รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การวิวาทครั้งสำคัญที่สุดครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจาก 2 ปีของการสมรส วิกตอเรียและอัลเบิร์ตถกเถียงกันว่า ใครควรจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางเลี้ยงดูลูก ก่อนการแต่งงาน วิกตอเรียได้แต่งตั้งเพื่อนสนิทซึ่งเป็นหญิงสาวชาวเยอรมันชื่อ เลห์เซน เป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเนอร์สเซอรี (เลี้ยงดูเด็ก) ภายในราชวัง แต่อัลเบิร์ตไม่ลงรอยกับเลห์เซนและหาทางกำจัดเธอออกไปให้พ้นจากวังบักกิ้งแฮมโดยการตำหนิเลห์เซนว่าสร้าง “อิทธิพลในทางลบ” ให้กับวิกตอเรีย นอกจากนี้อัลเบิร์ตยังมีปากเสียงรุนแรงกับเลห์เซนเรื่องการอบรมเลี้ยงดูวิกกี้ ทางด้านวิกตอเรียซึ่งตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างคนสองคนที่ตัวเองให้ความรักและความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันอัลเบิร์ตบรรยายถึงเลห์เซนว่า “ยายแม่มดนั่นเต็มไปด้วยตัณหาต่ออำนาจ บ้า โง่เขลา มองตัวเองว่าเป็นเทพยดา” ทั้งคู่ต่างเป็นเยอรมัน “หัวแข็ง” ในที่สุดความขัดแย้งก็ถึงจุดแตกหักและเลห์เซนต้องเป็นฝ่ายจากไปนอกจากนี้อัลเบิร์ตยังมีปัญหากับอารมณ์ที่รุนแรงของวิกตอเรีย ซึ่งระดับอารมณ์ที่ขาดความคงเส้นคงวานี้นับเป็นมรดกตกทอดของราชวงศ์วินเซอร์ อัลเบิร์ตมักจะดุภรรยาทุกครั้งที่เธอโกรธและแสดงอาการเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัวจนทำให้คนรอบข้างนึกถึงอาการเสียสติของกษัตริย์จอร์ชที่ 3 (1760-1820) ทุกคนต่างกลัวว่าวิกตอเรียอาจได้รับมรดกนี้มาจากบรรพบุรุษ จนแพทย์หลวงต้องแนะนำอัลเบิร์ตให้พยายามหลีกเลี่ยงการประจันหน้ากับวิกตอเรีย และหากสถานการณ์เลวร้ายลง อัลเบิร์ตจะต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา เจมส์ คลาร์ก แพทย์หลวงกล่าวว่า ยิ่งวิกตอเรียเกิดความหงุดหงิดมากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลร้ายต่อเธอมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องอาศัยวิธีการรับมือของอัลเบิร์ตด้วยเมื่อเวลาล่วงเลยต่อมา อัลเบิร์ตก็ปฏิบัติต่อวิกตอเรียเหมือนที่ปฏิบัติต่อลูกๆ นั่นคือ พยายามควบคุมวิกตอเรีย ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของเธอ อัลเบิร์ตต้องการเปลี่ยนวิกตอเรียให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะในความเป็นจริงวิกตอเรียมีข้อดี ความเป็นตัวของตัวเอง ตรงไปตรงมา และอารมณ์หุนหันพลันแล่นล้วนเป็นเสน่ห์ของเธอ ก่อนการสมรสกับอัลเบิร์ต วิกตอเรียมักออกไปเที่ยวเตร่จนค่ำมืด เต้นรำถึงตีสอง และซุบซิบเรื่องสัพเพเหระกับเพี่อนสาว แต่อัลเบิร์ตเปลี่ยนกิจวัตรเหล่านี้ของวิกตอเรีย หลังการสมรสวิกตอเรียต้องเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม อัลเบิร์ตเองไม่ชอบนอนดึกเพราะเกรงว่าจะอ่อนเพลียในระหว่างทำงาน เขาควบคุมบุคลิกภาพสนุกสนานร่าเริงและเปลี่ยนเธอให้เป็นเหมือนแม่บ้านที่ต้องอยู่เหย้าเฝ้าเรือน วิกตอเรียเองเข้าใจดีว่าสภาพอารมณ์แปรปรวนของตนทำให้สามีอึดอัด เป็นการยากที่ชายใดจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ แต่อัลเบิร์ตเองก็มีข้อเสียเช่นกัน เขามักปฏิบัติตนเหมือนเป็นครูใหญ่ที่คอยกระหนาบวิกตอเรีย แม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะมีส่วนช่วยรักษาอาการอารมณ์แปรปรวนได้ก็ตามส่วนเด็กๆ ต่างอยู่ในสภาพไร้หนทางหลบหนีจากความหงุดหงิดขี้ฉุนเฉียวของแม่ วิกตอเรียมักใช้วิธีเฆี่ยนตีเมื่อลูกทำความผิด ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมต้องได้รับการลงโทษเพียงสถานเดียว มีกรณีเมื่อครั้งเจ้าชายลีโอโปลทำผิดและวิกตอเรียต้องการลงโทษ แม้จะรู้ว่าลูกคนนี้มีสุขภาพอ่อนแอเพราะมีโรคเลือดไหลไม่หยุด (haemophilia) เป็นโรคประจำตัว มีคนเคยถามวิกตอเรียว่า การเฆี่ยนตีลูกเช่นนี้ เธอสามารถทนต่อเสียงร้องไห้ของลูกๆ ได้หรือ ไม่สงสารลูกบ้างหรือ วิกตอเรียตอบว่า “เมื่อเธอมีลูก 9 คน เธอก็แทบจะชินกับเสียงร้องไห้โดยปริยาย” ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมลูกๆ จึงเกรงกลัววิกตอเรียมากหากใช่ว่าลูกบางคนจะไม่ตอบโต้ เช่น วิกกี้มักงัดข้อกับแม่ หรือเอ็ดเวิร์ดและเบอร์ตี้เลือกที่จะไม่ใส่ใจหรือเพิกเฉยไปเสีย การอบรมลูกด้วยวิธีเข้มงวดเช่นนี้ทำให้อัลเบิร์ตไม่พอใจและคิดเสมอว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แม่และลูกไม่สามารถพูดคุยกันด้วยวิธีอารยะได้ ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดของวิกตอเรียที่ว่า แม่ต้องถูกเสมอ และสามารถดุด่าลงโทษลูกได้ตามต้องการ วิกตอเรียปรารถนาที่จะครอบงำชีวิตของลูก และยังคงทำเช่นนี้ต่อไปแม้ว่าลูกของเธอได้เติบใหญ่และบรรลุนิติภาวะแล้วอารมณ์แปรปรวนไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ครอบครัวนี้ต้องประสบ การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำของอัลเบิร์ตนำมาซึ่งความตึงเครียดเช่นเดียวกัน การที่วิกตอเรียต้องตั้งครรภ์อยู่ตลอดเวลาทำให้เธอต้องแบ่งภารกิจบางประเภทให้สามีเป็นผู้ดูแลเพิ่มขึ้นจากหน้าที่ที่เขาต้องปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้อัลเบิร์ตต้องพยายามสร้างจุดสมดุลระหว่างภารกิจราชการกับครบครัว เขาเหมือนวิ่งอยู่บนลู่วิ่งโดยไม่เคยได้หยุดพัก ส่งผลให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง อัลเบิร์ตต้องเข้าร่วมการประชุมมากมายมหาศาล ยิ่งมีงานเพิ่มเท่าไรก็ยิ่งทำให้ความใกล้ชิดที่มีต่อลูกลดน้อยไปเท่านั้น รวมถึงภรรยาที่เรียกร้องต้องการเขาด้วย วิกตอเรียถึงกับกล่าวว่า “พวกเธอไม่รู้หรอกว่าฉันต้องทรมานเพียงไหน เมื่อใดก็ตามที่อัลเบิร์ตต้องไปราชการต่างเมือง ลูกๆ ไม่สามารถมาเติมเต็มฉันได้”**ในรูปคือกษัตริย์จอร์ชที่ 3 (1760-1820) เป็นบ้าในช่วงปลายรัชกาล
