หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 3

พญาละแวกได้ฟังดังนั้นยินดีนัก
จึงให้แต่งดอกไม้ทองเงิน
จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก
แล้วแต่งลักษณะราชสาสน์ให้ออกญาวงศาธิบดี
พระเสน่หามนตรี หลวงวรนายก
เป็นทูตานุทูตจำทูลพระราชสาสน์
คุมเครื่องราชบรรณาการมา

ครั้นถึงด่านปราจีนบุรี กรมการก็คุมทูตานุทูต
เข้าไปยังกรุงเทพมหานคร
เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวดำรัส
ให้เบิกทูตเฝ้า ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งมังคลาภิเษก ตรัสพระราชปฏิสันถาร 3 นัดแล้ว
พระศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาสน์
ในลักษณะนั้นว่า
ข้าพระองค์ผู้ครองกรุงอินทปัตถ์กุรุรัฐราชธานี
ขอถวายบังคมมาแทบพระวรบาทบงกชมาศ
สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎราชกรุงทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน
ด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้
รักษาขอบขัณฑเสมาโดยราชประเพณี
กระทำพาลทุจริตมิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน
มาก่อเกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพมหานคร
อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเขาพระสิเนรุราชบรรพต มิดังนั้นดุจมิคชาติตัวน้อยองอาจยุทธนาการ
ด้วยพญาราชสีห์อันมเหศวรศักดานุภาพ
ก็ถึงแก่กาลพินาศจากไอสุริยสวรรยานั้น
ก็เพื่อผลกรรมอันได้กระทำมาแต่ก่อน
แลข้าพระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้
จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมดุจฉัตรแก้วแห่งท้าวมหาพรหม
อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั่วจักรวาล
ข้าพระองค์ขอถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณาการมาโดยราชประเพณี
สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง
ก็มีพระทัยเมตตาแก่พระสุธรรมราชา
พญาละแวกองค์ใหม่เป็นอันมาก
สั่งให้ตอบพระราชสาสน์ไปว่า
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวร
แก่ราชบุตรนัดดานักพระสัฏฐาหามิได้
แลซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนถึงกาลนิราลัยนั้น
ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมา
ให้ผลเห็นประจักษ์
แลให้พญาละแวกองค์ใหม่นี้
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร
โดยยุติธรรมราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด
แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ แล้วพระราชทานเสื้อผ้าเงินตรา
แก่ทูตานุทูตโดยสมควร
อยู่สามวันทูตก็กราบถวายบังคมลา
ไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี”

การพระราชพิธีอาสวยุทธ
ที่กระทำกันใน จ.ศ. 945 ปีมะแมเบญจศก
(พ.ศ. 2126) นั้นน่าจะผิด
เพราะปีศักราชดังกล่าว
ยังคงอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อ
แต่เมื่อสอบกับพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์แล้ว
ควรปรับเป็น จ.ศ. 955 มะเส็งศก (พ.ศ. 2136)
ช้ากว่ากัน 10 ปี
ดังนั้นการต้อนรับทูตกัมพูชาใน จ.ศ. 949
ปีกุ นพศก (พ.ศ. 2130)
ควรปรับปีศักราชให้ช้าตามไปด้วยอีก 10 ปี
เช่นกัน จึงควรเป็น จ.ศ. 959 ปีระกา
นพศก (พ.ศ. 2140) โดยทั้งสองเหตุการณ์
จะอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศทั้งสิ้น
ตรงตามที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)

กฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นในรัชกาล
สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า พระองค์ที่ 4
(สมเด็จพระบรมไตรโลกเจ้า ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031) เล่าถึงการพระราชพิธีอาสยุชแข่งเรือ (อาสวยุทธ) ไว้ว่า

“เดือน 11 การอาสยุชพิทธี
มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี
เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภค
กลางวันธรงพระสุพรรณมาลา
เอย็นธรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู
สมเด็จพระอรรคมเหสีพระภรรยาธรง
พระสุวรรณมาลา
นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ
พระอรรคชายาธรงพระมาลาราบนุ่งแพร
ดารากรธรงเสื้อ
ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ
พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า
สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือ
สมเดจ์พระอรรคมเหสี
สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเปนเรือเสี่ยงทาย
ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข”

ส่วนพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
ที่ตามมาในกระบวนเสด็จฯ
ทางชลมารคของสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จพระอัครมเหสีนั้น
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพระองค์คงเป็นพระราชโอรส
ของสมเด็จพระนเรศที่ประสูติ
แต่สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์เดียวกันนี้เอง พระองค์จึงควรมีฐานันดรศักดิ์
เป็นที่ “สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า”
รัชทายาทผู้มีสิทธิธรรมในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา โดยจะเป็นรองก็แต่สมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร (สมเด็จพระเอกาทศรถ ครองราชย์ พ.ศ. 2148-53) ซึ่งสมเด็จพระนเรศทรงยกย่อง
ให้เกียรติพระอนุชาร่วมพระชนนี
ผู้นี้ให้มีฐานะสูงส่งเสมอด้วยพระองค์
ดังพบพระราชพงศาวดารฯ
ฉบับความพิสดารเรียกสมเด็จพระนเรศ
และสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวรรวมกัน
ว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”

“พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศในคำให้การ
ขุนหลวงหาวัดของพม่า
คำให้การขุนหลวงหาวัด (พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ)
ความจริงเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับคำให้การชาวกรุงเก่า
(พงศาวดารไทยตามฉบับพม่า)
ตามต้นฉบับในหอเมืองร่างกุ้งของพม่า
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงสันนิษฐานว่า
หลังจากกองทัพพม่าตีพระนครศรีอยุทธยาแตก
ใน พ.ศ. 2310
พม่าได้จดคำให้การของเชลยศึก
ที่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยศรีอยุทธยา
โดยอาศัยล่ามมอญที่รู้ภาษาไทย
จดคำให้การเป็นภาษามอญ
แล้วค่อยแปลเป็นภาษาพม่าในภายหลัง
ซึ่งปัจจุบันได้ข้อยุติแล้วว่า
คำให้การชาวกรุงเก่าเป็นเอกสารฉบับเดียว
กับโยธยา ยาสะเวง (พงศาวดารอยุทธยา)
ของพม่า
ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบ
ต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระราชบิดาใน จ.ศ. 952 ปีขาลโทศก
(พ.ศ. 2133) ความว่า

“ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุทธยา
ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน
อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง
จึงทำการปราบดาภิเษก
แล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ
จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพ
แล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5
และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง 5
ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน
แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัตรสมญา แล้วฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหษี
พระนามชื่อพระมณีรัตนา
แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น
แล้วครอบครองราชสมบัติ
เมื่อจุลศักราช 952 ปีขาลโทศก
อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช”

เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศ
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
ในกรุงพระนครศรีอยุทธยาใน พ.ศ. 2133
กรมฝ่ายในได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “พระมณีรัตนา”
ขึ้นเป็นพระอัครมเหสี
พร้อมด้วยพระสนมอีกจำนวนหนึ่ง
ตามทรรศนะของข้าพเจ้าเข้าใจว่า
พระนางคงเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสาย
มาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิ
ของสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช (ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2091-2106
และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2110-12)
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
(ครองราชย์ครั้งแรก พ.ศ. 2106-10 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2112)
โดยอาศัยการเทียบเคียง
จากพระนามของ “พระรัตนมณีเนตร”
เจ้านายฝ่ายในสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ที่มีพระนามคล้ายคลึงกัน

คำให้การขุนหลวงหาวัดเล่าถึง
เรื่องราวของพระรัตนมณีเนตรว่า

“ครั้นต่อมาพระเจ้าล้านช้างได้ทรงทราบว่า
พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามีช้างเผือกถึง 7 ช้าง
จึงทรงจัดพระราชธิดามีนามว่ารัตนมณีเนตร
กับเครื่องบรรณาการให้ทูตจำทูลพระราชสาสน์
เจรีญทางพระราชไมตรีเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยา
มีใจความในพระราชสาสน์ทูลขอช้างเผือกด้วย
พระมหาจักรวรรดิ์ก็พระราชทานช้างเผือกพังให้ กิตติศัพท์อันนั้นทราบไปถึงพระเจ้าหงษาวดีๆ
ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา
ไม่อยู่ในยุติธรรม ไปผูกไมตรีกับพระเจ้าล้านช้าง
ให้ช้างเผือกพังไปกับพระเจ้าล้านช้าง
เมื่อทำสัตย์สาบานกับเรานั้นว่า
นอกจากเราแล้วจะไม่ให้แก่ใครเลย
ตรัสแล้วก็ให้พวกพลทหารไปคอยซุ่มสกัดทาง
คอยแย่งชิงช้าง ซึ่งพระมหาจักรวรรดิ์
พระราชทานไปแก่พวกล้านช้าง
เมื่อทูตเมืองล้านช้างนำช้างไปถึงที่พวกหงษาวดี
ซุ่มอยู่
พวกหงษาวดีก็ออกสกัดฆ่าฟันพวกล้านช้าง
แย่งชิงเอาช้างเผือกพังไปได้
นำไปถวายพระเจ้าหงษาวดี…”

เรื่องที่พระเจ้าล้านช้างถวาย “พระรัตนมณีเนตร” พระราชธิดาแด่พระมหาจักรวรรดิ์
พระเจ้าแผ่นดินศรีอยุทธยา
เพื่อแลกเปลี่ยนกับช้างเผือกนั้น
แท้ที่จริงมีเค้าโครงเรื่องมาจากเหตุการณ์
ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวราชาธิราช สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุตทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียก “พระเทพกษัตรีย์”)
พระราชธิดาในที่ประสูติแต่ “พระสุริโยทัย”
พระอัครมเหสีที่สิ้นพระชนม์กับคอช้าง
แทนพระราชสวามีในศึกหงสาวดี จ.ศ. 910 วอกศก (พ.ศ. 2091)
ซึ่งเป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ
สำหรับเป็นที่พระอัครมเหสี (เอกอัครราชกัลยาณี) ของพระองค์เมื่อ จ.ศ. 925 กุนศก (พ.ศ. 2106)

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 2

แม้เรื่องราวของเหตุการณ์
จะไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยามที่เสด็จฯ
ทางชลมารคครั้งนั้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
ผู้พ่อหรือสมเด็จพระนเรศผู้ลูกกันแน่
แต่เหตุการณ์ในลำดับถัดไป
กลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วย
ในการไขปริศนาในข้อนี้ได้
จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา เล่าต่อไปว่า..

“บรรดาบาทหลวงของนิกายฟรานซิสกันของเรา
ได้มีโอกาสอันหายากยิ่ง
ในการที่ได้เห็นการเสด็จออกรับแขกเมือง
จากกัมพูชา ได้มีการสร้างบ้านพักทันที
สำหรับคณะราชทูต เป็นบ้านพักที่กว้างขวาง
และตกแต่งประดับประดาอย่างหรูหรา
ใกล้ที่พักนั้นเป็นหอสูงทรงแคบ
ที่พวกเขาได้จารึกชื่อและความเป็นมา
ของคณะราชทูตกัมพูชา
โดยจารเป็นตัวอักษรเขมร
ด้วยพิธีกรรมอันเอิกเกริกตามควรแก่ฐานะ
ของคณะราชทูต
พวกเขาได้กระตุ้นให้ฝูงชนโบกธงทิว
แกว่งไกวหอก ถือคันธนูและธนู
เมื่อการทั้งหลายทั้งปวงเตรียมพร้อมสรรพแล้ว ทหารนักล่า 6,000 คน และทหารธนู 12,000 คน
ได้ตั้งแถวเรียงรายตามชายฝั่งน้ำ
เพื่อต้อนรับการมาถึงของคณะราชทูต
แตรเดี่ยวเล็กและแตรทองเหลืองดังกังวานขึ้น
ในอากาศ เมื่อราชทูตขึ้นบก
ราชทูตมีข้าราชสำนักชั้นสูงติดตาม
ไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประทับ
รอคอยเขาอยู่อย่างสง่างาม”

