หมวดหมู่
วันสำคัญ

6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ

ผู้สนับสนุนจาก 20 ประเทศ และ 8 องค์กร หนุน อบจ. เสนอ UN
กำหนดวันที่ 6 ตุลา เป็นวันปกป้องเสรีภาพนักเรียนนักศึกษาสากลฯ
ร่วมลงชื่อสนับสนุนได้ผ่าน https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เสนอสหประชาชาติ (United Nations) กำหนดวันที่ 6 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาสากล” (the International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression) เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคมอันแสดงถึงการบ่อนทำลายเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาที่ตอนนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในไทยและต่างประเทศ
.
ข้อเสนอมีผู้สนับสนุนเริ่มต้นจากมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ Nathan Law นักกิจกรรมชาวฮ่องกง Mu Sochua แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา และ Jandeil Roperos ประธานสหภาพนักศึกษาแห่งชาติฟิลิปปินส์ รวมถึงองค์กรเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษาในไทย อาทิ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สภานิสิตจุฬาฯ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มนักเรียนเลว
.
เนื้อหาในข้อเสนอได้อธิบายถึงความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่พรากชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากโดยรัฐในวันที่ 6 ตุลา ซึ่งเกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงชี้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลานั้นเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นของขบวนการเคลื่อนไหวนักเรียนนักศึกษาที่เกิดขึ้นเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการอำนาจนิยมในหลากหลายประเทศ
.
ในปัจจุบัน สถานการณ์การใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนนักศึกษายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไทย รัฐใช้ความรุนแรงและมุ่งดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมที่แสดงออกอย่างสันติ แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ควรจะปกป้องสิทธิเสรีภาพ ก็เพิกเฉยต่อการละเมิดที่เกิดขึ้นและยังคงขัดขวางการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ดังที่เห็นได้จากกรณีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่อนุญาตให้จัดการรำลึกครบรอบ 45 ปีภายในมหาวิทยาลัย ในฮ่องกง มีกรณีที่ที่ทำการของนักศึกษาถูกบุกค้น ไปจนถึงขั้นยุบสหภาพนักศึกษา หรือในเมียนมาร์ที่นักศึกษาจำนวนมากถูกจับและถูกแจ้งข้อที่ต้องจำคุกเป็นเวลายาวนาน
.
เนื่องในโอกาส 45 ปี 6 ตุลา องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอว่า วันที่ 6 ตุลาคมเป็นวันที่เหมาะสมที่สมควรจะถูกสถาปนาเป็น วันปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของนักเรียนนักศึกษาโลก เพื่อรำลึกผู้เสียชีวิตและบรรดาเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในสถาบันการศึกษาทั่วโลกในปัจจุบัน
.
อ่านเนื้อหาของข้อเสนอทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และร่วมลงชื่อผ่าน change.org ได้ที่ https://chng.it/RVQ6vS5B9d
.
ท่านสามารถร่วมแสดงออกผ่าน Social Media ของท่านโดยการชูป้ายที่มีข้อความสนับสนุนข้อเสนอ อาทิ #ProtectStudentsFreedomDay, #ProtectStudentsFreedom, #StopStudentsArrest, International Day for the Protection of Students’ Freedom of Expression หรือข้อความที่ท่านสร้างสรรค์ขึ้นเองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอื่น ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงข้อประเด็นและข้อเรียกร้องดังกล่าวในประเทศและในระดับนานาชาติ
.
[ องค์กรที่ร่วมสนับสนุนแรกเริ่ม ]
.
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะจุฬาฯ
Spring Movement
กลุ่มแสงโดม
พรรคโดมปฏิวัติ
กลุ่มนักเรียนเลว
.
[ รายชื่อผู้สนับสนุนแรกเริ่มจากต่างประเทศ ]
.
1.Nathan Law, Hongkong activist (HongKong)
2.Johnson Yeung (Hong Kong)
3.Perry Link, Professor of University of California (USA)

  1. Jhanisse Vaca Daza (Bolivia)
  2. James Lee Proudfoot (Australia)
    6.Lim Khiam, Taiwan Platform of Democratic Sustainability (Taiwan)
  3. Marc Batac (Philippines)
  4. Sao Khon Cho (Myanmar)
  5. Eero Kivistö (Finland)
  6. Xun-ling Au (UK)
  7. Vanessa Law (Hong Kong)
  8. Hideyuki Shimura (Japan)
  9. Narayan Liu (Sweden)
  10. Jessica Chiu (Norway)
  11. Hong Kong Committee in Norway
  12. Zoya Phan, activist(Burma)
  13. Eraldo Souza dos Santos (Brazil)
  14. Mu Sochua, (Cambodia)
  15. Issa Sarikamis (Turkey)
  16. Evgeniya Chirikova (Russia)
  17. Victoria Arana (Nicaragua)
  18. Befekadu Hailu (Ethiopia)
  19. Hector Ulloa, SAIH – Studentenes og Akademikernes Internasjonale Hjelpefond (Norway)
  20. Jandeil Roperos – President of National Union of Students of the Philippines
  21. Yasmin Ullah (Canada)
  22. Fred Burman (Congo)
  23. Edipcia Dubon (Nicaragua)
  24. Dr Ceri Oeppen (UK)
  25. Milk Tea Alliance – Friends of Myanmar

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
19 ต.ค.64

หมวดหมู่
อาบอบนวด

จุดเริ่มต้นและจุดจบ ของอาบอบนวด ep.1

.
ปิดตำนาน “เจ้าพระยา” อาบอบนวดอันโด่งดังในอดีต ของ “ป๋าวัง” อดีตนายทหารยศพันเอก เจ้าของผู้ล่วงลับ

.
ชายไทยอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ล้วนรู้จักเป็นอย่างดี ว่ากันว่าแกทดสอบเด็กที่สมัครมาเป็นหมอนวดด้วยตัวเองทุกคน

.
คงเพราะเป็นทหารเก่ามาก่อน แกถึงแข็งแรงอย่างกับม้าปานนั้น

.
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ความเป็นมาของอาบอบนวดเกิดขึ้นมาในเมืองไทยได้อย่างไร?

.
ตามมา ผมจะเล่าให้ฟัง

.
ในยุคสมัยสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันเข้ามาเต็มเมืองไทย เพราะมีฐานทัพอากาศอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าอู่ตะเภา ตาคลี อุดรธานี ไว้จอดพักเครื่องบินรบ ที่รอบินไปบอมบ์ถล่มเวียดกง

.
บรรดาทหารเหล่านั้นพอได้พักรบสักเดือนสองเดือน ก็แห่มาเที่ยวใช้ชีวิตในเมืองไทย เสมือนหนึ่งว่าไม่รู้ครั้งหน้าจะไปตายคาสนามรบหรือไม่? จึงจ่ายเงินซื้อความสำราญทุกรูปแบบ

.
บาร์ ไนท์คลับ อโกโก้ ตามวัฒนธรรมฝรั่งมังค่าจึงถือกำเนิดขึ้นมากันมากมายเพื่อต้อนรับทหารฝรั่ง เศรษฐกิจรุ่งเรืองเพราะเงินดอลลาร์ เกิดพัทยา พัฒพงศ์ จนไปถึงถนนเพชรบุรีตัดใหม่

.
มี “เมียเช่า” ที่เรียก เมีย+เช่า เพราะฝรั่งไม่ชอบแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพักได้เดือนสองเดือนรอไปรบ ก็ถือโอกาสหาหญิงไทยกินอยู่หลับนอนอย่างกับผัวเมีย (ชั่วคราว) ไปเลย

.
ต่อมามีหนุ่มเจ้าสำราญจบนอกหัวใส เปิดโรงนวดแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ออนเซ็น” เริ่มแรกแค่แก้ผ้าลงอ่างอาบน้ำแบบญี่ปุ่น โดยมีหมอนวดสาวแต่งองค์ทรงเครื่องสีขาวสะอาดตามาช่วยบริการถอดเสื้อผ้า อาบน้ำ นวดให้ลูกค้าชาย แต่ไม่ได้ลงแช่ด้วย

.
ที่ผมเล่ามามันเมื่อ 50 ปีก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2510

.
อาบอบนวดพัฒนาขึ้นหลังทหารฝรั่งกลับ ทิ้งมรดก “วัฒนธรรมเซ็กส์” ไว้ให้คนไทย แล้วก็มีอาบอบนวดเปิดขึ้นตามมามากมายหลายที่เพื่อต้อนรับชายไทยมีสตางค์แทน

.
บรรดา “อาโก” (คนจีนที่ชอบทำโรงแรม เป็น “จีนไหหลำ” คำว่า “อาโก” คือ อาเฮียในภาษาจีนแต้จิ๋วนี่เอง) ที่เคยเปิด “ซ่อง” หนุ่มรุ่นกระทงสมัยนั้นต้องเคยไปโรงแรมย่าน “วิสุทธิกษัตริย์ บางขุนพรหม” เพื่อเรียกเด็ก ก็ยกระดับพัฒนามาเป็นอาบอบนวดกันเป็นทิวแถว

.
สุดยอดยุทธจักร ต้องยกให้ฉายา “มิสเตอร์คลีน” เพราะแกชื่อ “สะอาด” รวยเงียบๆ เพราะเป็นเจ้าของโรงแรมมากมายแถววิสุทธิกษัตริย์ไปยันแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ ที่เรียกกันว่า “โรงแรมเบอร์” เป็นโรงแรมม่านรูด เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก แต่คนรุ่นแก่รู้จักกันดีว่าเอาไว้พาผู้หญิงเข้า พอขับรถเข้าไปก็ปิดม่านทันทีไม่มีใครเห็น

.
ชื่อโรงแรมเป็นตัวเลขหมด เช่น 44, 55, 66 หรือ 99 ล้วนแล้วแต่มีผู้หญิงเรียกมาบริการเรื่องพรรค์อย่างว่ากันทั้งนั้น

.
เมื่ออาบอบนวดเฟื่องฟู ชายไทยรักสนุกไปอุดหนุนกันอุ่นหนาฝาคั่ง ถนนเพชรบุรีจึงติดลมบนของ “วงจรอบายมุข” ที่แม้ชายใดได้ลิ้มลองเป็นได้ถวิลหามาเยือนกันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

.
เพราะอะไรหรือ?

.
ก็เพราะวิวัฒนาการสุดท้ายของอาบอบนวดจากการแช่น้ำอุ่นๆ คลายเมื่อยแล้วมานวดตัว ได้กลับกลายเป็นธุรกิจ “เซ็กส์” เต็มตัว เพราะเหล่าหมอนวดที่มีกฎเหล็กว่า “ห้ามร่วมประเวณีกับแขก” ล้วนฝืนกฎเพราะเจอเสี่ย หรือเหล่าชายหน้ามืดจ่ายเงินให้ต่างหากจากค่านวดอาบน้ำ เป็นปิดเกมด้วยนาบส่งท้าย

.
พอนานๆ เข้า เจ้าของเลยไปรวมเบ็ดเสร็จ ค่าอาบน้ำ + นวด + นาบ ในราคาเดียวเสียเลย และมีการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อไม่ให้แขกเบี้ยวหรือเสียรายได้ เพราะว่าบางคนตกลงราคากันเอง แต่เจ้าของไม่ได้ด้วย ก็เป็นปัญหาตามมาอีก

.
ทีนี้ พัฒนาการของอาบอบนวดที่อยู่คู่ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ โดยสังคมไทยยอมหลับตาลงข้างหนึ่งมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษ และตั้งกฎหมายที่เรียกว่า “พรบ.สถานบริการ” ออกมาควบคุม ทั้งไนท์คลับ บาร์รำวง ไปจนถึง อาบอบนวด ล้วนต้องมีใบอนุญาตทั้งสิ้น

.
มีสารพัดกฎเกณฑ์ออกมา ไม่ว่า ต้องมีช่องกระจกที่ประตูไว้ดูภายในให้เห็นว่าทำอะไรกันอยู่ หรือประตูห้ามล็อคต้องเปิดได้ตลอด มีระบุจำนวนห้อง รวมทั้งในใบอนุญาตมีระบุจำนวนอ่างไว้ชัดเจน ว่าอนุญาตให้เปิดได้กี่ห้อง กี่อ่าง?

.
แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร? ใครได้ถือหรือมีใบอนุญาตอาบอบนวดมูลค่าใบละหลายสิบล้าน วัดกันที่จำนวนห้องที่ระบุไว้ในใบอนุญาต แต่ละใบไม่เหมือนกัน ได้มากันอย่างไร? แล้วกฎหมายบังคับใช้ได้ไหม?

.
หรือแม้แต่มีวิธีหลีกเลี่ยงกันยังไง? สารพันวิธีการ “ซูเอี๋ย” (สมยอม) กันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับ หมาต๋า เขาทำกันอย่างไร?

.
ไว้ตอนต่อไปจะเล่าให้ฟัง มันส์สะเด็ดสะเด่าถึงใจพระเดชพระคุณครับ

.
เพราะผมใช้ทุกวิถีทางเหมือนกัน ถึงรู้ช่องทางเป็นอย่างดี

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

ประสบการณ์กู้เรียนจากนักเรียนไทยในอเมริกา

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

*หมายเหตุ : บทความมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของนักเรียนไทยคนนึงที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เขียนส่งมาให้ Thai Rights Now อาจจะไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกหัวข้อ ตามข้อกำหนดที่แตกต่างกันไปของแต่ละมหาวิทยาลัยและรัฐ

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวนิดนึงนะ ชื่อพีเรียนอยู่ระดับมหาลัยในสหรัฐอเมริกาและอย่างที่หลายๆคนรู้คือค่าเทอมของอเมริกาแพงมากกกกก

ยกตัวอย่าง มหาลัยรัฐในแต่ละรัฐจะมีค่าเทอมอยู่ที่ 14k-16k ต่อปี แต่ถ้าคุณย้ายมาจากอีกรัฐนึง ค่าเทอมอาจจะเพิ่มเป็นสองเท่าตัว และถ้าคุณเป็นนักเรียนจากต่างประเทศ ค่าเทอมอาจจะแพงมากขึ้นไปอีก

แล้วคราวนี้ถ้าเงินไม่พอจะทำไง?

ในหลายๆรัฐจะให้เด็กที่เตรียมเข้ามหาวิทยาลัยทำ FAFSA หรือย่อมาจาก Free Application For Student Aid หรือง่ายๆก็คือใบกรอกข้อมูลภาษีที่ผู้ปกครองเราจ่ายต่อปีค่ะ รวมถึงข้อมูลต่างๆเช่นทรัพย์สินและรายได้ของผู้ปกครองเรา

FAFSA จะดูรายได้ของพ่อแม่เรา ภาษีที่เราเสีย และจำนวนคนภายในครอบครัว เพื่อที่จะดูความสามารถในการจ่ายค่าเทอมของเราค่ะ

EFC หรือ Expected Family Contribution คือจำนวนเงินที่รัฐบาลคิดว่าเรามีกำลังในการจ่าย อีกนัยนึง ถ้าเลข EFC เยอะก็จะได้เงินช่วยน้อย ถ้าเลข EFC น้อย ก็จะได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะ

ใครสามารถทำได้บ้าง?

แน่นอนค่ะว่า citizen ของที่นี่สามารถ apply FAFSA ได้ แต่คนที่ถือใบเขียวเองก็สามารถ apply ได้เช่นกัน และจริงๆก็มีคนที่ไม่สามารถ apply ได้เหมือนกันนะคะ ตอนนี้เด็กนักเรียนข้ามเพศยังไม่สามารถ apply FAFSA ได้เนื่องจากเพศปัจจุบันและเพศกำเนิดจะไม่สอดคล้องกัน เด็กที่ undocumented ก็ไม่สามารถสมัคร FAFSA ได้เช่นกันค่ะ

แล้วในกรณีของพีล่ะ?

กรณีของเรา เรามีใบเขียวค่ะ สามารถสมัคร FAFSA ได้ และได้เงินช่วยจากรัฐบาลเยอะพอสมควรค่ะ พ่อแม่เราอยู่ไทยแต่ตัวเราอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นก็กรอกข้อมูลของแม่ใน FAFSA ไปค่ะ ส่วนเรื่องรายได้/ภาษีที่จ่าย ก็กรอกเป็นค่าเงินดอลล่าร์ที่เปลี่ยนจากเงินบาทอีกทีค่ะ

ถึงตรงนี้ต้องมีคนถามแน่เลยว่าได้ด้วยหรอ 5555

ได้ค่ะ ทำมาแล้ว ได้เงินเรียบร้อยแล้วด้วย

ถึงจะได้เงินช่วยจากรัฐ แต่ก็ไม่พอค่าเทอมอยู่ดีค่ะ เลยต้องกู้เอา คราวนี้รัฐบาลเมกาอยากให้เด็กกู้อยู่แล้วค่ะ เป็นความประสาทแดกของที่นี่5555 คนที่ได้ EFC เยอะก็จะสามารถกู้จากรัฐบาลได้แค่ตัวเดียวคือ unsubsidized

คราวนี้รัฐบาลมีให้กู้สองตัวคือ subsidized vs unsubsidized
Subsidized = รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยแทนเรา
Unsubsidized = เราต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเอง

ในกรณีของเรา เพราะค่าเงินที่ไทยมันน้อยมาก เราเลยสามารถกู้ของ subsidized มาด้วยได้ (แต่ก็ต้องกู้ unsubsidized ด้วยเพราะก็ยังไม่พอค่าเทอมอยู่ดี55555)

แล้วสรุปพีได้เงินช่วยเท่าไหร่

เบ็ดเสร็จได้เงินช่วยมาทั้งหมด 10k ค่ะ จากตัวรัฐบาลด้วยและตัวมหาลัยด้วย เอาง่ายๆคือEFC ใน FAFSA น้อยก็จะได้เงินช่วยเยอะ ซึ่งเราก็ได้เงินช่วยเยอะมากๆค่ะ แต่นั่นแหละไม่พอ55555 ต้องกู้เพิ่มเอาอีก

กู้เยอะขนาดนี้จ่ายไหวหรอ?

