หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 16

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เริ่มงานเป็นนักวิชาการที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของสิงคโปร์ วันที่ 1 มกราคม 2008 กระทรวงต่างประเทศให้ลา 2 ปี ดิชั้นสัญญากับสถาบันและกระทรวงว่าจะเขียนหนังสือเรื่องนโยบายต่างประเทศให้ 1 เล่ม และในที่สุดก็สำเร็จ นั่นคือ Reinventing Thailand: Thaksin and His Foreign Policy ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์อ่าน ชื่อว่า “การทูตทักษิณ” ตลอดสองปี ดิชั้นเริ่มศึกษาเรื่องสถาบันกษัตริย์มากขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังรัฐประหารทักษิณ เห็นการชักใยการเมืองของทหารและสถาบันกษัตริย์ ไอ้ที่เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ถ้าเราไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ของโครงสร้างแบบนั้น เราจะถูกย่ำยีตลอด ความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยน และมันก็เป็นจริงมากขึ้น

….พอครบสองปีปุ๊ป ต้องกลับกระทรวง ตอนนั้นมั่นใจเลย 100% ว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราแล้ว และการวิจารณ์เจ้าก็ถูกจับตามองมากขึ้นจากคนในกระทรวง ดิชั้นคิดว่ามันไม่ healthy ที่จะเป็นทั้งข้าราชการและวิจารณ์รัฐบาล/เจ้าไปในเวลาเดียวกัน เลยตัดสินใจลาออก บอกแม่ที่บ้าน ที่อยากเห็นลูกสาวเป็นทูต บอกว่า แม่ขา มันไม่ใช่ของหนูค่ะ แม่ก็ยอมรับโดยดี ลาออกปุ๊ป ทางสถาบันก็รับตัวเข้าทำงานฟูลไทม์เลย เริ่มงานอย่างจริงจังก็ในต้นปี 2010 นี่คือลาออกจากกระทรวงมา 10 ปีพอดี และต้องใช้ทุนคือเป็นจำนวนมหาศาล แม้เราไม่ได้เอาทุนมาจากรัฐบาลไทยก็ตาม

…ออกมาปุ๊ป ที่นี้ก็ลุยทำงานวิจัยเรื่องสถาบันมาตั้งแต่นั้น แรกๆ คิดว่า การวิจารณ์ไทยในสิงคโปร์คงไม่เป็นไร แต่เอาจริงๆ สถาบันดิชั้นดันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลสิงคโปร์ แล้วเราก็รู้กันว่า สิงคโปร์มันก็มีความเผด็จการในตัวเหมือนกัน นี่คือที่ต่างจากญี่ปุ่น หมายความว่า พอเราวิจารณ์เจ้า สิงคโปร์ก็ร้อนตัว กลัวว่าจะทำให้ไทยโกรธ ก็เรียกดิชั้นไปตักเตือนเรื่อยๆ ขอให้เบาๆ ลง ดิชั้นก็ไม่เคยเบาลง มีแต่หนักขึ้นเรื่อยๆ

…จนมาถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 ดิชั้นตื่นมาพบกับข่าวที่ทำให้โกรธมาก ชายแก่ไทย-จีนอายุ 62 ปี ถูกจับข้อหาหมิ่นเจ้า ติดคุก 20 ปี เรารู้จักเค้าในชื่ออากง โอ้โห ทำไมมันป่าเถื่อนอย่างนี้ แกถูกใส่ร้ายว่าส่งข้อความ 4 ชิ้นไปที่เลขาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด่าสิริกิติ์ ดิชั้นเห็นว่า แม้ทำจริง การสั่งคนติดคุก 20 ปีมันมากเกินไป จึงคิดว่าจะทำเคมเปญช่วยแก ก็ไปได้ไอเดียจากอองซานซูจีที่ต้องการช่วยนักโทษการเมือง โดยการเขียนชื่อนักโทษการเมืองบนฝ่ามือ (กลายเป็นฝ่ามืออากง) ดิชั้นเอาไอเดียนี้มาเขียนชื่ออากงบนฝ่ามือ แล้วถ่ายรูปลง ฟบ สรุปว่า กลายที่เป็นนิยมและหลายคนทำตาม จนดิชั้นคิดว่ามันกลายมาเป็นความเคลื่อนไหวระดับชาติ เราทำอย่างจริงจัง เปิดให้คนส่งรูปมา แล้วทำหนังสือขาย รายได้ทั้งหมดมอบให้อากงและครอบครัว

