิชั้นรำคาญใจ กล่าวคือ แอนครูว์ต้องการเป็นคนแรกในการเสนอข่าวเรื่องเจ้า โดยไม่สนว่าข่าวจริงหรือไม่ ยกตัวอย่าง ก่อนในหลวงตาย แอนดรูว์จะโพสต์ทุกวันว่าตายแล้ว เพราะอยากเป็นคนแรกที่ประกาศข่าวนี้ สำหรับดิชั้น มันมากเกินไป มันเสียความเป็นผู้สื่อข่าว แต่ในใจก็ไม่ได้โกรธอะไร เพียงแต่คิดว่า เราอาจต้องเอาตัวออกห่างจากเค้าดีกว่า
…ทีนี้ เดือนมกราคม 2017 ดิชั้นได้รับทุนมาหนึ่งก้อน เอาไว้ทำหนังสือ ดิชั้นเลยคิดโปรเจ็คของการทำหนังสือเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย และโชคดีที่มหาวิทยาลัย Stanford เสนอเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ดิชั้นได้รับทุน Lee Kong Chiang ของ Stanford ในปี 2015 จึงคุ้นเคยกับอาจารย์ที่นั่น เราตกลงที่จะมี workshop ทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และจะเป็น workshop แบบ closed door ที่เราจะเอาแต่คนที่จะมาเขียนให้เรามาสัมมนาร่วมกัน คืองานสัมมนามันมีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเปิดเสมอไป อีกอย่าง ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นได้รับเชิญไปพูดที่ Stanford แล้วถูกสลิ่มแคลิฟอร์เนียมันประท้วงวุ่นวาย ทางมหาลัยเสียค่ารักษาความปลอดภัยไปมาก จึงขอให้การจัด workshop ครั้งนี้เป็นแบบปิด ซึ่งดิชั้นเห็นดีด้วย ทีนี้ อีนักข่าวขี้เมาได้รับข่าว และคงเคืองดิชั้นว่าทำไมไม่เชิญเค้า เออ อีดอก งงว่าทำไมต้องเชิญ นี่คือโครงการผลิตหนังสือ เราเอาแต่นักวิชาการมาเท่านั้น ไม่ต้องการนักข่าว ยกเว้น Paul Handley คนเดียวที่ดิชั้นเชิญมา ผู้เขียนเรื่อง The King Never Smiles เพราะดิชั้นไม่ได้มองเค้าว่าเป็นนักข่าวอีกต่อไป แต่เป็นนักวิจัยที่มีความสามารถ พออีแอนดรูว์รู้ว่าไม่ได้รับเชิญ สำคัญตัวผิดว่าทำไมถึงไม่ได้รับเชิญ ก็โกรธดิชั้น และก็ก่อเรื่องมากมายในระหว่างการจัดงาน โดยโทรศัพท์ไปก่อกวนที่มหาลัย โทรไปหาอธิการบดีของ Stanford เพื่อด่าว่า ทำไมถึงจัดงานแบบปิด โทรไปด่าฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาลัยว่า ทำไมไม่มีการประชาสัมพันธ์งานนี้ โทรไปที่หน่วยรักษาความปลอดภัยถามว่า มันมีภัยจริงๆ หรอ ถึงต้องทำการสัมมนาปิด โอ้โห อาจารย์ที่ Stanford รีบวิ่งมาบอกพวกเราว่าอีแอนดรูว์โทรมาป่วน เราทุกคนในห้องนั้นงงมาก และโกรธแอนดรูว์มาก มีใครที่อยู่ในห้องบ้าง? มีอาจารย์ชาญวิทย์ David Streckfuss Tyrell Haberkorn Federico Ferrara Claudio Sopranzetti Paul Chambers Paul Handley อาจารย์กฤษณ์เลิศ ทุกคนส่ายหัว ยังไม่พอ นักข่าวขี้เมายังเอาเราไปด่าในเฟซบุ๊คของเค้าว่า เราเป็นแค่กลุ่มนักวิชาการกระจอก ไม่มีความกล้าหาญที่จะเปิดการสัมมนาแบบสาธารณะ และดูถูกพวกเราว่า ไม่มีใครกล้าเขียนด่าเจ้าแบบตรงไปตรงมา ตรงนั้นเองที่เป็นจุดแตกหัก ดิชั้นตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับเค้าตั้งแต่บัดนั้น
….เดี๋ยวมาต่อ เพราะความเลวของมันยังไม่สิ้นสุดค่ะ อีนักข่าวเหี้ย
