รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การอยู่ภายใต้การควบคุมของแม่ตลอด 24 ชั่วโมงทำให้เบียทริซ “แก่ก่อนวัย” วิกตอเรียและเบียทริซกลายเป็นคนในวัยเดียวกัน เบียทริซมีลักษณะและท่าทางคล้ายผู้สูงอายุ มีปัญหาเรื่องไขข้ออย่างรุนแรงและไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ กระนั้นก็วิกตอเรียซึ่งสูงวัยขึ้นแล้วยังต้องการกักขังเธอไว้และไม่ยอมให้เธอแต่งงาน แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังจะถูกเอ็ดทันทีหากมีการพูดถึงเรื่องการแต่งงานของเบียทริซ ครั้งหนึ่ง มีเจ้าชายเยอรมันคนหนึ่งซึ่งเบียทริซแสดงท่าทีสนใจ และวิกตอเรียจัดให้ชายผู้นี้นั่งข้างเบียทริซในระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำและสั่งเบียทริซว่า ห้ามพูดกับชายผู้นี้แม้แต่คำเดียว ในที่สุดทั้งคู่จึงไม่ได้สนทนากัน เป็นเหตุให้ฝ่ายชายเชื่อว่าเบียทริซไม่ได้สนใจตัวเขา และที่ผ่านมาเขาอ่านสถานการณ์ผิดไปเท่านั้น เจ้าชายเยอรมันจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งไปในที่สุดแต่แล้วใน ค.ศ.1884 เบียทริซ ลูกสาวที่เชื่อฟังที่สุด ก็ดิ้นรนหาอิสรภาพ ขณะนั้นเบียทริซมีอายุ 27 ปีและตกหลุมรักกับเฮนรี่ เจ้าชายแห่งบัตเตนเบอร์ก และประกาศว่าเธอต้องการสมรสกับเขา นับเป็นโอกาสเดียวที่เบียทริซแสดงอาการต่อต้านวิกตอเรีย เบียทริซทุรนทุรายจะหนีออกจากการควบคุมของแม่และต้องการเรียนรู้การเป็นผู้ใหญ่ด้วยตนเอง แต่วิกตอเรียปฏิเสธแม้กระทั่งการหารือถึงความเป็นไปได้ของการแต่งงาน แสดงความโกรธต่อสิ่งที่เธอเห็นว่าเป็น “การทรยศ” ของเบียทริซ การทำเช่นนี้นับเป็นเรื่องโหดร้ายที่สุดที่วิกตอเรียกระทำต่อชีวิตของเบียทริซ วิกตอเรียปฏิเสธที่จะพูดกับเบียทริซเป็นเวลานานถึง 6 เดือน แต่จะสื่อสารกันโดยผ่านการเขียนโน้ต และเมื่อต้องร่วมโต๊ะอาหารเช้าด้วยกัน วิกตอเรียจะส่งโน้ตให้เบียทริซแต่จะไม่ยอมมองหน้าเธอ อย่างไรก็ดี ในที่สุดวิกตอเรียต้องยอมจำนนต่อความต้องการของเบียทริซ และยอมให้มีงานสมรสได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ทั้งเบียทริซและเฮนรี่จะต้องย้ายเข้ามาอยู่ในวังวินเซอร์ สิ่งแปลกประหลาดที่สุดก็คือการที่วิกตอเรียมีทัศนคติรังเกียจชีวิตคู่ เพศสัมพันธ์และอารมณ์โรแมนติกที่เกิดกับครอบครัวของลูกเธอ สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องที่วิกตอเรียเห็นว่า เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้ใน ค.ศ.1871 บิดาของสามีวิกกี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดิแห่งเยอรมัน ทำให้วิกกี้ได้รับตำแหน่ง “ว่าที่จักรพรรดินี” ในทันที ความเป็นไปได้นี้ทำให้วิกตอเรียหงุดหงิด วิกตอเรียให้ความสำคัญกับยศฐาบรรดาศักดิ์อย่างมาก มองตัวเองว่าเป็นราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเธอจึงเริ่มมองถึงอนาคตที่วิกกี้จะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีของเยอรมันว่าเป็นสิ่งท้าทายสถานะของเธอ วิกกี้จะเป็นจักรพรรดินี แต่วิกตอเรียไม่ได้เป็นจักรพรรดินี เพื่อตอบโต้ต่อเรื่องนี้ วิกตอเรียสั่งให้เบนจามิน ดิสราเอลิ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศให้เธอเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย ซึ่งนายดิสราเอลิเข้าใจถึงประสงค์ของวิกตอเรียและได้ประกาศต่อสาธารณชนโดยให้เหตุผลว่า บุตรีของราชินีกำลังจะมีตำแหน่งจักรพรรดินี และราชินีเห็นว่า เธอไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าบุตรสาวได้ นอกจากนี้ ลึกๆ แล้ววิกตอเรียยังยำเกรงต่อความหลักแหลมของวิกกี้ที่มีความสนใจทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความคิดและมุมมองแบบสมัยใหม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนท้าทายต่อโลกทัศน์เก่าของวิกตอเรีย วิกกี้มีความคิดอ่านดี ฉลาด และสุดโต่งในบางครั้ง วิกตอเรียเคยพูดว่า “วิกกี้ เธอมีความสุดโต่ง อาจจะไม่เกินไปถ้าจะพูดว่าเธอเป็นรีพับลิกัน”***ในรูปคือ วิกกี้และสามี จักรพรรดิของเยอรมัน
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ขณะเดียวกัน เจ้าหญิงหลุยส์ก็ยังก่อปัญหาให้วิกตอเรียอยู่เสมอ หลุยส์ประสบความสำเร็จในการเป็นนักปั้น และยังเป็นโสด หลุยส์มีความงามเป็นเครื่องมือ ตาของเธอเป็นประกายสีฟ้า ผมยาวหยักศก และมักผูกด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน หลุยส์มีทรวดทรงงดงามที่สุดในบรรดาลูกสาวของวิกตอเรีย และยังมีบุคลิกภาพที่น่าชื่นชมด้วย ใครๆ ก็อยากใกล้ชิดหลุยส์ นั่งใกล้เธอ ศิลปินคนหนึ่งพูดถึงหลุยส์ว่า “หากฉันเป็นผู้ชาย ฉันจะไม่ยอมแพ้จนกว่าเธอจะแต่งงานกับฉัน” แต่สำหรับวิกตอเรีย การมีลูกสาวหน้าตางดงามถือเป็นปัญหา ใน ค.ศ.1869 เมื่อหลุยส์มีอายุเพียง 21 ปี นักปั้นรูปผู้ชื่อเสียงอย่างมาก นามว่า เซอร์เอ็ดการ์ โบห์ม ได้รับเชิญให้ไปพักที่วังบาลมอราล และได้มีโอกาสสอนการปั้นให้กับหลุยส์ โบห์มเองก็จัดว่าเป็นชายรูปงาม ดังนั้นเมื่อได้พบกัน ทั้งคู่จึงสานต่อความสัมพันธ์แบบพิเศษขึ้น วิกตอเรียสั่งการให้คนรับใช้ของเธอที่มีชื่อว่า จอห์น บราวน์ เฝ้าจับตามอง แต่หลุยส์เห็นว่าการกระทำของแม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเธออย่างรุนแรง ลูกๆ เชื่อว่าบราวน์เป็นสายลับให้วิกตอเรีย และในความเป็นจริง บราวน์ได้รายงานเรื่องการ “เกี้ยวพา” ระหว่างโบห์มและหลุยส์ จนทำให้วิกตอเรียต้องเข้ามาขัดจังหวะในโอกาสที่คนทั้งสองอยู่ชิดใกล้กันตามลำพัง ด้วยความโกรธ หลุยส์เผชิญหน้ากับบราวน์ กระชากไหล่ของเขาแล้วบอกให้เลิกสอดแนมเธอ หลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้ากันครั้งนี้ ทางออกเดียวก็คือวังจะต้องรีบหาสามีให้หลุยส์ แม้ว่าหลุยส์จะไม่ยอมให้มีการจัดการแต่งงานแบบคลุมถุงชนกับราชนิกุลเยอะมัน แต่วิกตอเรียก็มีแผนการชัดเจนโดยกำหนดว่า สามีของลูกสาวจำเป็นต้องมีเชื้อเจ้าและมาจากตระกูลที่เหมาะสม วิกตอเรียกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นราวกับต้องการออกแบบเชื้อสายตระกูลให้เป็นไปดังประสงค์ ครั้งหนึ่งวิกตอเรียบอกว่า เธอต้องการลูกเขยที่มีผมสีดำ เพื่อหลานของเธอจะมีสายเลือดที่ผสมกับยีนส์สีเข้ม เธอพูดถึงเรื่องการหาคู่ให้ลูกสาวเยี่ยงการสืบพันธุ์ของม้าหรือสุนัข เพื่อเฟ้นหาคู่ครองผู้คู่ควรมาเป็นสามีของหลุยส์ ทั้งครอบครัวจึงต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ด้วยโดยต่างเสนอและสนับสนุนตัวเลือกของตน แน่นอนว่าหลุยส์ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น หลุยส์เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ต้องการหาคู่ด้วยตนเอง และไม่ต้องการสมรสกับเจ้าชายต่างถิ่นซึ่งคนอื่นเลือกให้ ที่แน่ๆ เธอไม่สนใจเจ้าชายจากปรัสเซีย มีคำบอกเล่าว่า หลุยส์บอกว่า “ผู้ชายปรัสเซียมีกลิ่นตัวและขาดอารมณ์ขัน”ขณะเดียวกัน วิกตอเรียก็ยอมรับว่า ตัวเลือกที่เป็นราชนิกุลจากยุโรปเริ่มลดน้อยลง เวลาได้เปลี่ยนไปมาก พันธมิตรต่างชาติกลายเป็นต้นตอของปัญหาและความกังวลทางการเมือง และเมื่อยุโรปต้องเผชิญกับสงคราม วิกตอเรียถูกบังคับให้ยกเลิกแผนการจับลูกสาวแต่งงานกับราชนิกุลของยุโรป และหันมามองชายหนุ่มในอังกฤษแทน โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่ทั้งวิกตอเรียและหลุยส์เห็นพ้องกัน ในที่สุด หลุยส์รับข้อเสนอแต่งงานจากจอห์น มาร์ควิสแห่งลอร์น ทายาทของดยุคแห่งอาร์ไกลล์ จอห์นมีภาพลักษณ์แบบโรแมนติก มีผมอ่อน ตาสีฟ้าจัด มีการศึกษาและได้รับการขัดเกลามาอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความสนใจในการเมือง เคยเดินทางไปเยือนอเมริกา เขียนบทความและบทกวี และในที่สุด ใน ค.