หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

คืนก่อนที่คุณนนท์จะเสียชีวิต ดิชั้นลงมาในครัวเพื่อเก็บถ้วยชามให้เข้าที่ ดิชั้นได้ยินเสียงแม่ลูกทะเลาะกัน คุณป้าสังวรณ์กับคุณนนท์ ดิชั้นแอบอยู่ตรงซอกประตู พอได้ยินเค้าเถียงกัน โดยคุณนนท์ต่อว่าแม่ว่า แม่ทำอย่างนั้นไม่ถูก ผู้ชายเค้ามีภริยาแล้ว ส่วนป้าสังวรณ์ตอบว่า มันเป็นการตัดสินใจของแม่ ลูกไม่เกี่ยว แล้วคุณนนท์เถียงต่อว่า ต้องเกี่ยวสิ เพราะผมคือประธานบริษัท และแม่คือแม่ของประธานบริษัท จากนั้น ดิชั้นเห็นเค้าแย่งกระดาษกันในมือ ก่อนที่คุณนนท์จะดึงมามัน และฉีกมันทิ้งลงในถังขยะ แล้ววิ่งเข้าห้องไปทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ค่อยสบาย เมื่อทุกคนแยกย้ายไปแล้ว ดิชั้นเดินไปหยิบกระดาษชิ้นที่ถูกฉีกขาด แล้วเอามาประติดประต่อกัน มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ น่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศส ดิชั้นอ่านไม่ออก เห็นแต่คำลงท้ายว่า CS น่าจะเป็นชื่อย่อของแฟนป้าสังวรณ์ที่เป็นฝรั่ง…หลังจากดราม่าจบลง คุณพลได้เป็นประธานคนใหม่ การสืบสวนคดียังมีต่อไปอย่างยาวนาน เมื่อคุณพลไม่รับสารภาพ และทางผู้จัดการได้ยกตำแหน่งประธานให้ไปแล้ว มันยังต้องมีผู้ต้องรับผิดชอบการตายของคุณนนท์ ตอนนั้น ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ยามหน้าห้องสองคน คือพุธและจิต รวมถึงหัวหน้ายาม คุณฉลอง แม้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ถูกให้แสดงความรับผิดชอบต่อการตายที่เกิดขึ้น สาเหตุที่พวกเค้าต้องการกำจัดคุณฉลองเพราะว่า คุณฉลองสนิทกับคุณปรีดา การกล่าวหาคุณฉลอง ก็เท่ากับการกล่าวหาคุณปรีดา เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว…ระหว่างเรื่องยังค้างอยู่แบบนั้น คุณป้าสังวรณ์เห็นว่า การอยู่ในไทยต่อไปก็จะมีแต่การสร้างข่าวลือเรื่องการตายไปเรื่อย จึงใช้เหตุผลว่า ต้องให้คุณพลกลับไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อที่จะกลับมาทำหน้าที่ประธานบริษัทอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งเรื่องการตายของคุณนนท์ไว้ข้างหลังเพื่อให้คนลืม จากนั้น ครอบครัวนี้ก็เก็บของกลับเมืองโลซาน์น ดิชั้นโชตดีที่ได้ถูกเรียกตัวไปรับใช้ต่อที่นั้น จึงได้รู้ความลับเรื่องบ้านนี้อีกมาก….เมื่อกลับมาถึง จากบ้านนี้ที่มีลูกสามคน ก็เหลือเพียงสองคน พลกลายเป็นลูกชายคนที่เหลือ หากเกิดอะไรขึ้นกับพล จะส่งกระทบต่อบริษัทมาก คุณป้าสังวรณ์เลยขอให้ตำรวจสวิสมาช่วยอารักขา 24 ชั่วโมง ดิชั้นเป็นเด็กบ้านนอก พูดภาษาฝรั่งก็ไม่ได้ จึงไม่รู้ว่า การจัดการเรื่องการตรวจตราของตำรวจเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า นอกจากตำรวจแล้ว ดิชั้นก็ได้พบติวเตอร์ของคุณพลเป็นครั้งแล้ว แม่เจ้าโว้ย หล่อฉิบหาย ผมหนักศก สูง ดาร์กแฮร์ พูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา