หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

บทสัมภาษณ์ รัชกาลที่ 9 ภูมิพล กรณีการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8

ผู้สื่อข่าวบีบีซีสัมภาษณ์ รัชกาลที่ 9 ภูมิพล กรณีการ
เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ภายในห้องทรงงาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

อ่านบันทึกลับอันสุดเศร้าของประเทศไทย
บทความจาก : Andrew MacGregor Marshall
ใต้โพสต์ 👇👇👇

BBC 1980

ความลับอันสุดเศร้าของประเทศไทย

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

Systemic Racism คืออะไรทำไมจึงมีความสำคัญ?

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now


ในปี 2020 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเหยียดสีผิวในประเทศสหรัฐอเมริกา อันได้แก่ การเสียชีวิตของ George Floyd โดยตำรวจเมือง Minneapolis และผลกระทบจากโควิด-19 ต่อชุมชนคนผิวสีและชุมชนละติน กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้ยุติความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมในสังคม ตลอดจนความไม่เท่าเทียมในระบบสาธารณะสุข โดยข้อเรียกร้องนั้นไม่เพียงแค่เป็นการมองที่ตัวเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดหรือแค่การแก้ปัญหาโรคระบาดเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง ซึ่งประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้กล่าวว่าการเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญ

Systemic racism คือการที่นโยบาย ข้อปฏิบัติ และสถาบันต่างๆ ในสังคม ส่งผลทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมหยั่งลึกในสังคมต่อคนหมู่น้อย โดยเฉพาะชาวอเมริกันผิวสี นักวิชาการสืบค้นที่มาของคำว่า Systemic racism ซึ่งได้มาจากหนังสือชื่อ “Black Power: The Politics of Liberation” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1967 โดย Kwame Ture หรือที่รู้จักกันในนาม Stokely Carmichael และ Charles V. Hamilton ผู้เขียนตีความประเภทของการเหยียดสีผิวไว้เป็น 2 ประเภท คือ
การเหยียดสีผิวแบบเปิดเผย (Overt racism) คือการแสดงออกซึ่งความเกลียดชังและอคติ อันนำไปสู่การทำร้ายร่างกายหรือกระทั่งเสียชีวิต

การเหยียดสีผิวแบบซ่อนเร้น (Covert racism) คือการแสดงออกถึงการเหยียดสีผิวอย่างไม่เปิดเผย แต่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่น้อยไปกว่าการแสดงออกอย่างเปิดเผย

Systemic racism ยังหมายรวมถึงกระบวนการเหยียดสีผิวเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นการให้ความหมายที่มุ่งเน้นไปยังบทบาทขององค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนทำให้ภาวะการเลือกปฏิบัตินี้คงอยู่ในสังคมมายาวนาน

อ่านต่อได้ที่ https://www.thairightsnow.org/th/article/what-is-systemic-racism-why-important

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ประธานบริษัท” ในคราบผู้นำเผด็จการ : ธุรกิจแหล่งทุนอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย มีภาพเป็นผู้นำเผด็จการที่คนไทยรู้จักดี แต่หากลบภาพผู้นำประเทศ ละตำแหน่งทางราชการเอาไว้ จอมพลสฤษดิ์ยังเป็นทั้ง ประธานบริษัท นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการจำนวนมากมาย
.
การดำเนินการของจอมพลสฤษดิ์ในธุรกิจเหล่านี้ก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันใช้เป็นฐานส่งเสริมและค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตนและพรรคพวก ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศได้
.
จอมพลสฤษดิ์มีธุรกิจจำนวนมากและหลากหลายประเภท แม้จอมพลสฤษดิ์จะไม่ได้เป็น “ประธานบริษัท” หรือเข้าไปบริหารงานด้วยตนเองโดยตรงทุกองค์กร แต่ส่วนมากก็จะเข้าไปถือหุ้น และให้คนใกล้ชิดดำเนินกิจการแทน บางธุรกิจแม้ไม่มีชื่อของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเครือข่ายอำนาจทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ สะท้อนการประสานผลประโยชน์ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ คนใกล้ชิด และนักธุรกิจ
.
ในภาคการเงิน จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งในปีนั้นนอกจากจะเป็นประธานบริหารธนาคารแล้ว ก็ยังแต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้จัดการธนาคารอีกด้วย คือ นายโชติ คุณะเกษม ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก โดยจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้ธนาคารทหารไทยเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาในทางมิชอบจากหน่วยราชการต่าง ๆ
.
นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก เช่น พ.ศ. 2495 เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารเอเชีย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุนและใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาใช้ในการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของตน ส่วนธนาคารสหธนาคาร ก็เป็นธนาคารที่คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บริหาร ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาก่อตั้งธุรกิจเช่นกัน อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (แรกตั้งชื่อว่า บริษัท ประกันภัยเอเชียติ๊ก จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รัชตประกันภัย จำกัด ตามลำดับ) และบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด
.
ในภาคอุตสาหกรรม จอมพลสฤษดิ์มีส่วนร่วมก่อตั้งหลายบริษัท อาทิ บริษัท เหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2503, บริษัท ยางไฟร์สโตน จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2505 และในภาคการค้าและบริการ อาทิ บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2492 และบริษัท บางกอกสากลการค้า จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นต้น
.
รายชื่อธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์บางส่วนมีดังนี้ (บางส่วนเป็นการลงทุนร่วมโดยมีจอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นด้วย) ธนาคารเอเชีย, ธนาคารแหลมทอง, บริษัท ทิพยประกันภัย, ธนาคารทหารไทย, บริษัท ไทยเซฟวิ่งทรัสต์, บริษัท ไทยทำ, บริษัท วิจิตรก่อสร้าง, บริษัท รัชตศิลา, บริษัท บางกอกเดินเรือและการค้า, บริษัท ธนะการพิมพ์, บริษัท ถ่านและน้ำมันไทย, บริษัท แสนสุรัตน์, บริษัท ชลประทานซีเมนต์, บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์, บริษัท สหสามัคคีเดินเรือ, บริษัท เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ, บริษัท บางกอกเบียร์, บริษัท บางกอกกระสอบ, บริษัท กรุงเทพไหมไทย, บริษัท โรงงานกลั่นน้ำมันไทย, บริษัท ยางไฟร์สโตน, บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัท ผดุงสินพาณิชย์, บริษัท ทหารอยุธยา, บริษัท ธัญญะไทย, บริษัท บางกอกสากลการค้า, บริษัท สหพาณิชย์สามัคคี, บริษัทการค้าสามัคคี เป็นต้น
.
นอกจากการที่จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกแล้ว จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือกลไกอำนาจรัฐบางอย่าง เพื่ออำนวยและประสานผลประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การก่อตั้งบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ดังจะแสดงรายละเอียดต่อไปนี้
.
สืบเนื่องจากมีเงินก้อนหนึ่งราว 14 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินขององค์การบริหารวิเทศธนกิจ (ICA) ของสหรัฐอเมริกา คงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2503 พิจารณาว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายอย่างไร
.
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คนใกล้ชิดก่อตั้ง บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด มีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ เป็นประธานบริษัท ในการประชุมพิจารณาผู้ถือหุ้นนั้น ที่ประชุมมอบหุ้นให้จอมพลสฤษดิ์ 14,000 หุ้น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ 3,000 หุ้น และที่เหลือเป็นหุ้นของคนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์
.
เมื่อตั้งบริษัทแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเงินจำนวน 14 ล้านบาทดังกล่าวนั้น นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ จึงเสนอว่าเงินจำนวนดังกล่าวควรให้บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด กู้ยืม
.
โดยบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่าจะเรียกค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท คือก่อนที่จะมีการกู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จะต้องเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นได้แล้วเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ กองสลากกินแบ่งรัฐบาล 10 ล้านบาท (จอมพลสฤษดิ์เป็นประธานกองสลากฯ) และธนาคารสหธนาคาร จำกัด 30 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองล้วนแต่เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของจอมพลสฤษดิ์ทั้งสิ้น
.
ต่อมา ธนาคารสหธนาคารซึ่งมีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ ได้อนุมัติเงินกู้จำนวน 30 ล้านบาท แล้วสั่งจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด 7 คน เมื่อแต่ละคนได้รับเงินแล้วจึงโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคารสหธนาคารก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด สามารถทำได้ตามคำมั่นต่อรัฐบาล (มีค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท) จึงได้ทำสัญญากู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จากนั้นบริษัทจึงคืนเงิน 30 ล้านบาท ให้กับธนาคารสหธนาคาร
.
กรณีนี้จะเห็นได้ว่า การดำเนินธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์และพรรคพวก นอกจากจะไม่มีเงินทุนแล้วยังใช้อำนาจจากตำแหน่งหน้าที่ของตนกดดันให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ตนเสนอ โดยมีพรรคพวกทั้งคนใกล้ชิดที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ และคนใกล้ชิดนอกวงข่ายราชการหรือพวกนักธุรกิจเป็นแขนขาอีกทอดหนึ่ง
.
จอมพลสฤษดิ์ใช้กลไกประสานผลประโยชน์กับบรรดานายทุนและนักธุรกิจ ด้วยการใช้อำนาจจากการดำรงตำแหน่งหน้าที่ของตน โดยเป็นผู้ผลักดันทางด้านนโยบายจากรัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษในการลงทุน รวมทั้งกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบราชการ และในบางครั้งได้ใช้อำนาจผลักดันส่วนราชการต่าง ๆ ในการอนุมัติโครงการให้บริษัทของตนและพวกพ้องได้รับการดำเนินงานเสมอ
.
.
.
อ้างอิง :
รัตพงษ์ สอนสุภาพ. (2539). ทุนขุนนางไทย (พ.ศ. 2500-2516), วิทยานิพนธ์ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