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การสร้างความสมบูรณ์ของครอบครัวยังรวมถึงความพยายามของอัลเบิร์ตในการฝึกฝนหลักปฏิบัติทางสังคมให้กับลูกๆ เช่น การวางตัว การเดิน การสนทนา การเรียนภาษาต่างประเทศ การพบปะกับราชนิกุลจากยุโรป เป็นต้น การฝึกฝนเหล่านี้เคร่งครัดอย่างยิ่ง โชคดีที่บุตรีคนโตหรือวิกกี้ มีสมองปราดเปรื่องที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ภายใต้การชี้นำของอัลเบิร์ต วิกกี้ถูกบังคับให้เรียนภาษาฝรั่งเศสเมื่อยังมีอายุเพียง 18 เดือนเท่านั้น และแม้จะมีลูกคนอื่นๆ ที่ต้องดูแล อัลเบิร์ตยังคงให้ความสำคัญและใส่ใจกับการศึกษาของวิกกี้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย วิกกี้เองก็เรียนรู้เร็ว เปรียบเสมือน “เด็กอัจฉริยะ” นอกจากภาษาฝรั่งเศส เธอยังสามารถพูดภาษาละตินและเยอรมันได้ รวมทั้งอ่านเชคสเปียร์แม้ขณะยังอยู่ในวัยเยาว์มากๆในโลกส่วนตัวของครอบครัวนี้ ทั้งวิกตอเรีย อัลเบิร์ต และวิกกี้ ไม่เคยแอบซ่อนรากเหง้าความเป็นเยอรมัน แต่ต่อหน้าสาธารณชน วิกตอเรียต้องแสดงความเป็นบริติชอย่างสมบูรณ์แบบ วิกตอเรียและอัลเบิร์ตพูดภาษาอังกฤษต่อกันเท่าๆ กับที่พูดภาษาเยอรมัน และสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งก็คือ วิกตอเรียชอบเยอรมนีมากกว่าอังกฤษ แม้ว่าเธอจะเป็นราชินีของอังกฤษก็ตาม ทั้งนี้เพราะวิกตอเรียเองเป็นลูกครึ่งเยอรมัน-อังกฤษ และยังสมรสกับเจ้าชายเยอรมัน ในครอบครัว การสนทนาระหว่างสมาชิกมักจะใช้ภาษาเยอรมันด้วยซ้ำ ลูกๆ ของวิกตอเรียจึงมีสำเนียงเยอรมันที่ชัดเจน กระทั่งเมื่อต่างอยู่ในวัยชรา เมื่อเจ้าชายอาเธอร์เดินทางมาเยี่ยมเจ้าหญิงหลุยส์และสนทนาถึงอดีตในวัยเยาว์ร่วมกัน ทันใดนั้นทั้งคู่ก็หันมาพูดด้วยสำเนียงเยอรมัน และแม้ว่ายังพูดภาษาอังกฤษต่อกัน แต่สำเนียงก็เป็นเยอรมันมากๆดังที่ปรากฏ วิกตอเรียและอัลเบิร์ตมีภารกิจชัดเจนในการชี้นำลูก แต่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและอัลเบิร์ตล้วนส่งผลในทางลบต่อภารกิจนี้ ความรักใคร่เสน่หาอย่างแรงกล้าที่มีต่อสามีทำให้วิกตอเรียละเลยบทบาทความเป็นแม่ และแม้ว่าจะผ่านการมีบุตรและธิดามาหลายคน แต่วิกตอเรียก็ยังหวนหาถึงการเติมเต็มความสุขทางเพศ ขณะเดียวกันเธอกลับเกลียดการตั้งครรภ์ เพียงรักกระบวนการที่นำไปสู่การตั้งครรภ์เท่านั้น วิกตอเรียมีความต้องการทางเพศสูงกว่าอัลเบิร์ต อาจจินตนาการได้ว่า ในระหว่างการร่วมเตียงกับวิกตอเรีย อัลเบิร์ตอาจจะยังคิดถึงภารกิจหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างผังเมือง หรือการรวบรวมสถิติการประชุมที่ตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เป็นต้นความหลงใหลในตัวสามีทำให้วิกตอเรียมักเอ่ยชมอัลเบิร์ตต่อหน้าลูก เช่นที่กล่าวว่า “พวกเธอควรจะมีความภาคภูมิใจในตัวพ่อ ไม่มีใครในโลกอีกแล้วที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนได้เท่ากับพ่อของเธอ ผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดี ความยิ่งใหญ่ และปราศจากมลทิน” วิกตอเรียต้องการให้ลูกของเธอดำเนินตามรอยเท้าของอัลเบิร์ต เมื่อครั้งที่วิกตอเรียตั้งครรภ์เบอร์ตี้ เธอพูดกับอัลเบิร์ตว่า “อยากรู้จริงๆ ว่าลูกชายของเราจะเหมือนใคร แต่เธอน่าจะรู้นะว่าฉันเฝ้าอธิษฐานให้ลูกเราคนนี้มีโฉมประดุจเทพเช่นเดียวกับเธอ มีความเหมือนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ” อาจกล่าวได้ว่า วิกตอเรียต้องการสร้างอัลเบิร์ตขึ้นในตัวลูกๆ มากกว่าจะพยายามทำความเข้าใจว่า ลูกแต่ละคนมีลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะตัว หรืออีกนัยหนึ่ง วิกตอเรียยังมีความคิดแบบโบราณที่ว่า เด็กเปรียบเหมือนกระดานว่างเปล่าที่รอการแต่งเติมให้เป็นดั่งใจผู้วาด วิกตอเรียต้องการสร้าง “มินิอัลเบิร์ต” ในตัวลูกวิกตอเรียจึงไม่ต่างจากอัลเบิร์ตมากนักในด้านความคิดที่ว่า ตนเองสามารถกำหนดบุคลิกและหนทางชีวิตของลูกๆ ได้ตามอำเภอใจ ทว่าแผนการปกป้องสถาบันกษัตริย์นี้กลับกลายเป็นการสร้างสนามรบภายในครอบครัว วิกตอเรียมีความเป็นราชินีเท่าๆ กับความเป็นภรรยา ดังนั้นเธอจึงอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสามีอยู่ตลอดเวลา เมื่อทั้งคู่มีปากเสียงกัน อัลเบิร์ตมักจะใช้เหตุผลในการอธิบายปัญหา ตรงกันข้ามกับวิกตอเรียที่มักขาดเหตุผล ทำให้อัลเบิร์ตโกรธและลงเอยด้วยการไล่ตามวิกตอเรียจากห้องหนึ่งไปอีกห้อง แต่บางครั้งเขาก็โกรธภรรยาจนต้องขังตัวเองอยู่ในห้องนอน หรือบางครั้งต้องเขียนจดหมายตำหนิวิกตอเรียอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาเป็นคู่สมรสที่ผ่านทั้งช่วงหอมหวานและขมขื่น บางโอกาสก็มีปากเสียงกันรุนแรง มีทั้งการปิดประตูใส่หน้ากัน ตะโกนด่าทอกัน ครั้งหนึ่งวิกตอเรียถึงกับกล่าวว่า “ฉันไม่นึกไม่ฝันว่าชีวิตสมรสจะทุกข์ทรมานเช่นนี้”

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์แสร้งสร้างความพอเพียงสถานที่หนึ่งที่สามารถสร้างความฝันของการมีครอบครัวสมบูรณ์แบบให้เป็นจริงได้ก็คือ บ้านพักของวิกตอเรียที่มีชื่อว่า “บ้านออสบอร์น” ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะไวท์ (ทางตอนใต้ของอังกฤษ) บ้านหลังนี้ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ทะเล และสายลมอันบริสุทธิ์ เสมือนสวรรค์บนดิน ครอบครัววินเซอร์มักจะเดินทางมาพักผ่อนที่บ้านออสบอร์นในช่วงวันหยุด ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดกับค่านิยมบางประการที่ชนชั้นกลางชาวอังกฤษยกย่องเชิดชูอยู่ภายในบริเวณวังอันกว้างขวาง พึงพอใจกับสันทนาการแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นน้ำทะเลหรือการจับผีเสื้อ ลูกๆ ของวิกตอเรียสามารถเข้าใจถึงการใช้ชีวิตแบบพอเพียง โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมในกระท่อมแบบสวิสหลังเล็กๆ สอนวิธีทำอาหารให้กับลูกๆ โดยมีอัลเบิร์ตเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชและผลไม้ ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียมุ่งมั่นที่จะปลูกฝังทักษะพื้นๆ เหล่านี้ให้กับลูก ให้ลูกสาวสามารถทำอาหารและอบขนมปังออกมาได้สวยงาม ไม่จำเป็นต้องพึ่งบ่าวไพร่เสมอไปในเรื่องที่ตัวเองสามารถทำได้ ความรู้เกี่ยวกับโลกของสามัญชนมีความสำคัญต่อการสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับลูกๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่การชักนำให้สมาชิกครอบครัวได้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมประจำวัน ทักษะจำเป็นภายในครัวเรือน ดังนั้นการสร้างค่านิยมครอบครัวจึงเกิดขึ้นได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่บ้านออสบอร์นวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเห็นพ้องกันเรื่องการปลูกฝังทักษะนี้ ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นการแสดงละครอย่างหนึ่ง นับได้ว่าอัลเบิร์ตเป็นตัวตั้งตัวตีของการสร้างแนวคิดครอบครัว “ยูโทเปีย” ที่แตกต่างจากชีวิตทางสังคมของลอนดอนในขณะนั้น อัลเบิร์ตเกลียดการจัดงานเลี้ยงแบบเอิกเกริก การเล่นไพ่และงานปาร์ตี้ และยังเคยเปรียบงานเต้นรำของสังคมลอนดอนว่าเป็น เวทีของฝูงโคและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่ถลาตัวออกมาเต้นรำอยู่กลางฟลอร์เพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะนั่งหรือยืนถึงจะเหมาะสมกระนั้น แม้จะพยายามสร้างภาพความเป็น “สามัญชน” เท่าใด ราชวงศ์อังกฤษก็กลับยังติดอยู่ในชนชั้นพิเศษของตนเอง อาศัยอยู่ในความโดดเดี่ยวที่ฟุ้งเฟ้อ ตัวอย่างเช่น การจัดหน่อไม้ฝรั่งใส่จานให้เบอร์ตี้จะต้องจัดให้เป็นเลขคู่ เพราะเชื่อว่าเลขคี่จะนำโชคร้ายมาสู่กษัตริย์ของอังกฤษในอนาคต หรือกรณีที่เจ้าหญิงหลุยส์เห็นว่า