หมวดหมู่
วันสำคัญ

ย้อนรอย 15 ปี การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 บรรดาผู้นำเหล่าทัพไทยทำรัฐประหาร โดยได้พากันยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อร่วมการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งนับเป็นการใช้กำลังยึดอำนาจรัฐครั้งแรกในรอบ 15 ปี ของการเมืองไทย

พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ประกาศตัวเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยการยึดอำนาจของพลเอกสนธิ เป็นไปอย่างราบรื่น ปราศจากการต่อต้านด้วยอาวุธ หลังประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงขับไล่ ทักษิณ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

พลตรีประพาศ ศกุนตนาค โฆษกคณะรัฐประหารกล่าวถึงเหตุผลในการยึดอำนาจครั้งนี้ว่า

“ด้วยเป็นที่ปรากฏความแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นโดยประชาชนส่วนใหญ่ เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

หน่วยงานองค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง

แม้หลายภาคส่วนสังคมจะได้พยายามประนีประนอมคลี่คลายสถานการณ์มาโดยต่อเนื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยุติลงได้

ดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง

แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขกลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติรวมทั้งเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน”

ทั้งนี้ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งคณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้ใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยข้อหาที่แทบไม่ต่างไปจากเหตุผลที่ใช้ในการยึดอำนาจของทักษิณในอีกกว่า 15 ปี ถัดมา