#สฤษดิ์ธนะรัชต์ #จอมพลสฤษดิ์ #ประวัติศาสตร์ #ธุรกิจภูมิพล
.
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทย มีภาพเป็นผู้นำเผด็จการที่คนไทยรู้จักดี แต่หากลบภาพผู้นำประเทศ ละตำแหน่งทางราชการเอาไว้ จอมพลสฤษดิ์ยังเป็นทั้ง ประธานบริษัท นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการจำนวนมากมาย
.
การดำเนินการของจอมพลสฤษดิ์ในธุรกิจเหล่านี้ก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อันใช้เป็นฐานส่งเสริมและค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตนและพรรคพวก ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 อาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดของประเทศได้
.
จอมพลสฤษดิ์มีธุรกิจจำนวนมากและหลากหลายประเภท แม้จอมพลสฤษดิ์จะไม่ได้เป็น “ประธานบริษัท” หรือเข้าไปบริหารงานด้วยตนเองโดยตรงทุกองค์กร แต่ส่วนมากก็จะเข้าไปถือหุ้น และให้คนใกล้ชิดดำเนินกิจการแทน บางธุรกิจแม้ไม่มีชื่อของจอมพลสฤษดิ์เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเครือข่ายอำนาจทางเศรษฐกิจของจอมพลสฤษดิ์ สะท้อนการประสานผลประโยชน์ระหว่างจอมพลสฤษดิ์ คนใกล้ชิด และนักธุรกิจ
.
ในภาคการเงิน จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารทหารไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ซึ่งในปีนั้นนอกจากจะเป็นประธานบริหารธนาคารแล้ว ก็ยังแต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นผู้จัดการธนาคารอีกด้วย คือ นายโชติ คุณะเกษม ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก โดยจอมพลสฤษดิ์ได้ใช้ธนาคารทหารไทยเป็นแหล่งพักเงินที่ได้มาในทางมิชอบจากหน่วยราชการต่าง ๆ
.
นอกจากธนาคารทหารไทยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ยังเข้าไปมีบทบาทสำคัญในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีก เช่น พ.ศ. 2495 เข้าไปเป็นกรรมการในธนาคารเอเชีย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ใช้เป็นแหล่งเงินทุนและใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชี (Overdraft) มาใช้ในการก่อตั้งและดำเนินธุรกิจของตน ส่วนธนาคารสหธนาคาร ก็เป็นธนาคารที่คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บริหาร ได้ใช้อิทธิพลในการเบิกเงินเกินบัญชีมาก่อตั้งธุรกิจเช่นกัน อาทิ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (แรกตั้งชื่อว่า บริษัท ประกันภัยเอเชียติ๊ก จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รัชตประกันภัย จำกัด ตามลำดับ) และบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด
.
ในภาคอุตสาหกรรม จอมพลสฤษดิ์มีส่วนร่วมก่อตั้งหลายบริษัท อาทิ บริษัท เหมืองแร่บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2499, บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2503, บริษัท ยางไฟร์สโตน จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2505 และในภาคการค้าและบริการ อาทิ บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2492 และบริษัท บางกอกสากลการค้า จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นต้น
.
รายชื่อธุรกิจของจอมพลสฤษดิ์บางส่วนมีดังนี้ (บางส่วนเป็นการลงทุนร่วมโดยมีจอมพลสฤษดิ์ถือหุ้นด้วย) ธนาคารเอเชีย, ธนาคารแหลมทอง, บริษัท ทิพยประกันภัย, ธนาคารทหารไทย, บริษัท ไทยเซฟวิ่งทรัสต์, บริษัท ไทยทำ, บริษัท วิจิตรก่อสร้าง, บริษัท รัชตศิลา, บริษัท บางกอกเดินเรือและการค้า, บริษัท ธนะการพิมพ์, บริษัท ถ่านและน้ำมันไทย, บริษัท แสนสุรัตน์, บริษัท ชลประทานซีเมนต์, บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์, บริษัท สหสามัคคีเดินเรือ, บริษัท เหมืองแร่บูรพาเศรษฐกิจ, บริษัท บางกอกเบียร์, บริษัท บางกอกกระสอบ, บริษัท กรุงเทพไหมไทย, บริษัท โรงงานกลั่นน้ำมันไทย, บริษัท ยางไฟร์สโตน, บริษัท บูรพาสากลเศรษฐกิจ, บริษัท ผดุงสินพาณิชย์, บริษัท ทหารอยุธยา, บริษัท ธัญญะไทย, บริษัท บางกอกสากลการค้า, บริษัท สหพาณิชย์สามัคคี, บริษัทการค้าสามัคคี เป็นต้น
.
นอกจากการที่จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวกแล้ว จอมพลสฤษดิ์มักจะดำเนินการใช้อำนาจหน้าที่ของตนหรือกลไกอำนาจรัฐบางอย่าง เพื่ออำนวยและประสานผลประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ การก่อตั้งบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ดังจะแสดงรายละเอียดต่อไปนี้
.
สืบเนื่องจากมีเงินก้อนหนึ่งราว 14 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินขององค์การบริหารวิเทศธนกิจ (ICA) ของสหรัฐอเมริกา คงเหลืออยู่ รัฐบาลจึงจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2503 พิจารณาว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่ายอย่างไร
.
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2503 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้คนใกล้ชิดก่อตั้ง บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด มีนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ เป็นประธานบริษัท ในการประชุมพิจารณาผู้ถือหุ้นนั้น ที่ประชุมมอบหุ้นให้จอมพลสฤษดิ์ 14,000 หุ้น ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ 3,000 หุ้น และที่เหลือเป็นหุ้นของคนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์
.
เมื่อตั้งบริษัทแล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเงินจำนวน 14 ล้านบาทดังกล่าวนั้น นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนใกล้ชิดของจอมพลสฤษดิ์ จึงเสนอว่าเงินจำนวนดังกล่าวควรให้บริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด กู้ยืม
.
โดยบริษัท บางกอกกระสอบ จำกัด ให้คำมั่นต่อรัฐบาลว่าจะเรียกค่าหุ้นอย่างต่ำ 40 ล้านบาท คือก่อนที่จะมีการกู้เงิน 14 ล้านบาท กับกระทรวงการคลัง จะต้องเรียกเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นได้แล้วเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มาจาก 2 แหล่ง คือ กองสลากกินแบ่งรัฐบาล 10 ล้านบาท (จอมพลสฤษดิ์เป็นประธาน)

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

ในหลวงภูมิพลสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับทูตฝรั่งเศส เรื่อง “6 ตุลา”เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519

ในหลวงภูมิพลสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสกับทูตฝรั่งเศส เรื่อง “6 ตุลา”
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519 (1)

………………………………………………………………..

กรุงเทพ, วันที่ 21 ตุลาคม 1976

ได้รับวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 10.48 น.

ที่ 1332/1340

เรื่อง สนทนากับกษัตริย์

ผมได้เข้าเฝ้ากษัตริย์และราชินีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถือเป็นการเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผมได้ทำเรื่องขอเข้าเฝ้าฯ ตามข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนักตั้งแต่เกือบสามเดือนก่อน แต่ไม่ได้รับอนุมัติเพราะองค์อธิปัตย์ทั้งสองเสด็จฯ ออกนอกกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม

ก่อนหน้านี้ ผมเคยสนทนาแต่เรื่องทั่วไปกับพระองค์ แต่การสนทนาครั้งนี้ พระองค์จงใจให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นหลัก พระองค์ทรงสาธยายที่มาของการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการเล่าสถานการณ์ของประเทศอันมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกวัน กล่าวคือ พวกคอมมิวนิสต์ใช้ประโยชน์จากการสมรู้ร่วมคิดของคนพวกหนึ่ง ความเพิกเฉยและความไร้ความสามารถของคนอีกพวกหนึ่ง แทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง พวกเขาปลุกปั่นให้รัฐแตกสลายเพื่อที่จะยึดอำนาจรัฐ

การเคลื่อนไหวของเหล่านักศึกษาเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญยิ่ง เมื่อสามปีที่แล้วพวกเขาเคลื่อนไหวด้วยความมุ่งหวังที่จะทำเพื่อส่วนรวม บทบาทของพวกเขาสำคัญ อีกทั้งผลลัพธ์จากบทบาทนั้นก็เป็นที่ยอมรับ แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ถูกกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายครอบงำและชักใย คนพวกนี้ฉกฉวยประโยชน์จากความไร้ประสบการณ์และความไม่ประสาของนักศึกษา และผลักดันพวกเขาอย่างต่อเนื่องโดยไม่เห็นอกเห็นใจ นักศึกษาจึงต้องกระทำกิจที่ไม่สามารถทำและไม่มีวันที่นักศึกษาเองจะมีความสามารถที่จะทำได้

พวกแอคติวิสต์เป็นเพียงส่วนน้อยในสังคม หลักฐานคือพวกเขาไม่มีผลงานในเชิงรูปธรรม ความเห็นของสาธารณะไม่ได้สนับสนุนพวกเขา อีกทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็แสดงให้เห็นผลลัพธ์นี้อย่างชัดเจน การปลุกปั่นทั้งหลายนั้นมิได้มีผลใดๆ แต่เป็นไปเพื่อสร้างความปั่นป่วนและยุยงให้เกิดการปะทะรุนแรงเท่านั้น

ภายในรัฐบาลเองก็มีบางพวกที่จงใจฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เพื่อทำให้รัฐสั่นสะเทือนและทำให้การงานของสถาบันต่างๆ ที่ประชาชนชาวไทยผูกพันอย่างลึกซึ้งเป็นอัมพาต ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติสถานการณ์ดังกล่าว การปฏิบัติภารกิจของทหารนั้นเป็นไปอย่างไม่เสียเลือดเนื้อ แม้ว่าจะต้องมีการจับกุมก็ตาม หากนี่เป็นประเทศอื่น จะต้องมีการประหัตประหารชีวิตคนจำนวนมากจึงจะสถาปนาและรักษาอำนาจไว้ได้ การแสดงออกของต่างประเทศแสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจผิด อารมณ์ความรู้สึกมากมายที่เกิดจากเหตุการณ์อันน่าสลดในวันที่ 6 ตุลาคมนั้นมักบดบังความเป็นจริง กษัตริย์ทรงหวังว่าต่างประเทศจะติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ด้วยความเป็นกลางและตัดสินทุกการกระทำด้วยความเห็นอกเห็นใจ