วิธีเดียวที่จะสามารถรักษาสุขภาพได้อย่างดีคือการแช่หัวเข่าในน้ำอุ่นผสมวิสกี้ทุกเย็น ฉะนั้นสมาชิกตระกูลวินเซอร์จึงชีวิตความเป็นอยู่ที่แปลกพิสดารต่างไปจากสามัญชนอยู่ดี พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกฟองสบู่ที่หัวข้อพูดคุยมักไม่พ้นจากเรื่องของความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงกับสามัญชนได้ขณะเดียวกันอัลเบิร์ตก็ย้ำถึงหลักการยึดมั่นในคุณธรรมแบบสุดโต่ง คุณธรรมที่ไม่เคยมีอยู่ในตัวบิดาของอัลเบิร์ต อัลเบิร์ตกลายเป็น “พ่อตัวอย่าง” ที่ภักดีต่อภรรยา เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง และในบรรดาลูกทั้งหมด วิกกี้จัดว่าเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพ่อ อัลเบิร์ตมักปลีกเวลามาเล่นกับวิกกี้เสมอ สร้างรอยยิ้มให้วิกกี้ ขณะที่วิกตอเรียปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย อัลเบิร์ตจัดได้ว่าเป็นพ่อยุคใหม่ เป็นตัวแทนชนชั้นสูงที่แสดงบทบาทพ่อที่พร้อมจะค้นหานิยามของครอบครัวสมบูรณ์แบบ พ่อที่แบ่งเวลางานกับการใช้ชีวิตครอบครัวให้สมดุล อัลเบิร์ตเชื่อว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ เฝ้ามองพัฒนาการของลูกๆ และวางแผนชีวิตของพวกเขาให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประเทศ หรือแม้แต่ยุโรปด้วยซ้ำ อัลเบิร์ตเข้ามาบงการเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาของลูกชายที่ต้องเติบใหญ่ไปรับหน้าที่สำคัญของประเทศ ตัวอัลเบิร์ตเองถือว่าเป็นผลผลิตของการศึกษาเยอรมันที่มีประสิทธิภาพ จึงใช้ภูมิหลังนี้ในการพัฒนาแนวทางด้านการศึกษาที่มีความเคร่งครัดอย่างยิ่ง มากเกินกว่าที่ลูกๆ จะรับได้ แผนพัฒนานี้เริ่มขึ้นตั้งแต่พวกเขายังอยู่ในวัยเยาว์ โดยเน้นพัฒนาการทางด้านร่างกาย การฝึกความอดทน การเชื่อฟัง อาทิ การที่อลิซต้องถูกเฆี่ยนเพราะพูดปด วิกกี้ถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกและถูกเฆี่ยนเพราะไม่เชื่อฟังพ่อ หลุยส์ถูกตีหลังมือทุกครั้งที่เล่นเปียโนผิดคีย์ เป็นต้น จากมุมมองนี้ อัลเบิร์ตจึงไม่ใช่พ่อรุ่นใหม่ดังที่ตัวเขากล่าวอ้าง

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แต่คู่บ่าวสาวใหม่ (วิกตอเรียและอัลเบิร์ต) ก็มีความเห็นแตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา เช่น เรื่องระยะเวลาการไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ วิกตอเรียไม่ประสงค์ที่จะเดินทางออกจากวังบักกิ้งแฮมเป็นระยะเวลานานๆ และต้องวางมือจากงานราชการหลายอย่าง บ่อยครั้งวิกตอเรียพูดกับสามีว่า “เธอลืมแล้วหรือว่าฉันเป็นกษัตริย์ ฉันมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำตลอดเวลา” ในระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน วิกตอเรียไม่เคยคิดแบ่งอำนาจทางการเมืองให้แก่สามีแต่อย่างใด ซึ่งอัลเบิร์ตมักจะบ่นเสมอว่า “ฉันก็เป็นแค่สามี ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ปกครองในบ้าน” ครั้งหนึ่งอัลเบิร์ตเขียนจดหมายถึงน้องชายว่า “วันนี้ วิกตอเรียอารมณ์ค่อนข้างดีนะ แค่แสดงความเกรี้ยวกราดเพียง 2 ครั้งเท่านั้น” แต่อัลเบิร์ตก็มีบทบาทสำคัญในการเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตนั้นอาจกล่าวได้ว่าปราศจากซึ่งความสุข อัลเบิร์ตมีชีวิตวัยเด็กที่มืดมนในเยอรมนีด้วยปัญหาครอบครัวเมื่อพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน ดังนั้นอัลเบิร์ตจึงเติบโตมาในครอบครัวที่ล้มเหลวและต้องผ่านความชอกช้ำระกำใจในวัยเด็ก เมื่อผู้เป็นบิดานอกใจมารดา ละทิ้งเธอเมื่อเธมีอายุมากขึ้น และแอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งมีอายุน้อยกว่าภรรยา การมีบิดาที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้ สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับอัลเบิร์ตอย่างยิ่ง เพราะอัลเบิร์ตต้องการที่จะรักและเคารพผู้เป็นบิดา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เกลียดชังพ่อเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเติบใหญ่อัลเบิร์ตจึงต่อต้านพฤติกรรมที่ขาดศีลธรรม และต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ ได้ปฏิบัติตาม
ส่วนวิกตอเรียก็เติบโตมาในสภาพตัดขาดจากโลกภายนอกระหว่างพำนักอยู่ที่วังเคนซิงตัน ถูกบังคับโดยผู้เป็นมารดา – ดัชเชสแห่งเคนท์ — ที่เข้มงวด วิกตอเรียเคยกล่าวว่า “ชีวิตในวัยเด็กของฉันมีแต่ความขมขื่น ขาดความรัก จึงไม่รู้ว่าความรักในครอบครัวเป็นอย่างไร” วิกตอเรียเรียกมารดาของตัวเองว่า “ดัชเชส” แทนที่จะเรียกว่า “แม่” ชี้ให้เห็นถึงระยะห่างในความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสอง นอกจากนี้วิกตอเรียยังเคยพูดใน ค.ศ. 1838 ว่า “ฉันไม่คิดว่าแม่รักฉัน” เมื่ออดีตที่บอบช้ำยังคงไม่จางหายไป ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตจึงต่างประสงค์ที่จะสร้างครอบครัวอบอุ่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องของราชวงศ์และราชอาณาจักร ทั้งสองต่างตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า การเลี้ยงดูอบรมลูกจะต้องประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อเยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วย โดยพยายามวางแนวทางการดำเนินชีวิตให้กับลูกๆ
บุตรีคนแรกได้รับการตั้งชื่อเหมือนกับมารดา นั่นคือ “วิกตอเรีย” แต่เป็นที่รู้จักในชื่อสั้นๆ ว่า “วิกกี้” วิกกี้เกิดเมื่อ ค.ศ. 1840 ในขณะนั้นวิกตอเรียเองก็ยังอายุน้อยและมีภาระเรื่องงานราชการมากมาย เธอมีโอกาสได้พบลูกเพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น แต่กระนั้นวิกตอเรียก็ยังพยายามเจียดเวลามาอยู่กับสามี ความรักใคร่หลงใหลในความงดงามของอัลเบิร์ตไม่เคยจางหาย วิกตอเรียมองด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่อัลเบิร์ตโกนหนวด สวมเสื้อผ้า และผลลัพท์ของความเสน่หาที่ทั้งคู่มีต่อกันก็คือการมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอและนำไปสู่การตั้งครรภ์ถึง 9 ครั้ง
หลังจากที่วิกกี้มีอายุครบ 1 ขวบ บุตรคนที่ 2 ก็ถือกำเนิดขึ้น เขามีชื่อว่า เจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด หรือชื่อเล่นคือ “เบอร์ตี้” ผู้ที่ต่อมาได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารและได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากวิกตอเรีย วิกตอเรียกล่าวว่า “ลูกของเราแข็งแรงและเป็นเด็กตัวใหญ่ ฉันได้แต่ภาวนาว่าเขาจะเหมือนพ่อของเขาที่ฉันรักยิ่ง” และภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีต่อจากนั้น วิกตอเรียก็ให้กำหนดบุตรและบุตรีอีก 3 คน ได้แก่ อลิซ อัลเฟรด และเฮเลน่า ทว่าในความเป็นจริง วิกตอเรียเป็นคนขาดความเอ็นดูเด็ก บ่อยครั้งที่เธอพูดว่า “เด็กทารกเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัปลักษณ์ ฉันเห็นแล้วไม่อยากอุ้ม ไม่อยากแม้แต่จะมอง เด็กอัปลักษณ์ถือเป็นสิ่งของที่น่าสะอิดสะเอียด มีแขนขาเหมือนกบ” ไม่เพียงแต่วิกตอเรียเห็นว่าลูกๆ เป็นสิ่งที่น่าคลื่นไส้ เธอยังปฏิเสธที่จะให้นมลูกด้วยตัวเองเพราะรับไม่ได้กับกระบวนการให้นมลูกจากอก