https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_2605

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

“รัฐประหาร 19 กันยา” ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่


.
.
🚩สังคมไทยรับไม่ได้ที่มีนายกฯรุ่นน้องสั่งงาน ผบ.ทหารรุ่นพี่
.
ก่อนอื่นต้องว่าตัวเองก่อนว่าผมเป็นคนซื่อบื้อ แม่ผมเตือนตลอดว่าผมอาจจะฉลาด ไหวพริบดี แต่ซื่อ ซึ่งสมัยนี้เรียกซื่อบื้อ ผมโตมาจากต่างจังหวัด แต่มาเรียนนายร้อย อยู่ในกรอบ เรียนจบได้ทุนไปอเมริกา ดังนั้น การเรียนรู้สังคมชนชั้นนำหรือคนรอบวังไม่มีเลย กว่าจะเข้าใจก็มาลี้ภัยอยู่ต่างประเทศแล้ว ผมถึงบอกตัวเองซื่อบื้อ
.
ผมเป็นนายกฯ ตอนนั้นอายุ 51 ปีกว่า ถือว่าอายุน้อย ส่วน ผบ.เหล่าทัพก็เกือบหกสิบแล้ว รุ่นแก่กว่าผมหมด ผมติดนิสัยว่าทำธุรกิจก็ทำแบบตะวันตก แต่ก็มีวินัยแบบทหารตำรวจ ตอนอายุน้อยก็อ่อนโยนยกมือไหว้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราแม้เราจะเป็นนายกฯ ไหว้จริงแต่ก็สั่งงานและติดตามงาน นิสัยแบบนี้บางครั้งสังคมไทยก็รับไม่ได้ มองเราเป็นเด็กแม้จะเป็นนายกฯ
.
🚩นายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง
.
ในกฎหมายระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง ผมก็ถือสิทธิตรงนี้ทำให้ปะทะกันบ้างกับผู้อาวุโสที่ดูแลตรงนี้ เขาอาจจะไม่ชินกับผมที่เป็นนายกซึ่งมีอายุน้อยกว่าแต่ไปดุเขา
.
ผมถือว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็น Head of State นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ในหลวงทรงเป็นผู้บังคับบัญชา นี่หลักรัฐศาสตร์ทั่วไป ตัวผมเองรับพระราชทานน้ำสังข์เพราะพ่อของคุณหญิงเป็นราชองครักษ์ ได้รับพระราชทานก่อนเลือกตั้งเป็นนายกฯ ผมก็เลยมีความกตัญญู
.
วันแรกที่ผมเป็นนายกฯ ผมไปกราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูลว่าข้าพเจ้าอายุน้อย ถือเป็น รุ่นบุตรธิดาของท่าน ในหลวงทรงเป็น head of state มากว่า generation มีอะไรขอให้สั่งสอนผมเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน พระราชกรณียกิจทำมานานจนพระชนมายุ 71 พรรษาแล้ว สรุปคือ ผมจะ volunteer นะและทำงานถวายมาตลอด “…มันมีงานพิธีมาตลอด ด้วยความซื่อบื้อที่ผมบอกมันอาจจะมีคนไม่พอใจ…”
.
🚩จะทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลังกาย
.
มีหมอคนหนึ่งถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นทรงผ่าตัดไส้เลื่อนครั้งที่สอง หมอก็มาบอกกับผมว่า “ทำยังไงดี ถึงจะให้พระเจ้าอยู่หัวออกกำลัง” กลัวท่านทรงเดินไม่ได้ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ใช้ราชาศัพท์) ตอนนั้นจะครบหกสิบปีครองราชย์ ก็เลยบอกว่าจะจัดงานครบหกสิบปีครองราชย์ ท่านรับสั่งถามว่า “เขาจะมากันเหรอ” เพราะตอนห้าสิบปีมีควีนเอลิซาเบธมาคนเดียว ผมเลยทูลว่าข้าพเจ้าถามไปแล้ว 10 ประเทศมาแน่ ทั่วโลกมี 29 มีแค่สองสามประเทศที่ไม่ได้ คือ ซาอุฯ ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่เรื่องเพชรซาอุ กับ กษัตริย์ทองก้าก็ทรงอายุมากแล้ว ทั้งหมดเลยมา 26 ประเทศ ก็เรียกว่ามาครบ ท่านก็เลยรับสั่งว่า “อย่างนั้นฉันต้องออกกำลังแล้วเพราะวันนั้นฉันต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ” วันที่ 22 มิถุนายน ท่านก็แข็งแรงจริง ๆ ตรงเป้าหมายหมอ
.
🚩เขาคิดว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว
.
การดำเนินการงาน 60 ปีครองราชย์ ตอนนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลเชิญแขกทั่วโลก ในกำหนดการระบุให้ผมยืนอยู่ข้างล่างรับแขก คนไม่รู้ เขานึกว่าผมไปแย่งรับแขกกับพระเจ้าอยู่หัว เรื่องพิธีกรรมผมทำก็ตาม คือส่วนใหญ่ผมเดินทางบ่อยพบแขกเยอะ มีความคุ้นเคยกับกษัตริย์ต่างประเทศหลายประเทศ แต่คราวนี้มันมีคนกล่าวหาว่าผมไป steal the show ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงตรัสอะไรเลย ทรงรับแขกอยู่ด้านบน ทีนี่ก็เลยมีความเข้าใจผิดกันบ้าง ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัวนะครับ แต่เป็นคนรอบ ๆ
.
พอวันก่อนที่จะมีการปฏิวัติ ผมเดินทางไปอเมริกา พอดีมันมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The King Never Smiles เขียนโดย Paul Handley ซึ่งผมไม่รู้จักเลย คนเขียนเคยเป็นนักข่าวอยู่เมืองไทยมา 20 ปี น่าจะก่อนสมัยผม แล้วมีการเอาหนังสือเล่มนี้มาพูดว่าผมเป็นสปอนเซอร์ ตอนหลังมาสืบทราบว่าคนพิมพ์หนังสือเล่มนี้คือ Yale ซึ่ง George Bush คนพ่อเคยเรียน เราเลยไปขอร้องว่าอย่าเพิ่งออกนะ เพราะจะมีงาน 60 ปีเดือนมิถุนายน จนสุดท้ายหนังสือก็มาออกเดือนกรกฎาคม ผมก็ถูกโจมตีหาว่าสปอนเซอร์หนังสือเล่มนี้ ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมถึงบอกว่าบ้านเราข่าวลือหรือข่าวปล่อยมันเยอะ ไม่มีข่าวรวมพลังสร้างสรรค์ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น ผมทำงานหนัก และทรงโปรดหลายเรื่อง
.
🚩“ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นความนิยมก็ยังดี แต่ต้านไม่อยู่ จนสุดท้ายก่อนปฏิวัติก็มีการเดินสายทำงาน ผมวันนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เป็นนายกฯ ที่มีเสียงในสภาเยอะ แต่แทบจะทำอะไรไม่ได้ พอผมได้ 377 เสียง ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศก็มีความพยายามจะฆ่าผมหลายรอบ เหมือนคาร์บอมบ์ที่สะพานซังฮี้ที่เล่าให้ฟังรอบที่แล้ว มีสไนเปอร์อีก วันที่ซังฮี้เราจับทหารสองคน กันคนหนึ่งเป็นพยาน เขาให้การเลยว่า “ต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ตายจะปฏิวัติ”
.
ตอนนั้นมีคนหลายคนมาบอกกับผมบ้าง คุณหญิงบ้าง อยากให้ไปอยู่เมืองนอกหลายวันไปพัก ทำงานหนักไม่ได้พักเลย วันนั้นผมเดินทางวันที่ 9 กันยายน ที่ทาจิกิสถานเยี่ยมประธานาธิบดี ก่อนบินแบบไม่ค้างไปฟินแลนด์ ไปประชุม ASEM สองวัน และประชุม SUMMIT ที่คิวบา ก่อนประชุม General Assembly ของ UN ที่นิวยอร์ก
.
ก่อนวันที่ผมโดนปฏิวัติผมอยู่นิวยอร์ค เจอ Bush ผู้พ่อ และ ผมก็เชิญที่ปรึกษา Dr. Craig Venter คนทำ Genome มนุษย์คนแรกมากับคนเขียนหนังสือ As the Future Catches You ตอนเช้า (กลางคืนเมืองไทย) ผมกินอาหารเช้ากับลูกของทรัมป์สามคนที่ห้องสวีทที่โรงแรมเพราะเขาสนใจจะมาลงทุนประเทศไทย เพราะตอนนั้นประเทศไทยกำลังเนื้อหอม เพราะฉะนั้นผมเป็นคนที่พบปะผู้คนเยอะและติดต่อตลอดเวลาเพื่อจะหาความรู้ความแปลกใหม่ พอผมไปอยู่ลอนดอน ก็เป็นที่รู้กันว่าผมซื้อ Manchester City แต่อยู่ได้ปีเดียว เพราะโดนอายัติเงิน
.
🚩พอโดนปฏิวัติเลยบินกลับไม่ได้ ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่
.
จริง ๆ ในการเดินทางของผมครั้งนั้นมีช่วงว่างอยู่ ตอนแรกผมว่าจะกลับบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้กลับก็คงเพราะซื่อบื้อ ก่อนผมไปผมก็เริ่มสงสัยบ้างล่ะ ผมเลยเขียนประกาศภาวะฉุกเฉินไว้ทีหมอพรหมมินทร์ ตอนนั้นเป็นเลขาฯ ผม และ ให้ไว้กับรองชิดชัยอีกฉบับ
.
พออยู่ตรงนั้นทำท่าไม่ดีจะให้ประกาศ วันนั้นผมเห็นละว่าอาการไม่ค่อยดี จะให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน คนของผมสองคนไปตามหารัฐมนตรีกลาโหม แต่วันนั้นรัฐมนตรีกลาโหมถูกพาไปซ่อมที่ไหนไม่รู้ มิ่งขวัญอ่านประกาศได้ครึ่งเดียวก็ถูกจี้ ช่องเก้าถูกปิด ทำให้เราประกาศภาวะฉุกเฉินไม่ทัน
.
ตอนนั้นพอโดนปฏิวัติแล้วก็เลยบินกลับไม่ได้ เพราะเครื่องบินการบินไทยถูกล็อคไว้โดย คปค. ถ้าผมบินกลับมาสนุกแน่ สรุปผมไปลงลอนดอน หลังจากนั้นผมเคยถามพลเอกสนธิเล่นๆ ว่าถ้าผมอยู่ ท่านกล้าปฏิวัติมั้ย เขาบอกไม่กล้า เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนกล้าคอมมานด์ ผมเป็นคนไม่กลัวตาย แต่ผมเป็นนักเลงพอ จบเป็นจบ
.
🚩สิ่งที่เสียใจที่สุดคือ รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีกไป
.
สิ่งที่เสียใจที่สุดของการปฏิวัติครั้งนั้นคือรัฐธรรมนูญปี 40 รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดถูกฉีดไป ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับคนไทยที่สุด ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องแคร์คนไทย
.
เมื่อปี 2518 ตอนรัฐบาล อ. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ ผมกลับมาไปอยู่กับคุณปรีดาเพราะเป็น ส.ส. เชียงใหม่ ตอนแรกผมขอไปเป็นนายตำรวจติดตาม แต่ท่านให้ผมทำงานสำคัญ เช่น กลั่นกรองเรื่องเข้า ครม. ตอนนั้นอายุแค่ 25-26 เลยทำให้เห็นเรื่องราวมาตั้งแต่อายุน้อย
.
เลยรู้ว่ารัฐบาลที่มีเสียงก้ำกึ่งมาก ๆ เวลากฎหมายสำคัญเข้าสภาต้องแจกกล้วย สมัยก่อนกล้วยราคาถูก 50,000 บางที 100,000 ถ้าสำคัญหน่อย อันนี่คือ 36 ปีที่แล้ว ผมถูกใช้ให้ทำหน้าที่แบบนี้เลยเห็นการเมืองแบบนี้ แล้วผมไม่ชอบเลย ผมรู้ว่าการเมืองแบบนี้เพิ่มต้นทุนให้กับพรรคการเมือง พรรคต้องมีเงินทำให้พรรคต้องคอร์รัปชัน
.
สมัยนั้นมีขบวนทุกขบวนผมต้องรับแทนรัฐบาลสมัยนั้นหมด สหภาพแรงงาน ต้องซื้อข้าวหมกไก่ไปให้กิน เรียกว่าทำทุกอย่าง ผู้ใหญ่ในรัฐบาลตอนนั้น จะรอชี้แจงคณะรัฐมนตรีก็ต้องมากินข้าวกับผม พวกผู้ใหญ่ก็เลยสนิทกับผม ก็เลยมีเครือข่ายขึ้นมา ตอนนั้นไม่มียังไม่ค่อยมีตังค์ ยังไม่แต่งงาน จะไปซื้อรถ Lancer ใช้ ตอนนั้นพ่อตาผมรู้จักมิตซูบิชิ ดาวน์ 30,000 ตอนนั้นผมเงินเดือน 1,800 ผมก็ทำงานทุกวัน มีออกทีวีบ้าง เลยรู้จักคนเยอะ สร้างเครือข่าย
.
การเมืองเป็นแบบนี้ต้องมาแบ่งอำนาจกัน 4 คนได้รัฐมนตรีคนหนึ่ง ก็ต้องคอยมาวนกันเป็น ผมคิดว่าการเมืองแบบนี้มันตลก เห็นบอกจะปฏิรูป การเมืองที่ปฏิรูปจริงคือ “การเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญปี 40” เพราะทำให้นายกฯ มีภาวะผู้นำแก้ปัญหาของชาติได้เต็มที่โดยไม่มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาต่อรอง หลังฉบับ 40 เปลี่ยนมาฉบับ 50 ก็แย่หน่อย ต่อมาเป็นฉบับ 60 อันนี้เลวร้ายที่สุด ทำให้พรรคอ่อนแอ มีพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด ต้องแจกกล้วยกันเป็นหวีๆ
.
🚩อาครับ ผู้ใหญ่ทางวังเขาไม่เอาแล้ว
.
ก่อนหน้านั้นที่มีการเดินสายทำงาน พวกสื่อก็เริ่มหันมาตีผมเลย ผมก็ถาม บังเอิญวันนั้นผมไปนั่งกินข้าวเจอลูกเจ้าของสื่อแห่งหนึ่ง “ทำไมพ่อลื้อตีอาขนาดนี้” เขาก็บอกผมว่า “อาครับ มีผู้ใหญ่จากทางวังมาทานข้าวกับพ่อ บอกวังไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องตีต้องไล่ออกไป” ทั้งหมดเนี่ย ผมมีเรื่องกับ palace circle ไม่ใช่ตัวพระเจ้าอยู่หัว
.
ตอนนั้นถ้าใครจำได้ ผมใช้คำว่า “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” สมัยนี้ใช้คำว่า “รัฐพันลึก” คนที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงกับการเมืองการปกครองตามหลักรัฐธรรมนูญ โดยใช้ความเป็นคนเหมือนทำงานอยู่ในวัง แต่ผมไม่คิดว่าเจ้านายจะทรงเกี่ยวข้อง แต่คนพวกนี้มันแอบอ้าง สมัยผมเป็นนายกฯ มีคนมาหาผมบอก บก. อย่างกินข้าวกับท่าน พอไปถึงก็บอก บก. ว่าอยากกินผมอยากกิจข้าวกับ บก. ผลสุดท้ายกลายว่าไอ้นี่มันแต่งเรื่อง มันจะมีลักษณะ “ค้าเงา” อย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ผมบอกว่า “วังไม่เอาแล้ว” มันเป็นคำพูดของเขา ไม่ใช่คำพูดของผม
.

