หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

บุรุษที่ “มั่งคั่ง” ที่สุดในประวัติศาสตร์

ลืมอีลอน มัสค์ หรือวอเรน บัฟเฟตต์ไปได้เลย
หากเปรียบเทียบคนที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เราที่ผ่านมา
มานซา มูซา กษัตริย์ในตำนานแห่งจักรวรรดิมาลีโบราณ ยืนหยัดในฐานะบุคคลผู้มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ความมั่งคั่งของเขาเหมือนดั่งพรมที่ทอจากทองคำ เกลือ และการอุปถัมภ์ทางวัฒนธรรม
แต่เขาเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงหรือไม่?

ลองย้อนเวลาเพื่อเจาะลึกลงไปในทรายแห่งกาลเวลา

ตำนานแห่งทองคำ
มานซา มูซา หรือที่รู้จักกันในชื่อ มูซาที่ 1 แห่งมาลี เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรมาลีโบราณในแอฟริกาตะวันตก โลกเริ่มรู้จักชื่อของมานซา มูซา จากการเดินทางเพื่อแสวงบุญไปยังเมกกะ ซึ่งเขาได้แจกจ่ายทองคำให้กับคนยากจนและผู้อื่นตลอดการเดินทาง ทำให้โลกตกตะลึง สุลต่านแห่งอียิปต์เองก็ประหลาดใจกับความมั่งคั่งของกษัตริย์มาลีผู้นี้

มานซา (หมายถึงกษัตรย์) มูซา ขึ้นสู่อำนาจในปี 1312 หลังจากที่อาบู บักร์ ผู้ปกครองคนก่อน หายตัวไปในทะเลขณะสำรวจมหาสมุทรแอตแลนติก และไม่เคยกลับมาอีกเลย และทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 9 แห่งจักรวรรดิมาลี การเปิดเส้นทางการค้าใหม่ๆ ทำให้มาลีกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทองคำ งาช้าง และเกลือ

ในปี 1324 มานซา มูซาได้เดินทางเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งเป็นการแสวงบุญทางศาสนาไปยังนครเมกกะ พระองค์ทรงเดินทางไปพร้อมกับคาราวานประมาณ 60,000 คน รวมทั้งทหาร คนรับใช้ และทาส คาราวานถูกประดับด้วยทองคำและผ้าไหมเนื้อดี ส่วนมานซา มูซาซึ่งขี่ม้าอยู่นั้นนำหน้าด้วยทาส 500 คน แต่ละคนถือไม้เท้าประดับด้วยทองคำ นอกจากนี้ เขามีขบวนบรรทุกสัมภาระซึ่งมีอูฐ 80 ตัว แต่ละตัวบรรทุกทองคำหนัก 300 ปอนด์

ความมีน้ำใจและความศรัทธาของ มานซา มูซาในระหว่างการแสวงบุญทำให้เกิดความประทับใจไม่รู้ลืม ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนเขาก็แจกทองคำให้คนยากจนและสร้างมัสยิด
การใช้ทองคำอย่างฟุ่มเฟือยในเมืองต่างๆ ที่เขาเดินทางผ่าน โดยเฉพาะในกรุงไคโร ถึงกับทำให้ “ราคาทองคำในภูมิภาคลดลง” ชั่วคราว

การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้ชื่อเสียงของ มานซา มูซาแข็งแกร่งขึ้นในฐานะมุสลิมผู้ศรัทธาและมีน้ำใจเท่านั้น แต่ยังนำความมั่งคั่งของมาลีไปสู่ความสนใจของโลกอีกด้วย การเดินทางแสวงบุญของเขาทำให้แอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะมาลี ปรากฏบนแผนที่ ทั้งทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ

เทียบชั้นความมั่งคั่ง
ปัจจุบันโลกรับรู้ว่าอีลอน มัสก์คือบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด ด้วยความมั่งคั่งสุทธิของเขาที่ 199.4 พันล้านดอลลาร์
แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์

จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ นักอุตสาหกรรมชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัท แสตนดาร์ด ออยล์ และเป็นมหาเศรษฐีอย่างเป็นทางการคนแรกของโลก ความมั่งคั่งของเขาอยู่ที่ 341 พันล้านดอลลาร์
แอนดรูว์ คาร์เนกี้ เศรษฐีที่ร่ำรวยจากธุรกิจเหล็กและผู้ใจบุญ 372 พันล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งของเขาเทียบได้กับจักรพรรดิเลยทีเดียว

มีคนคำนวณความมั่งคั่งสุทธิของ มานซา มูซา ด้วยตัวเลขปัจจุบันพบว่าเขาน่าจะมีความมั่งคั่งอยู่ที่ประมาณ 1000 พันล้านดอลลาร์ ความมั่งคั่งของเขาไหลมาจากเหมืองทองคำของเขาที่มาลีซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับเขาอย่างไม่รู้จบสิ้น

มรดกที่เหนือกว่าทองคำ:
ความมั่งคั่งของ มานซา มูซาไม่ใช่แค่วัตถุเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงการสร้างวัฒนธรรม สติปัญญา และจิตวิญญาณให้กับคนอีกมากมาย
เขาเปลี่ยน ทิมบักตู (เมืองโบราณในประเทศมาลี) ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ที่ซึ่งนักวิชาการมารวมตัวกันราวกับผีเสื้อกลางคืนจนกลายเป็นเปลวเพลิงแห่งสวรรค์

มงกุฎแห่งความร่ำรวย
แล้ว มานซา มูซารวยที่สุดหรือเปล่า?
ในทองคำ “อาจจะ” ใช่
แต่ถ้ารวมถึง “มรดก” ด้านวัฒนธรรม ความรู้และอื่นๆที่เขาตกทอดให้คนรุ่นหลัง
มานซา มูซาเป็นคนที่ “ใช่” อย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องราวของมานซา มูซาเป็นการผสมผสานที่น่าทึ่งระหว่างการอุทิศตนทางศาสนา ความมั่งคั่งมหาศาล และผลกระทบที่กว้างขวางจากการกระทำของเขาบนเวทีระดับโลก

ชื่อของเขาสะท้อนผ่านกาลเวลา ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงจุดบรรจบกันของความมั่งคั่งและสติปัญญา
ในภาพโมเสคอันยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ มานซา มูซาสวมมงกุฎแห่งความร่ำรวยได้อย่างงามสง่า

Cr: wealth lab
หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

บทความของศาสตราจารย์ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร E-International Relationsได้รับการแปลเป็น 6 ภาษา นอกจากอังกฤษ คือฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน รัสเซีย เกาหลีและอารบิค ตามนี่้เลยค่ะ
My article on the future of monarchies in Southeast Asia, originally published in E-International Relations has now been translated into 6 languages. Aside from English, it is now available in Korean, Russian, Spanish, German, Arabic and French. Enjoy reading!
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2512 –> English
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2550 –> Korean
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2541 –> Russian
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2534 –> Spanish
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2513 –> German
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2526 –> Arabic
https://worldnewworld.com/page/content.php?no=2545 –> French

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

นิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112

“ท่านอ้น” คุณวัชเรศร วิวัชรวงศ์ โอรสคนที่ 2 ใน ร.10 ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ร่วมชมนิทรรศการโฉมหน้าเหยื่อ 112 ที่ Leroy Neiman Gallery มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ที่จัดโดย รศ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

เมื่อกิจกรรมแสนสุขกลายเป็นเรื่องทุกข์ของ ‘โอรสแห่งสวรรค์’ เพราะมันคือภารกิจเพื่อ ‘การมีทายาทสืบทอดราชวงศ์’