เค้าเองก็มีเมียแล้วและมีลูก แต่ดูเหมือนป้าสังวรณ์จะสนิทกับเค้าเป็นพิเศษ บางวันเค้าก็มาค้างที่บ้านป้าสังวรณ์ ดิชั้นยังเคยต้องซักเสื้อผ้าให้เค้า และนึกขึ้นได้ว่า เสื้อเค้ามีปักเป็นภาษาอังกฤษว่า CS เอ๊ะ หรือเค้าจะเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้นถึงป้าสังวรณ์ที่ทำให้คุณนนท์โกรธ…คุณลุงติวเตอร์มาบ่อยขึ้น มาค้างบ่อยขึ้น ดิชั้นเห็นตำรวจสวิสคอยจับตามอง และจดบันทึกความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เอาจริงๆ เนื่องจากดิชั้นเป็นคนใช้ จึงต้องตื่นก่อนเจ้านาย บางทีตอนประมาณตี 5 ดิชั้นเห็นคุณลุงติวเตอร์ออกมาจากห้องคุณป้าสังวรณ์ แต่ดิชั้นแกล้งทำเป็นไม่เห็น เพราะไม่อยากให้เค้ารู้ว่าดิชั้นก็แอบมองอยู่…คุณลุงติวเตอร์เป็นที่รักของคุณพลมาก คุณพลถึงกับเรียกเค้าว่าพ่อบางครั้ง เค้าเป็นทั้งครู และผู้สอนวิชาชีพต่างๆ ทั้งต่อเรือ เกาะสลักไม้ ทั้งเป็นเพื่อนไปเล่นสกี และมักจะอยู่ฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน แทนที่จะไปฉลองกับครอบครัวเค้า แต่เค้ากับมาอยู่กับป้าสังวรณ์ อย่าหาว่าบาป ดิชั้นคิดว่าสองคนนั้นคือผัวเมียกัน…ในปีถัดมา ดิชั้นอายุ 13 ปี เริ่มโตเป็นสาว ก่อนหน้านี้ ดิชั้นเห็นคุณพลพาแฟนสาวมาเที่ยวบ้าน จริงๆ เค้าอายุไม่ห่างจากดิชั้นเท่าไหร่ค่ะ เค้าชื่อดาวเรือง เป็นลูกสาวของผู้จัดการบริษัทสาขาปารีส เค้าจีบกันได้สักพัก จากนั้น ดาวเรืองต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพ มันเป็นช่วงจังหวะที่คุณพลประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำ บนทางด่วนที่จะไปเมืองมอนติคาร์โล คุณพลตาบอดข้างนึง ป้าสังวรณ์ร้องกรี๊ดๆ นึกว่าลูกชายอีกคนอาจต้องเสียชีวิต ทีนี้ อีผู้จัดการที่ปารีสมันกังวลว่า ตอนนี้ลูกสาวดาวเรืองไม่อยู่ช่วยปรนนิบัติ กลัวว่าจะเสียลูกเขยให้หญิงอื่น เลยส่งลูกสาวคนโต สิรินภา หรือชื่อเล่น แดง ย่อมาจากปากแดง ไปช่วยปรนนิบัติฆ่าเวลาที่น้องสาวไม่อยู่ ที่ไหนได้ เมื่อพลได้เจอกับแดง พลกลับเปลี่ยนใจมาชอบแดงแทน พี่สาวเลยขโมยแฟนของน้องสาว ไม่นานจากนั้น ป้าสังวรณ์ก็ให้ทั้งสองหมั่นกัน และในที่สุดแต่งงาน แม้ว่าแดงจะมีอายุ 17 ปีเท่านั้น เค้าแก่กว่าดิชั้นแค่ 4 ปีค่ะ….เค้าบินไปแต่งงานที่ไทย พอกลับมาสวิส 1 ปีถัดมา เค้าก็คลอดลูกเป็นลูกสาว ซึ่งไม่สามารถสืบต่อทายาทได้ เพราะบ้านนี้ ต้องการแค่ทายาทผู้ชาย ถึงตอนนั้น คุณพลไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว เพราะเพิ่งแต่งเมีย และมีลูก เลยเลิกเรียนและอพยพครอบครัวกลับไทย ในส่วนนี้ อีลูกจ้างโง่ๆ หลายคนคิดว่าคุณพลเรียนจบ จริงๆ แล้วไม่ค่ะ แม้จะเรียนมาเป็นเวลานานถึง 6 ปี….ดิชั้นได้กลับไทยไปรับใช้ครอบครัวนี้ต่อ ตอนหน้ามาเล่าว่า ครอบครัวนี้เอาตัวรอดได้อย่างไร ท่ามกลางการต่อสู้กับคณะเปลี่ยนแปลงการบริหารบริษัทภายใต้คุณ ป กุ้งเผา

หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 3

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากเกิดเรื่อง ตำรวจญี่ปุ่นกำชับนักหนาว่า อย่าเพิ่งแพร่ข่าวนี้ออกไป เพราะกลัวเสียรูปคดี ในใจก็อึดอัด เพราะต้องการบอกให้คนที่มันทำร้ายเรารู้ว่า กูยังมีชีวิตรอด แต่ก็พูดไม่ได้ เมื่อไปถึงดูไบ ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ แม้ในกลุ่มที่ไปด้วย (มีทั้งหมด 3 คน รวมดิชั้น) ก็รู้เรื่องนี้ แต่ดิชั้นไม่ได้บอกคุณทักษิณ เพราะไม่อยากให้เรื่องมันกระจายไปตามคำสั่งของตำรวจ แต่จำได้ว่า ต้องระมัดระวังตัวจริงๆ ขนาดพักโรงแรม ยังต้องใช้ชื่ออื่นลงทะเบียน เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่า เราพักกันอยู่ที่ไหน

…หลังจากดูไบ ดิชั้นต้องบินต่อไปวอชิงตันดีซี เพื่อไปทำงานต่อ ตอนนั้น เวลามันล่วงเลยมาประมาณ 3 สัปดาห์หลังจากเกิดเหตุ ในที่สุด ข่าวก็รั่ว แล้วคนก็ชอบที่จะเม้าท์ข่าวแบบนี้ รั่วไปถึงผู้ลี้ภัยที่ปารีส จนส่งต่อไปที่คุณสุนัย จุลพงศธร แล้วเอาไปพูดในคลิปว่าดิชั้นถูกทำร้าย นั่นจึงเป็นประเด็นที่ในที่สุด ดิชั้นต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะหากจะมีคนพูดเรื่องนี้ ควรจะต้องออกมาจากปากดิชั้นเอง ดิชั้นเลยบอกตำรวจญี่ปุ่นว่า ดิชั้นจะพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณชน เพราะมันกลายเป็นข่าวแล้ว จึงเลือกเวลาที่ East West Center ที่ดิชั้นไปพูดที่วอชิงตัน ในการเล่าเรื่องนี้ ทันใดนั้น มันก็เป็นข่าวระหว่างประเทศ สำนักข่าวต่างๆ ก็รายงานกันกระหน่ำ

…มีคนเดียวเท่านั้นก็ตกข่าว นั่นคือ แอนดรูว์ มาร์แชล ก่อนหน้านี้ เมื่อดิชั้นหายตัวไป ด้วยความเสือกของมัน ก็พยายามก็สืบเสาะว่าดิชั้นหายไปไหน จนกระทั่งไปถามคนที่ดิชั้นเดินทางไปดูไบด้วย ซึ่งมันก็รู้จัก ทีนี้ ดิชั้นกำชับคนพวกนี้ว่า อย่าบอกใครเพราะตำรวจสั่งไว้ เมื่ออีนักข่าวขี้เมามันถาม คนพวกนี้เลยต้องบอกไปว่าดิชั้นสบายดี เพียงแต่ยุติการเล่นโซเชี่ยลชั่วคราว เพราะเค้าตอบอย่างอื่นไม่ได้ จะบอกว่าถูกทำร้าย ดิชั้นก็สั่งไม่ให้พูด จะปฏิเสธว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะพวกนั้นเค้าไปดูไบกับดิชั้น เมื่อรู้แบบนี้ อีนักข่าวมันเลยเอาไปเขียนก่อนใครว่าดิชั้นสบายดี จนอีจอม เพชรประดับเอาไปเขียนต่อ แบบล้อเล่นถากถางว่า ที่ดิชั้นหายตัวไปไม่มีอะไรมาก เพราะทะเลาะกับผัวนั่นเอง โอ้โห ตอนนั้นโกรธ เพราะกูรอดได้มาได้ แต่กลับเอาไปเขียนว่าเป็นเพราะเราทะเลาะกับผัว นี่หรอคนที่เรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน

….ทีนี้ เมื่อข่าวมันออกมาแล้วว่าดิชั้นถูกทำร้าย อีนักข่าวขี้เมาก็เลยโกรธ เพราะคิดว่าพวกเราไม่บอกความจริงกับเค้า แทนที่จะบอกว่าถูกทำร้าย กลับบอกว่าสบายดี แม้จะมีความพยายามจากนั้นที่จะอธิบายว่า ตำรวจสั่งไม่ให้พูด มันไม่ฟัง จากนั้น มันเลยตั้งท่าโจมตีดิชั้น หาว่าดิชั้นแต่งเรื่อง ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ทั้ง BBC และ Financial Times ได้โทรศัพท์ไปคุยกับตำรวจญี่ปุ่นเพื่อคอนเฟิร์มเรื่องนี้แล้ว มันก็ยังแต่งเรื่องว่าดิชั้นโกหกต่อไป โดยพูดล้อเลียนว่า ดิชั้นกุเรื่องว่ามีนินจามาทำร้าย อะไรแบบนั้น ดิชั้นรู้นิสัยมันดี ถ้ามันอยากรู้ความจริง แค่โทรไปหาตำรวจหรือทางมหาลัยดิชั้น ก็จะได้คำตอบเลย แต่เค้าเลือกที่จะไม่ทำ หลังจากดิชั้นแถลงข่าวเรื่องนี้ที่วอชังตันดีซี ดิชั้นเดินทางต่อไปลอนดอน จำได้ว่าไปทานข้าวในเมืองกับเพื่อน และแวะถ่ายรูปแถวร้านอาหาร เป็นรูปที่ดิชั้นกำลังถือลูกทุเรียน (คือจะซื้อไปแดกค่ะ) อีนักข่าวขี้เมามันกลับเอารูปนี้ของดิชั้นไปเขียนด่าว่า นี่หนะหรอ คนที่เพิ่งถูกทำร้ายร่างกาย กลับออกมาจ่ายตลาดชิวๆ อีดอก ที่ดิชั้นทำอย่างนั้นเพราะต้องการให้คนร้ายมันรู้ว่า กูยังอยู่สบายดี ใช้ชีวิตปกติต่อไป และการขู่ของมึงไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตกู แต่ความอคติของแอนตรูว์ ดิชั้นเกินจะรับได้ จะให้กูนอนร้องไห้อยู่บ้านหรอคะ

….ดิชั้นรู้จักเค้ามานาน ตั้งแต่อยู่สิงคโปร์ ตั้งแต่ก่อนเค้าเอาวิกีลีคส์มาปล่อย จากนั้น ดิชั้นก็ช่วยส่งเสริมงานเค้ามาตลอด ใครๆ ที่เป็นเพื่อนเราก็จะรู้ ถึงขนาดจะจัดให้เค้ามาพูดที่สถาบันที่สิงคโปร์ด้วยซ้ำ พอเค้าออกหนังสือ The Kingdom in Crisis เค้าให้ดิชั้นเขียน endorse หนังสือให้ ซึ่งดิชั้นก็เขียนให้ที่ปรากฏอยู่ปกหลัง พอตัวเองต้องประสบปัญหาด้านการงาน และมาขอให้ดิชั้นเขียนหนังสือรับรองเพื่อไปสมัครงานที่ Green Peace (ออสเตรเลีย)ดิชั้นก็เขียนให้อย่างเลิศเลอ จน Green Peace ไม่เชื่อ ถึงขนาดต้องโทรมาถามดิชั้นว่า คนชื่อแอนดรูว์มันเก่งจริงหรอ ซึ่งดิชั้นตอบไปว่าจริง แต่เข้าทำงานไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่อง เมื่อดิชั้นไปเที่ยวซิดนีย์ปีนั้น ได้เจอกับเค้า เค้าเดินมาบอกว่า ถูก Green Peace ไล่ออกเพราะไปเมาที่ทำงาน จนทำให้ชื่อเสียงดิชั้นย่อยยับป่นปี้ เพราะเป็นคนเขียนหนังสือรับรองให้ แต่ดิชั้นไม่โกรธ สงสารด้วยซ้ำ และยังคบเป็นเพื่อนต่อ