ศ.1871 ทั้งคู่ก็ได้สมรสกัน นับเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่เจ้าหญิงอังกฤษได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับสามัญชน ชาวอังกฤษตื่นเต้นและยินดีกับข่าวนี้ เพราะเบื่อหน่ายที่เจ้าชายและเจ้าหญิงอังกฤษต้องสมรสกับราชนิกุลต่างชาติ ดังนั้น ข่าวการแต่งงานจึงนับเป็นงานประชาสัมพันธ์ชิ้นเยี่ยมที่หลุยส์ได้ทำให้กับราชวงศ์อังกฤษแต่ต่อมา การใช้ชีวิตคู่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนคาดหวัง มีข่าวลือว่าจอห์นอาจเป็นเกย์ และมีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่สามีภรรยาย้ายเข้าไปอยู่ในวังเคนซิงตัน หลุยส์ได้สั่งให้สร้างรั้วอิฐปิดหน้าต่างวังเพื่อกันมิให้สามีหนีออกไปในเวลากลางคืนเพื่อ “เล่นสนุก” กับเหล่าทหารองครักษ์ในสวนเคนซิงตัน เมื่อวิกตอเรียทราบเรื่อง เธอได้แสดงความเห็นอกเห็นใจหลุยส์ ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกที่วิกตอเรียจะแสดงความรู้สึกเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม แม่ย่อมเข้าใจในความทุกข์โศกของลูกและยินดีที่จะยืนอยู่ข้างหลุยส์ซึ่งปกติไม่เคยทำเช่นนั้น แต่เรื่องอื้อฉาวก็ไม่จบลงง่ายๆ เมื่อหลุยส์ต้องอยู่กินกับสามีเกย์ จึงได้หันไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับอดีตครูสอนปั้นรูป เซอร์โบห์ม และในวันหนึ่ง เมื่อหลุยส์ไปพบโบห์มที่สตูดิโอ ประจวบเหมาะกับที่โบห์มเกิดอาหารหัวใจวายและเสียชีวิต ข่าวลือก็คือ โบห์มตายในอ้อมแขนของหลุยส์ ประหนึ่งเสียชีวิตในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ หลุยส์อ้างว่า เธอมีหญิงติดตามไปด้วย โบห์มต้องการนำรูปปั้นหนึ่งมาให้เธอดู แต่รูปปั้นมีน้ำหนักมากทำให้โบห์มล้มลงและเสียชีวิตวิกตอเรียเกรงว่าชื่อเสียงของราชวงศ์จะมัวหมองหลังจากข่าวลือแพร่ออกไป เธอออกมาให้การสนับสนุนครอบครัวต่อสาธารณะ แต่หลังฉาก วิกตอเรียก็ยังไม่รามือจากการสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้นเพื่อจะมีอำนาจเหนือลูกๆ ใน ค.ศ.1972 เบียทริซเป็นบุตรสาวคนเดียวที่ยังไม่แต่งงาน และวิกตอเรียต้องการให้เบียทริซอยู่ในสถานะนี้ต่อไปเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอ อันเป็นสิ่งที่เบียทริซทำตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย วิกตอเรียเรียกเบียทริซว่า “เบบี้” สะท้อนถึงการมองลูกสาวคนเล็กว่าเป็นเด็กทารกตลอดไป เบียทริซกลายมาเป็นบุคคลที่ยืนอยู่ตรงกลางชีวิตอันเต็มไปด้วยอารมณ์แปรปรวนของวิกตอเรีย และผลที่ได้รับก็คือ เบียทริซถูกปฏิบัติเยี่ยงเด็กตลอดชีวิตของเธอ ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง เบียทริซถูกบังคับให้เข้านอนแต่หัววัน ไม่ได้รับโอกาสให้โตเป็นผู้ใหญ่ เบียทริซเกรงกลัววิกตอเรียมากจนถึงขนาดที่ไม่กล้าแม้จะปริปากพูดในระหว่างรับประทานอาหาร เพราะ “ปากมีไว้สำหรับใส่อาหารลงท้องเท่านั้น” หากเธอต้องการพูดสิ่งใด วิกตอเรียก็มักจะขัดจังหวะไปเสียทุกที แต่แล้ววิกตอเรียก็ไม่สามารถเก็บลูกไว้ให้เป็นเด็กตลอดไปได้****ในรูปคือ วิกตอเรียกับเบียทริซ
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ทั้งเฮเลน่าและคริสเตียนถูกจองจำในวังวินเซอร์จนตลอดชีวิต คริสเตียนต้องหันมาใช้ชีวิตที่ถูกบงการโดยวิกตอเรีย เช่น ได้รับการมอบหมายให้ดูแลเรื่องสวนของพระราชวัง ต้องคอยกำจัดกบไม่ให้แพร่พันธุ์ ต้องนำเข้าเป็ดมาประดับสระน้ำ และเป็ดจะเป็นเครื่องมือหลักในการกำจัดกบเพราะเป็ดกินกบเป็นอาหาร ต้องคอยสอดส่องและกำจัดสัตว์มีพิษ ทั้งหมดคือภารกิจของคริสเตียน เป็นภารกิจที่ต่างไปจากความฝันว่าจะแสดงบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ช่วยเจรจาให้เกิดการรวมเยอรมนี เป็นต้นวิกตอเรียพอใจกับการแต่งงานของเฮเลน่า แต่โกรธที่อลิซคัดค้านการแต่งงาน เพราะอลิซเชื่อว่านี่คือแผนของแม่เพื่อกักขังเฮเลน่าไว้กับตัว วิกตอเรียเรียกอลิซว่าเป็น “ปีศาจตัวร้าย” ในครอบครัว นี่คือจุดเริ่มของการแตกหักระหว่างวิกตอเรียและอลิซ เป็นความแตกหักที่ไม่มีทางประสานได้ วิกตอเรียไม่เคยแสดงความห่วงใยที่อลิซต้องอาศัยอยู่ในเยอรมนีในช่วงสงครามที่มีการต่อสู้และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในระยะเวลาหนึ่งทศวรรษของการแต่งงาน อลิซต้องเผชิญกับสงครามถึง 2 ครั้งที่กองกำลังของปรัสเซียได้ฉีกยุโรปออกเป็นเสี่ยงๆ อลิซเขียนจดหมายถึงวิกตอเรียว่า “ลูกจะอธิษฐานอย่างไรเพื่อขอให้การฆ่าฟันกันนี้ยุติลงเสียที แม่ไม่มีวันจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นรอบๆ เราที่นี่ได้เลย” ทางด้านของวิกตอเรียได้เขียนจดหมายสองฉบับถึงอลิซและวิกกี้ ในฉบับที่เขียนถึงวิกกี้ วิกตอเรียได้ตัดพ้อต่อว่าอลิซให้วิกกี้ฟัง แต่สุดท้ายวิกตอเรียทำพลาดโดยการใส่จดหมายผิดซอง ฉบับที่เขียนถึงอลิซกลับส่ไปถึงวิกกี้ และของวิกกี้ถึงมืออลิซ ทำให้อลิซล่วงรู้ถึงสิ่งที่วิกตอเรียคิดถึงตนอย่างตรงไปตรงมา เมื่อวิกตอเรียรู้ถึงความผิดพลาดนี้ก็ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใดและกล่าวว่า “ดีเหมือนกันที่อลิซจะได้รู้ว่าฉันคิดอย่างไรกับเธอ” หากจะมองอีกมุมหนึ่ง นี่เป็นคุณสมบัติพิเศษของวิกตอเรีย คือ ตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้ง พูดในสิ่งที่คิดจากเหตุการณ์นี้ อลิซยิ่งต่อต้านวิกตอเรียมากขึ้น และได้พบกับหนทางที่จะทำได้โดยเข้ารับการศึกษาด้านพยาบาลและการแพทย์ ซึ่งเธอรู้ดีว่าจะทำให้แม่ไม่พอใจ จากสภาพความเป็นอยู่ที่แวดล้อมไปด้วยทหารบาดเจ็บจากสงครามในเยอรมัน อลิซร้องขอให้วิกตอเรียส่งความช่วยเหลือมาจากอังกฤษ เช่น ผ้าลินิน เสื้อผ้าสำหรับผู้ป่วย และผ้าปูเตียง แม้จะเป็นของมือสองก็ตาม อลิซไม่ต้องการเป็นแค่นางพยาบาลที่รอรับคำสั่ง