พระองค์ทรงเน้นย้ำหนักแน่นเรื่องคุณลักษณะทางสติปัญญาและศีลธรรมของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า “เป็นนักสังคมนิยมที่แท้และที่ดี” (un vrai, un bon socialiste) กษัตริย์ตรัสเช่นนี้ พระราชินีก็รับรอง (พระราชินีมีส่วนร่วมน้อยในการสนทนา) ในความนึกคิดขององค์อธิปัตย์ ถ้อยคำยกย่องคุณลักษณะที่กล่าวมานี้หมายความชัดเจนว่า นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นบุคคลที่ใส่ใจกับประเด็นทางสังคมและปรารถนาจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เขาจะต่อสู้กับการโกงกินและความเห็นแก่ตัวทางเศรษฐกิจ พระองค์แสดงความคิดเห็นต่อเรื่อง “พ่อค้า” อย่างจริงจังว่าเอาแต่จะทำนาบนหลังของกรรมกรและผู้ผลิต คนทั้งสองกลุ่มหลังนี้ควรได้รับการปกป้องและสนับสนุน เพราะพวกเขาคือร่างกายของชาติ เป็นผู้ทำให้ชาติเข้มแข็งและมีสมดุล คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ยึดติดกับที่ดินทำกินของตนและสถาบันต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติและถูกต้องที่อำนาจจะถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้

ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีแต่เจตนาที่เป็นมิตรและรักสันติ แต่ประเทศไทยจะไม่ทนต่อการที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน และจะไม่ยอมรับทัศนคติที่ก้าวร้าวหรือคุกคามของประเทศเพื่อนบ้าน พวกหลังนี้จะต้องรับผิดชอบต่อการผลิกผันของสถานการณ์

รายงานนี้มาจากบทสนทนา มีการถามคำถามและตอบคำถาม

ข้อคิดเห็นของผมมุ่งเน้นสองประเด็น

ประเด็นแรก ผมเน้นย้ำว่าความเคารพและความเห็นอกเห็นใจจากประเทศฝรั่งเศส และประเทศตะวันตกโดยรวมที่มีต่อรัฐบาลไทยนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญคือการปราบปรามที่พอเหมาะ ในเมื่อความสงบเรียบร้อยได้กลับมาและรักษาไว้ได้แล้ว พวกเราก็หวังว่าผู้มีอำนาจจะมีทัศนคติเอื้ออารี ด้วยเหตุผลทางการเมืองและศีลธรรม จะต้องไม่มีการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดผู้เสียสละ (martyr) และเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสร้างฉันทามติของชาติ แทนที่จะเน้นย้ำชัยชนะของคนกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าชัยชนะนั้นจะเป็นของคนกลุ่มใหญ่เหนือคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ตาม

ประเด็นที่สอง ผมกล่าวว่ารัฐบาลฝรั่งเศสยินดีที่จะตอบรับประกาศจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินของไทยเรื่องนโยบายการต่างประเทศ และเรื่องความมุ่งหวังที่จะรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับทุกชาติ ไม่ว่าชาติเหล่านั้นจะปกครองด้วยระบอบใดก็ตาม ผมทบทวนความทรงจำว่าพวกเราถือว่าการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม รวมถึงการเริ่มต้นสงบศึกระหว่างไทยกับลาวเป็นสิ่งที่ดีต่อสถานการณ์ระหว่างประเทศ ผมหวังว่าการอดทนอดกลั้นของทั้งสองฝ่ายจะช่วยหลีกเลี่ยงการแตกแยกและการปะทะกัน

กษัตริย์ไม่ได้โต้แย้งผม แต่พระองค์ค่อนข้างจะทรงสงสัยในเรื่องเจตนาของประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อประเทศของพระองค์ อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงสนใจจุดยืนของพวกเราในประเด็นที่ว่าการสงบศึกนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องละทิ้งความระมัดระวัง และละเลยการพัฒนาระบบป้องกันตนเองอย่างจริงจัง หากแต่ต้องเป็นไปในทางกลับกัน

ตลอดการสนทนาเป็นภาษาฝรั่งเศสเกือบหนึ่งชั่วโมง กษัตริย์ดูจะมีใจจดจ่อที่จะเน้นย้ำเรื่องความชอบธรรมของการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้นสู่อำนาจ นอกจากนี้ พระองค์ทรงคาดการณ์ด้วยว่าทัศนะของต่างประเทศซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่เห็นด้วยนั้น จะเป็นผลเสียต่อประเทศไทย พระองค์ทรงเชื่อในจุดยืนนี้ที่ตรัสถึงจริงๆ และพยายามจะโน้มน้าวให้ผมเชื่อด้วย

กษัตริย์ทรงสนทนาลักษณะเดียวกันกับเอกอัครราชทูตสวีเดนและออสเตรียซึ่งเข้าเฝ้าในวันเดียวกันนี้ จึงชัดเจนว่าการเข้าเฝ้า “ตามธรรมเนียม” นี้เกิดขึ้นเพื่อสนองจุดประสงค์ทางการเมือง กล่าวคือ เป็นการชี้แจงสารแก่รัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะถ่ายทอดสารที่ว่านี้แก่พันธมิตรของพวกเขาอีกต่อหนึ่ง กษัตริย์ทรงขอร้องให้ผมช่วย “ทำให้พวกเขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้” โดยให้ผมไปบอกกับผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป 9 ประเทศ (Les Neuf)

นอกจากนี้ การสนทนาครั้งนี้มีการเผยแพร่ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ ผู้ชมคงไม่คาดคิดว่าจะได้ชมการสนทนานี้ (พวกเราเองได้รับแจ้งเพียงแค่ 24 ชั่วโมงก่อนหน้า) ในด้านหนึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำการใช้อำนาจในฐานะประมุขของรัฐเพื่อมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ และในอีกด้านหนึ่ง การถ่ายทอดการสนทนานี้ก็เป็นการดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยภายใต้ระบอบใหม่

พรุ่งนี้หัวหน้าคณะทูตทั้งหลายได้รับเชิญไปฟังบรรยายสถานการณ์จากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งก็คงจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

อองเดร (Gérard André)

ดิน บัวแดง แปล, วณิ(ชช)พก เรียบเรียง

(1)
https://t.co/q8uxIeYxaM https://t.co/dfIGpVw0Ai

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

พระเจ้าตากสิน ถูกสั่งประหารคาผ้าเหลือง

หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าตากสิน ได้นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2310 แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่น
แล้วชิงบัลลังก์​ขึ้นครองราชย์
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2310

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งประหารชีวิต
เพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดขุดรากถอนโคนเชื้อสาย
พระเจ้าตากสินอีกหลายครั้ง

ชนวนมาจากความวุ่นวายทางการเมืองในเวียตนามที่องค์เชียงชุน
และองค์เชียงสือพ่ายหนีพวกกบฏไตเซิน(หรือราชวงศ์เล้)ต้องถอยร่น
ลงมาทางใต้ หวังจะได้กำลังจากเขมร จึงเข้าไปคุมการเมืองในเขมร
ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินได้ทรงแต่งตั้งนักองค์นนเป็นกษัตริย์กัมพูชา
แต่ถูกเจ้าฟ้าทะละหะ (มู) จับประหารในพ.ศ. 2322แล้วถวายราชสมบัติ
ให้นักองค์เองพระชนม์ 7 พรรษาโดยตนเป็นมหาอุปราช

ฝ่ายกรุงธนบุรีไม่ไว้ใจ จึงสั่งให้พระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา)
กรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสเป็นทัพหลวงยกทัพไป
เมื่อรบชนะแล้วให้ตั้งกรมขุนอินทรพิทักษ์ครองกรุงกัมพูชาต่อไป
ทัพหลวงพยายามจะรุดหน้าไป แต่ทัพรองชลอฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี

ฝ่ายญวนได้ลอบแต่งทูตมาแอบเจรจากับแม่ทัพรองฝ่ายไทย
แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช
เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ
อย่างแน่นหนา มิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนพวกตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรี
โดยด่วน

ทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ปลุกปั่นยุยง และชักชวนทำการกบฏ รวบรวมคนตั้งเป็น
กองรบเข้าทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ยิงเข้าพระนคร
โดยมีพวกกบฏในกรุงธนบุรี ก่อการจลาจลรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในตอนแรก พวกกบฏให้พระสงฆ์ไปทูลขอพระเจ้าตากสินผนวชเพื่อ
สะเดาะเคราะห์เมือง 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล
เพราะเห็นว่ากำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันและราษฎรก็ถูกปลุกปั่น
ให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้าตากสินทรงมีสติวิปลาส จึงต้องยอมบวชไปก่อนที่วัดแจ้ง
ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงผนวช 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
หลานเจ้าพระยาจักรี ยกทัพมาจากนครราชสีมา ร่วมกับพวกกบฏ

พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี รีบเดินทัพใหญ่มาถึงพระนคร
มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งส่วนมากเป็นพวกของพระยาจักรี
ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ ก็ยืนยันว่าควรไปกราบทูลให้ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ
บริหารราชการแผ่นดินโดยด่วน หรือไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาท
ของพระองค์แทน

พวกข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
สมเด็จพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ในวันนั้น ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง
(วัดอรุณราชวราราม) หลังจากทรงผนวช 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์ขณะที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ
เมื่อมีพระชนม์ 48 พรรษา

