หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 18

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์อัศวินเสเพลลูกชายคนโตทั้งสองคนทำให้วิกตอเรียผิดหวัง แทนที่จะเป็นอัศวินโต๊ะกลม กลับตกหลุมพรางสิ่งยั่วยวนที่เข้ามาในชีวิตของการเป็นราชนิกุล เหตุการณ์นี้ทำให้วิกตอเรียหันไปฝากความหวังไว้กับลูกชายคนที่สาม — อาเธอร์ ซึ่งอ่อนกว่าเบอร์ตี้ 9 ปี และเป็นลูกชายคนโปรดของวิกตอเรีย ดังที่ปรากฏอย่างชัดเจนในจดหมายที่เธอเขียนถึงสามีก่อนเสียชีวิต “ลูกคนนี้เป็นที่รักของฉัน รักมากกว่าลูกคนไหนๆ รองจากเธอแล้ว เขาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกสำหรับฉัน” แม้อาเธอร์จะทำผิดก็ได้รับความปรานีจากแม่ ในขณะที่ลูกคนอื่นต้องพบกับการปฏิบัติที่เย็นชา ตั้งแต่เด็ก อาเธอร์แสดงความสนใจในอาชีพทหาร เคยสร้างป้อมปราการของเด็กเล่นระหว่างพักผ่อนวันหยุดที่บ้านออสบอร์น สุดท้ายอาเธอร์อาจเป็นความหวังเดียวที่จะสามารถแสดงความเป็นผู้นำเยี่ยงชายชาติชาตรีดังที่อัลเบิร์ตวาดความหวังไว้ แต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมในห้องเรียนของอาเธอร์ไม่ได้ต่างไปจากพี่น้องคนอื่นมากนัก อาจารย์ที่สอนอาเธอร์เขียนจดหมายถึงวิกตอเรีย รายงานว่า “อาเธอร์ไม่เคยทำตามสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอนแม้แต่อย่างเดียว” แต่วิกตอเรียยังยึดมั่นกับทัศนะที่ว่า อาเธอร์เป็นลูกคนพิเศษ และมองว่า การขัดขืนอาจารย์ในชั้นเรียนนั้นเป็นเพียงเพราะอาเธอร์ยังไร้เดียงสา และได้เขียนจดหมายตอบไปว่า “อาเธอร์เป็นมิตรและมีความรักให้กับทุกคน ฉันกลัวว่าความบริสุทธิ์นี้จะถูกปัจจัยภายนอกทำให้ขุ่นมัว” ตลอดวัยหนุ่มของอาเธอร์ วิกตอเรียมุ่งหวังที่จะแยกเขาออกจากพี่ชายผู้ขาดความรับผิดชอบสำหรับลูกชายคนเล็ก — ลีโอโปล เขาอายุห่างจากเบอร์ตี้มากถึง 12 ปี อาจกล่าวได้ว่า ลีโอโปลเป็นลูกชายที่ฉลาดที่สุด มีความอยากรู้อยากเห็นในเชิงวิชาการอย่างมาก ซึ่งวิกตอเรียมองเห็นในจุดนี้ เธอกล่าวว่า “ทั้งจิตใจและสมอง ลีโอโปลเหมือนอัลเบิร์ตมากที่สุด” แต่ลีโอโปลกลับไม่ใช่ลูกคนโปรดของวิกตอเรีย ดังเช่นในกรณีของเบอร์ตี้ รูปลักษณ์ภายนอกกลับกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับของแม่ ลีโอโปลเป็นเด็กหน้าตาธรรมดา หรือออกจะดูจืดๆ ด้วยซ้ำ ฉลาดแต่ออกจะพิลึก และไม่ค่อยพูดจากับใคร นับเป็นเด็กที่อัปลักษณ์ที่สุดในครอบครัว หากได้มีโอกาสมองย้อนถึงจดหมายของวิกตอเรียที่เขียนบรรยายถึงลีโอโปลจะพบว่า ในหลายข้อความ วิกตอเรียสนใจแต่เรื่องรูปโฉมของลูกเท่านั้นโชคร้ายที่ลีโอโปลมีโรคประจำตัวคือโรคเลือดไม่แข็งตัว ซึ่งเป็นโรคอันตรายที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โรคนี้ส่งผ่านทางพันธุกรรมและลีโอโปลได้รับมาจากวิกตอเรีย แต่อาการไม่ปรากฏกับทุกคน และไม่ปรากฏในกรณีของวิกตอเรีย การส่งผ่านนี้มีส่วนส่งผลกระทบต่อสายเลือดราชวงศ์ในยุโรปที่เข้ามาเกี่ยวดองกับตระกูลวินเซอร์ของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี สเปน และรัสเซีย ลีโอโปลได้รับการวินิฉัยว่าเป็นโรคนี้เมื่ออายุเพียง 6 ขวบ วิกตอเรียลงโทษทั้งตัวเองและลีโอโปลสำหรับการต้องทนทุกข์ต่อโรคร้าย ขณะเดียวกันวิกตอเรียก็ใช้ประโยชน์จากลีโอโปลในการร้องขอความเห็นใจจากสาธารณชนของอังกฤษจากการมีเจ้าชายที่ป่วยกระเสาะกระแสะ เปรียบเทียบลีโอโปลว่าเป็นเสมือนเด็กน้อยในนิยายของชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เรื่อง ดอมบี้และลูกที่อ่อนหวานและเป็นเหมือนเทวดาตัวน้อยๆ ที่สวรรค์ส่งมา แต่ก็อาจเสียชีวิตเมื่อใดก็ได้เพราะปัญหาสุขภาพ การวาดภาพเช่นนี้ถือเป็นการหลอกลวงประชาชนอย่างรุนแรง เพราะในความเป็นจริง ลีโอโปลไม่ได้เป็นเด็กอ่อนแอเลย เขาเป็นคนกระฉับกระเฉงและมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความเจ็บป่วยนี้ เมื่ออัลเบิร์ตเสียชีวิต ลีโอโปลอยู่ระหว่างการรักษาตัวในต่างประเทศ วิกตอเรียเขียนจดหมายถึงลูกว่า “ฉันเศร้าเสียใจเป็นที่สุดกับการจากไปของพ่อเธอ” และขอร้องให้ลีโอโปลเดินทางกลับอังกฤษ จากนั้นวิกตอเรียได้กำชับบ่าวไพร่ให้บอกลีโอโปลให้เข้าใจว่า การเดินทางกลับบ้านในครั้งนี้จะเป็นการเดินทางที่เศร้าสลด เขาจะกลับมายังบ้านซึ่งยังอยู่ในระหว่างการไว้อาลัย และแม่ที่กำลังโศกเศร้าไม่อาจทนฟังเสียงเอะอะอึกทึกหรืออะไรก็ตามได้ทั้งสิ้น แม้จะมีอายุไม่ครบ 9 ปีดีนัก แต่ผนังกำลังขยับล้อมเข้ามาทุกด้าน แล้วในไม่ช้า บ้านก็กลายเป็นสถานที่จองจำในช่วงเวลาเดียวกัน วิกตอเรียยังงัดข้ออยู่กับเบอร์ตี้เรื่องการใช้ชีวิตเสเพลของเขา นับวันเบอร์ตี้ก็ยิ่งเดินออกห่างจากแผนการสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบ ยังคงเที่ยวเตร่และหาความสำราญอยู่เนืองๆ ซึ่งเบอร์ตี้มองว่าเป็นเรื่องปกติ มองว่าวิกตอเรียขาดอารมณ์ขันและขาดความสมดุลในการมองสิ่งรอบตัว สำหรับวิกตอเรีย วิธีเดียวที่อาจดึงเบอร์ตี้กลับมาสู่หนทางที่ถูกตามครรลองก็คือการแต่งงาน แต่ก่อนอื่น วิกตอเรียส่งเบอร์ตี้ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) ในอิสราเอลเพื่อให้ห่างไกลจากกิเลสตัณหา โดยมีบาทหลวงสูงอายุเดินทางไปด้วยเพื่อให้แน่ใจว่า ระหว่างการเดินทางผ่านปารีส เวียนนา จนไปถึงเยรูซาเล็ม เบอร์ตี้จะไม่แวะหลับนอนกับโสเภณีคนใด ในระหว่างที่เบอร์ตี้เดินทางแวะชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตะวันออกกลาง วิกตอเรียก็เดินหน้าเรื่องงานแต่งงานที่จะจัดให้มีขึ้นกับเจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อเล็ก” เจ้าสาวในอนาคตผู้นี้มีลักษณะหลายอย่างคล้ายกับเบอร์ตี้ เช่น ไม่ได้เป็นราชนิกุลที่มีการศึกษาสูง แต่เป็นคนสวยและมีมารยาทงาม วิกตอเรียเชื่อว่าการมีเจ้าสาวที่ไม่ฉลาดนักอาจเหมาะสมกับเบอร์ตี้ก็เป็นได้ ซึ่งเบอร์ตี้ก็เห็นชอบด้วยกับตัวเลือกเจ้าสาวในอนาคตนี้ และไม่รู้สึกอึดอัดใจกับการบังคับให้แต่งงานกับหญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 17