เมื่อนำเอาเหตุการณ์ในจดหมายเหตุสเปน
มาสอบเทียบเคียงกับพระราชพงศาวดารฯ
พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ของไทย
พบว่ารัชกาลสมเด็จพระนเรศ
มีการกล่าวถึงพระราชพิธีอาสวยุทธ
และการต้อนรับคณะทูตกัมพูชา
ที่เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการ
ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยาม
เสด็จฯ ทางชลมารคและการเสด็จ
ออกรับทูตกัมพูชาในจดหมายเหตุสเปน ความว่า

“ลุศักราช 945 ปีมะแมศกเบญจศก
สมเด็จพระนเรศเป็นเจ้า
ครั้นเสร็จการพระราชพิธีอาสวยุทธแล้ว
มีพระราชบริหารสั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้
และพลฉกรรจ์ลำเครื่องแสนหนึ่ง
ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย
กำหนดเดือนอ้ายจะยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี…

ลุศักราช 949 ปีกุนนพศก
ราชบุตรนักพระสัฏฐาผู้เป็นพญาละแวก
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
เสด็จไปปราบ
ขณะเมื่อทหารข้าหลวงเข้าเมืองละแวก
ในเพลากลางคืนนั้น
ราชบุตรมาอยู่หน้าที่ ครั้นทัพไทยเข้าเมืองได้แล้วความกลัวก็มิได้ไปหาบิดา
หนีออกจากหน้าที่กับบ่าวประมาณ 30 คน
เข้าป่า พากันหนีไปถึงแดนเมืองล้านช้าง
ครั้นรู้ข่าวว่ากองทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปกรุงพระมหานครศรีอยุทธยาแล้ว
ก็พากันกลับมายังเมืองละแวก
เสนาบดีที่เหลืออยู่กับสมณชีพราหมณ์
อาณาประชาราษฎรจึงพร้อมกัน
ยกพระราชบุตรท่านขึ้นราชาภิเษก
เป็นพญาละแวกครอบครองแผ่นดินแทนบิดา

พญาละแวกครั้นได้ครองสิริสมบัติแล้ว
ก็อุตสาหะบำรุงสมณพราหมณาจารย์โดยยุติธรรมราชประเพณีมาได้เดือนเศษ
จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีกระวีมุขทั้งหลายว่า
แต่ก่อนพระราชบิดาเราไปกระทำเสี้ยนหนาม
ต่อกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา
มิได้เกรงพระเดชเดชานุภาพ
สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
อันทรงอิศวรภาพดุจสุริยเทวบุตรจันทรเทวบุตร
อันมีรัศมีสว่างโลกธาตุ ความพินาศฉิบหาย
จึงถึงพระองค์แลญาติประยูรวงศ์
ในกรุงกัมพูชาธิบดี แลครั้งนี้เราจะทำดุจพระบิดา
นั้นมิได้ ว่าจะอ่อนน้อมขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา
เป็นที่พึ่งที่พำนัก ความสุขสวัสดีจะได้มีแก่เรา ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด เสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ดำรัสนี้ควรนัก
ขอพระราชทานให้แต่งดอกไม้เงินทอง
เครื่องราชบรรณาการ
มีพระราชสาสน์ไปอ่อนน้อม
โดยราชประเพณีเมืองขึ้น
เมืองออกกรุงเทพมหานครแล้ว
ความสิริสวัสดีพิพัฒนมงคล
ก็จะบังเกิดมีไปตราบเท่ากัลปาวสาน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 1

แม้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยา
จะมิได้กล่าวถึง “หลังบ้าน” หรือพระมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศไว้เลย
แต่เรื่องราวของบรรดาพระมเหสี
ของสมเด็จพระนเรศกลับไปปรากฏ
อยู่ในเอกสารต่างชาติถึง 5 ฉบับด้วยกัน
คือ จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิ
เอรา.. ของสเปน​
จดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
พงศาวดารละแวกของเขมร
คำให้การขุนหลวงหาวัด
และ.. พงศาวดารของพม่า

สมเด็จพระอัครมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุสเปน
History of the Philippines and Other Kingdom เป็นจดหมายเหตุสเปนที่บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.)
เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของ
บาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน
ที่เคยพำนักอยู่ในพระนครศรีอยุทธยาระยะหนึ่ง
ซึ่งพรรณนาถึงกรุงพระนครศรีอยุทธยา
ในห้วง พ.ศ. 2125 ปลายรัชกาลสมเด็จ
พระมหาธรรมราชาธิราช
(ครองราชย์ พ.ศ. 2112-33) และตั้งแต่
พ.ศ. 2139 ในต้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศ
(ครองราชย์ พ.ศ. 2133-48)

เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง
กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคข
องพระเจ้าแผ่นดินสยาม
ซึ่งมีสมเด็จพระอัครมเหสี
และพระราชโอรสผู้ทรงพระเยาว์
โดยเสด็จมาด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่า
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะถ้าหากพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้
หมายถึงสมเด็จพระนเรศแล้ว
ข้อถกเถียงเรื้อรังเกี่ยวกับเรื่องที่
สมเด็จพระนเรศมีพระราชโอรส
หรือไม่นั้นจะยุติลงในฉับพลันทันที
จดหมายเหตุบาทหลวงมาร์เซโล เดริบาเดเนอิรา
เล่าว่า..