แกนหลักสำคัญที่ยึดเหนี่ยวครอบครัวนี้ไว้ก็คือความสัมพันธ์ที่วิกตอเรียมีต่อสามี ทั้งคู่มีชีวิตรักที่ตั้งอยู่บนการมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ การร่วมรักกับอัลเบิร์ตถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับวิกตอเรียจนถึงจุดที่คิดว่า ทรวงอกเป็นสมบัติสำหรับปรนเปรอสามี ไม่ใช่มีไว้ให้นมลูก ทรวงอกจึงมีความหมายถึง “เซ็กซ์” มากกว่าความเป็น “แม่” คู่สามีภริยานี้มีเพศสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องและคงเส้นคงวาจนทำให้วิกตอเรียต้องตั้งครรภ์อีกหลายครั้ง ให้กำเนิดลูกเพิ่มอีก 4 คน ได้แก่ หลุยส์ อาเธอร์ ลีโอโปล และเบียทริซ ทั้งหมดรวมบุตรและธิดา 7 คนที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงระยะยาวนานถึง 17 ปี การสร้างครอบครัวขนาดใหญ่ไม่เพียงเป็นความพยายามลบความทรงจำในอดีตที่ขมขื่น แต่เพื่อเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตรู้ดีว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อังกฤษจะต้องถอยห่างออกจากรูปแบบกษัตริย์แบบเยอรมัน (ที่อังกฤษรับมา) ซึ่งมีภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาเปรียบราษฎร และคอยแต่จะนำงบประมาณไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย นอกจากนี้ยังรวมถึงคดีอื้อฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น คดีฆาตกรรมที่มีพระบรมวงศานุวงศ์ของอังกฤษเข้าไปพัวพันด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษ (ก่อนการขึ้นครองราชย์ของวิกตอเรีย) ต้องแปดเปื้อนและความนิยมตกต่ำลง
อัลเบิร์ตจึงมีความคิดที่จะสถาปนาราชวงศ์อังกฤษแบบใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ผ่านการสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของชนชั้นกลางของอังกฤษซึ่งกำลังขยายตัว “ค่านิยมแห่งครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ” กลายมาเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในกลุ่มกระฎุมพี ดังที่ปรากฏในภาพวาดของศิลปินชาวอังกฤษชื่อแลนด์เซีย ผู้วาดภาพของวิกตอเรีย อัลเบิร์ต และลูกๆ ใน ค.ศ.1841 โดยตั้งชื่อภาพว่า “ปราสาทวินเซอร์ในความทันสมัย” ชื่อนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ของราชวงศ์อังกฤษ มุมมองที่น่าสนใจที่สุดที่ปรากฏในภาพวาดนี้ก็คือ การที่วิกตอเรียถือดอกไม้ในมือ ชี้ถึงความอ่อนโยน ความเป็นสตรีและความบริสุทธิ์ และยังแสดงว่าราชวงศ์อังกฤษต้องการใช้ความเป็นครอบครัว ความใกล้ชิดของสมาชิกในครอบครัว และความเป็นสตรี เพื่อประชาสัมพันธ์และสนับสนุนภาพลักษณ์ใหม่นี้ของสถาบันกษัตริย์ วิกตอเรียได้กล่าวว่า “มีคนเคยบอกฉันว่า ไม่มีกษัตริย์องค์ใดที่จะได้รับความรักจากประชาชนได้เท่ากับที่ฉันได้รับ เหตุผลก็คือ เพราะเรามีครอบครัวที่อบอุ่นที่จะเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนได้”


รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บทที่ 1: แผนเล็งผลเลิศหากมองอย่างผิวเผิน ราชินีวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร หรือ “ควีนวิกตอเรีย” ดูจะมีชีวิตสมรสที่ดื่มด่ำราบรื่นกับเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี แต่เบื้องหลังภาพชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบนี้ การปฏิบัติต่อกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวกลับไม่ต่างไปจากศัตรูที่ต้องต่อสู้กันในสนามรบเท่าใดนัก วิกตอเรียและอัลเบิร์ตมีปากเสียงรุนแรงต่อกันหลายครั้ง ลองจินตนาการถึงครั้งที่คุณทะเลาะกับคู่ชีวิตของคุณแล้วคูณไปอีกหลายเท่าตัว ก็จะเข้าใจว่าความขัดแย้งของสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษมีความรุนแรงมากเพียงใดทว่าความสัมพันธ์กับสามีที่มีทั้งความเร่าร้อนและเย็นชานี้ไม่ได้เป็นเพียงมรสุมชีวิตเรื่องเดียวเท่านั้น วิกตอเรียยังมีลูกชายและลูกสาวรวม 9 คนที่ไม่เคยทำให้แม่พอใจ โดยเฉพาะลูกชายคนโตที่เอาแต่ใจ โยนหนังสือทิ้งลงพื้น ดึงผมน้อง กรีดร้อง ทำกิริยาหยาบกระด้าง หรือดังที่แม่เคยพูดว่า “เปรียบเสมือนฝันร้าย” ที่มีลูกเยี่ยงนี้เลยทีเดียวในสารคดีชุดนี้ เรื่อง “ราชินีวิกตอเรียและลูก” ที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์บีบีซีของสหราชอาณาจักร ได้วิเคราะห์ถึงวิกฤตในชีวิตซึ่งเปรียบเสมือนละครของวิกตอเรียและครอบครัวของเธอ ที่ต่างเติบใหญ่ท่ามกลางความขัดแย้ง ความเกลียดชังและสภาพที่มีแม่และพ่อเป็นเผด็จการ วิกตอเรียเลี้ยงลูกด้วยการลงทัณฑ์ทุบตี เพราะต้องการบังคับให้พวกเขาได้รู้จักและประพฤติตัวตามที่เห็นว่าเหมาะสมการเลี้ยงดูลูกของวิกตอเรียและอัลเบิร์ตที่เน้นความสมบูรณ์แบบของชีวิตในครัวเรือนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นับเป็นความพยายามของวิกตอเรียในปรับภาพลักษณ์ใหม่ของราชวงศ์อังกฤษ เพื่อหลีกเลี่ยงภัยซึ่งอาจเกิดจากการทำปฏิวัติล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่การปรับตัวเช่นนี้ที่สะท้อนผ่านการอบรมสั่งสอนลูกๆ อย่างเข้มงวดก็มีราคาที่จะต้องชำระเช่นกัน วิกตอเรียต้องการควบคุมและชี้นำชีวิตของลูกทุกคน จนถึงจุดที่ข้าราชบริพารบางคนเคยกล่าวไว้ว่า “ควีนเสียสติที่พยายามใช้ความเป็นมารดาในการบังคับชีวิตลูกๆ”ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตต่างต้องการให้ลูกมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันกษัตริย์ รวมถึงร่วมกันกำหนดแนวทางความอยู่รอดของราชวงศ์ในอนาคต แต่ความต้องการนี้นำไปสู่สงความระหว่างผู้เป็นแม่และลูกๆ ที่ยาวนานกว่า 60 ปีคริสต์มาส พระราชวังวินเซอร์ ค.