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์เมื่ออัลเบิร์ตเสียชีวิต วิกตอเรียกลายเป็นแม่หม้ายที่มีอายุเพียง 42 ปี หลังจากนั้นเธอต้องเผชิญโลกโดยลำพัง รวมถึงต้องเผชิญกับเบอร์ตี้และลูกชายอีกสามคน ได้แก่ อัลเฟรด หรือมีชื่อเล่นว่าแอฟฟี่ อายุ 17 ปี อาเธอร์ อายุ 11 ปี และลูกชายคนเล็ก ลีโอโปล อายุเพียง 8 ปี และเมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่ผู้ใหญ่ วิกตอเรียก็เริ่มกังวลใจมากขึ้นเพราะรู้ดีว่า เธอไม่อาจควบคุมลูกชายเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ได้ ทั้งไม่ใช่เพียงเรื่องของการควบคุมไม่ได้เท่านั้น แต่วิกตอเรียไม่มีความรู้และความเข้าใจเรื่องเพศของวัยรุ่น เธอจึงต้องพึ่งอัลเบิร์ต แต่อัลเบิร์ตก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน ตลอดเวลา วิกตอเรียโทษเบอร์ตี้ว่าเป็นต้นเหตุทำให้อัลเบิร์ตเสียชีวิต โดยเฉพาะเรื่องที่เบอร์ตี้มีเพศสัมพันธ์กับเนลลี่ ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ “พ่อผิดหวัง” และในที่สุดก็ตรอมใจตายวิกตอเรียเคยเขียนจดหมายระบายซึ่งสะท้อนถึงความเจ็บปวดของเธอ “ฉันไม่อาจมองดูหน้าเบอร์ตี้ได้อีก ใบหน้าของเขาอาจฆ่าฉันได้” ซึ่งไม่ได้สื่อเพียงว่าเธอไม่อาจทนมองเห็นเขาได้เท่านั้น แต่ยังเตรียมใจที่จะไม่มองเขาอีกเลยตลอดชีวิตด้วย หากมองย้อนกลับไปจะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวิกตอเรียและเบอร์ตี้เป็นความสัมพันธ์ที่เลวร้ายตั้งแต่ต้น ในวัยเด็กเบอร์ตี้ไม่ใช่ “ลูกในฝัน” ของพ่อและแม่ เบอร์ตี้เป็นคนอารมณ์แปรปรวนซึ่งต่างจากอัลเบิร์ตโดยสิ้นเชิงและเป็นสิ่งที่วิกตอเรียไม่อาจอภัยให้ได้ แม้แต่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก วิกตอเรียชังรูปร่างหน้าตาของเบอร์ตี้ ติว่าเขามีศีรษะเล็ก คางมน แม้แต่เสียงของเขายังทำให้วิกตอเรียรำคาญ เกือบจะทำให้เธอเป็นโรคประสาท ดังนั้นการปรับโฉมใหม่ของเบอร์ตี้จึงเป็นงานที่หนักหนา การปั้นให้เบอร์ตี้เป็นเจ้าชายที่เพียบพร้อมเริ่มจากการส่งเขาเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เคร่งครัด เคร่งครัดจนกระทั่งดูจะมากเกินไป และความผิดหวังของพ่อแม่ก็กดดันเขาอย่างหนัก เบอร์ตี้เองไม่เคยคิดอย่างจริงจังว่า วันหนึ่งในอนาคตตนจะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ของอังกฤษ เพราะเชื่อเสมอว่าวิกกี้ที่เฉลียวฉลาดกว่าตนจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นราชินีต่อจากวิกตอเรีย กระบวนการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ทำให้เบอร์ตี้สูญเสียชีวิตเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเสียใจอย่างยิ่งเมื่อเติบใหญ่กรณีที่เกิดขึ้นระหว่างอัลเบิร์ตและเนลลี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องน่าผิดหวัง แต่เป็นเรื่องน่ารังเกียจมากสำหรับวิกตอเรีย ความหวังว่าลูกจะเดินตามรอยพ่อจนถึงขนาดที่วิกตอเรียตั้งชื่อลูกด้วยชื่อเดียวกับสามี กลายเป็นเรื่องชวนหัวที่โหดร้ายเมื่อเธอต้องสูญเสียอัลเบิร์ตผู้เป็นสามี และยังต้องเผชิญกับความอัปยศที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเบอร์ตี้ ทำให้โลกของวิกตอเรียมืดมิดไปทุกด้าน ในที่สุดเธอถูกบังคับให้ยอมรับความจริงว่า เบอร์ตี้จะไม่มีวันเป็นได้อย่างพ่อเขา หากจะวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง แท้จริงแล้วเบอร์ตี้กลับได้แบบอย่างจากวิกตอเรีย เพราะวิกตอเรียเป็น “ฮาโนเวอเรียน” (ผู้มาจากตระกูลฮาโนเวอร์) และเธอเองก็ชอบเซ็กซ์ มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย เบอร์ตี้เลียนแบบวิกตอเรียเกือบทุกด้าน แต่ได้เพิ่มความสุดโต่งเข้าไปอีก สำหรับวิกตอเรีย การมีเพศสัมพันธ์นอกชีวิตสมรสถือเป็นภัยต่อราชวงศ์ ทุกครั้งที่เขียนจดหมายถึงเบอร์ตี้จึงเป็นการประนามเรื่องนี้เสียเป็นหลักขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของวิกตอเรียกับลูกชายคนที่สอง — อัลเฟรด — มีความซับซ้อนน้อยกว่าในระยะเริ่มแรก แอฟฟี่อายุน้อยกว่าเบอร์ตี้ 2 ปีครึ่ง และได้กลายมาเป็นลูกคนโปรดของอัลเบิร์ต แอฟฟี่มีพรสวรรค์เรื่องกลไกต่างๆ ฉลาดกว่าเบอร์ตี้มาก และดูจะเป็นความหวังให้พ่อแม่ได้ ตั้งแต่วัยเยาว์ แอฟฟี่ก็แสดงความสนใจในกองทัพเรือ ทันใดนั้น ภาพของเจ้าชายผู้บังคับการในกองทัพเรืออาจสามารถเรียกความสนใจและความรักจากสาธารณชนได้ เป็นอาชีพที่แสดงถึงความเป็นชาตินิยมได้อย่างดี ในช่วงแรกเบอร์ตี้และแอฟฟี่ได้รับการศึกษาร่วมกัน แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ถูกจับแยกเมื่อถูกจับได้ว่าแอบสูบบุหรี่ ขณะนั้นเบอร์ตี้อายุเพียง 14 ปีและแอฟฟี่อายุ 11 ปีเท่านั้น วิกตอเรียและอัลเบิร์ตเกรงว่าแอฟฟี่จะได้รับอิทธิพลในทางลบจากพี่ชาย จึงจับพี่น้องคู่นี้แยกชั้นเรียนตลอดสามปีต่อมา แอฟฟี่เรียนหนังสือแบบตัวต่อตัวกับอาจารย์และต้องพักอาศัยอยู่กับอาจารย์ ขณะที่เบอร์ตี้ได้รับการศึกษาอยู่ในรั้ววังต่อไป เขาต้องการทำให้กับพ่อแม่ความประทับใจจึงหัดเล่นไวโอลินด้วยตนเองแม้จะไม่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี ต่อมาเมื่ออายุย่าง 14 ปี แอฟฟี่ได้สมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือ สามปีหลังจากนั้นและอยู่ในระหว่างที่แอฟฟี่ออกทะเล อัลเบิร์ตก็เสียชีวิตลง เราอาจเข้าใจได้ถึงความเหงาของเด็กวัย 17 ปีที่กำลังรับใช้ชาติอยู่ในที่ที่ห่างไกลครอบครัว และไม่สามารถกล่าวลาพ่อเป็นครั้งสุดท้ายได้ ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1862 แอฟฟี่เดินทางกลับอังกฤษเพื่อร่วมไว้อาลัยอัลเบิร์ต การสูญเสียพ่อเป็นเรื่องที่ทำให้เศร้าใจอย่างยิ่ง แต่การที่วิกตอเรียฟูมฟายและไม่สามารถสื่อสารกับลูกๆ ได้ในช่วงเวลายากลำบากนี้ ยิ่งทำให้แอฟฟี่เป็นทุกข์มากขึ้น แอฟฟี่ไม่ได้สูญเสียผู้ปกครองเพียงคนดียว แต่เสียไปถึงสองคนแอฟฟี่หวนคืนสู่ท้องทะเลอีกครั้ง แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นวิกตอเรียก็ได้ข่าวว่า แอฟฟี่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนหนึ่งที่มอลตา และดังที่คาดการณ์ได้ วิกตอเรียโกรธและกล่าวประนามการกระทำของแอฟฟี่ มองว่าเป็นเรื่องที่นำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล เพราะ“ทหารเรืออาจเล่นสนุกได้ แต่เจ้าชายทำเช่นนั้นไม่ได้” เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเบอร์ตี้ พฤติกรรมของแอฟฟี่อาจนำมาซึ่งรอยด่างพร้อยแก่ราชวงศ์ แอฟฟี่จึงต้องประสบชะตากรรมเดียวกันกับเบอร์ตี้ จากจุดนั้น วิกตอเรียขาดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อแอฟฟี่โดยสิ้นเชิง กระทั่งในบางครั้งเธอถึงขนาดปฏิเสธที่จะพบแอฟฟี่ด้วยซ้ำ บอกว่า “ไม่สามารถอยู่ร่วมห้องเดียวกับแอฟฟี่ได้” วิกตอเรียไม่ยอมยกโทษให้ลูก นำไปสู่การแตกหักของความสัมพันธ์ที่ยากจะเยียวยา***ในรูปคือเจ้าชายอัลเฟรด

