หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนจบ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สงครามสุดท้าย

เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา วิกตอเรียก็ได้สูญเสียลูกชายไปหนึ่งคน ลูกชายที่มีความเหมือนกับอัลเบิร์ตในหลายๆ ด้าน ส่วนลูกชายที่เหลือนั้นก็เข้าสู่วัยกลางคน อาเธอร์เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพอังกฤษในบอมเบย์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวิกตอเรีย สำหรับเบอร์ตี้ วิกตอเรียยังมองเขาด้วยความรู้สึกผิดหวัง ส่วนแอฟฟี่นั้นยังคงเป็น “แกะดำ” สำหรับแม่ ใน ค.ศ.1893 แอฟฟี่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากทางครอบครัวของอัลเบิร์ต แอฟฟี่ย้ายเข้าไปอยู่ที่วังโรเซเนา สถานที่ที่อัลเบิร์ตกำเนิดขึ้นเมื่อ 74 ปีก่อนหน้านี้ ทว่านี่ไม่ใช่การ “คืนสู่เหย้า” ที่น่าจะมีความสุข คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดและสะท้อนถึงความผิดหวังในชีวิตของเขา ชีวิตของแอฟฟี่นั้นเต็มไปด้วยความโลดโผน แต่สุดท้ายกลับมาจบลงในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีสำคัญในเยอรมนี ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า นี่คือจุดสิ้นสุดของชีวิตแอฟฟี่ ก่อนหน้านี้แอฟฟี่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดด้วยการเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ แต่เมื่อตัดสินใจรับตำแหน่งดยุคแห่งแซ็กส์โคบวร์ก เขาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเรือ

วิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยมีความฝันที่จะเห็นยุโรปบูรณาการเป็นปึกแผ่นเดียวกันบนสันติภาพและความปรองดองโดยมีราชวงศ์อังกฤษเป็นศูนย์กลาง แต่ขณะนี้แอฟฟี่มองตัวเองเป็นเสมือน “ของโบราณ” ที่ตกค้างมาจากความล้าสมัยของระบบกษัตริย์ กลายเป็นเจ้าชายอังกฤษที่ติดอยู่ในเยอรมนีซึ่งเพิ่งผ่านการรวมประเทศมาหมาดๆ ต้องก้มหัวให้กับผู้มีศักดิ์เป็นหลานของตัว กษัตริย์ไคเซอร์ วิลเฮลม รู้สึกหมดอาลัยกับชีวิตเพราะหย่าร้างกับภรรยาและกลายเป็นคนติดสุรา แอฟฟี่เสียชีวิตใน ค.ศ.1900 ด้วยโรคมะเร็ง เมื่ออายุ 55 ปี

หกเดือนหลังจากนั้น ครอบครัวทั้งหมดได้มาพบกันพร้อมหน้าที่บ้านออสบอร์นเพื่อดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ในบรรดาลูกทั้ง 9 คน 3 คนได้เสียชีวิตไปแล้ว (วิกกี้เสียชีวิตในกรุงเบอร์ลินจากโรคมะเร็งเช่นกัน) สำหรับลูกๆ ชีวิตคือการต่อสู้เพื่อให้ตนเองอยู่รอดจากความโหดร้ายของผู้เป็นแม่ ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่า วิกตอเรียรักลูกๆ ของเธอหรือไม่หรือไม่ เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วคงมีความรักให้ต่อกัน เพียงแต่น่าสงสัยว่า ความรักนี้อยู่ในรูปแบบใด มีหลายครั้งที่ลูกทั้ง 9 คนมีเหตุผลที่จะเชื่อว่า ความรักของวิกตอเรียเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว แต่ในที่สุด ลูกทุกคนก็ผ่านพ้นมาและภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถเอาชนะอุปสรรคทางด้านอารมณ์ได้ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นราชนิกุลผู้ไร้ความสมบูรณ์แบบเมื่อเทียบกับผู้เป็นพ่อ จนเมื่อวิกตอเรียได้เสียชีวิตลง ลูกที่เหลือจึงเริ่มใช้ชีวิตของตนเอง

ไม่มีใครต้องเผชิญกับความผิดหวังของแม่มากเท่ากับเบอร์ตี้ ก่อนวิกตอเรียเสียชีวิต เธอได้ขอร้องให้เบอร์ตี้จูบลาเธอ น้ำตาเบอร์ตี้พลันไหลออกจากสองตา นับว่าเป็นการคืนดีกันในที่สุด วิกตอเรียเสียชีวิตในวันถัดมา วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1901 และได้มีการจัดงานศพโดยวางร่างของเธออยู่ใต้รูปภาพของอัลเบิร์ตผู้ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 40 ปีก่อนหน้า มีการจัดงานศพของวิกตอเรียอย่างมโหฬาร คู่ควรกับราชินีผู้ปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เปรียบเสมือนเป็น “คุณย่า” แห่งยุโรป กษัตริย์จากยุโรปอีกห้าประเทศและเจ้าชายระดับสูงอีกเจ็ดคนเดินนำร่างไร้วิญญาณของวิกตอเรียไปสู่หลุมฝัง ราชนิกุลเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับวิกตอเรียทางสายเลือด แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 14 ปี คนเหล่านี้ต่างประกาศสงครามต่อกัน เครือข่ายครอบครัวที่เกิดจากวิกตอเรียซึ่งเคยยึดโยงทวีปยุโรปเอาไว้ กลับนำยุโรปไปสู่สงครามและการปฏิวัติ และในบรรดาราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป มีเพียงแต่ราชวงศ์อังกฤษเท่านั้นที่อยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาได้ และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลูกชายของวิกตอเรีย — เบอร์ตี้ — ผู้ก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ซึ่งครองราชย์อยู่เพียง 9 ปี แต่ปกครองด้วยไหวพริบ เสน่ห์ และวิธีทางการทูต

เรื่องราวของเบอร์ตี้นั้นน่าสนใจ หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว เบอร์ตี้ได้กลายเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้ว่าจะอยู่ในอำนาจไม่นานนัก เป็นกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเคยเชื่อว่า กษัตริย์ต้องปกครองด้วยศีลธรรม แต่ศีลธรรมไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในหมู่เจ้าชายที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก เบอร์ตี้ได้ชี้ให้เห็นถึงทางเลือกอื่น ทางเลือกที่กษัตริย์พร้อมจะยึดติดกับความรื่นเริง การให้ลำดับความสำคัญกับชีวิตประชาชนมากกว่าความเป็นไปภายในรั้วราชวัง และในอีกหนึ่งศตวรรษต่อจากนั้นจนถึงยุคปัจจุบัน วิสัยทัศน์ของเบอร์ตี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ทางเลือกแบบของเขาต่างหากที่ชี้นำสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
_
****ในรูปคืองานศพของวิกตอเรีย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 22