SEX แห่งจักรพรรดิชิง กฎระเบียบที่ ‘ขัดกับความเป็นมนุษย์’
จากคราวที่แล้ว ผมบรรยายถึงเรื่องของขันทีจีน อารยธรรมที่ส่งต่อข้ามศตวรรษ จนกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลทางวัฒนธรรมของแผนดีนจีนอยู่พักใหญ่ ทีนี้มาดูถึงฝ่ายในที่ขันทีพวกนี้ทำงานอยู่บางกันดีกว่า
แน่นอนพวกเราหลายคนคงเคยดูหนังจีนย้อนยุค (ใช้คำว่าหนังจีนนี่แหละ ดูย้อนยุคดี) จะเห็นว่าฝ่ายในนั้นจะมีนางสนมของฮ่องเต้ เป็นร้อย เป็นพัน ทั้งจากคัดเลือกของฝ่ายในเพื่อถวายฮ่องเต้โดยเฉพาะจากมเหสีหรือจากนางกำนัลของรัชกาลก่อน ทั้งจากบรรดาขุนนางฝ่ายหน้าที่หวังจะก้าวหน้าจึงเอาลูก เอาหลาน
เอาญาติมาถวาย บ้างก็ผ่านการคัดสรรมาจากแดนไกลเพื่อมาหมั้นหมายสร้างสัมพันธไมตรี ความเยอะแยะมากมายแบบนี้แหละที่ได้สร้างตำนานหงส์เหนือมังกรขึ้นมา สุดท้ายก็พาลทำให้หลายราชวงศ์ของจีนถึงกาลล่มสลาย อย่างราชวงศ์ชิงนี่ก็ถึงกาลอวสานด้วยความหลงอำนาจ นำพาจีนให้กลายเป็นดินแดนอ่อนแอด้วยน้ำมือของพญาหงส์อย่างพระนางซูสีไทเฮา
ทีนี้อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ คงคิดกันว่าถ้าได้เป็นฮ่องเต้ต้องสำราญเป็นแน่แท้ เพราะสนมนางในมีมากมายก่ายกอง ต้องได้ลองรักลองเลิฟกันสนุกสนาน แต่จากการศึกษาเรื่องราวตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ผมบอกได้เลยว่า น่ากระอักกระอ่วน อึดอัด หายใจไม่ทั่วท้อง
รันทดระคนสงสาร พาลเลิกจินตนาการเรื่องความหวาบหวามกันไปเลยทีเดียว เพราะมันมีการควบคุมเรื่องอย่างว่าสำหรับ ‘ฮ่องเต้ชิง’ กันอย่างเข้มงวด เพราะมันคือภารกิจสำคัญ ภารกิจเพื่อ ‘การมีทายาทสืบทอดราชวงศ์’ และเพิ่มโอกาสที่จะได้โอรส ‘เพศชาย’ มาสืบทอดบัลลังก์มากขึ้นนั่นเอง
Sex ที่อยู่ภายใต้การควบคุมมันเป็นอย่างไร? ปุถุชนแบบเราคงจะนึกภาพกันไม่ออก แต่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ ‘ชิง’ ราชวงศ์สุดท้ายของแผ่นดินจีน ทรงรู้รสชาติของมันเป็นอย่างดี จากชนเผ่านอกด่าน สู่การกุมอำนาจราชสำนัก จักรพรรดิชิงได้รับเอาขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของราชวงศ์ ‘หมิง’ ซึ่งเป็นชาวฮั่นมาใช้พร้อมกับพัฒนาระบบเฉพาะตัว โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรม ‘บนเตียง’ ในวังหลวง ถือว่าพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ถ้าเราเคยชมภาพยนตร์ไทยอย่าง ‘สุริโยทัย’ จะเห็นภาพการถวายงานแบบนั่ง ‘พับเป็ด’ ทาเครื่องประทินผิวทั่วตัว เปลือยสรีระสำคัญ
แต่ข้อห้ามที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ‘ห้ามเท้า’ ซึ่งเป็นของต่ำถูกพระวรกายขององค์ขุนหลวง นี่ว่าลำบากแล้วนะ แต่นั่นก็ยังน่าจะยังลำบากไม่เท่าการถวายงานแก่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ซึ่งมันค่อนข้าง ‘ขัดกับความเป็นมนุษย์’ ซึ่งแปลจากภาษาจีนที่เรียกว่า ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’
ก่อนจะไปรู้ว่า ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’ เป็นอย่างไร ? เรามาลองอ่านลำดับชั้นของฝ่ายในกันก่อน สำหรับฝ่ายในสมัย ‘ราชวงศ์ชิง’ นั้นจะมีลำดับอยู่ 3 ชั้น คือ