ประวัติศาสตร์จากปากพี่โทนี่

คิดเคลื่อนไทย

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

เหตุเพราะรูปใบเดียวทำให้ทักษิณถอย และทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้

…………………
อ่านข้อเขียนของคุณ สมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ซึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้วดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในบทความชื่อ
อดีตข้าราชการทำเนียบฯ เล่าเหตุการณ์ในนิวยอร์กเมื่อทักษิณรู้ว่าถูกรัฐประหาร
https://www.bbc.com/thai/58552609?at_medium=custom7&at_custom4=A54B702C-183A-11EC-A99F-31A9923C408C&at_custom2=facebook_page&at_custom1=%5Bpost+type%5D&at_campaign=64&at_custom3=BBC+Thai&fbclid=IwAR04gggo8PGMTzuvZvpkvBTxI0rmEaDD7bcckBG4u5-TxIxEmgYiAYxGQn0

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ ได้เล่าถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดของทักษิณ เมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าเกิดรัฐประหารที่เมืองไทย ในเวลานั้นทักษิณคิดจะสู้เต็มที่โดยใช้เวทีที่ประชุมสหประชาชาติได้กล่าวสุนทรพจน์

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าว่า

แต่ทั้งหมดต้องยุติลงประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 19 กันยา ต่อ 20 กันยา เมื่อคณะรัฐประหารเผยแพร่ภาพ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน, พลเรือเอก สถิรพันธุ์ เกยานนท์ และพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต”

ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

นายกฯ ทักษิณประณามพวกทำการรัฐประหารและตอนแรกคิดจะสู้ไม่ถอย กำหนดการในช่วงเช้าต้องยกเลิก ท่านสั่งการให้แก้ไขสุนทรพจน์ซึ่งมีกำหนดจะพูดที่สมัชชาสหประชาชาติในเวลา 19.00 น ซึ่งได้เปลี่ยนจากเดิมที่จะกล่าวในวันที่ 20 ก.ย เพื่อประณามและบอกเล่าให้นานาชาติรับรู้ถึงการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดไปประจำการใกล้ห้องท่าน ตั้งใจจะทำ war room ศูนย์บัญชาการรบสู้ โดยให้อยู่ที่นิวยอร์กอีก 2 วันเพื่อดูสถานการณ์ ดิฉันจึงต้องวุ่นวายเร่งรีบติดต่อกับผู้อำนวยการของการบินไทย และบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณสมลักษณ์ ส่งสัมพันธ์ เล่าต่อว่า
ต่อมาเมื่อท่านทราบว่าคณะปฏิวัติได้มีการเข้าเฝ้าฯ แล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้ต่อไป ท่านจึงเปลี่ยนใจพร้อมกับยกเลิกการไปกล่าวสุนทรพจน์ และเปลี่ยนกำหนดการที่จะเดินทางกลับทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้สั่งให้ยกเลิกการเดินทางกลับประเทศไทย ในการขอเส้นทางบิน หรือ flight clearance เพื่อขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าของแต่ละประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นทางบิน ซึ่งเดิมจะบินตรงกลับกรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนให้นายกฯ ทักษิณไปลงที่ลอนดอนก่อน ก็ต้องใช้เวลานานในการติดต่อประเทศอื่นเพิ่มเติม

…………………..

แน่นนอนว่าถ้าทักษิณใช้เวทีสหประชาชาติประณามพวกทำการรัฐประหาร ก็คงไม่มีประเทศไหนไม่ยอมรับการกระทำของทักษิณ

และการรัฐประหารดังกล่าวก็คงจะไม่มีประเทศไทยยอมรับ และล้มเหลวในที่สุด

แต่เมื่อมีรูปใบนั้นออกมา ทักษิณจึงถอย และประเทศไทยก็ตกในหลุมดำของรัฐประหาร 2549 มาจนถึงปัจจุบัน

หมวดหมู่
เหตุการณ์สำคัญ

จุดเริ่มต้นและจุดจบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ถ้าใครเกิดทันและจำได้​ ก่อนที่พล.อ.เปรมจะบอกว่า​ “ผมพอแล้ว​”แล้วไม่ยอมนั่งตำแหน่งนายก​ ก่อนหน้านั้นหลายปีเหมือนกัน​ พล.ต.จำลอง​ ศรีเมือง ที่พล.อ.เปรมแต่งตั้งให้มาเป็นเลขาธิการ​นายกรัฐมนตรี​ ก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งด้วยข้ออ้างว่า​ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายทำแท้ง

ถ้าท่านไม่รู้ว่า จำลองเป็นคนของใครก็ให้ดูตอนที่มีการชุมนุมขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูรในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี2535

ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังหลงไหลได้ปลื้มว่า​ จำลองต่อสู้​เพื่อประชาธิปไตย​ ตัวผมเองตอนนั้นยังเป็นหนุ่มน้อยก็ยังไปช่วยพรรคจำลองหาเสียงในการเลือกตั้งหลังพฤษภ​าทมิฬปี​ 35

ภายหลังค่อยมารู้ว่า​ที่จำลองไปนำม็อบไล่สุจินดา​ในตอนนั้นเพราะสุจินดาชักจะมีอำนาจเกิน​ และ​0143 ก็เป็นปึกแผ่นจนจะกำลังกลายเป็นกล้ามเนื้อนอกบังคับ

จำลองจึงถูกใช้ให้มานำม็อบไล่สุจินดา

พล.อ.เปรมอยู่มา​8ปี​ ภาษาทางการเมืองเขาเรียกว่า​ ชักจะรากงอก​ เริ่มมีเครือข่าย​มีอิทธิพล​ จนอาจจะเป็นอันตรายต่ออำนาจเหนือรัฐ​ จึงมีการส่งสัญญาณ​เริ่มมาจากที่จำลองลาออกจากตำแหน่ง​ และอะไรอีกหลายอย่าง​ จนพล.อ.เปรม​เริ่มไหวตัว​ทันจึงบอกว่า​ผมพอแล้ว​ และได้ไป​อยู่​ในที่เหมาะควรและปลอดภัย

พอมาถึงยุคนายกทักษิณ​ ก็มีการส่งสัญญาณ​ผ่านการลาออกของวิษณุ​  เครืองาม​ และมีอีกหลายอย่างที่นายกทักษิณโดนกระทำ​ ทั้งการเดินสายพูดให้ในเรื่องต่างๆ จนมีการไปถามกันต่อหน้า​จนเป็นเป็นที่มาของคำพูดของนายกทักษิณ​ว่า​ เพียงแค่กระซิบบอกนั่นแหละ

ตอนนั้นนายกทักษิณ​ไปโฟกัสผิดคน​ บุคคลนอกรัฐธรรมนูญ​ในตอนนั้นที่นายกทักษิณ​พูดถึงในตอนนั้น​กับที่นายกทักษิณ​รู้ในตอนนี้เป็นคนละคนกัน กว่าจะรู้ว่า​ โฟกัสผิดคนก็สายไปแล้ว

จนภายหลังมีคนมาสารภาพให้ฟัง​ ที่พี่โทนี่บอกว่า​ อัดคลิปไว้นั่นแหละถึงรู้ว่า​ โฟกัสผิด​ เพราะคนคุมการลอบสังหารสารภาพหมดว่า​ใครสั่ง​ ใครเป็นคนเอาคำสั่งมาบอก​ และวางแผนให้เข้าใจผิดนายกทักษิณ​อย่างไร​ จึงทำให้ตัดสินใจรับงาน