“…ครั้งหนึ่งบาทหลวงนิกายฟรานซิสกัน
ได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินประทับในเรือพระที่นั่ง
ที่ตกแต่งประดับประดาแล้ว
ล้วนไปด้วยพระปฏิมากร
เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระอารามแห่งหนึ่ง มีเรือสี่ลำแล่นล่วงหน้าไปก่อนเรือพระที่นั่ง
เพื่อเป็นการค้ำประกันความปลอดภัย
ของพระเจ้าแผ่นดิน
เรือเหล่านี้บรรทุกผู้คนเป่าแตรเงินเล็กๆ
เพื่อป่าวประกาศการเสด็จพระราชดำเนินถึง
บรรดาเรือล้วนมีรูปทรงวิจิตรพิสดารและแกะสลักอย่างน่าพิศวงด้วยรูปปฏิมาประดับประดาอย่างหรูหรา ก่อเกิดความรู้สึกประทับใจถึงโขลงช้างที่ลอยเหนือน่านน้ำ ด้วยเรือเหล่านี้ลอยเลื่อนไปเบื้องหน้าและท้ายเรือโลดทะยาน

เรือสี่ลำเหล่านี้หยุดที่พระอารามแห่งหนึ่ง
บนชายฝั่ง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า
พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนิน
เพื่อทรงเจริญพระพุทธมนต์
และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
ตามติดมาอย่างใกล้ชิดเรือสี่ลำนั้นเป็นเรืออื่นๆ
อีกหลายลำที่ใหญ่กว่านั้น
แต่ละลำบรรทุกผู้คนมากมายที่แต่งกาย
ด้วยเครื่องแบบประเภทต่างๆ
เรือแต่ละลำมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
แห่งราชสำนัก 1 คน
แล้วจากนั้นเป็นพระราชกุมารพระองค์เยาว์ที่สุด
ในพระเจ้าแผ่นดินที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก
ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสี
และสาวสรรกำนัลใน
สมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่น
ที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์
และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบ
จนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่าน
จากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้
โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน

สุดท้ายที่มาถึงในกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารคคือองค์พระมหากษัตริย์
ประทับในเรือพระที่นั่งขนาดกว้างใหญ่
ที่ดูแต่ไกลเหมือนนกกระยางตัวมหึมา
ที่แผ่ปีกอันกว้างใหญ่ออกมา
เป็นเรือพระที่นั่งปิดทองทั้งองค์
และโดยที่ฝีพายมีเป็นจำนวนมาก
อิริยาบถในการพายของพวกเขา
จึงดูเหมือนนกตัวใหญ่เหินลม
เหนือท้ายเรือพระที่นั่ง
พระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระราชบัลลังก์
เคียงข้างพระองค์เป็นสาวน้อยผู้เลอโฉมข้างละ 2 คน
คอยถวายอยู่งานโบกพัด
เพื่อให้พระองค์ทรงสดชื่นจากความร้อนระอุ
ของดวงอาทิตย์ ทันทีที่เรือพระที่นั่งหยุดลง
ฝูงชนก็ผลักดันกันไปข้างหนึ่งและหมอบราบลง
และยกมือขึ้นประนมในลักษณาการศิโรราบ
จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดิน
เสด็จพระราชดำเนินผ่านไป
แล้วเรือพระที่นั่งของพระราชกุมารผู้ทรงพระเยาว์
ก็ติดตามมาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูง

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนิน
ถึงพระอาราม
พระองค์ได้รีบเสด็จไปถวายเครื่องราชสักการะ
แด่พระปฏิมากรทั้งหลาย
และหลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จลงสรงสนาน
กลางสระน้ำใสในปริมณฑลของพระอาราม
บรรดาเจ้าพนักงานภูษามาลา
และชาวที่ได้อัญเชิญน้ำสรงปริมาณหนึ่ง
ไว้เพื่อสักการบูชา
และพวกเขาได้อยู่งานถวายพระมูรธาภิเษก
จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนิ
นกลับสู่พระราชวัง”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ถ้าเอลิซาเบธที่ 2 สวรรคตอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 95 พรรษาและทรงเป็นพระประมุขของ 16 ประเทศ 53 รัฐสมาชิกในเครือจักรภพ ด้วยทรงมีความสำคัญต่อนานาประเทศในปกครองของพระองค์และทรงชราภาพมากแล้วจึงทำให้มีการวางแผนและข้อกำหนดเมื่อทรงเสด็จสวรรคตซึ่งโค้ดของการเสด็จสวรรคตนี้เรียกว่า Operation London Bridge โดยแบ่งออกเป็นช่วงแรกและช่วงหลัง ในช่วงแรกก็มีการแบ่งย่อยเป็น 13 วัน นับตั้งแต่วันที่เสด็จสวรรคต แบ่งเป็น D-Day, D+1ไปจนถึง D+12 (Dในที่นี้ย่อมาจาก Day หมายถึงวันที่เสด็จสวรรคต +1 ไปจนถึง +12 วัน หมายถึงจำนวนวันหลังเสด็จสวรรคต) และช่วงหลังคือภายใน 1 ปีหลังเสด็จสวรรคต ซึ่งสามารถแจกแจงได้ดังนี้