  1. จักรพรรดินี คือ ‘มเหสีเอก’ หรือ ‘อัครมเหสี’ ภรรยาทางการขององค์จักรพรรดิ คือหญิงที่ได้รับการยกย่อง เคารพนับถือสูงสุดในจีน เป็นรองก็เพียง องค์จักรพรรดิ และพระมารดาของจักรพรรดิ
  2. พระมเหสี คือ ‘มเหสีรอง’ มักจะเป็นหญิงสาวที่จักรพรรดิถูกใจ ได้รับแต่งตั้งไว้ในระดับที่สำคัญแต่ไม่ที่สุด ยกเว้นเมื่อเกิดกรณีที่ ‘มเหสีเอก’ ไม่มีทายาทเป็นชาย แต่ ‘มเหสีรอง’ กลับมีทายาทเป็นชาย ทีนี้สถานะก็จะกลับกลายไปเป็นเสมอได้ ในสมัยราชวงศ์ชิงมีตำแหน่ง ‘พระมเหสีถึง 4 ตำแหน่ง’ ด้วยกัน
  3. นางสนม ลำดับมีมากที่สุด ตามบันทึกแบ่งเป็น 8 ลำดับขั้น คือ พระสนมเอก พระสนม นางสนมกำนัล นางกำนัล กุลสตรี นางกำนัลขานรับ และเจ้าพนักงานหญิง ซึ่งรวมแล้ว อาจจะมี 50 – 80 คน หรือมากกว่านั้น โดยใน 8 ลำดับขั้นนั้นต้องผ่านการคัดเลือกจากหญิงสาวร่วม 5,000 คน ซึ่งการคัดเลือกแต่ละครั้งจะมี ‘ขันที’ เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ เอาล่ะ! เริ่มกระบวนการ ‘ฟ่านเหรินซิ่ง’
    เริ่มต้นการเลือกนางสนมแห่งค่ำคืนนั้น ด้วยการนำป้ายชื่อของนางสนมแต่ละคนมาวางลงบนถาด แล้วนำมาให้ ‘องค์ฮ่องเต้’ พิจารณาเลือก ระหว่างรอเชฟหลวงทำอาหารเพลิน ๆ กับรอทีมพิสูจน์อาหารทดสอบยาพิษ ก็เลือกหยิบเอาไว้ว่าคืนนี้จะขึ้นเตียงกับใคร ซึ่งเรื่องนี้ถ้าพิจารณาดูก็จะเห็นว่า เป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นในราชสำนักฝ่ายในได้
    โดยเฉพาะกับพวกขันที เพราะถ้าเซ่นขันทีถูก รับรองสบาย เพราะต่อให้ถาดใหญ่แค่ไหน ไม่มีทางใส่ป้ายชื่อของนางสนมได้หมด นางสนมบางคนที่อยากจะได้ใกล้ชิดฮ่องเต้ในค่ำคืนนั้น ก็ต้องติดสินบนขันที
    เพื่อให้นำป้ายชื่อของตนเองไปไว้บนถาดดังกล่าว โดยใส่รายละเอียดแบบเป๊ะ เพื่อการถูกเลือก ทั้งตำแหน่งในการวาง วางตรงไหน ฝั่งไหน ได้ระดับสายตาไหมเลือกมือไหน มองทางไหนก่อน หยุดตรงไหนนาน ไม่ต้องแปลกใจ เพราะขันทีผู้ดำเนินการ ถือถาดมาให้ฮ่องเต้เลือกนางสนมเกือบทุกวัน แม้จะมีการเปลี่ยนเวรก็เถอะ แต่ก็จะวนปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ไม่กี่คน
    และแน่นอนด้วยความเป็นข้ารับใช้ที่ใกล้ชิด ก็ย่อมล่วงรู้ถึงพระนิสัย รู้พระทัยของฮ่องเต้ เป็นอย่างดี แบบนี้ก็พาลให้นึกไปว่า อย่างพระนางซูสีไทเฮา ก็ไม่รู้ว่าพระนาง ฯ ได้เซ่นขันทีไปไหม ? หรือขันทีมองพระนาง ฯ เป็นโอกาสไหม ? ที่ทำให้เส้นทางของพระองค์ได้ถูกเลือกขึ้นมาจากถาดใบนั้น
    ทำไมต้องเน้นขนาดนี้ ? เพราะว่า 1. ในเขตพระราชฐานชั้นในมีแค่ฮ่องเต้เป็นบุรุษเพศแค่พระองค์เดียว นางสนมก็เหงาเป็น หนาวเป็น อยากได้ไออุ่นเหมือนชาวบ้านทั่วไป 2. หากสนมคนใดตั้งครรภ์และคลอดองค์ชายออกมาเรียกได้ว่าสุขสบายทั้งชาติ มั่งมีทั้งตระกูล และอาจได้รับการยกระดับ
    หลังจากฮ่องเต้ท่านเลือกป้ายชื่อนางสนมได้แล้ว ทีมขันทีก็จะไปเตรียมการ ระหว่างนั้นฮ่องเต้ก็จะทรงดื่มด่ำกับอาหารค่ำไป ซึ่งธรรมเนียมตรงนี้ มีบันทึกเขียนเอาไว้ว่า “หากสนมนางใดถูกเลือก จะถูกนำตัวไปอาบน้ำ พาเข้าพระตำหนักแบบเปลือยเปล่า และนำผ้านวมสีแดงพันตัว อุ้มเข้าไปรอที่ห้องบรรทม” ซึ่งขั้นตอนนี้ นอกจากจะช่วยชำระเนื้อตัวให้หอมสะอาดแล้ว ยังเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝัน อย่างเช่นการซุกซ่อนอาวุธหรือยาพิษใด ๆ ที่อาจทำอันตรายต่อองค์จักรพรรดิได้
    ขั้นต่อมาถ้าเป็นสามัญชนอย่างเรา ๆ ก็คง “ลุยกันเลย!” แต่ช้าก่อน !!!!! สำหรับองค์จักรพรรดิ ยังต้องทำตามกฎแห่งวังหลวง คือ ‘จักรพรรดิ’ จะต้องนอนรออยู่บนพระแท่น ห่มผ้า แล้วเปิดส่วนพระบาท เอาไว้ ให้สนมเปลือยกาย “มุดจากด้านล่าง” ขึ้นมา ซึ่งเป็นแบบแผนชัดเจน ว่าการสังวาสนางสนมนั้น พวกนาง “ต้องมาจากเบื้องต่ำ” หรือ “เบื้องล่าง”
    ซี่งเอกสารโบราณเขียนไว้แบบนี้จริง ๆ นึกภาพนางสนมจะต้องเลื้อยจากบริเวณปลายเท้าขององค์ฮ่องเต้ขึ้นมาแนบพระวรกาย เอาล่ะแต่จากตรงนี้จะเป็นช่วง “ฟรีสไตล์” อยากจัดยังไง ก็จัดไป ตามอัธยาศัย แต่อย่าคิดว่าจะ “ฟรีไทม์” นะ ซึ่งนี่คือเรื่องตลกร้าย เพราะ Sex แห่งองค์จักรพรรดิ “มีเวลาจำกัด” !!!!
    แย่แล้ว !!! เป็นถึงจักรพรรดิจะมี Sex กับนางสนม ยังมีการจับเวลา ท่านลองนึกตามผมนะ สำหรับท่านผู้ชายเวลาไปอาบน้ำตามสถานที่อโคจรมันจะมีกำหนดเวลา อาจจะ 1 ชั่วโมงบ้าง ชั่วโมงครึ่งบ้าง แล้วพอครบเวลาเสียงกริ่งก็ดังเหมือนเลิกเรียน อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงอดขำไม่ได้ แต่นี่คือเรื่องจริงในประวัติศาสตร์จีน โดยทีมควบคุมนี้ ดำเนินการโดยทีมขันที แผนกเรื่องบนเตียง ซึ่งจะรอฮ่องเต้อยู่นอกห้องบรรทม
    เพื่อคอยสังเกตความผิดปกติ หากท่านเล่นรักกับนางสนมนานเกินไป ใน “ครั้งแรก” ขันทีจะตะโกนเข้าไปบอกว่า “ได้เวลาแล้ว” หากท่านไม่ตอบรับครบ 2 ครั้ง (คือต้องมีสมาธิฟังเสียงตะโกนของขันทีด้วย) พอถึงครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ไม่ต้องตอบรับ เพราะแก๊งขันทีจะเปิดเข้าไปในห้องบรรทม และแบกนางสนมคนนั้นกลับไปห้องของนางทันที โดยไม่สนว่าองค์จักรพรรดิจะสำเร็จกิจหรือไม่ (คือเสร็จไม่เสร็จไม่รู้พวกข้าพเจ้าจะอุ้มไปแล้วนะ)
    ซึ่งถ้าถามว่าฮ่องเต้ขัดขืนได้ไหม ? ก็ยังไม่อยากเลิก ถูกใจนางสนมคนนี้ จะขอค้างคืนเลยได้ไหมคำตอบคือ “ไม่ได้” อำนาจยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่กฎย่อมต้องเป็นกฎ อยากขัดขืนก็ทำได้นะ แต่จะต้องมีเรื่องกับผู้ทรงอิทธิพลคนรองจากพระองค์ นั่นก็คือ ‘จักรพรรดินี’ หรือ ‘มเหสีเอก’ ของพระองค์เอง เพราะเรื่องบนเตียงในวังหลวง ทั้งหมด ไม่ว่าจักรพรรดิจะไปร่วมหลับนอนกับใคร แต่สุดท้ายต้องกลับไปเตียงหลักของพระองค์ เตียงของผู้ที่ใหญ่ที่สุด เตียงของเมียเอก
    หรือเมียหลวงขององค์จักรพรรดินั่นเอง มันเป็นกฎที่บรรพชนเขียนเอาไว้ ฮ่องเต้มีสิทธิค้างคืนกับฮองเฮาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ดังนั้นการจัดดวลเดือดกับองค์ฮองเฮาเลยทำได้ง่ายหน่อย ไม่ลำบากเหมือนกับนางสนม ไม่งั้นนอกจากปัญหากับกฏและองค์จักรพรรดินีแล้ว พระองค์จะมีปัญหาต่อเนื่องไปถึงพระมารดาของพระองค์ด้วย
    เคยมีบันทึกถึงเหตุการณ์ที่ องค์ฮ่องเต้ ‘หลงใหลนางสนม’ แล้วไม่ยอมออกจากห้องตามกฎ ก็เลยถูกองค์ฮองเฮาลงโทษด้วยการนำป้ายคำสั่งบรรพชน มาอ่านออกเสียงดังๆ หน้าห้องบรรทมนั้น พร้อมกับสั่งลงโทษนางสนมคนดังกล่าว ซึ่งคนจีนเคารพเทิดทูนบรรพบุรุษเป็นที่สุด เจอแบบนี้เข้าไป ฮ่องเต้เอง ก็ลำบาก ไปไม่เป็นเหมือนกัน ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
    ทีนี้ในกรณีฮ่องเต้ เมื่อร่วมหลับนอนกับนางสนมเรียบร้อยแล้ว กฎระเบียบที่ต้องทำตามข้อต่อไปคือ ต้องคิดว่าถ้าหากนางสนมท้อง ฮ่องเต้จะต้องเลือกว่า จะ ‘เก็บ’ เด็กในท้องเอาไว้ไหม ? คือสันนิษฐานเอาไว้ก่อนเลยว่า การร่วมรักครั้งนี้จะเกิดการตั้งครรภ์ ถ้าฮ่องเต้ ‘พอใจ’ ก็จะอนุมัติให้เก็บเด็กไว้
    เพื่อที่กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายต่อไป แต่ถ้าองค์ฮ่องเต้บอกว่า ‘ไม่เก็บ’ ทีมขันทีจะจัดการพานางสนมไปทำการคุมกำเนิด จัดการล้างช่องคลอด จะด้วยวิธีใดก็จินตนาการกันเอาเองเถิดแต่ก็นับว่าโหดร้ายกับฝ่ายหญิงพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม กรณีการ ‘ไม่เก็บ’ นี้ถือว่าเกิดน้อยมาก
    ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้? คำตอบคือ เพราะฮองเฮาในราชวงศ์ชิง เกือบทั้งหมดเป็นคน “เชื้อสายแมนจู” เหมือนฮ่องเต้โอกาสจะทรยศ ล้มล้างเหมือนที่ ‘ชาวฮั่น’ จ้องอยู่มีน้อยกว่า นางสนมบางคนเป็นคนเชื้อสายฮั่นการค้างคืนกับฮ่องเต้ จะเพิ่มความเสี่ยง และเหตุผลอีกข้อคือ
    การมุ่งทำให้ชาวแมนจูมีความเป็นอารยะมากขึ้น การมีกฎเกณฑ์มีธรรมเนียม เป็นเรื่องราวของชนชั้นสูง ควรค่าต่อการปกครองใต้หล้า และข้อสำคัญคือ ไม่ต้องการให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงหมกมุ่นกับเรื่องเพศมากจนเกินไป เพราะ ‘ฮ่องเต้’ มีศักดิ์เป็น ‘โอรสแห่งสวรรค์’ ทุกคำพูด และการกระทำต้องถูกบันทึกเอาไว้หมดและมีผลต่อลิขิตฟ้าชะตาแผ่นดิน
    ดังนั้น Sex ของ ‘จักรพรรดิชิง’ จึงมีไว้เพื่อสืบราชวงศ์ให้ดำรงต่อไป ไม่ได้มีไว้เพื่อความสนุกสนานในเมื่อสวรรค์เลือกท่านลงมาปกครองแล้ว ก็ย่อมต้องยอมทำตามระเบียบปฏิบัติให้ความสำคัญกับการว่าราชการบ้านเมืองมาก่อน ส่วนเรื่อง Sex เป็นเรื่องรอง ต้องอยู่ในกรอบ มี Sex ได้ แต่ต้องมีขอบเขตด้วยประการฉะนี้แล
    เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager
    ที่มา ; THE STATES TIMES

