หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนจบ

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงกลางปี 2011 มีเพื่อนที่ญี่ปุ่นกระซิบว่า ที่มหาลัยเกียวโตเปิดสมัครรับอาจารย์ จริงๆ ตอนแรกก็ไม่กระตือรือล้นเท่าไหร่ แต่ก็ไปสมัครดู จากนั้นไม่นาน ทางญี่ปุ่นก็ส่งตั๋วเครื่องบินมาเรียกตัวไปสัมภาษณ์ รับ 1 ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ สรุปว่าผ่านสัมภาษณ์ค่ะ ก็แค่นั้น จบชีวิตที่สิงคโปร์ที่อยู่กับมันมาถึง 9 ปี ใครจะวิจารณ์สิงคโปร์ว่าเป็นอย่างไร แต่ดิชั้นยังรักในประเทศนี้ ในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และมันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ดิชั้นรู้จุดยืนของตัวเอง จนนำไปสู่การลาออกจากระบบราชการ…มาเริ่มงานที่เกียวโตเดือนเมษายนปี 2012 มีวิชาที่ต้องสอนในปีแรกๆ 3 ตัว ย้ายจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่นมันก็เป็น culture shock อย่างหนึ่ง จากการที่สิงคโปร์ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของญี่ปุ่นนี่ปล่อยเป็น free flow เลย คือเค้าไม่มาสนว่าเราต้องทำอะไร ทำแบบไหน ตราบที่ความรับผิดชอบของเราไม่บกพร่อง ดิชั้นกล้าพูดเลยว่า จากการเดินทางมารอบโลก ไปสอนมาหลายมหาวิทยาลัยของโลก ไม่มีที่ไหนที่ให้เสรีภาพทางวิชาการได้เท่าญี่ปุ่น แม้แต่ช่วงเวลาที่เลวร้ายชองดิชั้น รัฐบาลญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยเกียวโตเคารพในเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของดิชั้นแต่อย่างใด อีกอย่างที่จะแจ้งให้สลิ่มไทยทราบ ญี่ปุ่นมีประเพณีของการรักษาบูรณาการทางวิชาการสูง แม้แต่การเมืองก็แทรกแซงไม่ได้ ไอ้การที่จะกดดันรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้มากดดันดิชั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้….พอมาเป็นอาจารยเต็มตัวก็เดินหน้าเลคเชอร์เรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ช่วงนั้นได้รับเชิญจากมหาลัยไทยไปบรรยายบ่อย ต้องเดินทางโอซาก้า-กรุงเทพบ่อย และดิชั้นก็ชอบ จนมันเกิดรัฐประการล้มยิ่งลักษณ์ในปี 2014 จากนั้นทุกคนคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดิชั้นถูกเรียกปรับทัศนคติ แต่ดิชั้นปฏิเสธเพราะไม่ได้ทำผิดอะไร แต่เสนอที่จะส่งอีหมูหยองเป็นผู้แทนดิชั้นไปรับการปรับทัศนคติแทน ซึ่งทำให้ทหารมันโกรธมากเพราะมันรับการถูกล้อไม่ได้ มันเลยออกหมายจับ ยกเลิกหนังสือเดินทาง ทำให้ดิชั้นกลายเป็นผู้ลี้ภัยข้ามคืน…จากนั้น ดิชั้นก็ถูกรังแกมาตลอด ทหารส่งคนไปรังควานแม่ครั้งแรก ต่อมา เมื่อดิชั้นได้รูปลับศรีรัศมิ์ที่ถูกบังคับโกนหัว แล้วดิชั้นเขียนเรื่องนี้ลงเฟซบุ๊ค (แม้จะยังไม่ลงรูป) วชิราลงกรณ์ส่งคนจาก 904 ไปรังควานแม่อีกรอบ คราวนี้ขู่ว่า ถ้าดิชั้นไม่หุบปาก