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราช
ไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” หน้า 575 ว่า “
( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย
เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ
เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว
ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ
ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร
จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง
ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์(ริมแม่น้ำเจ้าพระยาปากคลองบางกอกใหญ่
ที่ตั้งกองทัพเรือติดวัดอรุณหรือพระราชวังสมัยกรุงธนบุรี) ก็ประหารชีวิต
ตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้”

แล้วเชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู
(เวลานั้นเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์
เช่น เจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์
(สกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (สกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก
(ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) กว่า 50 นาย ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพพระเจ้าตากสิน

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายที่โตแล้ว
ก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ยังเป็นเด็ก ส่วนเจ้าหญิงก็ถูกถอดพระยศออก
แล้วเรียกว่าหม่อม แม้แต่สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศาเสนาบดีฝ่ายกลาโหม
ขณะบัญชาการทัพใกล้เมืองถลาง ก็ฆ่าตัวตายตามพระเจ้าตากสิน
และไทยต้องช่วยองค์เชียงสือรบกับพวกราชวงศ์เล้หรือกบฎไตเซิน 2 ครั้ง
ต้องช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ตามข้อตกลงลับที่ได้ช่วยกันล้มราชบัลลังก์
ของพระเจ้าตากสิน

และไทยก็ต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวนเมื่อญวนตั้งราชวงศ์องเชียงสือ
สำเร็จมีอำนาจมากขึ้น

พระเจ้าตากมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่มีแม้แต่ปราสาทราชวังหลังเดียวใน
สมัยกรุงธนบุรี มีแต่เพียงท้องพระโรงพระราชวังเดิมที่คล้ายโบสถ์หลังหนึ่งเท่านั้น
สมัยพระเจ้าตากสินได้มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาหลังภาวะสงครามครั้งใหญ่
ทรงส่งเสริมการปฏิบัติธรรมอย่างกว้างขวาง ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
พระสงฆ์จึงอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
แต่รัชกาลที่ 1 ต้องการควบคุมพุทธศาสนา โดยกล่าวหาคณะสงฆ์ไทยว่า
ไม่รักษาศีล ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพื่อหาเรื่องเข้าไปควบคุมศาสนจักร
ให้รับใช้ราชวงศ์ใหม่

ถึงกับให้ตำรวจวังไปเอาสมเด็จพระวันรัต(ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่
พระอาจารย์วิปัสสนาของพระเจ้าตากสินให้สึกออกแล้วลงพระราชอาญา
เฆี่ยน 100 ที และให้ประหารชีวิต เพราะแค้นที่พระเคยทูลให้พระเจ้าตากสิน
ลงโทษพระองค์ แต่ฟ้าฉิมทรงทูลขอให้ไว้ชีวิตอาจารย์ของตนไว้

รัชกาลที่1 ให้กรมสังฆการีปกครองสงฆ์และแต่งตั้งสมณะศักดิ์
และตัดสินปัญหาที่พระสงฆ์ต้องอธิกรณ์(ถูกลงโทษ)
มีการตั้งกรมหลวงรักษ์รณเรศ โอรสของรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นพวกลักเพศ
ชอบมั่วสุมกับเด็กหนุ่มๆ ให้บังคับบัญชากรมสังฆการี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 พ.ย.64

หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.4 จุดจบของอาบอบนวด

.
ทุกๆ ธุรกิจมีขึ้นมีลง ตามไลฟ์ ไซเคิล (Life Cycle) เมื่อถึงจุดสูงสุด เส้นกราฟก็หันหัวทิ่มลงไปตามกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ไม่สามารถต้านทานได้

.
ธุรกิจอาบอบนวดก็หนีไม่พ้นเช่นกัน ในฐานะที่ผมอยู่ในยุครุ่งเรืองมาตลอด เป็นเจ้าพ่ออาบอบนวด พอสรุปยุคตกตำ่หลังโควิดได้ดังนี้

.

  1. เชียร์แขก มาม่าซัง จะหายไปในยุคสมัยของเด็กรุ่นใหม่ ที่ธุรกิจเพศพาณิชย์ไม่ต้องการ “คนกลาง” อีกต่อไป เฉกเช่นธุรกิจออนไลน์ ผู้ซื้อพบผู้ขายโดยตรง

.
เดี๋ยวนี้บรรดาเด็กขายบริการ เช่าห้องตามอพาร์ทเม้นต์ไว้รอรับแขก ติดต่อผ่านไลน์ ผ่านแชท ผ่านเว็บไซต์ซื้อขายกลางเหมือน Shopee Lazada

.

  1. ไม่มีใครอยากเสียค่าหัวคิว โน่นนี่นั่นของบรรดาเชียร์แขก มาม่าซัง ที่ทำตัวเป็น “นิ้วทองคำ” ชี้ใครก็ได้งาน เด็กใครเด็กมัน

.
ถึงวันเกิดพี่ๆ ก็ต้องจัดเงินใส่ซอง หรือทองต้องหนัก 1 บาท ไม่งั้นเน่าแน่ หรือไม่ก็ต้องให้ค่าเรียนลูก ต่อเติมหลังบ้าน สารพัดมาบรรยายให้ฟังทุกวี่ทุกวัน

.
ที่สำคัญ มันหมดยุคนั่งตู้ มือถือและไลน์ในยุคนี้มันง่าย สาวไทยจึงอยากเป็น “ไซด์ไลน์” กันหมด

.
หากมีแขกก็โทรมาเรียก ไลน์มาบอก หากไม่มีแขกใครจะไปนั่งรอให้เสียเวลา เสียความรู้สึก

.

  1. เด็กสามารถเลือกแขกได้ ไม่ไปก็ได้ หรือทุ่มสุดตัวหากแขกโปรไฟล์ดี ดูได้ที่ “อินสตาแกรม”

.
พ่อรวย ขับรถซุปเปอร์คาร์ เที่ยวเมืองนอก ใส่ของแบรนด์เนม

.
อย่างนี้ น้องต้องทำตัวหรูถึงจะดูเหมาะสม เด็กก็ต้อง “อัพเกรด” เหมือนกัน

.
แต่ก่อนตอนทำอาบอบนวด เรียกกัน “อีเปิ้ล” แต่พอได้เป็นไซด์ไลน์ ใช้ชื่อจัดตั้งกลายเป็น “แอ๊ปเปิ้ล”

.
อาบอบนวด จึงกลายเป็นธุรกิจโบราณ ทั้งเด็ก ทั้งแขก เริ่มหายากขึ้นทุกวัน เพราะมีเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ต้องเข้าไปสถานที่อโคจรให้ใครเขานินทาว่า “บ้ากาม”

.
ยิ่งที ยิ่งปิดไปคนละที่สองที่

.
เมื่อเด็กกลายเป็น “ผู้เลือก” แทนที่แต่ก่อนเคยถูก “แขกเลือก” โลกของอาบอบนวดจึงกลับตาลปัตรไปตามกระแสเชี่ยวกรากของยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค

.
แถมสถานบริการอาบอบนวดต้องจ่าย “ค่าเก๋าเจี๊ยะ” ตั้งแต่ล่างยันบน ห้ามขาดตกบกพร่อง หากมีนโยบายมาก็ต้องจับอีก และข้อหาก็หนักไม่ใช่ล้อเล่น “ค้ามนุษย์” แล้วตามด้วย “ฟอกเงิน” เป็นสูตรตายตัว

.
วันนี้จึงได้เห็นอาบอบนวดปิดกันเป็นทิวแถว

.
อีกไม่นาน เด็กเจน Z คงได้แต่ย้อนอ่านเรื่องเล่าของผมว่า “อ้อ อาบอบนวดเป็นแบบนี้หรือ?”

.
เป็นแค่ภาพประวัติศาสตร์ เหมือนคนรุ่นเก่าที่ได้เห็น “โคมแดง โคมเขียว” แขวนไว้หน้าซ่อง เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน แถวโรงน้ำชาย่านเยาวราช แล้วพัฒนามาถึงยุค “บางขุนพรหม” จนมาถึงยุค “สุทธิสาร”

.
อนิจจัง สังขารไม่เที่ยง ยุบหนอ พองหนอ

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

ราคาค่าอาลัย? งบประมาณจัดงานพระบรมศพฯ 3พันล้าน(คัดลอกจาก “มิตรสหายท่านหนึ่ง”)

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ร.9 ในวันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้วถูก CNN ยกให้เป็น”พิธีศพ”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน น่าจะถือเป็น”รัฐพิธี”ที่ยิ่งใหญ่และใช้งบประมาณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่น่าแปลกที่ว่าสุดท้ายแล้วงานนี้ใช้งบประมาณจากเงินภาษีไปทั้งหมดเท่าไหร่? แทบจะไม่มีการพูดถึงในสื่อไทย สื่อไทยเกือบทั้งหมดจะรายงานวงเงิน 1พันล้าน ที่คณะรัฐบาล คสช. อนุมัติงบกลางให้ไว้ในครั้งแรกเมื่อเดือน ต.ค. 59 เท่านั้น

ซึ่งงบประมาณ 1 พันล้านนี้แม้น่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐไทย แต่ก็น่าจะถือได้ว่าพอเหมาะพอควรระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับพิธีศพของพระบรมวงศานุวงค์ระดับรองลงไปที่ผ่านมา เช่น งานพระศพของ “เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ” ในปี 2555 ซึ่งก็มีการตั้งวงเงินงบประมาณไว้ถึง 300 ล้านแล้ว หรือ งานพระศพของ “พระพี่นางเธอฯ” ในปี 2551 ซึ่งก็มีการกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายไว้ 300 ล้านเช่นกัน หรือแม้แต่งานศพของพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพิธีที่ไม่ได้มีการสร้าง”พระเมรุ” ก็ยังมีค่าใช้จ่ายถึง 113 ล้านบาท