และถึงวันนี้​พี่โทนี่บอกว่า​ เปิดคลิปไม่ได้เพราะกระทบหลายคน​ บางคนก็ล่วงลับไปแล้ว

และเมื่อนายกทักษิณ​โฟกัสผิดคน​ และถามเจ้าตัวแล้วเจ้าตัวปฎิเสธ​ ก็วางใจจนถูกปลุกม็อบไล่จนนำไปสู่การรัฐประหาร​ในเดือนนี้เมื่อปี​2549

และกำลังหลักคนหนึ่งที่มาไล่นายกทักษิณ​ก็คือ​ จำลอง​ ศรี​เมือง

และคนที่มาเป็นนายกแทนก็อยู่ในขบวนการ​ที่มีคนมาสารภาพกับพี่โทนี่

มาถึงยุคประยุทธ์​ ประยุทธ์​เข้ามามีอำนาจในแผ่นดินที่แล้ว​ ไม่ใช่แผ่นดินนี้

ไม่ใช่หมาของเจ้าของบ้านในตอนนี้

ส่วนอีกคนเป็นหมาของเจ้าของบ้าน

ถ้าเอาไปเทียบการส่งสัญญาณ​ผ่านจำลอง​ ศรี​เมือง​ในยุค​ก่อน​

ในยุคนี้ก็มีหลายครั้งที่ส่งสัญญาณ​ผ่านคนของเจ้าของบ้าน​ทั้งออกมาแสดงความคิดเห็น​เรื่องไม่เห็นด้วยในการซื้อเรือดำน้ำ​  จนมาถึงทุกวันนี้

ประยุทธ์​บอกว่า​ คุยข้อราชการได้คนเดียว​ ไม่มีอะไร

นายกทักษิณ​ก็เคยเจอแบบนี้​ เรื่องแทงกันใครมันจะยอมรับ

ตอนนี้ประยุทธ์​เหมือนไก่ชนที่ถูกใช้งานจนหมดสภาพ​ ขึ้นกับว่า​ หลังจากนี้จะจัดการไก่ชนตัวนี้แบบไหน​ จะเอาไปตีหม้อหรือเลี้ยงเอาไว้เหมือนที่แผ่นดินก่อนเลี้ยงเปรม

ประยุทธ์​ไม่รู้​ว่า​รู้ตัวหรือระแวงระยะหลังเลยเป็น”ไข้ม่วง” ใส่สีม่วงไม่ดูวันบ่อยๆ​ เพื่อหาหลังพิง

ถ้าประมวลจากอดีตมาปัจจุบัน​จะทำให้คิดอะไรได้หลายอย่าง​ และต้องปรับกระบวนทัศน์​ในการมองการเมืองใหม่พอสมควร

ไม่นับเรื่องโผตำรวจ​ โผเมียหลวง​ โผเมียน้อย​

และโผทหารที่อำนาจทหารถูกยึดไปจากประยุทธ์​และประยุทธ์​พยายามยื้อต่อรองโผ​ทบ.จนต้องเลื่อนการพิจารณา​เมื่อกลางเดือนที่แล้ว​ และจนวันนี้โผยังไม่ออก

การเมืองกับอำนาจเหนือรัฐยุคนี้จะมองด้วยกระบวนทัศน์​แบบแผ่นดินก่อนไม่ได้​ แต่ก็มีบางอย่างที่เทียบเคียงได้

แต่ที่แน่ๆคือ​ สมัยหน้าหลังการเลือกตั้ง​ไม่มีประยุทธ์​เพราะไก่ชนแพ้หมดสภาพ​ ไม่มีใครเขาเอาไปตีอีก​ ประยุทธ์​ทำได้แค่จะไป​อยู่​ที่ไหนถึงจะไม่ถูกเช็คบิล

หรืออีกทางก็คือต้องมีพรรคการเมือง​ของตัวเองแล้วลงเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจด้วยตัวเอง

ซึ่งคำถามคือ​ แล้วใครจะเลือก

Cr ถือแถน

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หวยกับผู้ว่าฯ มาด้วยกันได้อย่างไร