คนในบ้านจะเจ็บตัว ไม่ใช่แค่คนในบ้านถูกรังควาน การเดินทางของดิชั้นในช่วงแรกๆ หลังรัฐประหารก็ลำบาก ดิชั้นถูกกักตัวหลายสนามบิน เพราะสถานทูตไทยแจ้งว่าดิชั้นเป็นอาชญากร การบรรยายหรือเล็คเชอร์แรกๆ ก็มีเจ้าหน้าที่สถานทูตมาป่วน ดิชั้นไม่เอาพวกนี้ไว้ ดิชั้นด่าพวกแม่งต่อหน้าฝูงชนระหว่างการเล็คเชอร์ของดิชั้น พอกันทีกับการเป็นฝ่ายรับจากสถานการณ์แบบนี้ ดิชั้นขอรุกบ้าง แม้ในชีวิตจริง ดิชั้นจะยังเป็นรับก็ตาม…นี่คือตอนจบของซีรีย์ #ตาสว่าง เรื่องนี้มันสอนอะไรดิชั้น มันสอนว่า ดิชั้นเกิดมาในครอบครัวที่อาจจะดีกว่าหลายคน ได้เข้าในสังคมที่ดี ได้รับการศึกษาดี หน้าที่การงานดี แต่สิ่งเหล่านี้มันได้มาเพราะน้ำพักน้ำแรงตัวเอง จากต้นทุนที่มีไม่มาก ดิชั้นเห็นถึงสองมาตรฐาน เห็นกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ การรัดคิว การได้รับผลตอบแทนในชีวิตที่ไม่ต้องเหนี่อย เพียงเพราะเค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่เค้าปกป้องมันไว้ ถ้าคุณไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบอบนั้น คุณต้องทำงานเหนื่อยเป็นร้อยเท่า ยังไงก็ยังไม่ได้เท่าพวกเค้าอยู่ดี….นี่ไม่ใช่เรื่องการต้องยอมรับในวาสนาห่าเหวอะไร ใช่ เกิดมารวยจนต่างกัน แต่สังคมต้องสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในสังคมไทยมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราถลำลึกในสังคมที่อิงกับระบบอุปถัมภ์ ที่มีสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งเพาะโรคร้าย เอาง่ายๆ แค่เรื่องการคืนยศเมื่อวานที่มันผิดไปจากกรอบพิจารณาทางกฎหมาย คนที่ได้ประโยชน์จากสถาบันกษัตริย์ยังคงเดินหน้าออกมาแก้ต่างให้แบบน้ำขุ่นๆ….ดิชั้นต้องการอะไร จริงๆ แค่ต้องการสังคมที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมอย่างว่า ดิชั้นสนับสนุนข้อเรียกร้อง 10 ขัอของนักศึกษาในการพาสถาบันกษัตริย์กลับสู่รัฐธรรมนูญ นี่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องล้มเจ้า พ่อมึงตาย นี่คือข้อเรียกร้องที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับประชาธิปไตยเท่านั้น…สุดท้าย เรามาถึงปี 2020 เราควรต้องเข้าใจกันเสียทีว่า ความรวยจนอาจจะแบ่งชนชั้น แต่ในความเป็นมนุษย์ เราทุกคนเท่าเทียมกัน ดิชั้นเป็นด๊อกเตอร์จบปริญญาเอก แต่ความเป็นมนุษย์ ดิชั้นมีค่าเท่ากับอีเย็นที่ไถนาอยู่ที่หนองบัวลำภู ตำแหน่งกษัตริย์เป็นแค่หัวโขน ถอดมันออก เราคือมนุษย์เท่ากัน และดิชั้นถือในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันมาก ดิชั้นจะไม่ยอมรับความต่ำต้อยของตัวเอง จะไม่ยอมกราบใครค่ะ ภูมิใจเกิดมาเป็นกะเทยเริ่ดๆ เชิ่ดๆ สวยๆ ผัวเยอะ…. ลาไปก่อนค่ะ…ปล: รูปนี้ถ่ายวันสุดท้ายก่อนออกจากสิงคโปร์มาญี่ปุ่น

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น