หมวดหมู่
อุ้มฆ่า

#อุ้มฆ่า ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในระหว่างที่ชุลมุนอยู่นั้น วิ่งไล่จับกันในบ้าน ดิชั้นกับแฟนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือตอนตี 4:45 จนคนทั้งอพาร์ตเม้นท์ตื่นกันหมด ความดีของคนญี่ปุ่นคือ เค้าไม่มาเสือก จุ้นจ้านเป็นไทยมุง ไม่มีใครเสนอหน้าทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เค้าทำก็คือ โทรเรียกตำรวจทันที เพราะฉะนั้น ตำรวจมาเร็วมาก ระหว่างรอตำรวจ เราสองคนรีบชำระร่างกายด้วยน้ำสะอาด เพราะเราไม่รู้ว่ามันเป็นสารเคมีแบบไหน แต่จำได้ว่า ดิชั้นควบคุมสติได้ดีพอควร หลังจากล้างตัว ความแสบยังติดอยู่ที่ผิวหนัง (และอยู่ติดกับเราอีก 3 วัน) ดิชั้นได้โทรศัพท์ไปมหาวิทยาลัยเพื่อแจ้งให้ผู้อำนวยการศูนย์ทราบทันที….ตำรวจมาเกือบ 15 นาย มาเร็ว มาตรวจสอบสถานที่ และสอบปากคำทันที มีล่ามที่พูดไทยมาด้วย ดิชั้นก็อธิบายทุกอย่างตั้งแต่มีคนโทรศัพท์มาถี่ๆ ก่อนหน้านี้ ตรงนี้ สอบสวนได้สักพัก ก็ถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจอาการที่เกิดจากการพ่นสเปรย์ ก็มีการตรวจเลือดและร่างกายทั่วไป สรุปว่า ไม่ได้มีอันตรายอะไรถึงชีวิต ณ จุดนั้น ดิชั้นเริ่มทะยอยบอกข่าวนี้กับคนสำคัญ คือทางบ้าน และสหายที่ไว้ใจได้ท่านหนึ่งที่อยู่ต่างแดน เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเกิดอะไรชึ้น พอตรวจเสร็จ ตำรวจก็พาดิชั้นกลับอพาร์ตเม้นต์…รอบนี้ ตำรวจมาอีกชุดหนึ่ง เป็นชุด forensic คือมาตรวจหาร่องรอยคนร้าย เมื่อมีการเอาแสงอัลตร้าไวโอเล็ตมาส่องห้องนอน จึงเห็นร่องรอยของสารเคมีที่ตกอยู่บนผ้าห่ม เตียง หัวเตียง พนังห้อง จนไปถึงเพดาน แสดงว่าไอ้การฉีดสเปรย์แม้ในระยะเวลาสั้น แต่มันก็ได้ผลมาก ตรงนี้ ตำรวจใช้เวลานานเหมือนกัน จนกระทั่ง มีตำรวจชุดสุดท้ายที่มา อันนี้คือกลุ่ม detectives พอเล่าได้สักพัก เค้าบอกว่าเค้าเข้าใจในสถานะของดิชั้น และการต้องเป็นผู้ลี้ภัยหลังจากปี 2014 การพูดแบบนี้ทำให้ดิชั้นเชื่อว่า แม้แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเองก็รู้ว่า การทำร้ายร่างกายดิชั้นไม่ใช่โจรหัวขโมยทั่วไป เพราะมันไม่มีแบบนี้ในญี่ปุ่น จนกระทั่งเค้าบอกว่าเค้ามาจากหน่วยงานการก่อการร้ายสากล ซึ่งชี้ว่า มันเป็นเรื่องข้ามชาติ แต่พอดิชั้นเอาเรื่องนี้ไปบอกสื่อ ตำรวจออกมาแก้ข่าวทันทีว่าไม่ได้มาจากหน่วยงานก่อการร้ายสากล ดิชั้นเชื่อว่า เพราะญี่ปุ่นยังไม่ต้องการส่งสัญญาณว่ารู้ว่าต้นเหตุของการทำร้ายร่างกายคือมีผู้สั่งที่มาจากไทย…จากนั้น ดิชั้นถูกพาตัวไปสถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำทั้งบ่าย และเสร็จสิ้นประมาณ 4 ทุ่ม ในใจตอนนั้นโกรธมาก