แต่หลังจากอนุมัติวงเงินค่าใช้จ่าย 1 พันล้านไว้ ถัดมาอีกไม่ถึง 3 เดือน คสช. ก็มีการอนุมัติวงเงินงบประมาณเพิ่มให้อีกเท่าตัว เป็น2พันล้าน ยังไม่พอในเดือน ส.ค. 60 พอพบว่างบ 2 พันล้านที่เคยอนุมัติไว้นั้นถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ก็จัดสรรงบเพิ่มให้อีก 1 พันล้าน รวมเป็นวงเงิน 3 พันล้าน ซึ่งการเพิ่มงบให้ 2 ครั้งหลังนี้กลับไม่มีการรายงานในสื่อไทย แม้ในบทความเรื่องพระราชพิธีพระบรมศพของ CNN จะพูดถึงงบประมาณที่ตั้งไว้ 3 พันล้าน แต่ก็น่าจะมีคนไทยจำนวนไม่มากที่จะได้อ่านบทความภาษาอังกฤษใน CNN ถ้าไม่ใช่เพราะสื่อฝ่ายขวาของไทยต้องการจะ“ตอกหน้าสื่อฝรั่ง” โดยการนำเสนอประเด็นดราม่าใน FB Page ของ CNN ระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ ที่โต้กันว่าการใช้เงินภาษีมากมายขนาดนี้มาจัดพิธีศพเหมาะสมแค่ไหน และจะเป็นไปตามพระราชประสงค์หรือไม่ เลยต้องมีการพูดถึงงบประมาณ 3 พันล้านนี้ ก็อาจจะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้เลยในสื่อไทยเลย

แม้ยอดรวม 3 พันล้านบาทอาจดูเยอะ เมื่อเทียบกับงบกลาง 2.5 พันล้านที่ตั้งสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายตาม“โครงการพระราชดำริ”แต่ละปี แต่ถ้า 3 พันล้านหารต่อประชากร 70 ล้านคน ก็เท่ากับจะเป็นภาระภาษีแค่ 42 บาทต่อคน คนที่มีความผูกพันมาก มีความอาลัยมากก็อาจจะเห็นว่า 42 บาทเป็นค่าใช้จ่ายน้อยนิด ยิ่งเมื่อนำมาหารด้วยจำนวน 70 ปีที่ครองราชย์ ก็จะเท่ากับแค่ 60 สตางค์ต่อคนต่อปีแค่นี้ยินดีที่จะเสีย แต่กับคนที่มีความอาลัยน้อยก็อาจจะแย้งว่า 3000ล้านเอาไปเป็นทุนการศึกษาเด็กปีละแสนได้ถึง3หมื่นคน ทำไมต้องมาเสียไปเปล่าๆเหมือนเผาเงินทิ้งเมื่อจบงาน แถมในแต่ละปีก็มีงบประมาณที่จ่ายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ปีละเป็นหมื่นล้านก็น่าจะพอแล้ว ยิ่งถ้าไปเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพของผู้นำในประเทศอื่นๆก็ไม่ได้เยอะขนาดนี้ ที่อ้างว่าสหรัฐใช้งบกว่า 1.3 หมื่นล้านจัดงานศพประธานาธิบดีเรแกน อันนั้นไม่ใช่ตัวเงินที่จ่ายจริง แต่เป็นการประเมินจากค่าตอบแทนที่รัฐต้องจ่ายให้พนักงานของรัฐฟรีๆในวันนั้นเพราะรัฐประกาศให้เป็นวันหยุดราชการพิเศษ ดังนั้นประเด็นที่ว่างบประมาณในการจัดพิธีพระบรมศพ 3 พันล้านนี้เหมาะสมหรือไม่? สุดท้ายก็คงตัดสินได้ยาก เพราะแล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคนที่แตกต่างกัน

คงคล้ายๆกับเรื่อง“พระเกี้ยว” คนที่อยากแบกยังไงก็แบก คนไม่อยากแบกยังไงก็ไม่แบก อาจจะต่างกันอยู่บ้างที่กรณีนี้ ไม่ว่าจะอยากแบกหรือไม่อยากแบก แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องแบกรับภาระเงินภาษีร่วมกัน

ปล.
อย่างไรก็ตามตัวเลข 3 พันล้านนี้ เป็นเพียงกรอบวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเบิกจ่ายจริงไปเท่าไหร่ มากกว่าหรือน้อยกว่า 3 พันล้านแค่ไหน รวมถึงไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่างบประมาณ 3 พันล้านที่ตั้งไว้นี้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายอะไรเท่าไหร่บ้าง แต่ใครสนใจสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพิธีพระบรมศพฯ ได้ในเว็บไซท์ ACTAI.CO ซึ่งเท่าที่ลองค้นดูพอจะแยกเป็นกลุ่มค่าใช้จ่ายหลักได้ดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างพระเมรุมาศบริเวณสนามหลวง ประมาณ 800ล้าน, การถวายดอกไม้จันทน์(ทั่วประเทศ) 300ล้าน, การจัดทำบัตรประจำตัวผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัคร 90ล้าน, ฯลฯ
-https://www.actai.co/Project?search=”พระบรมศพ”%2B”ก่อสร้าง”%2B”กรุงเทพมหานคร”
-https://www.actai.co/Project?search=”พระบรมศพ”%2B”ดอกไม้จันทน์”
-https://actai.co/Project?search=”พระบรมศพ”%2B”บัตรประจำตัว”

Cr. Somsak Jeamteerasakul

หมวดหมู่
บุคคลสำคัญ

การปกครองชาวฮั่นโดยราชวงศ์แมนจู

การผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่ของแมนจูเหนือจีนฮั่น เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเพราะคนแมนจูมีน้อยกว่าคนฮั่นมากๆ แต่กลับสามารถปกครองจีนฮั่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ (และ "เอาอยู่" ด้วยหลายเหตุปัจจัย) เหตุผลหนึ่งคงมาจากราชวงศ์หมิงตอนปลายมีปัญหามากมาย และราชวงศ์ชิง "โชคดี" มากๆ ที่มีฮ่องเต้เก่งๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงแรก

นูเอ่อฮาซื่อ – ฮ่องเต้องค์แรกของชิง ผู้รวมเผ่าแมนจูเป็นปึกแผ่น ไม่ได้ปกครองจีนเพราะตายก่อน แต่ลูกหลานอวยยศเป็นปฐมกษัตริย์ให้ทีหลัง (อารมณ์เดียวกับเจงกิสข่าน)

หวงไท่จี๋ หรือ ฉงเต๋อ – ผู้ขยายแสนยานุภาพของแมนจู (และเปลี่ยนชื่อเผ่าจากนีเจิน เป็นแมนจู) เกือบปราบหมิงสำเร็จแล้ว แต่ตายก่อนที่หน้าด่าน

ซุ่นจื่อ – เป็นจักรพรรดิองค์แรกของชิง ในยุคที่ยึดปักกิ่งได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เขาเป็นจักรพรรดิหุ่นที่เหล่าแม่ทัพเชิดขึ้นมาเป็นผู้ปกครองตั้งแต่อายุ 6 ขวบ (เพราะพ่อตายก่อน) ถ้าใครอ่านอุ้ยเสี่ยวป้อ เขาคืออดีตจักรพรรดิ พ่อของคังซี ที่สละบัลลังก์แล้วหนีไปบวชนั่นเองครับ (เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ ไม่มีหลักฐานชัดเจน)

คังซี – จักรพรรดิคู่บุญของอุ้ยเสี่ยวป้อ เป็นจักรพรรดิตั้งแต่ยังเด็ก แต่ดันเก่งแบบมหัศจรรย์ ปราบแม่ทัพนายกองแล้วรวบอำนาจกลับมาได้ (ในอุ้ยเสี่ยวป้อจะแจกบทให้อุ้ยเสี่ยวป้อเป็นผู้ช่วยของคังซีในการรวบอำนาจแทน) ครองราชย์นานถึง 61 ปี ยุคทองของชิงเริ่มที่รัชสมัยนี้

ยงเจิ้ง – ช่วงปลายยุคของคังซีมีความวุ่นวายเรื่องการชิงอำนาจของพระโอรส (แยกเป็นสายของอ๋องสี่ กับอ๋องสิบสี่ ใครที่คุ้นๆ ชื่อพวกนี้ ก็มาจากสมัยนี้) สุดท้ายอ๋องสี่ขึ้นครองราชย์ได้เป็นจักรพรรดิยงเจิ้ง ถึงแม้ภาพลักษณ์ของยงเจิ้งไม่ค่อยดี (ฆ่าน้อง) แต่ยงเจิ้งเก็บหอมรอมริบ สร้างฐานะท้องพระคลังให้เข้มแข็ง เป็นฐานสำคัญสำหรับยุคถัดไป ช่วงของยงเจิงเป็นยุคสั้นๆ ประมาณ 13 ปี

เฉียนหลง – ราชวงศ์ชิงโชคดีมากที่ เฉียนหลง หลานของคังซีกลับเป็นจักรพรรดิที่โดดเด่นในระดับเดียวกัน (ชิงเลยมียุคทองสองรอบ) เฉียนหลงได้เป็นจักรพรรดิตอนหนุ่ม เจ้าสำราญ ชอบปลอมตัวไปเที่ยว แต่ก็บริหารงานได้เป็นเยี่ยม มีโครงการรวบรวมตำราวิชาการครั้งใหญ่ เฉียนหลงฮ่องเต้ครองราชย์นาน 60 ปีแล้วสละบัลลังก์ให้พระโอรสเป็นต่อ แต่ช่วงปลายของเฉียนหลงก็มีปัญหาข้าราชบริพารเก่าก่อนเริ่มครองอำนาจและคอร์รัปชั่น จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้ราชวงศ์ชิงเริ่มเสื่อมลงหลังยุคของเฉียนหลงเป็นต้นมา

บทความบางส่วนจาก http://www.isriya.com/node/4088/เชิงอรรถยุทธภพ
ประวิทย์ ทรัพย์ทวีนนท์

เรื่องเล่าบันทึกโลก

หมวดหมู่
อาบอบนวด

EP.3 ชื่อ “อาบอบนวด” นั้น สำคัญไฉน?