ศ.1860วิกตอเรีย สามี และลูกชายลูกสาว อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าและแลกของขวัญวันคริสต์มาส เล่นเกมและบิลเลียดร่วมกัน แขกคนหนึ่งที่อยู่ในงานด้วยนั้นจำได้ว่า ภาพที่เห็นแสดงถึงความรักของสมาชิกในราชวงศ์วินเซอร์อย่างแท้จริง แม่และลูกๆ ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข นี่เป็นภาพครอบครัวแสนสุขที่ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตต้องการสร้างให้สาธารณชนได้รับรู้ เพราะทั้งคู่ต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการค้นหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อใช้ความสมบูรณ์แบบของชีวิตครอบครัวเป็นตัวอย่างให้กับพสกนิกร เป็นมนต์ขลังที่ใช้ผูกมัดความเคารพและความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ ทั้งนี้เนื่องจากกระแสการปฏิวัติเริ่มมีพลังมากขึ้น หลายราชวงศ์ในยุโรปต่างต้องเผชิญกับภัยนี้ วิกตอเรียและสามีเล็งเห็นถึงความจำเป็นต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์โดยการสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวและมีความมั่งคั่งมากขึ้น และลูกๆ ของพวกเธอก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้อัลเบิร์ตมีความคิดว่า ราชวงศ์จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของครอบครัวซึ่งได้รับความเคารพจากสาธารณชน จะต้องมีคุณสมบัติของการเป็นครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกต้องรักใคร่ปรองดองกัน ซึ่งความคิดนี้ได้รับการนำไปปฏิบัติทันทีหลังจากสมรสกับวิกตอเรีย โดยจุดมุ่งหมายก็เพื่อต้องการเอาชนะใจกลุ่มชนชั้นกลางในความพยายามที่จะทำให้เห็นว่า ราชวงศ์ก็เป็นเหมือนกับครอบครัวทั่วๆ ไป ไม่ใช่เทพยดาจากที่ใด ดังนั้น “โปรดจงเชื่อใจเรา” แต่ภายใต้ภาพครอบครัวสุขสันต์กลับมีแต่โศกนาฏกรรม ครอบครัววินเซอร์ไม่ได้เป็นกล่องช็อกโกแลตสวยๆ ที่สมาชิกทุกคนรักใคร่กัน แต่อันที่จริงกลับเป็นสนามรบที่มีแต่ความตึงเครียด ความโกรธเคือง และการอาฆาตมาดร้ายต่อกัน ซึ่งหากจะวิเคราะห์ถึงที่มาของปัญหานั้นก็อาจเป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูที่ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตได้รับจากบุพการีของตนอัลเบิร์ตเกิดใกล้เมืองโคบวร์ก ประเทศเยอรมนี เป็นบุตรชายของขุนนางชั้นสูงในยุคนั้น และสำหรับวิกตอเรีย อาจนับเป็นความยากลำบากในการหาใครสักคนที่มีสถานะและตำแหน่งทางสังคมคู่ควรที่จะสมรสกับ “อนาคตราชินี” ของอังกฤษอย่างวิกตอเรียได้ บุคคลผู้นั้นจะต้องมีประวัติไม่ด่างพร้อย ต้องมีภูมิหลังทางครอบครัวหมดจด ซึ่งอัลเบิร์ตเป็น “ผู้สมัคร” เพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะมีคุณสมบัติเพียบพร้อม ขณะเดียวกันวิกตอเรียก็เป็นที่หมายปองของราชนิกุลยุโรปในหลายประเทศ เพราะความยิ่งใหญ่ของอังกฤษในสมัยนั้นใน ค.ศ.1839 อัลเบิร์ต — ผู้มีรูปโฉมงดงาม — ได้เดินทางมาถึงพระราชวังวินเซอร์เพื่อพบปะกับ “ว่าที่ภรรยา” วิกตอเรีย ผู้เป็นลูกพี่ลูกจ้องของอัลเบิร์ตเอง และเมื่อทั้งสองได้พบกันครั้งแรกก็นับว่าเป็น “รักแรกพบ” วิกตอเรียพูดกับตัวเองว่า “ฉันรักเขา รักที่สุด” ขณะที่อัลเบิร์ตก็พูดเช่นกันว่า “วิกตอเรียได้มาเติมให้จิตวิญญาณของฉันให้เต็มเปี่ยม แม้ในยามหลับฝัน ฉันไม่เคยจินตนาการว่า ฉันจะพบรักเฉกเช่นนี้ได้บนโลกมนุษย์”ในการพบปะกันในครั้งที่สองของทั้งคู่ วิกตอเรียได้บันทึกไว้ว่า “ฉันได้พบเขาอีกครั้ง อัลเบิร์ตมีใบหน้าที่งามยิ่ง” วิกตอเรียมีความประทับใจเปี่ยมล้นต่ออัลเบิร์ต ทั้งคู่เป็นเหมือนคู่บุพเพสันนิวาส เป็นความบังเอิญของคนทั้งสองคนที่มารักกันและเป็นความรักที่มีประโยชน์ทางการเมืองต่ออังกฤษในยุคนั้นด้วย แต่อัลเบิร์ตก็ตระหนักอยู่เสมอว่า การสมรสกับวิกตอเรียจะทำให้สถานะของตนต่ำกว่าภรรยา ผู้จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชินีของอังกฤษในอนาคต “แม้อนาคตของฉันจะเต็มไปด้วยความหวัง แต่ก็ยังคงมีเสี้ยนหนามคอยทิ่มตำอยู่เสมอ” อัลเบิร์ตได้กล่าวไว้ในที่สุดงานสมรสก็ได้มีขึ้นในปีถัดมา ในระยะแรกทั้งสองต้องเผชิญต่อความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนต่อสถาบันกษัตริย์ ผนวกกับความไม่ปลาบปลื้มต่อตัวอัลเบิร์ตซึ่งสาธารณชนอังกฤษมองว่าเป็นเจ้าชายเยอรมันที่ขาดอารมณ์ขัน เป็นพวก “คนต่างชาติ” ที่ต้องการเข้ามากอบโกยความมั่งคั่งและเกียรติยศจากอังกฤษโดยการสมรสกับราชินีของตน ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตต่างได้รับแรงกดดันจากสังคม จึงพยายามที่จะสะท้อนความเป็น “ปุถุชนธรรมดา” ให้ประจักษ์ต่อชาวอังกฤษ
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เมื่อได้ทราบข่าวว่าทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีได้จัดทำสารคดีเรื่อง “วิกตอเรียกับลูก” ผมก็ตั้งตารอ และเมื่อได้ชมสารคดีชุดนี้ที่มีทั้งหมด 3 ตอนแล้วก็ต้องนึกชื่นชมในความกล้าหาญของบีบีซีในการผลิตงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่ง โดยนำเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษในยุควิกตอเรียที่ยังมีอิทธิพลส่งต่อถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ความกล้าหาญอยู่ที่การนำเอาข้อมูลซึ่งมีความเป็น “ส่วนตัว” อย่างมากมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทั้งที่อาจส่งผลลบต่อกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์บีบีซีได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักพระราชวังอังกฤษและนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและลูกของเธอ สารคดีวิพากษ์วิจารณ์อดีตกษัตริย์เช่นนี้สามารถทำได้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเช่นอังกฤษ ขณะเดียวกันชาวอังกฤษก็ใจกว้างพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งแม้อาจเป็นภัยต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ แต่ก็เพื่อเข้าใจถึงพัฒนาการของสถาบันนี้ในยุคปัจจุบัน
วิกตอเรีย (ครองราชย์ 1837-1901) เป็นราชินีที่มีความเด็ดเดี่ยว และเป็นราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ขณะที่เธอครองราชย์ อังกฤษมีอาณานิคมเกือบ 1 ใน 4 ของโลก จากภายนอกเธอเป็นราชินีที่สมบูรณ์แบบ เธอนำจักรภพอังกฤษไปสู่ความมั่งคั่ง และที่สำคัญ เธอมีส่วนทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษอยู่รอดจากพัฒนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป สถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่นๆ ต้องล่มสลาย แต่วิกตอเรียยังคงกุมบังเหียนอำนาจ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ทว่าต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล นอกเหนือจากการร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว วิกตอเรียยังใช้ครอบครัวของเธอเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่สถาบันกษัตริย์ และแผนการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสามีของวิกตอเรีย — เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี ผู้แบ่งปันความคิดและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันกษัตริย์ด้วยการสร้างครอบครัวตัวอย่างที่ “เพอร์เฟ็ก” เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับชนชั้นกลางของอังกฤษที่กำลังขยายตัว