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล(กองสลาก)เป็นรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2482 นับถึงป้จจุบันเป็นเวลา 82 ปีแล้ว มีหน้าที่พิมพ์สลาก (หวย) จำหน่ายให้แก่ประชาชน
.
ในอดีต กองสลากอยากจะกระจายสลากไปจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ไม่มีสาขาและเจ้าหน้าที่ในต่างจังหวัด  กระทรวงการคลัง (ในฐานะกำกับดูแลกองสลาก) จึงทำความตกลงกับกระทรวงมหาดไทย ขอให้จังหวัดเป็นผู้กระจายสลากไปยังผู้ค้ารายย่อยแทน ตามหลักเกณฑ์ที่กองสลากกำหนด โดยจะให้ค่าบริหารจัดการ (ค่าเหนื่อย) แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้อยละ 2 ของราคาสลาก
.
ปัจจุบัน สลากเล่มหนึ่งมี 100 ใบๆ ละ 80 บาท เท่ากับราคาเล่มละ 8,000 บาท ผู้ว่าฯจะได้ค่าเหนื่อย 2 % เท่ากับเล่มละ 160 บาท ถ้าจังหวัดได้รับโควต้าสลากงวดละ 500 เล่ม ผู้ว่าฯ จะได้รับเงินค่าเหนื่อยงวดละ 80,000 บาท เดือนหนึ่งมี 2 งวดเท่ากับจะได้เดือนละ 160,000 บาท
.
ในการนี้ มหาดไทยได้เห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงตอบแทนโดยแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นบอร์ดของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
.
จังหวัดใดจะได้โควต้าสลากไปจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของแต่ละจังหวัด ประชากรมากก็จะได้โควต้าสลากมาก ประชากรน้อยก็จะได้โควต้าสลากน้อย ดังนั้น จังหวัดใหญ่ที่มีประชากรเยอะ อย่างเช่น นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา ฯลฯ จะได้รับค่าเหนื่อยจากกองสลากงวดละหลายแสนบาท
.
ส่วนจังหวัดเล็กๆ อย่างเช่น ระนอง นครนายก แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม ฯลฯ จะได้ค่าเหนื่อยแค่หลักหมื่นต่องวด ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ว่าฯ ถึงอยากย้ายไปอยู่จังหวัดใหญ่ๆ
.
เงินค่าเหนื่อยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้จากกองสลากนี้ ถือเป็นเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ว่าฯ จะนำไปใช้จ่ายในกิจการใดๆ ก็ได้ ในทางปฎิบัติแต่ละเดือน ผู้ว่าฯ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ช่วยปฏิบัติงานในการกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย ได้แก่ รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เจ้าหน้าที่ในที่ทำการปกครองจังหวัด หรือสำนักงานจังหวัด แล้วแต่กรณี
.
ส่วนเงินที่เหลือจากการแบ่ง (ซึ่งน่าจะเหลือเยอะ) อยู่ในดุลยพินิจของผู้ว่าฯ จะใช้จ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อการกุศล กิจการสาธารณะประโยชน์ ภัยพิบัติ ทำบุญ หรือใช้จ่ายส่วนตัว ทำได้ทั้งนั้น อย่างเช่นที่เคยเป็นข่าวว่า ผู้ว่าฯ เข้าโรงรับจำนำไปไถ่ถอนเครื่องมือทำมาหากินคืนให้แก่ผู้ขัดสนที่เอาของไปจำนำ สันนิษฐานว่าอาจใช้เงินก้อนนี้ไปไถ่ถอน และเมื่อผู้ว่าฯ ย้ายหรือเกษียณ เงินก้อนนี้จะตามตัวผู้ว่าฯ ไปด้วย แต่บางท่านอาจมีน้ำใจเหลือทิ้งไว้จำนวนหนึ่งให้ผู้ว่าฯ ท่านใหม่เอาไว้บริหารงานในกิจการที่จำเป็น
.
สำหรับหลักเกณฑ์การกระจายสลากให้แก่ผู้ค้ารายย่อย จังหวัดจะดำเนินการตามที่กองสลากกำหนด คือจัดสรรให้คนละ 5 เล่ม (เล่มหนึ่งมี 100 ใบ) ทั้งนี้ ในแต่ละงวด ผู้ค้ารายย่อยที่มีชื่ออยู่ในบัญชีจะต้องนำเงินสดไปซื้อสลากที่จังหวัด ในราคาเล่มละ 7,040 บาท จำนวน 5 เล่ม เท่ากับ 35,200 บาท (กองสลากคิดราคาใบละ 88% ของราคาสลาก เท่ากับใบละ 70.40 บาท โดยจะให้ส่วนลด 12% เท่ากับผู้ค้าจะได้กำไรใบละ 9.60 บาท) ถ้าขายสลากใบละ 80 บาทหมดในแต่ละงวด จะได้กำไรงวดละ 4,800 บาท หรือเดือนละ 9,600 บาท ใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงาน
.
ถ้าหากผู้ใดอยากซื้อสลากจากจังหวัดมาขายบ้าง ไม่สามารถซื้อได้ทันที เพราะโควต้าที่จัดสรรให้ผู้ค้ารายย่อยเต็มหมดแล้ว จะต้องไปขอขึ้นบัญชีสำรองไว้ที่จังหวัด
.
ถามว่าผู้ขึ้นบัญชีสำรองไว้มีโอกาสได้โควต้าสลากจากจังหวัดมาขายไหม ตอบตรงๆ ก็คือโอกาสแทบเป็นศูนย์ เพราะโควต้าจะว่างลงต่อเมื่อ ผู้ค้ารายเดิมเสียชีวิต หรือสละสิทธิ์โควต้า หรือถูกยึดโควต้าคืน เนื่องจากทำผิดกฎที่กองสลากกำหนด เช่นขายสลากเกินราคา นำสลากไปรวมชุดกับผู้อื่น อีกอย่างก็คือบัญชีสำรองตอนนี้ยาวเป็นหางว่าว กว่าจะถึงชื่อเราก็คงม้วยมรณาไปแล้ว
.
การที่กิจการสลากกินแบ่งรัฐบาลเจริญรุ่งเรืองมาตลอด 82 ปี ทำกำไรส่งรัฐเป็นกอบเป็นกำ เป็นเพราะว่ารัฐผูกขาดดำเนินการเพียงเจ้าเดียว ใครจะมาทำแข่งไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย ขายดีขนาดพิมพ์สลากเพิ่มใหม่กี่ครั้งๆ ก็ขายหมดไม่มีเหลือ ซ้ำยังขายเกินราคาอีกต่างหาก ยิ่งรวมชุดมากใบ ราคายิ่งแพง
.
นอกจากนี้สื่อมวลชนยังช่วยโหมประโคมข่าวยังกับว่าได้ค่าโฆษณาจากกองสลาก เอาภาพคนถูกรางวัลที่ 1 มาชูหวยชูคอยิ้มเผล่ ลงข่าวหน้าหนึ่ง หรือลงข่าวดาราคนนู้น นักร้องคนนี้ ซื้อสลากเป็นปึกแล้วถูกรางวัล หรือลงภาพป้ายทะเบียนรถยนต์ของนายกฯ ทำให้ชาวบ้านและข้าราชการจนๆ อย่างพวกเราที่ไม่มีโอกาสร่ำรวยจากการทำงาน เกิดกิเลสตัณหา พากันหวังน้ำบ่อหน้า เสาะหาหรือตีความเลขเด็ดต่างๆ จากการใบ้หวย เซียมซี หรือจากความฝัน แล้วกัดฟันซื้อสลากงวดละหลายใบแม้ว่าราคาจะแพงแสนแพง เพราะอยากจะเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง ทั้งๆ ที่โอกาสถูกรางวัลที่ 1 มีเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น
.
ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนใหม่ๆ คิดว่าทหารจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง จึงได้มีคำสั่ง คสช. แต่งตั้งอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขณะครองยศพลตรี มาเป็นประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังว่าจะแก้ปัญหาสลากขายเกินราคาให้ได้ ชาวบ้านก็ดีใจหวังว่าจะมาช่วยปลดทุกข์ให้
.
แต่ที่ไหนได้กลับแพงยิ่งขึ้น ไปยกเลิกสัมปทานของผู้ค้ารายใหญ่ แล้วเอาไปประเคนให้พรรคพวกเครือข่ายของตัวเอง เช่น องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มูลนิธิ สมาคมการกุศลคนพิการต่างๆ กลายเป็นเหลือบฝูงใหม่ ชาวบ้านยังคงซื้อสลากราคาแพงเหมือนเดิม   
.
ขนาดบอร์ดกองสลากท่านหนึ่งถึงกับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หมดปัญญาแก้ปัญหาสลากราคาแพง ได้ยินอย่างนี้ก็เศร้าใจ ยิ่งได้ข่าวว่ากองสลากกำไรดี จ่ายโบนัสให้พนักงานคนละ 8 เท่าของเงินเดือน
.
ขณะที่ชาวบ้านซื้อสลากราคาแพงทุกงวดๆ จากเศร้าใจเลยกลายเป็นเอือมระอา ในช่วงที่คุณมีอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แค่แก้ปัญหาสลากขายเกินราคา ยังทำไม่ได้ แล้วคุณจะบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไร คุณประยุทธ์ !!!

#บทความข้าราชการปลดแอก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ก.ย.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การปิดกั้นสื่อเครื่องมือของเผด็จการ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การปิดกั้นสื่อดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการกุมอำนาจทางการเมืองของผู้นำเผด็จการที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ หรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี (Illiberal Democracy)

เมื่อไม่นานมานี้ หลาย ๆ คนอาจได้ยินข่าวที่ทางการจีนประกาศห้ามสำนักข่าว BBC ออกอากาศในจีน การแบนเกิดขึ้นหลังจากที่ Ofcom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษได้ถอนใบอนุญาตของ China Global Television Network (CGTN) หลังจากพบว่า CGTN ให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของบริษัท แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้ BBC ได้นำเสนอข่าวต่าง ๆ ที่ทำให้ภาพพจน์ของจีนเสื่อมเสีย ซึ่งรวมไปถึงรายงานเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และล่าสุด การกดขี่ชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยในรายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ BBC ได้ตีพิมพ์เรื่องราวและบทสัมภาษณ์ของหญิงชาวอุยกูร์หลายรายที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และทรมานในค่าย “re-education” ของจีนในซินเจียง (1)

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด รัฐบาลจีนออกมาแก้ต่างทุกข้อกล่าวหา และต้านว่ารายงานเหล่านั้นเป็นความเท็จที่ไม่มีมูล การระงับการออกอากาศของ BBC ในจีนถูกให้เหตุผลว่า BBC ละเมิดข้อกำหนดที่ว่าข่าวควรเป็นความจริงและยุติธรรม และไม่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน

ในเมียนมาร์ก็เช่นกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นอีกตัวอย่างของการริดรอนเสรีภาพของสื่อโดยเผด็จการทหาร หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับกุมผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของชาวเมียนมาร์ ประชาชนเกือบทั่วประเทศได้ลุกฮือออกมาต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารได้พยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน โดยการปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ทเป็นระยะ การบล็อกเฟสบุ๊ค รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของผู้ชุมนุม การบล็อกเว็บไซต์ของช่องข่าวของเมียนมาร์ 30 แห่ง รวบถึงเว็บไซต์ด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้ทางการจับกุมใครก็ตาม รวมถึงนักข่าว ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยมีโทษจำคุกได้ถึงสามปี

อาจไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อเราได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน หรือท่ามกลางการทำรัฐประหาร เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ แต่การปิดกั้นสื่อในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะถูกยอมรับ

ตามดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 140 จาก 180 ประเทศ  ซึ่งต่ำลงจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 59 ในดัชนีปี 2547 นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ยังได้ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้ล่าเสรีภาพสื่อมวลชน” (Predators of Press Freedom) เคียงบ่าเผด็จการระดับโลกอื่น ๆ เช่น คิม จองอึน, สี จิ้นผิง และ วลาดิเมียร์ ปูติน บนเว็บไซต์ขององค์กร Reporters without Borders (RSF) (2)