.blockdit.com

#เพจภาพและเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

< หัวหน้าของ “ผู้การทางหลวง” คือ “ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง” >


จากกรณีอื้อฉาว “ส่วยทางหลวง” ทำให้หลายคนได้รู้ว่า “ตำรวจทางหลวง” นั้นเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับ “ตำรวจสอบสวนกลาง” ซึ่งว่ากันว่าเป็นหน่วยงานระดับ “กองบัญชาการ” ที่ทรงอำนาจที่สุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะคุมหน่วยงานระดับกองบังคับการสำคัญไว้เกือบหมดนอกจาก ตำรวจทางหลวง แล้วก็ยังมี ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจคอมมานโด(ปฏิบัติการพิเศษ) ตำรวจคดีอาญชากรรมเทคโนโลยี ตำรวจคดีอาชญากรรมเศรษฐกิจ ตำรวจปราบปรามทุจริตฯ ตำรวจปราบปรามค้ามนุษย์ ตำรวจคดีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตำรวจคดีคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจรถไฟ และ ตำรวจน้ำ ซึ่งทำให้มีอำนาจการสืบสวนสอบสวนครอบคลุมทั่วราชอาณาจักร

แถมถ้าไปดู ทำเนียบรายชื่อ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก็จะพบว่าตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมา ผบ.สอบสวนกลาง ต่างเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับแวดวงอำนาจระดับสูงทั้งสิ้น เช่น

  • ปี 2553-2557 พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์
    อดีต ผบ.สอบสวนกลาง ที่ว่ากันว่าตอนนั้นทรงอำนาจยิ่งกว่า ผบ.ตร. พงศ์พัฒน์เป็นน้าชายแท้ๆ ของพระวรชายาของพระบรมโอรสาธิราช (ในขณะนั้น) แต่เมื่อเกิด”ฟ้าเปลี่ยน” พงศ์พัฒน์ก็ร่วงจากฟ้า ถูกเปิดโปงว่า กระทำการ”อ้างเบื้องสูง”หากินโดยมิชอบ รับสารพัดส่วยจนร่ำรวยเป็นพันล้าน สุดท้ายโดนตัดสินจำคุกรวมกันหลายสิบปี
  • ปี 2557-2561 ฐิติราช หนองหารพิทักษ์
    จากเดิมเป็นลูกน้องพงศ์พัฒน์ในสอบสวนกลาง แต่เมื่อฟ้าเปลี่ยนก็ได้กลายเป็นหัวหน้าทีมทลาย “เครือข่ายพงศ์พัฒน์” และขึ้นเป็น ผบ.สอบสวนกลาง คนต่อมา ฐิติราชเป็นน้องเขยของ พล.อ.จักรภพ ภูริเดช ผบ.ทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ และ พี่เขยของ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผบ.สอบสวนกลาง คนปัจจุบัน หลังเกษียณฐิติราชได้รับการโอนย้ายไปเป็นข้าราชการทหารในพระองค์ มียศเป็นนายพลทหารบก ล่าสุดมีตำแหน่งเป็น รองผบ.ทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ
  • ปี 2563-2564 ต่อศักดิ์ สุขวิมล
    น้องชายแท้ๆของ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์และเลขาธิการพระราชวัง ต่อศักดิ์จบป.ตรีจากรัฐศาสตร์ มธ. ไม่ได้ผ่านโรงเรียนนายร้อย หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานเป็นเซลบริษัทน้ำมันต่างชาติสักระยะ ถือว่าเริ่มอาชีพตำรวจค่อนข้างช้า แต่ในช่วง 10 ปีหลัง เติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นตัวเต็ง ผบ.ตร. คนต่อไป ซึ่งอาจทำให้เป็น “สิงห์แดง” คนแรกที่ได้ตำแหน่ง ผบ.ตร.
  • ปี 2564-ปัจจุบัน จิรภพ ภูริเดช
    ผบ.สอบสวนกลางคนปัจจุบัน ขึ้นเป็น ผบช.ก.ตอนอายุ 46 ปี ถือเป็น ผบช.ก. ที่มีอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งหน่วยงานมา จิรภพเป็นน้องชายแท้ๆของ จักรภพ ภูริเดช ผบ.ทหารมหาเล็กฯ และ เป็นน้องเขยของ ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ บีบีซีไทยวิเคราะห์ว่า ด้วยความที่เป็นผู้บัญชาการตั้งแต่อายุยังน้อย จิรภพจะได้เป็นผบ.ตร.แน่ๆ เนื่องจากเหลืออายุราชการอีกยาวถึงปี 2579

Cr: FB พูติกาล ศายษีมา

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย ท้าทายทุกอิทธิพลมืด ใครสั่งเก็บ ‘แคล้ว ธนิกุล


วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2534 ที่ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ข่าวใหญ่ก็เกิดขึ้น นักข่าวอาชญากรรมในกรุงเทพ ต่างได้ยินเสียงวอวิทยุแจ้งข่าว เหตุ 241 อาวุธปืน (เป็นรหัสวิทยุ หมายความว่า เกิดเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้เสียชีวิต ด้วยอาวุธปืน) กินเวลาไม่นาน พวกเขาก็รู้ว่า ผู้เสียชีวิต อายุ 56 ปี ชื่อ แคล้ว ธนิกุล ชาย ผู้มีฉายาว่า เจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย
.
แคล้ว เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เขามีฝาแฝดที่คลอดมาแล้ว เสียชีวิต จึงถูกตั้งชื่อว่าแคล้ว มีที่มาจาก แคล้วคลาดจากอันตราย
.
เด็กหนุ่มแคล้ว เดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อมาพักกับพี่สาวที่ย่านสวนมะลิ ก่อนจะรู้จักกับรุ่นพี่นักมวย แล้วไต่เต้าขึ้นมา ด้วยการสะสมอิทธิพล บารมี ในฐานะนักเลง คนจริง ผู้ไม่กลัวใคร กินเวลา ไม่นานเขาก็ได้รับฉายาว่า เหลา สวนมะลิ หรือเฮียเหลา ผู้กว้างขวาง มีลูกน้องไปทั่ว
.
จนได้รับฉายาว่า เจ้าพ่อนครบาล
.
แคล้วเปิดค่ายมวยของตัวเอง มีเอี่ยวในทุกธุรกิจสีเทาของกรุงเทพ โดยเฉพาะบ่อนการพนัน ร่ำลือว่า ใครจะเปิดบ่อน แต่เสียค่าเปิดให้กับเฮียเหลา แต่ในยุคเจ้าพ่อ แคล้วก็ต้องมีเขตจำกัดไม่ไปล่วงเกินดินแดนฝั่งอื่น ที่มีเจ้าพ่อด้วยกันเอง แต่เพราะลูกน้องมาก จึงมีการกระทบกระทั่งกับเจ้าพ่อคนอื่นอยู่เรื่อย เป็นยุคเถื่อนที่ตัดสินชีวิตกันด้วยคมกระสุน
.
เจ้าพ่อนครบาลรายนี้ เฉียดถูกฆ่า ถูกลอบสังหารมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ตาย จนคนในวงการร่ำลือว่า แคล้ว ธนิกุล แข็งแกร่งมีเครื่องรางของขลัง อยู่ยงคงกระพัน
.
แต่แล้วในปี 2534 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน ในช่วงเวลานั้น แคล้วต้องการฟอกตัวเองจากเจ้าพ่อ เข้าสู่วงการการเมือง เพื่อทำให้ตัวเองปลอดภัยจากเส้นทางกระสุนลอบฆ่าของเจ้าพ่อ กฎเถื่อนอาญาทมิฬ มาสู่กฎหมายแบบมีอารยะ
.
อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว คนมีสีก็ติดตามรถแคล้ว และไปยิงถล่มเจ้าพ่อนครบาลจนร่างพรุน แม้อมพระในปาก ก็ไม่รอด ปิดตำนานเจ้าพ่อนครบาลคนสุดท้าย โดยไม่มีใครกล้า สานต่อบังลังก์นี้อีกต่อไป
.
ทุกวันนี้ กลุ่มบุคคลที่สังหารแคล้ว ธนิกุล ยังไม่เคยถูกจับได้ มีเพียงคำร่ำลือกระซิบกระซาบ ว่าเป็นใครเท่านั้น เหลือทิ้งไว้เพียงอาญาทมิฬที่มอบให้กับแคล้ว ธนิกุล ปิดฉากชีวิตสุดโลดโผน ด้วยคมกระสุนสุดโหดเหี้ยม