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 16

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บทที่ 3: เจ้าชายกับ “ความเป็นเจ้าชาย”วิกตอเรียและอัลเบิร์ตมีความฝันร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์ ความฝันที่ต้องฝากฝังไว้กับความสำเร็จของลูกชายทั้งสี่คน ในความฝันนี้ เจ้าชายต้องประพฤติตนเป็นเจ้าชาย ทำตนให้เหมาะสมกับฐานะและตำแหน่ง เจ้าชายที่ดีเลิศกว่าใครๆ ลูกทั้งสี่คนได้แก่ เบอร์ตี้ แอฟฟี่ อาเธอร์ และลีโอโปล จะต้องเป็นผู้รักษามาตรฐานความดีงามนี้ และช่วยกันสร้างสถาบันกษัตริย์ที่ตั้งอยู่บนศีลธรรม หากนั่นคือความฝัน ในความเป็นจริงเจ้าชายมักจะประพฤติตัวตรงข้าม เ บอร์ตี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเป็นเจ้าชายแบบเก่าที่มีทัศนคติแบบชนชั้นสูงต่อเรื่องเพศ นั่นคือ การมีเพศสัมพันธ์ให้มากที่สุด กับใครก็ได้ แอฟฟี่ก็ไม่ต่างไปจากเบอร์ตี้นัก ไม่ค่อยฉลาด และมีเพศสัมพันธ์กับหลายๆ คนในเวลาเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างวิกตอเรียกับลูกชายอาจเปรียบได้กับละครฉากใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซ็กซ์และการแข็งขืน เป็นการต่อสู้ของราชินีผู้มุ่งมั่นที่จะเอาชนะ วิกตอเรียจ้องแต่จะควบคุมทุกย่างก้าวของพวกเขา ทำตัวประหนึ่งเป็นเผด็จการในบ้าน ทุกๆ ตารางนิ้วของเสรีภาพที่ถูกยึดไปคืออีกหนึ่งตารางนิ้วที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกนำไปรายงานให้วิกตอเรียทราบ และวิกตอเรียก็ทำให้ลูกชายรับรู้ว่า พวกเขาอาจจะงัดข้อกับแม่ได้ แต่ไม่อาจทำได้เช่นเดียวกันได้กับราชินีของประเทศ การต่อสู้กับแม่เผด็จการนี้ได้สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับลูกชายในวัยเติบใหญ่ แต่ในทางกลับกัน กลับส่งผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ในลักษณะที่วิกตอเรียเองไม่เคยคาดหวังมาก่อน25 พฤศจิกายน ค.ศ.1861 อัลเบิร์ตรีบเดินทางไปเคมบริดจ์เพื่อพบกับลูกชายคนโต — เบอร์ตี้ ด้วยใจระส่ำระส่าย เบอร์ตี้ผู้นี้ในภายหลังได้สืบสันตติวงศ์ต่อจากวิกตอเรียและได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 แต่ในขณะนั้น มกุฎราชกุมารของอังกฤษซึ่งมีอายุเพียง 20 ปีและกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้เล่นสนุกกับสิ่งหนึ่งที่บิดามารดาของเขามองว่าเป็นการทำบาปหนัก นั่นคือ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งในระหว่างพำนักอยู่ที่ค่ายทหาร ณ ประเทศไอร์แลนด์ อันที่จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเบอร์ตี้กับหญิงชาวไอริชนามว่า เนลลี่ คลิฟเดน หญิงนักแสดงผู้รักสนุก น่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับชายหนุ่มทุกคน ในยุคนั้น แม้แต่ชายสูงศักดิ์ก็มักจะร่วมหลับนอนกับโสเภณีหรือไปสถานบริการทางเพศบ่อยๆ แต่ปฏิกิริยาตอบสนองจากอัลเบิร์ตนั้นเรียกได้ว่า โกรธเกรี้ยวเป็นที่สุด อัลเบิร์ตเชื่อในเรื่อง “พลังของเพศ” ในแง่ของการนำมาซึ่งเรื่องอื้อฉาวและความสูญเสียต่อราชวงศ์อังกฤษ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้อัลเบิร์ตทั้งเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมาก อย่าลืมว่าทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียต่างลงมือลงแรงในโครงการสร้างภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนธรรมดาทั่วไปที่จะสามารถมองไปยังผู้นำประเทศของตนได้ด้วยความภาคภูมิใจ และหัวใจของโครงการนี้อยู่ที่การสร้างมายาคติเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษให้เป็นประหนึ่งว่ายุคสมัยแห่งกษัตริย์คาเมลอตได้เกิดขึ้นอีกครั้งในวังวินเซอร์ภาพวาดที่ประทับใจวิกตอเรียที่สุดคือภาพอัลเบิร์ตสวมชุดขุนศึกแบบยุคกลางของอังกฤษ เธอเปรียบสามีของตนว่าเป็นอัศวินจากยุคกลาง หรือกระทั่งเป็นดั่งกษัตริย์อาเธอร์ในอดีต เธอจึงคาดหวังว่าจะส่งผ่านภาพอันงดงามนี้ไปยังลูกชาย เป้าหมายอยู่ที่การลบล้างความทรงจำในทางลบเกี่ยวกับตระกูลฮาโนเวอร์ซึ่งปกครองอังกฤษก่อนหน้ายุคของวิกตอเรีย และพยายามแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากชีวิตราษฎร ในยุคใหม่ของวิกตอเรีย ลูกชายทุกคนต้องปฏิบัติตนเฉกเช่นอัศวินผู้ยึดมั่นในคุณธรรมและปฏิเสธการสำส่อนทางเพศ โดยยึดเอาแบบอย่างจากความสมบูรณ์แบบของอัลเบิร์ต แต่เบอร์ตี้ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เมื่อพ่อและลูกเดินสนทนากันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายฝนฤดูหนาวที่เคมบริดจ์ ทำให้อัลเบิร์ตเป็นไข้หวัดเมื่อเดินทางกลับถึงวินเซอร์และเสียชีวิตในอีก 3 สัปดาห์ถัดมา จากนั้นโลกของวิกตอเรียก็กลายเป็นโลกแห่งความทุกข์ อัลเบิร์ตคือโลกของวิกตอเรีย เขาจัดการ ทำธุระ ดูแลทุกๆ มิติของชีวิตวิกตอเรียและของครอบครัว วิกตอเรียเคยกล่าวว่า “การสูญเสียอัลเบิร์ตเหมือนถูกถลกหนังออกจากกระดูก ช่างโหดร้ายและเจ็บปวดเหลือคณา”*****ในภาพคือ มกุฎราชกุมารเบอร์ตี้