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ระหว่างการเดินทางกลับสู่อังกฤษของเบอร์ตี้ วิกตอเรียก็ช่วงชิงความสนใจจากความสำเร็จของการเดินทางไปเยือนอินเดียของเบอร์ตี้ โดยตอบรับตำแหน่งใหม่ที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรีคนโปรด — ดิสราเอลิ — นั่นคือการเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย และวิกตอเรียเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากเบอร์ตี้ผู้ซึ่งต่อมาได้ทราบเรื่องจากหนังสือพิมพ์และโกรธมาก เบอร์ตี้ปรารภว่า “ในประเทศอื่นๆ ในโลกคงไม่มีรัชทายาทคนไหนได้รับการปฏิบัติที่แย่เช่นนี้” ราวกับว่าวิกตอเรียยึดติดกับธรรมเนียมโบราณแบบฮาโนเวอเรียน ที่มัก ”ลอบกัด“ ผู้สืบทอดอำนาจจากตนเอง ทำเหมือนประหนึ่งเป็นศัตรู แต่เบอร์ตี้ไม่เคยตอบโต้ตามวิธีฮาโนเวอเรียน ไม่เคยคิดแค้นแก้เผ็ด แต่กลับเป็นผู้ที่เข้าใจว่าการเมืองกำลังเปลี่ยนไป วิกตอเรียต่างห่างที่ปฏิเสธที่จะปรับตัว ซึ่งเรื่องนี้นากยรัฐมนตรีแกลดสโตนมองเห็นคุณค่าของเบอร์ตี้มากกว่าใครๆดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เบอร์นี้น่าจะเป็นกษัตริย์ได้ดีกว่าวิกตอเรีย เข้าใจการเมืองและรู้จักปรับตัวได้ดีกว่าแม่ เบอร์ตี้มองภาพจากทั้งสองด้านและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกัน แต่จะไม่เคยครอบงำหรือบงการใดๆ ทว่าความเห็นของวิกตอเรียต่อเบอร์ตี้ยังไม่เปลี่ยนจุดยืน “ฉันภาวนานะ ขอให้เขาเสียชีวิตก่อนฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (หากเขาขึ้นเป็นกษัตริย์ – ผู้แปล)” ขณะเดียวกันเธอก็ยังคงปิดบังงานราชการจากเบอร์ตี้จบจากเรื่องเบอร์ตี้ กลับมาสู่กรณีของลีโอโปลที่ยังคงพยายามหาทางหนีออกจากอ้อมกอดของวิกตอเรีย ใน ค.ศ.1882 ลีโอโปลสมรสกับเจ้าหญิงเฮเลนแห่งวาลเดคของเยอรมนี วิกตอเรียยอมรับคู่แต่งงานคู่นี้ แต่รู้สึก “อาย” เมื่อลีโอโปลต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินเข้าสู่พิธีวิวาห์ วิกตอเรียกล่าวว่า “น่าสลดที่เห็นลีโอโปลต้องเดินด้วยไม้เท้า ฉันคิดว่าทุกคนคงช็อคต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และน่าเห็นใจผู้เป็นภรรยา แต่ดูเหมือนเธอจะรักใคร่เขาดีอยู่” หลังจากแต่งงานไม่นานเฮเลนก็ตั้งครรภ์ และลีโอโปลได้ขออาสาไปรับตำแหน่งผู้ว่ารัฐวิกตอเรียที่ออสเตรเลีย เพื่อไปให้ไกลที่สุดจากผู้เป็นแม่เท่าที่จะไกลได้ แต่วิกตอเรียไม่อนุญาต ทำให้ลีโอโปลต้องขอร้องอ้อนวอนแม่โดยอ้างว่า “พี่ชายได้รับภารกิจสำคัญต่างๆ นานา แต่ตัวผมเองไม่เคยได้รับหน้าที่ใดๆ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการขอร้องแม่” ความกดดันเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพของลีโอโปล ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายและใจที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคเลือดไหลไม่หยุดได้ อันที่จริงทุกครั้งที่ลีโอโปลมีปัญหากับวิกตอเรียก็จะกระทบต่อสุขภาพของเขาจริงๆในระหว่างการเดินทางไปพักผ่อนทางใต้ของฝรั่งเศส วันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1884 ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อหัวเข่าของลีโอโปลกระทบกับบันไดระหว่างปีนขึ้นเรือยอชท์ที่เมืองคานส์ ทำให้เกิดอาการเลือดไหลไม่หยุดอย่างรุนแรงจนต้องอุ้มกลับโรงแรมที่พัก เขาเขียนจดหมายซึ่งน่าเศร้าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งถึงภรรยา “ที่รัก ผมได้รับบาดเจ็บจากแผลนี้ เจ็บเหลือเกิน เจ็บจนไม่สามารถเขียนจดหมายนี้ได้อีกต่อไป” ลายมือชื่อบรรทัดสุดท้ายที่บิดเบี้ยวในจดหมายฉบับนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ลีโอโปลคงไม่อยู่ในสภาพที่จะเขียนได้อีก นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของเขาลีโอโปลเสียชีวิตกลางดึกจากอาการเลือดไหลไม่หยุดในวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น ชีวิตแสนสั้นของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และการต่อสู้กับมารดาที่ต้องการกำกับบงการชีวิตของเขา วิกตอเรียไว้ทุกข์ให้ลีโอโปล แต่กล่าวโทษลีโอโปลว่าควรจะหยุดกิจกรรมทุกอย่าง การฝ่าฝืนก็นำมาซึ่งชีวิตของเขาเอง***ในรูปคือลีโอโปล
***พรุ่งนี้ตอนจบค่ะ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 21

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์และแล้วความขัดแย้งระหว่างวิกตอเรียกับลูกชายคนเล็กก็มาถึงจุดแตกหัก ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1870 ลีโอโปลวางแผนหนีออกจากวังโดยเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ลีโอโปลเป็นเด็กฉลาดและสนใจใคร่รู้ เขาปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตดังต้องการและไม่อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป อ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นสถานที่ที่ลีโอโปลรู้สึกปลอดโปร่งใจ และไม่เคยต้องกังวลใจกับสุขภาพที่อ่อนแอ แต่อุปสรรคยังมีอยู่ วิกตอเรียไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของลีโอโปลและตัดขาดจากลูกชายนานถึง 7 เดือน เธอบ่นว่า “ทำไมลูกไม่ทำตัวให้พอใจกับการอยู่บ้าน อ่านหนังสือที่บ้าน เล่นเปียโนที่บ้านกับพี่สาว” และมักอ้างเรื่องสุขภาพเพื่อผูกลูกไว้กับตัวเอง แต่ลีโอโปลไม่ยอมแพ้ ในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยินยอมแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม และได้ปรามว่า การไปอยู่ที่อ๊อกฟอร์ดนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน และได้จัดที่พักไว้ให้ทางตอนเหนือของอ๊อกฟอร์ดพร้อมบริวารที่ไว้ใจจำนวนหนึ่ง ทั้งยังให้คบได้แต่กับเพื่อนชายไม่กี่คนเท่านั้นและจะต้องได้รับการเห็นชอบจากวิกตอเรีย โดยต้องเป็นผู้มาจากชาติตระกูลที่ดี เป็นเด็กเงียบและเรียบร้อย วิกตอเรียยื่นคำขาดว่า “แม้ลูกจะอยู่อ๊อกฟอร์ด แต่แม่ยังควบคุมชีวิตลูกอยู่ ลูกจะใช้ชีวิตในอ๊อกฟอร์ดได้เท่าที่แม่อนุญาต การเดินทางไปเข้าเรียนครั้งนี้ แม่ไม่ต้องการให้ลูกมัวแต่หลงระเริงสนุกสนาน”แต่ในความเป็นจริง ลีโอโปลได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานที่นั่น อ๊อกฟอร์ดเป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง และในระหว่างนี้ลีโอโปลได้ใกล้ชิดกับครอบครัวลิดแดลอย่างมาก ลูกสาวของตระกูลนี้คือ อลิซ ลิดแดล ผู้ที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนยุคนั้น คือ ลูอิส แครอล เขียนหนังสือเรื่อง อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) อลิซเป็นหญิงสาวน่ารักและมีข่าวลือว่าลีโอโปลตกหลุมรักเธอ ใน ค.ศ.1876 ลีโอโปลสำเร็จการศึกษาจากอ๊อกฟอร์ดโดยมีอายุเพียง 23 ปี และยังคงค้นหาบทบาทที่จะมาเติมเต็มชีวิตพร้อมกับอยู่ห่างจากแม่ให้ไกลที่สุดกลับมาที่เบอร์ตี้ซึ่งเวลานั้นเข้าสู่ช่วงวัย 30 กว่าปี แม้จะเที่ยวเตร่เสเพลแต่เขาก็ยังหวังให้วิกตอเรียมองว่าตนเป็นผู้ใหญ่ เพราะที่ผ่านมาแม่มักจะมองเบอร์ตี้เป็นเด็กเสมอ ไม่เปิดโอกาสให้เขาเติบโต และมักวิพากษ์วิจารณ์เขาเรื่องการขาดความรับผิดชอบ ไม่ทำงานอย่างจริงจัง ทั้งที่จริงแล้ววิกตอเรียต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกรับผิดชอบเรื่องใดๆ เลย ครั้งหนึ่งเบอร์ตี้เคยเรียกร้องให้วิกตอเรียมอบกุญแจอีกดอกหนึ่งที่เก็บเอกสารทางราชการ เพื่อที่จะสามารถแบ่งเบาภาระได้บ้างและได้เรียนรู้งานของการเป็นกษัตริย์ แต่ก็ถูกวิกตอเรียปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เบอร์ตี้ไม่สามารถเก็บความลับได้ “เบอร์ตี้ ถ้าแม่บอกความลับกับเธอ เธอก็เอาไปบอกกับทุกคนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำ ความลับก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป”เบอร์ตี้โกรธมากกับคำตอบของวิกตอเรีย โกรธที่ถูกตัดออกจาก “ราชกิจของครอบครัว” และย้ำว่าตัวเองรู้ว่าอะไรคือความลับและจะไม่ยอมทรยศต่อความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และบ่นว่าตนจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในรั้ววังก็จากการบอกเล่าของคนรอบตัวหรือจากหนังสือพิมพ์มากกว่าจากคนในครอบครัวเสียอีก ใน ค.ศ.1875 เบอร์ตี้ตัดสินใจแสดงความเป็นผู้นำโดยได้จัดการเยือนอินเดีย — อาณานิคมที่มั่งคั่งที่สุดของอังกฤษ — ด้วยตัวเอง แม้ว่าวิกตอเรียต้องการเห็นลูกเล่นบทบาทเอกอัครราชทูต แต่กลับไม่พอใจที่เบอร์ตี้ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาตน ก้นบึ้งของความไม่พอใจเกิดจากความหวาดกลัวว่าเบอร์ตี้จะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในระหว่างอยู่อินเดีย “ฉันกลัวว่าเขาจะปีนรั้วฮาเร็ม” วิกตอเรียกล่าวไว้เบอร์ตี้ทำให้แม่ประหลาดใจ เบอร์ตี้ทำให้แขกต่างชาติประทับใจ สามารถจำชื่อและตำแหน่งของแขกระดับสูงได้ทั้งหมด และแสดงบทบาทของมกุฎราชกุมารที่สมบูรณ์แบบได้อย่างเยี่ยมยอด เบอร์ตี้ออกล่าสัตว์ในอินเดีย เดินทางร่วมกับเหล่ามหาราชาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบทเจ้าชายที่ทรงศักดิ์ เบอร์ตี้รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไรให้ถูกกาลเทศะ รู้จักที่จะ “ขาย” ภาพลักษณ์ของตัวเอง ทั้งหมดเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทราชนิกุล บุคคลระดับสูงของอินเดียได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงานสังสรรค์ ภาพเจ้าชายผู้น่าเกรงขามได้สร้างความรู้สึกจงรักภักดีขึ้นในหมู่เจ้าของอินเดียต่อจักรวรรดิอังกฤษ อินเดียนับเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับการเล่นบทมกุฎราชกุมาร การออกปฏิบัติราชการในอินเดียที่ประสบความสำเร็จนี้กลายมาเป็นแบบอย่างให้แก่กษัตริย์รุ่นหลังในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับสถาบันกษัตริย์และการยอมรับจากนานาประเทศเบอร์ตี้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนมี “ปัญญา” มากกว่าเจ้าหน้าที่ปกครองอาณานิคมหลายๆ คน เขาเคยพูดกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่า “เพียงเพราะเรามีใบหน้าสีดำ มีศาสนาที่ต่างกัน ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เราจะปฏิบัติกับเขาในทางที่เลวร้าย” วิกตอเรียผู้ซึ่งมีความรักต่ออินเดียและชาวอินเดีย เห็นชอบกับคำกล่าวข้างต้นของเบอร์ตี้ แต่ลึกๆ แล้ววิกตอเรียอิจฉาต่อบทบาทใหม่ของเบอร์ตี้ ดังที่เธอได้กล่าวถึงจดหมายของเบอร์ตี้ซึ่งเขียนมาเล่าเรื่องภารกิจของเขาในอินเดียว่า “เป็นเรื่องน่าเบื่อ เล่าเรื่องซ้ำไปมา เรื่องขี่ช้าง เรื่องความงามของเครื่องประดับท้องถิ่น เรื่องดอกไม้ไฟของอินเดีย” สำหรับวิกตอเรีย ความสำคัญยังอยู่ที่ความเป็นราชินีของเธอ ไม่ใช่เรื่องผจญภัยไร้สาระที่เกิดขึ้นในอีกฟากหนึ่งของโลก**รูปคือเบอร์ตี้ หรือกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 20