ถ้าพูดตามตรงถ้ากลับไปเรียนที่ไทยคงไม่ต้องกู้เยอะขนาดนี้ค่ะ คงไม่ต้องดิ้นรนอะไรหลายๆอย่างในการเลี้ยงดูตัวเองด้วย แถมได้เจอหน้าเพื่อนๆพ่อแม่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันที่นี่ด้วย แต่บอกตรงๆว่าไม่เห็นอนาคตของตัวเองในประเทศไทยค่ะ ไม่อยากจบมาแล้วเงินเดือน 25,000 กับค่าครองชีพที่แพงสลัดในกรุงเทพ ไม่อยากจบมาแล้วต้องมากังวลความปลอดภัย ว่าโทรหาตำรวจจะติดมั้ย เค้าจะช่วยเราได้มั้ย กลับไปเดินเยาวราชแล้วอินแบบเดิมไม่ได้แล้วค่ะ อาหารอร่อยแต่ทางเท้ามีแต่นํ้าขยะเปรอะรองเท้าก็ไม่เอา รัฐบาลไม่เคยมีเงินเยียวยาพอที่จะช่วยอะไรใครได้ ต้องมานั่งกังวลว่า passive income จะพอที่จะดูแลคนในครอบครัวได้มั้ย

กู้มาเยอะมากจริงๆ เยอะจนไม่อยากบอกว่าเท่าไหร่ ท้อ55555

แต่ถ้าให้กู้แล้วทำงานต่อที่นี่ มั่นใจว่ามีอนาคตที่ดีกว่าเรียนจบที่ไทยค่ะ ไม่ได้ชอบการศึกษาของที่นี่ขนาดนั้น คิดว่าระบบการศึกษาของเมกาก็ควรได้รับการปฏิรูปเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าต้องไปเรียนที่ไทยอีก อกแตกตายแน่ค่ะ ไม่ก็ไปม็อบแล้วไม่ได้กลับบ้าน อาจจะโดนจับขัง สุดท้ายก็อยากอยู่ในประเทศที่เรามั่นใจว่ามีความปลอดภัยอะค่ะ ว่าเรามีสิทธิมีเสียงในการพูดแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ประเทศที่คนหลายคนยังมองเห็นความสำคัญของตระกูลๆนึง มากกว่าครอบครัวอีกเป็นหมื่นที่อาจจะสูญเสียอะไรหลายๆอย่างไป

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับเด็กไทยที่อยู่อเมริกาที่กำลังเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยนะคะ ส่วนเด็กไทยที่ยังเรียนอยู่ที่ไทย เราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกเรื่องเลยค่ะ อยากบอกว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน แต่เข้าใจดีเหลือเกินว่าหลายๆคนไม่มี safety net ไว้รองรับ เด็กหลายๆคนเลยไม่ไหวไม่ได้ ถ้าต้องสู้ ก็ขอให้หนทางของคุณไม่ลำบากจนเกินไปนะคะ

แล้ววันนึง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

บันทึกเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งสวีเดนกรุงเทพฯแดนโลกีย์.. โสเภณี, บ่อน, ฝิ่น

ย้อนกลับไปในร.​ 6​ มีพระราชดำริ
ในการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมโภชเป็นครั้งที่ 2
อย่างเช่นที่พระปฐมบรมราชวงศ์
และพระบรมชนกนาถได้ทรงเคยกระทำมา
โดยงานพระราชพิธีจัดระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม พุทธศักราช 2454
ในครั้งนั้นได้เชิญพระราชอาคันตุกะรวม 14 ประเทศเข้าร่วมงานพระราชพิธีซึ่งมีทั้งที่เป็นพระราชวงศ์ เอกอัครราชทูตพิเศษ และอัครราชทูตพิเศษ

บรรดาพระราชอาคันตุกะ
โดยเฉพาะในฝ่ายพระราชวงศ์นั้น
มีเจ้าชายวิลเลียมแห่งสวีเดน (H.R.H. Prince William of Sweden)
ในครั้งนั้นได้ทรงบันทึก
เรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ
ในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
คือกัมพูชาและพม่า โดยใช้ชื่อหนังสือ
ว่า In The Land of The Sun : Notes and Memories of a Tour in The East
ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการแปล
และเรียบเรียงในส่วนของเมืองไทย
และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือชื่อ
“ดินแดนแห่งแสงตะวัน”

เจ้าชายวิลเลียมเสด็จพระราชดำเนิน
โดยเรือเดินสมุทร เอส.เอส. ไคลสท์ (The S.S. Kleist) จากเมืองท่าเจนัว
ใช้เวลา 3 สัปดาห์ถึงกรุงเทพมหานคร
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน จากนั้นได้เสด็จ
เข้าประทับที่พระราชวังสราญรมย์
ซึ่งทางราชการจัดถวาย
และได้ทรงเข้าร่วมตลอดงานพระราชพิธี
ในบันทึกของพระ องค์กล่าวถึง
ความประทับใจไว้ดังนี้..

“สำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระราชพิธี
บรมราชาภิเษกของข้าพเจ้า
คงต้องจบลงตรงนี้
อาจสรุปได้โดยไม่เกินความเป็นจริงว่า
ทุกพิธีเฉลิมฉลองของโบราณแต่ดั้งเดิมนั้น
เป็นของแท้และมีความเป็นเลิศ
ไม่มีใครเทียบเท่า
คาดว่าความอลังการที่คู่ควร
พระอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยราษฎรกว่า 6 ล้าน 5 แสนคน
และอากาศร้อนจัด
คงก่อให้เกิดความรู้สึกอันอบอุ่น
แก่ทั้งประชาชนและประเทศชาติได้
ท้ายที่สุดนี้ข้าพเจ้ามิอาจละเลย
ที่จะขอกล่าวคำสรรเสริญจากใจจริง
ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
กับการดำเนินการอย่างยอดเยี่ยม
ต่อทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเตรียมงาน
อย่างซับซ้อนและมากขั้นตอน
รวมทั้งระเบียบปฏิบัติเป็นแบบอย่าง
ที่ดีอย่างแท้จริง
ซึ่งเป็นวิธีดำเนินงานที่ปรากฏ
ให้เห็นอย่างเด่นชัด
มาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จพระราชพิธี”

เมื่อล่วงพ้นพระราชภารกิจที่สำคัญนี้
ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม
สถานที่ซึ่งแสดงถึงความเป็นมา
ของบ้านเมืองอย่างกรุงศรีอยุธยา
เหมือนกับพระราชอาคันตุกะพระองค์อื่น
แต่จากบันทึกดังกล่าวทำ ให้ทราบว่า
ทรงโปรดปรานการท่องเที่ยวและผจญภัย
เช่น การล่าสัตว์ โดยได้ทรงล่าเสือ
ในเขตอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
และล่าควายป่าบริเวณท้องทุ่ง
ในเขตอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ในปัจจุบัน และแม้จะเสร็จสิ้น
พระราชภารกิจในเมืองไทย
ก็มิได้เสด็จกลับสวีเดนในทันที
แต่ได้เสด็จต่อไปยังพม่าและกัมพูชาอีกด้วย

ด้วยพระอุปนิสัยดังกล่าว
ทำให้ระหว่างประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร
ได้เสด็จไปเยี่ยมชม
สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ
หลายแห่งทั้งที่เป็นวัดวาอาราม
อย่างชาวตะวันตกรายอื่น
และย่านที่อยู่อาศัยของชาวจีน
ในบริเวณสำเพ็ง
แต่สิ่งที่ทรงแตกต่างออกไป
คือการที่ทรงตระหนักถึงความไม่ดี
ของทุกเมืองในโลกหรือที่ทรงเรียกว่า “ด้านมืด”
และทรงปรารถนาที่จะรับรู้
ดังข้อความจากบันทึกตอนหนึ่งว่า

“ในเรื่องความเป็นเมืองในอุดมคติ กรุงเทพฯ ก็เป็นเช่นเดียวกับเมืองใหญ่ทุกเมืองที่จะต้องมีด้านมืด ซึ่งก็คงจะไม่ถูกต้องที่จะเหมารวมว่าเป็นเช่นนั้นไปเสียทุกเรื่อง และก็อย่างที่ข้าพเจ้าพยายามยึดถือเหตุผลอยู่เสมอว่าก่อนที่เราจะรู้จักกับสิ่งใด เราก็ควรที่จะได้รู้จักกับด้านดีและด้านเลวของสิ่งนั้นเสียก่อน บ่ายวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงได้ออกไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับความไม่ดีไม่งามต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร”

เจ้าชายวิลเลียมทรงทราบข้อมูล
และได้รับการเชื้อเชิญให้มาเยี่ยมชม
จากหัวหน้าตำรวจชาวอังกฤษในกรุงเทพฯ
ที่โดยสารมาพร้อมกันในเรือไคลสท์
ระหว่างเสด็จมาร่วมงานพระราชพิธี
และสิ่งที่เป็น “ด้านมืด” จากคำบอกเล่า
ของหัวหน้าตำรวจนายนี้คือเรื่องฝิ่นและการพนัน

ตลาดขนาดใหญ่ของการค้าฝิ่นอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะฝิ่นสัมพันธ์กับตลาดแรงงานโดยเฉพาะแรงงานชาวจีนที่ตอบสนองต่อการเติบโต
ของเศรษฐกิจการค้าข้าว
ซึ่งมีแหล่งปลูกข้าวในที่
ราบลุ่มเจ้าพระยารอบเขตกรุงเทพฯ
พร้อมกับการตั้งโรงสีขึ้นมารองรับ
สิ่งที่ตามมาคือการใช้แรงงานกุลีในโรงสี
ที่ส่วนใหญ่อยู่ในกรุง เทพฯ
โรงสีขนาดใหญ่จะมีกุลีประมาณ 200 คน
ส่วนโรงสีขนาดเล็กประมาณ 100 คน
จึงมีความต้องการฝิ่นเพราะช่วยกระตุ้น
ให้เกิดกำลังและสามารถทำงานหนักได้
ซึ่งเป็นกำลังซื้อที่สำคัญจนสามารถ
ทำให้เจ้าภาษีฝิ่นขาดทุนหรือกำไรได้ทีเดียว นอกจากนี้ยังรวมไปถึงแรงงานชาวจีน
ในกิจการค้าขนาดย่อยและกรรมกรรับจ้างอื่นๆ

ความต้องการฝิ่นที่มีอย่างมาก
มีผลทำให้การเก็บภาษีฝิ่น
เป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐ
เห็นได้จากปริมาณภาษีชนิดนี้
ที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงปี พ.ศ. 2439-41 จำนวน 1,099,200 บาท
ปี พ.ศ. 2442-44 จำนวน 1,920,000 บาท
และปี พ.ศ. 2445-47 จำนวนถึง 3,071,200 บาท

สำหรับการพนัน หรือโรงบ่อนเบี้ย
ทางรัฐบาลได้มีการส่งเสริมกิจการนี้
นับตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5
ภายหลังจากที่ประสบปัญหา
ขาดแคลนรายได้เพื่อใช้ในการปรับปรุงประเทศ
ในด้านต่างๆ ให้มีความทันสมัย
ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2430
มีการให้สัมปทานบ่อนเบี้ยมากขึ้น
ทำให้มีบ่อนเบี้ยถึง 413 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
อีกทั้งรัฐให้การช่วยเหลือ
ในด้านนโยบายด้วยการออกกฎหมาย
ห้ามราษฎรเล่นการพนันชนิดอื่นภายนอกบ่อนเบี้ย

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2430-60
รัฐบาลเข้ามาควบคุมกิจการนี้มากขึ้น
เพื่อให้การเก็บรายได้มีความรัดกุม
จึงมีการลดจำนวนบ่อนเบี้ยลง
ทำให้อากรบ่อนเบี้ยเพิ่มขึ้น
จาก 2,777,100 บาท ในปี พ.ศ. 2438
เป็น 5,732,517 บาท ในปี พ.ศ. 2448
ขณะเดียวกันก็ได้มีมาตรการส่งเสริม
ให้คนเข้าใช้บริการมากขึ้น
ได้แก่ การย้ายที่ตั้งโรงบ่อน
จากถนนใหญ่เข้าสู่ชุมชนในตรอกซอกซอย
และสร้างบ่อนเบี้ยให้มีขนาดใหญ่
การเพิ่มเวลาเปิด-ปิดโรงบ่อน
พร้อมทั้งลดอัตราค่าบริการให้ถูกลง
รวมไปถึงการให้ความปลอดภัย
แก่ผู้ใช้บริการด้วยการจัดพลตระเวน
เข้าไปดูแล ประกอบกับกลยุทธ์
ของโรงบ่อนในการดึงดูดลูกค้า
ด้วยการใช้มหรสพประเภทต่างๆ
ทำให้โรงบ่อนกลายเป็นศูนย์กลาง
แห่งความบันเทิงและการพนัน
นานาชนิดของชุมชน

การเดินทางเพื่อสัมผัส “ด้านมืด” ของกรุงเทพฯ
เริ่มต้นในตอนบ่ายคล้อยของวันหนึ่ง
โดยใช้รถลากเป็นพาหนะ
เจ้าชายวิลเลียมเสด็จ
พร้อมกับหัวหน้าตำรวจนายหนึ่ง
ซึ่งมีปืนพกมาด้วย
การท่องเที่ยวครั้งนี้ทรงถึงกับบันทึกไว้ว่า..

“…เป็นการเที่ยวชมที่คงไม่เคยมีนักท่องเที่ยวคนใด
ทำมาก่อนอย่างแน่นอน”

รถลากได้พาพระองค์
ลัดเลี้ยวเข้าสู่ตรอกซอกซอยเล็กๆ
ที่แทบปราศจากผู้คน
ขณะที่บรรยากาศดูลึกลับมากขึ้นเรื่อยๆ
พระองค์ได้เริ่มรับรู้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว
ดังข้อความจากบันทึกว่า

“…เมื่อเราผ่านถนนอันกว้างขวางนั้นมาแล้วเราก็จะเข้าสู่ทางแคบๆ เป็นซอกซอยคดเคี้ยว เป็นย่านที่มีคนอยู่อย่างบางตา มีโคมไฟกระดาษแขวนประดับอยู่หน้าประตูตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ซึ่งนี่ก็คือ ‘ด้านมืด’ ของกรุงเทพฯ…”

เมื่อเจ้าชายวิลเลียมเสด็จถึงโรงยาฝิ่น
ทรงบรรยายถึงสภาพที่สัมผัสได้ในครั้งแรกว่า

“…ตลอดทางเดินแคบๆ ที่ผ่านเข้าไปนั้นเป็นช่องทางที่เพดานต่ำจนข้าพเจ้าต้องก้มตัว จากนั้นเราจึงเข้ามาถึงโรงยาที่มีแสงไฟสลัวมัวซัว ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับบรรยากาศหวานเอียนๆ ชวนให้สำลัก ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยควันสีน้ำเงินจางๆ ซึ่งในตอนแรกนั้นมันบดบังสายตาของข้าพเจ้า จากนั้นสายตาของข้าพเจ้าจึงคุ้นกับความมืดมากขึ้นเรื่อยๆ…”

และการที่มีหัวหน้าตำรวจติดตามมาด้วย
ทำให้การชมบรรยากาศในสถานที่แห่งนี้ง่ายขึ้น ชายชาวจีนเจ้าของโรงยา
นำนักท่องเที่ยวคณะนี้
มายังห้องของลูกค้าซึ่งบรรยากาศ
แย่ยิ่งกว่าตอนแรก ซึ่งมีสภาพดังนี้

“บรรยากาศในห้องนี้ดูราวกับว่าชวนให้เกิดอาการสำลักและหายใจไม่ออกมากขึ้นกว่าเดิม บนเตียงไม้เตี้ยๆ ตามแนวกำแพงมีชายชาวสยามเปลือยกายท่อนบนนอนเรียงรายอยู่หลายคน ต่างกำลังดื่มด่ำอยู่กับพิษของฝิ่นซึ่งกำลังออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ ตรงหน้าแต่ละคนมีตะเกียงเล็กๆ วางอยู่ซึ่งเป็นอุปกรณ์ใช้ในการเตรียมยาเสพติดนั้น ฝิ่นจำนวนพอเหมาะถูกนำมาวางบนปลายเข็มและนำไปลนไฟจนกระทั่งมันอ่อนตัวกลายเป็นเมือกขนาดกำลังดี นิ้วมืออันสั่นเทาได้หยิบเอาเม็ดสีดำเล็กๆ นั้นวางให้ตรงที่ได้อย่างยากเย็น นานทีเดียวกว่าพวกเขาจะหยิบมันใส่ไว้ในกล้องยาได้ ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะเป็นวิธีการที่จะทำให้ซึมซาบรสชาติในการเสพฝิ่นจำนวนนั้นให้ออกฤทธิ์ไปได้อย่างช้าๆ

สำหรับคนที่เป็นเจ้าทาสของเจ้าภาษีฝิ่นนั้น
วิธีการเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นเป็นอิสระได้
ก็คือความตาย
เขาจะเริ่มต้นด้วยการดูดกล้องเดียวทีละน้อยๆ
ก่อนในไม่ช้าก็จะเริ่มต้นดูดเพิ่มอีกกล้องหนึ่ง
และก่อนที่ชายเคราะห์ร้าย
จะได้ทันรู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไปนั้น
เขาก็ได้ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวทั้งวัน
ในสภาพที่สะลึมสะลือไม่รู้สึกรู้สมไปเสียแล้ว
เฝ้าแต่สูดควันกลิ่นฉุยจากกล้องหนึ่ง
ไปอีกกล้องหนึ่ง
บางโอกาสก็ตกอยู่ในอาการสัปหงก
ตกอยู่ในอาการประสาทหลอนขั้นลึก
เห็นอะไรก็ขำไปเสียหมด
ทั้งยังมีอาการเพ้อฝันด้วย”

ความน่าสังเวชของผู้ติดฝิ่น
และบรรยากาศที่แวดล้อม
แม้จะเป็นโรงยาฝิ่น “ชั้นดี” ของกรุงเทพฯ
ในจำนวนนับร้อยแห่งตามที่ทรงทราบมา
ก็ทำให้พระ องค์ถึงกับบรรยายว่า