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 15

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ผู้หญิงแถวหน้าวิกกี้เป็นพวกหัวก้าวหน้า หลักแหลม และมีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นลักษณะตรงข้ามกับ “ความเป็นเจ้า” วิกกี้มีส่วนผสมของสิ่งตรงข้ามสองประการ “ความเป็นเจ้า” กับ “ความฉลาด” วิกกี้เคยทำให้แม่ช็อคเมื่อเธออ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เสนอแนวคิดแบบสุดโต่งของชาร์ลส์ ดาร์วิน เรื่อง กำเนิดของสิ่งมีชีวิต (The Origin of The Species) ซึ่งกล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ วิกตอเรียเกรงว่าวิกกี้จะกลายเป็น “สิ่งมีชีวิตทันสมัย” ดังเช่นที่เธอเตือนลูกๆ คนอื่นว่า “อย่าไปฟังวิกกี้ อย่าปล่อยให้ความเชื่อดั้งเดิมของเธอต้องถูกสั่นคลอน อย่าอ่านหนังสือเหล่านี้ อย่าเชื่อคำแนะนำของวิกกี้” แต่ในบรรดาหนังสือที่วิกกี้หยิบขึ้นอ่าน ไม่มีเล่มใดที่ทำให้วิกตอเรียโกรธเท่าหนังสือซึ่งเป็นงานเขียนของคาร์ล มาร์ก เรื่อง ดาส กาปิตาล เมื่อวิกกี้เริ่มอ่าน เธอก็อยากรู้เพิ่มขึ้น แต่เพื่อไม่ให้วิกตอเรียโกรธ เธอจึงขอให้เพื่อนของเธอ เซอร์ แกรนท์ ดัฟ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปพบปะกับมาร์กแบบลับๆ แทนเธอ เริ่มแรกตัวดัฟเองมีมุมมองในทางลบต่อมาร์กอย่างมาก แต่หลังจากมีโอกาสพบปะกันก็เขียนจดหมายแจ้งวิกกี้ “มาร์กเป็นมิตรมาก ฉลาด และน่าประทับใจ และยังขอให้ผมฝากผ่านความปรารถนามายังเจ้าหญิงและสามีด้วย”หลุยส์เองก็มีความสนใจในเรื่องความเคลื่อนไหวใหม่ๆ และทำให้วิกตอเรียซึ่งมีหัวอนุรักษนิยมโกรธเป็นไฟ แม้ว่าวิกตอเรียจะเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งของสตรีและความเป็นเด็ดเดี่ยวสำหรับชนรุ่นหลัง แต่เธอกลับไม่พอใจอย่างมากกับขบวนการเคลื่อนไหวสตรีภายในประเทศ และไล่ตามหาว่าใครที่เห็นด้วยหรือเป็นสมาชิกของกลุ่มปกป้องผลประโยชน์ของสตรีบ้าง วิกตอเรียมีมุมมองเรื่อง “สตรี” ที่ค่อนข้างคับแคบ เธอเชื่อว่าไม่มีใครที่แสดงความเป็นสตรีได้เท่าเธออีกในจักรวาลนี้ ผู้หญิงของวิกตอเรียจะต้องอยู่กับบ้าน ความคิดนี้สวนทางกับการเรียกร้องสิทธิสตรีของผู้หญิงชนชั้นกลางที่มีความรู้ ทั้งสิทธิทางการเมือง การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและได้รับการศึกษาแบบเดียวกับผู้ชาย สำหรับหลุยส์ การปลดปล่อยสตรีถือเป็นภารกิจหลักของเธอ และหลุยส์สามารถทำได้เมื่อเธอได้พบกับเอลิซาเบ็ท การ์เร็ต สตรีคนแรกของอังกฤษที่สอบผ่านได้เป็นศัลยแพทย์ และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเรื่องสิทธิสตรี เมื่อทั้งสองได้พบกัน หลุยส์รู้สึกว่าเธอต้องการรู้ประวัติความเป็นมาของการ์เร็ตในทุกๆ ด้าน ทั้งภูมิหลัง และแรงดลใจในการเป็นศัลยแพทย์ หลังการพบปะกันทุกครั้ง หลุยส์ขอร้องการ์เร็ตว่า อย่านำเรื่องที่พบกันไปบอกวิกตอเรีย แต่ในที่สุดวิกตอเรียก็รู้เรื่องนี้และโกรธมาก เป็นเรื่องน่าสนใจที่ค้นพบว่า สำหรับคนที่ต้องสยบยอมต่อมารดาเสมอมา กลับสามารถก้าวมาถึงจุดที่เข้มแข็งพอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง และความคิดเหล่านี้ส่วนใหญ่สวนทางกับสิ่งที่แม่คิดไว้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างมาก หลุยส์ดีใจที่ได้พบกับการ์เร็ตซึ่งต่อมากลายเป็นบุคคลผู้พลิกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของสตรีของอังกฤษ ใน ค.ศ. 1866 การ์เร็ตและสตรีแนวหน้าอีกหลายคนได้ร่วมลงนามในคำร้องขอสิทธิการเลือกตั้งของสตรี หลุยส์สนับสนุนคำร้องนี้แต่ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ หลุยส์ไม่สามารถแสดงบทบาททางการเมืองได้เมื่อวิกตอเรียชราภาพลง ลูกสาวก็เริ่มแสดงความกล้ามากขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อหลีกเลี่ยงโทสะของวิกตอเรีย แม้ว่าวิกตอเรียจะมีระบบสอดส่องลูกสาวทุกคนที่เข้มงวด แต่พวกเธอก็สามารถเล็ดลอดสายตาของแม่และเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมหลากหลายที่วิกตอเรียอาจไม่เห็นชอบด้วย กระนั้นพวกเธอก็ยังคงทำต่อไป แม้วิกตอเรียจะสนับสนุนแนวคิดเรื่องประชาสงเคราะห์ แต่ลูกๆ ของเธอได้พัฒนาแนวคิดนี้ไปไกลอีกหนึ่งขั้น หลายปีต่อมา หลุยส์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานด้านสาธารณสุข เธอออกตรวจเยี่ยมเหล่าทหารและให้กำลังใจคณะพยาบาลให้ทำงานอย่างเต็มที่ หลุยส์อุทิศชีวิตเพื่อเสริมสร้างบทบาทใหม่ของสตรีในยุคที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้อยู่แต่ในบ้าน เธอสนับสนุนการศึกษาของสตรี ส่งเสริมให้สตรีมีงานทำนอกบ้าน เธออุทิศตัวอย่างมากให้กับงานที่เธอรักร่วมมือกับพี่สาวน้องสาวของเธอ ทั้งยังเป็นงานที่แม่ของเธอไม่เคยเห็นความสำคัญมาก่อนพี่น้องคนอื่นๆ ก็เริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องสถานะของสตรีเช่นกัน เฮเลน่ากลายมาเป็นผู้ก่อตั้งสภากาชาดอังกฤษ ช่วยให้ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานด้านการรักษาพยาบาล ในประเทศเยอรมนี วิกกี้และอลิซจัดตั้งองค์กรของสตรีที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบเป็นเอกเทศ และเมื่อศตวรรษที่ 20 กำลังจะมาถึง สตรีได้กลายเป็นกลุ่มแรงงานสำคัญของอังกฤษ ด้วยความมุ่งมั่นเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ลูกสาวทุกคนสามารถหลบหนีออกจากความเข้มงวดของแม่เพื่อค้นหาบทบาทที่มีคุณค่าต่อตนเองในฐานะเจ้าหญิงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคำจำกัดความใหม่เกี่ยวกับบทบาทของสตรีโดยรวมอีกด้วย ลูกสาวของวิกตอเรียมีส่วนสำคัญในการเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ให้กับสตรีชนชั้นกลางและชนชั้นใช้แรงงานชาวอังกฤษ เพื่อมุ่งสู่ศตวรรษที่ 20 งานสำคัญๆ เช่น พยาบาล งานด้านสวัสดิการสังคม งานรัฐบาลท้องถิ่น งานสอนหนังสือ กลายเป็นงานที่สร้างอาชีพให้กับสตรีจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่า ลูกสาวของวิกตอเรียต่างมีจิตใจของการเป็นนักปฏิวัติ แต่ขณะเดียวกันพวกเธอก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของการปกป้องภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์หลังจากวิกตอเรียเสียชีวิต เบียทริซได้รวบรวมจดหมายและงานเขียนของวิกตอเรียขึ้นเป็นเล่ม แม้ว่าก่อนหน้านี้วิกตอเรียจะพยายามเผาเอกสารเหล่านี้ก็ตาม เบียทริซต้องการให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงแง่มุมด้านบวกของวิกตอเรีย แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า แม่ของเธอเป็นคนหัวแข็ง อารมณ์ฉุนเฉียวและเจ้ากี้เจ้าการ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกถ่ายทอดไปยังลูกๆ ของเธอ วิกตอเรียอาจมองว่า ลูกชอบทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อเธออยู่เสมอ แต่เมื่อเรามองถึงผลผลิตที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวผู้เข้มแข็ง มีความคิดก้าวหน้าและมีความปรารถนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก็จะพบว่าพวกเธอเป็นมรดกตกทอดจากวิกตอเรีย สตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ เป็นผู้ที่ปกครองจักรวรรดิอังกฤษ วิกตอเรียต้องการให้ลูกๆ มีความเข้มแข็งเหมือนเธอ เพียงแต่ไม่ชอบใจที่ลูกๆ ใช้ความเข้มแข็งนี้เพื่อต่อสู้กับเธอ***ในรูปคือหนังสือ The Origin of Species โดย Charles Darwin

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 14

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การอยู่ภายใต้การควบคุมของแม่ตลอด 24 ชั่วโมงทำให้เบียทริซ “แก่ก่อนวัย” วิกตอเรียและเบียทริซกลายเป็นคนในวัยเดียวกัน เบียทริซมีลักษณะและท่าทางคล้ายผู้สูงอายุ มีปัญหาเรื่องไขข้ออย่างรุนแรงและไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ กระนั้นก็วิกตอเรียซึ่งสูงวัยขึ้นแล้วยังต้องการกักขังเธอไว้และไม่ยอมให้เธอแต่งงาน แขกที่มาร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังจะถูกเอ็ดทันทีหากมีการพูดถึงเรื่องการแต่งงานของเบียทริซ ครั้งหนึ่ง มีเจ้าชายเยอรมันคนหนึ่งซึ่งเบียทริซแสดงท่าทีสนใจ และวิกตอเรียจัดให้ชายผู้นี้นั่งข้างเบียทริซในระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำและสั่งเบียทริซว่า ห้ามพูดกับชายผู้นี้แม้แต่คำเดียว ในที่สุดทั้งคู่จึงไม่ได้สนทนากัน เป็นเหตุให้ฝ่ายชายเชื่อว่าเบียทริซไม่ได้สนใจตัวเขา และที่ผ่านมาเขาอ่านสถานการณ์ผิดไปเท่านั้น เจ้าชายเยอรมันจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งไปในที่สุดแต่แล้วใน ค.ศ.1884 เบียทริซ ลูกสาวที่เชื่อฟังที่สุด ก็ดิ้นรนหาอิสรภาพ ขณะนั้นเบียทริซมีอายุ 27 ปีและตกหลุมรักกับเฮนรี่ เจ้าชายแห่งบัตเตนเบอร์ก และประกาศว่าเธอต้องการสมรสกับเขา นับเป็นโอกาสเดียวที่เบียทริซแสดงอาการต่อต้านวิกตอเรีย เบียทริซทุรนทุรายจะหนีออกจากการควบคุมของแม่และต้องการเรียนรู้การเป็นผู้ใหญ่ด้วยตนเอง แต่วิกตอเรียปฏิเสธแม้กระทั่งการหารือถึงความเป็นไปได้ของการแต่งงาน แสดงความโกรธต่อสิ่งที่เธอเห็นว่าเป็น “การทรยศ” ของเบียทริซ การทำเช่นนี้นับเป็นเรื่องโหดร้ายที่สุดที่วิกตอเรียกระทำต่อชีวิตของเบียทริซ วิกตอเรียปฏิเสธที่จะพูดกับเบียทริซเป็นเวลานานถึง 6 เดือน แต่จะสื่อสารกันโดยผ่านการเขียนโน้ต และเมื่อต้องร่วมโต๊ะอาหารเช้าด้วยกัน วิกตอเรียจะส่งโน้ตให้เบียทริซแต่จะไม่ยอมมองหน้าเธอ อย่างไรก็ดี ในที่สุดวิกตอเรียต้องยอมจำนนต่อความต้องการของเบียทริซ และยอมให้มีงานสมรสได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ทั้งเบียทริซและเฮนรี่จะต้องย้ายเข้ามาอยู่ในวังวินเซอร์ สิ่งแปลกประหลาดที่สุดก็คือการที่วิกตอเรียมีทัศนคติรังเกียจชีวิตคู่ เพศสัมพันธ์และอารมณ์โรแมนติกที่เกิดกับครอบครัวของลูกเธอ สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องที่วิกตอเรียเห็นว่า เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้ใน ค.ศ.1871 บิดาของสามีวิกกี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดิแห่งเยอรมัน ทำให้วิกกี้ได้รับตำแหน่ง “ว่าที่จักรพรรดินี” ในทันที ความเป็นไปได้นี้ทำให้วิกตอเรียหงุดหงิด วิกตอเรียให้ความสำคัญกับยศฐาบรรดาศักดิ์อย่างมาก มองตัวเองว่าเป็นราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเธอจึงเริ่มมองถึงอนาคตที่วิกกี้จะก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดินีของเยอรมันว่าเป็นสิ่งท้าทายสถานะของเธอ วิกกี้จะเป็นจักรพรรดินี แต่วิกตอเรียไม่ได้เป็นจักรพรรดินี เพื่อตอบโต้ต่อเรื่องนี้ วิกตอเรียสั่งให้เบนจามิน ดิสราเอลิ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศให้เธอเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย ซึ่งนายดิสราเอลิเข้าใจถึงประสงค์ของวิกตอเรียและได้ประกาศต่อสาธารณชนโดยให้เหตุผลว่า บุตรีของราชินีกำลังจะมีตำแหน่งจักรพรรดินี และราชินีเห็นว่า เธอไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าบุตรสาวได้ นอกจากนี้ ลึกๆ แล้ววิกตอเรียยังยำเกรงต่อความหลักแหลมของวิกกี้ที่มีความสนใจทั้งเรื่องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ความคิดและมุมมองแบบสมัยใหม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนท้าทายต่อโลกทัศน์เก่าของวิกตอเรีย วิกกี้มีความคิดอ่านดี ฉลาด และสุดโต่งในบางครั้ง วิกตอเรียเคยพูดว่า “วิกกี้ เธอมีความสุดโต่ง อาจจะไม่เกินไปถ้าจะพูดว่าเธอเป็นรีพับลิกัน”***ในรูปคือ วิกกี้และสามี จักรพรรดิของเยอรมัน