…จนหลังจากนั้น วิธีการทำงานของเค้ามันเริ่มทำให้ดิชั้นรำคาญใจ กล่าวคือ แอนครูว์ต้องการเป็นคนแรกในการเสนอข่าวเรื่องเจ้า โดยไม่สนว่าข่าวจริงหรือไม่ ยกตัวอย่าง ก่อนในหลวงตาย แอนดรูว์จะโพสต์ทุกวันว่าตายแล้ว เพราะอยากเป็นคนแรกที่ประกาศข่าวนี้ สำหรับดิชั้น มันมากเกินไป มันเสียความเป็นผู้สื่อข่าว แต่ในใจก็ไม่ได้โกรธอะไร เพียงแต่คิดว่า เราอาจต้องเอาตัวออกห่างจากเค้าดีกว่า

…ทีนี้ เดือนมกราคม 2017 ดิชั้นได้รับทุนมาหนึ่งก้อน เอาไว้ทำหนังสือ ดิชั้นเลยคิดโปรเจ็คของการทำหนังสือเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย และโชคดีที่มหาวิทยาลัย Stanford เสนอเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ดิชั้นได้รับทุน Lee Kong Chiang ของ Stanford ในปี 2015 จึงคุ้นเคยกับอาจารย์ที่นั่น เราตกลงที่จะมี workshop ทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา และจะเป็น workshop แบบ closed door ที่เราจะเอาแต่คนที่จะมาเขียนให้เรามาสัมมนาร่วมกัน คืองานสัมมนามันมีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเปิดเสมอไป อีกอย่าง ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ดิชั้นได้รับเชิญไปพูดที่ Stanford แล้วถูกสลิ่มแคลิฟอร์เนียมันประท้วงวุ่นวาย ทางมหาลัยเสียค่ารักษาความปลอดภัยไปมาก จึงขอให้การจัด workshop ครั้งนี้เป็นแบบปิด ซึ่งดิชั้นเห็นดีด้วย ทีนี้ อีนักข่าวขี้เมาได้รับข่าว และคงเคืองดิชั้นว่าทำไมไม่เชิญเค้า เออ อีดอก งงว่าทำไมต้องเชิญ นี่คือโครงการผลิตหนังสือ เราเอาแต่นักวิชาการมาเท่านั้น ไม่ต้องการนักข่าว ยกเว้น Paul Handley คนเดียวที่ดิชั้นเชิญมา ผู้เขียนเรื่อง The King Never Smiles เพราะดิชั้นไม่ได้มองเค้าว่าเป็นนักข่าวอีกต่อไป แต่เป็นนักวิจัยที่มีความสามารถ พออีแอนดรูว์รู้ว่าไม่ได้รับเชิญ สำคัญตัวผิดว่าทำไมถึงไม่ได้รับเชิญ ก็โกรธดิชั้น และก็ก่อเรื่องมากมายในระหว่างการจัดงาน โดยโทรศัพท์ไปก่อกวนที่มหาลัย โทรไปหาอธิการบดีของ Stanford เพื่อด่าว่า ทำไมถึงจัดงานแบบปิด โทรไปด่าฝ่ายประชาสัมพันธ์มหาลัยว่า ทำไมไม่มีการประชาสัมพันธ์งานนี้ โทรไปที่หน่วยรักษาความปลอดภัยถามว่า มันมีภัยจริงๆ หรอ ถึงต้องทำการสัมมนาปิด โอ้โห อาจารย์ที่ Stanford รีบวิ่งมาบอกพวกเราว่าอีแอนดรูว์โทรมาป่วน เราทุกคนในห้องนั้นงงมาก และโกรธแอนดรูว์มาก มีใครที่อยู่ในห้องบ้าง? มีอาจารย์ชาญวิทย์ David Streckfuss Tyrell Haberkorn Federico Ferrara Claudio Sopranzetti Paul Chambers Paul Handley อาจารย์กฤษณ์เลิศ ทุกคนส่ายหัว ยังไม่พอ นักข่าวขี้เมายังเอาเราไปด่าในเฟซบุ๊คของเค้าว่า เราเป็นแค่กลุ่มนักวิชาการกระจอก ไม่มีความกล้าหาญที่จะเปิดการสัมมนาแบบสาธารณะ และดูถูกพวกเราว่า ไม่มีใครกล้าเขียนด่าเจ้าแบบตรงไปตรงมา ตรงนั้นเองที่เป็นจุดแตกหัก ดิชั้นตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับเค้าตั้งแต่บัดนั้น