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดลีโอโปลก็ก้าวมาถึงวัยที่วิกตอเรียหวั่นเกรงที่สุด วัยที่เซ็กซ์เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต วิกตอเรียรู้สึกว่า การเป็นโรคโลหิตไม่แข็งตัวทำให้ลีโอโปลมีลักษณะแตกต่างจากคนทั่วไป แต่ลีโอโปลไม่อยากดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความระมัดระวังมีแต่ความจืดชืด และต้องตายไปทั้งแบบนั้น ในจดหมายที่ลีโอโปลเขียนถึงเพื่อนได้ระบายความโกรธว่า “การใช้ชีวิตในวังเป็นเรื่องที่ผมทนไม่ได้อีกต่อไป ทุกตารางนิ้วของเสรีภาพถูกพรากจากผม ทุกคนเฝ้าจับตามองผม ทุกสิ่งที่ผมทำถูกรายงานให้ราชินีทราบ ผมอยากจะหนีออกจากบ้านน่าขนลุกหลังนี้เต็มทน ผมเฝ้ารอวันที่ผมจะสามารถแหกกรงขังและโบยบินออกไปได้”การต่อสู้ทางอารมณ์ระหว่างราชินีวิกตอเรียและมกุฎราชกุมารเบอร์ตี้ยังคงเข้มข้น เบอร์ตี้ทำทุกสิ่งที่วิกตอเรียไม่เห็นด้วย วิกตอเรียไม่ต้องการให้เบอร์ตี้สูบซิการ์ แต่เบอร์ตี้ก็ขัดขืน เธอไม่เห็นด้วยกับการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำในกลุ่มชนชั้นสูง แต่เบอร์ตี้ก็จัดงานประเภทนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ นี่คือการ “ปฏิวัติ” ต่อค่านิยมที่วิกตอเรียยึดถือ ในเวลานั้นเบอร์ตี้อยู่ในวัย 20 ปีปลายๆ และมีทายาทแล้วถึง 3 คน การเข้าสังคมของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นการแสวงหาความสุขอย่างสุดขั้ว เบอร์ตี้ “ตะกละ” ในการค้นหาความสุขให้แก่ชีวิต เขามองหาการเติมเต็มทางอารมณ์ผ่านการแสวงหาความสุขทางกายเหล่านี้ยิ่งรอบเอวของเบอร์ตี้ขยายออกมากเท่าใด ภาพอัศวินผู้กล้าหาญและสูงส่งก็ดูจะยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น เบอร์ตี้มีทัศนคติแบบชนชั้นสูงหัวโบราณที่มองการมีเพศสัมพันธ์ว่ายิ่งมีมากครั้งเท่าใดก็ยิ่งดี และจะกับใครก็ได้ การซื้อขายทางเพศเป็นเรื่องปกติ เบอร์ตี้ตกอยู่ในโลกของความเย้ายวนใจอย่างแท้จริง เขามักแวะไปหาความสุขในสถานบริการทางเพศบ่อยๆ มีคนรักที่เป็นสตรีชั้นสูงหลายคน พฤติกรรมเหล่านี้อาจมาจากอดีตที่ขาดความสุข และการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับโสเภณีก็อาจเพื่อแก้แค้นแม่ของตน ส่วนอเล็ก ภรรยาของเขา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนพฤติกรรมเสเพลของสามีต่อมาใน ค.ศ. 1870 ชีวิตอื้อฉาวส่วนตัวของเบอร์ตี้ก็เปิดเผยออกสู่สายตาของสาธารณชนอังกฤษ เมื่อมีชื่อของเขาเข้าไปข้องเกี่ยวในคดีฟ้องหย่าของบุคคลระดับสูง เรื่องนี้สร้างความตื่นตระหนกและความอับอายให้แก่ราชวงศ์ และท้าทายต่อภาพราชวงศ์ที่สูงส่งของวิกตอเรีย แต่เมื่อเบอร์ตี้ปรากฏตัวในศาล เรื่องแปลกก็เกิดขึ้นเมื่อเขาถูกซักเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมมีใครบางคนชักใยเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตเช่นนี้ วิกตอเรียจะยืนอยู่ข้างเบอร์ตี้เสมอ และสิ่งนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของเบอร์ตี้ในกรณีฟ้องร้องนี้ เป็นที่แน่ชัดว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยมือที่สาม ศาลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบถามเบอร์ตี้มากนัก ไม่ต้องวินิฉัยลึกไปกว่านั้น เพราะได้มีการกำหนดคำพิพากษาไว้แล้วว่า เบอร์ตี้เป็นผู้บริสุทธิ์แม่ลูกยังคงงัดข้อกันอย่างรุนแรง และเมื่อถึง ค.ศ. 1870 วิกตอเรียก็มีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์กำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลม ยิ่งไปกว่านั้นตัววิกตอเรียเองก็ยังไว้ทุกข์ให้สามีนานเกือบทศวรรษ ตัดขาดตัวเองจากสังคม และความเห็นอกเห็นใจที่ได้รับจากชาวอังกฤษก็เริ่มจางหาย นายกรัฐมนตรีแกลดสโตนเริ่มกังวลว่า สถาบันกษัตริย์อาจมาถึงยุคเสื่อม และต้องการให้ราชินีออกมามีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนมากขึ้น ขณะนั้นกระแสการก่อตั้งสาธารณรัฐเริ่มมีพลัง จึงเป็นโอกาสหาได้ยากที่เบอร์ตี้จะ “อบรม” แม่ของตัวเองให้ออกมาพบเจอกับโลกภายนอกบ้าง อาทิ “ถ้าแม่ได้มีโอกาสเดินทางจากวินเซอร์เข้าลอนดอนก็น่าจะขับรถผ่านสวนสาธารณะ เพื่อให้ราษฎรได้พบเห็นและชื่นใจที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับกษัตริย์ของพวกเขา กษัตริย์จะอยู่รอดได้ก็ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน” วิกตอเรียยังคงดื้อดึง ไม่รับฟังคำแนะนำ และเบอร์ตี้กับน้องๆ ทุกก็คนเข้าใจว่าการเผชิญหน้ากับแม่ในเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ และนี่คือวิกฤตสำคัญที่สุดในของยุควิกตอเรียต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1871 เบอร์ตี้ล้มป่วยลง ณ บ้านพักหลังใหม่ “ซานดริงแฮม” ที่เมืองนอร์ฟอล์ก ด้วยโรคไทฟอยด์ โรคเดียวกับที่หลายคนคิดว่าได้คร่าชีวิตอัลเบิร์ตไปเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า วิกตอเรียมาเยี่ยมลูกที่ซานดริงแฮม และต้องเจอกับสภาพที่น่าละอายเมื่อเบอร์ตี้มีอาการละเมอเพ้อคลั่ง เอ่ยชื่อคนรักจำนวนนับไม่ถ้วนต่อหน้าภรรยาของตัวเอง หลายฝ่ายจับตามองอาการป่วยของเบอร์ตี้ที่รุนแรงมากขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเบิร์ต แต่แล้วเขาก็กลับฟืนตัวราวปาฏิหาริย์และหายเป็นปกติ สถานการณ์นี้สร้างผลกระทบแบบหน้ามือเป็นหลังมือในแง่ของภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์สองสามเดือนต่อมา ฝูงชนกลุ่มใหญ่รวมตัวอยู่หน้าโบสถ์เซนต์พอล ณ กรุงลอนดอน (ในรูป) เพื่อร่วมฉลองวันขอบคุณพระเจ้า (thanksgiving) หลังจากรอดพ้นความตายมาได้ เบอร์ตี้ก็ราวกับได้สร้างความผูกพันขึ้นกับประชาชน พฤติกรรมนอกลู่นอกทางของเขาดูจะไม่ได้ก่อให้เกิดอุปสรรคใดๆ อย่างที่วิกตอเรียกลัว วิกตอเรียเองก็ออกมาร่วมงานดังกล่าวและการได้รับการต้อนรับอย่างยินดีจากประชาชน แล้วภัยคุกคามต่อสถาบันก็ราวกับจะสูญสลายไปในทันทีนั้น