“…ข้าพเจ้าจากสถานที่แห่งนั้นมาด้วยอาการขยะแขยงและดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมานั่งอยู่ในรถลากอีกครั้ง…สำหรับข้าพเจ้านั้นแห่งเดียวก็เกินพอแล้ว…”

หลังจากนั้นได้เสด็จยังโรงบ่อนเบี้ยซึ่งมีบรรยา
กาศที่แตกต่างออกไปดังนี้ “

…บรรยากาศที่นี่คึกคักและเร้าใจ ที่ตรงทางเข้าแคบๆ นั้นชาวจีนและชาวสยามต่างเบียดเสียดไหล่เกยกันดูสับสนปนเปละลานตา บางคนกำลังจะกลับ บางคนก็เพิ่งจะมาถึง แต่ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุดนั้นก็คือส่วนใหญ่คือคนที่เพิ่งจะมาถึง และต่างก็รีบลุกลี้ลุกลนจนทำให้เดินชนกันอย่างรุนแรงในทางเดินแคบๆ นั้น…”

“ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด”
ข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม

โรงบ่อนเบี้ยที่ได้พบเป็นห้องโถงขนาดใหญ่
มุงด้วยสังกะสี
ภายในใช้ไม้ตีตารางกั้นแทนผนัง
มีตะเกียงน้ำมันพอให้แสงสว่าง
บรรดาลูกค้านั่งเล่นพนันอยู่บนพื้น
โดยมีเสื่อขาดๆ รองรับ
ความแปลกแยกจากลูกค้าปกติ
ทำให้ความบันเทิงที่กำลังดำเนินอยู่
ต้องสะดุดลงชั่วคราว

“…เสียงฮือฮาเอะอะได้เงียบลงชั่วขณะ
ตอนที่เราได้เดินเข้ามา
ทุกคนในนั้นต่างเหลียวมาจ้องดูชายผิวขาว
ที่ได้เสี่ยงภัยล่วงล้ำเข้ามายังสถานที่หย่อนใจ
ที่ให้สิทธิ์เฉพาะชนชาวผิวเหลืองเท่านั้น
แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็หันกลับมาเล่นพนัน
กันอย่างเต็มเหนี่ยวอีกครั้ง…”

ผู้มาเยือนได้อธิบายถึงวิธีเล่นพนันที่นิยมกันคือ
เจ้ามือจะนำเบี้ยหอยออกมากองทีละ 4
โดยที่ครั้งสุดท้ายจะเป็นการตัดสิน
ถ้าเหลือเบี้ยหอยอยู่ 1 เบี้ย
ผู้แทงหมายเลข 1 จะเป็นผู้ชนะ
ถ้ามีหอย 2 เบี้ย หมายเลข 2 ก็ชนะ
ซึ่งมีเลขเพียง 4 ตัวให้เลือกพนัน
หากทายถูกจะได้รับเงินมากถึง 3 เท่า
ของเงินที่เดิมพัน
การพนันแบบนี้เรียกว่าเล่นถั่ว
ซึ่งชาวจีนนำเข้ามาแพร่หลาย
ในตอนปลายสมัยอยุธยา
และภายในโรงบ่อนยังมีนักพนัน
กำลังนั่งล้อมวงเล่นพนันอีกประเภทหนึ่ง
โดยบนเสื่อของนักพนัน
จะวาดรูปกากบาทอันใหญ่
เจ้ามือจะใช้ไม้ทำเครื่องหมาย
กากบาทไว้ในกรอบโลหะสี่เหลี่ยม
และวางเครื่องหมายนั้นตรงกลางเสื่อ
แล้วจึงปั่นเบี้ย
เมื่อเปิดฝาออกใครที่แทงจำนวนเบี้ย
ในช่องกากบาทตรงกับเบี้ยที่ออกมา
ก็จะเป็นผู้ชนะ
การพนันชนิดนี้เรียกว่าโปกำ
ซึ่งเป็นการพนันที่ถูกดัดแปลงจากการเล่นถั่ว
และโปปั่นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ
ของผู้เล่นชาวไทย

ภาพชีวิตของนักพนันที่ดำเนินไป

“การนับเป็นไปอย่างช้าๆ และชัดถ้อยชัดคำ
สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองเขม็ง
ไปที่หอยตัวขาวๆ เหล่านั้น
บางทีชีวิตของเขาหรือคนอื่นๆ
อาจจะขึ้นอยู่กับหอยกองนั้นก็เป็นได้
และแล้วการนับก็สิ้นสุด หมายเลข 3 ชนะ
เหรียญเงินถูกเขย่าขลุกขลิกอยู่ข้างใต้
ไม้คราดอันยาวของเจ้ามือ
และทำการแบ่งแจกจ่าย
ให้เหล่าผู้ชนะที่โชคดี
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เพราะเจ้ามือเกิดเงินหมดขึ้นมา
จึงเกิดเสียงเอะอะเอ็ดตะโร
เสียงตะโกน เสียงสบถดังระงม

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์
ดูเหมือนจะเรียบร้อยลงไปได้โดยง่าย
หลังจากที่มีการเจรจากัน
ถุงขนาดใหญ่จึงได้ถูกล้วงขึ้นมาจากใต้โต๊ะ
เสียงเหรียญดังกรุ๋งกริ๋งอยู่ในภาชนะ
ซึ่งกลิ้งข้ามพื้นโต๊ะสีเขียว
ส่งไปให้กับกลุ่มตนที่แทงหมายเลข 3
จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อนเช่นนี้ เจ้ามือเป็นชายชาวจีนร่างเล็ก
มีดวงตายิบหยีหางตาชี้
เขาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง
จากการคด โกงได้อย่างสะดวกสบายที่สุด
โดยการทำให้เงินทองเหล่านั้นหายวับไป
อยู่ตามซอกพับของเสื้อสกปรก
ที่เขาใส่อยู่ได้อย่างรวดเร็ว
แล้วเกมพนันก็ดำเนินต่อไป
ราวกับว่าไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น”

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชม “ด้านมืด”
ของกรุงเทพฯ ของเจ้าชายวิลเลียม
อาจไม่ได้ทำให้สังคมไทยขณะนั้น
ตระหนักถึงพิษภัยร้ายแรงแต่อย่างใด

ยาเสพติดชนิดอื่นระบาดอย่างหนัก
ทั้งเฮโรอีนและยาบ้าในเวลาต่อมา
และในส่วนของนักพนัน
เมื่อรัฐบาลประกาศให้การพนัน
ชนิดที่เล่นในโรงบ่อนเบี้ยเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ก็ทำให้กิจการนี้ต้องยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2460
ส่งผลให้การเล่นไพ่เป็นที่นิยมมากขึ้น
หรือแม้แต่ในปัจจุบันที่การขายหวยใต้ดิน
ได้ถูกยกระดับขึ้นมาไว้บนดินอย่างสง่างาม
ทำให้หวยกลายเป็นการพนันแห่งชาติไปแล้ว ปรากฏการณ์คลั่งหวยของประชาชน
ทุกงวดวันที่ 1และ 16 ของเดือน
และการจับบ่อนการพนันขนาดใหญ่
รวมถึงการเล่นพนันบอลโลกแต่ละครั้ง
ซึ่งอาจตรงกับข้อสรุปของเจ้าชายวิลเลียม
ในเรื่องดังกล่าวว่า..

“…ชาวสยามมีนิสัยเป็นนักการพนันติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเขาก็ได้รับโอกาสและมีช่องทาง ที่จะเล่นการพนันได้อย่างสบายอกสบายใจเสียด้วย…”

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

บทสนทนาระหว่าง “ปรีดี” กับ “ขรรค์ชัย” ว่าด้วยพลังเก่า-พลังใหม่ในสังคม


.
พุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2517 ระหว่างเวลา 09.00-10.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น
.
“ปรีดี พนมยงค์” อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส ได้ให้สัมภาษณ์กับ “ขรรค์ชัย บุนปาน” ณ บ้านพัก ชานกรุงปารีส
.
ต่อมาบทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับประจำวันที่ 13 ตุลาคม ปีเดียวกัน
.
นี่คือเนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนาระหว่าง “ปรีดี” กับ “ขรรค์ชัย”
.
อาจารย์คงทราบแล้วว่า ขณะนี้เมืองไทยกำลังขัดแย้งกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ในทัศนะของอาจารย์ ทางออกที่ถูกที่ควร คิดว่าน่าจะเป็นอย่างไร?
.
เรื่องนี้อยู่ที่ว่าฝ่ายหนึ่งต้องการประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการรั้งไว้ ทางออกที่สมควรอยู่ที่ว่าคำเรียกร้องของนิสิต, นักศึกษา และเยาวชน ซึ่งมีราษฎรจำนวนไม่น้อยสนับสนุน เป็นคำเรียกร้องที่ชอบและตรงกับที่คุณสัญญา (ธรรมศักดิ์) รับปากไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เราต้องวินิจฉัยในแง่นี้
.
ฝ่ายที่เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติในเวลานี้ได้ปฏิบัติไปตามความคิดเห็นของตัวเอง หรือว่าตามคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษานักเรียนที่เขาได้เสียสละชีวิต พลังกาย ความเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเขาก็ได้รับความสนับสนุนจากราษฎรเมื่อครั้งที่เขาต่อสู้เพื่อให้ได้มา
.
นี่แหละครับปัญหา มันก็ได้เข้าไปสู่ความขัดแย้ง
.
การที่นิสิตนักศึกษาเขาเรียกร้อง 4 ข้อด้วยกัน คือ หนึ่ง อายุ 18 ปี สอง อายุ 23 ปี สาม สภาเดียว และสี่ เรื่องทหารต่างชาติ ก็ผมเห็นว่าการเรียกร้องของเขามิได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม มันได้ทำขึ้นก่อนวันที่ 14 ตุลาคมแล้ว แล้วก็ถ้าเราพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ทั้ง 4 ข้อนี้มันเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างที่ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้
.
ที่ผมได้ฟังมาว่า การที่เรียกมา 4 ข้อ จะให้ 2 หรือ 3 ข้อนั้น ผมก็นึกว่า เอ๊ะ มันเป็นวิธีเจรจาที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของเขากระมัง เพราะสิ่งที่นักเรียน, นิสิต, นักศึกษา เขาต้องการ ก็คือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คืออย่างน้อยก็สมบูรณ์ในทางการเมือง แม้ว่าจะไม่ถึงกับจะสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ
.
ประชาธิปไตยทางการเมืองที่สมบูรณ์แล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่จะดลบันดาลให้เกิดประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน
.
ถ้าเราจะพิจารณาแต่ละข้อ เช่น เรื่องอายุผู้มีสิทธิออกเสียง 18 ปี และผู้มีสิทธิ์สมัคร 23 ปี และอื่นๆ ไม่พิจารณาให้เขา ทีนี้เขาไปเลือกตั้งจริง แต่สิ่งอื่นที่เขาต้องการไม่ให้เขาคือเรื่องสภาเดียว หรือสองสภาที่สมาชิกทั้งสองสภาต้องได้รับเลือกตั้งจากราษฎร นี่มันเป็นอย่างนี้
.
แม้เมื่อเขาได้มีสิทธิออกเสียงและมีพวกอายุ 23 ปี ได้เข้ามา แต่ระบบการเมืองยังให้มีพวกวุฒิสมาชิก ได้รับแต่งตั้งหรือแม้ว่าได้รับเลือกตั้งจริง แต่ยังมาจากการเลือกตั้งของสภาผู้แทนฯ แต่ว่าบัญชีของผู้จะได้รับเลือกตั้งนี้ ก็องคมนตรีเป็นผู้ทำขึ้นมา 300 คน เลือก 100 คน ทีนี้เราก็พิจารณาได้ว่า สภาผู้แทนฯ ต้องถูกจำกัดให้เลือกได้แค่จาก 300 คน และเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ปิดบัง สมาชิกสมัชชาแห่งชาตินี่เราก็รู้

มันไม่ใช่เรื่องลับ ในพวกนักเรียนนอกก็รู้ว่าใครเป็นผู้ทำบัญชี กี่คนด้วยกัน คุณรู้ดีกว่าผม ก็เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็เห็นได้ว่า หลักการมันไม่ใช่ประชาธิปไตย
.
การที่ว่าจะให้เพียงแต่ว่าคนรุ่นหนุ่มอายุ 18 ออกเสียงได้ แต่คนรุ่น 23 สมัครได้ แต่ยังมีอันอื่นค้ำคออยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นำมาพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ผมจึงเห็นว่าเรื่องอายุของเขานั้น เราจะพิจารณาแยกกัน (ไม่ได้) กับเรื่องสภาเดียวโดยสมาชิกเลือกตั้งจากราษฎร หรือจะให้มีวุฒิสมาชิกก็ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยเปิดเผยสุจริต ไม่ใช่มาจากบัญชีอย่างนั้น
.
แต่นักศึกษาเหตุใดเล่าที่เขาต้องการสภาเดียว ผมได้แสดงไว้ในหนังสือพิทักษ์เจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม ไว้แล้วว่า นักศึกษาเขาได้เตรียมร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อนวันที่ 14 ตุลาคม ว่าเขาต้องการสภาเดียว
.
นี่มันเป็นความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้
.
และทำไมเขาถึงได้ต้องการสภาเดียวเล่า อันนี้ผมว่าของเขาก็มีเหตุผล
.
สมัยผมนั้นเมื่อครั้ง 27 มิถุนายน 2475 ก็มีสภาเดียว ฉบับ 10 ธันวาคม 2479 ก็มีสภาเดียว แต่มาฉบับ 2489 ก็มี 2 สภา โดยให้วุฒิสมาชิกได้รับเลือกตั้งจากราษฎร แต่ก็ไม่ได้คงทนถาวรเป็นเพียงเฉพาะกาลไว้แค่ 3 ปีเท่านั้น แต่ว่าเหตุการณ์เราก็เห็นอยู่แล้วว่าประเทศที่เคยมี 2 สภา ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสภาเดียว เหตุการณ์มันได้เปลี่ยนแปลงไป
.
และอีกอันหนึ่งผมว่าเราเถียงได้ในทางนิตินัย แล้วก็ตามชื่อ วุฒิสมาชิกก็คือผู้อาวุโส ในปี 2489 เราก็เรียกซีเนทว่า “พฤฒิสภา” ทีหลังก็เปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา ตามนัยก็หมายความซีเนทว่าสูงอายุ หมายความว่ากำหนดผู้สูงอายุ เช่นว่า 30 ปีอย่างอเมริกา หรือ 40 ปีอย่างฝรั่งเศส แต่ว่าสามารถกำหนดอายุผู้สมัครขั้นต่ำได้ หาได้กำหนดขั้นสูง เช่นเดียวกันกับสภาผู้แทน เพียงแต่กำหนดอายุขั้นต่ำ
.
ขอให้คุณได้ไปดูการปฏิบัติของสภาสูงทั่วโลกและขอให้ไปดูสภาล่างแบบอังกฤษที่เขาเป็นแม่บท อย่างเช่น (วินสตัน) เชอร์ชิล นั่นเขาเป็นชั้นปู่เขาก็อยู่สภาล่าง สภานี่มันมีทั้งหนุ่มทั้งแก่ปนกัน เพราะฉะนั้น คนแก่หน่อยก็ช่วยเหนี่ยวรั้ง มันเป็นไปในตัว
.
การจะมาแก้ว่าต้องมีสภาสูงมาค่อยเหนี่ยวรั้ง ผมว่ามันแก้ได้ด้วยทางอื่นคือแก้ได้ในทางข้อบังคับ คือในระหว่างวาระ 2 กับ 3 ควรทิ้งเวลาไว้สักพัก และอย่าใช้วิธีดื้อด้าน คือว่าระหว่างนั้น มีอภิปรายกัน สมมุติว่าจะมีสภาสูงเพื่อเหนี่ยวรั้ง ทิ้งเวลาไว้หน่อย และอย่าถือทิฐิมานะ เพราะเราทุกคนถือประโยชน์ของราษฎรเป็นใหญ่ แม้ว่าเราจะลงไปแล้วตอนวาระ 2 แต่อาจกลับได้ ถ้ารักจะถือทิฐิว่าของเราถูกเสมอไป แม้ว่าจะให้มีสภาเหนี่ยวรั้งอีกตั้งหลายสภา มันก็เป็นไปไม่ได้
.
อันนี้มันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม เหตุใดเราจะมามีทิฐิมานะ สมมุติว่าวาระ 2 ไม่พอ วาระ 3 ต้องให้มีการอภิปรายกันมากๆ อย่างวาระ 3 แค่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ยกมือเอาสั้นๆ ไม่พอ
.
แล้วก็การแก้ว่าให้มีวุฒิสภาเป็นสภาถ่วงมันเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะเหตุว่าเมื่อสภาล่างลงมติในวาระที่ 3 ก็ต้องเสียเวลามาก มันไม่เหมือนที่คุณมาคุยกับผม แค่นี้เวลามันน้อย แต่เรื่องสภา พอมาถึงประธานสภาก็ต้องพิจารณาก่อนจึงนัดประชุม มันเสียเวลากี่วันใช่ไหม และมันก็หมายความว่าวีโต้ 2 ครั้ง คือหมายความว่าสภาสูงวีโต้สภาล่างครั้งหนึ่งแล้ว แล้วจึงนำความเข้ากราบบังคมทูล มันควรจะออกจากสภาล่างแล้วส่งให้ท่านเลย
.
ผมว่าเรื่องการงานนี่มันทำให้เร็วได้ แล้วที่ว่าเป็นสภาเหนี่ยวรั้งอะไรนั้น มันจะเป็นสภาเยิ่นเย้อไปเสียนี่ตามความเห็นของผม
.
เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าคำเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาและนักเรียนนั้นชอบด้วยเหตุผล อันนี้เป็นหลักการแบบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่ายอมให้เขาเพียงแต่อายุ 18 เท่านั้น แล้วทำให้เขาพอใจ เท่ากับว่าเขาต้องการเพียงเรื่องอายุ 18 เท่านั้น
.
ไอ้เรื่องที่จะยอมแค่นี้แล้วก็เลิกรากันไป ผมว่าเยาวชนสมัยนี้เขาคงไม่ยอมกันแน่ๆ
.
อาจารย์พอจะวิเคราะห์เจตนารมณ์ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ไหม?
.
ผมก็ได้แสดงไว้ในที่ต่างๆ สาเหตุนี่มันยืดยาว พอจะรวมความได้ว่า ในระหว่างนี้คือพวกที่ยังนิยมความคิดที่เป็นศักดินา
.
คำว่าศักดินาที่ผมจะใช้นี่ หมายถึงระบบอภิสิทธิ์ชนิดหนึ่ง รากฐานมันมาจากนั่น แล้วก็มาจากอภิสิทธิ์ชนเฉพาะกาลที่จะรั้งอำนาจไว้ มันก็เป็นการโต้แย้งกันระหว่างพลังที่สืบมาจากทัศนะเก่ากับพลังที่กำลังเติบโตขึ้นมาใหม่ ผมเลือกใช้อันนี้โดยไม่อยากจะไปใช้ศัพท์ “พลังใหม่” ซึ่งผมเคยใช้มา และขณะนี้ก็ได้มีขบวนการทางสังคมเกิดขึ้นมาใช้ชื่อนี้แล้ว
.
ผมใช้คำว่าพลังที่กำลังจะเจริญเติบโตและงอกงาม เพราะว่าพลังใหม่นี้มันหมายถึงทัศนะและจิตใจ ไม่ใช่หมายแต่เพียงชื่อ เพราะเหตุว่าพลังใหม่มันมีรากฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองใหม่ และหวังที่จะได้ระบบการเมืองแบบใหม่ แต่ว่าถ้าส่วนใดของชนชั้นของคนในสังคมต้องการรักษาระบบการเมืองแบบนั้น เพื่อที่จะรักษาอภิสิทธิ์ คุณจะยอมรับทัศนะอันนั้นไว้หรือ เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งก็มีขึ้น เรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ก็สุดแท้แต่
.
การแก้ไขข้อขัดแย้ง จะแก้ไขอย่างชนิดที่ว่าขอไปชั่วคราว อย่างมากที่สุดก็แก้ไขบางข้อ แต่ทว่าพื้นฐานไม่ยอมเปลี่ยน อีกอย่างหนึ่งในวาระ 3 ก็ยังดื้อ อย่างนี้หมายความว่าข้อขัดแย้งก็ยังอยู่ อันนี้ย่อมเกี่ยวกับว่าการมองการณ์ไกล
.
การมองการณ์ไกลย่อมมีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายสังคมนิยมที่แท้จริง และทั้งฝ่ายขวา เท่าที่ผมได้สังเกตมาในฝรั่งเศส คือทางฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสเคยขอแก้อายุของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจาก 21 เป็น 18 ปี เขาได้เรียกร้อง แต่ว่าฝ่ายขวายังไม่ยอม ทีนี้ในระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งเลือกตั้งเป็นการชิงชัยกันอย่างหวุดหวิด ฝ่ายซ้ายก็มีนโยบายอย่างเดียวคืออันนั้น ที่จะแถลงออกมา แต่ทางฝ่ายขวายังลังเล
.
แต่ว่าหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้วมา ดัสแตงค์ (วาเลรี ฌิสการ์ แด็สแต็ง) ได้รับเลือก ซึ่งท่านก็ชนะไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ถึงแม้ว่าพวกฝ่ายซ้ายเขาเป็นเสียงข้างน้อยในสภา เขาก็พยายามเสนอร่างฯ ให้แก้ไข ฝ่ายขวาเขาก็มองการณ์ไกล ความจริงเขาก็คัดค้านก็ได้ แต่เขามองการณ์ไกล เห็นว่ารั้งเอาไว้ไม่ได้
.
การเรียกร้องนี้เข้มแข็งและมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ฝ่ายขวาเขาจึงได้บัญญัติเรื่องกฎหมายนี้ โดยไม่แก้แต่เพียงอายุที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น แต่ว่าแก้กฎหมายว่าด้วยการบรรลุนิติภาวะจาก 22 ลงเหลือ 18 ด้วย
.
ฝ่ายเด็กอายุ 18 มันก็มาจากหลายตระกูล เท่าที่ผมคุยด้วยเขาก็ดีใจที่ได้บรรลุนิติภาวะ ทีนี้ฝ่ายขวาเขาไม่กลัว เขาแก้หมดเลย ไม่แก้เฉพาะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น ทีนี้มันก็ไม่แน่ว่าการเลือกตั้งคราวหน้าว่า เด็กอายุ 18 เขาจะไปลงให้ฝ่ายซ้ายหมด ฝ่ายขวาเขาก็จะต้องได้เหมือนกัน นี่หมายความว่าการมองการณ์ไกลของเขา ก่อนการเลือกตั้ง นักศึกษาฝรั่งเศสเขาก็มีการต่อสู้กับทหารตำรวจ มีการปิดป้ายอะไรกันอยู่ตั้งหลายเดือน
.
ถ้าหากฝ่ายขวายังดื้อดึงว่า 21 ปีดีแล้ว เพราะว่ากฎหมายนี่มันมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ตั้งแต่สมัยโค่นนโปเลียนโน่น ไม่ได้ ฉันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นจารีตนิยม ถ้าดื้อดึงเด็กอายุ 18 ก็ไม่พอใจ และก็นำไปสู่การเดินขบวน การปะทะกัน แต่ว่าเราก็ต้องการทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ของเขามองการณ์ไกล ถ้าเราเป็นฝ่ายขวาก็ไม่ควรมีความคิดแบบจารีตนิยมจนถอนตัวไม่ขึ้น
.
อย่างของฝรั่งเศส นายดัสแตงค์และเมียท่านก็สืบตระกูลมาจากนโปเลียนโดยสายเลือด แต่เขาก็ไม่คอนเซอร์เวตีปเสียจนไม่ลืมหูลืมตา ส่วนใหญ่ของพรรคเขาก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เขาก็ได้ทั้งประโยชน์ด้านความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและด้านการเมือง
.
นับตั้งแต่กฎหมายนี้ออกมา ไม่มีการแสดงกำลังของพวกเยาวชน