แต่การเปลี่ยนนิยายให้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภารกิจง่ายดาย การสร้างภาพความสมบูรณ์แบบให้แก่ครอบครัววิกตอเรียบนความไม่สมบูรณ์แบบของสมาชิกในครอบครัว นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรม ความร้าวฉาน ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง การล้างแค้น และการสูญเสีย ยิ่งต้องการสร้างภาพของสถาบันกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบเท่าใด ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น วิกตอเรียใช้ทั้งความเป็นแม่และราชินีเพื่อปั้นลูกแต่ละคนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในกระบวนการนี้ วิกตอเรียทรมาน ทุบตี กีดกัน กักขัง ดูถูกและรังเกียจลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าการปรับปรุงตัวหรือการทำตามครรลองที่วิกตอเรียวางไว้เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อตัวเองและต่อราชวงศ์ ผลที่เกิดขึ้นคือการต่อต้านและการปฏิวัติจากลูกต่อแม่
สารคดีเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงหลายประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปรับไปในทิศทางอย่างไร จักต้องวางประชาชนไว้เป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทั้งวิกตอเรียและเบอร์ตี้ (ผู้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากวิกตอเรีย) ต่างตระหนักถึงในจุดนี้ และพยายามค้นหาความชอบธรรมให้กับสถาบันโดยการสร้างความพึงพอใจให้เกิดกับประชาชน ประการที่สอง ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งล้ำค่าที่ยากจะได้มา ในที่สุดสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะพยายามสร้างภาพของความสมบูรณ์แบบนี้เท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า กษัตริย์ก็คือมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง ตัณหาและราคะ คำถามอยู่ที่ว่า กษัตริย์พร้อมที่จะรับข้อเท็จจริงนี้เพียงใด จะวิ่งหนีจากมันและลอยตัวอยู่ในโลกแห่งมายา หรือยอมรับมันและค้นหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมในสังคมกับประชาชน รวมถึงพร้อมจะยอมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันกษัตริย์อังกฤษที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะเลือกที่จะเดินในแนวทางอย่างหลัง
ประการสุดท้ายและโดยปราศจากนัยทางการเมือง ภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายของปัจเจกบุคคลไม่อาจเป็นปัจจัยกำหนดความล้มเหลวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การที่เจ้าชายเบอร์ตี้ผู้เป็นหนุ่มเจ้าสำราญและไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างจริงจัง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของอังกฤษแทนวิกตอเรียและกลายเป็นกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษเคารพรักอย่างมาก น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า “โอกาส” ต่างหากที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิสูจน์คน มากกว่าเรื่องอื้อฉาวที่ผ่านมา สังคมที่ตั้งมาตรฐานของความสมบูรณ์แบบมักผิดหวังกับผู้นำที่ประพฤติตัวห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ทั้งที่ความจริงแล้ว สังคมนั้นไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบในตัวเองด้วยซ้ำ
**เรียบเรียงจากสารคดีเรื่อง “Queen Victoria’s Children” จัดทำและแพร่ภาพโดยสำนักข่าวบีบีซี ทางช่อง BBC Two ออกอากาศวันที่ 1-3 มกราคม 2556

วันนี้ในอดีต ๒๓ มิถุนายน ๒๔๗๗ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ก่อตั้ง บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ได้นำเบียร์สิงห์ที่ต้มกลั่นจวนได้ที่ ออกเผยแพร่ครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญของสโมสรคณะราษฎร ซึ่งตรงกับ ๒ ปี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
พระยาภิรมย์ภักดี เล็งเห็นว่าสยามในขณะนั้นยังไม่มีเบียร์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ กำไรจากการจำหน่ายเบียร์นับแสนขวดที่ขายได้ในเมืองไทยจึงไหลออกไปต่างประเทศทั้งหมด
ระยะเวลานั้น พระยาภิรมย์ภักดี ได้พบมิสเตอร์ไอเซนโฮเฟอร์ ผู้จัดการห้างเพาส์ปิกเคนปัก และได้ลิ้มรสเบียร์เยอรมันแล้วถูกใจ และคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้ จึงได้ยื่นหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย ในปี ๒๔๗๔
“บุญรอด” จดทะเบียนเป็น “บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด” ด้วยทุน ๖ แสนบาท เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๗๖ โดยในระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการก่อสร้าง
พิธีเปิดป้ายบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เกิดขึ้นในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๗ โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระปิตุลาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีและทรงเปิดป้ายชื่อบริษัท
บริษัทบุญรอดฯ เปิดตัวเบียร์ยี่ห้อโกลเด้นไคท์และสิงห์ ขายราคาขวดละ ๓๒ สตางค์ ด้วยความเพียรพยายามของพระยาภิรมย์ภักดี บริษัทฯ สามารถครองตลาดเบียร์ได้ถึงร้อยละ ๔๐ หลังก่อตั้งบริษัทได้หนึ่งปีครึ่ง
พระยาภิรมย์ภักดี ผู้สร้างตำนานเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๓ สิริอายุ ๗๗ ปี
ขอบพระคุณ หนังสือ สิงห์ปกรณัม
นิตยสารสารคดี ฉบับมิถุนายน ๒๕๔๓







รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์สังหารหมู่โรมานอฟในเดือนตุลาคมได้เกิดรัฐประหารบอลเชวิกล้มรัฐบาลก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นรัฐประหารที่นำโดยเลนินและทรอตสกี จากนี้อนาคตของโรมานอฟตกอยู่ในมือของศัตรูสำคัญที่สุดต่อสถาบันกษัตริย์รัสเซีย เจ้าหญิงโอลก้าได้รับข่าวนี้และรู้สึกเสียใจที่ชาวรัสเซียต่อต้านสถาบันกษัตริย์และรังเกียจพ่อของเธอ ในวันที่ 3 มีนาคม 2461 (ค.ศ. 1918) รัฐบาลบอลเชวิกได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับเยอรมนี แต่แม้สงครามกับเยอรมนีจะจบลง รัสเซียก็ต้องเผชิญหน้ากับสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพแดงบอลเชวิกกับกองทัพขาวที่เป็นกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ บอลเชวิกกังวลใจว่ากลุ่มกองทัพขาวจะสถาปนาสถาบันกษัตริย์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จึงสั่งการให้ย้ายสถานที่กักขังครอบครัวโรมานอฟ[i] แต่เจ้าชายอเล็กซี่ป่วยหนักมาก จึงถูกทิ้งให้อยู่ที่ Tobolsk กับโอลก้า ทาธิอาน่า และอนาสตาเซีย คงมีแต่เพียงนิโคลัส อเล็กซานดร้า และมาเรียที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อน ในที่สุด ความหวาดกลัวว่าครอบครัวจะต้องถูกแยกออกจากกันก็ได้มาถึง การบอกลาวันนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาและความโศกเศร้า เด็กๆ ไม่รู้ว่าจะได้เจอพ่อแม่ของพวกเขาอีกเมื่อใด ทีแรกนิโคลัสและอเล็กซานดร้าคิดว่าพวกเขาจะถูกพาไปยังมอสโก (เมืองหลวงใหม่ของบอลเชวิก) แต่พวกเขากลับถูกพาไปเมือง Yekaterinburg ที่ห่างจากเมืองหลวงไปทางตะวันออกถึง 1,000 ไมล์ และถูกกักขังในบ้านพักที่ชื่อว่า Ipatiev ทุกวันนี้ บ้านหลังนี้ไม่มีอยู่แล้ว แต่เป็นที่ตั้งของโบสถ์ Church on the Blood แทน โบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการแต่งตั้งให้ครอบครัวโรมานอฟเป็นนักบุญในปี 2546 (ค.