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

กษัตริย์ภูมิพลให้การสนับสนุนรัฐประหารหลายครั้ง

ในครั้งที่ไม่สนับสนุน นั่นเป็นเพราะรัฐประหารครั้งนั้นไม่ได้เอื้อต่อสถาบันกษัตริย์ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ในวิกิลีค์ที่เขียนโดยทูตสหรัฐ Ralph Boyle วันที่ 21 กย 2006 (2549) เขียนชัดเจนว่า การที่ในหลวงและราชินี เปิดให้กลุ่มที่ทำรัฐประหารเข้าเฝ้า นั่นคือการส่งสัญญาณว่า สถาบันกษตริย์สนับสนุนรัฐประหารให้ล้มรัฐบางทักษิณ นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ภูมิพลเองได้มีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งคณะรัฐประหารเพื่อบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นการ “เซ็นรับรอง” การทำรัฐประหารหลายครั้งในอดีตhttps://wikileaks.org/plusd/cables/06BANGKOK5836_a.html

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 19

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดเบอร์ตี้กับอเล็กซ์ก็ทำพิธีสมรส ณ พระราชวังวินเซอร์ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1863 ขณะนั้นวิกตอเรียยังคงสวมชุดไว้ทุกข์ให้อัลเบิร์ตอยู่ หลังจากพิธีสิ้นสุดลงก็ได้จัดให้มีการถ่ายภาพร่วมกับราชินีผู้โศกเศร้าและไร้ความสนใจในคู่บ่าวสาว เอาแต่จ้องมองรูปปั้นของสามีผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นวิกตอเรียได้มอบตำหนัก “มาร์ลเบอเรอห์” ซึ่งอยู่ห่างจากวังบักกิ้งแฮมเพียงไม่กี่ร้อยหลาให้แก่เบอร์ตี้และอเล็กซ์เป็นที่พักอาศัย การอยู่ใกล้วิกตอเรียชี้ว่า ผู้เป็นแม่ยังคงต้องการครอบงำชีวิตลูกแม้จะแต่งงานออกไปแล้ว ทำเสมือนว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่ อาทิ การควบคุมเวลาออกนอกบ้านของสามีภรรยาคู่ใหม่ ห้ามมิให้อเล็กซ์ขี่ม้าในสวนภายในราชวัง ส่งบ่าวไพร่ไปคอยสืบเรื่องราวความเป็นไปในครอบครัวของเบอร์ตี้ รวมถึงขอข้อมูลจากนายแพทย์เกี่ยวกับรอบเดือนของอเล็กซ์ วิกตอเรียเชื่อว่า ในฐานะราชินีเธอมีสิทธิที่จะทำเช่นนี้ ที่น่าสนใจก็คือ เบอร์ตี้ยอมเล่นเกมนี้กับวิกตอเรีย และไม่เคยปริปากบ่นไม่นานนัก เบอร์ตี้และอเล็กซ์หาทางสร้างสังคมของตนขึ้นภายในตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ ไม่ช้าเขาก็สามารถกำจัดคนของราชินีออกไปได้ และเผยให้เห็นคุณสมบัติหนึ่งของเขาซึ่งไม่มีในตัววิกตอเรีย นั่นคือ ความสามารถในการเป็นที่รักของคนรอบข้าง มาร์ลเบอเรอห์กลายเป็นสถานที่ตรงกันข้ามกับที่พำนักอันมืดมนของวิกตอเรีย ที่นี่เปิดกว้าง เป็นมิตรและหรูหรา สะท้อนความเป็นกันเองของเบอร์ตี้ และที่สำคัญ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของมุมมองที่หลายคนมีต่อสถาบันกษัตริย์ มุมมองที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรมหรือความบริสุทธิ์ด้านชีวิตรัก แต่เน้นเรื่องการละครและการแสดง ทว่าวิกตอเรียกลับมองเห็นแต่ภัยร้ายจากวิถีการใช้ชีวิตของเบอร์ตี้และสหายของเขา โดยเทียบเคียงกับการกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยในยุคก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งอาจทำให้ชาวอังกฤษไม่พอใจ วิกตอเรียพยายามป้องกันมิให้ลูกคนอื่นๆ เข้าใกล้ตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ซึ่งกลายเป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มชนชั้นสูงของอังกฤษวิกตอเรียยังมียุทธศาสตร์ที่กว้างไกลและอาจส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ เช่น การส่งลูกชายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาณานิคมเหล่านั้นกับเมืองแม่ แต่สำหรับแอฟฟี่ บทบาทนี้อาจไม่ตรงกับความประสงค์ของเขา แอฟฟี่เบื่อหน่ายกับบทนักการทูต ขณะเดียวกันก็ขาดพรสวรรค์ในด้านอื่นๆ ความสามารถในการเล่นไวโอลินไม่ได้พัฒนาขึ้นนัก แต่สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการกินดื่ม เที่ยวเตร่หาความสำราญทางเพศ แอฟฟี่จึงกลายเป็นตัวตายตัวแทนของเบอร์ตี้ ไม่หลักแหลม ไม่น่าสนใจ และเที่ยวมีความสัมพันธ์ทางเพศไปทั่ว ใน ค.ศ. 1867 แอฟฟี่ถูกส่งไปออสเตรเลียซึ่งยิ่งทำให้ความไร้ความสามารถของเขายิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัด ดังที่ปรากฏ แอฟฟี่เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำออสเตรเลียที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด ไม่มีความเป็นนักการทูต ขาดไหวพริบ และมักเพิกเฉยต่อบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่เขาไม่อยากเสวนาด้วย มีเพียงกิจกรรมเดียวที่แอฟฟี่ชอบเป็นพิเศษนั่นคือ การล่าสัตว์ แอฟฟี่ออกล่าพอสซัม วอมแบ็ท และไม่เคยแสดงความปรานีต่อการสังหารชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมากแต่แล้ววันหนึ่ง การล่าสัตว์ที่เป็นงานอดิเรกก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1868 ระหว่างปิกนิกที่เมืองซิดนีย์ แอฟฟี่ตกเป็น “สัตว์” ที่ถูกล่าเสียเอง เมื่อกลุ่มนักล่าสัตว์ยิงปืนพลาดมาโดนแอฟฟี่ในระยะเผาขน อันที่จริงกระสุนลูกนี้อาจสังหารแอฟฟี่ได้อย่างง่ายดาย แต่โชคดีที่กระสุนปืนยิงไม่ถูกไขสันหลัง เพียงทะลุผ่านปอดและไปฝังตัวอยู่ในซี่โครงด้านหน้าเท่านั้น เนื่องจากบาดแผลไม่รุนแรงเท่าใด แอฟฟี่จึงมีอาการดีขี้นในเวลารวดเร็ว เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูวิกตอเรีย เธอไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด ได้แต่แสดงความเห็นว่า “พระเจ้าปรานีเธอแล้วที่ไว้ชีวิตเขา”เจ้าชายอาเธอร์ ลูกชายคนโปรดของวิกตอเรีย ประสบความสำเร็จมากกว่าในการเป็นเอกอัครราชทูตของอังกฤษ ทำให้แม่ได้ชื่นใจ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศของเขาให้ได้ยิน วิกตอเรียถึงกับเอ่ยปากชมว่า อาเธอร์เป็นตัวแทนของพ่อและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ส่วนลูกชายคนสุดท้าย ลีโอโปล รู้สึกอิจฉาที่เห็นพี่ชายเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพราะตัวเองต้องจับเจ่าอยู่ในรั้วราชวังเนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ การต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเลือดไหลไม่หยุด ทำให้ลีโอโปลเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นที่เฉลียวฉลาด ช่างคิด และเป็นนักเปียโนมากพรสวรรค์ เขาอยากหลบหนีจากวังที่น่าอึดอัดนี้แต่ก็ไม่ได้รับมอบหมายบทบาทใดๆ ให้ทำ วิกตอเรียยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่คิดว่าเขาจะสามารถปฏิบัติภารกิจใดๆ ได้ ควรต้องถูกจับตามองทุกฝีก้าว และประสงค์ที่จะเก็บเขาเอาไว้แต่ในวัง วิกตอเรียจัดการให้เขาอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงชื่อ อาร์ชี่ บราวน์ ซึ่งเป็นน้องชายของจอห์น บราวน์ ผู้ที่วิกตอเรียส่งเข้าไปดูแลความเป็นไปและล้วงความลับของลูกสาว แต่สิ่งที่วิกตอเรียทำนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะอาร์ชี่มีนิสัยชอบกลั่นแกล้ง ลีโอโปลเคยเขียนในบันทึกว่า “เขาทำร้ายผม บางครั้งเขาจะเอาช้อนตบหน้าผมด้วย ผมอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ ผมเกลียดเขา” ผู้คนรอบข้างต่างเข้าใจสถานการณ์และพยายามเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียเปลี่ยนพี่เลี้ยงคนใหม่ แต่วิกตอเรียเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องเหล่านี้และยังคงจ้างอาร์ชี่อีกหลายปีต่อจากนั้น***ในรูปคือ family tree ของวิกตอเรีย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 18

