ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ช่วงเวลาหรือ timing มันได้มาก ดิชั้นให้การต้อนรับพระเทพที่มาเยือนที่สถาบันเพื่อฟังการบรรยายของดิขั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ดิชั้นทำแคมเปญฝ่ามืออากง ที่มีความหมายของการต้องการเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่น มาตรา 112 จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ ที่เผอิญต้องต้อนรับเจ้าในช่วงนี้ หลังจากพระเทพกลับไปแล้ว ภายในไม่กี่วัน ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพ เพื่อเชิญให้ดิชั้นเข้าไปบรรยายสรุปให้เค้าฟังที่กรุงเทพ โดยจะออกค่าเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด อันนี้คือเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เรื่องที่ขอให้บรรยายคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เอาจริงๆ หัวข้อแบบนี้ เอาอาจารย์จากไทยไปบรรยายก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ฐิตินันท์ หรือแม้แต่อีปณิธานก็น่าจะบรรยายได้ ก็เลยงงว่าทำไมหวยมาลงที่ดิชั้น
….ดิชั้นรับปากไปแล้ว ก็เดินทางไปจริงๆ ไปถึงปุ๊ป ก็มีคนมารอรับที่สนามบิน และถูกนำตัวไปส่งที่พัก ให้พักก่อนหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น ส่งรถมารับ และพาไปที่บรรยาย ถ้าจำไม่ผิด ก็คือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าที่นครนายก จริงๆ เมื่อตอนที่ดิชั้นจบเอกใหม่ๆ ดิชั้นก็ได้รับการทาบทามให้ไปสอนที่นั่นหลายครั้ง แต่ผ่านคอนเน็คชั่นของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเข้าต้องการข้าราชการที่สามารถบรรยายเรื่องการเมือง/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังนั้น การกลับไป จปร รอบนี้ จึงไม่แปลกเท่าใด
….ที่แปลกก็คือ คลาสที่ดิชั้นบรรยายมีคนฟังไม่มาก มีพระเทพนั่งฟัง และก็นายทหารระดับสูงไม่มาก ไปถึงปุ๊ป ดิชั้นก็ฉอดๆๆ บรรยายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมร พม่า และลาว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง (มีการพักเบรคนิดหนึ่งระหว่างการบรรยาย) เช่นเคย พระเทพก็จดๆๆๆๆ เมื่อบรรยายเสร็จ ก็เปิดให้มีการถามคำถาม แทบจะไม่มีการถามจากทหารคนอื่นเลย ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่มาจากพระเทพ ซึ่งก็เป็นคำถามทั่วไป ไม่ได้พลิกแพลงพิสดาร
…ทีนี้ หลังบรรยายจบ ก็มีการมอบของที่ระลึกให้ผู้บรรยาย จำไม่ได้ว่าอะไร แต่รู้ว่าเป็นของไร้ค่า ไม่ไดอารี่ ก็ที่ทับกระดาษ ดิชั้นรับจากมือพระเทพ และมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้น ที่งงมากๆ คือ ดิชั้นได้รับเชิญให้ทานอาหารกลางวันกับพระเทพ โดยเราย้ายไปอีกห้องหนึ่ง มีดิชั้นนั่งร่วมโต๊ะเสวยกับพระเทพ เพียง 2 คน และมีทหาร (คิดว่าน่าจะเป็นองครักษ์) นั่งอยู่คนเดียวโต๊ะถัดไป บอกตรงๆ ว่าประหม่า เพราะใช้คำราชาศัพท์ไม่เก่ง และก็เกร็งที่ต้องกินข้าวกับเจ้าสองต่อสอง ดิชั้นขอข้ามเรื่องอาหารการกิน เพราะมันมีรายละเอียดมากเกินไป บอกได้แต่เพียงว่า พระเทพชอบการกินมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือบทสนทนา
…การพบกับวันนั้นคือวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม 2011 ถ้าใครจำได้ ยิ่งลักษณ์เพิ่งเป็นนายกได้ไม่นาน และประสบปัญหาน้ำท่วม จนเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานซะหนักแม้เพิ่งขึ้นสู่อำนาจ บวกไปกับประเด็นสถาบันกษัตริย์ที่กำลังเร่าร้อน ด้วยเรื่องอากงและการเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรา 112 ทั้งหมดมันกลายมาเป็นฐานการพูดคุยที่น่าสนใจมาก อ้อ ขอบอกก่อนว่า พระเทพชวนคุยเป็นหลัก เป็นกันเองในจุดหนึ่ง ดิชั้นไม่ได้ชวนคุยหรือเริ่มบทสนทนาก่อน เพราะมันเป็นมารยาทที่ไพร่จะชวนเจ้าคุยไม่ได้ หรือไม่เหมาะอะไรก็แล้วแต่
…บทสนทนาเริ่มจากการที่พระเทพพูดเรื่องน้ำท่วม ที่ดิชั้นค่อนข้างแปลกใจคือ การพูดถึงปัญหานี้แบบไม่ได้โทษใคร ไม่ได้โทษยิ่งลักษณ์ โดยพูดว่า มันเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จะโทษรัฐบาลเสียทีเดียวก็คงไม่ได้ คืออันนี้เริ่มงงละว่าจะมาไม้ไหน จากนั้นก็มาโฟกัสเรื่องยิ่งลักษณ์ โดยถามดิชั้นว่า “เค้าเป็นใครเนี่ยยิ่งลักษณ์” คือคำถามนี้ไม่ใช่ไม่รู้ว่ายิ่งลักษณ์คือใคร แต่เป็นการถามเพื่อขอความเห็นว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ถึงสำคัญ ทำไมนางชนะการเลือกตั้ง ทำไมจึงมีทูตต่างประเทศเข้าคิวเพื่อจะพบกับนาง ทำไมๆๆๆ แล้วเอาจริงๆ พอดิชั้นจะตอบคำถามเหล่านี้ ดูเหมือนพระเทพจะไม่สนใจคำตอบ อีกนัยหนึ่ง นี่มันไม่ใช้คำถาม แต่เป็นประโยคบอกเล่าเท่านั้น เข้าใจไหมคะ
….พระเทพไม่ได้ตำหนิยิ่งลักษณ์แม้แค่คำเดียว ในทางตรงกันข้าม ได้ขอให้ดิชั้นให้ความเห็นเกี่ยวกับอภิสิทธิ์ ซึ่งเพิ่งลงจากตำแหน่งนายกไป โดยเป็นคำถามที่ล่อมาก คือถามว่า ทำไมอภิสิทธิ์ชอบทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน (ในกรณีเขาพระวิหาร) คือโดยสรุป ตามที่ดิชั้นตีความ การชมยิ่งลักษณ์และตำหนิอภิสิทธิ์คือความต้องการที่จะแสดงว่า พระเทพเข้าใจการเมืองไทย ไม่ได้ฝักใฝ่สีไหนเป็นพิเศษ ซึ่งอันนั้นถือว่าน่าสนใจมาก ถามว่าดิชั้นเชื่อตามนั้นหรือไม่ อันนี้พูดยาก รู้แต่เพียงว่า พระเทพไม่ธรรมดา และฉลาดในเรื่องการวางตัวทางการเมือง ส่วนเรื่องที่ทำไมเชิญดิชั้น และมาพูดเรื่องนี้กับดิชั้น อาจเพราะอยากให้ดิชั้นไปพูดต่อว่าพระเทพมีความเป็นกลางทางการเมือง
…..ก่อนจบอาหารกลางวัน พระเทพขอบใจดิชั้นเรื่องช่วยจัดการเรื่องการขอทุนวิจัยให้พระเทพที่สถาบันของดิชั้นที่สิงคโปร์ แต่ก็คุยทับว่า พระเทพก็ได้ทุนแบบนี้จากมหาลัยฮาร์วาร์ดด้วยเหมือนกัน (แต่จากโครงการไทยศึกษาที่ได้เงินสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์นั่นเอง) ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดคือการมอบของที่ระลึกอีกชิ้นให้ดิชั้น นั่นคือรูปที่ถ่ายก่อนหน้าที่ในท่าที่ดิชั้นรับของจากมือพระเทพ ทางเจ้าหน้าที่เอารูปไปปรินท์อย่างรวดเร็ว ใส่กรอบทอง และพระเทพมอบให้ดิชั้นอีกครั้งพร้อมลายเซ็น ตอนนี้ตั้งอยู่ที่ออฟฟิสที่ญี่ปุ่นค่ะ นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ดิชั้นได้พบกับพระเทพค่ะ