.
ใครเคยสังเกตุไหมว่า สถานอโคจร สถานอบายมุขอย่างอาบอบนวดไม่ว่าที่ใด จะต้องตั้งชื่อเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำทั้งสิ้น

.
ไม่ว่าในยุคถนนเพชรบุรีรุ่นเก่า เมรี บีวา ฮูหยิน แนนซี่ โมนาลิซ่า จนถึงรุ่นใหม่ย่านถนนรัชดา เอ็มมานูเอล วิคตอเรีย แคทเธอรีน จูเลียน่า โคปาคาบาน่า ฮอนโนลูลู โพไซดอน หรือย่านสุขุมวิทที่อยู่ยงคงกระพันมานาน เพิ่งปิดไปสัก 7-8 ปีก่อน ชื่อ “ดาร์ลิง” ที่แปลว่า ที่รัก

.
หากไปเปิดเป็นชื่อผู้ชายเมื่อไหร่ มันได้เจ๊งให้เห็นกันซึ่งๆ หน้า เช่น “ซีซาร์” ที่เปิดวันแรกผู้ชายวัยกลางคนไปเที่ยวแล้วหัวใจวายช็อคตายคาอกหมอนวด

.
หรือแม้แต่เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อ “เดอะลอร์ด” ของ “เสี่ยกำพล” ที่ถูกตำรวจ ดีเอสไอ บุกจับ เพราะค้าเด็กต่ำกว่า 15 ปี เป็นข่าวโด่งดังยังหนีหมายจับอยู่ทุกวันนี้

.
บ้านช่อง เงินทอง ทรัพย์สินถูกยึด ถูกอายัด มีคดีพ่วงยาวเป็นหางว่าว อาบอบนวดในเครือปิดตาย รวมทั้งอาบอบนวดที่ใหญ่โตหรูหราแพงระยับ มีเงินต่ำกว่าหมื่นเข้าไม่ได้ ต้องปิดตัวถาวร

.
ก็ดันไปตั้งชื่ออาบอบนวดว่า “เดอะลอร์ด” ได้ไง มันชื่อผู้ชายชัดๆ โต้งๆ

.
อ่านแล้วอาจจะไม่เชื่อ แต่ลองไล่เรียงดู พังทุกราย

.
อาถรรพ์นี้คนในวงการต่างรู้ดี อาบอบนวดจึงต้องตั้งชื่อเป็นผู้หญิง หรือไม่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำเท่านั้น

.
อย่าง “เจ้าพระยา” ที่อยู่ยาวนานคงทนมา 30-40 ปี หรือที่เล็กๆ แต่อยู่มานมนาน เช่น “สายฝน”

.
อีกที่ โด่งดังยาวนานเหมือนกัน ชายไทยสมัยก่อนรู้จักดี คือ “ชวาลา” ก็เกี่ยวข้องกับน้ำเต็มๆ

.
เพราะตั้งชื่อคล้ายคำประสม จากคำว่า “ชวา” เปิดพจนานุกรมบอกเป็นชื่อเกาะ ล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทร

.
แถมที่ ชวาลา ยังมีลูกเล่นว่า ห้ามหมอนวดยุ่งกับแขกจริงๆ จังๆ แต่พาไปสนามหลวงได้ แล้วใช้ท่าซอกอก หรือท่าขาหนีบ เอาเบบี้ออยราดก่อนจะได้ไม่แสบ สมัยก่อนโน้นใช้น้ำยาใส่ผม “ไบรครีม” ช่วย

.
ลีลาเด็ดสะระตี่ขนาดไหน ชายไทยที่อายุ 60-80 ปีในวันนี้คงจดจำได้ดี

.
สถานที่อาบอบนวดเป็นศูนย์รวมชีวิตผู้หญิงเป็นร้อยๆ คน หมอนวดจึงเปรียบเสมือนเป็น “นางเอก” ชั่วคราว

.
บรรดาแขกผู้ชายที่มาเที่ยวสวมบทเป็น “พระเอก” มาโปรด เพราะเอาเงินมาให้

.
เชียร์แขก มาม่าซัง ถือเป็น “ตัวตลก” ที่เสริมละครบทนี้ให้มีชีวิตชีวา บรรยายสรรพคุณนางเอกให้พระเอกฟัง

.
ส่วน “หมาต๋า” จะเป็นอะไรได้เล่า นอกจาก “ตัวร้าย” ของเรื่อง

.
ก็เล่นเที่ยวแล้วไม่จ่าย ขอลดครึ่งราคาบ้าง แหม…ทั้งสนุกทั้งมันเหมือนกัน แต่ไม่จ่าย ไม่ทิป นี่จะเรียกว่าพระเอกคงไม่ใช่แล้วคุณพี่

.
แต่ถึงอย่างไร นางเอกก็ต้องมีเคล็ดลับ แม้ว่าบางคนหน้าตาทรวดทรงองค์เอวจะดูดีเข้าขั้น แต่หามีแขกเรียกไม่ เชียร์ยังไงก็ไม่มีแขกติด ไม่มีขาประจำ

.
ก็เพราะไม่บูชา “ปลัดขิก”

.
ด้านในตู้กระจกที่เหล่าหมอนวดสาวนั่งเรียงรายให้แขกเลือกนั้น จะไม่มีหิ้งพระ หลวงพ่อ หรือแม้แต่นางกวักใดๆ

.
แต่จะมีสารพัดท่านปลัดขิก (ของขลังรูปอวัยวะเพศชาย ทำด้วยไม้ลงอักขระยันต์) ขนาดต่างๆ ตั้งแต่เล็กยันใหญ่โตวางเรียงรายไว้พร้อมพวงมาลัยบูชา และมีเงินเหรียญวางไว้เต็มไปหมด

.
อันหมายถึง ได้เงินทองไหลมาเทมา เพราะบูชาท่านปลัดขิกนี่เอง

.
ปลัดขิกของผมนั้นได้จาก หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม ที่โด่งดังที่สุดแห่งยุคขณะนั้น

.
หลวงพ่อเปิ่นเป็นที่นับถือของคนกลางคืน ขนาดว่าทุกปีขณะท่านยังมีชีวิต ต้องนิมนต์จองตัวท่านมาถึงสถานอาบอบนวดของผมทุกที่ด้วย ทำบุญแล้วแจกปลัดขิก วัตถุมงคล ของดีต่างๆ ให้กับมือทุกปี

.
บรรดาสาวบริการนั่งพรมมือแต้ ฟังธรรมโปรดสัตว์ที่มีกรรม แล้วทำบุญทำทานได้เงินเข้าวัดรวมกันเป็นหลายแสนบาทในแต่ละครั้ง

.
หมอนวดล้วนตั้งอธิษฐานว่า เงินที่ได้จะเอาไว้ให้พ่อแม่ สร้างบ้าน สร้างตัว และเหลือเผื่อแผ่ทำบุญทำกุศล อันเนื่องมาจากเวรกรรมแต่ชาติปางก่อนที่ทำไว้ จึงต้องให้มาชดใช้ในชาตินี้

.
บางคนมีรายได้ดี ปีๆ หนึ่งเก็บเงินได้มากกว่า 1 หรือ 2 ล้านบาท นำเงินไปปลูกบ้านให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ถึงขนาดแข่งขันกันสร้างบ้านอวด จนตั้งชื่อว่า “หมู่บ้านสวิส” เลียนแบบเปรียบเทียบจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์โน่น

.
เข้าไปในหมู่บ้านต่างจังหวัดไกลกรุงแล้วต้องตกใจ เพราะพบกับบ้านหรู สองชั้น เรียงกันให้เห็นเป็นตับ อย่างกับหมู่บ้านสวิสจริงๆ

.
ที่เล่าให้ฟังไม่ได้ไปเชิญชวนให้ทำ เพราะอาชีพ “หมอนวด” สงวนไว้ให้คนมีเวรมีกรรม ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว ทอดกายให้ชายเชยชม ชีวิตเหมือนดั่งกับบทเพลงดัง “นางงามตู้กระจก”

.
เป็น “นางเอก” แต่อาภัพเสียก็มาก ถูกเสี่ยเอาไปเลี้ยงดู แล้วเฉดหัวส่งน้ำตาตกกลับมาเป็นหมอนวดเฝ้าตู้ก็เยอะ จนลาโรงอายุ 40-50 ปี ผมต้องโปรโมทเลื่อนชั้นเป็น “ครูฝึก” เลี้ยงไว้สั่งสอนลูกเล่นประสบการณ์แพรวพราวให้รุ่นน้องแทน

.
หลังๆ บูชากันถึง “พระพิฆเนศ” เจ้าแห่งการละครร้องรำ เพราะถือว่าสถานอาบอบนวดเป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่บรรดาหมอนวดต้องแสดงบทบาทแข่งขันกัน

.
ใครแสดงได้ดีก็มีแขกติดมากมาย ขนาดต้องเข้าคิวรอ วันๆ หนึ่งไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีแม้เวลากินข้าว เพราะแขกนั่งรอเข้าคิวยาวเหยียด

.
จึงมักเห็นหมอนวดบูชาพระพิฆเนศให้ช่วยเรื่องดวง เล่นละครเอาใจแขกให้ติด หรือพบแขกที่ใจดีเงินหนาเอาไปชุบเลี้ยง บางคนได้ขยับชั้นเป็นคุณนาย นั่งรถเบนซ์มีคนขับให้ กลายเป็นเมียเสี่ยใหญ่ได้ออกหน้าออกตา เพราะ

.
“อยู่เป็น เย็นพอ รอได้”

.
บางคนชีวิตเป็นเหมือนฝัน ตกถังข้าวสารไปอยู่ต่างแดน มีชีวิตครอบครัวใหม่กับ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่ง สารพัดชาติทั่วโลก