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์อัศวินเสเพลลูกชายคนโตทั้งสองคนทำให้วิกตอเรียผิดหวัง แทนที่จะเป็นอัศวินโต๊ะกลม กลับตกหลุมพรางสิ่งยั่วยวนที่เข้ามาในชีวิตของการเป็นราชนิกุล เหตุการณ์นี้ทำให้วิกตอเรียหันไปฝากความหวังไว้กับลูกชายคนที่สาม — อาเธอร์ ซึ่งอ่อนกว่าเบอร์ตี้ 9 ปี และเป็นลูกชายคนโปรดของวิกตอเรีย ดังที่ปรากฏอย่างชัดเจนในจดหมายที่เธอเขียนถึงสามีก่อนเสียชีวิต “ลูกคนนี้เป็นที่รักของฉัน รักมากกว่าลูกคนไหนๆ รองจากเธอแล้ว เขาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกสำหรับฉัน” แม้อาเธอร์จะทำผิดก็ได้รับความปรานีจากแม่ ในขณะที่ลูกคนอื่นต้องพบกับการปฏิบัติที่เย็นชา ตั้งแต่เด็ก อาเธอร์แสดงความสนใจในอาชีพทหาร เคยสร้างป้อมปราการของเด็กเล่นระหว่างพักผ่อนวันหยุดที่บ้านออสบอร์น สุดท้ายอาเธอร์อาจเป็นความหวังเดียวที่จะสามารถแสดงความเป็นผู้นำเยี่ยงชายชาติชาตรีดังที่อัลเบิร์ตวาดความหวังไว้ แต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมในห้องเรียนของอาเธอร์ไม่ได้ต่างไปจากพี่น้องคนอื่นมากนัก อาจารย์ที่สอนอาเธอร์เขียนจดหมายถึงวิกตอเรีย รายงานว่า “อาเธอร์ไม่เคยทำตามสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอนแม้แต่อย่างเดียว” แต่วิกตอเรียยังยึดมั่นกับทัศนะที่ว่า อาเธอร์เป็นลูกคนพิเศษ และมองว่า การขัดขืนอาจารย์ในชั้นเรียนนั้นเป็นเพียงเพราะอาเธอร์ยังไร้เดียงสา และได้เขียนจดหมายตอบไปว่า “อาเธอร์เป็นมิตรและมีความรักให้กับทุกคน ฉันกลัวว่าความบริสุทธิ์นี้จะถูกปัจจัยภายนอกทำให้ขุ่นมัว” ตลอดวัยหนุ่มของอาเธอร์ วิกตอเรียมุ่งหวังที่จะแยกเขาออกจากพี่ชายผู้ขาดความรับผิดชอบสำหรับลูกชายคนเล็ก — ลีโอโปล เขาอายุห่างจากเบอร์ตี้มากถึง 12 ปี อาจกล่าวได้ว่า ลีโอโปลเป็นลูกชายที่ฉลาดที่สุด มีความอยากรู้อยากเห็นในเชิงวิชาการอย่างมาก ซึ่งวิกตอเรียมองเห็นในจุดนี้ เธอกล่าวว่า “ทั้งจิตใจและสมอง ลีโอโปลเหมือนอัลเบิร์ตมากที่สุด” แต่ลีโอโปลกลับไม่ใช่ลูกคนโปรดของวิกตอเรีย ดังเช่นในกรณีของเบอร์ตี้ รูปลักษณ์ภายนอกกลับกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับของแม่ ลีโอโปลเป็นเด็กหน้าตาธรรมดา หรือออกจะดูจืดๆ ด้วยซ้ำ ฉลาดแต่ออกจะพิลึก และไม่ค่อยพูดจากับใคร นับเป็นเด็กที่อัปลักษณ์ที่สุดในครอบครัว หากได้มีโอกาสมองย้อนถึงจดหมายของวิกตอเรียที่เขียนบรรยายถึงลีโอโปลจะพบว่า ในหลายข้อความ วิกตอเรียสนใจแต่เรื่องรูปโฉมของลูกเท่านั้นโชคร้ายที่ลีโอโปลมีโรคประจำตัวคือโรคเลือดไม่แข็งตัว ซึ่งเป็นโรคอันตรายที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โรคนี้ส่งผ่านทางพันธุกรรมและลีโอโปลได้รับมาจากวิกตอเรีย แต่อาการไม่ปรากฏกับทุกคน และไม่ปรากฏในกรณีของวิกตอเรีย การส่งผ่านนี้มีส่วนส่งผลกระทบต่อสายเลือดราชวงศ์ในยุโรปที่เข้ามาเกี่ยวดองกับตระกูลวินเซอร์ของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี สเปน และรัสเซีย ลีโอโปลได้รับการวินิฉัยว่าเป็นโรคนี้เมื่ออายุเพียง 6 ขวบ วิกตอเรียลงโทษทั้งตัวเองและลีโอโปลสำหรับการต้องทนทุกข์ต่อโรคร้าย ขณะเดียวกันวิกตอเรียก็ใช้ประโยชน์จากลีโอโปลในการร้องขอความเห็นใจจากสาธารณชนของอังกฤษจากการมีเจ้าชายที่ป่วยกระเสาะกระแสะ เปรียบเทียบลีโอโปลว่าเป็นเสมือนเด็กน้อยในนิยายของชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เรื่อง ดอมบี้และลูกที่อ่อนหวานและเป็นเหมือนเทวดาตัวน้อยๆ ที่สวรรค์ส่งมา แต่ก็อาจเสียชีวิตเมื่อใดก็ได้เพราะปัญหาสุขภาพ การวาดภาพเช่นนี้ถือเป็นการหลอกลวงประชาชนอย่างรุนแรง เพราะในความเป็นจริง ลีโอโปลไม่ได้เป็นเด็กอ่อนแอเลย เขาเป็นคนกระฉับกระเฉงและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความเจ็บป่วยนี้ เมื่ออัลเบิร์ตเสียชีวิต ลีโอโปลอยู่ระหว่างการรักษาตัวในต่างประเทศ วิกตอเรียเขียนจดหมายถึงลูกว่า “ฉันเศร้าเสียใจเป็นที่สุดกับการจากไปของพ่อเธอ” และขอร้องให้ลีโอโปลเดินทางกลับอังกฤษ จากนั้นวิกตอเรียได้กำชับบ่าวไพร่ให้บอกลีโอโปลให้เข้าใจว่า การเดินทางกลับบ้านในครั้งนี้จะเป็นการเดินทางที่เศร้าสลด เขาจะกลับมายังบ้านซึ่งยังอยู่ในระหว่างการไว้อาลัย และแม่ที่กำลังโศกเศร้าไม่อาจทนฟังเสียงเอะอะอึกทึกหรืออะไรก็ตามได้ทั้งสิ้น แม้จะมีอายุไม่ครบ 9 ปีดีนัก แต่ผนังกำลังขยับล้อมเข้ามาทุกด้าน แล้วในไม่ช้า บ้านก็กลายเป็นสถานที่จองจำในช่วงเวลาเดียวกัน วิกตอเรียยังงัดข้ออยู่กับเบอร์ตี้เรื่องการใช้ชีวิตเสเพลของเขา นับวันเบอร์ตี้ก็ยิ่งเดินออกห่างจากแผนการสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบ ยังคงเที่ยวเตร่และหาความสำราญอยู่เนืองๆ ซึ่งเบอร์ตี้มองว่าเป็นเรื่องปกติ มองว่าวิกตอเรียขาดอารมณ์ขันและขาดความสมดุลในการมองสิ่งรอบตัว สำหรับวิกตอเรีย วิธีเดียวที่อาจดึงเบอร์ตี้กลับมาสู่หนทางที่ถูกตามครรลองก็คือการแต่งงาน แต่ก่อนอื่น วิกตอเรียส่งเบอร์ตี้ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) ในอิสราเอลเพื่อให้ห่างไกลจากกิเลสตัณหา โดยมีบาทหลวงสูงอายุเดินทางไปด้วยเพื่อให้แน่ใจว่า ระหว่างการเดินทางผ่านปารีส เวียนนา จนไปถึงเยรูซาเล็ม เบอร์ตี้จะไม่แวะหลับนอนกับโสเภณีคนใด ในระหว่างที่เบอร์ตี้เดินทางแวะชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตะวันออกกลาง วิกตอเรียก็เดินหน้าเรื่องงานแต่งงานที่จะจัดให้มีขึ้นกับเจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อเล็ก” เจ้าสาวในอนาคตผู้นี้มีลักษณะหลายอย่างคล้ายกับเบอร์ตี้ เช่น ไม่ได้เป็นราชนิกุลที่มีการศึกษาสูง แต่เป็นคนสวยและมีมารยาทงาม วิกตอเรียเชื่อว่าการมีเจ้าสาวที่ไม่ฉลาดนักอาจเหมาะสมกับเบอร์ตี้ก็เป็นได้ ซึ่งเบอร์ตี้ก็เห็นชอบด้วยกับตัวเลือกเจ้าสาวในอนาคตนี้ และไม่รู้สึกอึดอัดใจกับการบังคับให้แต่งงานกับหญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 17