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ตำนานนักเลงเบอร์1นครบาลราชาม้าเก็งเอ๋า


ตำนานบทใหม่ที่ใครหลายคนยังไม่เคยสัมผัส
ตั้งแต่ย่านสะพานดำ-วรจักร-พลับพลาไชย-ย้อนเข้าวัดเทพศิรินทร์-สถานรับเลียงเด็ก-มหานาค-
สะพานขาว-นางเลิ้งจรดประตูผีอันเป็นเขตสถานีตำรวจนครบาลเช่นส.นสำราญราษฎร์,ส.น นางเลิ้ง ,ส.นชนะสงคราม,ส.น พระราชวัง
ส.นจักรวรรดิ์หรือส.นพลับพลาชัยล้วนเป็นเขต
อาณาจักรนักเลงยุคมืดเผ่าครองเมือง นาม
เก๊า ม้าเก็ง นักเลงสายเลือดมังกรพลัดถิ่นที่มีอุปนิสัยบ้าดีเดือดละเลงเลือดเป็นกิจวัติในยคุอันธพาลผยองหรือ
อันพาลครองเมือง
แล้วแต่จะสรรหาว่ากล่าวตามความนิยมชมชอบ
ของแต่ละคน
พฤติกรรมต่างลุงเปี๊ยก วิสุทธิ์กษัตย์เคยลงในเรื่องราวเป็นตัวหนังสือเป็นที่นิยมจากวรรณกรรมสะท้อนสังคมอ้อยหวานก็เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงผลงานเขียนบุคคลท่านนี้
เข้ามาที่ตัวละครกันต่อวีรกรรมแรกที่ทำให้ชื่อเก๊าม้าเก็งเป็นที่รับรู้เกิดที่สโมสรเวียงฟ้าข้างโรงหนังควีนส์ ชั้น3เหตุเกิดจาก พัน หลังวังดาวดังแห่งยุคโก๋ หลังวังหักหน้าหยามเกีรยติสร้างความอัปยศหมดศักดิ์ศรีนักเลงเพราะควงเด็กในอานัตเขาออกงานซึ่งหมายถึงเป็นข่มบารมีในดงนักเลงยุคนั้นเก๊าบุกเดี่ยว หักไม้คิวของพันหลังเป็นวัดเชิงนักเลงครั้งที่พัน หลังพานพบพาน
วีรกรรมต่อมาเขาอาจหาญใช้ตีนตบหน้า พี่คล้อยนักเลงรุ่นใหญ่ที่ถือว่าเป็นมิควรยิ่งแต่เก๊า ม้าเก็งหาได้ประหวั่นถึงผลตามมาแต่ประการใด
แววนักเลงอาชญากรอุบัตขึ้นปลายปี2499
เมื่อเก๊า ม้าเก็งรับงานยิงคนเป็นครั้งแรก เสี่ยปิง
เจ้าของโรงฝิ่นย่สนฝั่งธนที่งานนี้ขนาดนักฆ่าหน้าหยกอย่างโอวตี๋ แซ่โค้วที่ดับชีพคนดังมานักต่อนักยังบอกปัดก่อนบุกแหลกเข้าเรียกเก็บค่าคุ้มครองทั่วนครบาลและธนบุรีเช่นบ่อนของนักบู้
รุ่นเดียวกันเหลา 1.สวนมะลิ-หมึกตรอกทวาย
2บ่อนโอเล้ง,ตี๋น้อย,เล่าถิ,เกียย้งนักบู้เลือดมังกร
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสหายโดนเก็บเรียบไม่มียกเว้น
3.ฝังวงเวียน22กรกฎาและเยาวราชของล้อ วงเวียนและก่งก๊กนาม ซา หลัก เก๊า ล้วนใดรับอานิสสงโดยระรานข้ามถิ่นเหยียบแผ่นเยาวราช
ที่ไม่เคยปรากฎนักบู้นามใดหาญกล้าท้ามัจจุราช
เช่นนักเลงเก๊า ม้าเก็งนามนี้สร้างบารมีขึ้นตำแหน่งเบอร์หนึ่งนักเลงชนิดไร้คู่ต่อกรท้าบัลลัง
กระทั้งการเลี่ยนแปลงผู้นำชาติจากอำนาจมืดยุค
จอมพลเผด็จการที่ให้อำนาจตำรวจจัดการบ้านเมืองรูปแบบสร้างฆาตรกร,นักเลงขึ้นใว้ประดับชาติบ้านเมืองยุคอัศวินแหวนเพชรครองอำนาจ
ตำนานตำรวจเก็บส่วยที่กลายทำเนียบปฎิบัติใน
เวลาต่อมาหมดอำนาจโดนนายพลผ้าคะม้าแดงทำการปฏิวัติจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์(เจ้าของธนาคารเอเชียที่โดนนักเลงสามล้าน สนอง ยืนยง
ลูบ อ้อยหวานจะนำเสนอในเพจหน้า)
ราชาม้า เก็งเอ๋าที่เคยเป็นนักล่ากลับเป็นฝ่ายถูกล่าจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจนต้องหนีกบดานยังสระบุรีเพราะผู้นำชาติคนใหม่บัญญัติข้อหาครอบจักรวาลขังไร้กำหนดในข้อหาประพฤติตัวเป็นบุคคลอันธพาลทำให้เขาหายไปจากยุทธภพร่วมปี เพราะรัฐเริ่มหันมาสร้างโจรล้างโจร
ใช้นักเลงฆ่านักเลงเช่นนี้ กลุ่มนักเลงเก้ายอดที่ต่อมาหลายใด้ดิบใด้ดี แต่ศักดิ์ศรีนักเลงที่เคยมี
ถูกลบไปเพราะลอบกัดนักเลงด้วยกัน
หลังเป็นดั่งมือเท้าของรัฐ
บทเรียนของเก๊าที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่าพอกลับมาหาได้นึกเปลี่ยนนิสัยอันใดแต่กลับทวีความกร้าวร้ายความกร้าวร้าวมากขึ้นทวีคูณจนทางการนำพาสู่ตะรางหมดอิสระภาพในคุกบางขวางแมนที่จะสำนึกด้วยเก๊า ม้าเก็ง
บุคคลที่สะกดคำว่าก้มหัวไม่เป็น สร้างวีรกรรมใด้
ขนาดอยู่ในดงแคบๆที่แวดล้อมไปด้วยสัตว์คราบมนุษย์ในคุกบางเขนนี้ ดาวดัง,นักฆ่า,หรือว่าเจ้าพ่อ เขาลุยมาหมดเช่น กังวาน วีระนนท์ เจ้าพ่อบางนกแขวก,นักฆ่าหน้าหยก1ใน4นักฆ่าพญายม
แห่งเยาวราช,พระเอกนักบู้เลือดนักเลง ลือชัย นฤนาท,หรือนักฆ่าสี่คิงอย่างเสืออบ(ตี๋ ขยันกิจล้วนแต่ถูก เก๊า ม้าเก็งฝากความอัปยศให้ใว้แทบทุกนามจุดจบชีวิตอ้อยหวานเสนอเรื่องราวในเรื่องโปรดติดตาม
มังกรซ่อนพยัคฆ์หักพญาอินทรีย์

Cr: FB: ภาพเก่าในอดีต

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ วันสำคัญ

วันนี้ในอดีต4 มีนาคม พ.ศ. 2492สังหารโหด 4 อดีตรัฐมนตรีอีสาน

74 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลานี้ ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 สิ้นสุดลง ได้เกิดการเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมคณะผู้ก่อการฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ เหยื่อ 4 ราย ซึ่งมิได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยฯ แต่กลับถูกจับกุมและสังหารโหดอย่างทารุณด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ คือ 4 อดีตรัฐมนตรี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายถวิล อุดล, นายจำลอง ดาวเรือง และ นายทองเปลว ชลภูมิ