**หมายเหตุ หมายการกำหนดการทั้งหมดต่อไปนี้เป็นเพียงแผนเบื้องต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

–ช่วงแรก–

D-Day หรือ Day 0: วันเสด็จสวรรคต เลขาส่วนพระองค์ Sir Edward Young จะโทรหานายกรัฐมนตรีอังกฤษผ่านทางโทรศัพท์(Secured line) โดยใช้โค้ดว่า London Bridge Is Down หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีอังกฤษจะแจ้งไปที่ผู้ปกครองประเทศในเครือจักรภพทั้งหมดด้วยโค้ดเดียวกัน เมื่อแจ้งให้ทุกประเทศรับรู้แล้วจึงการแจ้งให้สำนักข่าวหลักอย่าง BBC วิทยุ หนังสือพิมพ์ นักข่าวเปลี่ยนชุดเป็นสีดำ(มีการจัดเตรียมชุดดำไว้เสมอในสตูดิโอ อีกทั้งผู้สื่อข่าวจะมีการซักซ้อมต่อเหตุการณ์นี้ด้วย) สีของช่องข่าวเปลี่ยนเป็นสีดำ ในขณะเดียวกันก็จะมีการปิดพระราชวังบัคกิ้งแฮมติดป้ายดำเป็นตราสัญลักษณ์ของพระราชวังซึ่งคาดว่าจะมีข้อความสีขาวว่า “The  Announcement we don’t want to make” ลดธงครึ่งเสา และไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะปรากฎตัวต่อสาธารณะชนและแจ้งข่าวและประกาศพระองค์จะเป็นกษัตริย์
ในกรณีที่เสด็จสวรรคตต่างประเทศหรือที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลอนดอนจะมีการเครื่องย้ายพระศพกลับลอนดอนในทันที

D+1 ถึง D+4: 
มีการประกาศจำนวนวันของการไว้ทุกข์และให้ลดธงตามจำนวนวัน (คาดการณ์ว่าจะลดธงเพียงวันเดียวเนื่องจากวันที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์ต้องยกธงขึ้นสู่ยอดเสา)
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ขึ้นครองราชย์และเลือกพระนามของพระองค์ในการครองราชย์ (ซึ่งมีการคาดการว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์จะไม่เลือกพระนาม King Charles III เนื่องจากในรัชสมัยของ King Charles I และ King Charles II เกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมืองขึ้น ชื่อ King Charles จึงดูเป็นชื่อที่ไม่ค่อยเป็นมงคลต่ออังกฤษเท่าไหร่นัก)
ยิงปืนใหญ่
ปิด Westminster Hall เพื่อทำความสะอาด ตกแต่ง เพื่อเตรียมพิธีการ
สำนักข่าวหลักอย่างBBC ฉายพระราชกรณียกิจ ทั้งนี้ช่องรายการข่าวอื่น ๆ สามารถฉายรายการอื่น ๆ ได้ตามสมควร
อนุญาตให้ประชาชนวางดอกไม้นอกพระราชวัง
ร้านค้าปิดให้บริการแล้วแต่สมัครใจ
ตลาดหุ้นหยุดซื้อขาย 1 วัน

Day+4:
เคลื่อนย้ายพระศพพร้อมสัญลักษณ์ประจำประองค์ (ลูกโลกประดับกางเขน คฑา และมงกุฎ) สู่ Westminster Hall เมื่อพระศพถึง Westminster Hall ระฆังBig Ben จะดังขึ้นเพื่อแจ้งประชาชน อาจมีการอนุญาตให้ประชาเข้าไปวางดอกไม้ต่อหน้าพระศพ

Day+9: มีการทำความสะอาดสัญลักษณ์ประจำประองค์ทั้งสาม มีการห่อลูกระฆัง Big Ben ด้วยหนังเพื่อให้เสียงของระฆังทุ้มขึ้น

Day+10-12: จัดพิธีพระราชบรมศพ ธนาคาร ตลาดหุ้น และสถานที่ราชการหยุดทำการ

Day+12:
เคลื่อนย้ายพระศพไปที่ Westminster Abbey ก่อน 11 นาฬิกา
ทำพิธีพระศพของคนในครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องจำนวน 2,000 คน นักข่าวรอด้านนอก คาดว่าจะไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดสดจากภายในพระราชพิธี
เคลื่อนย้ายพระศพออกด้วยรถม้าแบบที่เคลื่อนย้ายพระศพของพระบิดาไปที่พระราชวังWinsor
ทั้งนี้สื่อต่าง ๆ ยังคงคาดเดาสถานที่สถานที่ฝังศพของพระราชินีนาถฯว่าจะเป็นส่วนไหนของวัง ระหว่าง Royal Vault ตามพระสวามีเจ้าชายฟิลิป หรือจะเป็นที่ King George VI Memorial Chapel  l ตามพระบิดาและพระขนิษฐา

–ช่วงหลัง–

ภายใน 1 ปีหลังสิ้นพระชนม์จะมีการประกาศและเปลี่ยนแปลงดังนี้
สถาปนาเจ้าชายวิลเลี่ยมขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารหรือผู้สืบราชบัลลังก์อันดับที่ 2 ต่อจากพระบิดา และเจ้าชายจอร์จเป็นพระราชทายาทอันดับที่ 3
เปลี่ยนรูปบนธนาบัตร ดวงตราไปรษณียากร หนังสือเดินทาง ชุดข้าราชการทหารตำรวจที่มีตราสัญลักษณ์พระราชินีนาถฯ ให้เป็นรูปและตราสัญลักษณ์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
เปลี่ยนชื่อเพลงชาติและเนื้อร้องจาก God Save The Queen เป็น God Save The King

ทั้งนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตเมื่อไหร่ หมายกำหนดการณ์และกำหนดการต่าง ๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ตามสมัยและตามสถานการณ์อย่างเช่นงานพระศพอันเรียบง่ายและรวดเร็วของเจ้าชายฟิลิปในช่วงโควิดที่ผ่านมา และหากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เสด็จขึ้นครองราชย์ความท้าทายของการเป็นประมุขไม่ได้มีต่อพระองค์เท่านั้นแต่หากเป็นทั้งเครืองจักรภพเมื่อเทียบระดับความนิยมของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในปัจจุบันก็ถือว่ายังห่างชั้นกับสมเด็จพระชนนีอยู่มาก การจะได้มาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาในเวลานี้ของเจ้าฟ้าชายฯดูละเลือนลางเต็มทน ภายใต้การเป็นประมุขของพระราชินีนาถฯ “ความเกรงใจและกลุ่มอนุรักษ์นิยม” ยังมีให้เห็น แต่ในระยะหลังเราเองก็จะเห็นความพยายามผลักดันให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐเด่นชัดขึ้น(ตัวอย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์) ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่พระราชพิธีที่น่าสนใจ แต่ยังคงมีประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมให้เราได้ติดตามดูกันไปยาว ๆ แน่นอน