แต่ต้องการลงมือปฏิบัติเองเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย งานประเภทนี้มีความเสี่ยงสูง ทหารป่วยบางคนป่วยเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคฝีดาษ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้อิลซหวั่นเกรง เธอได้ค้นพบบทบาทหน้าที่ของตัวเองจากการทำหน้าที่พยาบาล และกล่าวว่าชีวิตคือการทำงาน ไม่ใช่ความบันเทิงเริงรมย์ วิกตอเรียรู้สึกไม่พอใจอย่างมากกับบทบาทใหม่ของอลิซ แม้ว่าที่ผ่านมาวิกตอเรียจะชื่นชมเหล่านางพยาบาลทั่วไป แต่การที่ลูกสาวในอกผู้มีสายเลือดกษัตริย์ต้องไปเกลือกกลั้วกับร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่วิกตอเรียรับไม่ได้เมื่อหลุยส์ต้องการเดินทางไปเยี่ยมอลิซ วิกตอเรียเตือนว่า “ให้ระวังและอย่าเล่าเรื่องส่วนตัวให้อลิซฟัง อย่าพูดเรื่องเซ็กซ์หรือเรื่องสรีระ เพราะเรื่องเหล่านี้ “เธอไม่ควรให้อลิซรับรู้” แม้วิกตอเรียจะไม่เห็นชอบกับอาชีพแพทย์ แต่อลิซก็ดื้อดึงทำต่อไป ทั้งยังได้รับคำแนะนำจากฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (ผู้ก่อตั้งการพยาบาลแผนใหม่) แล้วในที่สุดอลิซก็ตั้งองค์กรที่รวมเอาพยาบาลทั้งหมดในเยอรมนีมาทำงานร่วมกัน ใน ค.ศ.1871 เธอก็ตั้งโรงพยาบาลเคลื่อนที่ขึ้นในวังของตน ความเคลื่อนไหวของอลิซนี้มีส่วนทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์อังกฤษได้รับการยอมรับมากขึ้น ถือเป็นงานด้านสวัสดิการที่เกิดจากพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นงานประเภทประชาสงเคราะห์ซึ่งก่อนหน้านี้สถาบันกษัตริย์ไม่ให้ความสนใจนัก การต้องเผชิญกับสงครามที่เกิดในเยอรมนีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของอลิซยากลำบากมากขึ้นแม้จะยังดำรงตำแหน่งเจ้าหญิงก็ตาม บ่อยครั้งที่อลิซเขียนจดหมายมาขอทุนทรัพย์จากแม่ แต่ก็มักถูกเพิกเฉย ความขัดแย้งระหว่างวิกตอเรียกับอลิซทำให้ทั้งสองเหินห่างกันในรูปคือมหานครลอนดอนในยุควิกตอเรีย
การสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล
เหตุการณ์เกิดวันที่ 1 มิถุนายน ปี 2001 (2544) ดิชั้นยังเป็นนักศึกษาสาวปริญญาเอก อาศัยอยู่ ณ กรุงลอนดอน ข่าวออกคืนนั้น มกุฎราชกุมารดีเปนดร้า ของเนปาล ถือปืนกลเข้าไปในงานเลี้ยงที่มีแขกมากมายภายในพระบรมมหาราชวัง กษัตริย์บิเรนดร้า (ผู้เป็นพ่อ) ได้ถามลูกชายว่า ถือปืนเข้ามาทำไมแบบนี้ ลูกชายตอบว่า ผมจะเอามาฆ่าพ่อ จากนั้น ก็ยิงปืนกราดใส่พ่อ แม่ (ราชินี) พี่น้องและญาติทั้งหมด 9 คน เสียชีวิตทันที บาดเจ็บสาหัสอีก 4 คน ผู้รอดจากเหตุการณ์เล่าว่า เป็นเหมือนฉากหนังฮอลีวู้ด ยิงทิ้ง ยิงไม่เหลือ ยิงไม่กลัวเปลืองกระสุน แขกเหรื่อหนีตายอลหม่าน จากนั้น ตัวมกุฏราชกุมารวิ่งออกมานอกตึก แล้วเอาปืนฆ่าตัวเองตาย แต่ไม่ตายในทันที อยู่สภาวะโคม่า 3 วัน ช่วงนั้น แม้เค้าเป็นฆาตกร แต่ได้รับการสืบตำแหน่งเป็นกษัตริย์เนปาลทันที สาเหตุของการสังหารหมู่นั้นยังคลุมเครือ แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่า มาจากเรื่องความรัก ทางวังไม่ยอมให้เค้าแต่งงานกับผู้หญิงที่เค้ารักที่ต่างวรรณะ
….หลังจากเสียชีวิต เนื่องจากไม่มีผู้สืบสกุลเหลือ บัลลังค์จึงตกเป็นของคุณลุง ที่กลายเป็นกษัตริย์ที่ชื่อว่า เกียเนนดร้า แต่ครองราชย์อยู่ได้เพียง 7 ปี สถาบันกษัตริย์ก็ล่มสลาย สาเหตุของการล่มสลายส่วนหนึ่งมาจากคนขาดศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ และตัวเกียเนนดร้าเองที่ไร้ความชอบธรรมและคุณธรรมในการปกครองประเทศ รวมถึงความพยายามที่จะรวบอำนาจทั้งหมด จนนำไปสู่การล้มล้างการปกครองแบบกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์วิกตอเรียยังเป็นคนขึ้อิจฉา ต้องการได้ความรักทั้งหมดจากลูก และไม่ชอบให้ลูกๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนนอกวงศ์ตระกูล วิกตอเรียกล่าวว่า “ห้ามมีมิตรภาพ ห้ามผูกมิตรกับใคร ความใกล้ชิดเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก และมักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด” วิกตอเรียไม่เพียงห้ามหลุยส์มิให้มีเพื่อน แต่ยังห้ามกิจกรรมบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง เมื่อหลุยส์อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้เข้าร่วมงานเต้นรำเช่นเดียวกับเด็กสาวคนอื่นๆ แต่วิกตอเรียกลับสั่งห้ามมิให้หลุยส์ร่วมงานใดๆ และวังบักกิ้งแฮมก็ไม่เคยจัดงานบอลรูมแม้แต่ในช่วงที่อัลเบิร์ตยังมีชีวิตอยู่ ความพยายามในการจำกัดชีวิตทางสังคมของลูกสาวอาจมีที่มาจากอดีตในวัยเยาว์ของวิกตอเรียที่ต้องเผชิญกับความเดียวดาย จึงดิ้นรนไขว่คว้าหาความรักและความสนใจ แต่เมื่อวิกตอเรียกลายมาเป็นแม่ กลับเป็นการยากที่จะแสดงความรักที่มีต่อลูกแม้แต่ในช่วงที่ลูกๆ ยังเล็กอยู่มาก ในความเป็นจริงวิกตอเรียมีความรู้สึกแบบ “กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก” และความรู้สึกเช่นนี้บั่นทอนจิตใจและความเชื่อมั่นของลูกๆ เป็นอย่างมากวิกตอเรียมักตัดสินลูกจากรูปร่างหน้าตา ชื่นชมความงาม และเกลียดความอัปลักษณ์ เช่นที่วิกตอเรียพูดว่า “เธอผิดนะที่คิดว่าฉันไม่รักเด็ก จริงๆ ฉันรักเด็ก แต่ต้องเป็นเด็กที่น่าตาดีเท่านั้น” ในกรณีนี้ วิกตอเรียอาจหมายถึงเฮเลน่าซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่า “สวยน้อยที่สุด” ในบรรดาเจ้าหญิงทั้งหมด 5 คน “น่าสงสารเฮเลน่า รูปร่างเธอใหญ่และยาว ซึ่งทำให้เธออัปลักษณ์” อาจเป็นความจริงที่ว่า เฮเลน่าะดู “เรียบ” ที่สุด แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวของเธอ เป็นเรื่องปกติสำหรับครอบครัววินเซอร์ที่สมาชิกครอบครัวจะมีน้ำหนักเกินตัว แม้แต่วิกตอเรียเองยังหนักถึง 76.2 กิโลกรัมทั้งที่สูงเพียง 4.11 ฟุตเท่านั้น แต่สำหรับเฮเลน่า เธอมักถูกแม่ตำหนิว่าไม่รู้จักรักษาทรวดทรง ในทางตรงข้าม ลูกสาวคนที่สวยที่สุดก็คือหลุยส์ ความสวยทำให้หลุยส์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและสามารถที่จะต่อกรกับวิกตอเรียได้ปฏิวัติราชินีเมื่อถูกบีบคั้นให้อยู่แต่ในกรอบ วิธีเดียวที่จะออกจากกรอบนั้นได้คือการ “ปฏิวัติ” เจ้าหญิงหลุยส์หันไปสนใจศึกษาด้านศิลปกรรม โดยเฉพาะการปั้นรูป และในที่สุดก็ได้มีสตูดิโอเป็นของตนเองซึ่งกลายมาเป็นวิธีหลบหนีจากแม่ วิกตอเรียพยายามบังคับให้เธอยุติงานปั้น โดยมีความเห็นว่า งานศิลปะไม่ใช่เรื่องของสุภาพสตรี เป็นสิ่งที่ “ไม่คู่ควรกับผู้หญิง” โดยเฉพาะ “เจ้าหญิง” แต่วิกตอเรียก็ไม่สามารถหยุดยั้งหลุยส์ได้ เมื่อหลุยส์ตั้งใจจะทำอะไรแล้วไม่มีใครหยุดเธอได้ ตัวอย่างของความเป็นตัวของตัวเองของหลุยส์ก็คือ เธอต้องการเป็นนักปั้น ส่วนหนึ่งเพราะต้องการท้าทายวิกตอเรีย และในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยอมอ่อนข้อ อนุญาตให้หลุยส์เป็นเจ้าหญิงคนแรกที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนนอกรั้ววังบักกิ้งแฮม ใน ค.