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์เมื่ออัลเบิร์ตเสียชีวิต วิกตอเรียกลายเป็นแม่หม้ายที่มีอายุเพียง 42 ปี หลังจากนั้นเธอต้องเผชิญโลกโดยลำพัง รวมถึงต้องเผชิญกับเบอร์ตี้และลูกชายอีกสามคน ได้แก่ อัลเฟรด หรือมีชื่อเล่นว่าแอฟฟี่ อายุ 17 ปี อาเธอร์ อายุ 11 ปี และลูกชายคนเล็ก ลีโอโปล อายุเพียง 8 ปี และเมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่ผู้ใหญ่ วิกตอเรียก็เริ่มกังวลใจมากขึ้นเพราะรู้ดีว่า เธอไม่อาจควบคุมลูกชายเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ได้ ทั้งไม่ใช่เพียงเรื่องของการควบคุมไม่ได้เท่านั้น แต่วิกตอเรียไม่มีความรู้และความเข้าใจเรื่องเพศของวัยรุ่น เธอจึงต้องพึ่งอัลเบิร์ต แต่อัลเบิร์ตก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน ตลอดเวลา วิกตอเรียโทษเบอร์ตี้ว่าเป็นต้นเหตุทำให้อัลเบิร์ตเสียชีวิต โดยเฉพาะเรื่องที่เบอร์ตี้มีเพศสัมพันธ์กับเนลลี่ ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ “พ่อผิดหวัง” และในที่สุดก็ตรอมใจตายวิกตอเรียเคยเขียนจดหมายระบายซึ่งสะท้อนถึงความเจ็บปวดของเธอ “ฉันไม่อาจมองดูหน้าเบอร์ตี้ได้อีก ใบหน้าของเขาอาจฆ่าฉันได้” ซึ่งไม่ได้สื่อเพียงว่าเธอไม่อาจทนมองเห็นเขาได้เท่านั้น แต่ยังเตรียมใจที่จะไม่มองเขาอีกเลยตลอดชีวิตด้วย หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวิกตอเรียและเบอร์ตี้เป็นความสัมพันธ์ที่เลวร้ายตั้งแต่ต้น ในวัยเด็กเบอร์ตี้ไม่ใช่ “ลูกในฝัน” ของพ่อและแม่ เบอร์ตี้เป็นคนอารมณ์แปรปรวนซึ่งต่างจากอัลเบิร์ตโดยสิ้นเชิงและเป็นสิ่งที่วิกตอเรียไม่อาจอภัยให้ได้ แม้แต่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก วิกตอเรียชังรูปร่างหน้าตาของเบอร์ตี้ ติว่าเขามีศีรษะเล็ก คางมน แม้แต่เสียงของเขายังทำให้วิกตอเรียรำคาญ เกือบจะทำให้เธอเป็นโรคประสาท ดังนั้นการปรับโฉมใหม่ของเบอร์ตี้จึงเป็นงานที่หนักหนา การปั้นให้เบอร์ตี้เป็นเจ้าชายที่เพียบพร้อมเริ่มจากการส่งเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เคร่งครัด เคร่งครัดจนกระทั่งดูจะมากเกินไป และความผิดหวังของพ่อแม่ก็กดดันเขาอย่างหนัก เบอร์ตี้เองไม่เคยคิดอย่างจริงจังว่า วันหนึ่งในอนาคตตนจะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ของอังกฤษ เพราะเชื่อเสมอว่าวิกกี้ที่เฉลียวฉลาดกว่าตนจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นราชินีต่อจากวิกตอเรีย กระบวนการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ทำให้เบอร์ตี้สูญเสียชีวิตเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเสียใจอย่างยิ่งเมื่อเติบใหญ่กรณีที่เกิดขึ้นระหว่างอัลเบิร์ตและเนลลี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องน่าผิดหวัง แต่เป็นเรื่องน่ารังเกียจมากสำหรับวิกตอเรีย ความหวังว่าลูกจะเดินตามรอยพ่อจนถึงขนาดที่วิกตอเรียตั้งชื่อลูกด้วยชื่อเดียวกับสามี กลายเป็นเรื่องชวนหัวที่โหดร้ายเมื่อเธอต้องสูญเสียอัลเบิร์ตผู้เป็นสามี และยังต้องเผชิญกับความอัปยศที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเบอร์ตี้ ทำให้โลกของวิกตอเรียมืดมิดไปทุกด้าน ในที่สุดเธอถูกบังคับให้ยอมรับความจริงว่า เบอร์ตี้จะไม่มีวันเป็นได้อย่างพ่อเขา หากจะวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง แท้จริงแล้วเบอร์ตี้กลับได้แบบอย่างจากวิกตอเรีย เพราะวิกตอเรียเป็น “ฮาโนเวอเรียน” (ผู้มาจากตระกูลฮาโนเวอร์) และเธอเองก็ชอบเซ็กซ์ มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย เบอร์ตี้เลียนแบบวิกตอเรียเกือบทุกด้าน แต่ได้เพิ่มความสุดโต่งเข้าไปอีก สำหรับวิกตอเรีย การมีเพศสัมพันธ์นอกชีวิตสมรสถือเป็นภัยต่อราชวงศ์ ทุกครั้งที่เขียนจดหมายถึงเบอร์ตี้จึงเป็นการประนามเรื่องนี้เสียเป็นหลักขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของวิกตอเรียกับลูกชายคนที่สอง — อัลเฟรด — มีความซับซ้อนน้อยกว่าในระยะเริ่มแรก แอฟฟี่อายุน้อยกว่าเบอร์ตี้ 2 ปีครึ่ง และได้กลายมาเป็นลูกคนโปรดของอัลเบิร์ต แอฟฟี่มีพรสวรรค์เรื่องกลไกต่างๆ ฉลาดกว่าเบอร์ตี้มาก และดูจะเป็นความหวังให้พ่อแม่ได้ ตั้งแต่วัยเยาว์ แอฟฟี่ก็แสดงความสนใจในกองทัพเรือ ทันใดนั้น ภาพของเจ้าชายผู้บังคับการในกองทัพเรืออาจสามารถเรียกความสนใจและความรักจากสาธารณชนได้ เป็นอาชีพที่แสดงถึงความเป็นชาตินิยมได้อย่างดี ในช่วงแรกเบอร์ตี้และแอฟฟี่ได้รับการศึกษาร่วมกัน แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ถูกจับแยกเมื่อถูกจับได้ว่าแอบสูบบุหรี่ ขณะนั้นเบอร์ตี้อายุเพียง 14 ปีและแอฟฟี่อายุ 11 ปีเท่านั้น วิกตอเรียและอัลเบิร์ตเกรงว่าแอฟฟี่จะได้รับอิทธิพลในทางลบจากพี่ชาย จึงจับพี่น้องคู่นี้แยกชั้นเรียนตลอดสามปีต่อมา แอฟฟี่เรียนหนังสือแบบตัวต่อตัวกับอาจารย์และต้องพักอาศัยอยู่กับอาจารย์ ขณะที่เบอร์ตี้ได้รับการศึกษาอยู่ในรั้ววังต่อไป เขาต้องการทำให้กับพ่อแม่ความประทับใจจึงหัดเล่นไวโอลินด้วยตนเองแม้จะไม่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี ต่อมาเมื่ออายุย่าง 14 ปี แอฟฟี่ได้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือ สามปีหลังจากนั้นและอยู่ในระหว่างที่แอฟฟี่ออกทะเล อัลเบิร์ตก็เสียชีวิตลง เราอาจเข้าใจได้ถึงความเหงาของเด็กวัย 17 ปีที่กำลังรับใช้ชาติอยู่ในที่ที่ห่างไกลครอบครัว และไม่สามารถกล่าวลาพ่อเป็นครั้งสุดท้ายได้ ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1862 แอฟฟี่เดินทางกลับอังกฤษเพื่อร่วมไว้อาลัยอัลเบิร์ต การสูญเสียพ่อเป็นเรื่องที่ทำให้เศร้าใจอย่างยิ่ง แต่การที่วิกตอเรียฟูมฟายและไม่สามารถสื่อสารกับลูกๆ ได้ในช่วงเวลายากลำบากนี้ ยิ่งทำให้แอฟฟี่เป็นทุกข์มากขึ้น แอฟฟี่ไม่ได้สูญเสียผู้ปกครองเพียงคนดียว แต่เสียไปถึงสองคนแอฟฟี่หวนคืนสู่ท้องทะเลอีกครั้ง แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นวิกตอเรียก็ได้ข่าวว่า แอฟฟี่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนหนึ่งที่มอลตา และดังที่คาดการณ์ได้ วิกตอเรียโกรธและกล่าวประนามการกระทำของแอฟฟี่ มองว่าเป็นเรื่องที่นำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล เพราะ“ทหารเรืออาจเล่นสนุกได้ แต่เจ้าชายทำเช่นนั้นไม่ได้” เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเบอร์ตี้ พฤติกรรมของแอฟฟี่อาจนำมาซึ่งรอยด่างพร้อยแก่ราชวงศ์ แอฟฟี่จึงต้องประสบชะตากรรมเดียวกันกับเบอร์ตี้ จากจุดนั้น วิกตอเรียขาดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อแอฟฟี่โดยสิ้นเชิง กระทั่งในบางครั้งเธอถึงขนาดปฏิเสธที่จะพบแอฟฟี่ด้วยซ้ำ บอกว่า “ไม่สามารถอยู่ร่วมห้องเดียวกับแอฟฟี่ได้” วิกตอเรียไม่ยอมยกโทษให้ลูก นำไปสู่การแตกหักของความสัมพันธ์ที่ยากจะเยียวยา***ในรูปคือเจ้าชายอัลเฟรด