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏนายสิบ

หลังการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
และเสด็จไปประทับยังประเทศอังกฤษ
เมื่อนายทหารชั้นประทวนในกองพันต่าง ๆ
นำโดย สิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด
ได้รวมตัวกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง
โดยหมายจะสังหารนายทหาร
และบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในกองทัพบกและรัฐบาลหลายคน
โดยเฉพาะหลวงประดิษฐมนูธรรม
(นายปรีดี พนมยงค์) ให้จับตายเท่านั้น
และเมื่อลงมือจริงต้องสามารถจับ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี
และ พันโทหลวงพิบูลสงคราม (จอมพลป. พิบูลสงคราม – ยศในขณะนั้น)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เป็นตัวประกันไว้ให้ได้
โดยมีแผนการจะยึดที่ทำการกระทรวงกลาโหม
เป็นฐานบัญชาการ
และปล่อยตัวนักโทษการเมืองต่าง ๆ
เพื่อใช้เป็นกองกำลังด้วย
จากนั้นจะอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นิวัติคืนสู่พระนคร
และเสด็จขึ้นครองราชย์อีกครั้ง

แต่รัฐบาลล่วงรู้แผนการไว้ได้ก่อน
จึงสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้
ในวันที่ 3 สิงหาคมพ.ศ. 2478 เวลา 12.00 น.
ต่อมาได้มีการตั้งศาลพิเศษชำระคดี
หัวหน้าฝ่ายกบฏ ส.อ.สวัสดิ์ มหะมัด
ถูกตัดสินประหารชีวิต
โดยศาลนี้ไม่มีทนาย ไม่มีอุทธรณ์
ไม่มีฎีกาและยังสามารถตั้งผู้พิพากษาได้
ตามใจอีกต่างหาก
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้พิพากษาที่ผ่านคดีต่าง ๆ
มาแล้วอย่างมากเช่นศาลคดีตามปกติ

แนวคิดในการก่อกบฏครั้งนี้
เกิดขึ้นในกองพันทหารราบที่ 2
ในบังคับบัญชาของ พันตรีหลวงประหารริปู
ซึ่งตั้งอยู่ในวังจันทรเกษม
(กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน)

ผู้เริ่มต้นแนวคิดนี้ คือนายสิบจำนวน 8 คน
(ผู้ต้องหาไม่ยอมซัดทอดว่ามีนายทหารหรือใครที่ใหญ่กว่านี้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลจะเชื่อว่าน่าจะมี โดยเฉพาะพยายามให้ซัดทอดพระยาทรงสุรเดชมากที่สุด แต่ไม่เป็นผล)

ผู้ที่เป็นต้นคิดของเหล่าสิบกองพันนี้ก็คือ
สิบเอกถม เกตุอำไพ
ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายวงไปยังกองพันทหารราบที่ 3 และนายทหารอีก 7 คน
ที่เป็นจุดเริ่มของกบฏครั้งนี้
คือ สิบเอกแช่ม บัวปลื้ม, สิบเอกตะเข็บ สายสุวรรณ, สิบเอกเท้ง แซ่ซิ้ม, สิบเอกกวย สินธุวงศ์, สิบเอกเข็ม เฉลยทิศ, สิบโทหม่อมหลวงทวีวงศ์ วัชรีวงศ์, สิบโทแผ้ว แสงส่งสูง

ซึ่งทั้ง 8 คนนี้เป็นนายสิบอาวุโสของกองพัน
เป็นผู้ที่คุมคลังอาวุธของกองพัน
และเป็นทหารที่ใกล้ชิดกับเหล่าพลทหาร
ที่เป็นกำลังหลักของแต่ละกองพัน
ซึ่งเหล่านายสิบนี้คาดว่าจะนำกำลังเหล่านี้ออกปฏิบัติการในวันก่อการ

ส่วนกองพันทหารราบที่ 3 ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามนั้น
มี จ่านายสิบสาคร ภูมิทัต
กับ สิบเอกสวัสดิ์ มหะหมัด เป็นหัวแรงสำคัญ
การพบปะพูดคุยกันก็ใช้ร้านค้าร้านอาหาร
ที่สังสรรค์ของระดับชั้นประทวน

แผนที่เหล่านายสิบกลุ่มนี้คิดขึ้น
คือ จะมีการนำเอารถถังออกมาข่มขวัญ
สักจำนวนหนึ่ง
และแบ่งสายทหารราบเข้าประชิด
ตัวบรรดาสมาชิกของคณะราษฎร
โดยเฉพาะสายของหลวงพิบูลสงคราม
เช่น หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ
พันตำรวจเอกหลวงอดุลเดชจำรัส
และ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา

แต่ว่าแผนการทั้งหมดได้เกิดแตกเสียก่อน
เมื่อสิบเอกผู้หนึ่งในกรมรถรบ
ที่ร่วมรู้ในแผนได้นำไปบอกกับทางรัฐบาล

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏ ร.ศ. 130 หรือ กบฏเก็กเหม็ง หรือ กบฏน้ำลาย

เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2455 (ร.ศ. 130)
ก่อนการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475
สองทศวรรษในสมัยรัชกาลที่ 6
เมื่อนายทหารและปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง
วางแผนปฏิบัติการโดยหมายให้พระมหากษัตริย์พระราชทานรัฐธรรมนูญให้
และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่แผนการแตกเสียก่อน
จึงมีการจับกุมผู้คิดก่อการหลายคนไว้ได้ 91 คน
คณะตุลาการศาลทหารมีการพิจารณาตัดสินลงโทษให้จำคุกและประหารชีวิต โดยให้ประหารชีวิตหัวหน้าผู้ก่อการ
จำนวน 3 คน คือ ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์
ร.ท.จรูญ ณ บางช้างและ ร.ต.เจือ ศิลาอาสน์
ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 20 คน
จำคุกยี่สิบปี 32 คน จำคุกสิบสองปี 30 คน และจำคุกสิบห้าปี 6 คน
แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวินิจฉัย
และได้มีพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยโทษ
ละเว้นโทษประหารชีวิต
ด้วยทรงเห็นว่า ทรงไม่มีจิตพยาบาทต่อผู้คิดประทุษร้ายแก่พระองค์

คณะผู้ก่อการได้รวมตัวกันเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2455
(นับเวลาแบบสากล คือ เริ่มปี พ.ศ. 2455 วันที่ 1 มกราคม แต่บางตำราจะเขียนเป็น 13 มกราคม พ.ศ. 2454
เพราะนับเวลาแบบสยามในครั้งนั้นที่
เริ่มปีใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน)
ประกอบด้วยผู้ร่วมคณะเริ่มแรกจำนวน 7 คน คือ
ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) เป็นหัวหน้า
ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์ จาก กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
ร.ต.จรูญ ษตะเมษ จากกองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.เนตร์ พูนวิวัฒน์ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.ปลั่ง บูรณโชติ จาก กองปืนกล รักษาพระองค์
ร.ต.หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร จาก โรงเรียนนายสิบ
ร.ต.เขียน อุทัยกุล จาก โรงเรียนนายสิบ
คณะผู้ก่อการวางแผนจะก่อการในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันขึ้นปีใหม่ ผู้ที่จับฉลากว่าต้องเป็นคนลงมือลอบปลงพระชนม์ คือ ร.อ.ยุทธ คงอยู่ (หลวงสินาดโยธารักษ์) เกิดเกรงกลัวความผิด จึงนำความไปแจ้งหม่อมเจ้าพันธุ์ประวัติ ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ และพากันนำความไปแจ้ง สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ความทราบไปถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประทับอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม คณะทั้งหมดจึงถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถูกส่งตัวไปคุมขังที่คุกกองมหันตโทษ ที่สร้างขึ้นใหม่ และได้รับพระราชทานอภัยโทษในพระราชพิธีฉัตรมงคล เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ครบรอบปีที่ 15 ของการครองราชย์

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

13 กบฏ

เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ที่ถูกเผด็จการครอบครัวทรราช
จอมพลถนอม ณรงค์ ประภาส
ประกาศงดใช้รัฐธรรมนูญมา 10 ปี 6 เดือน
ถนอมเป็นพ่อณรงค์
ณรงค์เป็นลูกเขยประภาส

13​ รายนามกบฏรัฐธรรมนูญ​

ก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไขแสง สุกใส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย อดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการบริหารศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ทวี หมื่นนิกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธัญญา ชุนชฎาธาร นักศึกษา ปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขานุการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
นพพร สุวรรณพานิช นักหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์
บัณฑิต เฮงนิลรัตน์ นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บุญส่ง ชเลธร นักศึกษาปี 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักการเมืองแห่งขบวนการรัฐบุรุษ
ปรีดี บุญซื่อ นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มนตรี จึงศิริอารักษ์ นักศึกษาปี 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักหนังสือพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์
วิสา คัญทัพ นักศึกษาปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
วันสำคัญ

วันที่ 6 ตุลาคม “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล”

เครือข่ายองค์กรนักเรียน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ รวมทั้งหมด 71 องค์กร ขอแสดงจุดยืนเคียงข้างองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้วันที่ 6 ตุลาคม เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” เพื่อต่อต้านอำนาจนิยมทุกรูปแบบในหลายประเทศทั่วโลก

แถลงการณ์ร่วมสนับสนุนข้อเสนอของ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “ วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล (The International Day for the Protection of Students ‘Freedom of Expression)

เพื่อรำลึกถึงผู้วายชนม์ในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีการสังหารหมู่นิสิต นักเรียน นักศึกษาและประชาชน แสดงถึงการใช้ความรุนแรงเป็นบ่อนทำลายการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพของเยาวชน ซึ่งในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกก็ยังมีการทำลายสิทธิและเสรีภาพของนักเรียนนักศึกษากันอยู่

“ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเพื่อนมนุษย์ทั่วโลก”

“With respect for human dignity and fellow human beings around the world”

7 ตุลาคม 2564

45ปี6ตุลา

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์…ตอนที่1

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
(2 เมษายน พ.ศ. 2420-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2496) พระนามเดิม หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
เป็นผู้นำกบฏบวรเดชพยายาม
ยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร
เมื่อ พ.ศ. 2476

นามสกุลคุ้นหูกันใหมล่ะ
ถ้าไม่คุ้นก็ไปถาม อีตั้น ดูนะ

ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง
ชอบดูถูกคนอื่น และ เหยียดหยามลูกน้อง
ด้วยตัวเองถือยศถาบรรดาศักดิ์
‘บวรเดช’ ผู้ที่ศึกษาเรื่องประชาธิปไตย
จึงถูกมองข้ามจากคณะราษฏร์

ประกอบกับความแค้นฝั่งหุ่น
จึงได้พยายามก่อการยึดอำนาจ
จากคณะราษฏร์
ทว่าโดยนิสัยส่วนตัวแล้ว
ผู้ไต้บังคับบัญชาจึงไม่ให้ความเคารพนับถือ
นำความเข้ารายงานฝ่ายคณะราษฏร์
การก่อการครั้งนั้นจึงเป็นกบฏ
จนต้องลี้ภัยไป กัมพูชา, เวียดนามฯ..