ศ.1868 หลุยส์ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดศิลปะแห่งชาติ ร่วมรุ่นกับสตรีหัวก้าวหน้าที่หันมาเรียนวิชาปั้นรูปกระนั้นวิกตอเรียยังคงหวาดกลัวอยู่เสมอกับสิ่งที่หลุยส์จะต้องพบเจอในการเรียนศิลปะ สิ่งที่น่าหวาดหลัวที่สุดคือวิชาการปั้นรูปจากแบบ (เปลือย) ที่มีชีวิต วิกตอเรียรำพึงว่า “จะเป็นการดีกว่าที่หลุยส์จะเลือกการวาดภาพ เช่น วาดภาพสุนัข วาดภาพนางสนม วาดอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสรีระมนุษย์” วิกตอเรียมองว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่แสดงถึงความเป็นกุลสตรี แม้จะอนุญาตให้หลุยส์ไปโรงเรียนแต่ก็จำกัดวัน โดยบังคับให้เธอต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านส่วนหนึ่งเพื่อช่วยงานตอบจดหมายของวิกตอเรีย นักศึกษาคนอื่นๆ รู้สึกประหลาดใจว่า หลุยส์ยังสามารถมาโรงเรียนและช่วยงานราชินีไปพร้อมๆ กัน หรือในบางครั้งอาจจำเป็นต้อง “โดดเรียน” เพื่ออยู่ทำงานให้แม่ ต่างไปจากภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมักมีต่อราชวงศ์ว่า เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอย่างสบาย ความจริงแล้ว หลุยส์ทำงานหนักกว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงในรุ่นเดียวกัน แต่ในที่สุดรางวัลที่หลุยส์ได้รับก็คุ้มค่า หลุยส์กลายเป็นนักปั้นหญิงคนแรกของอังกฤษที่ปั้นรูปบุคคลสำคัญซึ่งตั้งอยู่ในที่สาธารณะ รูปปั้นนั้นก็คือรูปปั้นของราชินีวิกตอเรียซึ่งยังตั้งเด่นเป็นสง่าที่ด้านนอกของพระราชวังเคนซิงตั้น ณ กรุงลอนดอนหลุยส์ประสบความสำเร็จในการทลายกำแพงที่สร้างขึ้นโดยวิกตอเรีย แต่วิกกี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่หนักหนากว่า เธอถูกอัลเบิร์ต “ปั้น” เพราะเห็นว่าเฉลียวฉลาดกว่าลูกคนอื่นๆ วิกกี้ถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อต้องย้ายตามสามีไปอยู่ที่ปรัสเซีย ปัญหาคือวิกกี้ไม่ได้มีอิทธิพลเท่าที่ตัวเองได้คาดหวังไว้ เมื่อไม่มีบทบาทที่จะเล่นมากนัก เธอจึงสถาปนาตัวเองเป็น “แม่สื่อ” หาคู่ให้กับน้องสาว ส่วนหนึ่งเพื่อให้ตัวเองมีอะไรทำ อีกส่วนก็เพื่อสร้าง “อิทธิพล” ขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เธอขาดอิทธิพลใดๆ งานแรกคือการจับคู่ให้เฮเลน่าซึ่งมีอายุเพียง 19 ปี แม้จะไม่มีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่เฮเลน่าก็พร้อมที่จะออกเรือน และที่น่าแปลกใจที่สุดคือวิกตอเรียก็เห็นชอบด้วย คู่ของเฮเลน่าเป็นเพื่อนชาวเยอรมัน ของวิกกี้ นามว่า “คริสเตียน” และมีอายุมากกว่าเฮเลน่าถึง 15 ปี คริสเตียนมีรูปร่างปานกลาง สูงพอควร ศีรษะล้าน ไม่นานจากนั้นหลังได้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น เมื่อใน ค.ศ.1891 เจ้าชายอาเธอร์ (พี่ชายของเฮเลน่า) ทำปืนลั่น กระสุนยิงถูกตาของคริสเตียน แต่คริสเตียนไม่ได้แสดงความโกรธแต่อย่างใด แม้ว่าคริสเตียนจะไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่งมี แต่วิกตอเรียก็เอ็นดูคริสเตียนอยู่มาก การที่วิกตอเรียยินดีกับการแต่งงานนี้ก็เพราะรู้ถึงสภาพทางเศรษฐกิจของคริสเตียน หมายความว่า หลังการสมรส คริสเตียนจำเป็นต้องย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับวิกตอเรียเพื่อความอยู่รอด วิกตอเรียจะไม่อนุญาตให้ลูกสาวที่เหลือสมรสกับใครๆ ก็ได้ แล้วพาลูกสาวออกจากอกเธอไป ดังนั้นลูกเขยในอุดมคติจึงน่าจะมีคุณลักษณะที่ “ทึมๆ” “เชื่อง” “ไม่มีความเห็น” และไม่จำเป็นต้องมั่งมี แต่พร้อมย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัววินเซอร์ เพราะในที่สุดแม่ก็ไม่ต้องการสูญเสียลูกไป

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ก่อนอัลเบิร์ตเสียชีวิต ได้มีการวางแผนการแต่งงานระหว่างอลิซกับเจ้าชายเยอรมัน นามว่า หลุยส์แห่งเฮสเซ เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมันกับอังกฤษให้แน่นแฟ้นขึ้นอีก แม้วิกตอเรียจะไม่ต้องการเสียลูกสาวไปอีกหนึ่งคน แต่ก็ไม่อาจฝืนความปรารถนาของสามีที่ตายจากไปได้ หกเดือนหลังจากอัลเบิร์ตเสียชีวิต งานสมรสก็มีขึ้นแต่เป็นงานสมรสที่เรียบง่าย มีพิธีเล็กๆ จัดขึ้น ณ บ้านออสบอร์น สำหรับวิกตอเรียที่ยังทกุข์ตรม ความสุขของลูกสาวที่จะได้แต่งงานไม่ใช่สาเหตุของการเฉลิมฉลองใดๆ ทั้งสิ้น งานแต่งงานของอลิซจึงเป็นเหมือนงานศพ วิกตอเรียกล่าวว่า “ฉันปวดใจที่ได้ยินว่า อลิซมีความสุขที่ได้แต่งงานกับหลุยส์ ฉันไม่ขอแสดงความยินดีกับเธอ โดยเฉพาะกับความสุขที่เธอจะมีกับครอบครัวใหม่ กับสามีที่เธอรัก ฉันได้แต่นั่งเสียใจกับตัวเอง เพราะฉันไม่มีสามีที่ฉันรักอยู่เคียงข้างอีกต่อไป” ในงานแต่งงาน อลิซได้รับอนุญาตให้ “ออกทุกข์” เพียงหนึ่งวันและสามารถใส่ชุดวิวาห์สีขาวได้ วิกตอเรียยังพูดทำนองนี้กับลูกสาวคนอื่นๆ เมื่อต่างตัดสินใจแต่งงานในเวลาต่อมาการแต่งงานนี้ทำให้อลิซหลุดพ้นออกจากบ่วงความเศร้าโศกของมารดา ชีวิตใหม่ของอลิซคือการได้เป็นเจ้าหญิงในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของเยอรมนี และเดินรอยตามวิกกี้ผู้สมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งปรัสเซียเมื่อสามปีก่อนหน้า แต่การดำรงตำแหน่งเจ้าหญิงในศตวรรษที่ 19 ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ วิกกี้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ระแวงสงสัยบุคคลรอบข้าง มีชีวิตที่ไม่สามารถเติมเต็มได้ การออกเรือนไปอยู่เยอรมนีคือการตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมซึ่งแตกต่างไปจากความคุ้นเคยอย่างมาก ภายใต้เงื่อนไขนี้ วิกกี้มักจะเขียนจดหมายมาปรับทุกข์กับวิกตอเรียอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มักได้รับจดหมายตอบกลับที่ยิ่งทำให้วิกกี้หดหู่มากขึ้น เช่น เมื่อวิกตอเรียได้ข่าวว่าวิกกี้กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก เธอเขียนจดหมายถึงวิกกี้ว่า “ข่าวเธอตั้งครรภ์ช่างเป็นข่าวเลวร้ายที่สุด ทำให้ฉันสลดใจอย่างยิ่ง” วิกกี้ตอบว่า “แต่แม่ก็รู้ไม่ใช่หรือคะว่าฉันรักเด็ก การให้กำเนิดถือเป็นการให้ชีวิตอีกหนึ่งชีวิตขึ้นลืมตาดูโลก” วิกกี้อาจอยู่ห่างจากวิกตอเรียถึง 700 ไมล์ แต่ก็ไม่สามารถหลบหนีการทารุณกรรมทางคำพูดจากวิกตอเรียได้ แม่ลูกคู่นี้เขียนจดหมายติดต่อกันมากถึง 8,000 ฉบับ สะท้อนทั้งความรัก ความชัง และความเห็นแก่ตัวจากฝ่ายแม่วิกตอเรียนับได้ว่าเป็น “เจ้า” แห่งการเขียนจดหมายในศตวรรษที่ 19 ผ่านจดหมายเหล่านี้ เธอได้ปลดปล่อยความรู้สึกผ่านตัวอักษรซึ่งมักสะท้อนถึงความกังวลใจของเธอในเรื่องต่างๆ อาทิ เมื่อวิกตอเรียเขียนถึงลูกหลายๆ คนในโอกาสต่างๆ กัน จะปรากฏประโยคเหล่านี้ “คำตอบของเธอที่ส่งมาทางโทรเลขเมื่อวาน แม่อ่านแล้ว แต่ไม่รู้สึกประทับใจ ตกลงเธอจะบอกแม่ได้ไหมว่าเธอเป็นหวัดหรือมีไข้กันแน่” “การที่ฉันไม่รู้อาการที่แท้จริงของเธอมันทำให้ฉันเสียสติรู้ไหม” “แม่หวังว่าเธอคงไม่อ้วนขึ้น อย่ากินของแสลง อย่าดื่มสุรามาก เพราะจะทำให้อ้วน” จดหมายเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือของวิกตอเรียในการควบคุมพฤติกรรมของลูกแม้จะอยู่ห่างกันหลายร้อยไมล์ก็ตาม ไม่เพียงวิกตอเรียจะเป็นเผด็จการต่อลูกๆ แต่ยังเป็นแม่ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ เมื่อครั้งที่วิกกี้ตั้งครรภ์และพลาดตกลงจากบันได ทำให้เจ็บปวดที่ข้อเท้าอย่างมาก วิกตอเรียเขียนจดหมายไปหาวิกกี้ว่า “ฉันว่าเธอกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เหมือนที่เธอชอบทำมาตลอด คนอื่นที่ไม่รู้ว่าเธอเสแสร้งก็จะคิดว่าเธอป่วยจริงๆ ซึ่งเธอไม่ได้ป่วยจริง” วิกกี้มักจะเกรงกลัวแม่และมักอ้อนวอนขอให้วิกตอเรียยกโทษให้ “แม่คะ อย่าโกรธลูกเลย แค่คิดว่าความเจ็บป่วยของฉันทำให้แม่ลำบากใจก็เป็นเรื่องที่แย่พอดูแล้ว”มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ทำให้วิกตอเรียต้องผิดใจกับวิกกี้และอลิซอย่างมากก็คือการให้นมลูก วิกตอเรียเกลียดเด็กทารกและปฏิเสธที่จะให้นมลูกจากอก ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะการให้นมลูกในยุควิกตอเรียถือว่าเป็นเรื่องที่รับได้สำหรับสตรีในสังคม รวมถึงสตรีในกลุ่มชนชั้นสูง วิกตอเรียสั่งห้ามมิให้ลูกทั้งสองให้คนให้นมลูก แต่ทั้งสองตัดสินใจไม่ทำตามคำสั่ง ทำให้วิกตอเรียโกรธมาก เขียนจดหมายตำหนิว่า “มันทำให้ฉันขนลุกขนพองทุกครั้งที่คิดว่า ลูกทั้งสองของฉันได้กลายเป็นโคไปซะแล้ว” วิกตอเรียแก้แค้นลูกที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งโดยตั้งชื่อวัวตัวหนึ่งที่เลี้ยงอยู่ในเขตวังว่า “เจ้าหญิงอลิซ”สี่ปีหลังจากสูญเสียอัลเบิร์ต ลูกสาวอีก 3 คนยังคงครองความเป็นโสด ได้แก่ เฮเลน่า หลุยส์ และเบียทริซ ซึ่งกลายมาเป็นนักโทษที่ถูกกักขังอยู่ในรั้ววัง ในจำนวนนี้ ไม่มีใครที่ต้องทนทุกข์ทรมานเท่ากับเจ้าหญิงหลุยส์ ด้วยเหตุที่หลุยส์ต่อสู้กับวิกตอเรียอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองมีแต่ความขมขื่น วิกตอเรียบรรยายหลุยส์ว่าเป็น “ผู้หญิงสมองตีบ” และยากที่จะเสวนาด้วย หรือกระทั่งทำตัวเป็นปัญหาด้วยซ้ำ ในช่วงที่ต้องสูญเสียอัลเบิร์ตไป หลุยส์กำลังก้าวเข้าเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่โลกน่าจะเปิดกว้างออกสำหรับพวกเธอ แต่โลกของเธอกลับต้องคับแคบลงเพราะความเป็นเผด็จการของวิกตอเรีย ในโอกาสหนึ่ง หลุยส์นัดดื่มชากับเพื่อนของเธอ แต่วิกตอเรียบังคับให้เธอยกเลิกนัดเพราะไม่ต้องการให้เดินทางออกไปจากนอกพระราชวัง หลุยส์เขียนจดหมายขอโทษเพื่อน แต่อธิบายในทำนองที่ยกความผิดให้กับวิกตอเรีย “ดูเหมือนว่าราชินีวิกตอเรียจะไม่ต้องการให้ฉันห่างหายไปจากสายตาเธอ ฉันรู้สึกเสียใจมากที่ออกไปดื่มชาร่วมกับเธอไม่ได้”***ในภาพคือเจ้าหญิงวิกกี้
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์เมื่อได้ทราบข่าวว่าทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีได้จัดทำสารคดีเรื่อง “วิกตอเรียกับลูก” ผมก็ตั้งตารอ และเมื่อได้ชมสารคดีชุดนี้ที่มีทั้งหมด 3 ตอนแล้วก็ต้องนึกชื่นชมในความกล้าหาญของบีบีซีในการผลิตงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่ง โดยนำเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษในยุควิกตอเรียที่ยังมีอิทธิพลส่งต่อถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ความกล้าหาญอยู่ที่การนำเอาข้อมูลซึ่งมีความเป็น “ส่วนตัว” อย่างมากมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทั้งที่อาจส่งผลลบต่อกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์บีบีซีได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักพระราชวังอังกฤษและนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและลูกของเธอ สารคดีวิพากษ์วิจารณ์อดีตกษัตริย์เช่นนี้สามารถทำได้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเช่นอังกฤษ ขณะเดียวกันชาวอังกฤษก็ใจกว้างพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งแม้อาจเป็นภัยต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ แต่ก็เพื่อเข้าใจถึงพัฒนาการของสถาบันนี้ในยุคปัจจุบันวิกตอเรีย (ครองราชย์ 1837-1901) เป็นราชินีที่มีความเด็ดเดี่ยว และเป็นราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ขณะที่เธอครองราชย์ อังกฤษมีอาณานิคมเกือบ 1 ใน 4 ของโลก จากภายนอกเธอเป็นราชินีที่สมบูรณ์แบบ เธอนำจักรภพอังกฤษไปสู่ความมั่งคั่ง และที่สำคัญ เธอมีส่วนทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษอยู่รอดจากพัฒนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป สถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่นๆ ต้องล่มสลาย แต่วิกตอเรียยังคงกุมบังเหียนอำนาจ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ทว่าต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล นอกเหนือจากการร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว วิกตอเรียยังใช้ครอบครัวของเธอเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่สถาบันกษัตริย์ และแผนการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสามีของวิกตอเรีย — เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี ผู้แบ่งปันความคิดและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันกษัตริย์ด้วยการสร้างครอบครัวตัวอย่างที่ “เพอร์เฟ็ก” เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับชนชั้นกลางของอังกฤษที่กำลังขยายตัวแต่การเปลี่ยนนิยายให้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภารกิจง่ายดาย การสร้างภาพความสมบูรณ์แบบให้แก่ครอบครัววิกตอเรียบนความไม่สมบูรณ์แบบของสมาชิกในครอบครัว นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรม ความร้าวฉาน ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง การล้างแค้น และการสูญเสีย ยิ่งต้องการสร้างภาพของสถาบันกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบเท่าใด ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น วิกตอเรียใช้ทั้งความเป็นแม่และราชินีเพื่อปั้นลูกแต่ละคนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในกระบวนการนี้ วิกตอเรียทรมาน ทุบตี กีดกัน กักขัง ดูถูกและรังเกียจลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าการปรับปรุงตัวหรือการทำตามครรลองที่วิกตอเรียวางไว้เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อตัวเองและต่อราชวงศ์ ผลที่เกิดขึ้นคือการต่อต้านและการปฏิวัติจากลูกต่อแม่สารคดีเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงหลายประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปรับไปในทิศทางอย่างไร จักต้องวางประชาชนไว้เป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทั้งวิกตอเรียและเบอร์ตี้ (ผู้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากวิกตอเรีย) ต่างตระหนักถึงในจุดนี้ และพยายามค้นหาความชอบธรรมให้กับสถาบันโดยการสร้างความพึงพอใจให้เกิดกับประชาชน ประการที่สอง ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งล้ำค่าที่ยากจะได้มา ในที่สุดสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะพยายามสร้างภาพของความสมบูรณ์แบบนี้เท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า กษัตริย์ก็คือมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง ตัณหาและราคะ คำถามอยู่ที่ว่า กษัตริย์พร้อมที่จะรับข้อเท็จจริงนี้เพียงใด จะวิ่งหนีจากมันและลอยตัวอยู่ในโลกแห่งมายา หรือยอมรับมันและค้นหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมในสังคมกับประชาชน รวมถึงพร้อมจะยอมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันกษัตริย์อังกฤษที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะเลือกที่จะเดินในแนวทางอย่างหลังประการสุดท้ายและโดยปราศจากนัยทางการเมือง ภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายของปัจเจกบุคคลไม่อาจเป็นปัจจัยกำหนดความล้มเหลวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การที่เจ้าชายเบอร์ตี้ผู้เป็นหนุ่มเจ้าสำราญและไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างจริงจัง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของอังกฤษแทนวิกตอเรียและกลายเป็นกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษเคารพรักอย่างมาก น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า “โอกาส” ต่างหากที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิสูจน์คน มากกว่าเรื่องอื้อฉาวที่ผ่านมา สังคมที่ตั้งมาตรฐานของความสมบูรณ์แบบมักผิดหวังกับผู้นำที่ประพฤติตัวห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ทั้งที่ความจริงแล้ว สังคมนั้นไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบในตัวเองด้วยซ้ำ**เรียบเรียงจากสารคดีเรื่อง “Queen Victoria’s Children” จัดทำและแพร่ภาพโดยสำนักข่าวบีบีซี ทางช่อง BBC Two ออกอากาศวันที่ 1-3 มกราคม 2556
รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
บุตรสาวคนแรกออกเรือนไปตามแผนที่วางไว้ แต่ปัญหาที่ค้างคาในครอบครัวยังคงมีอยู่ อัลเบิร์ตยังต้องทำงานหนักตลอดเวลา และนี่อาจเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตเขาไปในเวลาต่อมา สุขภาพของอัลเบิร์ตเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เขาป่วยเป็นโรคปวดเส้นประสาท ปวดฟัน นอนไม่หลับ และเป็นไข้อยู่เนืองๆ แต่วิกตอเรียกลับไม่แสดงความห่วงหาอาทร “ฉันคลอดลูกมาแล้ว 9 คนนะ” วิกตอเรียกล่าวกับอัลเบิร์ต และรู้สึกระอาที่สามีเป็นคนอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้ เธอด่วนสรุปว่า อาการของอัลเบิร์ตไม่ร้ายแรง เป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่ทำไมต้องทำเหมือนว่าป่วยเป็นโรคร้าย นอกจากนี้เธอยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นความเห็นแก่ตัวของผู้ชายหรือไม่ ทั้งที่ผู้หญิงต้องให้กำเนิดบุตร ดังนั้นวิกตอเรียจึงไม่เห็นว่าอาการของอัลเบิร์ตมีความรุนแรงแต่อย่างใด วิกตอเรียเป็นราชินีที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง เธอต้องการให้อัลเบิร์ตเป็นเสมือนก้อนหินที่แข็งแกร่ง คอยหนุนและให้ความช่วยเหลือเธอ เมื่ออัลเบิร์ตป่วย วิกตอเรียไม่สามารถพึ่งพาสามีได้ เธอจึงเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นตามมา โดยเฉพาะหากต้องสูญเสียเขาไปก็จะเป็นสิ่งทำร้ายจิตใจของเธออย่างที่สุด แล้ววิกตอเรียจะอยู่อย่างไร เมื่อครั้งที่วิกตอเรียต้องสูญเสียมารดาไปใน ค.ศ.1861 นั้น แม้ว่าทั้งคู่จะไม่สนิทสนมกัน แต่ก็นำมาซึ่งความเศร้าสลดใจอย่างใหญ่หลวงต่อวิกตอเรีย ทันใดนั้นความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของเธอก็หวนคืนกลับมา สิ่งนี้ยิ่งทำให้วิกตอเรียเศร้าใจมากขึ้น “ฉันไม่ต้องการรู้สึกดีขึ้น ฉันอยากไว้อาลัยให้กับแม่ ฉันยังไม่อยากฟื้นคืนจากความโศกเศร้านี้”
ท่ามกลางความเศร้าเสียใจนี้ วิกตอเรียกลับแสร้งว่าอาการป่วยของอัลเบิร์ตไม่หนักหนา และได้เขียนจดหมายถึงวิกกี้ บ่นว่า “พ่อของเธอไม่ยอมปล่อยให้อาการป่วยดีขึ้น มักชอบทำอากัปกิริยาแบบผู้ป่วย และประชาชนก็เชื่อว่าพ่อของเธอป่วยหนักจริง” แม้ว่าจะไม่ได้รับความเห็นใจจากวิกตอเรีย แต่อัลเบิร์ตก็ยังคงมุ่งหน้าทำความฝันเรื่องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นให้เป็นจริง เขาจัดเตรียมงานสมรสอีกงานหนึ่งระหว่างเบอร์ตี้กับเจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก และในกระบวนการนี้ การสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมต่อสาธารณชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการชี้ว่าการสมรสเป็นเรื่องของความรัก ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง แต่แล้วในฤดูร้อน ค.ศ.1861 ระหว่างที่เบอร์ตี้ปฏิบัติภารกิจในกองทัพที่เมืองดับลิน เพื่อนร่วมรุ่นได้จัดหาผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า เนลลี่ คลิฟตัน มาปรนเปรอเบอร์ตี้ ทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กันถึงสามครั้ง เบอร์ตี้สูญเสียพรหมจรรย์ให้กับเนลลี่ ในที่สุดอัลเบิร์ตก็ได้ยินข่าวนี้ เขาเขียนจดหมายด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่เชื่อว่าลูกชายที่จะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ของอังกฤษในอนาคตจะประพฤติตนต่ำช้าผิดศีลธรรมเยี่ยงนี้