….เผอิญดิชั้นได้มีโอกาสกลับไทย มีคนแนะนำว่า ก็ให้เอาเงินไปมอบให้อากงเองเลย ดิชั้นก็ไปเรือนจำ ไปพบป้าอุ๊ที่เป็นภริยาอากง เมื่อเจออากงที่ยืนอยู่ในคุก เรายืนคุยกันผ่านลูกกรง ป้าอุ๊แนะนำดิชั้นว่า “คนนี้คือคนที่เค้าช่วยเรื่องลื้อและเอาเงินมามอบให้” อากงร้องไห้ทันที ขณะที่มือจับลูกกรงอยู่ แล้วอากงทรุดตัวลงไปเพื่อกราบดิชั้น ดิชั้นเอามือลอดผ่านลูกกรง ดึงตัวเค้าขึ้นมา เค้าบอกดิชั้นว่า เค้าไม่ได้ทำ เค้าถูกกลั่นแกล้ง ร้องไห้น้ำตาอาบสองแก้ม เราก็ร้องไห้ตามไปด้วย อากงยังฝากให้ช่วยดูแลลูกหลานแกด้วยหากเป็นอะไรไป ในที่สุด แกก็เสียชีวิตในคุกในปีถัดมา

….โอ้โห นี่คือทั้งโกรธ อีกแล้ว และเสียใจ ทำไมระบอบมันทำกับคนแก่ ผู้บริสุทธิ์ได้แบบนี้ ด้ชั้นจำได้ว่าดิชั้นเลิกเล่น ฟบ ไปพักหนึ่งหลังจากแกตาย เพราะทำใจไม่ได้ และรู้สึกว่า แคมเปญของเราที่ต้องการช่วยชีวิตเค้า มันล้มเหลว ในทางกลับกัน ชื่อดิชั้นกลายมาเป็นที่จับตามองว่า เป็นผู้ชอบวิจารณ์เจ้า อาจจะมีหลายคนที่เริ่มรู้จักดิชั้นจากตรงนั้น

…ตรงนี้ คือเรื่องของพระเทพที่แทรกกลับมาพอดี พอถึงตอนนั้น ดิชั้นลาออกจากกระทรวงได้เกือบสองปี วันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเลขาพระเทพว่า พระเทพอยากจะมาดูงานที่สถาบันดิชั้นและอยากเรียนรู้เรื่องอาเซียน ประจวบเหมาะที่ดิชั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของศูนย์ศึกษาอาเซียนของสถาบันนั้น ก็เลยต้องกลายมาเป็นผู้บรรยายให้พระเทพในโอกาสนั้น พอดีอาจารย์ชาญวิทย์มาทำวิจัยที่สถาบันดิชั้นพอดี เราได้มีโอกาสรับพระเทพพร้อมกัน ดิชั้นรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายให้พระเทพ 1 ชม เต็ม ตลอดเวลาที่บรรยาย (เป็นภาษาอังกฤษ) พระเทพจดยิกๆๆ เมื่องานเสร็จ พระเทพเดินไปดูร้านหนังสือ จากนั้น ก็เดินตรงมาหาดิชั้น ในฐานะที่เคยรู้จักดิชั้นมาก่อน เพื่อเข้ามาทักทาย (ดิชั้นไม่มีสิทธิ์เดินไปทักทายก่อนนะคะ)

….พระเทพถามดิชั้นว่าสบายดีไหม แล้วเล่าว่า “เออ เพื่อนชั้นที่เมืองนอกเค้าฝากให้ชั้นซื้อหนังสือของเธอนะ (A Plastic Nation) ชั้นก็ไปหาซื้อในร้านไทย ไปเจออยู่ในร้านนึง หน้าปกยับยู่ยี่ ชั้นถามว่า หน้าปกยับแบบนี้ ลดราคาได้ไหม เธอรู้ไหมเด็กในร้านตอบชั้นว่า ลดไม่ได้ค่ะ ชั้นเลยต้องซื้อราคาเต็ม”

…คือดิชั้นงง บอกเพื่ออะไร? แล้วจริงๆ หรอที่เด็กไม่ลดราคาให้ ถ้าดิชั้นเป็นอีเด็กคนนั้น อย่าว่าแต่ลดราคา ยกหนังสือให้ทั้งแผงก็ต้องทำ…. แต่จากนี้ มีอะไรที่สนุกกว่า เพราะมันนำพาให้ดิชั้นได้รับเชิญจากพระเทพให้กลับไปทำภารกิจอย่างหนึ่งที่ไทย….. เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น