ทางการไทยได้จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด แม้ว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการคุ้มครองสื่อมวลชน” ได้ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ใน มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 — อย่างเห็นได้ชัด หนังสือและสื่อนับไม่ถ้วนถูกแบน และผู้เขียนถูกลงโทษหรือจับกุม

ตัวอย่างแรกของการปิดกั้นสื่ออย่างไม่เป็นธรรม คือการแบนหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นชีวประวัติเชิงตีความของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนโดย Paul Handley อดีตนักข่าวประจำการณ์ในกรุงเทพฯ หนังสือถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและวางจำหน่ายในปี 2549 อย่างไรก็ตามทางการไทยสั่งห้ามขายหรือเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ก่อนการตีพิมพ์เสียอีก ต่อมาเนื้อหาบางส่วนของหนังสือได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและโพสต์บนอินเตอร์เน็ทโดย Joe Gordon ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเหตุการณ์ที่แสดงถึงการริดรอนเสรีภาพของสื่ออย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ คือเหตุการณ์หลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 โดยผู้นำทหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเวลานั้นสื่อโทรทัศน์ 14 ช่องถูกสั่งหยุดออกอากาศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสื่อหนังสือพิมพ์ได้รับคำเตือนว่าอย่าเผยแพร่สิ่งที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังได้ถูกสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยผู้ล่วงละเมิดสามารถถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด (3)

จากตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสื่อหลายแขนงถูกปิดกั้นโดยผู้นำเผด็จการ เพียงเพราะสื่อเหล่านั้นเผยแพร่ความจริงด้านลบที่รัฐบาลเผด็จการรับไม่ได้ รัฐบาลจึงใช้วิธี “ปิดหูปิดตาประชาชน” เพื่อนำมาซึ่งความสงบและประโยชน์ในการสืบสานอำนาจของตนอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งวิธีการกดทับเช่นนี้ไม่ใช่หนทางการแก้ไขที่ถูกต้อง หากแต่จะทำให้รอยร้าวระหว่างประชาชนและรัฐบาลเพิ่มมากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดเราขอเรียกร้อง ความเป็นธรรม สิทธิ และเสรีภาพแก่สื่อมวล ต่อรัฐบาลไทยที่ได้ชื่อว่าปกครองประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/world-asia-china-55794071
https://rsf.org/en/predator/prayut-chan-o-cha
https://www.ctvnews.ca/world/thailand-imposes-media-censorship-as-military-coup-begins-1.1832916


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วันนี้ในอดีต 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เหตุการณ์ 911 ในสหรัฐฯ ตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ที่เหลือเพียงความทรงจำ วินาศกรรมที่โลกไม่เคยลืม

เหตุการณ์พอจะสรุปได้ดังนี้
08:45 น. เครื่องบินโดยสารของอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนอาคารเหนือ (อาคาร 1 เป็นอาคารที่มีเสาอากาศเห็นได้ชัด) ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวอาคารเป็นช่องพร้อมทั้งเกิดเพลิงไหม้
09:03 น. เครื่องบินโดยสารของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันเช่นกัน พุ่งเข้าชนอาคารใต้ (อาคาร 2) ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเกิดระเบิดรุนแรง
09:43 น. เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ 77 ของอเมริกันแอร์ไลน์ ชนอาคารเพนตากอน เกิดควันไฟพวยพุ่ง มีการอพยพคนในทันที
09:45 น. มีการอพยพคนที่ทำเนียบขาว
10:05 น. อาคารใต้ ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน
10:10 น. บางส่วนของอาคารเพนตากอนถล่ม ขณะเดียวกันก็มีรายงานการตกของเครื่องบินโดยสารของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ที่เขตชนบทของซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพิตส์เบิร์ก
10:13 น. อาคารที่ทำการของสหประชาชาติเริ่มขนย้ายผู้คน โดยเป็นคนของสำนักงานใหญ่จำนวน 4,700 คน และจากยูนิเซฟกับฝ่ายอื่นของสหประชาชาติอีก 7,000 คน
10:28 น. อาคารเหนือ ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบตัวลง คล้ายถูกตอกด้วยเสาเข็มจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว
10:45 น. อาคารที่ทำการของรัฐทุกอาคารในวอชิงตันอพยพคนทั้งหมด
10:48 น. ตำรวจได้ยืนยันว่ามีเครื่องบินตกที่ซอมเมอร์เซ็ต
10:53 น. มีการประกาศเลื่อนการเลือกตั้งขั้นต้นของนิวยอร์ก
12:18 น. อเมริกัน แอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกปล้น โดยเที่ยวบินที่ 11 เป็นเครื่องโบอิ้ง 767-200ER มีลูกเรือ 11 คน และผู้โดยสาร 81 คน ซึ่งกำลังเดินทางไปยังลอสแอนเจลิส ส่วนเที่ยวบินที่ 77 เป็นเครื่อง 757-200 กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิส โดยมีผู้โดยสาร 58 คน ลูกเรือ 6 คน เครื่อง 767-200ER เป็นลำที่ชนอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเครื่อง 757-200 ชนอาคารเพนตากอน
12:26 น. ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกปล้นว่า เที่ยวบินที่ 93 ออกจากนิวอาร์ก รัฐเดลาแวร์ ไปยังซานฟรานซิสโก และตกที่เพนซิลวาเนีย
12:59 น. ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินเที่ยวบินที่ 175 ที่กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิสว่า มีผู้โดยสาร 56 คน ลูกเรือ 9 คน โดยเป็นลำที่ชนอาคารใต้ของเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์
13:04 น. สนามบินลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบิน 3 ลำ อพยพคนทั้งหมด
13:15 น. สนามบินซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบินเที่ยวบินที่ 93 อพยพคนทั้งหมด
15:10 น. อาคาร 7 ซึ่งมี 47 ชั้นของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เกิดเพลิงไหม้
16:20 น. อาคาร 7 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่มีคนอยู่แล้วได้ถล่มลงมา โดยเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากอาคาร 1 และอาคาร 2 (อยู่คนละฝั่งถนน) ถล่มลงก่อนหน้านี้ และอาคารรอบ ๆ บริเวณก็มีเพลิงไหม้ด้วย
16:30 น. เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรายงานว่าเครื่องบินที่ตกในเพนซิลวาเนียอาจจะมีเป้าหมายในการชน แคมป์เดวิด หรือ ทำเนียบขาว หรือ อาคารรัฐสภา อาคารใดอาคารหนึ่ง
18:45 น. ตำรวจนิวยอร์กรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่สูญหาย 78 นาย และเชื่อว่าพนักงานดับเพลิงประมาณ 200 นายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
20:22 น. เพลิงไหม้ที่อาคารเพนตากอนยังควบคุมไม่ได้ แต่สามารถจำกัดเขตการลุกลามได้แล้ว
ในขณะที่เกิดเหตุหายนะอยู่นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เดินทางจากฟลอริดากลับสู่วอชิงตัน และได้ออกแถลงการณ์ในเหตุการณ์ โดยขอให้ประชาชนร่วมกันสวดมนต์ให้กับผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งยังประกาศว่า “ผู้ที่กระทำการครั้งนี้จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ”
ต่อมามีรายงานว่าอาคารอื่น ๆ ในบริเวณนั้นก็ได้พังทลายลงทั้งหมด (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ประกอบด้วยอาคาร 7 หลัง) อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า อาคาร 5 ยังคงตั้งอยู่แต่ก็เสียหายเป็นอย่างมากเช่นกัน สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บนั้นยังไม่ทราบแน่นอน แต่พบศพแล้วกว่า 200 ศพ และยังสูญหายอีกประมาณ 6,000 คน (ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2544)
มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,400 คน แบ่งเป็น เสียชีวิตบนเครื่องบิน 246 คน
ในอาคารและพื้นดินของนครนิวยอร์ก 2,602 คน และในอาคารเพนตากอน 125 คน รวมถึงนักผจญเพลิงนครนิวยอร์ก 343 คน ตำรวจนครนิวยอร์ก 23 คน ตำรวจการท่าเรือของนิวยอร์กและนิวเจอร์ซี 37 คน และผู้สูญหายอีก 24 คน