….เดี๋ยวมาต่อ เพราะความเลวของมันยังไม่สิ้นสุดค่ะ อีนักข่าวเหี้ย

หมวดหมู่
รักในรอยแค้น

#รักในรอยแค้น ตอนที่ 1

ข้อมูล อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

มันเป็นเวลา 9:20 น. ของเช้าวันที่ 9 มิถุนายน ปี 1946 ดิชั้น อีเย็น อายุได้เพียง 12 ขวบ ดิชั้นเป็นเด็กกำพร้า มีคนส่งตัวดิชั้นมาเป็นเด็กรับใช้ในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้ เช้าวันนั้น ระหว่างที่ดิชั้นกำลังทำความสะอาดห้องโถง ดิชั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ด้วยความที่ดิชั้นเป็นเด็กชอบสอดรู้สอดเห็น ดิชั้นรีบวิ่งขึ้นไปดูชั้นบนว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นแอบมองจากบันได ดิชั้นเห็นน้องชายของเค้าวิ่งออกมาจากห้องที่มีเสียงปืน แล้วเค้าทำท่าเลิ่กลั่ก พูดอะไรสองสามคำกับยามที่เฝ้าหน้าห้องสองคน ดิชั้นจับความไม่ทัน ก่อนที่เค้าจะวิ่งหลบไป หลังจากนั้น หนึ่งในยามคนนั้นจึงได้ตะโกนว่า คุณนนท์ (มาจากชื่ออานนท์) เสียชีวิต แป๊ปเดียว แม่ของคุณนนท์ คุณป้าสังวรณ์ก็วิ่งไปที่ห้อง แล้วดิชั้นก็ได้ยินเสียงร้องตามมา จากนั้น ดิชั้นเห็นน้องชายเค้า คุณพล (มาจากชื่อพลาพล) วิ่งกลับเข้าไปในห้องอีก ตอนนั้น ดิชั้นเริ่มจับความได้ว่า คุณนนท์เสียชีวิตแล้วด้วยกระสุนปืน

…ดิชั้นขอแก้ข่าวว่า เช้าวันนั้น มีคนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหมด 9 คน ไม่ใช่ 8 คน มีคุณป้าสังวรณ์ คุณนนท์ คุณพล ยามสองคน คือ พุธ กับ จิต และยังมีคนใช้อีก 4 คน คือ จำหลาด จรัญ แม่นมน่าน และดิชั้น ทั้งหมด ได้เข้าไปรวมตัวกันในห้องนอนคุณนนท์ ดิชั้นเด็กสุด ได้แต่แอบดูที่หน้าประตู ดิชั้นเห็นว่า ป้าสังวรณ์รีบเค้าไปกอดร่างอันไร้วิญญาณของคุณนนท์ ร้องห่มร้องไห้ ขณะที่น้องชาย คุณพลคอยปลอบแม่อยู่ ถึงตอนนั้น ทุกคนรู้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้น คุณพลฆ่าคุณนนท์ แต่เราไม่มีเวลาเถียงกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คุณนนท์ แม้จะอายุเพียง 21 แต่ก็ได้เป็นประธานบริษัทแล้ว เมื่อเกิดเรื่องนี้ จึงต้องแจ้งผู้จัดการบริษัท คุณปรีดา เรามีเวลาไม่มากในการทำลายหลักฐานการเสียชีวิต ดิชั้นเห็นคุณป้าสังวรณ์ ซึ่งเคยเป็นอดีตนางพยาบาล ได้ถอดเสื้อคุณนนท์ออก แล้วเอาน้ำมาล้างตัวเพื่อลบรอยเลือด รวมถึงหลักฐานทางนิติเวช คุณป้าทำอย่างรวดเร็วและชำนาญมาก ขณะนั้น นามพุธได้เอาปืนที่เป็นตัวปัญหา ไปเก็บไว้ในลิ้นชักอีกห้องหนึ่ง ดิชั้นก็ไม่รู้ว่าเค้าทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้การสืบสวนมันมีความซับซ้อนมากขึ้นหรือเปล่า