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 13

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ขณะเดียวกัน เจ้าหญิงหลุยส์ก็ยังก่อปัญหาให้วิกตอเรียอยู่เสมอ หลุยส์ประสบความสำเร็จในการเป็นนักปั้น และยังเป็นโสด หลุยส์มีความงามเป็นเครื่องมือ ตาของเธอเป็นประกายสีฟ้า ผมยาวหยักศก และมักผูกด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน หลุยส์มีทรวดทรงงดงามที่สุดในบรรดาลูกสาวของวิกตอเรีย และยังมีบุคลิกภาพที่น่าชื่นชมด้วย ใครๆ ก็อยากใกล้ชิดหลุยส์ นั่งใกล้เธอ ศิลปินคนหนึ่งพูดถึงหลุยส์ว่า “หากฉันเป็นผู้ชาย ฉันจะไม่ยอมแพ้จนกว่าเธอจะแต่งงานกับฉัน” แต่สำหรับวิกตอเรีย การมีลูกสาวหน้าตางดงามถือเป็นปัญหา ใน ค.ศ.1869 เมื่อหลุยส์มีอายุเพียง 21 ปี นักปั้นรูปผู้ชื่อเสียงอย่างมาก นามว่า เซอร์เอ็ดการ์ โบห์ม ได้รับเชิญให้ไปพักที่วังบาลมอราล และได้มีโอกาสสอนการปั้นให้กับหลุยส์ โบห์มเองก็จัดว่าเป็นชายรูปงาม ดังนั้นเมื่อได้พบกัน ทั้งคู่จึงสานต่อความสัมพันธ์แบบพิเศษขึ้น วิกตอเรียสั่งการให้คนรับใช้ของเธอที่มีชื่อว่า จอห์น บราวน์ เฝ้าจับตามอง แต่หลุยส์เห็นว่าการกระทำของแม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเธออย่างรุนแรง ลูกๆ เชื่อว่าบราวน์เป็นสายลับให้วิกตอเรีย และในความเป็นจริง บราวน์ได้รายงานเรื่องการ “เกี้ยวพา” ระหว่างโบห์มและหลุยส์ จนทำให้วิกตอเรียต้องเข้ามาขัดจังหวะในโอกาสที่คนทั้งสองอยู่ชิดใกล้กันตามลำพัง ด้วยความโกรธ หลุยส์เผชิญหน้ากับบราวน์ กระชากไหล่ของเขาแล้วบอกให้เลิกสอดแนมเธอ หลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้ากันครั้งนี้ ทางออกเดียวก็คือวังจะต้องรีบหาสามีให้หลุยส์ แม้ว่าหลุยส์จะไม่ยอมให้มีการจัดการแต่งงานแบบคลุมถุงชนกับราชนิกุลเยอะมัน แต่วิกตอเรียก็มีแผนการชัดเจนโดยกำหนดว่า สามีของลูกสาวจำเป็นต้องมีเชื้อเจ้าและมาจากตระกูลที่เหมาะสม วิกตอเรียกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นราวกับต้องการออกแบบเชื้อสายตระกูลให้เป็นไปดังประสงค์ ครั้งหนึ่งวิกตอเรียบอกว่า เธอต้องการลูกเขยที่มีผมสีดำ เพื่อหลานของเธอจะมีสายเลือดที่ผสมกับยีนส์สีเข้ม เธอพูดถึงเรื่องการหาคู่ให้ลูกสาวเยี่ยงการสืบพันธุ์ของม้าหรือสุนัข เพื่อเฟ้นหาคู่ครองผู้คู่ควรมาเป็นสามีของหลุยส์ ทั้งครอบครัวจึงต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ด้วยโดยต่างเสนอและสนับสนุนตัวเลือกของตน แน่นอนว่าหลุยส์ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น หลุยส์เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ต้องการหาคู่ด้วยตนเอง และไม่ต้องการสมรสกับเจ้าชายต่างถิ่นซึ่งคนอื่นเลือกให้ ที่แน่ๆ เธอไม่สนใจเจ้าชายจากปรัสเซีย มีคำบอกเล่าว่า หลุยส์บอกว่า “ผู้ชายปรัสเซียมีกลิ่นตัวและขาดอารมณ์ขัน”ขณะเดียวกัน วิกตอเรียก็ยอมรับว่า ตัวเลือกที่เป็นราชนิกุลจากยุโรปเริ่มลดน้อยลง เวลาได้เปลี่ยนไปมาก พันธมิตรต่างชาติกลายเป็นต้นตอของปัญหาและความกังวลทางการเมือง และเมื่อยุโรปต้องเผชิญกับสงคราม วิกตอเรียถูกบังคับให้ยกเลิกแผนการจับลูกสาวแต่งงานกับราชนิกุลของยุโรป และหันมามองชายหนุ่มในอังกฤษแทน โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่ทั้งวิกตอเรียและหลุยส์เห็นพ้องกัน ในที่สุด หลุยส์รับข้อเสนอแต่งงานจากจอห์น มาร์ควิสแห่งลอร์น ทายาทของดยุคแห่งอาร์ไกลล์ จอห์นมีภาพลักษณ์แบบโรแมนติก มีผมอ่อน ตาสีฟ้าจัด มีการศึกษาและได้รับการขัดเกลามาอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความสนใจในการเมือง เคยเดินทางไปเยือนอเมริกา เขียนบทความและบทกวี และในที่สุด ใน ค.ศ.1871 ทั้งคู่ก็ได้สมรสกัน นับเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่เจ้าหญิงอังกฤษได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับสามัญชน ชาวอังกฤษตื่นเต้นและยินดีกับข่าวนี้ เพราะเบื่อหน่ายที่เจ้าชายและเจ้าหญิงอังกฤษต้องสมรสกับราชนิกุลต่างชาติ ดังนั้น ข่าวการแต่งงานจึงนับเป็นงานประชาสัมพันธ์ชิ้นเยี่ยมที่หลุยส์ได้ทำให้กับราชวงศ์อังกฤษแต่ต่อมา การใช้ชีวิตคู่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนคาดหวัง มีข่าวลือว่าจอห์นอาจเป็นเกย์ และมีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่สามีภรรยาย้ายเข้าไปอยู่ในวังเคนซิงตัน หลุยส์ได้สั่งให้สร้างรั้วอิฐปิดหน้าต่างวังเพื่อกันมิให้สามีหนีออกไปในเวลากลางคืนเพื่อ “เล่นสนุก” กับเหล่าทหารองครักษ์ในสวนเคนซิงตัน เมื่อวิกตอเรียทราบเรื่อง เธอได้แสดงความเห็นอกเห็นใจหลุยส์ ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกที่วิกตอเรียจะแสดงความรู้สึกเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม แม่ย่อมเข้าใจในความทุกข์โศกของลูกและยินดีที่จะยืนอยู่ข้างหลุยส์ซึ่งปกติไม่เคยทำเช่นนั้น แต่เรื่องอื้อฉาวก็ไม่จบลงง่ายๆ เมื่อหลุยส์ต้องอยู่กินกับสามีเกย์ จึงได้หันไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับอดีตครูสอนปั้นรูป เซอร์โบห์ม และในวันหนึ่ง เมื่อหลุยส์ไปพบโบห์มที่สตูดิโอ ประจวบเหมาะกับที่โบห์มเกิดอาหารหัวใจวายและเสียชีวิต ข่าวลือก็คือ โบห์มตายในอ้อมแขนของหลุยส์ ประหนึ่งเสียชีวิตในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ หลุยส์อ้างว่า เธอมีหญิงติดตามไปด้วย โบห์มต้องการนำรูปปั้นหนึ่งมาให้เธอดู แต่รูปปั้นมีน้ำหนักมากทำให้โบห์มล้มลงและเสียชีวิตวิกตอเรียเกรงว่าชื่อเสียงของราชวงศ์จะมัวหมองหลังจากข่าวลือแพร่ออกไป เธอออกมาให้การสนับสนุนครอบครัวต่อสาธารณะ แต่หลังฉาก วิกตอเรียก็ยังไม่รามือจากการสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้นเพื่อจะมีอำนาจเหนือลูกๆ ใน ค.ศ.1972 เบียทริซเป็นบุตรสาวคนเดียวที่ยังไม่แต่งงาน และวิกตอเรียต้องการให้เบียทริซอยู่ในสถานะนี้ต่อไปเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอ อันเป็นสิ่งที่เบียทริซทำตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย วิกตอเรียเรียกเบียทริซว่า “เบบี้” สะท้อนถึงการมองลูกสาวคนเล็กว่าเป็นเด็กทารกตลอดไป เบียทริซกลายมาเป็นบุคคลที่ยืนอยู่ตรงกลางชีวิตอันเต็มไปด้วยอารมณ์แปรปรวนของวิกตอเรีย และผลที่ได้รับก็คือ เบียทริซถูกปฏิบัติเยี่ยงเด็กตลอดชีวิตของเธอ ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง เบียทริซถูกบังคับให้เข้านอนแต่หัววัน ไม่ได้รับโอกาสให้โตเป็นผู้ใหญ่ เบียทริซเกรงกลัววิกตอเรียมากจนถึงขนาดที่ไม่กล้าแม้จะปริปากพูดในระหว่างรับประทานอาหาร เพราะ “ปากมีไว้สำหรับใส่อาหารลงท้องเท่านั้น” หากเธอต้องการพูดสิ่งใด วิกตอเรียก็มักจะขัดจังหวะไปเสียทุกที แต่แล้ววิกตอเรียก็ไม่สามารถเก็บลูกไว้ให้เป็นเด็กตลอดไปได้****ในรูปคือ วิกตอเรียกับเบียทริซ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 12