.
แต่ขณะเดียวกันก็มีคนตกอับ เดินเร่ร่อนไปทั่วเจ็ดย่านน้ำ ขนาดวันก่อนผมไปวิ่งที่หาดพัทยา ยังเจอศิษย์เก่ารุ่นเดอะทำงานแถวนั้น บอกผมว่า อดอยาก ฝรั่งหายหัวหมด

.
ชีวิตจริงจึงยิ่งกว่านิยาย

.
ส่วนบางคนดันไปคิดว่าแขกเขาหลง เลยทำตัวเหมือนนางเอกจริง ร้องเอารถ เอาบ้าน แถมเงินก้อนในบัญชีเป็นประกันก่อน ขนญาติพี่น้องพ่อแม่มาอยู่ด้วย

.
โถ เดี๋ยวนี้หาผู้ชายคุณสมบัติ “รวยแต่โง่” ไม่ค่อยมี มันหายาก

.
ผู้ชายลองมาเที่ยวแล้วติดใจเป็นแขกประจำความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนา แสดงว่าคนที่บ้านอาจบกพร่องเรื่องบนเตียง จึงต้องบริการสุดฤทธิ์สุดเดช

.
ชายมักมีนิสัยชอบซุกซน หากลองได้มาเที่ยวแล้วติดใจก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย จะหาคนที่ตั้งหลักปักฐานมันยาก

.
อันด้วยมนตร์ขลังบูชาปลัดขิก ก็อาจช่วยได้แค่ครั้งคราว พอมนตร์เสื่อมก็หายหน้าจากไป

.
แต่ช่วงของขึ้น ถึงขนาดหมอนวดหมดเวลาลงมา มีแขกรอขึ้นต่อทันที บางคนวันๆ หนึ่งได้ 5-6 รอบ สถิติมีสูงถึง 10 รอบก็มี (อย่าไปนับชั่วโมง เพราะแขกบางคนแค่ 30-40 นาทีก็รีบลง เรียกว่า “ช่วงหลบเมีย” ได้แก่เวลา 4-5 โมงเย็น แขกจะรีบขึ้นรีบลงแล้วเผ่นกลับบ้าน ทันเวลาเลิกงานรับหน้าเมียพอดิบพอดี)

.
อันบรรดาสาวกลางคืน เห็นทำอาชีพแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยจึงมักมีใจบุญสุนทาน ทั้งๆ ที่เลิกงานกินเหล้าเมากับแขก แต่ยังนั่งรอพระตักบาตรตอนเช้าแล้วค่อยเข้านอนก็ยังมี

.
หรือเวลาทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างวัด สร้างโบสถ์ มาร่วมกันบริจาคจริงจังคับคั่ง

.
ช่างเป็นภาพที่ย้อนแย้ง และหากไม่ใช่คนวงในคงไม่ทราบ

.
คนโบรำ่โบราณที่ทำอาชีพนี้รำ่รวยแล้วคิดถึงบาปกรรม ยังนำเงินที่ได้ไปสร้างวัด ชื่อ “วัดคณิกาผล” อยู่ตรงข้ามโรงพักพลับพลาไชย ชื่อก็บอกชัดว่า ผลจากโสเภณี

.
ชื่อเก่า “วัดใหม่ยายแฟง” เดี๋ยวนี้ยังเห็นคนกลางคืนไปกราบไหว้บูชากันแยะ

.
EP.4 ตอนจบของอาบอบนวด อันเป็นตอนสุดท้าย

.
อาบอบนวดก็เช่นเดียวกันกับธุรกิจอื่นๆ ที่เริ่มล้มหายตายจากหลังโควิด

.
อบายมุขไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ได้พัฒนารูปแบบเป็น “ออนไลน์” ไปเสียแล้ว

.
อาบอบนวดกลายเป็นสถานที่เที่ยวของคนยุคเก่า แขกที่นับปีอายุมากขึ้นร่วงโรยหายไป และไม่ทันยุคทันสมัยของคนรุ่นใหม่

.
แถมสาวไทยรุ่นใหม่ ไม่ต้องการมานั่งในตู้ให้เป็น “ผู้ถูกเลือก” อีก

.
แต่กลับกลายเป็น “ผู้เลือก” แทน!

หมวดหมู่
อาบอบนวด

อาบอบนวด EP.2 “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”

.
อาบอบนวดทุกที่ถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมาย พรบ.สถานบริการ พ.ศ. 2509

.
หากใครอยากเปิดกิจการนี้แทบตายห่า ก็ต้องดั้นด้นหาใบอนุญาตสถานบริการประเภท “อาบอบนวด” ให้ได้

.
ใบอนุญาตมีทั้ง ผู้รับอนุญาตเป็นชื่อบริษัท หรือ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด

.
หรือแม้กระทั่งเป็นชื่อบุคคลทั่วไป

.
แต่ก็มีกฎระเบียบ ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนชื่อในใบอนุญาต พูดง่ายๆว่า กฎหมายห้ามซื้อขายใบอนุญาต

.
อ้าว! แล้วเขาซื้อขายกันได้ยังไงวะ?

.
ปัทโธ่! อยู่ไทยแลนด์ ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว

.
หากเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ก็บอกแค่ผู้จัดการมีธุระกิจยุ่งเหยิง ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ไม่มีเวลาดูแลกิจการ จึงโอนให้คนใหม่เป็นผู้จัดการแทน (คือคนซื้อใบอนุญาตคนใหม่นั่นเอง)

.
โดยขั้นตอนแรก เมื่อตกลงซื้อขายก็ให้คนซื้อโอนชื่อเข้ามาถือหุ้นก่อนสัก 1% ตอนรับมัดจำ หลังจากนั้นค่อยโอนชื่อผู้รับอนุญาตให้เมื่อจ่ายหมด เสร็จสิ้นขั้นตอน ปรากฏชื่อและรูปถ่าย (ในใบอนุญาตจะมีรูปถ่ายติดด้วยว่าอนุญาตให้ใคร)

.
แล้วใบอนุญาตชื่อบุคคลทั่วไปล่ะ ไฉนถึงโอนได้อีก? ขนาดใบอนุญาตขับขี่เป็นชื่อเรา จะไปโอนให้เป็นชื่อคนอื่นยังไม่ได้เลย?

.
ก็อีกนั่นแหละ ไปฟ้องร้องศาลเอา ว่านายคนที่ถือใบอนุญาตอาบอบนวดเป็นหนี้สินติดค้างเราอยู่ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดจะชำระ จึงขอให้ศาลกรุณาพิพากษาให้โอนใบอนุญาตใบนี้ให้เราเสียเป็นค่าชำระหนี้สินที่ค้าง

.
แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง!

.
ส่วนสนนราคาค่างวด ขนาดสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ห้องละ 200,000 บาทขาดตัว หากมี 100 ห้อง ก็ 20 ล้าน

.
ใบอนุญาตอาบอบนวดแต่ละใบมีระบุจำนวนห้องแตกต่างกัน เช่น บางใบก็ 6 ห้อง บางใบก็ 10 ห้อง หรือ 20 ห้อง

.
ไม่มีขอเพิ่มอีกแล้ว เพราะสมัยรัฐมนตรีมหาดไทย พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ออกใบอนุญาต อาบอบนวด ไนท์คลับเพิ่มเนื่องจากเป็นสถานอบายมุข จึงมีอยู่แค่ไหนแค่นั้น

.
หากจำไม่ผิด ทั่วประเทศไทยมีใบอนุญาตอาบอบนวดอยู่แค่ 113 ใบอนุญาต

.
ใบที่ผมซื้อมาครั้งแรกนั้น มี 106 ห้อง เจ้าของดั้งเดิมได้มาตั้งแต่ ปี 2509 ยังนึกสงสัยว่า อาบอบนวดสมัยนั้นทำไมถึงมีกันเป็นร้อยห้องได้วะ?

.
ช่างรุ่งเรืองใหญ่โตมาแต่เก่าก่อน

.
ตอนหลังถึงรู้จากเจ้าพ่ออาบอบนวดรุ่นเก๋าว่า จริงๆ มันมีแค่ 16 ห้อง แต่ไปเติม 0 ตรงกลางเลยกลายเป็น 106 ห้องซะเลย

.
ไหนๆ ก็เสียเงิน “เก๋าเจี๊ยะ” อยู่แล้ว จะเติมเลข 0 ข้างหลังก็เกรงใจยังไงอยู่ ดูห้องแยะมากไปถึง 160 ห้อง

.
เลยเกรงใจเอา 0 ไว้ตรงกลางดีกว่า

.
จาก 16 ห้อง เลยกลายเป็น 106 ห้องไปเสียฉิบ

.
ที่ว่านี่มัน 50 กว่าปีแล้ว ระบบคอมพิวเตอร์คงไม่มี หละหลวมไปหน่อย

.
โถ ! นานสมัยนั้น จะเอาอะไรมาเหมือนสมัยนี้ได้เล่า?

.
เสร็จสรรพก็บอกต้นฉบับสูญหาย เป็นอันจบเรื่อง ได้ใบใหม่ จากเดิม 16 ห้อง เป็น 106 ห้อง

.
ยังนึกในใจว่าคนคิดหัวใสแท้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พ่อค้า + หมาต๋า ร่วมมือประสานกัน เหมือน นักการเมือง + ข้าราชการ สมัยนี้เชียวครับท่าน

.
ไฮไลท์สำคัญเรื่องใบอนุญาตอาบอบนวด คือ จำนวนห้องที่ผมหลงซื้อตั้ง 106 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 รวมเบ็ดเสร็จ หมดไป 21,200,000 บาท “ยี่สิบเอ็ดล้านสองแสนบาท” ในปี พ.ศ. 2534 เมื่อ 30 ปีก่อน

.
อันที่จริง ซื้อใบอนุญาตจำนวนห้องน้อยๆ ดีกว่า เอาแค่ 5 ห้อง 10 ห้อง ที่เรียกว่า “ใบเล็ก” ผมนั้น หลงโง่เสียนาน เสียเงินตั้งมากมาย

.
เพราะอะไรหรือ?