ครั้นถึงคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492 พล.ต.ต.หลวงพิชิตธุระการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับคดีกบฏ ได้ให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากที่คุมขังทั้ง 4 แห่ง พาออกจากกลางพระนครอ้างว่าจะพาไปโรงพักบางเขนที่ถนนพหลโยธินใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อขบวนรถได้วิ่งมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 14-15 ของถนนพหลโยธิน (บริเวณใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน) ผู้ต้องหาทั้งสี่คน ถูกสังหารด้วยการสาดกระสุนปืนใส่ทั่วทั้งร่างกาย จำนวนไม่ต่ำกว่าคนละสิบนัดจนเสียชีวิต
.
ทางตำรวจได้แถลงการณ์ถึงเหตุการณ์อุกอาจที่เกิดขึ้นว่ากลุ่มโจรมลายู (โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา) พร้อมอาวุธครบมือได้ดักซุ่มยิงเพื่อชิงตัวผู้ต้องหาและปะทะกับตำรวจ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในที่เกิดเหตุนั้น ไม่พบรอยเท้าของผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจอ้างถึงอยู่บริเวณนั้น และตำรวจทั้งหมดราว 20 นายไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย ดังนั้น ความสนใจทั้งหมดของสื่อมวลชนและประชาชนจึงมุ่งตรงไปยัง ‘พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้บงการให้เกิดการสังหารโหดในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีสื่อสำนักใดกล้าตีแผ่ความจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว

การประหัตประหารชีวิตของอดีตรัฐมนตรีทั้ง 4 อย่างเหี้ยมโหด ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทมิฬที่ครองเมืองด้วยกระบอกปืน หลังจากความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 บุคคลใกล้ชิดของนายปรีดีล้วนแล้วแต่ถูกตามล่าและสังหารอย่างโหดเหี้ยม ด้วยจุดมุ่งหวังของฝ่ายเผด็จการและอนุรักษนิยมที่หมายจะครองพื้นที่ทางการเมือง ฟื้นฟูระบอบศักดินา และฉุดรั้งระบอบประชาธิปไตยให้ถอยหลัง
.
รัฐมนตรีทั้ง 4 ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ผู้ก่อการคณะราษฎร และบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งถือได้ว่านายปรีดีเป็นผู้ที่มีส่วนอิทธิพลทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองให้แก่พวกเขาเหล่านั้นในการทำงานแก่ประเทศชาติด้วยความเสียสละและเพื่อประโยชน์ของมาตุภูมิ
.
เมื่อ ‘จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร คดีสังหาร 4 รัฐมนตรีได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดขั้วอำนาจของพล.ต.อ.เผ่า สำหรับหลวงพิชิตธุระการ ไม่ตกเป็นจำเลยเพราะเสียชีวิตไปก่อน
.
‘ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์’ ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีฆาตกรรม ‘4 อดีตรัฐมนตรี’ นับว่า “เป็นการนำความมัวหมองมาสู่วงการตำรวจของไทยในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง จริงอยู่ การตายของบุคคลทั้ง 4 เกิดขึ้น เพราะความหลงผิดและมัวเมาในอำนาจของตำรวจการเมืองเพียง 3-4 คน แต่ผลสะท้อนทำให้ตำรวจอาชีพที่สำนึกในหน้าที่ทั้งหลายต้องพลอยได้รับความมัวหมองไปด้วย”

  • “พล.ต.ท.หลวงพิชิตธุระการ ผู้ ‘สังหาร’ สี่อดีตรัฐมนตรี” โดย กษิดิศ อนันทนาธร
    https://pridi.or.th/th/content/2021/08/817

ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ 2492 สิ้นสุดลง ได้เกิดการเริ่มต้นของปฏิบัติการกวาดล้างและจับกุมคณะผู้ก่อการฯ ภายใต้การบังคับบัญชาของพลตำรวจตรีเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งได้ตั้งกองบัญชาการปราบปรามขึ้นที่วังปารุสกวัน ปฏิบัติการการกวาดล้างได้เริ่มต้นขึ้นในตอนเช้าของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2492 เป้าหมายคือ พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตนายทหารเรือ

ร.ต.อ. อรรณพ พุกประยูร ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกไปยังบ้านของ พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข และได้ทำการวิสามัญฆาตกรรมโดยอ้างว่า พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ทำการต่อสู้และขัดขืนขณะจับกุม แต่ลักษณะของศพที่ปรากฏนั้นคือนอนเสียชีวิตอยู่ที่หน้าตู้กระจกแต่งตัว โดยมือข้างหนึ่งยังคงกำมีดโกนแน่น ซึ่งในเวลาต่อมาศพนั้นก็มิได้ผ่านกระบวนการการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนจากแพทย์ในโรงพยาบาลแต่อย่างใด

นอกจากกระทำการสังหารอย่างโหดเหี้ยมแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้ใช้วิธีการข่มขู่ผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพ ดังกรณีของ พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต ที่ให้การในชั้นศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า พ.ต.ต. ประชา บูรณธนิต บังคับขู่เข็ญให้ฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ นานา เช่น ยิงตัวตาย และกินยาตาย จากความกดดันที่ได้รับในขณะนั้นพลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต จึงตัดสินใจที่จะกินยาตาย โดยที่ พ.ต.ต. ประชา บูรณธนิต ได้ผสมยาพิษลงไปในกาแฟ พร้อมทั้งได้บังคับให้พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต เขียนจดหมายลาบุตรและภรรยาด้วย แต่ยังไม่ทันที่พลตรี สมบูรณ์ ศรานุชิต จะกินยาพิษที่ผสมอยู่ในถ้วยกาแฟ ก็ปรากฏว่าได้รับการขัดขวางจาก พ.ต.ต. ศิริ คชหิรัญ

เหยื่ออีก 4 ราย ซึ่งมิได้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยฯ แต่กลับถูกจับกุมและสังหารโหดอย่างทารุณด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับนายปรีดี พนมยงค์ คือ 4 อดีตรัฐมนตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล, จำลอง ดาวเรือง และ ทองเปลว ชลภูมิ

ครั้นถึงคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องวันที่ 4 มีนาคม 2492 พล.ต.ต. หลวงพิชิตธุระการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ผู้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับคดีกบฏ ได้ให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จากที่คุมขังทั้ง 4 แห่ง พาออกจากกลางพระนครอ้างว่าจะพาไปโรงพักบางเขนที่ถนนพหลโยธินใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากนั้น เมื่อไปถึงบริเวณถนนพหลโยธิน กม. 14-15 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลวงพิชิตธุระการได้บอกให้ผู้ตายทั้ง 4 คนลงจากรถ โดยพูดว่า รถคันหน้าถูกยิง แต่ไม่มีใครยอมลง และได้มีคนหนึ่งในพวกผู้ตายได้พูดขอชีวิต แต่หลวงพิชิตธุระการกลับพูดคะยั้นคะยอจะให้ลงจากรถให้ได้ ทั้งได้พูดรับรองว่า ลงจากรถจะเป็นการปลอดภัย ถ้าหากอยู่ในรถจะไม่ปลอดภัยแต่ผู้ตายก็คงไม่มีใครยอมลงจากรถ

“ขณะนั้นจำเลยที่ 1 (พลตำรวจจัตวา ผาด ตุงคะสมิต) ได้พูดถึงว่า ‘อ้ายพวกนี้ กบฏแบ่งแยกดินแดน เอาไว้ทำไม’ แล้วจำเลยที่ 2 (พลตำรวจจัตวา ทม จิตรวิมล) ก็พูดว่า ‘อ้ายพวกนี้เป็นกบฏ เอาไว้ทำไม’ ต่อจากนั้น จำเลยที่ 1 ก็ได้เรียกร้องชื่อจำเลยที่ 5 (สิบตำรวจเอก แนบ นิ่มรัตน์) จำเลยที่ 5 ได้วิ่งเข้ามาทางข้างหลังหลวงพิชิตธุระการ หลวงพิชิตธุระการเดินหลบออกไป ทั้งได้ตะโกนบอกให้ นายร้อยตำรวจเอก พุฒ บูรณสมภพ หลบออกไปด้วย แล้วจำเลยที่ 5 ได้ประทับปืนยิงผู้ตาย 1 ชุด และข้างจำเลยที่ 5 นั้น ยังมีจำเลยที่ 3 (ร้อยตำรวจโท จำรัส ยิ้มละมัย) และที่ 4 (ร้อยตำรวจโท ธนู พุกใจดี) ยืนอยู่ในท่าเตรียมยิงเหมือนกัน ต่อจากนั้นยังมีการยิงผู้ตายอีก 2-3 ชุด”