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ทั้งเฮเลน่าและคริสเตียนถูกจองจำในวังวินเซอร์จนตลอดชีวิต คริสเตียนต้องหันมาใช้ชีวิตที่ถูกบงการโดยวิกตอเรีย เช่น ได้รับการมอบหมายให้ดูแลเรื่องสวนของพระราชวัง ต้องคอยกำจัดกบไม่ให้แพร่พันธุ์ ต้องนำเข้าเป็ดมาประดับสระน้ำ และเป็ดจะเป็นเครื่องมือหลักในการกำจัดกบเพราะเป็ดกินกบเป็นอาหาร ต้องคอยสอดส่องและกำจัดสัตว์มีพิษ ทั้งหมดคือภารกิจของคริสเตียน เป็นภารกิจที่ต่างไปจากความฝันว่าจะแสดงบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ช่วยเจรจาให้เกิดการรวมเยอรมนี เป็นต้นวิกตอเรียพอใจกับการแต่งงานของเฮเลน่า แต่โกรธที่อลิซคัดค้านการแต่งงาน เพราะอลิซเชื่อว่านี่คือแผนของแม่เพื่อกักขังเฮเลน่าไว้กับตัว วิกตอเรียเรียกอลิซว่าเป็น “ปีศาจตัวร้าย” ในครอบครัว นี่คือจุดเริ่มของการแตกหักระหว่างวิกตอเรียและอลิซ เป็นความแตกหักที่ไม่มีทางประสานได้ วิกตอเรียไม่เคยแสดงความห่วงใยที่อลิซต้องอาศัยอยู่ในเยอรมนีในช่วงสงครามที่มีการต่อสู้และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในระยะเวลาหนึ่งทศวรรษของการแต่งงาน อลิซต้องเผชิญกับสงครามถึง 2 ครั้งที่กองกำลังของปรัสเซียได้ฉีกยุโรปออกเป็นเสี่ยงๆ อลิซเขียนจดหมายถึงวิกตอเรียว่า “ลูกจะอธิษฐานอย่างไรเพื่อขอให้การฆ่าฟันกันนี้ยุติลงเสียที แม่ไม่มีวันจินตนาการถึงเรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นรอบๆ เราที่นี่ได้เลย” ทางด้านของวิกตอเรียได้เขียนจดหมายสองฉบับถึงอลิซและวิกกี้ ในฉบับที่เขียนถึงวิกกี้ วิกตอเรียได้ตัดพ้อต่อว่าอลิซให้วิกกี้ฟัง แต่สุดท้ายวิกตอเรียทำพลาดโดยการใส่จดหมายผิดซอง ฉบับที่เขียนถึงอลิซกลับส่ไปถึงวิกกี้ และของวิกกี้ถึงมืออลิซ ทำให้อลิซล่วงรู้ถึงสิ่งที่วิกตอเรียคิดถึงตนอย่างตรงไปตรงมา เมื่อวิกตอเรียรู้ถึงความผิดพลาดนี้ก็ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใดและกล่าวว่า “ดีเหมือนกันที่อลิซจะได้รู้ว่าฉันคิดอย่างไรกับเธอ” หากจะมองอีกมุมหนึ่ง นี่เป็นคุณสมบัติพิเศษของวิกตอเรีย คือ ตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้ง พูดในสิ่งที่คิดจากเหตุการณ์นี้ อลิซยิ่งต่อต้านวิกตอเรียมากขึ้น และได้พบกับหนทางที่จะทำได้โดยเข้ารับการศึกษาด้านพยาบาลและการแพทย์ ซึ่งเธอรู้ดีว่าจะทำให้แม่ไม่พอใจ จากสภาพความเป็นอยู่ที่แวดล้อมไปด้วยทหารบาดเจ็บจากสงครามในเยอรมัน อลิซร้องขอให้วิกตอเรียส่งความช่วยเหลือมาจากอังกฤษ เช่น ผ้าลินิน เสื้อผ้าสำหรับผู้ป่วย และผ้าปูเตียง แม้จะเป็นของมือสองก็ตาม อลิซไม่ต้องการเป็นแค่นางพยาบาลที่รอรับคำสั่ง แต่ต้องการลงมือปฏิบัติเองเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย งานประเภทนี้มีความเสี่ยงสูง ทหารป่วยบางคนป่วยเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคฝีดาษ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้อิลซหวั่นเกรง เธอได้ค้นพบบทบาทหน้าที่ของตัวเองจากการทำหน้าที่พยาบาล และกล่าวว่าชีวิตคือการทำงาน ไม่ใช่ความบันเทิงเริงรมย์ วิกตอเรียรู้สึกไม่พอใจอย่างมากกับบทบาทใหม่ของอลิซ แม้ว่าที่ผ่านมาวิกตอเรียจะชื่นชมเหล่านางพยาบาลทั่วไป แต่การที่ลูกสาวในอกผู้มีสายเลือดกษัตริย์ต้องไปเกลือกกลั้วกับร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่วิกตอเรียรับไม่ได้เมื่อหลุยส์ต้องการเดินทางไปเยี่ยมอลิซ วิกตอเรียเตือนว่า “ให้ระวังและอย่าเล่าเรื่องส่วนตัวให้อลิซฟัง อย่าพูดเรื่องเซ็กซ์หรือเรื่องสรีระ เพราะเรื่องเหล่านี้ “เธอไม่ควรให้อลิซรับรู้” แม้วิกตอเรียจะไม่เห็นชอบกับอาชีพแพทย์ แต่อลิซก็ดื้อดึงทำต่อไป ทั้งยังได้รับคำแนะนำจากฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (ผู้ก่อตั้งการพยาบาลแผนใหม่) แล้วในที่สุดอลิซก็ตั้งองค์กรที่รวมเอาพยาบาลทั้งหมดในเยอรมนีมาทำงานร่วมกัน ใน ค.ศ.1871 เธอก็ตั้งโรงพยาบาลเคลื่อนที่ขึ้นในวังของตน ความเคลื่อนไหวของอลิซนี้มีส่วนทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์อังกฤษได้รับการยอมรับมากขึ้น ถือเป็นงานด้านสวัสดิการที่เกิดจากพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นงานประเภทประชาสงเคราะห์ซึ่งก่อนหน้านี้สถาบันกษัตริย์ไม่ให้ความสนใจนัก การต้องเผชิญกับสงครามที่เกิดในเยอรมนีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของอลิซยากลำบากมากขึ้นแม้จะยังดำรงตำแหน่งเจ้าหญิงก็ตาม บ่อยครั้งที่อลิซเขียนจดหมายมาขอทุนทรัพย์จากแม่ แต่ก็มักถูกเพิกเฉย ความขัดแย้งระหว่างวิกตอเรียกับอลิซทำให้ทั้งสองเหินห่างกันในรูปคือมหานครลอนดอนในยุควิกตอเรีย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

การสังหารหมู่ราชวงศ์เนปาล

เหตุการณ์เกิดวันที่ 1 มิถุนายน ปี 2001 (2544) ดิชั้นยังเป็นนักศึกษาสาวปริญญาเอก อาศัยอยู่ ณ กรุงลอนดอน ข่าวออกคืนนั้น มกุฎราชกุมารดีเปนดร้า ของเนปาล ถือปืนกลเข้าไปในงานเลี้ยงที่มีแขกมากมายภายในพระบรมมหาราชวัง กษัตริย์บิเรนดร้า (ผู้เป็นพ่อ) ได้ถามลูกชายว่า ถือปืนเข้ามาทำไมแบบนี้ ลูกชายตอบว่า ผมจะเอามาฆ่าพ่อ จากนั้น ก็ยิงปืนกราดใส่พ่อ แม่ (ราชินี) พี่น้องและญาติทั้งหมด 9 คน เสียชีวิตทันที บาดเจ็บสาหัสอีก 4 คน ผู้รอดจากเหตุการณ์เล่าว่า เป็นเหมือนฉากหนังฮอลีวู้ด ยิงทิ้ง ยิงไม่เหลือ ยิงไม่กลัวเปลืองกระสุน แขกเหรื่อหนีตายอลหม่าน จากนั้น ตัวมกุฏราชกุมารวิ่งออกมานอกตึก แล้วเอาปืนฆ่าตัวเองตาย แต่ไม่ตายในทันที อยู่สภาวะโคม่า 3 วัน ช่วงนั้น แม้เค้าเป็นฆาตกร แต่ได้รับการสืบตำแหน่งเป็นกษัตริย์เนปาลทันที สาเหตุของการสังหารหมู่นั้นยังคลุมเครือ แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่า มาจากเรื่องความรัก ทางวังไม่ยอมให้เค้าแต่งงานกับผู้หญิงที่เค้ารักที่ต่างวรรณะ
….หลังจากเสียชีวิต เนื่องจากไม่มีผู้สืบสกุลเหลือ บัลลังค์จึงตกเป็นของคุณลุง ที่กลายเป็นกษัตริย์ที่ชื่อว่า เกียเนนดร้า แต่ครองราชย์อยู่ได้เพียง 7 ปี สถาบันกษัตริย์ก็ล่มสลาย สาเหตุของการล่มสลายส่วนหนึ่งมาจากคนขาดศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ และตัวเกียเนนดร้าเองที่ไร้ความชอบธรรมและคุณธรรมในการปกครองประเทศ รวมถึงความพยายามที่จะรวบอำนาจทั้งหมด จนนำไปสู่การล้มล้างการปกครองแบบกษัตริย์ที่ประสบความสำเร็จ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 11