สนับสนุนข้อมูลโดยศูนย์ข้อมูลมติชน Matichon Information Center

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เกิดอะไรใน “14 ตุลา” ก่อนมาสู่ชัยชนะสำคัญของประชาชนลุกฮือต้าน “คณาธิปไตย”

เหตุการณ์ที่รู้จักกันในนามสั้นๆ ว่า “14 ตุลา” นั้น เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา ได้ร่วมกับประชาชนจํานวนแสนเรียกร้องให้รัฐบาลคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ปลดปล่อยนิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักการเมือง 13 คนที่ถูกจับกุมฐานเรียกร้องรัฐธรรมนูญ แต่กลับถูก รัฐบาลตั้งข้อหาว่ากระทําการผิดกฎหมาย มั่วสุม ชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองในที่สาธารณะเกินกว่า 5 คน บ่อนทําลายความมั่นคงของรัฐ เป็นกบฏภายในพระราชอาณาจักร และมีการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์

ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชน ชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 13 ประชามหาชนเดินขบวนสําแดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่ดูประหนึ่งว่ากระแสคลื่นมนุษย์จักท่วมท้นถนนราชดําเนิน ในวันที่ 14-15 ถัดมาก็เกิดความรุนแรง เยาวชนคนหนุ่มสาวถูกปราบปรามด้วยอาวุธร้าย เป็นผลให้เกิดการลุกฮือขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และแล้วเผด็จการก็ล้มลง ผู้นำคณาธิปไตย ถนอม-ประพาส-ณรงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

นับแต่นั้นมาเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ได้รับการเล่าขานสืบต่อกันมาปีแล้วปีเล่า มีการขนานนามเหตุการณ์นี้ต่าง ๆ นานา เช่น วันมหาวิปโยค วันมหาปิติ การปฏิวัติตุลาคม การปฏิวัติของนักศึกษา ความยิ่งใหญ่และผลกระทบของเหตุการณ์ต่อการเมืองการปกครองของไทย ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ก่อนหน้านั้น เช่น การปฏิวัติ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 หรือกับเหตุการณ์ที่ตามมาภายหลัง เช่น พฤษภา-มหาโหด พุทธศักราช 2535 เป็นต้น

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มหากวีรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า

และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว
อันอาจขุ่นอาจข้นหม่นมัว
แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน

พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย

(เพียงความเคลื่อนไหว ประชาชาติ 5 ตุลาคม 2517)

นักเรียนนิสิตนักศึกษาในทศวรรษ 2510 กลายเป็น ‘เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่’ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจไทย คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่การพัฒนานั้นก็นำมาซึ่งปัญหาช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ระหว่างชนบทกับเมือง ระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม

เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ตั้งคำถามต่อความไม่พัฒนาของการเมืองการปกครองไทยที่มีการสืบทอดอำนาจกันอยู่ในหมู่ของคณาธิปไตย จากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่จอมพลถนอม กิตติขจร และทำท่าจะสืบทอดไปยังจอมพลประพาส จารุเสถียร ยืดเยื้อกันมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ ในขณะเดียวกันเยาวชนเหล่านั้นก็ตั้งคำถามต่อระบบการเมืองของโลกในยุคสงครามเย็นที่มีการแบ่งออกเป็น 2 ค่าย มีการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต มีการต่อต้านและปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีของสงครามอินโดจีน ประเทศไทยถูกดึงเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง กลายเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ที่จะใช้ทิ้งระเบิดทางอากาศยานโจมตีเวียดนาม กัมพูชา ลาว

ช่วงปีพุทธศักราช 2512-2515 เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเพื่อสังคมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เข้าร่วมสังเกตุการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในปีพุทธศักราช 2512 ออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท วิพากษ์วิจารณ์สังคม มีบทบาทเป็นพลังผลักดันให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต่อต้านการครอบงําทางเศรษฐกิจโดยต่างประเทศ ต่อต้านความหรูหราฟุ่มเฟือย กังวลและห่วงใยการขาดดุลการชําระเงิน รวมไปจนกระทั่งการเสนอแนวทางในการรักษาทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ศิลปะและวรรณกรรมเพื่อชีวิต

เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ รวมตัวกันต่อต้าน ‘ภัยขาว-ภัยเหลือง-และภัยเขียว’ รวมตัวกันเป็นกลุ่มอิสระตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับวิทยาลัยการศึกษาหรือวิทยาลัยครูเรื่อยลงไปจนถึงระดับโรงเรียนมัธยม และก็เกิดองค์กร เช่น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2513) ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

ระหว่างปีพุทธศักราช 2514-2516 ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงบทการเมืองระดับโลก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของความเย็น การเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าของ 2 ค่าย กลายเป็นการเมือง 3 เส้า สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และจีน ส่วนการเมืองภายในของไทยที่ดูว่าจะ ก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยบ้าง กล่าวคือ มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2511 และมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรก ในรอบทศวรรษในปีพุทธศักราช 2512 ก็ตาม แต่ก็ปิดฉากลงอีกด้วยวงจรอุบาทว์ของการยึดอํานาจรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ‘ปฏิวัติตนเอง’ ในปีพุทธศักราช 2514

เมื่อถึงจุดนี้พฤติกรรมของคณาธิปไตย ถนอม-ประภาส ณรงค์ ก็กลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถจะยอมรับต่อไปอีกได้ การปิดกันเสรีภาพผนวกกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง ข้าวสารขึ้นราคา การใช้อภิสิทธิ์ การเล่นพรรคเล่นพวก ในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ ดูเหมือนจะมีพลังของนิสิตนักศึกษาเท่านั้น ที่สามารถจะเป็นหัวหอกเคลื่อนไหว คัดค้าน และผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ในบ้านเมือง

ปีพุทธศักราช 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลายเป็นศูนย์รวมของการแสดงออกซึ่งความไม่พอใจ ต่อการผูกขาดอํานาจของเผด็จการคณาธิปไตย เดินขบวนประท้วงสินค้าญี่ปุ่นในปลายปี 2515 ประณามการใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปล่าสัตว์ ณ ทุ่งใหญ่ คัดค้านการลบชื่อหรือขับไล่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหง 9 คนออกในกลางปี 2516

ผลสุดท้าย เยาวชน-คนหนุ่มสาว-รุ่นใหม่ ก็ได้ข้อสรุปว่า ปราศจากเสียซึ่งสิทธิเสรีภาพและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ยาก จากบทสรุปของการชุมนุมกรณี ‘รามคําแหง 9’ เมื่อ 21-22 มิถุนายน 2516 ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ก็นํามาซึ่งการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

กวีนักศึกษาในนามของรวี โดมพระจันทร์ สะท้อนความรู้สึกของยุคสมัยออกมาว่า

ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าผืน
หอกดาบกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

(“เศษสาตร์” เฉลิมฉลองวาระเปิดตึกเรียนใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. 2515)

ศุกร์ 5 ตุลาคม 2516
ธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยสมาชิกประมาณ 10 คน เปิดแถลงข่าวที่บริเวณสนามหญ้าท้องสนามหลวงด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสา โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

  1. เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว
  2. จัดหลักสูตรสอนอบรมรัฐธรรมนูญสําหรับประชาชน
  3. กระตุ้นประชาชนให้สํานึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

ธีรยุทธ บุญมี นํารายชื่อผู้ลงนามเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คนแรก ประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ มาเปิดเผย เช่น พล.ต.ต.สง่า กิตติขจร, นายเลียง ไชยกาล, นายพิชัย รัตตกุล, นายไขแสง สุกใส, นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น ดร.เขียน ธีระวิทย์, ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน, ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ, ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, อาจารย์ทวี หมื่นนิกร เป็นต้น รวมทั้งจดหมายเรียกร้องจากนักเรียนไทยในนิวยอร์ก

ทันทีที่ข่าวนี้ออกมา พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร รองเลขาธิการ ก.ต.ป. (คณะกรรมการติดตามผลการปฏิบัติราชการ) บุตรชายของจอมพลถนอม กิตติขจร และบุตรเขยของจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคน กําลังดําเนินการให้นิสิตนักศึกษาเดินขบวน และหากมีการเดินขบวนแล้วไม่ผิดกฎหมายอีก ก็จะนําทหารมาเดินขบวนบ้างเพราะทหารก็ไม่อยากจะไปรบเหมือนกัน

เสาร์ 5 ตุลาคม 2516
สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 20 คน เดินแจกใบปลิวและหนังสือ ซึ่งอัญเชิญพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้บนปก

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

ผู้เรียกร้องถือป้ายโปสเตอร์ 10 กว่าแผ่น มีใจความเช่น ‘น้ำตาเราตกใน เมื่อเราไร้รัฐธรรมนูญ’ ‘จงคืนอํานาจแก่ปวงชนชาวไทย’ ‘จงปลดปล่อยประชาชน ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ‘ เป็นต้น กลุ่มเรียกร้องออกเดินจากบริเวณตลาดนัดสนามหลวงไปบางลําภู ผ่านสยามสแควร์ และเมื่อถึงประตูน้ำ เวลาประมาณ 14.00 น. ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตํารวจนครบาลและสันติบาลจับกุมไปทั้งหมด 11 คน ซึ่งมีทั้งอาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ และนักการเมือง ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา ‘มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง’ ผิดประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 ที่ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน ผู้ต้องหาถูกนําไปไว้ที่กองบังคับการตํารวจสันติบาลกอง 2 จนกระทั่งเวลาเที่ยงคืนจึงย้ายไปคุมขังไว้ที่โรงเรียนตํารวจนครบาล บางเขน ทางตํารวจปฏิเสธไม่ยอมให้เยี่ยมและห้ามประกัน

อาทิตย์ 7 ตุลาคม 2526
ตลอดช่วงบ่ายและค่ำของวันที่ 6 ถึงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตํารวจได้ทําการตรวจค้นสํานักงานตลอดจนบ้านพักของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้อง และได้จับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหงเพิ่มขึ้นอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ พยายามวิ่ง เต้นที่จะเข้าเยี่ยมและประกันเพื่อนของตน

13.00 น. ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ มีใจความตอนหนึ่งว่า “จากการกระทําของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เป็นการดําเนินการโดยเปิดเผยและสันติวิธี เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้สั่งจับบุคคลกลุ่มนี้แล้วสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อยัดเยียดข้อหาร้ายแรงแก่ประชาชนกลุ่มนี้ เป็นการส่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาล ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อตนจะได้ครองอํานาจไปตลอดกาล และไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกที่จะปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ นอกจากรัฐบาลของพวกเผด็จการฟาสซิสต์และคอมมิวนิสต์เท่านั้น”

ในขณะเดียวกันองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ. ก็มีการเคลื่อนไหวเรียกประชุมด่วน มีมติให้ศึกษาสถานการณ์ ติดโปสเตอร์ชี้แจงข้อเท็จจริง

จันทร์ 8 ตุลาคม 2516
ตอนเช้า วันแรกของการสอบประจําภาคของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโปสเตอร์โจมตีรัฐบาลปิดทั่วบริเวณ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร นักศึกษาชุมนุมอภิปรายโจมตีรัฐบาล เรียกร้องให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมทั้งหมด ให้รัฐบาลชี้แจงเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน พร้อม ๆ กันนี้นักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ก็เข้าชื่อถึงนายกรัฐมนตรี ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกจับกุม

วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.ชัย สุวรรณศร ผู้บังคับการตํารวจสันติบาล ได้ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีตนักการเมือง ในข้อหาว่าอยู่เบื้องหลังกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ส่วนจอมพล ประภาส จารุเสถียร ผู้ดำรงตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรักษาการอธิบดีกรมตํารวจ ให้ สัมภาษณ์ด้วยข้อความที่เสมือนระเบิดลูกใหญ่ตกว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญมีแผนจะล้มรัฐบาล และกล่าวว่ามีการค้นพบเอกสารคอมมิวนิสต์ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษเป็นจํานวนมาก

อนึ่ง จากบันทึกรายงานการประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 28/2516 วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีจอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีความเห็นว่า ทางราชการอาจจะทําการปราบปรามผู้เรียกร้อง ทั้งยัง “เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว 2 เปอร์เซ็นต์ จากจํานวนเป็นแสนคน” โดยอ้างว่า “จําต้องเสียสละ เพื่อความอยู่ รอดของบ้านเมือง”