ศ. 2003) และกลายมาเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซียสามคนที่ถูกย้ายไปยังเมือง Yekaterinburg ล่วงหน้านั้นรู้สึกว่ามันไม่ใช่การถูกกักขังในบ้านอีกต่อไป แต่มันคือเรือนจำที่แท้จริง เรือนจำแห่งนี้มีรั้วไม้สูง มีผู้รักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่น และเมื่อพวกเขาต้องการไปห้องน้ำ ก็จะมีผู้คุมตามไปด้วยทุกครั้ง พวกเขาถูกข่มขู่ ถูกดูหมิ่น ดังปรากฏให้เห็นจากข้อความในห้องน้ำที่ถูกเขียนเพื่อระบายความรู้สึกของครอบครัวโรมานอฟ พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าเกมการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปในทางที่จะไม่ส่งผลดีต่อโรมานอฟ เมื่อครั้งที่อยู่ที่ Tobolsk อย่างน้อยเด็กสาวยังได้มองเห็นผู้คนจากหน้าต่าง แต่การถูกกักขังในเรือนจำใหม่นั้น พวกเขาแทบไม่มีอิสรภาพเหลืออยู่เลย ต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม อเล็กซี่และพี่สาวอีก 3 คนได้เริ่มการเดินทางมายัง Yekaterinburg โดยเรือ ผู้สังเกตการณ์วันนั้นเขียนบรรยายว่า เจ้าหญิงโอลก้าเปลี่ยนจากหญิงสาววัย 22 มาเป็นเสมือนหญิงวัยกลางคนที่ดูกร้านและทรุดโทรม ในที่สุดวันที่ 23 พฤษภาคม ครอบครัวโรมานอฟทั้งหมดได้กลับมาพบกันอีก การถูกกักขังในเรือนจำนี้ยิ่งทำให้สมาชิกในครอบครัวเบื่อหน่ายกับชีวิตประจำวันมากขึ้น และก็เข้าใจว่าจุดจบอาจมาถึงในไม่ช้า แต่ก็ยังไม่เข้าใจเสียทีเดียวว่าจุดจบนั้นคืออะไร ความเบื่อหน่ายทำให้พวกเขาต้องการมีบทสนทนากับผู้ที่คุมขังพวกเขา ในบรรดาเจ้าหญิงทั้งหมด มาเรียเป็นหญิงสาวที่เปิดกว้างและได้พัฒนาความสัมพันธ์กับผู้คุมขัง หนึ่งในนั้นคือนายทหารที่ชื่อว่า Ivan Skorokhodov ในวันคล้ายวันเกิดของมาเรีย เขาได้นำเค้กวันเกิดมาให้มาเรีย ความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วได้ถูกสกัดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทั้งมาเรียและครอบครัวทั้งหมดถูกกักขังแบบเข้มงวดมากขึ้น และนายทหารคนนั้นได้ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจองจำเช่นกัน เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวโรมานอฟด้วย อเล็กซานดร้าไม่เห็นชอบกับวิธีที่มาเรียพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้คุมขังเยี่ยงนั้นขณะเดียวกัน รัฐบาลบอลเชวิกกำลังพิจารณาถึงอนาคตของโรมานอฟ ทรอตสกีต้องการนำนิโคลัสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในกรุงมอสโก แต่สมาชิกที่เหลือต้องการทางออกแบบอื่น โดยอ้างว่าหากนิโคลัสยืนยันความบริสุทธิ์ในระหว่างดำรงตำแหน่งซาร์ ก็จะมีส่วนลดทอนความชอบธรรมของการทำปฏิวัติได้ ดังนั้น การพิจารณาไต่สวนนิโคลัส ก็คือการพิจารณาไต่สวนคณะที่ทำการปฏิวัติเช่นกันเช้าวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม หญิงทำความสะอาด 4 คนได้เดินทางมาดูแลความเรียบร้อยที่บ้านพัก Ipatiev พวกเขาเป็นพลเรือนชุดสุดท้ายที่ได้เห็นครอบครัวโรมานอฟขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขารู้สึกตกใจที่ได้เห็นเจ้าหญิงทั้ง 4 คนในสภาพนั้น ที่ไม่มีสภาพของความเป็นเจ้าหลงเหลืออยู่ โบสถ์ Church on the Blood ได้ถูกสร้างขึ้นทับชั้นใต้ดินของบ้าน Ipatiev ซึ่งในเช้าวันที่ 17 กรกฎาคม 2461 (ค.ศ. 1918) หญิงสาว 4 คน พร้อมด้วยพ่อ แม่และน้องชายของพวกเธอถูกสังหารด้วยอาวุธปืนในระยะประชิดตัว จากนั้นถูกแทงด้วยมีดจนเสียชีวิต หลังจากได้สังหารครอบครัวโรมานอฟทั้งหมดแล้ว ร่างอันไร้วิญญาณได้ถูกฝังในหลุมในป่าใกล้เคียง คำสั่งสังหารโรมานอฟมาจากเลนินโดยตรง แต่เขาไม่ต้องการให้บอลเชวิกถูกประณามในการสังหารครั้งนี้ จึงได้มีการประกาศในชั้นแรกแต่เพียงว่า อดีตกษัตริย์นิโคลัสถูกสังหารเท่านั้น จนทำให้เกิดข่าวลือว่าเจ้าหญิงองค์หนึ่งสามารถหลบหนีไปได้ จนกลายมาเป็นเรื่องเล่าขานที่ไม่รู้จักจบสิ้นโอลก้าเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 22 ปี ทาธิอาน่า วัย 21 ปี มาเรีย 19 ปี และอนาสตาเซีย 17 ปี หญิงสาวทั้ง 4 คนนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัตินองเลือด พวกเธอถูกเลี้ยงดูด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา จนกระทั่งต้องจบชีวิตลงพร้อมไปกับการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ในรัสเซีย[i] Zhand Shakibi, Human Agency and the Making of Revolution in France, Russia and Iran, (London and New York, I.B.Tauris, 2007), p.6.


รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การปฏิวัติล้มสถาบันกษัตริย์ในวันที่ 16 ธันวาคม 2459 (ค.ศ. 1916) รัสปูตินได้หายตัวไป สองวันหลังจากนั้น มีข่าวว่าเขาได้ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม โดยถูกลอบวางยาพิษ ถูกยิง และทุบตีจนเสียชีวิตภายในห้องใต้ดินในวัง Moika Palace ซึ่งเป็นบ้านพักของเจ้าชาย Felix Yusupov ทายาทมหาเศรษฐีตระกูลยูซูพอฟ ที่ได้แต่งงานกับหลานของนิโคลัสที่มีชื่อว่า เจ้าหญิง Irina Alexandrovna การเสียชีวิตของรัสปูตินสร้างความเศร้าโศกให้กับอเล็กซานดร้าอย่างยิ่ง[i] ในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ของโรมานอฟหวังว่าการสังหารรัสปูตินจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำรัฐประหารต่อครอบครัวนิโคลัส รวมไปถึงการกำจัดบทบาททางการเมืองของอเล็กซานดร้าด้วย แม้แต่พระราชชนนียังเข้าเป็นพันธมิตรกับฝ่ายตรงข้ามของนิโคลัส แต่แล้วความปรารถนาของพวกเขาต้องสูญเปล่า เพราะมันยิ่งผลักดันให้นิโคลัสและอเล็กซานดร้าถอยห่างจากประชาชนมากขึ้นไปอีก และไม่ยินยอมที่จะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2450 (ค.