และต้องการแสดงให้เห็นว่า ดิชั้นไม่กลัวมึง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนเรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊คหรือเปล่า แต่ใจหนึ่งก็ไม่อยากหายไปและต้องการให้เห็นว่าดิชั้นไม่เป็นอะไร เลยอยากให้มีความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คเช้านั้น เพื่อให้ไอ้คนบงการมันรู้ว่า เหตุที่เกิดกับดิชั้นมันทำอะไรดิชั้นไม่ได้ ตอนนั้นมีเรื่องทาทายังทำอะไรสักอย่าง แล้วเราต้องการคว่ำบาตรคอนเสริต์ของมัน ดิชั้นเลยเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปอีทาทา เพื่อให้รู้ว่า ดิชั้นยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ แต่โพสต์ได้ไม่นาน ตำรวจก็โกรธ และขอให้ยุติการเล่นโซเชี่ยลมีเดียเลยเพราะจะทำให้เสียรูปคดี ดิชั้นเลยลบรูปนั้น และเลิกเล่นโซเชี่ยลเป็นเวลาหลายสัปดาห์ตามคำสั่งตำรวจ จุดนี้ก็มีคนเอาไปด่าดิชั้นว่า ทำไมวันเกิดเหตุดิชั้นยังมีเวลามานั่งเล่นเฟซบุ๊ค อีดอก แล้วมึงจะให้กูนั่งร้องไห้อย่างเดียวในสถานีตำรวจหรอคะ….ในระหว่างที่อยู่โรงพัก ได้ใช้โอกาสนั้นแจ้งเรื่องนี้ให้นักข่าวบางสำนัก อาทิ BBC ไทยและ Washington Post แต่ขอว่าอย่าเพิ่งลงข่าว เพราะตำรวจญี่ปุ่นสั่งเด็ดขาดห้ามสื่อสารอะไรทั้งสิ้น เสร็จสิ้นการสอบสวน จากนั้น ดิชั้นถูกพาไปพักที่เรียกว่าเป็น safe house และไม่สามารถกลับไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์เดิมได้อีก จากนั้น ดิชั้นถูกเรียกตัวไปสอบสวนต่อเรื่อยๆ แต่มันดันมีทริประหว่างประเทศที่เตรียมการไว้แล้วล่วงหน้าหลายเดือน นั่นคือ การไปสัมภาษณ์คุณทักษิณที่ดูไบ ยังไงก็ยกเลิกไม่ได้ หนึ่งอาทิตย์หลังถูกทำร้าย ดิชั้นเดินทางไปดูไบ ตอนนั้นดิชั้นหายไปจากโซเชี่ยลได้อาทิตย์นึงแล้ว คนเริ่มแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงกลุ่มคนไทยที่ดิชั้นทำงานด้วย ที่ต้องเดินทางไปดูไบด้วยกัน จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องบอกคนไทยกลุ่มนั้น (มีแค่ 2 คน) ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เพราะเราต้องไปทำงานด้วยกันที่ดูไบอยู่ดี ถึงจุดนั้น ยังมีคนไม่มากที่รู้เรื่องดิชั้น แต่เรื่องแบบนี้ ปิดยังไงก็ไม่อยู่ คนที่ ม เกียวโตก็เริ่มพูดกันแล้วจนนักเรียนไทยและอาจารย์ไทยเม้าท์กันแล้ว หนึ่งในคนที่สงสัยว่าดิชั้นหายตัวไปไหน แล้วเค้าไม่รู้เรื่องเลย คือนักข่าวขี้เหล้า แอนดรูว์ มาร์แชล…ไม่เคยคิดว่าอยากเขียนถึงคนๆ นี้อีก แต่วันนี้ ขอเขียนครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพื่อให้เรื่องมันจบตรงนี้ มาต่อกันในตอนหน้าค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น