บ่ายวันนั้น นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดอภิปรายที่หน้าหอประชุมใหญ่ และขึ้นรถไปเยี่ยมเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนตํารวจนครบาลบางเขน ต่อมาคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่งตัวแทนประมาณ 60 คน ไปเยี่ยมอาจารย์ทวี หมื่นนิกร 1 ใน 12 ผู้ต้องหา แต่ถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม อาจารย์ทั้งหมดจึงลงชื่อพร้อมเขียนข้อความไว้ว่า “We Shall Overcome”

ค่ำวันนั้น อมธ.ประชุมลับ และมีมติให้เลื่อนการสอบไล่โดยไม่มีกําหนด นักศึกษากิจกรรมแยกย้ายกันเอาโซ่ล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบ ตัดสายไฟฟ้าเพื่อให้ลิฟต์ใช้การไม่ได้

อังคาร 9 ตุลาคม 2516
เช้าตรู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปรากฏธงดําครึ่งเสา เหนือยอดโดม ประตูทางเข้ามีประกาศงดสอบ ด้านท่าพระจันทร์มีผ้าผืนใหญ่ข้อความว่า “เอาประชาชนคืนมา” ส่วนอีกผืนว่า “เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏหรือ” นักศึกษาเมื่อเข้าห้องสอบไม่ได้ต่างทยอยไปชุมนุมและฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน ณ บริเวณลานโพธิ์ ซึ่งนําโดยสองนักศึกษาชายหญิง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ มีนักศึกษาแพทย์ศิริราชค่อย ๆ ข้ามฟากมาสมทบ

ส่วนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตรชุมนุมเป็นวันที่สอง ออกแถลงการณ์ให้ปล่อยผู้ต้องหาภาย ในวันที่ 15 ตุลาคม และให้ประกาศรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรามคําแหง นักศึกษาเริ่มชุมนุมอภิปราย เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม และให้มหาวิทยาลัยเลื่อนการสอบ

บ่ายวันนั้น ฝนตกโปรยปราย สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประชุมฉุกเฉิน มีมติให้ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ให้อธิการบดีเลื่อนการสอบออกไป ให้ต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสา ประท้วงตลอดวันตลอดคืน หากไม่ได้ผลให้ใช้วิธีรุนแรง บ่ายวันเดียวกันนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 205 คน ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ “พิจารณาปล่อยบุคคลเหล่านี้ เพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์ลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น”

รัฐบาลตอบโต้ด้วยการที่จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้มาตรา 12 แห่งธรรมนูญการปกครองกับผู้ต้องหา ซึ่งให้อํานาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายแต่อย่างใด พร้อมกันนั้นทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐก็ประกาศสําทับให้นิสิตนักศึกษาปฏิบัติตามกําหนดการสอบอย่างเคร่งครัด

คืนนั้นฝนตกหนาเม็ด ผู้ร่วมชุมนุมหาถอยหนีไม่ บ้างกางร่มบ้างเอาหนังสือพิมพ์คลุมหัว ฟังการอภิปรายโจมตีรัฐบาลสลับกับการแสดงละครเสียดสีการเมือง เกือบเที่ยงคืนฝนตกหนัก อากาศหนาว ผู้ร่วมชุมนุมจึงย้ายจากลานโพธิ์เข้าไปในหอประชุมใหญ่

พุธ 10 ตุลาคม 2516
สายวันนั้น ฝนหยุดตก นักศึกษาทยอยกลับมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ พร้อมกับนําคําแถลงการณ์มาอ่านเผยแพร่ เช่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยรามคําแหงคัดค้านการกระทําของรัฐบาล อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอให้รัฐบาลรอบคอบ สภาอาจารย์ธรรมศาสตร์เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ เพื่อประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม เป็นสิทธิขั้นมูลฐานของประชาชนทุกคนในอารยประเทศ สโมสรเนติบัณฑิตแถลงว่าการกล่าวหาบุคคลทั้ง 13 “เป็นการจงใจใส่ความอันเป็นเท็จ” สโมสรนักศึกษามหา วิทยาลัยมหิดลแถลงว่า “บุคคลใดที่ทําการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจแห่งปวงชนแล้ว ถือว่ากลุ่มบุคคลนั้นได้กระทําเพื่อชาติ เพื่อประชาชน”

ส่วนทางองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จะดําเนินการประท้วงจนกว่าจะประสบผลสําเร็จ ในขณะเดียวกันศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ก็ก้าวเข้ามารับช่วงงานชุมนุมอย่างเป็นทางการจาก อมธ. พร้อมทั้งออกแถลงการณ์วิงวอนให้ประชาชนร่วมต่อสู้ มิฉะนั้นแล้ว “ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในโลกมืดของอํานาจอธรรม ไม่มีทางที่จะเห็นแสงสว่างแห่งคุณธรรมไปได้เลย”

วันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม ลานโพธิ์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการชุมนุม นับแต่เที่ยงวัน นักศึกษาวิทยาลัยครูพระนคร วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และวิทยาลัยครูธนบุรี ประมาณ 1 พันคน ก็มาถึง ติดตามมาด้วยนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ในช่วงบ่าย พร้อมทั้งมีข่าวว่าวิทยาลัยวิชาการศึกษา 8 แห่งทั่วประเทศจะหยุดเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่สําคัญก็คือ นักเรียนมัธยมและนักเรียนอาชีวะ ทั้งจากวิทยาลัยและสถาบันในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ต่างก็ส่งตัวแทนขึ้นมาประกาศงดสอบ งดเรียน ผู้แทนนักเรียนอาชีวะประกาศร่วมต่อสู้ นักเรียนช่างกลคนหนึ่งตะโกนว่า “ถ้าต้องการเครื่องทุ่นแรง ก็ขอให้บอกมา” วันนั้นการชุมนุมแน่นขนัดเป็นหมื่น เต็มล้นลานโพธิ์และระเบียงคณะศิลปศาสตร์ จนต้องมีมติให้ย้ายการชุมนุมไปยังสนามฟุตบอล

ในวันเดียวกันนี้รัฐบาลได้เพิ่มความตึงเครียดของสถานการณ์ขึ้น โดยที่จอมพลถนอม กิตติขจรให้สัมภาษณ์ว่าพบหลักฐานฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงตั้งข้อหาคอมมิวนิสต์อีกกระทงหนึ่ง

พฤหัสบดี 11 ตุลาคม 2516
เช้าตรู่วันที่ 11 ตุลาคม นิสิตนักศึกษานิมนต์พระสงฆ์ ประมาณ 200 รูป ทําบุญตักบาตรในบริเวณสนามฟุตบอล แล้วอภิปรายโจมตีรัฐบาลต่อ ตั้งแต่ช่วงเช้า นักเรียนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ทยอยเข้าเป็นทิวแถวอย่างมีระเบียบ นิสิตเกษตรฯ งดสอบ เช่ารถ 70 คัน ประมาณ 4 พันคนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ นักศึกษาวิทยาลัยครูจันทรเกษมตามมาสมทบอีก 33 คัน นักเรียนช่างกล นักศึกษารามคําแหง นักศึกษาวิทยาลัยครูต่าง ๆ มาถึงในเวลาต่อมา จนทําให้มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 5 หมื่นคน โฆษกบนเวทีด้านตึก อมธ. ด้านแท็งก์น้ำกล่าวว่า พรุ่งนี้นักเรียนอนุบาลจะมาร่วมชุมนุมด้วย

ตอนสายวันนั้น จอมพลประภาส จารุเสถียร เริ่มเจรจาด้วยการให้นายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและคณะเข้าพบ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ ฝ่ายนิสิตนักศึกษายืนยันให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน แต่รัฐบาลยืนกรานจะดําเนินการด้วยมาตรา 17 ในคืนนั้นก็มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการด่วน ตั้งศูนย์ปราบปรามจลาจลขึ้นที่สวนรื่นฤดี มีจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้อํานวยการ

คืนวันนั้นเช่นกัน การชุมนุมดําเนินไปอย่างเผ็ดร้อนและแน่นขนัด นักเรียนนิสิตนักศึกษาได้รับความสนับสนุนจากหลายทิศหลายทาง มีทั้งเงินบริจาคหลายแสนบาท มีทั้งอาหารและผลไม้หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย นักเรียนไทยจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และออสเตรเลีย ส่งจดหมายมาสนับสนุนการต่อสู้ พร้อมส่งเงินบริจาคสมทบ

ศุกร์ 12 ตุลาคม 2516
หลังการชุมนุมติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืนเต็ม ถนนทุกสายของผู้ฝักใฝ่หาเสรีภาพและประชาธิปไตยก็มุ่งสู่ธรรมศาสตร์ การจราจรบนถนนในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสายที่จะไปธรรมศาสตร์ติดขัดขนาดหนัก คลาคล่ำไปด้วยขบวนนักเรียนนิสิตนักศึกษาที่ถือป้ายและโปสเตอร์เดินมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ขบวนแล้วขบวนเล่า มีทั้งจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่ระดับประถมไปจนสูงกว่าปริญญาตรี จากภาครัฐ และภาคเอกชน ยิ่งสายคนก็ยิ่งแน่น ในสนามฟุตบอลมีคนร่วมชุมนุมเป็นจํานวนแสน

12.00 น. ของวันนั้น ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ยื่นคําขาดว่า “ให้รัฐบาลปลดปล่อยบุคคลเหล่านั้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2516 เป็นต้นไป หากในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยังมิได้รับคําตอบอันเป็นที่พอใจ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจะได้พิจารณาใช้มาตรการในขั้นเด็ดขาดต่อไป”

ตอนบ่าย พลตรีประกอบ จารุมณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เรียกผู้แทนหนังสือพิมพ์เข้าไปกําชับเกี่ยวกับการรายงานข่าว ปรามมิให้ใช้คําว่า “หวั่นจะนองเลือด” ไม่ให้ใช้คําว่า คนมาชุมนุมเป็น “แสน” บ้าง ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่หนังสือพิมพ์รายวันทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น ประชาธิปไตย ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ ตลอดจน The Nation และ Bangkok Post ได้ติดตามรายงานข่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นผลให้การเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นที่รับรู้ในคนหมู่มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทั่วประเทศ ทําให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาของสถาบันการศึกษาในต่างจังหวัด มีการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงสอดคล้องกันไปกับปรากฏการณ์ในกรุงเทพฯ เช่น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

จากการชุมนุมที่เข้มแข็งและจํานวนมากมายมหาศาลหลายแสนนี้ ทําให้รัฐบาลจําต้องยอมให้มีการประกันตัวผู้ต้องหา มีผู้เสนอประกันตัวให้ แต่ผู้ต้องหาทั้ง 13 ไม่ยอมรับการประกัน เนื่องจากไม่รู้จักผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ แถลงว่า การที่รัฐบาลยอมให้ประกันตัวและดูเหมือนจะอุปโลกน์ผู้ค้ำประกันนั้น เป็นการบ่ายเบี่ยงเจตนารมณ์ ศูนย์ยืนยันที่จะให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข

คืนนั้นการชุมนุมประท้วงดําเนินต่อไป คลื่นมนุษย์เบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่กว่า 2 แสนคน คืนนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่งนําตัวแทนนักศึกษา 2 คนเข้าไปรายงาน ณ พระตําหนักจิตรลดา เพื่อขอให้นําความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบสถานการณ์และการกระทําของนิสิตนักศึกษาต่อไป ในคืนวันนั้นเช่นกัน วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองมิให้ปล่อยลูกหลานมาร่วมชุมนุม โดยอ้างว่ามีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่งเตรียมการที่จะใช้อาวุธ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข่าวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้รับข่าวว่ามีการเสริมกําลังทหารอย่างแน่นหนาบริเวณสวนรื่นฤดี บางแห่งมีการนํารถหุ้มเกราะ รถดับเพลิงทหาร รถถัง ออกมาตั้ง ทางตํารวจโรงพักชนะสงคราม มีตํารวจหนาแน่น มีการจ่ายอาวุธ และกระสุนเต็มอัตรา และได้ร่วมกับตํารวจสายตรวจนครบาล ทั้งทหารและตํารวจต่างก็มีแผนในการปราบปรามจลาจล โดยจะใช้ทหารราบ 11 รักษาพระองค์ ทหารพลร่มจากศูนย์สงครามพิเศษ และรถถังจากกองพันทหารม้าที่ 4 มีกําลังหนุนจากกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และทหารจากกองพล ปตอ. ส่วนทางด้านตํารวจนั้นจะใช้กําลังจากศูนย์ปราบปรามพิเศษนครบาลบางเขน

เสาร์ 13 ตุลาคม 2516
วันนี้เป็นวันแห่งคําขาดของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นวันที่ทุกคนรอคอยด้วยใจระทึก การประท้วง ชุมนุม อภิปราย สลับการร้องเพลง การแสดงละคร การอ่านบท กวีดําเนินไปตลอดคืน จนกระทั่งฟ้าสาง เมื่อเวลาประมาณตี 5 นายสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ พร้อมด้วยกรรมการศูนย์ได้นําการร้อง เพลงชาติและกล่าวสาบานต่อที่ชุมนุมที่จะเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ เช้าวันนั้น นักเรียนนิสิตนัก ศึกษา และประชาชนแน่นขนัดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกระทั่งล้นทะลักออกไปบริเวณรอบนอก ทุกคนต่างรอคอยเวลา 12.00 น.

และแล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นํานักศึกษาที่ได้รับแต่งตั้งเฉพาะกิจเป็นหัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน ก็ประกาศว่า “พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย เราได้ให้โอกาสรัฐบาลมานานแล้ว 5 วัน 5 คืน ที่เราได้นั่งอดตาหลับขับตานอน ตากแดดตากน้ำค้าง เพื่อเรียกร้องสิทธิของเรา ได้รับการเพิกเฉย ความไม่แยแสจากรัฐบาล 24 ชั่วโมงที่เรายื่นคําขาดใกล้จะมาถึงแล้วท่านพร้อมแล้วใช่ไหม? ที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับสองตระกูลกินเมืองเหล่านั้น”

“ในที่สุด… เที่ยงตรงของวัน (เสาร์) ที่ 13 ตุลาคม… ทุกคนยืนขึ้นพร้อมจะออกไปเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น… กรรมการศูนย์นํามวลชนสวดมนต์ ร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องอย่างสนั่นหวั่นไหว”

“รูปขบวนซึ่งได้รับการเตรียมไว้อย่างดี… ก็เริ่มทะลักออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน่วยคอมมานโดทะลวงฝ่าฝูงชนเป็นรูปหัวหอก ตามด้วยทัพธง ซึ่งเป็นนักศึกษาหญิงล้วน…”

(สมาน เลือดวงหัด วันมหาปิติ)

12.30 น. รถบัญชาการ “เริ่มตีวงกลับ… กองอาสาสมัครหญิงถือธงไตรรงค์จัดแถว และเริ่มเดินออก ติดตามด้วยแถวอาสาสมัครหญิงถือธงธรรมจักร และอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ หน่วยหมีและหน่วยกล้าตายชายรวมพล… มีกระสอบข้าวและพริกไทยไว้สู้กับสุนัขตํารวจ มีตะขอและเชือกพลาสติกไว้จัดการ กับเครื่องกีดขวาง… ท้ายขบวนมีรถบรรทุกน้ำและถุงพลาสติก กระดาษเช็ดหน้าไว้ป้องกันแก๊สน้ำตา”

(ภูมิสัน โรจน์เลิศจรรยา วันมหาปิติ)

ตอนนี้รถบัญชาการขยับตัวออกมา หน่วยกนก 50 ออกมาอารักขา มวลชนก็ทะลักตามมาจากสนามฟุตบอล ผู้คนระบายออกจากสนามฟุตบอลทีละข้าง ระหว่างแถบซ้ายของทางลอดใต้ตึกโดมกับแถบขวาสลับกัน ประมาณบ่าย 2 โมงกว่า ฝูงชนยังออกไม่ถึงครึ่งสนาม คลื่นมนุษย์ไหลมาอย่างกับน้ำป่าไหลท่วมธรรมศาสตร์ ฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากสนามฟุตบอลมาออกันอยู่เต็มปากทางลอดตึกโดม แล้วก็ไหลลอดตึกโดยเลี้ยวขวาไปตามถนนเป็นแนวยาวเหยียด ระลอกแล้วระลอกเล่าจาก 12.30 น. จนถึง 15.30 น. ลอดใต้ตึกห้องสมุดทางด้านประตูท่าพระอาทิตย์ เลียบเชิงสะพานปิ่นเกล้า แล้วเข้าถนนพระราชดําเนิน ข้ามสะพานผ่านพิภพลีลามุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ประมาณกันว่าวันนั้น มีนักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมเดินขบวนถึงกว่า 5 แสนคน และมีการถ่ายทอดออกโทรทัศน์ทางช่อง 4 และช่อง 7 การจัดรูปขบวนของนักเรียนนิสิตนักศึกษาในวันนั้นจัดเป็นแถวรูปหน้ากระดาน 5 ขบวนอย่างเป็นระเบียบ พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่นํามาใช้ในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีขบวนรถบรรทุกขนาดเล็กจํานวน 13 คัน ที่มี ศูนย์กลางอยู่ที่รถบัญชาการ ตามมาด้วยรถพยาบาล รถสวัสดิการ รถเสบียง รถพัสดุแสงเสียงและไฟฟ้า และรถระวังหลัง

การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่นี้มีการเตรียมการป้องกันรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพราะกระแสข่าวว่า อาจจะมีการปราบปรามจากทหารและตํารวจเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ ๆ ดังนั้น นักเรียนอาชีวะที่ประกอบกันเข้าเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยจึงกระจายออกเป็นถึง 10 หน่วยด้วยกัน คือ หน่วย คอมมานโด หน่วยหมี หน่วยเฟืองป่า หน่วยฟันเฟือง หน่วยเซฟ หน่วยกนก 50 หน่วยวิษณุ หน่วยช้าง หน่วยเสือเหลือง และหน่วยจ๊อด

วันนั้นตลอดวันของเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ในขณะที่การเดินขบวนคลาคล่ำถนนราชดําเนิน ตัวแทนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ได้เข้าพบเจรจาขั้นสุดท้ายกับจอมพลประภาส จารุเสถียร เมื่อได้รับคําตอบว่าจะปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คน และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1 ปี จากนั้นตัวแทนของศูนย์ก็ได้เข้า เฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเวลา 16.20-17.20 น.