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 16

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บทที่ 3: เจ้าชายกับ “ความเป็นเจ้าชาย”วิกตอเรียและอัลเบิร์ตมีความฝันร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์ ความฝันที่ต้องฝากฝังไว้กับความสำเร็จของลูกชายทั้งสี่คน ในความฝันนี้ เจ้าชายต้องประพฤติตนเป็นเจ้าชาย ทำตนให้เหมาะสมกับฐานะและตำแหน่ง เจ้าชายที่ดีเลิศกว่าใครๆ ลูกทั้งสี่คนได้แก่ เบอร์ตี้ แอฟฟี่ อาเธอร์ และลีโอโปล จะต้องเป็นผู้รักษามาตรฐานความดีงามนี้ และช่วยกันสร้างสถาบันกษัตริย์ที่ตั้งอยู่บนศีลธรรม หากนั่นคือความฝัน ในความเป็นจริงเจ้าชายมักจะประพฤติตัวตรงข้าม เ บอร์ตี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเป็นเจ้าชายแบบเก่าที่มีทัศนคติแบบชนชั้นสูงต่อเรื่องเพศ นั่นคือ การมีเพศสัมพันธ์ให้มากที่สุด กับใครก็ได้ แอฟฟี่ก็ไม่ต่างไปจากเบอร์ตี้นัก ไม่ค่อยฉลาด และมีเพศสัมพันธ์กับหลายๆ คนในเวลาเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างวิกตอเรียกับลูกชายอาจเปรียบได้กับละครฉากใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซ็กซ์และการแข็งขืน เป็นการต่อสู้ของราชินีผู้มุ่งมั่นที่จะเอาชนะ วิกตอเรียจ้องแต่จะควบคุมทุกย่างก้าวของพวกเขา ทำตัวประหนึ่งเป็นเผด็จการในบ้าน ทุกๆ ตารางนิ้วของเสรีภาพที่ถูกยึดไปคืออีกหนึ่งตารางนิ้วที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกนำไปรายงานให้วิกตอเรียทราบ และวิกตอเรียก็ทำให้ลูกชายรับรู้ว่า พวกเขาอาจจะงัดข้อกับแม่ได้ แต่ไม่อาจทำได้เช่นเดียวกันได้กับราชินีของประเทศ การต่อสู้กับแม่เผด็จการนี้ได้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับลูกชายในวัยเติบใหญ่ แต่ในทางกลับกัน กลับส่งผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ในลักษณะที่วิกตอเรียเองไม่เคยคาดหวังมาก่อน25 พฤศจิกายน ค.ศ.1861 อัลเบิร์ตรีบเดินทางไปเคมบริดจ์เพื่อพบกับลูกชายคนโต — เบอร์ตี้ ด้วยใจระส่ำระส่าย เบอร์ตี้ผู้นี้ในภายหลังได้สืบสันตติวงศ์ต่อจากวิกตอเรียและได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 แต่ในขณะนั้น มกุฎราชกุมารของอังกฤษซึ่งมีอายุเพียง 20 ปีและกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เล่นสนุกกับสิ่งหนึ่งที่บิดามารดาของเขามองว่าเป็นการทำบาปหนัก นั่นคือ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งในระหว่างพำนักอยู่ที่ค่ายทหาร ณ ประเทศไอร์แลนด์ อันที่จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเบอร์ตี้กับหญิงชาวไอริชนามว่า เนลลี่ คลิฟเดน หญิงนักแสดงผู้รักสนุก น่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับชายหนุ่มทุกคน ในยุคนั้น แม้แต่ชายสูงศักดิ์ก็มักจะร่วมหลับนอนกับโสเภณีหรือไปสถานบริการทางเพศบ่อยๆ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองจากอัลเบิร์ตนั้นเรียกได้ว่า โกรธเกรี้ยวเป็นที่สุด อัลเบิร์ตเชื่อในเรื่อง “พลังของเพศ” ในแง่ของการนำมาซึ่งเรื่องอื้อฉาวและความสูญเสียต่อราชวงศ์อังกฤษ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้อัลเบิร์ตทั้งเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมาก อย่าลืมว่าทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียต่างลงมือลงแรงในโครงการสร้างภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนธรรมดาทั่วไปที่จะสามารถมองไปยังผู้นำประเทศของตนได้ด้วยความภาคภูมิใจ และหัวใจของโครงการนี้อยู่ที่การสร้างมายาคติเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษให้เป็นประหนึ่งว่ายุคสมัยแห่งกษัตริย์คาเมลอตได้เกิดขึ้นอีกครั้งในวังวินเซอร์ภาพวาดที่ประทับใจวิกตอเรียที่สุดคือภาพอัลเบิร์ตสวมชุดขุนศึกแบบยุคกลางของอังกฤษ เธอเปรียบสามีของตนว่าเป็นอัศวินจากยุคกลาง หรือกระทั่งเป็นดั่งกษัตริย์อาเธอร์ในอดีต เธอจึงคาดหวังว่าจะส่งผ่านภาพอันงดงามนี้ไปยังลูกชาย เป้าหมายอยู่ที่การลบล้างความทรงจำในทางลบเกี่ยวกับตระกูลฮาโนเวอร์ซึ่งปกครองอังกฤษก่อนหน้ายุคของวิกตอเรีย และพยายามแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากชีวิตราษฎร ในยุคใหม่ของวิกตอเรีย ลูกชายทุกคนต้องปฏิบัติตนเฉกเช่นอัศวินผู้ยึดมั่นในคุณธรรมและปฏิเสธการสำส่อนทางเพศ โดยยึดเอาแบบอย่างจากความสมบูรณ์แบบของอัลเบิร์ต แต่เบอร์ตี้ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เมื่อพ่อและลูกเดินสนทนากันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายฝนฤดูหนาวที่เคมบริดจ์ ทำให้อัลเบิร์ตเป็นไข้หวัดเมื่อเดินทางกลับถึงวินเซอร์และเสียชีวิตในอีก 3 สัปดาห์ถัดมา จากนั้นโลกของวิกตอเรียก็กลายเป็นโลกแห่งความทุกข์ อัลเบิร์ตคือโลกของวิกตอเรีย เขาจัดการ ทำธุระ ดูแลทุกๆ มิติของชีวิตวิกตอเรียและของครอบครัว วิกตอเรียเคยกล่าวว่า “การสูญเสียอัลเบิร์ตเหมือนถูกถลกหนังออกจากกระดูก ช่างโหดร้ายและเจ็บปวดเหลือคณา”*****ในภาพคือ มกุฎราชกุมารเบอร์ตี้