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์วิกตอเรียยังเป็นคนขึ้อิจฉา ต้องการได้ความรักทั้งหมดจากลูก และไม่ชอบให้ลูกๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนนอกวงศ์ตระกูล วิกตอเรียกล่าวว่า “ห้ามมีมิตรภาพ ห้ามผูกมิตรกับใคร ความใกล้ชิดเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก และมักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด” วิกตอเรียไม่เพียงห้ามหลุยส์มิให้มีเพื่อน แต่ยังห้ามกิจกรรมบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง เมื่อหลุยส์อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้เข้าร่วมงานเต้นรำเช่นเดียวกับเด็กสาวคนอื่นๆ แต่วิกตอเรียกลับสั่งห้ามมิให้หลุยส์ร่วมงานใดๆ และวังบักกิ้งแฮมก็ไม่เคยจัดงานบอลรูมแม้แต่ในช่วงที่อัลเบิร์ตยังมีชีวิตอยู่ ความพยายามในการจำกัดชีวิตทางสังคมของลูกสาวอาจมีที่มาจากอดีตในวัยเยาว์ของวิกตอเรียที่ต้องเผชิญกับความเดียวดาย จึงดิ้นรนไขว่คว้าหาความรักและความสนใจ แต่เมื่อวิกตอเรียกลายมาเป็นแม่ กลับเป็นการยากที่จะแสดงความรักที่มีต่อลูกแม้แต่ในช่วงที่ลูกๆ ยังเล็กอยู่มาก ในความเป็นจริงวิกตอเรียมีความรู้สึกแบบ “กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก” และความรู้สึกเช่นนี้บั่นทอนจิตใจและความเชื่อมั่นของลูกๆ เป็นอย่างมากวิกตอเรียมักตัดสินลูกจากรูปร่างหน้าตา ชื่นชมความงาม และเกลียดความอัปลักษณ์ เช่นที่วิกตอเรียพูดว่า “เธอผิดนะที่คิดว่าฉันไม่รักเด็ก จริงๆ ฉันรักเด็ก แต่ต้องเป็นเด็กที่น่าตาดีเท่านั้น” ในกรณีนี้ วิกตอเรียอาจหมายถึงเฮเลน่าซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่า “สวยน้อยที่สุด” ในบรรดาเจ้าหญิงทั้งหมด 5 คน “น่าสงสารเฮเลน่า รูปร่างเธอใหญ่และยาว ซึ่งทำให้เธออัปลักษณ์” อาจเป็นความจริงที่ว่า เฮเลน่าะดู “เรียบ” ที่สุด แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวของเธอ เป็นเรื่องปกติสำหรับครอบครัววินเซอร์ที่สมาชิกครอบครัวจะมีน้ำหนักเกินตัว แม้แต่วิกตอเรียเองยังหนักถึง 76.2 กิโลกรัมทั้งที่สูงเพียง 4.11 ฟุตเท่านั้น แต่สำหรับเฮเลน่า เธอมักถูกแม่ตำหนิว่าไม่รู้จักรักษาทรวดทรง ในทางตรงข้าม ลูกสาวคนที่สวยที่สุดก็คือหลุยส์ ความสวยทำให้หลุยส์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและสามารถที่จะต่อกรกับวิกตอเรียได้ปฏิวัติราชินีเมื่อถูกบีบคั้นให้อยู่แต่ในกรอบ วิธีเดียวที่จะออกจากกรอบนั้นได้คือการ “ปฏิวัติ” เจ้าหญิงหลุยส์หันไปสนใจศึกษาด้านศิลปกรรม โดยเฉพาะการปั้นรูป และในที่สุดก็ได้มีสตูดิโอเป็นของตนเองซึ่งกลายมาเป็นวิธีหลบหนีจากแม่ วิกตอเรียพยายามบังคับให้เธอยุติงานปั้น โดยมีความเห็นว่า งานศิลปะไม่ใช่เรื่องของสุภาพสตรี เป็นสิ่งที่ “ไม่คู่ควรกับผู้หญิง” โดยเฉพาะ “เจ้าหญิง” แต่วิกตอเรียก็ไม่สามารถหยุดยั้งหลุยส์ได้ เมื่อหลุยส์ตั้งใจจะทำอะไรแล้วไม่มีใครหยุดเธอได้ ตัวอย่างของความเป็นตัวของตัวเองของหลุยส์ก็คือ เธอต้องการเป็นนักปั้น ส่วนหนึ่งเพราะต้องการท้าทายวิกตอเรีย และในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยอมอ่อนข้อ อนุญาตให้หลุยส์เป็นเจ้าหญิงคนแรกที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนนอกรั้ววังบักกิ้งแฮม ใน ค.ศ.1868 หลุยส์ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดศิลปะแห่งชาติ ร่วมรุ่นกับสตรีหัวก้าวหน้าที่หันมาเรียนวิชาปั้นรูปกระนั้นวิกตอเรียยังคงหวาดกลัวอยู่เสมอกับสิ่งที่หลุยส์จะต้องพบเจอในการเรียนศิลปะ สิ่งที่น่าหวาดหลัวที่สุดคือวิชาการปั้นรูปจากแบบ (เปลือย) ที่มีชีวิต วิกตอเรียรำพึงว่า “จะเป็นการดีกว่าที่หลุยส์จะเลือกการวาดภาพ เช่น วาดภาพสุนัข วาดภาพนางสนม วาดอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสรีระมนุษย์” วิกตอเรียมองว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่แสดงถึงความเป็นกุลสตรี แม้จะอนุญาตให้หลุยส์ไปโรงเรียนแต่ก็จำกัดวัน โดยบังคับให้เธอต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านส่วนหนึ่งเพื่อช่วยงานตอบจดหมายของวิกตอเรีย นักศึกษาคนอื่นๆ รู้สึกประหลาดใจว่า หลุยส์ยังสามารถมาโรงเรียนและช่วยงานราชินีไปพร้อมๆ กัน หรือในบางครั้งอาจจำเป็นต้อง “โดดเรียน” เพื่ออยู่ทำงานให้แม่ ต่างไปจากภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมักมีต่อราชวงศ์ว่า เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอย่างสบาย ความจริงแล้ว หลุยส์ทำงานหนักกว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงในรุ่นเดียวกัน แต่ในที่สุดรางวัลที่หลุยส์ได้รับก็คุ้มค่า หลุยส์กลายเป็นนักปั้นหญิงคนแรกของอังกฤษที่ปั้นรูปบุคคลสำคัญซึ่งตั้งอยู่ในที่สาธารณะ รูปปั้นนั้นก็คือรูปปั้นของราชินีวิกตอเรียซึ่งยังตั้งเด่นเป็นสง่าที่ด้านนอกของพระราชวังเคนซิงตั้น ณ กรุงลอนดอนหลุยส์ประสบความสำเร็จในการทลายกำแพงที่สร้างขึ้นโดยวิกตอเรีย แต่วิกกี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่หนักหนากว่า เธอถูกอัลเบิร์ต “ปั้น” เพราะเห็นว่าเฉลียวฉลาดกว่าลูกคนอื่นๆ วิกกี้ถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อต้องย้ายตามสามีไปอยู่ที่ปรัสเซีย ปัญหาคือวิกกี้ไม่ได้มีอิทธิพลเท่าที่ตัวเองได้คาดหวังไว้ เมื่อไม่มีบทบาทที่จะเล่นมากนัก เธอจึงสถาปนาตัวเองเป็น “แม่สื่อ” หาคู่ให้กับน้องสาว ส่วนหนึ่งเพื่อให้ตัวเองมีอะไรทำ อีกส่วนก็เพื่อสร้าง “อิทธิพล” ขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เธอขาดอิทธิพลใดๆ งานแรกคือการจับคู่ให้เฮเลน่าซึ่งมีอายุเพียง 19 ปี แม้จะไม่มีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่เฮเลน่าก็พร้อมที่จะออกเรือน และที่น่าแปลกใจที่สุดคือวิกตอเรียก็เห็นชอบด้วย คู่ของเฮเลน่าเป็นเพื่อนชาวเยอรมัน ของวิกกี้ นามว่า “คริสเตียน” และมีอายุมากกว่าเฮเลน่าถึง 15 ปี คริสเตียนมีรูปร่างปานกลาง สูงพอควร ศีรษะล้าน ไม่นานจากนั้นหลังได้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น เมื่อใน ค.ศ.1891 เจ้าชายอาเธอร์ (พี่ชายของเฮเลน่า) ทำปืนลั่น กระสุนยิงถูกตาของคริสเตียน แต่คริสเตียนไม่ได้แสดงความโกรธแต่อย่างใด แม้ว่าคริสเตียนจะไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่งมี แต่วิกตอเรียก็เอ็นดูคริสเตียนอยู่มาก การที่วิกตอเรียยินดีกับการแต่งงานนี้ก็เพราะรู้ถึงสภาพทางเศรษฐกิจของคริสเตียน หมายความว่า หลังการสมรส คริสเตียนจำเป็นต้องย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับวิกตอเรียเพื่อความอยู่รอด วิกตอเรียจะไม่อนุญาตให้ลูกสาวที่เหลือสมรสกับใครๆ ก็ได้ แล้วพาลูกสาวออกจากอกเธอไป ดังนั้นลูกเขยในอุดมคติจึงน่าจะมีคุณลักษณะที่ “ทึมๆ” “เชื่อง” “ไม่มีความเห็น” และไม่จำเป็นต้องมั่งมี แต่พร้อมย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัววินเซอร์ เพราะในที่สุดแม่ก็ไม่ต้องการสูญเสียลูกไป