17.3-0 น. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวหน้าปฏิบัติการเดินขบวน สั่งเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อม ๆ กับการที่กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกลับเข้าพบจอมพลประภาส จารุเสถียร อีกครั้งหนึ่งระหว่าง 17.40-18.30 น. เพื่อทําหนังสือสัญญาตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

20.00 น. วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ยอมปล่อยผู้ต้องหา และจะประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ในปีต่อไป ตัวแทนของนิสิตนักศึกษาและผู้แทนพระองค์พยายามดําเนินการให้มีการสลายตัวของฝูงชนที่ยังคงชุมนุมอยู่เป็นเรือนแสน บรรยากาศ ทั่วไปเต็มไปด้วยปัญหาการติดต่อประสานงาน ความตึงเครียด และข่าวลือต่าง ๆ นานาในทางร้ายต่อผู้นํานิสิตนักศึกษา กรมประชาสัมพันธ์ออกแถลงการณ์ว่า “ได้มีนักเรียนหรือบุคคลกลุ่มหนึ่ง เตรียมการที่จะใช้อาวุธร้ายแรงต่าง ๆ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516” และเมื่อ 22.00 น. ก็มีแถลงการณ์อีกว่า “บัดนี้ ปรากฏว่าได้มีบุคคลบางคนที่มิใช่นักศึกษา ถือโอกาสอภิปรายโจมตีรัฐบาลและยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายต่อไป”

23.30 น. พีรพล ตรียะเกษม นายก อมธ. กระซิบกับเสกสรรค์ว่า บัดนี้กรรมการศูนย์ที่ไปเข้าเฝ้าชะตาขาดหมดแล้ว ทําให้เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สั่งเคลื่อนขบวนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังสวนจิตรลดา เพื่อหวังเอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เมื่อเวลาใกล้จะเที่ยงคืน

อาทิตย์ 14 ตุลาคม 2516
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดํารัสผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อเวลา 19.15 น. ความตอนหนึ่งว่า “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค… เกิดการปะทะกัน และมีคนได้รับบาดเจ็บ ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั้งพระนคร ถึงขั้นจลาจล… มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิต”

นับแต่หลังเที่ยงคืนของวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุมประท้วงกันมาหลายวันหลายคืน ก็มารวมกันอยู่บริเวณหน้าสวนจิตรลดาอย่างแน่นขนัด เวลาประมาณตี 5 ขณะที่มีการเริ่มสลายตัวของฝูงชน ก็เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ นักหนังสือพิมพ์ที่ทั้งเห็นเหตุการณ์วิกฤตและสูญเสียดวงตาไปหนึ่งดวงในวันนั้น เล่าเป็นประจักษ์พยานว่า

ที่บริเวณหน้าสวนจิตรลดา ช่วงถนนพระราม 5 ใกล้กับถนนราชวิถี พ.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ผู้แทนพระองค์ “ได้อ่านพระบรมราโชวาทให้ฝูงชนฟังจบแล้วฝูงชนก็เริ่มสลายตัวตามพระราชประสงค์… กลุ่มนักเรียนอาชีวะถือว่าเป็นหน่วยกล้าตายที่มีอาวุธพวกไม้ แป๊ปน้ำกันเกือบทุกคน ต่างได้ทิ้งอาวุธพร้อมกับทําลายระเบิดขวด ฝูงชนที่จะกลับทางถนนราชวิถี (กลับ) ถูกสกัดกั้นด้วยตํารวจคอมมานโด… ตํารวจเหล่านี้มีไม้พลอง โล่ หวาย และปืนยิงแก๊สน้ำตา… ภายใต้การบัญชาการ ของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น (ผู้ช่วยอธิบดีกรมตํารวจ) และ พล.ต.ต.ณรงค์ มหานนท์ ผู้บัญชาการตํารวจนครบาล)

ฝูงชน… เมื่อรู้แน่ว่าไม่ได้รับการอนุญาตให้ผ่านออกไป… ก็เริ่มมีปฏิกิริยาด้วยการใช้ข้าวห่อขว้างปาใส่ตํารวจ… ฝูงชนที่ถูกสกัดกันรายหนึ่งได้ใช้ท่อนไม้ขว้างใส่ถูกตํารวจได้รับบาดเจ็บนายหนึ่ง… หลังจากนั้นให้หลังไม่ถึงสิบนาที รถตํารวจที่ใช้ปราบจลาจลติดไซเรนสองคัน ก็พุ่งเข้าใส่กลุ่มฝูงชนโดยมีตํารวจคอมมานโดสวมหมวกกันน็อก ทั้งนครบาลและกองปราบพร้อมด้วยสองนายตํารวจผู้อื้อฉาวจากคดีทุ่งใหญ่… ก็ตามเข้าไปใช้กระบองหวดเข้าฝูงชนทันที ไม่ว่าเด็กหรือผู้หญิง การนองเลือดได้เริ่มจากจุดนี้… สร้างความเคียดแค้นให้ฝูงชนมากขึ้น เมื่อเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกเบียดตกคลอง… และเด็กนัก เรียนหญิงอีกคนหนึ่งถูกแก๊สน้ำตาจนล้มฟุบ…

ฝูงชนที่หนีได้ก็ปืนป้ายกําแพงเข้าไปในสวนสัตว์ และใช้ก้อนหินขว้างปาใส่ตํารวจ อีกส่วนหนึ่งก็กรูกันเข้าวังสวนจิตรฯ โดยมีมหาดเล็กเป็นคนเปิดให้เข้าไป การปะทะใช้เวลาประมาณ 15 นาที คือเริ่มตั้งแต่เวลา 6.30 ถึง 6.45 น.”

(เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ ฟ้าสางที่ข้างสวนจิตรฯ วันมหาปิติ)

จากจุดปะทะเล็ก ๆ ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดา เหตุการณ์ก็บานปลายลุกลามไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ รัฐบาลใช้กําลังทหารและตํารวจปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ในขณะที่นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชนตอบโต้ด้วยการก่อความวุ่นวาย บุกเข้ายึดและทําลายสถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอํานาจเผด็จการคณาธิปไตย พยายามยึดกรมประชาสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนตลอดจนสถานีตํารวจ

นับแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เป็นระยะ ๆ กล่าวหาว่ามีกลุ่มนักเรียนบุกรุกเข้าไปในพระราชฐานสวนจิตรลดา และก่อวินาศกรรม ในขณะเดียวกันก็เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่า นักศึกษาหญิงที่ถือธงไตรรงค์ในวันเดินขบวนถูกตํารวจตีตาย เด็กผู้ชายถูกถีบเตะตกคูน้ำจนตาย สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้ร่วมชุมนุมเป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์รุนแรงหนักขึ้น

รัฐบาลส่งทหารและตํารวจออกปราบ มีทั้งรถถังและเฮลิคอปเตอร์ จุดปะทะและนองเลือดมีตลอดสายถนนราชดําเนิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางลําภู เป็นเวลาถึง 10 ชั่วโมง พร้อม ๆ กับมีคําสั่งห้ามประชาชนออกนอกบ้านระหว่าง 22.00 น.-05.30 น. ประกาศปิดโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในกรุง เทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และกําหนดให้บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และศิลปากรเป็นเขตอันตราย เตรียมพร้อมที่จะทําการกวาดล้างใหญ่

14.00 น. สํานักงานกองสลากกินแบ่ง และตึก ก.ต.ป. ถูกไฟเผา นักเรียนและประชาชนต่อสู้อย่างทรหด ยึดรถเมล์ใช้วิ่งชนรถถัง แต่ก็ถูกยิงเสียชีวิต ผู้บาดเจ็บถูกหามเข้าส่งโรงพยาบาลศิริราชตลอดเวลา

18.10 น. จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี

19.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดํารัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ทรงขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง และทรงแต่งตั้งศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ องคมนตรี และนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

23.00 น. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดํารัสทางโทรทัศน์แสดงความห่วงใย และ

23.30 น. ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ปราศรัยทางโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายคืนสู่ความสงบ และประกาศจะใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม 24.00 น. ของคืนวันนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ในตําแหน่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังคงออกแถลงการณ์ว่ามีผู้ที่ “พยายามนําลัทธิการปกครองอื่นที่เลวร้ายมาล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย” จึงขอให้เจ้าหน้าที่ “ปฏิบัติหน้าที่จนสุดความสามารถ” ซึ่งก็คือการปราบปรามนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนก็ยังคงดําเนินไป

ตลอดคืนนั้นมีการต่อสู้ระหว่างนักเรียน ประชาชน และตํารวจ ที่กองบัญชาการตํารวจนครบาลผ่านฟ้า ฝ่ายนักเรียนและประชาชนปักหลักสู้จากตึกบริษัทเดินอากาศไทย และป้อมพระกาฬ ส่วนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีการชุมนุมอยู่อีกเป็นจํานวนหมื่น ผู้นําศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ขาดการติดต่อ ซ้ำมีข่าวลือว่าบางคนเสียชีวิต เช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเสาวนีย์ ลิมมานนท์ จึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์ปวงชนชาวไทย” ขึ้นชั่วคราว เพื่อประสานงานและคลี่คลายสถานการณ์ มีจิระนันท์ พิตรปรีชา เป็นหนึ่งในผู้ก่อการจัดตั้งนี้ คืนนั้นเสียงปืนยังดังประปราย ท้องฟ้าแถบถนนราชดําเนินเป็นสีแดง มีไฟควันพวยพุ่งอยู่เป็นหย่อม ๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยดําเนินไปตลอดคืน

จันทร์ 15 ตุลาคม 2516
ตลอดคืนที่ผ่านมา นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนยังคงยืนหยัดชุมนุมกันหนาแน่นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คําประกาศเตือนและขู่ของรัฐบาลหาเป็นผลไม่ กลับมีคนออกจากบ้านมาร่วมชุมนุมไม่ขาดระยะ รัฐบาลมีประกาศหยุดราชการในวันนี้เป็นกรณีพิเศษ และมีประกาศปิดธนาคารทุกแห่ง ในขณะเดียวกัน นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนก็ยืนหยัดต่อสู้อย่างเด็ดเดียว มีการลุกฮือเป็นจุด ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร และในบางท้องที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่กองบัญชาการตํารวจนครบาลผ่านฟ้า และสถานีตํารวจนางเลิ้ง นักเรียนและประชาชนพยายามต่อสู้บุกเข้ายึดและเผาตลอดคืนจนรุ่งเช้า

จากข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จอมพลถนอม กิตติขจร จะลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ และก็ยังปรากฏว่า การปราบปรามนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนยังดําเนินอยู่ต่อไป พร้อมกับมีแถลงการณ์ว่า มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ส่งพลพรรคมีอาวุธร้าย แรงสวมรอยเข้ามา ยิ่งทําให้เห็นว่าเป็นการสร้างความเท็จ สร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังยิ่งขึ้น ทําให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนเกิดพลังในการต่อสู้ต่อไปแม้จะบาดเจ็บล้มตายเป็นจํานวนมากก็ตาม

จากการปราบปรามอย่างรุนแรงและไร้มนุษยธรรม ใช้ทั้งรถถัง เฮลิคอปเตอร์ อาวุธสงครามหนัก ทหารและตํารวจจํานวนร้อย ทําให้เกิดความขัดแย้งในวงการรัฐบาลอย่างหนัก มีทหารและตํารวจที่ไม่เห็นด้วย พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก เองก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรุนแรงนี้ ทางด้านทหารอากาศและ ทหารเรือก็เห็นด้วยกับทางฝ่ายของผู้บัญชาการทหารบก กลายเป็นแรงผลักดันให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตําแหน่ง และท้ายที่สุด คณาธิปไตยทั้งสาม ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไป เหตุการณ์ทั้งหมดจึงสงบลงโดยพลันทันที่ที่มีการประกาศว่าบุคคล ทั้ง 3 ได้เดินทางออกนอกประเทศ แล้วเมื่อ 18.40 น.

เมื่อเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2516 เยาวชนคนหนุ่มสาวหลายคนออกจากบ้านไปร่วมกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ หลายคนไม่ได้กลับบ้านอีกเลย บางคนกลับไปด้วยร่างกายพิการ บางคนกลับไปด้วยความรู้สึกใหม่ เหตุการณ์ 14-15 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 71 คน บาดเจ็บ 857 คน

วันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 วีรชนคนหนุ่มสาวเดินออกจากบ้าน และเดินเข้าสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ และตํานานที่จะต้องจดจํากันไว้ในแผ่นดินนี้ชั่วกาลนาน

คุณจําได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม

คุณจําได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน วีรชนคนหนุ่มสาวของเราได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่าขึ้นเรียกร้องหาเสรีภาพ ณ บัดนี้ ขอให้พวกเราจงหยุดนิ่ง และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ และจะได้เป็นกําลังใจสําหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้ต่อไป

จงบินไปเถิดคนกล้า ความฝันสูงค่ากว่าใด
เจ้าบินไปจากรวงรัง ข้างหลังเขายังอาลัย
กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป
เจ้าคือวิญญาณเสรี บัดนี้เจ้าชีวาวาย
เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด

(วินัย อุกฤษณ์ “นกสีเหลือง”)

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_40175

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อำนาจพลิกขั้ว “จอมพลถนอม” จึงถูกรัฐบาลใหม่ยึดทรัพย์

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
เป็นจุด “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ทางการเมือง
เมื่อขบวนการนักศึกษา ประชาชน
สามารถโค่นล้มผู้นำทหาร
ที่ปกครองการเมืองไทยมายาวนาน
ตั้งแต่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร
ยึดอำนาจ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปี 2500

กว่า 14 ปีภายใต้การปกครอง
ของจอมพลสฤษดิ์ ผ่องถ่ายอำนาจ
สู่ยุค 3 ผู้ยิ่งใหญ่ จอมพลถนอม กิตติขจร
-จอมพลประภาส จารุเสถียร
และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

ทว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา
เมื่อเกมอำนาจพลิกขั้ว “จอมพลถนอม”
จึงถูกรัฐบาลใหม่ยึดทรัพย์
โดยการลงนามของนายกรัฐมนตรี
ชื่อ “สัญญา ธรรมศักดิ์”

อาศัยธรรมนูญมาตรา 17 ออกคำสั่ง
คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สรล.40/2516
ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2516
ให้ทรัพย์สินของ จอมพลถนอม
และ ภริยา จอมพลประภาส
และภริยา พ.อ.ณรงค์ และภริยา
ทั้งหมดตกเป็นของรัฐทันทีในวันที่ออกคำสั่งนี้

ว่ากันว่า ทรัพย์สมบัติ
ของจอมพลถนอม-จอมพลประภาส
-พ.อ.ณรงค์ ที่ถูกอายัด
รวมกันกว่า 470 ล้านบาท

หากนับเฉพาะทรัพย์สินของ “จอมพลถนอม”
และคุณหญิงจงกล ตามคณะกรรมการ
ตรวจสอบการได้มาซึ่งทรัพย์สิน
ที่มีนายบุญมา วงศ์สวรรค์ เป็นประธาน
ได้อายัดไว้ มีอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง
อาทิ บ้านเลขที่ 99 ถนนระนอง 2 ดุสิต กทม.
โฉนดที่ดินเลขที่ 5890 แขวงนครไชยศรี
เขตดุสิต กทม. เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน
เป็นเงิน 5 ล้านบาท ประกอบด้วย

สิ่งปลูกสร้างเป็นตึกอาศัย 2 ชั้น
600,000 บาท เรือนไม้ชั้นเดียว 60,000 บาท เรือนไทย 500,000 บาท
ตึกใหญ่ 2.5 ล้านบาท ตึก 2 ชั้น
ติดต่อกับตึกใหญ่ 1.3 ล้านบาท
สระว่ายน้ำ 400,000 บาท
อาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น
เรือนครัวและห้องพัก 400,000 บาท
เรือนไม้ 2 ชั้น 60,000 บาท
เรือนไม้ชั้นเดียว 40,000 บาท
รั้วและถนน 200,000 บาท

ศาลาที่พักยาม 80,000 บาท
ประตูรั้วและป้อมยาม 50,000 บาท
การถมดิน ปลูกต้นไม้จัดสวน
ทำน้ำพุ 100,000 บาท

บ้านเลขที่ 89, 89/1
และ 89/2 ถนนระนอง 2 ดุสิต
โฉนดที่ 8758 แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสิต กทม. เนื้อที่ 2 ไร่ เป็นเงิน 4 ล้านบาท
ประกอบด้วย สิ่งปลูกสร้าง
ตึกหลังใหญ่ 400,000 บาท
เรือนไม้ 2 ชั้น 80,000 บาท
ตึก 2 ชั้น 250,000 บาท
ตึก 2 ชั้น 300,000 บาท
เรือนไม้ชั้นเดียว 50,000 บาท

อาคารถกลสุข โฉนดที่ 5891, 14518,
14519 และ 8989 แขวงถนนนครไชยศรี
ดุสิต กทม. เนื้อที่ทั้ง 4 โฉนด
รวม 1,207 ตารางวา เป็นเงิน 6,035,000 บาท

ที่ดินดอนเมือง เนื้อที่ 54 ไร่
1 งาน 96 ตารางวา ราคาไร่ละ 50,000 บาท
รวม 2,724,500 บาท
ที่ดินซอยอุดมสุข เนื้อที่ 265 ตารางวา
ตารางวาละ 2,500 บาท
เป็นเงิน 1,325,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีบ้านที่ปากเกร็ด
เนื้อที่ 3 แปลง 4 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา
เป็นเงิน 2,673,000 บาท