.
เหตุผลประการแรก ยังไงๆ เจ้าของสถานบริการก็ต้องจ่ายรายเดือนให้ท้องที่ไปยันผู้ใหญ่อยู่แล้ว มีใบเล็กแค่ 2 ใบไว้ป้องกันก็พอ หากถูกปิดจริงๆ (ซึ่งไม่เคยถูกปิด เพราะจ่ายตามระบียบตลอด) ก็ถูกปิดแค่ 1 ใบ อีกใบยังเปิดได้อยู่

.
ประการที่สอง หากซื้อ 2 ใบ ใบนึง 5 ห้อง อีกใบ 10 ห้อง ราคาห้องละ 200,000 หรือให้ 300,000 เลย ก็จ่ายแค่ 2-3 ล้านเท่านั้น

.
ไม่ต้องเอาใบที่มีห้องมากๆ ให้เปลืองเงิน แล้วเวลา “หมาต๋า” มาตรวจ ก็จัดซองหนาๆ คุยแค่ที่ ค๊อฟฟีช็อปชั้นล่าง ไม่ต้องไปเดินตรวจนับห้องให้เมื่อยตุ้ม

.
จัดเด็กฉอเลาะ เจ๊าะแจ๊ะแป๊บเดียวก็ชวนเข้าห้อง แทนที่จะนับห้อง

.
ห้องที่มีเกินอยู่ไม่ได้เปิดจริงๆ ครับท่าน ฟูกก็ยกขึ้น แต่อย่างว่า ของพรรค์นี้ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รู้ๆ กันอยู่ พอหมาต๋าไป ก็ให้แม่บ้านยกฟูกลงเสียก็เปิดขย่มได้เหมือนเดิม กว่าจะมาตรวจอีกทีก็ปีหน้า

.
ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนใหม่มาคนเก่าไปเสียแล้ว

.
เทคนิคเพิ่มห้องอีกสเตป คือ ห้องใหญ่ 1 ห้องก็จัดทำเป็นห้องสูทเสีย มีห้องแยกย่อยทะลุไปอีก 4-5 ห้อง แล้วจัด “อ่างสุกี้” ไว้แช่รวมกัน 7-8 คน ทั้งชายและหญิง บรรเทิงเริงรมย์ แล้วก็เข้าห้องซอยตัวใครตัวมัน

.
ด้วยวิธีนี้ เลยทำให้ห้องแตกตัว จาก 1 ห้องเป็น 5 ห้อง มีใบอนุญาต 10 ห้องก็กลายเป็น 50 ห้อง ชิลๆ

.
จนถึงยุคนี้ ยังเลียนแบบลูกเล่นผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย

.
ไหนๆ มันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว จะเอาอะไรถูก

.
ผิดแต่จ่าย ดีกว่าถูกแล้วไม่จ่าย มันเปิดอาบอบนวดได้ซะที่ไหนล่ะ หากท่านพี่ไม่พยักหน้า?

.
ส่วนกฎระเบียบควบคุมอาบอบนวดก็เข้มงวดกวดขันเสียเหลือเกิน ดูเอาจริงเอาจัง แต่ยิ่งทำเหมือนยิ่งยุ สนุกไปอีกแบบ

.
เช่น ต้องมีเจาะช่องกระจก ขนาด สูง 5 ซม. ยาว 20 ซม. ที่ประตูห้องนวดทุกห้อง เพื่อให้มองเห็นกิจกรรมภายในว่าไม่ไปแก้ผ้าเล่นท่าเสี่ยงปีนป่ายกันเกินเหตุเวลาไปตรวจ (คนคิดกฎนี้ช่างใจดำเหลือเกิน)

.
คนเคยไปอาบอบนวดทุกที่ที่ถูกกฎหมายคงรู้ว่า แม่บ้านเอากระดาษปิดกันที่กระจกหมด หาได้สอดส่องมองเห็นทะลุได้ หมอนวดกับแขกจะเล่นจ้ำจี้มะเขือเปราะกัน ใช่ธุระคนอื่นไปยืนดูเสียที่ไหน?

.
ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

.
แล้วที่มีกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามประตูห้องนวดปิดล็อค” เพื่อจะได้เข้าไปดูได้ว่ามีการเล่นกายกรรมหรือโยคะท่ายากกันหรือไม่?

.
ก็ใส่ลูกบิดล็อคแต่ไม่มีกลอน แล้วอ้างว่า “ลูกบิดที่ไหนมันจะขายแบบไม่มีตัวล็อคครับท่าน? แต่ที่นี่ไม่มีกลอน ไม่มีกุญแจล็อคเสียหน่อย เคาะก็เปิด”

.
แต่ถึงเวลาจริง ต่อให้เขย่าให้โลกแตกก็หาใครไปเปิด ก็คนกำลังจะเสร็จใครจะเดินไปเปิดไหว?

.
คนคิดออกกฎหมายนี่ก็เหลือเกิน จะหาวิธีป้องกันทุกวิถีทางไม่ให้มีการค้าประเวณี ถึงขนาดห้ามโน่นห้ามนี่ทุกอย่าง ทั้งช่องกระจกไว้ตรวจ ประตูไว้เปิดดูได้

.
แต่ที่ไม่ยอมคิด หรือแกล้งๆ ทำเป็นไม่รับรู้คือ ยอมให้ทั้งหมอนวดและแขกแก้ผ้าลงแช่น้ำด้วยกัน สยิวกิ้วขนาดนี้ดันไม่มีกฎระเบียบห้าม

.
ผมเคยคิดศึกษาตอนทำธุรกิจอาบอบนวดแรกๆว่า ห้ามพระไม่ให้สึก ห้ามผู้หญิงตั้งท้องไม่ให้คลอด ห้ามชายหญิงไม่ให้มีอะไรกันตอนแก้ผ้า เรื่องหลังนี่มันยากสุดๆ เลยนะครับ

.
แถมที่ว่า “ห้ามค้าประเวณี” ติดเอาไว้ทั่วห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง ก็ติดไปพรรค์นั้นเอง

.
น่าจะกลับกันเสียด้วยซ้ำว่าเป็น “สถานที่ค้าประเวณีถูกต้องตามกฎหมาย” มันถึงจะถูกต้องตรงไปตรงมา

.
ไม่ต้องมือถือสาก ปากถือศีลให้ช้ำใจ

.
เพราะเวลาต่อสู้ทางกฎหมาย หลักฐานที่ตำรวจเอาผิด คือ ปลอมตัวเป็นแขกมาล่อซื้อ บันทึกหมายเลขธนบัตรที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน ถึงเวลาสืบพยานขึ้นโรงขึ้นศาล ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นแขกก็รับสารภาพกลางศาลว่า “เสร็จจริง” แต่ “จำใจเสร็จ” เพราะทำตามหน้าที่

.
เมียที่บ้านรู้คงได้เพ่นกระบาลผัว ทะเลาะกันแก้ตัวไม่ขึ้น หน้าที่นี้จึงค่อนข้างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่เหมือนกัน หากเมียรู้

.
แล้วที่เอาถุงยางพร้อมน้ำอสุจิบรรจุอยู่ภายในมาเป็นหลักฐาน

.
หมอนวดสาวก็ให้การว่า “จำใจยอม” เพราะถูกเล้าโลมจนสติแตกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เงินที่ชายให้มาก็รับไว้ด้วยความเสน่หา ไม่ได้ค้าประเวณีนะคะ เขาให้มาด้วยความเต็มใจ ไม่ได้เอาอะไรไปจ่อบังคับ ให้เงินแล้วยังกอดกระซิบว่า จะมาหาใหม่

.
ที่สำคัญอยู่ในห้องกันสองต่อสอง หามีบุคคลอื่นใดอีก เลยไม่มีพยานมายืนยันว่าเอากันจริงแท้แน่นอน อาจจะแค่ถูๆ ไถๆ ก็ได้ เพราะท่านวดมันติดพัน จะไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ยังไงเล่า?

.
เรื่องพรรค์นี้ว่าตามกฎหมายจึงทำให้สลับซับซ้อนขึ้นมา ถกเถียงกันได้ ทั้งที่ความจริงรับรู้อยู่ในอก แต่ไม่ยอมรับกันเท่านั้น

.
กฎหมายไทยจึงแค่ “ให้ชิมแต่ไม่ให้กิน ให้กินแต่ไม่ให้กลืน”

.
เป็นเรื่องตลกร้ายเป็นอย่างยิ่ง

.
EP. หน้า จะเล่าเคล็ดลับชื่ออาบอบนวด ว่าเพราะอะไรถึงต้องตั้งชื่อสารพัน ไม่ว่า เจ้าพระยา สายฝน ฟลอริด้าไปจนถึงย่านเพชรบุรี ที่มีชื่อ เมรี บีวา ฮูหยิน ริเวียร่า ใครเคยผ่านไปในอดีตล้วนต้องเคยเห็นผ่านตา

.
ไปยันของผมที่ขายไปนานนมเน ไม่ว่าวิคตอเรีย เอ็มมานูเอล ฮอนโนลูลู โคปาคาบาน่า บาร์บาร่า

.
ทุกที่เล่นของเอาไว้ ชายใดที่ก้าวเข้ามาล้วนเป็นต้องหลงไหลหัวปักหัวปำกันทั้งนั้น

.
ขนาดที่ว่าวันนี้เดินออกจากสถานที่อโคจรอย่างอาบอบนวด ด่าเชียร์แขกมาม่าซังกันโฉมงโฉงเฉง ไม่พอใจหมอนวดแย่ห่วยแตก แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นกลับมาใหม่หน้ายิ้มระรื่น กะหลิ่มกะเหลี่ยเดินอารมณ์ดีกระเป๋าตุงเข้ามาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลืมเรื่องเมื่อวานไปเสียฉิบ

.
นี่แหละน้า “อบายมุข” ใครได้ลิ้มลอง มันติดใจหลงไหลทุกวี่ทุกวัน

.
ของแบบนี้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่

Cr. ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น