อัลเบิร์ตกลัวว่า เนลลี่จะเอาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์นี้ไปเผยแพร่ต่อสื่อ ฟ้องร้องต่อศาล หรือกระทั่งเกรงว่าเธออาจตั้งครรภ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียกร้องทางด้านการเงินและเรื่องอื่นๆ ในความเป็นจริง อัลเบิร์ตอาจตระหนกตกใจจนเกินเหตุ พ่อและพี่ชายของเขาเองก็เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน แต่อัลเบิร์ตก็ถือว่าเรี่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หลังจากล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะปัดเข้าใต้พรม เขากลับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำให้อาการป่วยทรุดลง การที่เบอร์ตี้ทำตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อชีวิตครอบครัวของเขาเองในอนาคตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษด้วย อัลเบิร์ตบอกกับลูกชายว่า “เธอต้องไม่ทำตัวเช่นนี้อีก กล้าทำได้อย่างไร เพราะการกระทำของเธอจะส่งผลต่อประเทศชาติ และจุดยืนของอังกฤษในประชาคมโลก” อัลเบิร์ตรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งในตัวเบอร์ตี้ ดังสะท้อนในจดหมายฉบับที่มีใจความว่า “สิ่งที่ลูกทำไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป็นบาปที่อาจทำให้บัลลังค์สั่นคลอน” แผนการสร้างทายาทที่สมบูรณ์แบบ ความฝันถึงความเกรียงไกรของราชวงศ์อังกฤษตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนในทันที
แต่ผู้เป็นแม่ออกมาปกป้องเบอร์ตี้ในระยะแรก มองว่าเนลลี่วางกับดักล่อลวงเบอร์ตี้ เพื่อค้นหาความจริง อัลเบิร์ตซึ่งกำลังป่วยเดินทางไปยังเคมบริดจ์เพื่อพบกับเบอร์ตี้ (เขาอยู่ระหว่างศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) เพื่อให้ลูกชายรู้ว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นความผิดมหันต์ นำมาซึ่งความเสียหายต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล ทางออกก็คือเบอร์ตี้ต้องรีบแต่งงาน ในระหว่างการพูดคุยกันอย่างยาวนานของพ่อกับลูก ฝนก็ตกลงมา จากนั้นอัลเบริต์เดินทางกลับลอนดอนในสภาพเปียกปอน ขณะที่เบอร์ตี้มั่นใจว่า ความผิดของตัวได้รับการอภัยแล้ว
ทว่าวันนั้น วันที่ฝนตกพรำในฤดูหนาว หลังจากเดินตามฝนกับลูกชายอยู่นาน อัลเบิร์ตก็มีอาการเจ็บที่ขาอย่างรุนแรง หลายสัปดาห์ต่อมา อาการของเขาก็ยิ่งทรุดลง อัลเบิร์ตเขียนจดหมายถึงวิกกี้ “พ่ออยู่ในสภาพสิ้นหวัง มีทั้งความกังวลใจและความเสียใจ และขอให้ลูกอย่าตั้งคำถามใดๆ กับพ่ออีก ความรู้สึกนี้กำลังบั่นทอนชีวิตพ่อ” เรื่องของเบอร์ตี้นำไปสู่ปัญหาสุขภาพของอัลเบิร์ต เป็นที่เชื่อกันว่า อัลเบิร์ตมีปัญหาเกี่ยวกับกรดในกระเพาะอาหารมาเป็นเวลานาน แต่ถูกวินิจฉัยอย่างผิดๆ ว่าเป็นโรคไข้ไทฟอยด์ ในที่สุดอัลเบิร์ตก็เสียชีวิตลง แต่ไม่ใช่ด้วยสาเหตุของไทฟอยด์ น่าจะมาจากการปะทุของโรคลำไส้อักเสบซึ่งเก็บซ่อนอาการมาหลายปี และการปะทุครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเครียดอย่างหนัก ในปีที่อัลเบิร์ตเสียชีวิต (ค.ศ. 1861) เขาต้องเผชิญกับความเครียดในหลายรูปแบบ อาการไข้หวัดที่เกิดขึ้นเสมอเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา กลางเดือนธันวาคม อาการของอัลเบิร์ตทรุดหนัก เบอร์ตี้ได้รับคำสั่งให้กลับกรุงลอนดอนเพื่อมาพบหน้าพ่อที่ป่วย หลังจากได้พบกัน อัลเบิร์ตก็เสียชีวิตในวันถัดมาเมื่ออายุเพียง 42 ปี
สำหรับวิกตอเรีย การสูญเสียคู่ชีวิตที่เธอพึ่งพามาตลอดนับเป็นความสิ้นหวังอย่างที่สุด อัลเบิร์ตเป็นทั้งพ่อ ผู้ปกป้องคุ้มครอง ผู้นำทาง ที่ปรึกษาในทุกเรื่อง เป็นทั้งสามีและเปรียบเสมือนแม่ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงวิกตอเรียได้เท่ากับอิทธิพลที่อัลเบิร์ตมีต่อเธอ ความโศกเศร้านี้ครอบงำตระกูลวินเซอร์และอังกฤษเป็นเวลาหลายทศวรรษ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ อัลเบิร์ตเป็นศูนย์กลางของครอบครัว เป็นผู้วางแนวทางการเลี้ยงดูลูก นอกจากนี้ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับราชวงศ์อังกฤษ ความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษตกต่ำลงตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 แต่อัลเบิร์ตได้กลายเป็นผู้วางแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะวิธีที่ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียประพฤติตัวต่อสาธารณชนโดยเน้นความเป็นคนธรรมดา การเป็นครอบครัวแบบชนชั้นกลาง
หลังจากการเสียชีวิตของอัลเบิร์ต แผนการสร้างเจ้าชายและเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่ในกระบวนการนี้มีอุปสรรคคือ ทัศนคติของลูกๆ ที่มองว่า ตัวเองยังติดอยู่ท่ามกลางสงครามกับแม่ (รูปที่แนบมาคือศพของอัลเบิร์ต หลังจากนั้น วิกตอเรียใส่ชุดดำตลอดชีวิต)

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ฉาบด้วยความสมบูรณ์แบบเมื่ออัลเบิร์ตไปราชการต่างเมือง วิกตอเรียก็จะแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อลูกมากขึ้น การมีลูกจำนวนมากอาจเป็นเรื่องน่าปีติ ขณะเดียวกันก็เป็นความน่ารำคาญและยิ่งซ้ำเติมความเศร้าโศกของเธอ แต่ความขัดแย้งในครอบครัวนี้ถูกจำกัดขอบเขตไว้แต่เพียงภายในกำแพงพระราชวังเท่านั้น ต่อหน้าสาธารณชน ครอบครัวนี้ยังคงเป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ วิกตอเรียและอัลเบิรต์คือโฉมหน้าของผู้ปกครองที่มีจริยธรรมของอังกฤษยุคใหม่ และด้วยปัจจัยเสริมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพในทศวรรษที่ 1850 ได้มีการถ่ายภาพครอบครัวครั้งแรกที่บ้านออสบอร์นใน ค.ศ.1857 เป็นภาพราชวงศ์อังกฤษอย่างเป็นทางการภาพแรก และภาพถ่ายเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ราชวงศ์ที่เน้นความเป็นครอบครัวตัวอย่างซึ่งประชาชนสามารถลอกเลียนแบบได้นับเป็นครั้งแรกที่สถาบันกษัตริย์มิได้ถูกมองในฐานะอำนาจนามธรรมที่ประชาชนไม่สามารถสัมผัสถึงได้อีกต่อไป ภาพถ่ายสร้างตัวตนที่เป็นนามธรรมมากขึ้น ราชินีของอังกฤษมีความเป็น “มนุษย์” มากขึ้น และสมาชิกในครอบครัวก็ถูกแต่งเติมให้มีภาพลักษณ์ของความเป็น “คนธรรมดาสามัญ” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจ ยินดีเมื่อเขามีความสุข ร่วมเสียใจเมื่อเขามีความทุกข์ หรือแม้แต่ซุบซิบนินทาได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ราชวงศ์ใช้การเปิดตัวเองต่อสาธารณชนให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ใช้ความรักใคร่กลมเกลียวของคนในครอบครัวเป็นเครื่องมือ และผู้คนก็ซาบซึ้งไปกับภาพความใกล้ชิดสนิทสนมนี้ พวกเขาเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนสภาวะไร้ความเป็นส่วนตัวให้เป็นประโยชน์ และร่วมมือกับสื่อของอังกฤษในการกระจายภาพเหล่านี้ไปสู่ประชาชนทว่าเบื้องหลังภาพประชาสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นดังที่คาดหวัง ในที่สุดวิธีคิดเฉพาะตัวของวิกตอเรียและอัลเบิร์ตในการพยายาม “ปั้น” ลูกให้เป็นดังต้องการ กลับทำให้แผนสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องสะดุดลงในบางครั้ง