ดูเพิ่มเติมได้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2504 ซึ่งเป็นการดำเนินคดีภายหลังหมดยุคของอธิบดีกรมตำรวจอย่าง พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ สำหรับ หลวงพิชิตธุระการ ไม่ตกเป็นจำเลย เพราะเสียชีวิตไปก่อน ส่วน พุฒ บูรณสมภพ หลบหนีไปต่างประเทศ[1]

ศาลฎีกาสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “ผู้ตายทั้ง 4 คน เป็นนักการเมืองทางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลในขณะนั้น ทั้งเป็นบุคคลสำคัญในพรรคฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว ได้มีการกบฏขึ้นในระหว่างที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะติดๆ กัน ถึง 2 ครั้ง ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าเพราะพรรคพวกฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อขึ้น และมีรายงานว่าผู้ตายได้ร่วมในการกบฏ จึงมีเหตุเพ่งเล็งถึงผู้ตายว่าได้มีส่วนร่วมอยู่ด้วย แล้วผู้ตายก็ถูกจับกุมในระยะเวลาใกล้ชิดนั้น และถูกแยกย้ายควบคุมไว้ในสถานที่ต่างๆ กัน ซึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมอยู่อย่างแข็งแรง ไม่มีเหตุที่จะต้องย้ายไปทำการควบคุมที่อื่นรวมกันไว้ทั้ง 4 คน”

และข้ออ้างของฝ่ายตำรวจที่ว่ามีโจรมลายูมาชิงตัวนั้น ศาลก็ไม่เห็นด้วย ดังเหตุผลที่ว่า “ถ้ามีผู้ร้ายมาดักแย่งชิง ย่อมจะมีการต่อสู้ขัดขวางบ้าง ตรงที่เกิดเหตุสองข้างถนนมีต้นไม้ปลูกไว้ห่างๆ พ้นออกไปเป็นที่โล่งไม่มีที่กำบังหรือสิ่งพรางสายตาที่คนร้ายจะเข้ามาซุ่มยิงได้ ปรากฏว่าผู้ที่ถูกกระสุนปืน คงมีแต่ผู้ตายรวม 4 คนเท่านั้น ผู้อื่นที่ไปด้วยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บด้วยกระสุนปืนเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่มีรอยกระสุนปืนยิงทะลุเข้ามาทางประตูด้านขวา … และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมไปในขบวนนั้นก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นคนร้ายเลย”

สำหรับเหตุผลในการฆาตกรรมครั้งนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า “การกระทำของจำเลยผู้กระทำความผิดเหล่านี้ พอเห็นได้ว่าเป็นเครื่องมือของผู้อื่นที่ใช้ให้กระทำ”

น่าเสียดายที่ในเวลาที่มีการพิจารณาคดีนี้ หลวงพิชิตธุระการถึงแก่กรรมไปเสียก่อน จึงไม่อาจทราบเหตุผลจากปากของนายตำรวจหัวหน้าชุดซึ่งลงมือฆ่าได้ แต่จะมีเหตุผลใดเล่าที่ฟังขึ้น หรือ อนุญาตให้ตำรวจลงมือเข่นฆ่าประชาชนเพียงเพราะเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเท่านั้นเอง

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เคยวิเคราะห์ไว้ว่าการกระทำครั้งนี้ “น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่คณะรัฐประหารมุ่งจะดำเนินการเพื่อปราบปรามกลุ่มการเมืองกลุ่มเสรีไทยให้ขยาด ไม่ก่อการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลอีกต่อไป ทั้งที่ความจริงแล้ว อดีตรัฐมนตรี 4 คน ไม่ได้เข้าร่วมก่อการกบฏครั้งนี้เลย”[2]

การฆาตกรรมสังหารนี้นำโดยหัวหน้ากองปราบปราม หลวงพิชิตธุระการ ซึ่งเคยได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ เมื่อเวลา 11.00 วันที่ 5 มีนาคม 2492 ว่า

“การย้ายผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปบางเขนนี้ เป็นคำสั่งของ พ.ต.อ. หลวงสัมฤทธิ์สุขุมวาท ผู้ช่วยผู้อำนายการสอบสวน ในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคม 2492 เนื่องจากสถานีตำรวจบางเขนมีความปลอดภัยกว่า โดยมีรถจี๊ปของ พ.ต.อ. หลวงพิชิตธุระการ นำหน้าด้วยรถสเตชั่นแวก้อนบรรทุกผู้ต้องหา และตามด้วยรถชนิดเดียวกันอีก 1 คัน บรรทุกตำรวจจำนวน 15 นาย มีตำรวจชั้นหัวหน้าคือ พ.ต.ต. ลั่นทม จิตรวิมล, ร.ต.อ. ผาด ตุงคะสมิต, ร.ต.อ. พุฒ บูรณสมภพ, ร.ต.ท. บุญสม ประไพ เมื่อรถวิ่งมาเกือบถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีชายฉกรรจ์แต่งตัวสีกากีสวมหมวกแบบมลายูระดมยิงมาที่รถ จากนั้นก็เกิดการยิงต่อสู้กัน ผลคือสี่อดีตรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาถูกยิงตาย โดยกระสุนเข้าทางด้านหน้าคนทั้งสี่ ส่วนรถถูกยิงด้านข้าง ส่วนคนในเครื่องแบบสีกากีก็ได้หายไปในความมืด”[3]

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยได้ถามว่า “เหตุใดกระบอกตาของทองอินทร์ ภูริพัฒน์กับนายทองเปลว ชลภูมิ จึงเขียวช้ำขณะตาย”

พ.ต.อ. หลวงพิชิตธุระการ ตอบว่า “คงเกิดจากการกระทบกระแทกของรถขณะบรรทุกศพส่งโรงพยาบาล”[4]

ภาพถ่ายในวันบำเพ็ญกุศลศพของ ‘สี่อดีตรัฐมนตรี’ ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งไสว สุทธิพิทักษ์ เล่าว่า “คนไปในงานสวดศพก็น้อยเหลือเกิน … ไม่มีใครกล้าไปในงานศพ เกรงจะมีอันตรายมาถึงตัว และก็มีอันตรายจริงๆ เสียด้วย เพราะตลอดเวลา 7 วันที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ก่อนบรรจุนั้น ทุกคืนจะมีสมุนของผู้ทรงอำนาจในขณะนั้นไปคอยดูว่ามีใครไปฟังพระสวดบ้าง”

“ตามรูปคดีน่าเชื่อว่า ผู้ตายทั้ง 4 คน ถูกนำตัวไปกำจัดเสีย ตามความประสงค์ของผู้เมาอำนาจขณะนั้น และผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตายด้วยน้ำมือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ควบคุมตัวผู้ตายไปนั้นเอง”[5]

เอกสารอ้างอิง
[1] กษิดิศ อนันทนาธร, “พล.ต.ท. หลวงพิชิตธุระการ ผู้ ‘สังหาร’ สี่อดีตรัฐมนตรี”, สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2564, https://www.the101.world/the-murder-of-four-minister/.

โดย ณภัทร ปัญกาญจน์
https://pridi.or.th/th/content/2021/03/629

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลายคนอยากรู้ว่าป้าม่วงผู้อ้างสมถะพอเพียงนั้นมีทรัพย์สินมากน้อยแค่ใหนเลยเอาส่วนหนึ่งมาให้ดูย้ำนะคะว่านี่แค่ส่วนหนึ่ง !!