บ้านที่พัทยา เนื้อที่ 3 ไร่
2 งาน 44 ตารางวา ตารางวาละ 800 บาท
เป็นเงิน 1,155,200 บาท
ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้าง อาทิ ตึกใหญ่ 2,800,000 บาท อาคารที่พักอาศัย 189,000 บาท
ศาลาริมทะเล 70,000 บาท
หาดอู่ทองหัวหิน เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา หรือ 788 ตารางวา ตารางวาละ 500 บาท
เป็นเงิน 394,000 บาท
ที่ดินชะอำ เนื้อที่ 42 ไร่ 2 งาน 4 ตารางวา
รวม 850,000 บาท

และยังมีที่ดินบ้านหัวแหลม อยุธยา
บ้านเมืองตาก ตำบลหนองหลวง
อำเภอเมือง จ.ตาก
ซึ่งเป็นบ้านเกิดของจอมพลถนอม
ราคา 120,000 บาท ก็ยังถูกอายัด

ขณะที่สังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบ้านทุกหลัง
ก็ถูกอายัด เช่น ในบ้านเลขที่ 99
ถนนระนอง 2 ดุสิต กทม.
สิ่งที่ถูกอายัดส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป
โดยพระพุทธรูปที่มีมูลค่าสูงสุด
คือพระพุทธรูปปางลีลา สูง 36 นิ้ว 1 องค์
ราคา 400,000 บาท
พระพุทธรูปปางสะดุ้งมารสัมฤทธิ์
หน้าตัก 22 นิ้ว 1 องค์ ราคา 200,000 บาท
ของตกแต่งภายในบ้าน
อาทิ ทีวีสียี่ห้อ METZ 24 นิ้วราคา 28,000 บาท
โต๊ะไม้ประดับมุก ต่อ 3 ท่อน 1 ตัว 80,000 บาท

ส่วนหุ้นที่จอมพลถนอมมีอยู่ในบริษัทต่าง ๆ
อาทิ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด
สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด
บริษัทชลประทานซีเมนต์ รวมกว่า 12,000 หุ้น
และหุ้นของคุณหญิงจงกล 407 หุ้น
รถยนต์ที่มีในบัญชี 8 คัน ถูกอายัดทั้งหมด
โดยรถที่แพงที่สุดคือ
รถเบนท์ลีย์ ทะเบียน กทม. ฆ 9555 รุ่นบี 69
ราคา 800,000 บาท

ดังนั้น มูลค่าทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์
และอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน
และบริษัทหลายแห่ง ที่ได้รับการปันผล
โบนัสกรรมการ เบี้ยประชุมกรรมการ
รวมถึงเงินฝากในธนาคาร
ประเภทกระแสรายวัน ออมทรัพย์
และฝากประจำ ที่จอมพลถนอม
และคุณหญิงจงกลมีอยู่ในมือ
กว่า 84,905489.86 บาท

อย่างไรก็ตาม การเมืองหลัง 6 ตุลา 2519
พลิกขั้วสลับข้างอีกครั้ง
อำนาจการปกครองกลับไปอยู่ในมือของทหาร
เป็นช่องทางให้จอมพลถนอม
ร้องขอต่อคณะกรรมการ
ที่มี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เป็นประธาน ให้พิจารณาคืนทรัพย์สิน
โดยจอมพลถนอมได้ทำบัญชี
ขอคืนยาวเป็นหางว่าว ทั้งบ้านที่ จ.ตาก
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ปากเกร็ด
ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่สามเสน
การถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ

แต่ที่ทางการคืนให้เพียง 5 รายการ
ประกอบด้วย ที่ดินแขวงลาดยาว เขตดุสิต
เนื้อที่ 2 ไร่ 16 ตารางวา
แต่ไม่รวมอาคารสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน
ที่ดิน จ.พระนครศรีอยุธยา
เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา
เบี้ยกรรมการบริหาร ของสำนักงาน
สลากกินแบ่งรัฐบาล 7,000 บาท

เงินโบนัส องค์การเชื้อเพลิง 120,000 บาท
รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก.ท.ก.4919
และเงินฝากตามบัญชี
ของพันตรีหลวงจบ กระบวนยุทธ
ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
จำนวน 2 ใน 3 เป็นเงิน 137,819.79 บาท

แต่ยังไม่เป็นที่พอใจของจอมพลถนอมและภริยา
จึงมีการฟ้องร้องต่อศาลหลายครั้ง
กระทั่งในรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ที่เคยเป็นลูกน้องของจอมพลถนอม
มีความคิดที่จะคืนทรัพย์สิน
ให้จอมพลถนอมบางส่วน
เช่น ทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดที่ จ.ตาก
แต่มีปัญหาตรงที่วิธีการคืน

ทางเลือกหนึ่งคือการให้รัฐบาล
เสนอร่างพระราชบัญญัติ
คืนทรัพย์สินเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เพื่อออกเป็นกฎหมาย
แต่ทว่า พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ออกอาการแข็งข้อ-คัดค้าน
เพราะเกรงกระแสสังคมตีกลับ
จึงให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ขณะนั้นว่า

“ถ้ารัฐบาลเสนอร่างกฎหมายคืนทรัพย์สิน
ถนอม ประภาส ณรงค์ เข้าสภา
จะไม่ยอมรับพิจารณา
แต่จะหารือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายก่อนว่า
อำนาจบริหารของฝ่ายรัฐบาล
ก้าวก่ายอำนาจตุลาการหรือไม่
ถ้ารัฐบาลเสนอมาก็คิดว่าตนเองไม่มีหน้าที่รับ
เพราะอำนาจทั้ง 3 ไม่ควรก้าวก่ายกัน”

ผ่านไปกว่า 40 ปี “พ.อ.ณรงค์”
บุตรชายจอมพลถนอมที่ร่วมชะตากรรม
ถูกยึดทรัพย์
ยังต้องเช่าบ้านตัวเองที่ถูกยึดไป
จากกรมธนารักษ์ โดยจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี
เช่นเดียวกับ “คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี”
ซึ่งเป็นลูกสาวจอมพลถนอม
แม้ปัจจุบันเป็น สนช. แต่ในชั้น
แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.
ก็ไม่ปรากฏว่ามีที่ดินหรือบ้านแต่อย่างใด
เพราะคุณหญิงทรงสุดาและลูก-หลาน
ของจอมพลถนอม ยังอาศัยอยู่ในบ้าน
ซอยระนอง 2 ที่ถูกอายัดไป

พ.อ.ณรงค์ย้อนเหตุการณ์-ระบายความในใจ
ออกมาว่า “ผมไม่ได้หาประโยชน์อะไรเลย

ตอนยึดทรัพย์บัญชีเงินฝากในธนาคาร
ยังไม่มีเลย บ้านผมปลูกมา
มีหลักฐานซื้อขายถูกต้องก็ยึดไป
ยังไม่ได้คืน บ้านหลังนี้ ที่ตรงนี้
คุณแม่ผมซื้อวาละ 35 บาท
ตอนสืบสวนกับเจ้าของที่เขาก็ยังไม่ฟัง
ทรัพย์สินเรา ที่ดินเมียผมซื้อมาวาละ 140 บาท
ก็ถูกยึดไป ต้องเช่าอยู่หมด”

“เขายึดหมดทุกอย่าง รถรา เงินส่วนตัว
บ้านที่คุณพ่อเกิดที่จังหวัดตาก
อยู่ตั้งแต่แบเบาะ ยังยึดเลย
ตอนนี้เอาเป็นห้องสมุดประชาชน
บ้านเกิดคุณแม่ผม ที่ดินที่อยุธยา
ที่ดินนี้มีมาแต่คุณแม่ผมเกิด
ทรัพย์สินที่ใช้อยู่เกือบไม่มีอะไรเป็นชื่อเรา
เวลานี้ผมเป็นผู้อาศัย ผู้อาศัยบ้านตัวเอง”

“ผมไม่หวังแล้วนะ ตั้งกรรมการสอบสวน
ตั้งแต่ก่อนสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
เป็นนายกรัฐมนตรี พอมา พล.อ.เปรม
ก็ตั้งกรรมการ กรรมการเขาลงมติให้คืน
ก็ไม่คืน เขาก็เก็บหลักฐานต่าง ๆ
ที่สำนักนายกฯ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
กลัวคนฮือขึ้นมาอีก ยึด
หากต้องคืนทรัพย์สินที่ถูกรัฐบาลยึด
ต้องออกเป็นกฎหมาย
ต้องเข้าสภาผู้แทนฯ เรื่องใหญ่
ทีนี้รัฐบาลไหนเขาจะตั้งเรื่อง
มันไม่ใช่เรื่องของเขา”

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ผ่านมาร่วม 48 ปีแต่ทรัพย์สินของจอมพลถนอม
ก็ได้รับการคืนแค่บางส่วนเท่านั้น
และไม่มีรัฐบาลไหนกล้าคืน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วันมหาวิปโยค วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ 48 ปีเต็ม

14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

รัฐบาลใช้กำลังทหารและตำรวจ ปราบปรามประชาชนผู้ชุมุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน บาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 12

วันมหาวิปโยค วีรชนคนรุ่นหลังที่ควรจดจำ 48 ปีเต็ม ที่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การเรียกร้องประชาธิปไตยของมวลชนนักศึกษาและเหล่าประชาชนยังคงเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้ แต่คงมีหลายคนที่เกิดไม่ทันในยุคนั้น ถึงวันนี้วันแห่งประวัติศาสตร์เวียนมาอีกครั้ง สำหรับใครที่เกิดไม่ทัน มาย้อนอดีตไปพร้อมๆกันครับ

เหตุการณ์ความกล้าหาญของเหล่าวีรชนที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อีกทั้ง จอมพลประภาส จารุเสถียร ต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน รวมถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม พบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ที่ถูกล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจ และเกิดคำถามในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก และมีการร่วมกันก่อตั้ง ” กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ”

จากนั้นเมื่อวันที่ วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 สมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกตำรวจสันติบาลและนครบาลเข้าจับกุมกลุ่มเรียกร้องได้ 11 คน ทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน” และจับอดีต ส.ส.อีก 2 คน รวมทั้งหมดเป็น 13 คน ซึ่งถูกเรียกว่า 13 ขบถรัฐธรรมนูญ
วันที่ 9 ตุลาคม นิสิตนักศึกษาหลายสถาบันเริ่มชุมนุม มีมติให้ยื่นหนังสือถึงจอมพล ถนอมให้ปล่อย 13 กบฏ และประกาศประท้วงถึงที่สุด เวลา 20.00 น.

วันที่ 10 ตุลาคม นักเรียนอาชีวะ นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพฯ จากหลายสถาบันเริ่มทยอยกันมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นการฉุกเฉินที่ศูนย์ปฏิบัติการทหารบก (ศ.ป.ก.ท.บ.) สวนรื่นฤดี มีมติแต่งตั้งให้จอมพลประภาส จารุเสถียร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความสงบ

วันที่ 11 ตุลาคม หลังจากชุมนุมโจมตีรัฐบาลมาตลอดทั้งคืน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจากทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงก็ได้ทยอยหลั่งไหลมายังสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทั้งวัน จนทำให้มีผู้ร่วมชุมนุมกว่า 6 หมื่นคน
ทางด้านฝ่ายเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้สั่งให้ทหาร 3 เหล่าทัพ เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และตำรวจในต่างจังหวัดได้รับคำสั่งให้กักรถที่บรรทุกนักเรียนนักศึกษาต่าง จังหวัดไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ

วันที่ 12 ตุลาคม นาย สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ในขณะนั้น ได้ประกาศ แถลงการณ์ของศูนย์ มีใจความว่า ให้ปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเป็นที่น่าพอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้ประชุมตกลงยอมปล่อยผู้ ต้องหาทั้ง 13 คนได้โดยมีการประกันตัว ส่วนข้อกล่าวหา ว่าเป็นกบฏและคอมมิวนิสต์นั้น ให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล และได้ออกประกาศทางกรมประชาสัมพันธ์

วันที่ 13 ตุลาคม เริ่มต้นเดินขบวนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า (คาดกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับ พลเอกประภาส จารุเสถียรและคณะนายตำรวจระดับผู้ใหญ่ โดยทำสัญญาว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวผู้ต้องขังทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2517 ส่วนทางฝ่ายผู้ชุมนุมก็ต้องหาทางให้ฝูงชนสลายตัวโดยเร็วที่สุดทางด้านนายสมบัติก็แจ้งทางศูนย์ฯเมื่อเวลา 14.45 น.ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดตัวแทนเข้าเฝ้าได้

ปัญหาเกิดขึ้นในตอนนี้ที่ แกนนำที่ไปเจรจาและเข้าเฝ้ายังไม่ได้แจ้งข่าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่นายเสกสรร ดูแลอยู่ทราบอะไร จึงตัดสินใจเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาในเวลา 17.30 น.ระหว่างขบวนกำลังเคลื่อนอยู่นั้น กลุ่มที่ได้ทราบประกาศจากกลุ่มที่เข้าเฝ้าว่าทั้ง 13 คนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข และจะได้รัฐธรรมนูญภายใน ตุลาคม 2517

แต่กระนั้นฝูงชนเริ่มเรียกร้องว่าจะเอารัฐธรรมนูญเร็วกว่านั้น
เช้าตรู่วันที่ 14 ตุลาคม จุดเริ่มต้นของจราจลเริ่มก่อต่อขึ้น เมื่อผู้ชุมนุมประท้วงกำลังแยกย้ายกลับและได้ใช้เส้นทางหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน ด้วยความที่ไม่เข้าใจกันจึงเกิดการกระทบกระทั่ง การปะทะกันกลายเป็นการจลาจลฝ่ายกลุ่มคนที่ล่วงหน้ากลับไปยังธรรมศาสตร์ได้ข่าวว่าตำรวจตีประชาชนก็โกรธ แค้น หาว่าหักหลัง จึงเรียกให้กลับไปพร้อมที่ธรรมศาสตร์

เหตุการณ์ได้บานปลายลุกลามออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ ทหารและตำรวจออกปราบฝูงชนโดยใช้ทั้งอาวุธปืน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ มีการต่อสู้ปะทะกันตลอดสายถนนราชดำเนินตั้งแต่ผ่านฟ้าถึงสนามหลวง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ก็เริ่มตอบโต้กลับรุนแรงมากขึ้น มีการยิงและปาระเบิดขวดตอบโต้ทหารตำรวจ ศพวีรชนที่สละชีวิตหลายคนถูกแห่เพื่อเป็นการประจานความทารุณของทหารตำรวจและชักชวนให้ประชาชนไปร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาก็ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลศิริราชทางเรือตลอดเวลา

และในตอนค่ำวันที่ 14 ตุลาคม จอมพลถนอมได้ประกาศลาออก และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกแทน แล้วแต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เพราะประชาชนยังไม่วางใจเพราะจอมพลถนอมยังอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เหตุการณ์จึงยังไม่สงบโดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้งหลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมง

วันที่ 15 ตุลาคมเวลา 08.15 น. สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้กระจายเสียงประกาศของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้ราชการในกรุงเทพฯ หยุดเป็นเวลา 3 วัน โดยเหตุการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารส่งกำลังเข้ามาเสริมตามจุดต่าง ๆ ที่มีการจลาจล ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วกรุงเทพฯ ไม่ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ แต่ตั้งรับอยู่ในแต่ละสถานีโดยไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ หลายโรงพักถูกปล่อยร้าง
ซึ่งในตอนหัวค่ำ ได้มีประกาศว่า จอมพลประภาส พ.อ. ณรงค์และบริวารได้เดินทางออกนอกประเทศไปยังไทเป ส่วนจอมพลถนอม และครอบครัว เดินทางไปขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาในคืนถัดมา เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง

วันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ประชุมเป็นครั้งแรกเมื่อเวลา 17.30 น. โดยมีมติให้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่

คณะรัฐมนตรี มีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นประเทศไทยก็ได้เปลี่ยนการปกครองจากอำนาจเผด็จการทางทหารที่กินระยะเวลามานานถึง 16 ปี ไปสู่มือนักการเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมา 48 ปีแล้ว ก็ยังสามารถเป็นบทเรียนได้ในสังคมยุคปัจจุบันที่เราก็ยังมีการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มต่างๆ ซึ่งเรายังจะติดอยู่กับวังวลเดิมๆ หรือ ประชาธิปไตยจะก้าวหน้า คงต้องขึ้นอยู่กับประชาชนชาวไทยทั้งหลายแล้วล่ะว่าเราจะใช้อำนาจที่พึงมีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรต่อประเทศชาติ..!!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เปิดวังเลี้ยงข้าว.. น้ำตากูจิใหล

เย็นวันที่​ 13​ ตุลาม 2516​ เหตุการณ์เริ่ม​คลี่คลาย. ถนอม​ รับข้อเรียกร้องนักศึกษา
ให้มีรัฐธรรมนูญ​ภายใน​ 6​ เดือน
แต่นักศึกษาต้องการการยืนยัน
คณะรัฐบาลจึงนำตัวแทนนศ.เข้าวังสวนจิตร. ภูมิพล​ บอก​ 20​ เดือน​ ถนอมต้องการเวลา​ 3​ ปี
เสกสรรค์​ ประเสริฐ​กุล​ เริ่มมีปากเสียง
กับธีรยุทธ​ บุญมี​ เรื่องกรอบเวลา

ประกอบกับความสับสนเรื่องข่าวในสวนจิตรที่ผู้นำนักศึกษาเข้าไป มีข่าวว่าแกนนำ
ได้ยอมรับทุกเงื่อนไขบ้าง เรื่องเจรจาไม่เป็นผลบ้าง

แต่เนื่องเพราะเวลาพลบค่ำทำให้นักศึกษา
ไม่มีรถเมล์​ที่จะเดินทางกลับ
จึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
ส่วนหนึ่งต้องค้างคืนอยู่ภายในวงล้อมของเจ้าหน้าที่