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 10

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ก่อนอัลเบิร์ตเสียชีวิต ได้มีการวางแผนการแต่งงานระหว่างอลิซกับเจ้าชายเยอรมัน นามว่า หลุยส์แห่งเฮสเซ เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมันกับอังกฤษให้แน่นแฟ้นขึ้นอีก แม้วิกตอเรียจะไม่ต้องการเสียลูกสาวไปอีกหนึ่งคน แต่ก็ไม่อาจฝืนความปรารถนาของสามีที่ตายจากไปได้ หกเดือนหลังจากอัลเบิร์ตเสียชีวิต งานสมรสก็มีขึ้นแต่เป็นงานสมรสที่เรียบง่าย มีพิธีเล็กๆ จัดขึ้น ณ บ้านออสบอร์น สำหรับวิกตอเรียที่ยังทกุข์ตรม ความสุขของลูกสาวที่จะได้แต่งงานไม่ใช่สาเหตุของการเฉลิมฉลองใดๆ ทั้งสิ้น งานแต่งงานของอลิซจึงเป็นเหมือนงานศพ วิกตอเรียกล่าวว่า “ฉันปวดใจที่ได้ยินว่า อลิซมีความสุขที่ได้แต่งงานกับหลุยส์ ฉันไม่ขอแสดงความยินดีกับเธอ โดยเฉพาะกับความสุขที่เธอจะมีกับครอบครัวใหม่ กับสามีที่เธอรัก ฉันได้แต่นั่งเสียใจกับตัวเอง เพราะฉันไม่มีสามีที่ฉันรักอยู่เคียงข้างอีกต่อไป” ในงานแต่งงาน อลิซได้รับอนุญาตให้ “ออกทุกข์” เพียงหนึ่งวันและสามารถใส่ชุดวิวาห์สีขาวได้ วิกตอเรียยังพูดทำนองนี้กับลูกสาวคนอื่นๆ เมื่อต่างตัดสินใจแต่งงานในเวลาต่อมาการแต่งงานนี้ทำให้อลิซหลุดพ้นออกจากบ่วงความเศร้าโศกของมารดา ชีวิตใหม่ของอลิซคือการได้เป็นเจ้าหญิงในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของเยอรมนี และเดินรอยตามวิกกี้ผู้สมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งปรัสเซียเมื่อสามปีก่อนหน้า แต่การดำรงตำแหน่งเจ้าหญิงในศตวรรษที่ 19 ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ วิกกี้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ระแวงสงสัยบุคคลรอบข้าง มีชีวิตที่ไม่สามารถเติมเต็มได้ การออกเรือนไปอยู่เยอรมนีคือการตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมซึ่งแตกต่างไปจากความคุ้นเคยอย่างมาก ภายใต้เงื่อนไขนี้ วิกกี้มักจะเขียนจดหมายมาปรับทุกข์กับวิกตอเรียอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มักได้รับจดหมายตอบกลับที่ยิ่งทำให้วิกกี้หดหู่มากขึ้น เช่น เมื่อวิกตอเรียได้ข่าวว่าวิกกี้กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก เธอเขียนจดหมายถึงวิกกี้ว่า “ข่าวเธอตั้งครรภ์ช่างเป็นข่าวเลวร้ายที่สุด ทำให้ฉันสลดใจอย่างยิ่ง” วิกกี้ตอบว่า “แต่แม่ก็รู้ไม่ใช่หรือคะว่าฉันรักเด็ก การให้กำเนิดถือเป็นการให้ชีวิตอีกหนึ่งชีวิตขึ้นลืมตาดูโลก” วิกกี้อาจอยู่ห่างจากวิกตอเรียถึง 700 ไมล์ แต่ก็ไม่สามารถหลบหนีการทารุณกรรมทางคำพูดจากวิกตอเรียได้ แม่ลูกคู่นี้เขียนจดหมายติดต่อกันมากถึง 8,000 ฉบับ สะท้อนทั้งความรัก ความชัง และความเห็นแก่ตัวจากฝ่ายแม่วิกตอเรียนับได้ว่าเป็น “เจ้า” แห่งการเขียนจดหมายในศตวรรษที่ 19 ผ่านจดหมายเหล่านี้ เธอได้ปลดปล่อยความรู้สึกผ่านตัวอักษรซึ่งมักสะท้อนถึงความกังวลใจของเธอในเรื่องต่างๆ อาทิ เมื่อวิกตอเรียเขียนถึงลูกหลายๆ คนในโอกาสต่างๆ กัน จะปรากฏประโยคเหล่านี้ “คำตอบของเธอที่ส่งมาทางโทรเลขเมื่อวาน แม่อ่านแล้ว แต่ไม่รู้สึกประทับใจ ตกลงเธอจะบอกแม่ได้ไหมว่าเธอเป็นหวัดหรือมีไข้กันแน่” “การที่ฉันไม่รู้อาการที่แท้จริงของเธอมันทำให้ฉันเสียสติรู้ไหม” “แม่หวังว่าเธอคงไม่อ้วนขึ้น อย่ากินของแสลง อย่าดื่มสุรามาก เพราะจะทำให้อ้วน” จดหมายเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือของวิกตอเรียในการควบคุมพฤติกรรมของลูกแม้จะอยู่ห่างกันหลายร้อยไมล์ก็ตาม ไม่เพียงวิกตอเรียจะเป็นเผด็จการต่อลูกๆ แต่ยังเป็นแม่ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจ เมื่อครั้งที่วิกกี้ตั้งครรภ์และพลาดตกลงจากบันได ทำให้เจ็บปวดที่ข้อเท้าอย่างมาก วิกตอเรียเขียนจดหมายไปหาวิกกี้ว่า “ฉันว่าเธอกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เหมือนที่เธอชอบทำมาตลอด คนอื่นที่ไม่รู้ว่าเธอเสแสร้งก็จะคิดว่าเธอป่วยจริงๆ ซึ่งเธอไม่ได้ป่วยจริง” วิกกี้มักจะเกรงกลัวแม่และมักอ้อนวอนขอให้วิกตอเรียยกโทษให้ “แม่คะ อย่าโกรธลูกเลย แค่คิดว่าความเจ็บป่วยของฉันทำให้แม่ลำบากใจก็เป็นเรื่องที่แย่พอดูแล้ว”มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ทำให้วิกตอเรียต้องผิดใจกับวิกกี้และอลิซอย่างมากก็คือการให้นมลูก วิกตอเรียเกลียดเด็กทารกและปฏิเสธที่จะให้นมลูกจากอก ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะการให้นมลูกในยุควิกตอเรียถือว่าเป็นเรื่องที่รับได้สำหรับสตรีในสังคม รวมถึงสตรีในกลุ่มชนชั้นสูง วิกตอเรียสั่งห้ามมิให้ลูกทั้งสองให้คนให้นมลูก แต่ทั้งสองตัดสินใจไม่ทำตามคำสั่ง ทำให้วิกตอเรียโกรธมาก เขียนจดหมายตำหนิว่า “มันทำให้ฉันขนลุกขนพองทุกครั้งที่คิดว่า ลูกทั้งสองของฉันได้กลายเป็นโคไปซะแล้ว” วิกตอเรียแก้แค้นลูกที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งโดยตั้งชื่อวัวตัวหนึ่งที่เลี้ยงอยู่ในเขตวังว่า “เจ้าหญิงอลิซ”สี่ปีหลังจากสูญเสียอัลเบิร์ต ลูกสาวอีก 3 คนยังคงครองความเป็นโสด ได้แก่ เฮเลน่า หลุยส์ และเบียทริซ ซึ่งกลายมาเป็นนักโทษที่ถูกกักขังอยู่ในรั้ววัง ในจำนวนนี้ ไม่มีใครที่ต้องทนทุกข์ทรมานเท่ากับเจ้าหญิงหลุยส์ ด้วยเหตุที่หลุยส์ต่อสู้กับวิกตอเรียอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองมีแต่ความขมขื่น วิกตอเรียบรรยายหลุยส์ว่าเป็น “ผู้หญิงสมองตีบ” และยากที่จะเสวนาด้วย หรือกระทั่งทำตัวเป็นปัญหาด้วยซ้ำ ในช่วงที่ต้องสูญเสียอัลเบิร์ตไป หลุยส์กำลังก้าวเข้าเข้าสู่วัยรุ่น วัยที่โลกน่าจะเปิดกว้างออกสำหรับพวกเธอ แต่โลกของเธอกลับต้องคับแคบลงเพราะความเป็นเผด็จการของวิกตอเรีย ในโอกาสหนึ่ง หลุยส์นัดดื่มชากับเพื่อนของเธอ แต่วิกตอเรียบังคับให้เธอยกเลิกนัดเพราะไม่ต้องการให้เดินทางออกไปจากนอกพระราชวัง หลุยส์เขียนจดหมายขอโทษเพื่อน แต่อธิบายในทำนองที่ยกความผิดให้กับวิกตอเรีย “ดูเหมือนว่าราชินีวิกตอเรียจะไม่ต้องการให้ฉันห่างหายไปจากสายตาเธอ ฉันรู้สึกเสียใจมากที่ออกไปดื่มชาร่วมกับเธอไม่ได้”***ในภาพคือเจ้าหญิงวิกกี้

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น