สิรินธร​ เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณสยาม ดังนี้
ที่ดินวังสระปทุม
ที่ดินที่ตั้งโรงแรมสยามเคมปินสกี้
ที่ดินที่ตั้งสยามพารากอน
สยามเซ็นเตอร์ สยามคาร์พาร์ค
สยามทาวเวอร์​ และสยามดิสคัพเวอรี่

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณนั้น ดังนี้
ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งห้างอิเซตัน
โรงแรมเซนทาร่าแกรนด์
ห้างเซ็นทรัลเวิร์ล ห้างเซน
สำนักงานเซ็นทรัลเวิร์ล,
ชุมชนหลังวัดปทุม (ย่านสลัม)
และ โรงเรียนวัดปทุม
(ที่ดินส่วนทีตั้งวัดเป็นของวัด)

สิรินธร​และในหลวงภูมิพล
ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน สยามพิวรรธน์
(ชื่อบริษัทพระราชทานของพระเทพ)

โดยในหลวงภูมิพลถือหุ้น 180,000 หุ้น
และสิรินธร​ 4.32 ล้านหุ้น
ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อต่อมาจากกระทรวงการคลัง
และธนาคาร CIMB Thai ในปี 2546
และ 2548 รวมกันแล้วครอบครัวราชวงศ์ไทย

(สิรินธร​-ในหลวงภูมิพล ไม่นับหุ้นของสยามพิวรรธน์ ที่ถือโดยกองทุนลดาวัลย์ และ ธ.ไทยพาณิชย์
ซึ่งอยู่ในเครือ สนง.ทรัพย์สินฯ)

จึงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของสยามพิวรรธน์
ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการพวกศูนย์การค้าต่างๆ
ที่ตั้งบนที่ดินของพระเทพ

ดังนั้น พระเทพ จึงมีรายได้สองต่อ
คือ ต่อแรก ในฐานะเจ้าของที่ดิน
ที่ให้ศูนย์การค้าเหล่านั้นเช่า
และอีกต่อหนึ่ง ในฐานะผู้ถือหุ้น สยามพิวรรธน์
ที่ดำเนินการศูนย์การค้าเหล่านั้น

ดร.แซร์หัต คำนวนว่า ในฐานะเจ้าของที่ดิน
(รายได้ต่อที่หนึ่ง)
พระเทพ น่าจะมีรายได้จากค่าเช่าต่อปี
ราว 1.68 พันล้านบาท
(โดยคำนวนจากอัตรา ราคาเช่าที่ดินกลางกรุงเทพ 600 ล้านบาทต่อไร่ จำนวน 70 ไร่ และการขึ้นราคาค่าเช่า 4% ต่อปี)

ส่วนรายได้ในฐานะผู้ถือหุ้น สยามพิวรรธน์
(รายได้ต่อที่สอง)
จากข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มา
สิรินธร​ ได้รายได้ในฐานะผู้ถือหุ้น
สยามพิวรรธน์ 145 ล้านบาท
หรือเกือบ 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด
ที่บริษัทแจกจ่ายให้ผู้ถือหุ้นในแต่ละปี

อีกกิจการขนาดย่อมส่วนตัว​ ร่วมทุนลงหุ้น
และ​ ที่เรียกกันว่า หุ้นลมต่างๆอีกล่ะ

ปล.. บรรดานักห้อยโหนระดับบน(หุ้นลม)
(ไว้มีเวลาค่อยคุยกันอีกที)​

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
12 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

พระเจ้าตากสิน ถูกสั่งประหารคาผ้าเหลือง

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าตากสิน ได้นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2310 แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น
แล้วชิงบัลลังก์​ขึ้นครองราชย์
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งประหารชีวิต
เพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดขุดรากถอนโคนเชื้อสาย
พระเจ้าตากสินอีกหลายครั้ง

ชนวนมาจากความวุ่นวายทางการเมืองในเวียตนามที่องค์เชียงชุน
และองค์เชียงสือพ่ายหนีพวกกบฏไตเซิน(หรือราชวงศ์เล้)ต้องถอยร่น
ลงมาทางใต้ หวังจะได้กำลังจากเขมร จึงเข้าไปคุมการเมืองในเขมร
ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินได้ทรงแต่งตั้งนักองค์นนเป็นกษัตริย์กัมพูชา
แต่ถูกเจ้าฟ้าทะละหะ (มู) จับประหารในพ.ศ. 2322แล้วถวายราชสมบัติ
ให้นักองค์เองพระชนม์ 7 พรรษาโดยตนเป็นมหาอุปราช

ฝ่ายกรุงธนบุรีไม่ไว้ใจ จึงสั่งให้พระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา)
กรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสเป็นทัพหลวงยกทัพไป
เมื่อรบชนะแล้วให้ตั้งกรมขุนอินทรพิทักษ์ครองกรุงกัมพูชาต่อไป
ทัพหลวงพยายามจะรุดหน้าไป แต่ทัพรองชลอฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี

ฝ่ายญวนได้ลอบแต่งทูตมาแอบเจรจากับแม่ทัพรองฝ่ายไทย
แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ
อย่างแน่นหนา มิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนพวกตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรี
โดยด่วน

ทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ปลุกปั่นยุยง และชักชวนทำการกบฏ รวบรวมคนตั้งเป็น
กองรบเข้าทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ยิงเข้าพระนคร
โดยมีพวกกบฏในกรุงธนบุรี ก่อการจลาจลรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในตอนแรก พวกกบฏให้พระสงฆ์ไปทูลขอพระเจ้าตากสินผนวชเพื่อ
สะเดาะเคราะห์เมือง 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล
เพราะเห็นว่ากำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันและราษฎรก็ถูกปลุกปั่น
ให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าตากสินทรงมีสติวิปลาส จึงต้องยอมบวชไปก่อนที่วัดแจ้ง
ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงผนวช 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
หลานเจ้าพระยาจักรี ยกทัพมาจากนครราชสีมา ร่วมกับพวกกบฏ

พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี รีบเดินทัพใหญ่มาถึงพระนคร
มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นพวกของพระยาจักรี
ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ ก็ยืนยันว่าควรไปกราบทูลให้ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ
บริหารราชการแผ่นดินโดยด่วน หรือไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาท
ของพระองค์แทน

พวกข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
สมเด็จพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ในวันนั้น ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง
(วัดอรุณราชวราราม) หลังจากทรงผนวช 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ขณะที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ
เมื่อมีพระชนม์ 48 พรรษา

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราช
ไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า “
( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย
เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ
เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว
ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ
ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร
จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง
ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์(ริมแม่น้ำเจ้าพระยาปากคลองบางกอกใหญ่
ที่ตั้งกองทัพเรือติดวัดอรุณหรือพระราชวังสมัยกรุงธนบุรี) ก็ประหารชีวิต
ตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้”

แล้วเชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู
(เวลานั้นเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์
เช่น เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์
(สกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (สกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก
(ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) กว่า 50 นาย ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพพระเจ้าตากสิน

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายที่โตแล้ว
ก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ยังเป็นเด็ก ส่วนเจ้าหญิงก็ถูกถอดพระยศออก
แล้วเรียกว่าหม่อม แม้แต่สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศาเสนาบดีฝ่ายกลาโหม
ขณะบัญชาการทัพใกล้เมืองถลาง ก็ฆ่าตัวตายตามพระเจ้าตากสิน
และไทยต้องช่วยองค์เชียงสือรบกับพวกราชวงศ์เล้หรือกบฎไตเซิน 2 ครั้ง
ต้องช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ตามข้อตกลงลับที่ได้ช่วยกันล้มราชบัลลังก์
ของพระเจ้าตากสิน

และไทยก็ต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวนเมื่อญวนตั้งราชวงศ์องเชียงสือ
สำเร็จมีอำนาจมากขึ้น

พระเจ้าตากมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่มีแม้แต่ปราสาทราชวังหลังเดียวใน
สมัยกรุงธนบุรี มีแต่เพียงท้องพระโรงพระราชวังเดิมที่คล้ายโบสถ์หลังหนึ่งเท่านั้น
สมัยพระเจ้าตากสินได้มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาหลังภาวะสงครามครั้งใหญ่
ทรงส่งเสริมการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พระสงฆ์จึงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
แต่รัชกาลที่ 1 ต้องการควบคุมพุทธศาสนา โดยกล่าวหาคณะสงฆ์ไทยว่า
ไม่รักษาศีล ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อหาเรื่องเข้าไปควบคุมศาสนจักร
ให้รับใช้ราชวงศ์ใหม่

ถึงกับให้ตำรวจวังไปเอาสมเด็จพระวันรัต(ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่
พระอาจารย์วิปัสสนาของพระเจ้าตากสินให้สึกออกแล้วลงพระราชอาญา
เฆี่ยน 100 ที และให้ประหารชีวิต เพราะแค้นที่พระเคยทูลให้พระเจ้าตากสิน
ลงโทษพระองค์ แต่ฟ้าฉิมทรงทูลขอให้ไว้ชีวิตอาจารย์ของตนไว้

รัชกาลที่1 ให้กรมสังฆการีปกครองสงฆ์และแต่งตั้งสมณะศักดิ์
และตัดสินปัญหาที่พระสงฆ์ต้องอธิกรณ์(ถูกลงโทษ)
มีการตั้งกรมหลวงรักษ์รณเรศ โอรสของรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นพวกลักเพศ
ชอบมั่วสุมกับเด็กหนุ่มๆ ให้บังคับบัญชากรมสังฆการี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
28 ธ.ค.65

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น