ศ. 1917) ครอบครัวนิโคลัสตัดขาดจากสมาชิกโรมานอฟอื่นๆ อย่างแท้จริง ตัดตัวเองออกจากวิกฤตทางการเมือง และยังใช้ชีวิตในวังเหมือนกับไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลใจใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อนิโคลัสได้รับรายงานว่ามีการประท้วงของประชาชนเกิดขึ้น เขาไม่ยินยอมที่จะปรองดองกับผู้ประท้วง และยังได้สั่งการให้กองทัพใช้กำลังกับผู้ต่อต้าน แต่กองทัพเลือกที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ การประท้วงเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การปฏิวัติ อเล็กซานดร้ายังไม่ยอมรับว่าการปฏิวัติกำลังจะเกิดขึ้นแล้วจริงๆ คิดว่าเป็นแค่ “พายุในถ้วยชา” ซึ่งจะสลายไปในที่สุด กษัตริย์นิโคลัสได้รับคำแนะนำจากคณะรัฐมนตรีว่าการสละราชสมบัติอาจเป็นทางแก้ไขปัญหาการเมืองที่รุนแรงมากขึ้น แต่นิโคลัสก็ไม่ฟังคำแนะนำนั้นจนวันที่ 2 มีนาคม หลังจากโรมานอฟปกครองรัสเซียมากว่า 3 ศตวรรษ นิโคลัสก็ถูกบังคับให้สละราชสมบัติ รวมถึงการสละราชสมบัติที่จะเป็นของเจ้าชายอเล็กซี่ด้วย จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ นิโคลัสตัดสินใจบอกข่าวนี้กับครอบครัวของเขา และถูกตั้งคำถามมากมายจากลูกๆ เช่น ใครจะเป็นพระเจ้าซาร์คนต่อไป แล้วพวกเขายังจะอยู่ในพระราชวังได้ไหม เป็นต้น จากนั้น วันที่ 9 มีนาคม สมาชิกครอบครัวนิโคลัสถูกขังในวังของตัวเอง (house arrest) เป็นเรื่องตลกร้ายที่ครอบครัวต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากประชาชน และวันนี้การอยู่โดดเดี่ยวนี้ได้เกิดขึ้นจริง พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากพระราชวัง ไม่สามารถรับแขก ทำได้แค่เพียงรับโทรศัพท์และโทรเลขเท่านั้น สำหรับลูกๆ ของนิโคลัส นี่คือการถูกปลุกให้ตื่นจากความฝัน ผู้ที่เคยเป็นคนดูแลเจ้าหญิงและเจ้าชายเหล่านี้กลายมาเป็นผู้ออกคำสั่งต่อพวกเขา ส่วนหนึ่งการลงจากบัลลังก์ก็สร้างความรู้สึกโล่งใจให้แก่นิโคลัส แม้ว่าเขาไม่เคยแสดงความรู้สึกต่อการต้องสละราชสมบัติแต่อย่างใด ความหวังของเขาขณะนั้นคือการได้อยู่กับครอบครัว และในที่สุด การได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยภายในรัสเซียเอง หรือในต่างประเทศ และเนื่องจากนิโคลัสมีวงศาคณาญาติมากมายทั่วยุโรป เขาจึงหวังว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา จะมีคนช่วย “ไถ่” ตัวเขาได้เสมอ ความคิดเช่นนี้แสดงว่านิโคลัสไม่ได้ตระหนักเลยว่าอันตรายที่รอคอยเขาอยู่นั้นรุนแรงขนาดไหน หลังจากการปฏิวัติ กษัตริย์จอร์จที่ 5 ซึ่งเป็นญาติของนิโคลัส ได้เสนอสถานะลี้ภัยทางการเมืองให้เขาทันที แต่ลูกสาวทั้ง 4 คนกลับป่วยหนักในช่วงนั้น จึงไม่สามารถเดินทางได้ หากพวกเขาไหวตัวทัน หนีออกทางตอนเหนือของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อลี้ภัยที่อังกฤษ พวกเขาอาจรอดชีวิต ต่อมาเมื่อเจ้าหญิงเหล่านั้นหายเป็นปกติ กษัตริย์จอร์จกลับเปลี่ยนใจ อนาคตของโรมนอฟ ณ จุดนี้มีความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไป นิโคลัสและลูกสาวเริ่มที่จะปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ แต่อเล็กซานดร้าต่างหากที่ไม่สามารถยอมรับกับสภาพความเป็นอยู่แบบใหม่หลังจากถูกกักตัวอยู่ในพระราชวังนานถึง 5 เดือน ในที่สุดครอบครัวนิโคลัสก็เดินทางออกจากพระราชวังเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 6:10 น. พวกเขาขึ้นรถไฟที่สถานี Alexandrovsky โดยที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด เพียงแต่ได้รับการแจ้งว่าจะเป็นการเดินทางไปยังทิศตะวันออกและเป็นการเดินทางไกล โดยให้เตรียมเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นจำนวนมากไปด้วย นี่จะเป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิงและเจ้าชายของโรมานอฟจะได้เห็นอาณาจักรรัสเซียที่พวกเขาไม่เคยย่างกรายไปก่อน การเดินทางใช้เวลา 4 วันผ่านไซบีเรีย จุดมุ่งหมายของการเดินทางนั้นถูกกำหนดให้ครอบครัวโรมานอฟห่างไกลจากสาธารณชนมากที่สุด ไกลพอที่กลุ่มรอยัลลิสต์จะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ นั่นคือเมือง Tobolsk ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึง 1,700 ไมล์ และจะเข้าถึงได้ด้วยเรือเท่านั้น ในช่วงฤดูหนาวในไซบีเรียที่ยาวนาน 7 เดือน แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง จึงถูกตัดออกจากโลกภายนอก บ้านพักใหม่ของครอบครัวโรมานอฟเปรียบเสมือนเรือนจำที่สกปรก มีกลิ่นอับ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สวยหรู ระบบท่อน้ำไม่ทำงานในบางครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะถูกขังภายในบ้าน แต่สิ่งแวดล้อมใหม่ในไซบีเรียกลายมาเป็นสิ่งที่เปิดโลกทัศน์ของหญิงสาวโรมานอฟ แม้แต่ผู้คุมขังยังแปลกใจในความไร้เดียงสาของเด็กหญิงเหล่านี้ และเห็นว่าพวกเธอไม่ได้รับการศึกษาที่ดีจากราชสำนัก เจ้าหญิงเหล่านี้ไม่เคยพบเห็นคนพื้นเมืองไซบีเรียมาก่อน และได้จ้องมองพวกเขาด้วยความประหลาดใจเหมือนกับได้เดินทางมาอยู่อีกโลกหนึ่ง ส่วนกิจกรรมของครอบครัวในระหว่างถูกกักบริเวณก็มีไม่มาก อาทิ ออกกำลังกาย เดินเล่นในบริเวณบ้านเพื่อรับลมและแสงแดด เมื่อย่างเข้าฤดูหนาวอย่างเต็มที่ อุณหภูมิลดลงเหลือลบ 20 องศา สภาพภายในบ้านหนาวเหน็บ ชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันมีแต่ความน่าเบื่อหน่าย ต้องทำกิจกรรมซ้ำๆ พวกเขากระหายข่าวที่มาจากโลกภายนอก เพื่อจะได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น[i] รัสปูตินถูกกลุ่มรอยัลลิสต์รัสเซียสังหารอย่างโหดเหี้ยม เพราะเชื่อว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการครอบงำนิโคลัสและอเล็กซานดร้า หลังจากเสียชีวิต อเล็กซานดร้าได้นำร่างรัสปูตินมาฝังไว้ที่ Tsarskoye Selo แต่เมื่อคณะปฏิวัติได้ทำการล้มสถาบันกษัตริย์ ศพของรัสปูตินถูกขุดขึ้นมาเผาอีกครั้ง แต่ได้มีเรื่องเล่าว่า ในระหว่างการเผา ศพของรัสปูตินกลับเคลื่อนมาอยู่ในท่านั่งด้วยตัวเอง (ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการเผาอย่างไม่ถูกวิธี) เรื่องเล่าแบบนี้ยิ่งทำให้คนเชื่อว่ารัสปูตินคือผู้วิเศษจริงๆ

ตามที่อาจารย์ธงชัย ได้กล่าวไว้ ความเป็นเกย์ของรัชกาลที่ 6 เป็นหนึ่งในความลับที่ถูกเก็บรักษาไว้ในหมู่นักประวัติศาสตร์ไทย วชิราวุธปกครองสยามตั้งแต่ 2453-2468 และแม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงรสนิยมทางเพศของเขาทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย แต่ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงอย่างกว้างขวาง ที่แน่ๆ ไม่มีอยู่ในแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ของไทย อ ธงชัย กล่าวว่า ความนิยมรักร่วมเพศของรัชกาลที่ 6 เป็นที่รู้กันทั่วไปในรั้ววังในเวลานั้น แม้รัชกาลที่ 6 มีความพยายาม 4 ครั้งที่จะแต่งงานกับแต่ล้มเหลวทั้งหมด (เพื่อปกปิดความเป็นเกย์) ในที่สุดเขาก็แต่งงานสามครั้งแต่การสมรสมีอยู่แค่ในช่วงเวลาสั้นๆ และสถานะของภรรยาของเขาจะถูกลดระดับทันทีเมื่อเลิกลากันไปแล้ว
อ่านเพิ่มเติมที่ [http://gayinfluence.blogspot.com/2013/06/king-vajiravudh-rama-vi-of-siam.html](http://gayinfluence.blogspot.com/2013/06/king-vajiravudh-rama-vi-of-siam.html)