รุ่งเช้าวันที่​ 14​ ตุลาฯ​ 16​ นักศึกษา​เริ่มเคลื่อนเข้ามาสมทบนับแสนคน
ทำให้ตำรวจต้องควบคุม​สถานการณ์
หน้าสวนจิตรฯ​โดยพล.ต.ต.มนต์​ชัย​ พันธุ์​คงชื่น. นักศึกษา​พยายามผ่าวงล้อมเข้าไป
ส่วนตำรวจชุดประสานงานจากทางวัง
ก็หายเงียบไป(พล.ต.ต.มนต์ชัย.. สงสัยตายห่าหมด)ต่อมาจึงมีวิทยุออกมาให้ประทะการชุลมุน​เป็นไปด้วยความดุเดือด
เสียงระเบิดแก๊ซน้ำตา​ ดังระงม
เจ้าหน้าที่ใช้กระบองทุบตีนักศึกษา​อย่างบ้าคลั่ง. นักศึกษา​มือเปล่าก็พยายามต่อสู้เต็มกำลัง. แต่ก็สู้กำลังและระเบิดแก๊ส​น้ำตาของเจ้าหน้าทีไม่ได้จึงแตกกระเจิง​ บ้างลงคูน้ำล้อมวังสวนจิตรฯ

ก่อนจะเปิดประตู​วังออกมารับนักศึกษาส่วนหนึ่งเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำตามบันทึกหน้าประวัติศาสตร์

แต่เป็นการเปิดฉาก​ 14​ ตุลาฯ​ มหาวิปโยค

ต่อมานิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่
ถอนกำลังออกไปตั้งหลักที่ธรรมศาสตร์
และทำการโจมตีตอบโต้เจ้าหน้าที่คืนบ้าง
ตั้งแต่บริเวณถนนราชดำเนิน
ระหว่างสี่แยกคอกวัวกับสนามหลวง

ฝ่ายรัฐบาลถนอม​ ส่งทหารจาก ร 11
พร้อมด้วยรถถังเข้าคุมสถานการณ์
กำลังพลและรถถังเคลื่อนมา
ตามถนนจักรพงษ์เข้าเคลียร์พื้นที่
บริเวณหน้าวัดชนะ สงคราม
แล้วเคลื่อนกำลังไปยังหน้ากรมสรรพากร
เกิดการปะทะกันบริเวณหน้ากรมสรรพากร
กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชดำเนินกลาง
ไปจนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า

จีระ บุญมาก ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ศพถูกนำไปแห่รอบเมือง

มีเฮลิคอปเตอร์สองลำ
บินวนเหนือบริเวณที่เกิดเหตุ
มีรายงานยืนยันว่า คนบนเฮลิคอปเตอร์
ใช้ปืนกลยิงกราดใส่นักศึกษา
บริเวณสนามหลวง
และมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
นักเรียนและนักศึกษาเข้ายึด กตป.
(คณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ) และเผาอาคาร
พร้อมด้วยอาคารกองสลากฯ
ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว หรือ “ไอ้ก้านยาว”
ถูกยิงหน้าโรงแรมรอแยล
การต่อสู้ดำเนินไปทั้งวัน และตอนกลางคืน
ได้รวมศูนย์อยู่ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ
เป็นการต่อสู้ระหว่างตำรวจนครบาล
กับฝ่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษา

พลบค่ำภูมิพลฯออกโทรทัศน์
ประกาศ​ว่าวันที่​ 14​ ตุลาคม​ 16
ถึอเป็นวันวิปโยค​ จอมพลถนอม​ พร้อมคณะ
ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และได้เดินทางออกนอกประเทศ​แล้ว

10 ปี​ 6​ เดือนที่ค้ำบัลลังก์
ต่อจากจอมพลสฤษดิ์​
จอมพลถนอม​ ณรงค์​ ประภาส
ถูกขอให้เสียสละ​ เดินทางออกนอกประเทศ
และ​ สัญญา​ว่า.. จะทรงรับกลับมาอย่างสมเกียรติ

พ.ศ.2519​ พล.ต.ต.มนต์​ชัย​ พันธุ์​คงชื่น
ได้เลื่อนยศ​ พล.ต.อ.​ และได้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ต.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลังบ้านนเรศวร.. ตอนที่.. 4

แต่ขณะนั้น “พระเทพกษัตรเจ้า” ประชวรอย่างหนัก สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
จึงทรงตัดสินพระทัยส่ง “พระแก้วฟ้า”
พระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนมไปแทน
แต่เมื่อทางสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงทราบว่าเจ้าหญิงศรีอโยทธยา
ที่ส่งไปมิใช่ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จึงแต่งทูตนำ “พระแก้วฟ้า”
มาส่งคืนยังราชสำนักศรีอโยทธยา
ใน จ.ศ. 926 ชวดศก (พ.ศ. 2107)
แล้วขอพระราชทาน “พระเทพกษัตรเจ้า” อีกครั้งตามที่พระองค์ได้ทรงตั้งพระทัยไว้แต่แรก
พระราชพงศาวดารฯ
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์เล่าว่า..

“ศักราช 925 กุนศก…ในปีเดียวนั้น
พระเจ้าล้านชางให้พระราชสาส์น
มาถวายว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้า
แลทรงพระกรุณาพระราชทานแก่
พระเจ้าหล้านช้าง
แลครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้าทรงพระประชวร
จึงพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระแก้วฟาพระราชบุตรี
ให้แก่พระ (เจ้า) หลานชาง

ศักราช 926 ชวดศก พระเจ้าล้านช้าง
จึงให้เชิญสมเด็จพระแก้วฟ้าพระราชบุตรี
ลงมาส่งยังพระนครษรีอยุทธยา
แลว่าจะขอสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
พระเทพกระษัตรเจ้านั้น
แลจึงพระราชทานสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้า
ไปแก่พระเจ้าล้านช้าง
ครั้งนั้นพระเจ้าหงษารู้เนื้อความทั้งปวงนั้น
จึงแต่งทัพมาซุ่มอยู่กลางทาง
แลออกชิงเอาสมเด็จพระเทพกระษัตรเจ้าได้
ไปถวายแก่พระเจ้าหงษา…”

เชลยศึกศรีอยุทธยาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 เริ่มลืมเลือนเรื่องที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชกษัตริย์ศรีสัตนาคนหุต (พระเจ้าล้านช้าง)
ส่งทูตมาทูลขอ “พระเทพกษัตรเจ้า”
จากสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ไปเสียบ้างแล้วในบางส่วน
จึงเล่าผิดเพี้ยนปนเปกันไปว่า
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช
ทรงเป็นผู้ส่งพระราชธิดามาถวาย
แด่สมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิวรราชาธิราช
ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า “พระรัตนมณีเนตร”
เป็นพระนามที่แปลงมาจาก
พระนามของ “พระแก้วฟ้า” อย่างแน่นอน

การที่ “พระมณีรัตนา” มีพระนามคล้ายคลึง
กับ “พระรัตนมณีเนตร” (พระแก้วฟ้า) นั้น
อาจมีนัยยะสำคัญบางประการที่บ่งบอกว่า
พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์
ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์เก่า
ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช
และสมเด็จพระมหินทราธิราช
มากกว่าที่จะเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือ
จากราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง)
ด้วยกันกับสมเด็จพระนเรศ

การที่สมเด็จพระนเรศทรงอภิเษกสมรส
กับพระมณีรัตนาเจ้าหญิงจากราชวงศ์ละโว้
สายสุพรรณภูมิ
อาจมีส่วนในการสร้างเสริมสิทธิธรรม
ในราชบัลลังก์ศรีอยุทธยา
ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
เพิ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่
ภายหลังจากที่พิชิต
กรุงพระนครศรีอโยทธยาได้สำเร็จ
ใน พ.ศ. 2112
ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อการจรรโลงสถาบันกษัตริย์
ภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) จากหัวเมืองฝ่ายเหนือให้หยั่งรากมั่นคง

ด้วยความที่ “พระมณีรัตนา”
และ “พระรัตนมณีเนตร”
มีพระนามคล้ายคลึงกันอย่างมาก
จนแทบแยกกันไม่ออก
ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่า “พระมณีรัตนา”
อาจเป็นบุคคลเดียวกับ “พระรัตนมณีเนตร”
คือ “พระแก้วฟ้า” พระขนิษฐาต่างพระมารดา
ของ “พระวิสุทธิกษัตรีย์”
(มีพระนามเดิมว่า “พระสวัสดิราช”)
พระนางจึงมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา
ของสมเด็จพระนเรศ
และพระนางอาจกินตำแหน่ง
สมเด็จพระอัครมเหสีอีกทางหนึ่งด้วยก็เป็นได้? เพราะไม่พบหลักฐานยืนยันว่า “พระแก้วฟ้า”
ถูกพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
นำตัวไปยังราชสำนักหงสาวดี
เมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ. 2112

มณีจันทร์ ในภาพยนตร์
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ภาคยุทธหัตถี (ภาพจากคลิป “ราชาภิเษก ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” จาก Youtube : Sahamongkolfilm International Co.,Ltd)
“โยธยามี้พระญา” พระมเหสีอยุทธยา
ของสมเด็จพระนเรศในพงศาวดารพม่า
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094-2124)
ทรงพิชิตเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2101
พระองค์ทรงปล่อยให้เจ้านายเชียงใหม่
ยังคงปกครองบ้านเมืองอยู่ตามเดิม
จนกระทั่งพระนางวิสุทธิเทวีเจ้า
สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2121
การสืบทอดสันตติวงศ์ในเมืองเชียงใหม่
เกิดขาดช่วง พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงโปรด
ให้ “อนรธาเมงสอ” พระราชโอรส
เสด็จไปเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่แทน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
เรียกพระองค์ว่า “ฟ้าสาวัตถีนรธามังคอย”

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
(ครองราชย์พ.ศ. 2121-50)
เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
ที่ประสูติแต่ “ราชเทวี” พระมเหสี
ซึ่งมีนามเดิมว่า “สิ่นทวยละ” เป็นพระธิดา
ของจตุคามณิแห่งดีแปยิน
พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองโปรด
ให้พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสออภิเษกสมรส
กับ “เซงพยูเชงเมดอ” (แปลว่ามารดาเจ้าช้างเผือก) พระธิดาของพระเจ้าแปรตะโดธรรมราชา
พระอนุชาของพระองค์

พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
มีพระราชโอรสธิดาด้วยมารดาเจ้าช้างเผือก
ทั้งสิ้น 3 พระองค์ด้วยกัน

  1. “เมงตุลอง” (พระราชพงศาวดารฯ ฉบับความพิสดารเรียกพระองค์ว่า พระทุลอง)
    หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
    ทรงสวรรคตใน พ.ศ. 2124
    และพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงพระเชษฐา
    ไม่ทรงพระปรีชาสามารถเยี่ยงพระราชบิดา
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    จึงหันมาสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักศรีอยุทธยา
    เมื่อสมเด็จพระนเรศเสด็จยกทัพ
    ขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีเป็นครั้งที่ 2
    พระองค์มีพระราชกำหนดให้
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ยกทัพโดยเสด็จไปในราชการสงครามด้วย
    แต่พระองค์ทรงติดขัดเรื่องที่ออกญารามเดโช
    ข้าหลวงศรีอโยทธยาที่ขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองเชียงแสนได้เกลี้ยกล่อมผู้คนไว้เป็นกำลังจำนวนมาก
    ทำให้เจ้าเมืองล้านนาต่างพากันกระด้างกระเดื่อง
    ต่อพระองค์
    จนไม่อาจทิ้งเมืองไปได้
    จึงมีรับสั่งให้เมงตุลองพระราชโอรส
    คุมทัพเชียงใหม่ไปช่วยราชการสงคราม
    แทนพระองค์

หลังเสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ 2
เมงตุลองได้เสด็จลงมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอโยทธยา
และพระองค์ทรงอภิเษกสมรส
กับพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระนเรศ
ครั้น “พระมหาเทวี” พระมารดา
ของพระองค์สิ้นพระชนม์
พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
ทรงขอพระราชทานเมงตุลอง
กลับขึ้นไปแต่งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระศพพระมหาเทวียังเมืองเชียงใหม่
แล้วส่ง “พระไชยธิป” พระอนุชา
ของเมงตุลองมาเป็นตัวจำนำแทน

  1. “พระไชยธิป” พระอนุชาของเมงตุลอง
    (พระทุลอง)
    ปรากฏพระนามอยู่ในพระราชพงศาวดารฯ
    ฉบับความพิสดารของไทย
    แต่ไม่ปรากฏพระนามในพงศาวดารพม่า
    สันนิษฐานว่าพระองค์น่าจะเป็นพระอนุชา
    ร่วมอุทรของเมงตุลอง
    พระองค์ทรงมาประทับยังพระนครศรีอโยทธยา
    ในฐานะตัวจำนำแทนพระเชษฐา
  2. “โยธยามี้พระญา” พระราชธิดาองค์โต
    ของพระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้
    ในคำอธิบายพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า
    พระเจ้าเชียงใหม่อนรธาเมงสอ
    ทรงถวายพระราชธิดาให้แก่
    สมเด็จเอกาทศรุทรอีศวร
    ในคราวเดียวกับที่เปลี่ยน
    เอาพระไชยธิปมาเป็นตัวประกันแทนเมงตุลอง
    ภายหลังพระนางได้รับการแต่งตั้ง
    ให้เป็นพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ
    พงศาวดารพม่าจึงมักเรียกพระนางว่า
    โยธยามี้พระญา แปลว่ามเหสีอยุทธยา

เรื่องราวของโยธยามี้พระญา (มเหสีอยุทธยา)
พบมีบันทึกอยู่แต่ในพงศาวดารพม่า
และน่าเสียดายที่เรื่องราวของพระนาง
ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
ความสัมพันธ์ไทยและพม่า
ภายหลังจากที่พระนางเสด็จมาประทับ
อยู่ยังราชสำนักศรีอยุทธยา
ในฐานะพระมเหสีของสมเด็จพระนเรศ

“เจ้าขรัวมเหสีจันทร์” พระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ
ในจดหมายเหตุฟานฟลีตของฮอลันดา
จดหมายเหตุฟานฟลีต
(The Historical Account of the War of Succession Following the Death of King Pra Interajasia, 22nd King of Ayuthian Dynasty)
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet)
หัวหน้าสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออก
ของฮอลันดาประจำพระนครศรีอยุทธยา
เรียบเรียงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1604
(นับอย่างไทยโบราณอยู่ในห้วง พ.ศ. 2182)
ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง
(ครองราชย์ พ.ศ. 2172-99)
ได้กล่าวถึงพระชายาม่ายของสมเด็จพระนเรศ (พระองค์ดำ)
ไว้ในเหตุการณ์เมื่อครั้งพระอินทราชา
(พระเจ้าทรงธรรมครองราชย์ พ.ศ. 2154-71)
กริ้วพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
และน้องชาย
(สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชครองราชย์ พ.ศ. 2199) ที่ไปทำร้ายพระยาแรกนาขวัญ

“ขณะนั้นออกญากลาโหม
เพิ่งมียศเป็นพระหมื่นศรีสรรักษ์
และมีอายุประมาณ 18 ปี
วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้
เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย
โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้
เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง 2 คน
ขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน
และได้โจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด
ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนา
และกลุ่มผู้ติดตามทั้งหมดด้วย
ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นก็เข้าต่อสู้ป้องกัน
พระเจ้าแผ่นดินปลอม
ต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม
และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบ
และโถมเข้าสู้อย่างดุเดือด
จนพระยาแรกนาและองครักษ์จำต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวัง
และนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว
ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น
โดยพระหมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลัง
ถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น
พระองค์รับสั่งให้ค้นหาตัวพระหมื่นศรีสรรักษ์
และให้นำมายังพระราชวัง
แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามจับ
จึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์
และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
ในขณะที่ทรงพิโรธหนัก
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สม
กับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้
ออกญาศรีธรรมาธิราช
จำต้องได้รับผลการกระทำนี้
พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขา
ถ้าหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า

พระหมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว
จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้
พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา 3 ทีที่ขาทั้ง 2 ข้าง
จากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า
แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน
รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน
ที่ส่วนทั้ง 5 ของร่างกาย
พระหมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืด
เป็นเวลา 5 เดือน
จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์
(Zian Croa Mady Tjan)
ชายาม่ายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ
คือพระ Marit หรือพระองค์ดำ
ได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก”

จดหมายเหตุฟานฟลีตในฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสเรียกพระนามพระชายาม่าย
ของสมเด็จพระนเรศ (พระมะริด)
ว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์” (Zian Croa Mady Tjan)
พึงสังเกตว่าพระนามนี้ดูคล้ายคลึง
กับ “พระมณีรัตนา” พระอัครมเหสี
ที่ปรากฏอยู่ในคำให้การขุนหลวงหาวัด
จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นบุคคลเดียวกัน

แต่เมื่อสอบย้อนกลับไปยังต้นฉบับภาษาฮอลันดาโบราณพบว่า เยเรเมียส ฟาน ฟลีต
จดพระนามพระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศว่า “Tjau Croa Mahadijtjan”
แตกต่างจากฉบับแปลภาษาอังกฤษ
และฝรั่งเศสอย่างเห็นได้ชัด
ข้าพเจ้าเห็นควรแปลถ่ายพระนามของพระนาง
เป็นภาษาไทยว่า “เจ้าขรัวมเหสีจันทร์”
มากกว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์”
ตามฉบับแปลภาษาไทย

ด้วยเหตุนี้เจ้าขรัวมเหสีจันทร์
จึงน่าจะเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระนเรศ
คนละพระองค์กับ “พระมณีรัตนา”
ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึงเจ้าขรัวมเหสีจันทร์แค่เพียงครั้งเดียว
โดยมิได้กล่าวถึงภูมิหลังความเป็นมาของพระนาง

แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า เจ้าขรัวมเหสีจันทร์ผู้นี้
ต้องมีความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
กับพระหมื่นศรีสรรักษ์ (พระเจ้าปราสาททอง)
อย่างแน่นอน
เพราะมิเช่นนั้นพระนางผู้เป็น
เจ้านายฝ่ายในชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญ
คงไม่กล้าออกหน้าให้การช่วยเหลือ
พระหมื่นศรีสรรักษ์ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ใ
ห้พ้นโทษอย่างแน่นอน
ซึ่งข้อสงสัยนี้ต้องสอบค้นหาความจริงกันต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
11 ต.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น