…..คุณป้าสังวรณ์ย้ายศพคุณนนท์จากเตียงไปที่โซฟาอีกด้านนึงของห้อง ดิชั้นแอบเห็นฟูกที่เตียง ที่มีรอยกระสุนทะลุเข้าไปในนั้น นั่นหมายถึง คุณนนท์ถูกน้องชายยิง ในท่านอน จนกระสุนทะลุไปในลักษณะเช่นนั้น ในระหว่างที่ทุกคนรอการมาถึงของคุณปรีดา นั่นคือเวลาสำคัญที่สุด คุณป้าถามลูกชายคนเล็กว่าเกิดอะไร พรางร้องไห้น้ำตามอาบแก้ม น้องชายสารภาพว่า เมื่อเช้าได้เข้ามาดูพี่ชายว่าทำไมยังไม่ตื่นสักที เพราะปกติทั้งสองคนจะตื่นเช้า และน้องพลไม่ทราบว่า พี่นนท์ไม่สบาย ท้องเสียตั้งแต่เมื่อคืน จริงๆ คุณป้าได้แวะเข้ามาหาลูกตอนเช้าตรู่เพื่อเอาน้ำส้มมาให้ แต่คุณนนท์ไม่อยากทาน และได้ปฏิเสธไป

….คุณพลเล่าให้แม่ฟังว่า เมื่อเข้ามาเห็นพี่ชายกำลังนอนหลับ และชำเรืองไปเห็นปืนที่วางอยู่แถวนั้น เป็นปืนที่มอบให้เราโดย ลูกจ้างของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในประเทศของเรา เค้าสองคนชอบเล่นปืน คุณพลเลยหยิบปืนมาเล่น และใช้ปืนสะกิดพี่ชายให้ตื่น พี่นนท์ตื่นขึ้น และบอกน้องว่า ไม่อยากเล่นด้วย อยากนอนต่อ แต่พลไม่ยอม มีการพูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าพี่ไม่ตื่น น้องจะเอาปืนยิง พี่เลยท้าว่า ยิงสิยิง น้องเลยแกล้งเอาปืนไปจ่อที่หน้าผากของพี่ ปืนลั่น ทำให้พี่นนท์เสียชีวิตทันที

….ป้าสังวรณ์ล้มทั้งยืน และต้องยอมรับป้าว่า ป้าทำใจได้ดีมากหลังจากนั้น และบอกกับลูกว่า เรามีเวลาไม่มากที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ป้าบอกว่า เค้าเสียลูกไปแล้วคนนึง จะไม่ยอมเสียอีกคน นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมครอบครัวนี้จึงต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ในโอกาสนี้ น้องพล ได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจากพี่นนท์ทันที

…ไม่นานจากนั้น คุณปรีดา ผู้จัดการก็มาถึง คุณปรีดาเป็นหนึ่งในคณะทำงานที่เปลี่ยนแปลงการบริหารของบริษัท จากเดิมที่ครอบครัวนี้กุมอำนาจบริษัททุกอย่าง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเปิดให้มีระบอบการเลือกตั้งผู้จัดการ แม้ครอบครัวนี้จะยึดตำแหน่งประธานบริษัท แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎบริษัทอย่างเคร่งครัด เอาจริงๆ ครอบครัวนี้ก็ไม่ชอบคุณปรีดา เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่มาลดอำนาจพวกเค้า แต่คุณปรีดายังเห็นความสำคัญของการคงครอบครัวนี้ไว้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบริษัท ต่างไปจากเพื่อนเค้า คุณ ป กุ้งเผา ที่ต้องการกำจัดครอบครัวนี้ไปให้หมดสิ้น

..เมื่อคุณปรีดามาถึงที่เกิดเหตุ แม้คุณปรีดารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พูดไม่ได้ ด้วยความที่ตัวเองยังต้องการสนับสนุนครอบครัวนี้ไว้ แทนที่จะให้มีการสอบสวนคดีอย่างตรงไปตรงมา คุณปรีดาด่วนประกาศแต่งตั้งให้คุณพลเป็นผู้จัดการแทน นี่เท่ากับเป็นการเอากุญแจมือใส่ตัวเอง เพราะเมื่อคุณพลเป็นประธานบริษัทแล้ว คุณพลไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ และคุณปรีดาต่อมาต้องการเป็นจำเลยในคดีนี้ รวมถึงแพะสามคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากโศกนาฎกรรมครั้งนี้ค่ะ

…ปล: รูปดิชั้นตอนเป็นคนใช้ของบ้านนี้ค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น