ชีวิต เปื้อนฝ่น
11 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างแพะรับบาป จำเลยคดีสวรรคต ร.8

นายชิต สิงหเสนี เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 เป็นบุตรของ นายพลตรีพระยาอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) กับนางน้อม (สกุลเดิม สุวรรณทัต) นายชิตเป็นนักเรียนมหาดเล็กหลวงในรัชสมัย ร.6 แล้วเริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งมหาด เล็กในต้นรัชสมัย ร.7 และดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือมหาดเล็กห้องบรรทมของในหลวงอานันท์ฯ ร.8 เพราะเป็นที่ไว้วางใจอย่างที่สุดโดยเป็นข้าฯถึงสามแผ่นดิน จึงได้ให้ทำหน้าที่เฝ้าหน้าห้องบรรทมถวายงานใกล้ชิด

นายชิตเคยเป็นม้าทรงให้ในหลวงอานันท์ขี่เล่นเมื่อตอนยังเด็ก แถมยังทำเป็นผู้ช่วยพระชนนีฯทำหน้าที่ในการสวนทวารยามในหลวงประชวรท้องผูก นายชิดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 ศาลชั้นต้นตัดสิ้นให้ประหารชีวิต ศาลอุทรณ์พิพากษายืน ศาลฎีการพิพากษายืน เป็นที่น่าสังเกตว่าศพ นายชิต สิงหเสนี ถูกเก็บนานถึง 23 ปี จึงได้ฌาปนกิจ ณ เมรุวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2521

นายบุศย์ ปัทมศริน เป็นบุตรของขุนวิสูตรเสนีย์ (จาง ปัทมศริน)กับนางปุก ปัทมศริน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2443 รับราชการครั้งแรกในกรมปลัดบัญชี เมื่อคราวในหลวงอานันท์เสด็จนิวัติพระนครในปี พ.ศ. 2488 จึงได้รับความไว้วาง ใจให้โอนย้ายมาเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่อง และเลื่อนเป็นมหาด เล็กห้องบรรทมตามลำดับ ก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกรณีสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2489 ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลชั้นอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต สุดท้ายศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายเฉลียว ปทุมรส เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนา คม พ.ศ. 2445 เป็นอดีตสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับดร.ปรีดี พนมยงค์ และเป็น อดีตราชเลขาธิการในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการสวรรคต ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เนื่องเพราะวันนั้นเป็นวันหยุด ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายชิด สิงหเสนี, นายบุศย์ ปัทมศรินและนายเฉลียว ปทุมรส ถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2497 จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เวลา 5.10 น ทั้งสามจึงถูกนำตัวเข้าหลักประหาร คำให้การของนายเฉลี่ยวก่อนตายที่บอกเล่าให้พล.ต.อ.เผ่าฟัง ได้รับการบันทึกเสียงแล้วรายงานต่อจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และเป็นที่มาของความคิดขอฟื้นไมตรีคืนดีกับดร.ปรีดี แต่ถูกปิดบัญชีด้วยการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่มีสหรัฐอเมริการสนับสนุนและทำหน้าที่ปกป้องภูมิพลในฐานะอเมริกันชนเพื่อเป็นตัวแทนอำนาจ

นายเฉลียว,นายชิดและนายบุศย์สามผู้ใกล้ชิดและซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ถูกตัดสินประหารชีวิตนับเป็นโศกนาฏกรรม ที่ผู้คิดจงรักภักดีควรเรียนรู้ไว้เป็นอุทาหรณ์ และเป็นตัวอย่างของคนที่ดัดจริตอยาก “จะอยู่อย่างจงรักและตายอย่างภักดี” จะได้สำเหนียก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลักฐานชิ้นสำคัญในการเสียดินแดนในสมัย รัชการที่ 5 รัฐสยามต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไป เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พศ. 2451

ชาวมาเลย์เชื้อสายไทยทั้งพระ
และชาวบ้านใน​อ.ปาดัง – ซาราย
รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ตรวจสอบเสาหลักเขตประเทศไทย
อายุกว่า​ 200 ปี พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทย รีบนำกลับบ้านเกิด
เพราะจะถูกทางการมาเลย์ทำลายทิ้ง
เป็นหลักแบ่งเขตแดนของประเทศไทย
กับประเทศมาเลเซีย ครั้งสมัยไทรบุรี(รัฐเคดาห์ของมาเลย์ในปัจจุบัน)
เป็นของไทย ถือว่าเป็นเสาหลักเขตประวัติศาสตร์ ตั้งขึ้นสมัยที่อังกฤษล่าอาณานิคม กระทั่งไทยสูญเสียพื้นที่ไทรบุรีไป เสาหลักเขตมีคำจารึกไว้ว่า
“BRITISH AND SIAMESE DOUNDARN”
แดนกัมปันนีแดนไทยต่อกัน
อยู่ห่างจากด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา
ประมาณ 150 กม.

การที่ชาวมาเลย์เชื้อสายไทย
ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยหรือ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย
ควรรีบยื่นเข้ามาเจรจา
กับทางการมาเลเซีย
เพื่อนำมาเก็บไว้ในประเทศไทย
เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจแก่บรรดาอนุชนรุ่นหลังได้ดู ศึกษา และตระหนัก
ถึงความเหนื่อยยากของคนไทยในสมัยนั้นที่ต้องรักษาเอกราช
และอธิปไตยไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นายชิน โสพณพนิช จากเสื่อผืนหมอนใบ สู่นายทุนใหญ่

เรื่องราวของบุรุษเสื่อผื่นหมอนใบที่เป็นตำนานแห่งวงการธนาคาร ผู้มีความเป็นอัจฉริยะเหนือผู้มีอำนาจ เหนือวิกฤตทั้งปวง ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรค์ ดำเนินธุรกิจบนเส้นทางที่อิงติดกับอำนาจอย่างโลดโผน เป็น “คนเหนือคน” จนกลายเป็นอมตะตำนานที่เล่าขานกันจนแม้ทุกวันนี้ “ชิน โสภณพนิช” คือคนนั้นที่ผมกำลังเขียนถึง

นายชิน โสภณพนิช มีชื่อจีนว่า “เปียกชิ้ง แซ่ตั้ง” (ตั่งเปียกชิ้ง ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว) เกิดที่วัดไทร อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี ในตระกูลชาวจีนอพยพ ดังนั้นหากจะจัดนายชินให้อยู่ในกลุ่มคนจีน “เสื่อผื่นหมอนใบ” จึงไม่เป็นการถูกต้องนัก ต้องขอย้อนอดีตกลับไปในช่วงวัย 5 ขวบ ด.ช.ชินได้ติดตามบิดากลับสู่ประเทศจีนและได้ศึกษาเล่าเรียนตามอัตภาพซึ่งก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะชีวิตวัยเด็กมีภารกิจที่ต้องช่วยบิดาทำนานอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กน้อยคนนี้

ด้วยชีวิตต้องลำบากตั้งแต่เริ่มจำความได้จึงทำให้ในเวลาต่อมา กลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้นายชินมีความมานะและอดทนเหนือคนวัยเดียวกัน นายชินติดตามบิดากลับไปอยู่ประเทศจีนนานถึง 12 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวัย 17 ปี สังคมไทยในเวลานั้นนับว่าไม่คุ้นชินกับชีวิตของหนุ่มน้อยแดนมังกรคนนี้ เพราะต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ช่องทางทำมาหากินจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย การที่จะเลือกทำงานจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากรับจ้างทำงานในแวดวงคนจีนเท่านั้น

งานเริ่มต้นครั้งแรกรับจ้างทำงานบนเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร (เรือพ่วง) ไม่นานก็ได้งานใหม่โดยรับจ้างทำงานทั่วไป(พะจั๊บ)ในโรงค้าไม้ ด้วยที่เป็นคนขยันและอ่านออกเขียนได้ จึงขยับฐานะเป็นเสมียน(ซิงเฮี้ยง)โรงไม้ และไม่นานก็ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้จัดการ (หลงจู๊) บุญนำแต่กรรมบัง นายชินต้องตกงานเหตุเพราะไฟไหม้โรงค้าไม้