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 15

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ผู้หญิงแถวหน้าวิกกี้เป็นพวกหัวก้าวหน้า หลักแหลม และมีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นลักษณะตรงข้ามกับ “ความเป็นเจ้า” วิกกี้มีส่วนผสมของสิ่งตรงข้ามสองประการ “ความเป็นเจ้า” กับ “ความฉลาด” วิกกี้เคยทำให้แม่ช็อคเมื่อเธออ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เสนอแนวคิดแบบสุดโต่งของชาร์ลส์ ดาร์วิน เรื่อง กำเนิดของสิ่งมีชีวิต (The Origin of The Species) ซึ่งกล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ วิกตอเรียเกรงว่าวิกกี้จะกลายเป็น “สิ่งมีชีวิตทันสมัย” ดังเช่นที่เธอเตือนลูกๆ คนอื่นว่า “อย่าไปฟังวิกกี้ อย่าปล่อยให้ความเชื่อดั้งเดิมของเธอต้องถูกสั่นคลอน อย่าอ่านหนังสือเหล่านี้ อย่าเชื่อคำแนะนำของวิกกี้” แต่ในบรรดาหนังสือที่วิกกี้หยิบขึ้นอ่าน ไม่มีเล่มใดที่ทำให้วิกตอเรียโกรธเท่าหนังสือซึ่งเป็นงานเขียนของคาร์ล มาร์ก เรื่อง ดาส กาปิตาล เมื่อวิกกี้เริ่มอ่าน เธอก็อยากรู้เพิ่มขึ้น แต่เพื่อไม่ให้วิกตอเรียโกรธ เธอจึงขอให้เพื่อนของเธอ เซอร์ แกรนท์ ดัฟ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปพบปะกับมาร์กแบบลับๆ แทนเธอ เริ่มแรกตัวดัฟเองมีมุมมองในทางลบต่อมาร์กอย่างมาก แต่หลังจากมีโอกาสพบปะกันก็เขียนจดหมายแจ้งวิกกี้ “มาร์กเป็นมิตรมาก ฉลาด และน่าประทับใจ และยังขอให้ผมฝากผ่านความปรารถนามายังเจ้าหญิงและสามีด้วย”หลุยส์เองก็มีความสนใจในเรื่องความเคลื่อนไหวใหม่ๆ และทำให้วิกตอเรียซึ่งมีหัวอนุรักษนิยมโกรธเป็นไฟ แม้ว่าวิกตอเรียจะเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งของสตรีและความเป็นเด็ดเดี่ยวสำหรับชนรุ่นหลัง แต่เธอกลับไม่พอใจอย่างมากกับขบวนการเคลื่อนไหวสตรีภายในประเทศ และไล่ตามหาว่าใครที่เห็นด้วยหรือเป็นสมาชิกของกลุ่มปกป้องผลประโยชน์ของสตรีบ้าง วิกตอเรียมีมุมมองเรื่อง “สตรี” ที่ค่อนข้างคับแคบ เธอเชื่อว่าไม่มีใครที่แสดงความเป็นสตรีได้เท่าเธออีกในจักรวาลนี้ ผู้หญิงของวิกตอเรียจะต้องอยู่กับบ้าน ความคิดนี้สวนทางกับการเรียกร้องสิทธิสตรีของผู้หญิงชนชั้นกลางที่มีความรู้ ทั้งสิทธิทางการเมือง การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและได้รับการศึกษาแบบเดียวกับผู้ชาย สำหรับหลุยส์ การปลดปล่อยสตรีถือเป็นภารกิจหลักของเธอ และหลุยส์สามารถทำได้เมื่อเธอได้พบกับเอลิซาเบ็ท การ์เร็ต สตรีคนแรกของอังกฤษที่สอบผ่านได้เป็นศัลยแพทย์ และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเรื่องสิทธิสตรี เมื่อทั้งสองได้พบกัน หลุยส์รู้สึกว่าเธอต้องการรู้ประวัติความเป็นมาของการ์เร็ตในทุกๆ ด้าน ทั้งภูมิหลัง และแรงดลใจในการเป็นศัลยแพทย์ หลังการพบปะกันทุกครั้ง หลุยส์ขอร้องการ์เร็ตว่า อย่านำเรื่องที่พบกันไปบอกวิกตอเรีย แต่ในที่สุดวิกตอเรียก็รู้เรื่องนี้และโกรธมาก เป็นเรื่องน่าสนใจที่ค้นพบว่า สำหรับคนที่ต้องสยบยอมต่อมารดาเสมอมา กลับสามารถก้าวมาถึงจุดที่เข้มแข็งพอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง และความคิดเหล่านี้ส่วนใหญ่สวนทางกับสิ่งที่แม่คิดไว้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างมาก หลุยส์ดีใจที่ได้พบกับการ์เร็ตซึ่งต่อมากลายเป็นบุคคลผู้พลิกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของสตรีของอังกฤษ ใน ค.ศ. 1866 การ์เร็ตและสตรีแนวหน้าอีกหลายคนได้ร่วมลงนามในคำร้องขอสิทธิการเลือกตั้งของสตรี หลุยส์สนับสนุนคำร้องนี้แต่ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ หลุยส์ไม่สามารถแสดงบทบาททางการเมืองได้เมื่อวิกตอเรียชราภาพลง ลูกสาวก็เริ่มแสดงความกล้ามากขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อหลีกเลี่ยงโทสะของวิกตอเรีย แม้ว่าวิกตอเรียจะมีระบบสอดส่องลูกสาวทุกคนที่เข้มงวด แต่พวกเธอก็สามารถเล็ดลอดสายตาของแม่และเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมหลากหลายที่วิกตอเรียอาจไม่เห็นชอบด้วย กระนั้นพวกเธอก็ยังคงทำต่อไป แม้วิกตอเรียจะสนับสนุนแนวคิดเรื่องประชาสงเคราะห์ แต่ลูกๆ ของเธอได้พัฒนาแนวคิดนี้ไปไกลอีกหนึ่งขั้น หลายปีต่อมา หลุยส์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานด้านสาธารณสุข เธอออกตรวจเยี่ยมเหล่าทหารและให้กำลังใจคณะพยาบาลให้ทำงานอย่างเต็มที่ หลุยส์อุทิศชีวิตเพื่อเสริมสร้างบทบาทใหม่ของสตรีในยุคที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้อยู่แต่ในบ้าน เธอสนับสนุนการศึกษาของสตรี ส่งเสริมให้สตรีมีงานทำนอกบ้าน เธออุทิศตัวอย่างมากให้กับงานที่เธอรักร่วมมือกับพี่สาวน้องสาวของเธอ ทั้งยังเป็นงานที่แม่ของเธอไม่เคยเห็นความสำคัญมาก่อนพี่น้องคนอื่นๆ ก็เริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องสถานะของสตรีเช่นกัน เฮเลน่ากลายมาเป็นผู้ก่อตั้งสภากาชาดอังกฤษ ช่วยให้ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานด้านการรักษาพยาบาล ในประเทศเยอรมนี วิกกี้และอลิซจัดตั้งองค์กรของสตรีที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบเป็นเอกเทศ และเมื่อศตวรรษที่ 20 กำลังจะมาถึง สตรีได้กลายเป็นกลุ่มแรงงานสำคัญของอังกฤษ ด้วยความมุ่งมั่นเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ลูกสาวทุกคนสามารถหลบหนีออกจากความเข้มงวดของแม่เพื่อค้นหาบทบาทที่มีคุณค่าต่อตนเองในฐานะเจ้าหญิงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคำจำกัดความใหม่เกี่ยวกับบทบาทของสตรีโดยรวมอีกด้วย ลูกสาวของวิกตอเรียมีส่วนสำคัญในการเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ให้กับสตรีชนชั้นกลางและชนชั้นใช้แรงงานชาวอังกฤษ เพื่อมุ่งสู่ศตวรรษที่ 20 งานสำคัญๆ เช่น พยาบาล งานด้านสวัสดิการสังคม งานรัฐบาลท้องถิ่น งานสอนหนังสือ กลายเป็นงานที่สร้างอาชีพให้กับสตรีจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่า ลูกสาวของวิกตอเรียต่างมีจิตใจของการเป็นนักปฏิวัติ แต่ขณะเดียวกันพวกเธอก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของการปกป้องภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์หลังจากวิกตอเรียเสียชีวิต เบียทริซได้รวบรวมจดหมายและงานเขียนของวิกตอเรียขึ้นเป็นเล่ม แม้ว่าก่อนหน้านี้วิกตอเรียจะพยายามเผาเอกสารเหล่านี้ก็ตาม เบียทริซต้องการให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงแง่มุมด้านบวกของวิกตอเรีย แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า แม่ของเธอเป็นคนหัวแข็ง อารมณ์ฉุนเฉียวและเจ้ากี้เจ้าการ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกถ่ายทอดไปยังลูกๆ ของเธอ วิกตอเรียอาจมองว่า ลูกชอบทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อเธออยู่เสมอ แต่เมื่อเรามองถึงผลผลิตที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวผู้เข้มแข็ง มีความคิดก้าวหน้าและมีความปรารถนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก็จะพบว่าพวกเธอเป็นมรดกตกทอดจากวิกตอเรีย สตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ เป็นผู้ที่ปกครองจักรวรรดิอังกฤษ วิกตอเรียต้องการให้ลูกๆ มีความเข้มแข็งเหมือนเธอ เพียงแต่ไม่ชอบใจที่ลูกๆ ใช้ความเข้มแข็งนี้เพื่อต่อสู้กับเธอ***ในรูปคือหนังสือ The Origin of Species โดย Charles Darwin

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น