สรุป..บวรเดช การการรัฐประหาร
รัฐบาลที่มาจากคณะราษฏร์
แต่กระทำการไม่สำเร็จ
จึงผิดอาญาแผ่นดินโทษฐานกบฏ

แต่ก็ที่ไม่มีการกล่าวถึงในหน้าประวัติศาสตร์
คือ คนที่เป็นแบ็คอัพในการนี้
การรัฐประหารต้องใช้ทั้งกำลังคน
และกำลังทรัพย์เป็นอย่างมาก
“บวรเดช” ได้รับพระราชทาน
เงินทุน 1 ล้านบาทจาก ร.7(บางบทว่า1แสน)​
(โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาเจ้านาย
ที่สูญเสียผลประโยชน์แต่อย่างได)
เพื่อทวงอำนาจคืนจากคณะราษฏร์
กลับไปปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังเดิม

สาระทันข่าว….
หลายคนแปลกใจว่าทำไมมีการพยายาม
กล่าวถึงและเชิดชู “กบฏบวรเดช”
บางหน่วยทหาร ถึงกลับมีหัอง”บวรเดช”
เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ

นั่นเพราะสิ่งที่”บวรเดช”ก่อการในครั้งนั้น
คือปฐมบทในการทวงคืนอำนาจ
ที่ ร.7 ทรงประทานให้ประชาชน
ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฏร์
ที่ให้ราษฏรมีสิทธิเสรีภาพ
และทุกคนต้องอยู่ภายไต้กฏหมายเดียวกัน
ทำให้เหล่าผู้มีอำนาจเก่า
ขาดความสะดวกสะบายแบบก่อนเก่า
รวมถึงผลประโยชน์จากที่เคยได้รับ
จากการกดขี่เหยียบย้ำประชาชน
ตามหลักการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์..

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

กบฏบวรเดชในพระบรมราชินูปถัมภ์.. ตอนที่ 4

แจ้งจ้าวนายว่าเราแพ้แล้ว.. ร​ 7
(ทรงพระเผ่นกันรนราน)

16 ตุลาคม
เครื่องบินฝ่ายกบฏบินมาทิ้งใบปลิวที่วังไกลกังวล
เพื่อทูลว่าการยึดอำนาจล้มเหลว
ในค่ำวันต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จประปกเกล้าฯทราบว่าทหารเพชรบุรียอมจำนนต่อรัฐบาลแล้ว
และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม
กำลังเดินทางลงมาเข้าเฝ้า
ก็ทรงตื่นตระหนกรีบเสด็จลงเรือพระที่นั่งศรวรุณ
ซึ่งเป็นเรือยนต์ลำเล็กอย่างกะทันหัน
พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
หม่อมเจ้าประสบศรี จิรประวัติ
หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล
หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร
หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์
หม่อมเจ้าเศรษฐพันธ์ จักรพันธุ์
พร้อมทหารรักษาวังอีก 6-7 นาย
มุ่งหน้าจังหวัดสงขลา

เนื่องจากเรือไม่พอนั่ง
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท
และเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่
ต้องนำทหารรักษาวังบางส่วนขึ้น
ไปยึดขบวนรถไฟจากสถานีวังก์พงในช่วงบ่าย
เจ้ากาวิละวงศ์เป็นพนักงานขับรถ
ขบวนรถไฟพิเศษนี้ออกจากหัวหินเวลาตีหนึ่ง
ของวันที่ 18 ตุลาคม
มีผู้โดยสารประกอบด้วย:
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล
หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล
หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุล
กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์พร้อมพระธิดา
กรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์
หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์
พลโทพระยาวิชิตวุฒิไกร
พระยาอิศราธิราชเสวี
และทหารรักษาวังสองกองร้อย

เมื่อนายเล้ง ศรีสมวงศ์
อธิบดีกรมรถไฟทราบข่าว
จึงรีบส่งโทรเลขแจ้งสถานีรายทางล่วงหน้า
ว่า ทหารหลวงลักขบวนรถจักรออกจากวังก์พง
ให้ทำการสกัดกั้น
พนักงานกรมรถไฟจึงไปถอดรางรถไฟ
ช่วงก่อนถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ขบวนรถไฟพิเศษไปต่อไม่ได้
ต้องหยุดระหว่างทาง
ทหารหลวงต้องช่วยกันถอดราง
ที่วิ่งที่ผ่านมาแล้วมาต่อเพื่อให้รถไฟเดินต่อไปได้ เมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีประจวบคีรีขันธ์
ก็ถูกกักรถไม่ให้เดินทางต่อจนเกือบจะยิงกัน
สมุหราชองครักษ์จึงโทรเลข
ไปยังรัฐมนตรีมหาดไทย
พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์
รีบนำความเข้าแจ้งนายกรัฐมนตรี
พระยาพหลพลหยุหเสนา
สั่งการอนุญาตให้รถไฟเดินได้ตลอดสายทาง

ทางด้านเรือพระที่นั่งศรวรุณน้ำมันหมดที่ชุมพร
ต้องขึ้นฝั่งรอจนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 19 ตุลาคม
จึงได้พบกับได้พบกับเรือวลัย
ของบริษัทอิสต์เอเชียติก
กัปตันเรือวลัยชาวเดนมาร์ก
เชิญคณะของในหลวงขึ้นเรือวลัย
และพ่วงเรือพระที่นั่งศรวรุณไปยังสงขลา
ตกเย็นวันเดียวกันนั้น
ขบวนรถไฟก็ไปถึงสงขลา
พระบรมวงศ์ส่วนหน้ารีบไปจัดแจง
สถานที่ในพระตำหนักเขาน้อยเตรียมรับในหลวง
เรือวลัยเดินทางมาถึงอ่าวสงขลาในเช้าวันถัดมา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
10 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น