นายชินเดินทางกลับประเทศจีนอีกวาระหนึ่ง โดยยึดอาชีพเดินเรือซึ่งไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง จึงเดินทางกลับประเทศไทยอีก การกลับมาครั้งนี้ไม่ยากลำบากเหมือนครั้งก่อนเนื่องจากมีความรู้จักคุ้นเคยในหมู่คนจีนพอสมควร จึงได้รับการชักชวนให้เข้าทำงานที่บริษัท เซียม เฮง ล้ง ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง

ธุรกิจก่อสร้างในเวลานั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วตามความเติบโตของเศรษฐกิจช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายชินมีสายตาหลักแหลมอันเป็นพรสวรรค์ จึงรวบรวมเงินเท่าที่มีอยู่ เปิดร้านขายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นของตัวเอง บนถนนเจริญกรุง ใกล้โรงภาพยนตร์พัฒนากร ธุรกิจเจริญเติบโตชนิดก้าวกระโดดเกินความคาดหมาย จนทำให้สามารถขยับขยาย เปิดบริษัทค้าเหล็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งธุรกิจ ตามมาด้วยบริษัทขายเครื่องเขียน และบริษัทจำหน่ายเครื่องกระป๋อง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง การก่อสร้าง, งานซ่อมแซมทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ส่งผลต่อฐานะของนายชินกลายเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงพ่อค้าและนักธุรกิจ

การค้าทองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำความมั่งคั่งให้กับนายชิน เพราะช่วงสงครามชาวบ้านต่างซื้อทองเก็บไว้เนื่องจากง่ายต่อการเคลื่อนย้ายหลบหนีภัยสงคราม พอสง ครามสิ้นสุดลงต่างก็นำทองออกขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการหาที่อยู่อาศัยและซื้อของใช้ที่จำเป็น สรุปโดยย่อทั้งช่วงก่อนสงครามและหลังสงครามล้วนส่งผลดีต่อธุรกิจของนายชิน จนสามารถยกระดับฐานะทางสังคมเป็นนายห้างชินที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจชาวจีนเท่านั้น หากแต่การคบหาสมาคมก็ยกระดับการคบหาใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลเลยทีเดียว

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อปีพ.ศ.2487 ขณะที่นายห้างชินมีอายุเพียง 36 ปี ได้รวบรวมเพื่อนร่วมธุรกิจการค้าจำนวน 15 คนร่วมหุ้น ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพขึ้นบนถนนราชวงค์ โดยมีนายควง อภัยวงค์นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นับเป็นก้าวแรกและเป็นจุดเริ่มต้นที่นายห้างชินทำธุรกิจพึ่งพาอำนาจทางการเมือง

นายห้างชินนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความหลักแหลมและลึกซิ้งเป็นอย่างยิ่งในการอ่านเกมอำนาจ การเปิดธนาคารกรุงเทพก็แสดงให้เห็นชัดว่า นายห้างชินมีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับสมาชิกคณะราษฎรระดับผู้ก่อการ ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่า นายควงเป็นหนึ่งในคณะราษฎรที่ร่วมทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยได้รับมอบหมายให้ไปตัดสายโทรศัพท์และโทรเลข เนื่องจากเป็นผู้รับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข

ภายหลังการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2490 นายห้างชินกลับมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับกลุ่มซอยราชครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ที่มีความสนิทชนิดลึกซึ้งกินใจ ว่ากันว่า พล.ต.อ.เผ่าเคยลองใจนายห้างชินเรื่องขอยืมเงิน แทนที่นายห้างชินจะจัดให้ตามจำนวนที่ต้องการ แต่กลับเซ็นเช็คเปล่าให้พล.ต.อ.เผ่าไปกรอกจำนวนเงินเอาเองตามที่ต้องการ นับเป็นการวัดใจที่ได้ใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังการวัดใจพล.ต.อ.เผ่าก็ได้ใช้อำนาจช่วยประคองฐานะธนาคารกรุงเทพ ด้วยการกดดันให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจนำเงินเข้าฝาก และบีบบังคับให้บรรดาพ่อค้าข้าวและธุรกิจส่งออกต้องเปิด L/C กับธนาคารกรุงเทพ แต่ความสัมพันธ์อันดีที่นายห้างชินมีกับกลุ่มซอยราชครูกลับเป็นผลร้ายในเวลาต่อมา กล่าวคือเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ยึดอำนาจทำรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามเมื่อปีพ.ศ.2500 พล.ต.อ.เผ่ากับนายห้างชินก็มีอันต้องแยกทางกันโดยคนหนึ่งลี้ภัยไปประเทศสวีตเซอร์แลนด์ ส่วนอีกหนึ่งเผ่นไปตั้งหลักที่ฮ่องกง

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นวิกฤตครั้งสำคัญที่สุดของนายห้างชิน ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้อื่นที่ไม่ใช่นายห้างชิน ผมเชื่อเหลือเกินว่าธนาคารกรุงเทพคงล่มสลายไปแล้วนับแต่บัดนั้น แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะระดับคนหนือคนของนายห้างชิน ดังที่ได้กล่าวข้างต้นคือ การรู้จักคบหาบุคคลผู้ควรแก่การคบหา การมองเกมอำนาจ ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะมีสายตาที่กว้างไกล ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทำธุรกิจประสบความสำเร็จ นายห้างชินก็ยกฐานะทางสังคมของตัวเองขึ้นมาคบหาผู้มีอำนาจระดับรัฐบาลและกลุ่มขั้วอำนาจต่าง

เมื่อมีการทำรัฐประหารขึ้นในปีพ.ศ.2490 นายห้างชินจึงสามารถเปลี่ยนข้างไปใกล้ชิดกับกลุ่มราชครูโดยเฉพาะอย่างยิ่งพล.ต.อ.เผ่า แถมยังใจกว้างยกตำแหน่งประธานธนาคารกรุงเทพให้กับพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน หนึ่งในบุคคลสำคัญของกลุ่มราชครูที่ร่วมทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ นาวาสวัสดิ์ ที่ดร.ปรีดีให้การสนับสนุนอยู่ และแม้กระทั่งเวลาต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามในปีพ.ศ.2500 นายห้างชินก็ผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการแต่งตั้งพล.ท.ประภาส จารุเสถียร หนึ่งในคณะปฏิวัติ (ตามที่จอมพลสฤษดิ์ประกาศ) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกรุงเทพ แทนพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน….อำนาจจอมพลหรือจะสู้อำนาจเงิน

นายห้างชินในเวลานั้นถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในแวดวงธุรกิจและการธนาคาร ที่ชนชาวจีนต่างให้ความนับถือเพราะธนาคารกรุงเทพเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางธุรกิจของชาวจีน ซึ่งเป็นชีพจรเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจต่างๆของทั้งประเทศ แม้แต่ธุรกิจระดับยักษ์ๆของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเจริญโภคภัณฑ์, สหพัฒนพิบูล, ห้างเซ็นทรัลหรือแม้แต่ทักษิณ ชินวัตร ต่างล้วนเคยพึ่งพาใช้บริการธนาคารกรุงเทพผ่านนายห้างชินทั้งนั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่มากด้วยบารมีของนายห้างชิน

เมื่อธนาคารกรุงเทพเป็นศูนย์รวมกลุ่มธุรกิจของชาวจีนที่มีความมั่นคงแข็งแรง และโยงใยกับธรุกิจน้อยใหญ่ทั้งขายปลีกและขายส่งตลอดจนผู้บริโภคล้วนแต่เป็นชนชาวจีนทั้งสิน การที่จะจัดการกับนายห้างชินจึงยากและลำบากกว่าการรัฐประ หารล้มรัฐบาลจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และถ้าจะล้มนายห้างชินให้ลงจนได้ จอมพลสฤษดิ์ก็จำเป็นต้องมีกุนซือที่มีความสามารถหาวิธีสยบคนจีนได้ทั้งแผ่นดิน…..

นายชิน โสพาณิช ผู้เป็นตำนานราชาธนกิจที่มีความอัจฉริยะ ที่ถีบตัวเองจากชนชั้นผู้ยากไร้สู่ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับชาติ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่า “ราชาธนกิจ” ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น