และในบรรดาลูกทั้งหมด มกุฎราชกุมารเบอร์ตี้กลับกลายเป็นปัญหาหลักของครอบครัว ตั้งแต่วัยเยาว์ เบอร์ตี้ปฏิเสธที่จะทำตามแผนที่พ่อวางไว้เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ต่างไปจากวิกกี้ เบอร์ตี้ไม่ขอบเรียนหนังสือ คาดเดากันว่าเบอร์ตี้อาจเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางสมองช้าผิดจากเด็กอื่นๆ เขาไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้ เฟรเดอริก กิปส์ อาจารย์สอนหนังสือกล่าวว่า “ผมกำลังสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้กับเจ้าชาย แต่แล้วจู่ๆ เขาก็โกรธ ขว้างดินสอใส่ผนัง เตะโต๊ะและเก้าอี้ เขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้สนใจการเรียนได้เลย” ความพยายามยัดเยียดการศึกษาให้กับเบอร์ตี้นับเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง ตั้งแต่วัยเยาว์ ทุกครั้งที่เบอร์ตี้ไม่ได้ดั่งใจก็จะหวีดร้องโวยวาย โยนหนังสือลงพื้น ดึงทึ้งผมน้องชาย ใช้ภาษาและกิริยาหยาบกระด้าง เขาเป็นฝันร้ายของอาจารย์ทุกคน วิกตอเรียจึงเข้มงวดต่อเบอร์ตี้เป็นพิเศษ และถึงขนาดปรึกษาแพทย์ว่า เกิดความผิดปกติกับระบบสมองของเบอร์ตี้หรือไม่ ผลการวินิจฉัยปรากฏว่า เบอร์ตี้มีพัฒนาการธรรมดาทั่วไปเหมือนเด็กคนอื่น ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ อัลเบิร์ตเคยปรารภในเชิงเหน็บแนมว่า “ความไม่ฉลาดเฉลียวของเบอร์ตี้ไม่น่าจะมาจากสายเลือดเยอรมัน น่าจะมาจากฝั่งอังกฤษมากกว่า”การต่อต้านระบบการเลี้ยงลูกแบบเคร่งครัดนี้ยังมีให้พบเห็นในตัวสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัว เป็นที่รู้กันว่าลีโอโปลติดนิสัยชอบพูดปด ครั้งหนึ่งวิกตอเรียบ่นว่า “ฉันได้ยินเสียงกล่องดนตรีดังออกมาจากห้องเธอบ่ายวันนี้” ลีโอโปลตอบว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เคยเล่นกล่องดนตรีนี้” ต่อมาเมื่อลูกๆ เติบใหญ่ วิกตอเรียจึงได้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า การวางแผนการเลี้ยงดูแบบเคร่งครัดมักจะสร้างความผิดหวังให้พ่อแม่ และบ่อยครั้ง ลูกๆ ที่ไม่ได้รับการเคี่ยวเข็ญมากนักกลับกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในอนาคต อย่างไรก็ดีวิกตอเรียยังคงฝังใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการบังคับให้ลูกๆ เป็นดังที่พ่อและแม่ต้องการ ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเชื่อมั่นว่า การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นจะมีส่วนช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับสถาบันกษัตริย์ ความคิดนี้จึงมีความเกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองอย่างมาก วิกตอเรียมีทัศนะและมุมมองที่ต้องการสร้างยุโรปให้เป็นทวีปแห่งสันติภาพ เป็นดินแดนที่ปกครองด้วยกษัตริย์ที่มีเลือดของความเป็นเยอรมันและอังกฤษเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อมั่นว่า การสมรสระหว่างวิกกี้และเจ้าชายฟริทซ์แห่งเยอรมัน (มกุฎราชกุมารของปรัสเซีย) จะมีส่วนสร้างเยอรมันแบบใหม่ที่มีความใกล้ชิดกับอังกฤษเป็นพิเศษ การนัดดูตัวจึงเกิดขึ้น ณ วังบาลมอรัล ในสก็อตแลนด์การดูตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนี้ถูกปิดเป็นความลับจากสาธารณชน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ และเมื่อชาวอังกฤษล่วงรู้ถึงแผนการนี้ ส่วนใหญ่ก็ออกมาแสดงจุดยืนที่ต่อต้านโดยมองว่า ก่อนหน้านี้ปรัสเซียปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษในสงครามไครเมียร์ ซึ่งยิ่งปลุกเร้าให้ทัศคติต่อต้านเยอรมันรุนแรงขึ้น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของอังกฤษลงข่าวว่า “อังกฤษกำลังถูกกลืนโดยเยอรมัน และการสมรสที่จะมีขึ้นยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง” อัลเบิร์ตรู้ทันทีว่าจำเป็นจะต้องแก้ไขภาพลักษณ์ในทางลบนี้โดยการตอกย้ำว่า การสมรสครั้งนี้ไม่ใช่แผนการทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการ “ตกหลุมรัก” ของบุคคลทั้งสองอย่างแท้จริง อัลเบิร์ตต้องการให้การสมรสครั้งนี้สร้างผลในทางบวกต่อสถานะของราชวงศ์อังกฤษ แม้ว่าในความเป็นจริงจะยังคงเป็นเรื่องทางการเมืองก็ตาม อัลเบิร์ตมั่นใจว่า การผนึกกำลังระหว่างอังกฤษกับเยอรมันจะส่งผลดีโดยรวมต่อวินเซอร์ แต่หากพักเรื่องการเมืองไว้ก่อน ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียต่างเสียใจที่ต้องเห็นลูกสาวคนโตออกเรือนไป ก่อนวันแต่งงานของลูก วิกตอเรียกล่าวว่า “เหมือนกับฉันต้องสละแขนขาไป” ความเจ็บปวดจากการพรากจากครั้งนี้ใหญ่หลวงสำหรับทุกฝ่าย และการจากไปของวิกกี้สร้างช่องว่างขึ้นในครอบครัวต่อมาพักใหญ่แม้จะเสียใจกับการออกเรือนของวิกกี้ แต่สุดท้ายวิกตอเรียก็ห่วงเรื่องความรู้สึกตัวเองมากกว่าเรื่องอื่นใด หลังจากวิกกี้ย้ายตามสามีไปอยู่ที่ปรัสเซียได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เขียนจดหมายมาโอดครวญกับวิกตอเรียและเล่าว่า ชีวิตที่ปรัสเซียนั้นยากลำบาก มีภารกิจมากมายในฐานะภรรยาของมกุฎราชกุมารจนไม่มีเวลาได้อยู่กับสามีโดยลำพัง วิกตอเรียเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า “ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่า ทำไมฉันถึงมีแต่ความเศร้าหมองทุกๆ ครั้งที่ฉันต้องเลี้ยงดูพวกเธอ สิ่งที่ฉันต้องการเพียงอย่างเดียวคือการได้อยู่กับพ่อของเธอตามลำพัง”

กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส (Juan Carlos) ของสเปน เกิดเมื่อวันที่ 5 มค 1938 เป็นหลานชายของกษัตริย์ Alfonso XIII (อัลฟอนโซ 13) ปัจจุบัน ได้สละราชสมบัติแล้ว และลูกชายได้ครองราชย์แทน นั่นคือกษัตริย์ฟิลิเป้ที่ 6
…ที่จะเล่าก็คือ การสังหารน้องชายตัวเองของกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส… ในตอนเย็นของวันพฤหัสที่ 29 มีนาคม 1956 (2499) อัลฟองโซผู้เป็นน้องชายของฮวน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปืนที่ Villa Giralda บ้านของครอบครัวใน Estoril บน Portuguese Riviera สถานทูตสเปนในโปรตุเกสออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้
…ขณะที่เจ้าชายอัลฟอนโซกำลังทำความสะอาดปืนพกในช่วงตอนค่ำ ซึ่งมีฮวนอยู่ด้วย ได้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นเวลา 20.30 น. เหตุการณ์เกิดจากการที่ฮวนเล่นกับปืน (ที่ได้รับมอบจากนายพลฟรังโก) ใช้ปืนพกชี้ไปที่อัลฟองโซ และดึงไกปืนโดยไม่รู้ตัวว่ามันถูกบรรจุกระสุน อัลฟองโซตายในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
….เรื่องคุ้นๆ มั๊ยลูก
****ในรูปคือฮวนและอัลฟอลโซ ถ่ายกับพ่อ

